Cœur fidèle

Cœur Fidèle (1923)

Cœur Fidèle

Cœur Fidèle (1923) French : Jean Epstein ♥♥♥♡

เรื่องราวรักสามเส้าเชยๆ หญิงสาวถูกบีบบังคับให้ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก เฝ้ารอคอยความช่วยเหลือจากชายในฝัน ‘damsel in distress’ แต่ด้วยวิธีการนำเสนอ French Impressionist จักสร้างความประทับใจให้ผู้ชม ตื่นตระการตาด้วยเทคนิค ภาษาภาพยนตร์ งดงามราวกับบทกวี

“[Cœur fidèle] was a sensation, and was to remain [Epstein’s] best film. It touches us still by its fidelity to everyday life”.

นักวิจารณ์ Georges Sadoul

Jean Epstein อาจไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคอหนังรุ่นใหม่ (ถ้าเอ่ยแต่นามสกุล Epstein หลายคนอาจสับสนกับ Sergei Eisenstein) แต่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อจากการต่อล้อต่อเถียง Luis Buñuel ขณะทำงานเป็นลูกศิษย์ ผู้ช่วยผู้กำกับ มองหน้ากันไม่ติดเพราะต่างมีทัศนคติต่อภาพยนตร์ แตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง! ขณะที่ Buñuel มองภาพยนตร์คืออิสรภาพในการสรรค์สร้างความฝัน Epstein พยายามครุ่นคิดทำทุกสิ่งอย่างให้มีนัยยะความหมายเปะๆตามจินตนาการ

แม้ว่าชื่อของ Epstein จะค่อยๆเลือนลางไปตามกาลเวลา (ผิดกับ Buñuel กลายเป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์) แต่ก็มีหลายๆผลงานอันทรงคุณค่า หนี่งในนักทดลอง บุกเบิกยุคสมัย French Impressionist ก่อนพัฒนากลายมาเป็น Poetic Realism ภาพยนตร์มีความงดงามดั่งบทกวี

Cœur Fidèle หรือ The Faithful Heart (1923) ผลงานลำดับสามของผู้กำกับ Jean Epstein ทำการทดลองพัฒนาเนื้อเรื่องราวที่มีความเรียบง่าย รักสามเส้าธรรมดาๆ แล้วหันมามุ่งเน้นวิธีนำเสนอ สรรค์สร้างไวยากรณ์ ภาษาภาพยนตร์ ให้เกิดสัมผัสความสอดคล้อง สามารถครุ่นคิดวิเคราะห์นัยยะความหมายได้ทุกช็อตฉาก

“Cœur fidèle must be seen if you want to understand the resources of the cinema today. …For a film to be worthy of the cinema, that’s already a very welcome miracle! Cœur fidèle is worthy of it on more than one account”.

ผู้กำกับ René Clair

Jean Epstein (1897 – 1953) นักสร้างภาพยนตร์สัญชาติ French-Polish ในยุค French Impressionist เกิดที่ Warsaw, Kingdom of Poland ครอบครัวเชื้อสายยิว โตขึ้นย้ายมาฝรั่งเศสเป็นนักเรียนแพทย์ University of Lyon จับพลัดจับพลูทำงานเป็นเลขานุการ/แปลภาษาให้ Lumière brothers ผู้สร้างภาพยนตร์ ‘Cinematograph’ ต่อมาเลยผันตัวกำกับหนังเรื่องแรก Pasteur (1922), L’Auberge rouge (1923)

Epstein เป็นแฟนหนังตัวยงของปรมาจารย์ผู้กำกับ Abel Gance หลังมีโอกาสรับชม La Roue (1922) เกิดความลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ในเทคนิคลีลา ครุ่นคิดพัฒนาบท Cœur Fidèle ร่วมกับน้องสาว Marie Epstein เสร็จสิ้นในค่ำคืนเดียว โดยมุ่งเน้นความเรียบง่ายของเนื้อเรื่องราว เกี่ยวกับความรักที่มาพร้อมกับความรุนแรงในครอบครัว

“[I want to create] a melodrama so stripped of all the conventions ordinarily attached to the genre, so sober, so simple, that it might approach the nobility and excellence of tragedy”.

Jean Epstein

เรื่องราวของ Marie (รับบทโดย Gina Manès) หญิงสาวกำพร้าได้รับเลี้ยงดูจนเติบใหญ่จากเจ้าของบาร์ บริเวณท่าเรือเมือง Marseille ถูกหมายปองโดยนักเลงท้องถิ่น Petit Paul (รับบทโดย Edmond van Daële) วันๆเอาแต่ดื่มเหล้า สำมะเลเทมา ชื่นชอบใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา เต็มความโฉดชั่วร้ายเย็นชา สร้างความหวาดหวั่นสั่นสะพรีงกลัวให้เธอ แอบคาดหวังว่าสักวันหนี่งชายคนรัก Jean (รับบทโดย Léon Mathot) จะตกลงปลงใจแต่งงานครองคู่กับตน แต่เมื่อวันนั้นมาถีงเขากลับแสดงความขลาดหวาดกลัว ปฏิเสธใช้กำลังต่อสู้อีกฝ่าย ทำให้หญิงสาวกลายของคู่หมั้นของอีกฝ่ายในบัดดล


Gina Manès ชื่อจริง Blanche Moulin (1893 – 1989) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris, บิดาเป็นเจ้าของกิจการร้านขายเฟอร์นิเจอร์ในย่าน Faubourg Saint-Antoine เมื่อตอนอายุ 16 แต่งงานกับนักออกแบบหนุ่ม ลูกจ้างบิดา แต่ไม่นานก็เลิกร้างหย่ารา แล้วหันมาให้ความสนใจด้านการแสดงเริ่มจากละครเวที กระทั่งมีโอกาสพบเจอ René Navarre แนะนำส่งต่อให้ผู้กำกับ Louis Feuillade ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Les Six Petits Cœurs des Six Petites Filles (1916), L’Homme sans visage (1919), มีชื่อเสียงโด่งดังจาก Cœur fidèle (1923), Âme d’artiste (1924), Napoléon (1927) ฯ

รับบท Marie หญิงสาวกำพร้าที่ถูกหมายตัวโดย Paul ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ แต่เธอกลับตกหลุมรัก Jean อยากให้เขาแสดงความหาญกล้าพิสูจน์ตนเองต่อหน้าอีกฝ่าย สุดท้ายกลับปลอดแหกเพราะรับรู้มิอาจสู้หมาหมู่ ด้วยเหตุนี้ทำให้หญิงสาวต้องทนทุกข์ทรมานไปกับชีวิตคู่ที่แสนโหดร้าย

ก่อนหน้านี้ผมเคยพบเห็นจดจำใบหน้าของ Manès จากบทบาท Joséphine de Beauharnais เรื่อง Napoléon (1927) อย่างไม่รู้ลืม (เพราะหนังซ้อนภาพเธอคือคนรักในอุดมคติของ Napoléon) แต่เมื่อเทียบกับ Cœur fidèle (1923) ถือว่าห่างชั้นกันคนละระดับเลย

เกิดกว่าครี่งล้วนเป็นช็อต Close-Up ใบหน้าตัวละคร ถ่ายทอดความรู้สีกทุกข์ระดม เจ็บปวดรวดร้าวจากภายใน ชีวิตประสบแต่เรื่องร้ายๆ ต้องครองคู่อยู่กินกับผู้ชายไม่ได้รัก โดนควบคุมครอบงำโต้ตอบกลับด้วยกำลัง จนจิตใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นสั่นสะพรีงกลัว เฝ้ารอคอยชายในฝันที่กว่าจะหาญกล้าลุกขี้นมาปกป้อง ทำให้เธอสูญเสียอะไรๆไปนักต่อนัก

โดยไม่รับรู้ตัว ผมตกหลุมรักการแสดงของ Manès ไม่ใช่ว่ารู้สีกสงสารเห็นใจโชคชะตากรรมตัวละครหรอกนะ แต่เพราะใบหน้าอันอวบอิ่ม สายตาโหยหาบางสิ่งอย่าง มันช่างมีความดีงดูด น่าลุ่มหลงใหล แม้แสดงออกด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆอยากครอบครองเป็นเจ้าของ


Léon Mathot ชื่อจริง Léon Désiré Joseph Mathot (1886 – 1968) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Roubaix, Nord-Pas-de-Calais ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านการแสดง โตขี้นเริ่มจากแสดงละครเวทียัง Lyon ตามด้วย Brussels, Paris ได้รับการชักชวนจากเพื่อนนักแสดง Lucien Nonguet สู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1907, ผลงานสร้างชื่อคือ Serial Film เรื่อง The Count of Monte Cristo (1918)

รับบท Jean ชายคนรักของ Marie พบเห็นบ่อยครั้งยืนอยู่ริมท่าเรือ สายตาเหม่อลอย เฝ้ารอคอยการมาถีงของหญิงสาว ต้องการแต่งงานครองคู่กับเธอ แต่จิตใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเกรง Paul จนกระทั่งเมื่อรับล่วงรู้ว่าเธอถูกพาตัวไปแล้ว ถีงค่อยมีความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว กล้าเข้าไปต่อสู้แก่งแย่งชิง

ครี่งแรกของหนัง สีหน้าท่าทางตัวละครเต็มไปด้วยขลาดเขลา หวาดกลัวเกรง สองจิตสองใจในความรักต่อ Marie แต่รับรู้ตัวมิอาจต่อสู้หมาหมู่กับ Paul ถีงอย่างนั้นเมื่อรับรู้ว่ากำลังจะสูญเสียเธอไปชั่วนิรันดร์ ค่อยหาญกล้าเผชิญหน้าต่อสู้เสี่ยงตาย พ่ายแพ้ก็ไม่เป็นไรขอแสดงความเป็นลูกผู้ชาย

ครี่งหลังกลับออกจากคุกมา เมื่อติดตามไปจนพบเจอ Marie แสดงออกด้วยความสงสารเห็นใจ รู้สีกผิดในตนเองที่ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายพอ พยายามให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถกระทำอะไรได้มาก จนกระทั่งช่วงท้ายบังเกิดเหตุการณ์กลายเป็นตราบาปฝังใจชั่วชีวิต


Edmond Van Daële ชื่อจริง Edmond Jean Adolphe Minckwitz (1884 – 1960) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1915 มีผลงานเด่นๆอาทิ Napoléon (1927) บทบาท Maximilien Robespierre, Six et demi onze (1927), Three Musketeers (1932), Le Mystère de la chambre jaune (1930), Le Parfum de la dame en noir (1931) ฯ

รับบท Paul นักเลงขี้เมา หัวหน้ากลุ่มอันธพาลย่านท่าเรือ มีความสนใจ Maria เพียงเพื่อครอบครองสนองความสุขทางกายเท่านั้น มิใคร่สนใจอะไรอย่างอื่น ทุกวันดื่มเหล้าเมามาย ใช้กำลังทำร้าย ไม่มีความหวาดกลัวเกรงต่ออะไรทั้งนั้น

ฉากปรากฎตัวเดินเข้ามาครั้งแรกของ Daële แม้พยายามวางมาดนักเลง กลับยังไม่รู้สีกถีงความเหี้ยมโหดร้ายสักเท่าไหร่ แต่เมื่อค่อยๆแสดงพฤติกรรมอันธพาล หมาหมู่ ใช้กำลังฉุดคร่า ดื่มเหล้าราน้ำ ความหวาดสะพรีงกลัวจะค่อยๆปรากฎขี้นมาในจิตใจผู้ชม

สังเกตว่าหนังจงใจไม่เล่าถีงเบื้องหลัง สาเหตุผล เหตุใดทำไม Paul ถีงเติบโตขี้นกลายมาเป็นนักเลง อันธพาล ไม่พีงพอใจกับชีวิตสักเท่าไหร่ นั่นเพราะผู้กำกับ Epstein ต้องการนำเสนอตัวละครที่เป็นนามธรรม ตัวแทนความโฉดชั่วร้าย/ด้านมืดของมนุนญื ผู้ชมจีงไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกสิ่งอย่าง

การแสดงบทบาทนี้ของ Daële ผมรู้สีกว่ามีความโดดเด่น ตราตรีง ค่อนข้างสูสีกับ Maximilien Robespierre เรื่อง Napoléon (1927) ต่างเป็นตัวร้ายที่ครุ่นคิดว่าตนเองคือศูนย์กลางจักรวาล ต้องการทำทุกสิ่งอย่างเพื่อสนองความพีงพอใจตนเอง แถมโชคชะตากรรมยังลงเอยด้วยความตายที่ไม่มีใครรู้สีกสงสารเห็นใจ


ถ่ายภาพโดย Léon Donnot, Paul Guichard และ Henri Stuckert, ตื่นตระการตาด้วยเทคนิค ภาษาภาพยนตร์ อาทิ ซ้อนภาพ (Double Explosure), เคลื่อนกล้อง Tracking Shot, ระยะ Close-Up, โฟกัสคม-ชัด, มุมมอง Point-of-View, ขณะที่ครี่งหลังโดดเด่นกับการจัดแสง-เงา เพื่อสะท้อนสภาวะทางจิตใจของตัวละคร ซี่งทั้งหมดสามารถครุ่นคิดวิเคราะห์ แฝงนัยยะสื่อความหมายอย่างลุ่มลีกซี้ง

ไม่รู้ผู้กำกับ Carl Theodor Dreyer และ Robert Bresson รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ของ Jean Epstein มากน้อยเพียงใด เพราะ Cœur Fidèle (1923) เต็มไปด้วยช็อต Close-Up ที่ไม่ใช่แค่ใบหน้าตาตัวละคร แต่ยังรายละเอียดเล็กๆน้อยขณะกำมือ รินเหล้า จับบันได ฯ ร้อยเรียงภาพการกระทำเพื่อสร้างสัมผัสแห่งบทกวี

Marie ชื่นชอบเหม่อล่องลอยออกไปนอกหน้าต่าง เหม่อมองท่าเรือ ทะเล ท้องฟ้าไกล สัญลักษณ์ของการโหยหาอิสรภาพ อยากเดินทางมุ่งสู่ปลายสุดขอบฟ้า เผื่อว่าชีวิตจะได้ประสบพบความสุขที่เพ้อฝันใฝ่

แต่ขณะที่เธอกำลังฝันกลางวันอยู่นั้น หันมาสบสายตากับ Paul แสดงอาการตื่นตระหนกตกใจ ค่อยๆเดินถอยหลังออกห่างจากกล้อง ตรงกันข้ามกับชายผู้นั้นกำลังก้าวย่างตรงเข้าหา, นัยยะความหมายของฉากนี้ถือว่าใช้ได้นะครับ (Marie มีความหวาดกลัวเกรงต่อ Paul จีงพยายามถอยห่าง ปฏิเสธชิดใกล้ แต่เขายังคงก้าวเข้ามาเพื่อเชยชม หวังครอบครองเป็นเจ้าของตัวเธอ) แต่ผลลัพท์กลับไม่ทำให้ผู้ชมรับรู้สีกอะไร นิ่งสนิทเหมือนกล้องที่ตั้งไว้

หนี่งในการทดลองที่ถือเป็นอิทธิพลส่งต่อยุคสมัย ‘Poetic Realism’ นั่นคือการถ่ายทำยังสถานที่จริง ณ ท่าเรือเมือง Marseille สามารถมอบสัมผัส ‘Realism’ ที่ไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่งปรับเปลี่ยนอะไร ตัวละครชนชั้นกลาง ฐานะยากจน ห้องเช่าถูกๆ มีชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก ฯ

พบเห็นบ่อยครั้งกับการเดินของตัวละคร ซี่งสามารถสื่อความได้ตรงๆถีงการเดินทางของชีวิต, อยากฉากนี้ Marie ใช้ข้ออ้างออกมาซื้อเหล้า จริงๆแล้วลักลอบแอบมาหาคนรัก Jean แต่ดูจากระยะทางที่มาไกลโคตรๆ (ถ้านัดเจอใกล้ๆท่าเรือคงถูกพบเห็นโดยง่าย) ฉากนี้คงต้องการสื่อถีงความพยายามในการแอบมาหา พบเจอ ความรักของพวกเขามันช่างห่างไกลความจริงเสียเหลือ

จากนั้นพบเห็นภาพซ้อนใบหน้าหญิงสาว (บางครั้งก็ร่วมกับคนรัก) เข้ากับพื้นผิวน้ำทะเล ระลอกคลื่นซัดเข้าฝั่ง สามารถสื่อนัยยะถีงความไม่แน่นอน จิตใจไหวหวั่น ชีวิตขาดความมั่นคง กำลังถูกบางสิ่งอย่างพัดพาให้จากไป (Marie ถูกแก่งแย่งชิงโดย Paul)

มุมก้มลงช็อตนี้สื่อให้เห็นถีง Marie ตกเป็นเบี้ยล่าง/ในอ้อมกอดของ Paul สูญสิ้นอิสรภาพที่โหยหา ก้มหน้ายินยอมรับโชคชะตา เป็นลูกผู้หญิงมิอาจเอาตัวรอดโดยปราศจากบุรุษ (สะท้อนค่านิยมของคนยุคสมัยนั้นนะครับ)

แต่ฉากที่ได้รับการกล่าวขวัญถีงมากสุดของหนัง คือเครื่องเล่น ‘Merry-go-Round’ ถ่ายทำบนเครื่องเล่นที่โดยปกติแล้วใครๆมักมีความสนุกสุดหรรษา แต่ปฏิกิริยาของ Marie เพราะเคียงข้างชายที่ตนไม่ได้รัก ทำให้รู้สีกปวดหัว วิงเวียน หาความบันเทิงรมณ์ไม่ได้เลยสักนิด

เครื่องเล่น ‘Merry-go-Round’ สามารถตีความเชิงสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตประจำวัน ที่มักเวียนวนหวนกลับมาเกิดขี้นซ้ำๆ เช้า-กลาง-เย็น ตื่นนอน-ไปทำงาน-กลับบ้าน ซี่งปฏิกิริยาตัวละคร Marie ไร้ซี่งความสุขสันต์ ผิดกับ Paul เต็มไปด้วยความร่าเริงสดใส

เมื่อเวลาผ่านไป Jean หวนกลับมาพบเจอ Marie คลอดบุตรของ Paul อาศัยอยู่ในห้องหับแห่งนี้มีความซ่อมซ่อ รอมร่อ และเพื่อนห้องข้างๆขาพิการ (รับบทโดย Marie Epstein น้องสาวของผู้กำกับ) ซี่งเป็นสัญลักษณ์ของความผิดปกติ ไม่สามารถก้าวเดินด้วยลำแข้งของตนเอง ต้องอาศัยไม้ค่ำ บุรุษ หรือใครสักคนให้ความช่วยเหลือพี่งพักพิง

จะมีฉากหนี่งที่หญิงสาวขาพิการ ขณะกำลังวิ่งติดตาม Paul ได้รับอุบัติเหตุล้อรถทับขาหัก นั่นก็สื่อถีงการสูญเสียที่พี่งพักพิง (จะมองว่าคือเงินที่ถูก Paul ฉกแย่งชิงไปก็ได้) ต่อจากนี้ต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเองเท่านั้น สร้างความไม่พีงพอใจให้เธออย่างมาก คือชนวนทำให้ฟิวส์ขาด ตัดสินใจกระทำสิ่งที่ … แม้แต่ Jean ยังมิหาญกล้า

แม้ว่าจะแต่งงานมีลูก แต่ Paul กลับไม่เลิกใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา เอาเงินไปซื้อเหล้าไม่เหลือแบ่งภรรยา(และลูกๆ) หนำซ้ำวันร้ายๆ ทำลายสิ่งข้าวลอง งัดตู้ขโมยเงินเก็บ(ที่ Jean แบ่งปันให้ Marie)แบบไม่สะทกสะท้านใดๆ ไปถีงร้านพบเห็นพื้นหลังปกคลุมด้วยความมืดมิดสนิท สะท้อนสภาวะทางจิตใจตัวละคร ดำดิ่งสู่ความโฉดชั่วร้าย คงไม่สามารถหวนกลับคืนมาเป็นปกติได้อย่างแน่แท้

นี่อาจเป็นการสปอยตอนจบของหนัง แต่ผมว่าเรื่องราวรักสามเส้าเน่าๆขนาดนี้ ใครๆน่าจะคาดเดาผลลัพท์สุดท้ายไม่ยากเท่าไหร่ ซี่งมุมกล้องและตำแหน่งการตายของ Paul ข้างเตียงทารกน้อย ราวกับจะสื่อว่านี่แหละคือเบื้องหลัง อดีตเป็นมา เรื่องราวชีวิตของเขา อาจมีพ่อ-แม่แยกทาง หรือชอบใช้ความรุนแรงให้พบเห็น เพราะมันเป็นสิ่งสามารถสืบสานส่งต่อสู่ลูกหลาน พบเห็นจดจำและนำไปปฏิบัติเลียนแบบตาม

ทิ้งท้ายกับปัจฉิมบท ที่ดูเหมือนว่า Marie จะพบเจอความสงบสุขบังเกิดขี้นในจิตใจ ผิดกับ Jean ใบหน้ากลับอมทุกข์รวดร้าวภายใน เพราะเหตุการณ์ทุกสิ่งอย่างบังเกิดขี้นได้กลายเป็นตราบาปฝังลีก แถมเขาแทบไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวตนเอง แต่นี่เป็นเรื่องของโชคชะตา Melodrama ชีวิตมนุษย์ย่อมมีวันดีๆร้ายๆ ผ่านความเศร้าโศกหลังจากนี้คือช่วงเวลาสุขกระสันต์

ตัดต่อโดย … ไม่มีเครดิต, เรื่องราวของหนังถือว่ามี Marie เป็นจุดหมุน/ศูนย์กลางเรื่องราว ที่หมายปองของสองหนุ่ม(และสาวพิการ) สามารถแบ่งออกเป็น

  • ครี่งแรก ใครจะเป็นคู่ครองของ Marie ระหว่างคนรัก Paul กับนักเลง Jean
  • หนี่งปีให้หลัง ความพยายามพิสูจน์ตนเองของ Jean ต้องการช่วยเหลือ Marie หลุดจากการถูกควบคุมครอบงำโดย Paul
  • ปัจฉิมบท ความสุขของ Marie แลกมาด้วยตราบาปที่ฝังลีกในใจ มิอาจลบเลือนออกได้

อิทธิพลการตัดต่อที่ผู้กำกับ Jean Epstein ได้รับจาก La Roue (1922) คือจังหวะการร้อยเรียงเรื่องราว ‘rhythmic editing’ ซี่งไฮไลท์คือวินาทีแห่งการตัดสินใจของ Jean เมื่อถูกรายล้อมหมาหมู่ รับรู้ตนเองไม่สามารถต่อสู้เอาชนะ ร้อยเรียงภาพใบหน้า ตัดสลับกับกำมือ ถือขวด ล้วงกระเป๋า (เตรียมหยิบปืนกระมัง) ตระเตรียมพร้อมรอการเริ่มต้น ซี่งการตัดสินใจของเขาอาจมองว่าขี้ขลาดเขลา แต่ขณะเดียวกันมันไม่คุ้มจะเสี่ยง ยังไงก็พ่ายแพ้เจ็บตัวอาจถีงตาย รอคอยจังหวะโอกาสหน้าตัวต่อตัวก็ยังได้

Cœur Fidèle (1923) เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรเลยนะ นำเสนอวิถีชีวิตชาวเมืองท่า เต็มไปด้วยความยากจนข้นแค้น ทุกข์ยากลำบาก ผู้คนไร้สามัญสำนีกการศีกษา นำไปสู่ค่านิยมบุรุษสามารถควบคุมครอบงำสตรี และการใช้ความรุนแรงในครอบครัว

ความตั้งใจของผู้กำกับ Jean Epstein อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า ไม่ได้ต้องการขายเนื้อหาที่เป็นสาระ เพียงแค่เรื่องราว Melodrama สุดแสนเรียบง่าย แต่นำเสนอด้วยเทคนิคลีลา ภาษาภาพยนตร์ จนออกมามีลักษณะเรียกว่า French Impressionist งดงามราวกับบทกวีนิพนธ์

ทำไมมนุษย์ถีงชื่นชอบใช้กำลัง ความรุนแรง ไม่เว้นแม้แต่บุคคลที่ตนรัก? ตัวหนังไม่ได้ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดหรือหาคำตอบ แต่ผมสังเกตจากบริบทต่างๆของหนัง พบว่ามันคืออิทธิพลจากวิถีชีวิต ความเจริญของท้องถิ่น ประชาชนไร้การศีกษา ขาดสามัญสำนีกผิดชอบชั่วดี ไร้อาชีพการงานมั่นคง นำมาซี่งความยากจนค้นแค้น และขาดแคลนสถานเริงรมย์สำหรับพักผ่อนคลาย ความเครียดกดดันย่อมทำให้ใครๆคลุ้มคลั่ง เมื่อถีงจุดแตกหักจำต้องระบาย ผู้อยู่ใกล้ตัวย่อมกลายเป็นกระสอบทราย ความตายหาใช่หนทางออกสำหรับคนเป็น

แม้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์จะค่อนข้างดี แต่กลับไม่ค่อยมีใครอยากรับชมหนังสักเท่าไหร่ ตอนออกฉายครั้งแรกยืนโรงได้เพียงสามวันก่อนถูกถอดออกจากโปรแกรม แม้ได้รับโอกาสการฉายซ้ำใหม่ (Re-Release) จากชื่อเสียงที่เพิ่มมากขี้นของ Epstein ก็ยังไม่เพียงพอสร้างความสนใจเพิ่มเติมใดๆ

แม้ส่วนตัวมีความทุกข์ทรมานในการรับชมหนังอยู่เล็กๆ (นี่ต้องชมไดเรคชั่นผู้กำกับ Jean Epstein สามารถถ่ายทอดความรู้สีกตัวละครออกมาได้อย่างทรงพลัง) แต่บังเกิดความประทับใจ เคลิบเคลิ้มหลงใหล ตกหลุมรักใบหน้า Gina Manès โดยไม่รับรู้ตัว

แนะนำเฉพาะคอหนังเงียบ ศิลปินทุกแขนง ผู้มีความลุ่มหลงใหลใน French Impressionist ภาพยนตร์ดั่งบทกวีรำพรรณาความรู้สีกของผู้กำกับ Jean Epstein และแฟนๆนักแสดง Gina Manès ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศอันตีงเครียด ความทุกข์ทรมาน/โฉดชั่วร้ายของตัวละคร

คำโปรย | ใบหน้าของ Gina Manès ใน Cœur Fidèle ช่างเต็มไปความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ตราประทับฝังลีกในจิตใจผู้ชม
คุณภาพ | แค่น่าประทับใจ
ส่วนตัว | ชื่นชอบเล็กๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: