Come and See (1985)

Come and See

Come and See (1985) USSR : Elem Klimov ♥♥♥♥♡

ฤาว่านี้จะเป็นหนังสงครามที่ดีที่สุดในโลก ได้รับการเปรียบเทียบระดับเดียวกับ Ivan’s Childhood (1962) และ Apocalypse Now (1979), เป็นแรงบันดาลใจให้ Steven Spielberg สร้าง Schindler’s List (1993) และ Saving Private Ryan (1998), ถ้าคุณอายุเกิน 18 และเตรียมใจพร้อมดูหนังที่นำเสนอความจริงที่โหดร้าย ลองเข้ามาหาชมดู “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ส่วนตัวผมเป็นคนไม่ค่อยชอบดูหนังแนวสงคราม แต่ก็มีเหตุให้ต้องได้ดูอยู่เรื่อยไป, สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากหนังประเภทนี้ คือมักมีเรื่องราวที่เป็นโศกนาฎกรรม (Tragedy) แทบจะทั้งนั้น และหนังสงครามทุกเรื่อง จะต้องเตรียมใจพบกับความอึดอัด ขยะแขยง เศร้าสลด กับหนังสงครามที่ดี ไม่ควรที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกยิ้มกริ่ม ยกย่อง เชิดชู หรือภาคภูมิ เพราะทุกชัยชนะมันแลกมาด้วยความเสียสละ เลือดเนื้อและความตาย หนังสงครามที่ดีต้องทำให้คุณรู้สึกกลัวจนหัวหด เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน รู้สึกโชคดีที่ไม่ได้เกิดในยุคนั้น และจะต้องจดจำไม่ให้มันกลับมาเกิดยุคนี้

Come and See เป็นหนังที่ทำให้ผมขยาดแนวสงครามมากๆ (แม้รู้ตัวว่าจะยังต้องดูอีกมาก) เพราะหนังนำเสนอความชั่วร้ายของมนุษย์ ที่พวกเขาทำเช่นนั้นจริงๆในประวัติศาสตร์ ผมไม่รู้พวกนาซีคิดอะไรและทำเช่นนั้นได้ยังไง (ไม่อยากรู้และไม่อยากคิดให้เข้าใจด้วย) มีคำพูดหนึ่งของผู้กำกับที่โดนใจผมมากๆ “สิ่งที่น่ากลัวและละอายใจที่สุดสำหรับผม คือหนังเรื่องนี้จะถูกส่งต่อและลูก หลานของพวกเราจะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น”

“I will testify: everything that is told in this film is the truth. And the most frightening and shameful thing for me is that this film will be seen by my children and grandchildren.”

นี่คือดาบสองคม เพราะความที่ทุกสิ่งในหนังคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มันคือการบันทึกประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันนี่คือสิ่งที่คนรุ่นก่อนไม่อยากให้กับคนรุ่นถัดไปได้เห็นความชั่วร้ายที่เคยเกิดขึ้นในโลก, บอกตามตรงว่าผมก็ไม่อยากแนะนำหนังเรื่องนี้กับใครเลยนะครับ ใจความของมันโหดร้าย ทารุณ เจ็บปวด แต่ผมก็อยากส่งต่อความจริง สิ่งที่เคยเกิดขึ้นนี้ ให้กับใครทุกคนได้รับทราบ ดั่งสำนวน ‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’ เพื่อไม่ให้ ‘ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย’ จึงต้องแนะนำให้กับคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีวุฒิภาวะสูง ดูแลตัวเองได้ ถ้ามีโอกาส “ต้องดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ก่อนตาย”

กำกับโดย Elem Klimov ชาวรัสเซีย เขาเกิดใน Stalingrad (ปัจจุบันคือ Volgograd) ในช่วง Battle of Stalingrad ทำให้เขาและครอบครัวต้องอพยพหนีหัวซุกหัวซุนออกจากบ้านข้ามแม่น้ำ Volga ด้วยแพไม้ เอาตัวรอดอย่างลำบาก, นี่เป็นประสบการณ์ที่ผู้กำกับนำมาใช้เป็นแรงขับเคลื่อนสร้างหนังเรื่องนี้

Klimov ถือว่าเป็นผู้กำกับที่ไม่ได้โด่งดังมากนักใน Russia ผลงานเขาก็มีไม่เยอะ แต่มีความเป็นส่วนตัวสูง แต่งงาน Larisa Shepitko ซึ่งก็เป็นผู้กำกับเช่นกัน (รู้สึกว่าชื่อเธอดังกว่าสามีอีก), ตลอดชีวิตของ Klimov ทำหนัง 5 เรื่อง (เรื่องแรกถูกแบน, เรื่องสองถูกจำกัดโรงฉาย, เรื่องสามถูกเซนเซอร์, เรื่องที่สี่สร้างตอนภรรยาเสีย เลยไม่อยากเอาออกฉาย) Come and See เป็นหนังเรื่องสุดท้าย ซึ่งเขาเกิดความเอือมระอาต่อระบบการขออนุญาติสร้าง/ฉายหนังในรัสเซีย เห็นว่ากว่าที่หนังเรื่องนี้จะสร้างได้ ใช้เวลา 8 ปีกว่าบทหนังจะได้รับอนุญาติ, ปี 2000 มีนักข่าวไปสัมภาษณ์ถาม Klimov ว่าทำไมไม่ทำหนังออกมาอีก เขาตอบว่า “ผมหมดความสนใจในการทำหนัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากทำ ผมได้ทำหมดแล้ว” (I’ve lost interest in making films. Everything that was possible I felt I had already done.), Klimov เสียชีวิตเมื่อปี 2003

เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ชัยชนะของรัสเซียต่อเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลรัสเซียมอบหมายให้ Klimov สร้างหนังเรื่องหนึ่งเพื่อเป็นการระลึกถึงชัยชนะ ซึ่งเขาได้บังเอิญอ่านหนังสือเรื่อง “I Am from the Burning Village” ที่เป็นเรื่องราวอันสุดปาฏิหารย์ของคนที่รอดตายจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน Belorussia, Klimov ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งนี้ และพบว่ามีผู้รอดชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่ การพบกับพวกเขา รับฟังเรื่องราวและเห็นแววตาที่ยังคงทนทุกข์ทรมาน ไม่อาจลืมเลือนช่วงเวลานั้นได้ ทำให้ Klimov ตระหนักขึ้นมาว่า โลกเรายังไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น พวกเราคนรัสเซียรู้ เราควรจะต้องเผยแพร่เรื่องราวนี้แก่ชาวโลก เขาจึงตัดสินใจสร้างหนังเรื่องนี้

บทภาพยนตร์โดย Ales Adamovich ชาว Belarusian เป็นนักเขียน, นักวิจารณ์, อาจารย์ปรัชญา ภาษาศาสตร์ และเป็นเคยเป็นสมาชิกของ Supreme Soviet ในช่วง 1989–1992, ซึ่ง Klimov และ Adamovich ตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่ตั้งของเรื่องจาก Belorussia เป็น Flyora เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาของผู้คนในหมู่บ้าน

ผู้กำกับตัดสินใจเลือกนักแสดงหน้าใหม่ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การแสดงมาก่อน เด็กชายอายุ 14 ที่สามารถเตรียมพร้อมให้รับมือกับประสบการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา Aleksei Kravchenko เด็กชายที่ได้ถูกรับเลือก, ในตอนแรก Klimov จ้างนักจิตวิทยาเพื่อจะให้สะกดจิต Kravchenko ในฉากที่มีความรุนแรง จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขา แต่โชคร้ายที่สะกดจิตไม่สำเร็จ ทำให้ Kravchenko ต้องแสดงความตื่นตระหนกออกมาจริงๆ, หนังใช้การถ่ายทำแบบต่อเนื่องเรียงลำดับฉาก (Chronological Sequence) รวมเวลาถ่ายทำถึง 9 เดือน เพื่อให้ Kravchenko เติบโตขึ้น แต่กลายเป็นว่าเขาต้องอดอาหาร ทำร่างกายให้ซูบผอม, ช่วงท้ายๆของการถ่ายทำ ผมของเขากลายเป็นสีเทาเพราะความเครียดและร่างกายขาดสารอาหาร, โชคยังดีที่ Kravchenko สามารถกลับไปมีชีวิตเป็นปกติได้ ไม่ได้รับผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจมากเกินไป และหลายปีต่อมาได้กลายเป็นนักแสดงยอดฝีมือคนหนึ่งของรัสเซีย

นำหญิงก็เช่นกัน Olga Mironova เธอได้รับคัดเลือกเพราะสายตาที่ดูไร้เดียงสา ที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง, ในฉากระหว่างเด็กชายพบเจอกับเด็กหญิง มันมีหลากหลายอารมณ์เกิดขึ้นในขณะนั้น เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งสีหน้า สายตา รอยยิ้ม ที่ถ่ายทอดเป็นอารมณ์ออกมาได้อย่างสมจริงมากๆ

เกร็ด: สัตว์เลี้ยงของนายพล German คือ Red Slender Loris ไม่ใช่ลิงนะครับ พื้นเพอยู่ในป่าฝนของประเทศ Sri Lanka และใกล้สูญพันธ์แล้ว

ถ่ายภาพโดย Aleksei Rodionov นี่เป็นหนังที่มีงานภาพแบบตรงไปตรงมา ดูแล้วอาจรู้สึกแปลกๆ เพราะหลายครั้งที่ถ่าย medium close-up shot เห็นใบหน้า สีหน้า แววตาของนักแสดงแบบเต็มจอภาพ ซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกออกมาได้แบบเต็มๆ, ฉากแรกของหนัง ปกติแล้วจะเป็นกล้องที่หมุน แต่หนังตั้งกล้องไว้เฉยๆ (บันทึกภาพความจริง ตรงไปตรงมา) แล้วให้คนหมุนตัวเข้าหากล้อง (เหมือนให้ผู้ชมหันหน้าเข้าหา เผชิญความจริงที่หนังกำลังนำเสนอ), ฉากที่ผมชอบที่สุด ขณะที่ผู้คนถูกกวาดต้อนให้เข้าไปอยู่ในโรงนา กล้องเคลื่อนไหวไปพร้อมๆกับนักแสดง ทำให้รู้สึกถึงความทรงพลังของภาพ ความแออัดยัดเยียด เบียดเสียดและความวุ่นวาย เชื่อว่าหลายคนคงคาดเดาได้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ผมใจแป้วตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นแล้วละครับ กด Stop ทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดูต่อ, ช่วงท้ายของหนังมีการนำภาพ Archive Footage จากเหตุการณ์จริงมาตัดประกอบใส่ในหนังด้วยนะครับ เราจะเห็น Hitler ที่ทำอะไรถอยหลัง เป็นการนำเสนออะไรที่แปลกทีเดียว, หนัง russia แทบทุกเรื่องที่ผมดูมา จะมีการถ่ายภาพที่เจ๋งมากๆ น่าคิดนะครับว่าทำไม?

ตัดต่อโดย Valeriya Belova ขณะที่เด็กชายกลับมาที่บ้าน ไม่มีใครอยู่เลย แต่มีซุปที่ยังอุ่นๆอยู่ เด็กชายรีบตักกินโดยไม่คิดอะไร แต่เด็กหญิงกลับกินไม่ลง พอนึกขึ้นมาได้ว่า คนในหมู่บ้านน่าจะหนีไปหลบซ่อนอยู่ไหนเขาออกวิ่งไม่หันหลังกลับมา เด็กหญิงวิ่งตามแต่เธอวิ่งช้ากว่า และหันกลับไปด้านหลังครั้งหนึ่ง, โอ้แม่เจ้า! ทำไมเด็กชายช่างโชคดีขนาดนี้ที่ไม่ได้เห็นอะไรที่เลวร้ายมากๆ แค่ชั่วเวลาประมาณ 2-3 วินาที ก่อนหนังตัดเปลี่ยนฉาก นี่เป็นช่วงเวลาที่เปะมากๆ เพราะถ้านานกว่านี้ผู้ชมจะคิดทันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพราะเห็นแค่ชั่วแวบเดียวทำให้เกิดความไม่แน่ใจ แต่อาการของหญิงสาวได้ตอกย้ำสิ่งที่เราคิดว่า ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ, ฉากนี้ผมไม่กล้ากดย้อนกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นผ่านๆครั้งเดียวพอแล้วในชีวิต ไม่อยากเห็นอีก

ต่อเนื่องกับฉากเมื่อสักครู่ เด็กชายวิ่งนำเด็กหญิงมาถึงหนองน้ำแห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยโคลนตม เขาตัดสินใจเดินฝ่าข้ามหนองแห่งนี้ เสียง Sound Effect ลากเสียงโน๊ตค่อยๆดังขึ้น จิ้งหรีดเรไร กบเขียดเซ็งแซ่ อยู่ดีๆไวโอลินบรรเลงขึ้นแทรกเบาๆแล้วหายไป เสียงลากโน๊ตก็กระหึ่มดังขึ้นจนสุดลำโพง, ฉากนี้ถือว่าอารมณ์ต่อเนื่องกันมานะครับ เด็กชายยังไม่รู้ความจริงว่าครอบครัวของเขาเป็นอย่างไร แต่เด็กหญิงรู้แล้ว มันเหมือนว่าทั้งสองกำลังค่อยๆเดินจมดิ่งลงสู่หนองบึง และดิ้นรนอย่างทุกข์ทรมานเพื่อขึ้นอีกฝั่งหนึ่ง, นี่ถือเป็นการนำเสนอภาพอารมณ์ของตัวละครผ่านการกระทำ (Expression) ก่อนที่ฉากถัดมาพอเด็กชายรู้ความจริง เขาก็แสดงออกมาผ่านสีหน้า และวิธีการถ่ายภาพที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนล่องลอย … นั่นไม่จริงใช่ไหม มันคือความฝันใช่หรือเปล่า!

หนังใช้ Sound Effect ได้ทรงพลังมากๆ ผมได้ยินเสียงลากโน๊ตบ่อยครั้ง (ที่มักจะค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆจนกระหึ่มลำโพง) นี่เป็นเสียงที่ทรงพลังมากๆ ใช้ขณะที่ต้องการสร้างบรรยากาศของความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่เต็มอก, นอกจากนี้หนังสร้างข้อจำกัดการได้ยินให้กับคนดูบ่อยครั้ง อาทิ ตอนที่เครื่องบินรบทิ้งระเบิดตกลงใกล้ๆ เราจะได้ยินเสียงวี๊ดยาวๆ หรือไม่ก็เงียบลง (เหมือนตอนหูดับ) นี่เพื่อให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นจริงๆ, ตอนไฟไหม้ เราก็จะได้ยินแต่เสียงไฟไหม้ เสียงเพลงประกอบและเสียงพูดคุย แต่จะขาดเสียงที่สำคัญไป 1 เสียง (คืออะไรน่าจะคาดเดากันได้)

เพลงประกอบโดย Oleg Yanchenko ที่มักจะแทรกอยู่ในจุดที่เราไม่ค่อยสังเกต มีเพลงดังๆอย่าง Johann Strauss II: Blue Danube, Richard Wagner: Tannhäuser Overture และ Ride of the Valkyries, Mozart: Lacrimosa, เพลง March ของ Soviet ที่ชื่อ The Sacred War, และฉากที่ Glasha เต้น เป็นเพลงประกอบจากหนังเรื่อง Circus (1936) ของ Grigori Aleksandrov

ในฉากที่ Glasha เต้น มันเหมือนว่าเสียงฝนตกจะดังกว่าเสียงเพลงอีกนะครับ และก็ยังมีเสียงอะไรอื่นอีกก็ไม่รู้แทรกอยู่ นี่เป็นอะไรที่โคตรแปลกประหลาดเลยละ ผมไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหนทำกับเสียงประกอบได้เหมือนจะมั่วซั่วขนาดนี้มาก่อน แต่คิดว่ามันมีเหตุผลที่ทำแบบนี้อยู่นะครับ คือหนังใช้ Sound Effect สร้างบรรยากาศ แสดงอารมณ์และความรู้สึก (ปกติเรามักจะได้ยินเพลงประกอบใช้เพื่อสร้างบรรยากาศ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ Sound Effect สร้างอารมณ์ประกอบ) นี่เป็นเทคนิคที่ยากจะคุ้นเคย มันไม่ได้มีความไพเราะ ลื่นหู น่าฟังเลย แต่มันเสริมบรรยากาศของหนัง ให้เมื่อถึงตอนฉากที่มีการขับเคลื่อนทางอารมณ์แรงๆ จะยิ่งทำให้เจ็บปวดลึกไปถึงขั้วหัวใจ

ผมพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงฉากที่ถือเป็นไคลน์แม็กซ์ของหนังนะครับ อยากให้ไปค้นพบดูเองว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ขนาดทำให้ผมเกือบนอนไม่หลับ เป็นภาพหลอนติดตาที่จะไม่ถูกลบเลือนง่ายๆ, นี่ทำให้หนังไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ ผู้กำกับ Klimov เคยพูดไว้ว่า “นี่เป็นหนังที่โหดร้าย และอาจมีคนที่ไม่สามารถดูได้” เขาคุยเรื่องนี้กับคนเขียนบท Adamovish ตอบว่า “คนที่ดูไม่ได้ก็ไม่ต้องดู นี่เป็นบางสิ่งที่เราต้องทิ้งไว้ เป็นหลักฐานของสงคราม และเพื่อความสงบสุขของคนรุ่นถัดไป” (Let them not watch it, then. This is something we must leave after us. As evidence of war, and as a plea for peace.) เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ถ้าคุณทนดูเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังไม่ได้ก็อย่าฝืนนะครับ ไม่เช่นนั้นคุณจะได้หลอนแบบจิตหลุดเลย

ตอนแรกหนังใช้ชื่อว่า Kill Hitler ที่ต้องเปลี่ยนเพราะความไม่เหมาะสม และมัน Negative เกินไป, ชื่อหนังภาษารัสเซียคือ Idi i smotri แปลเป็นภาษาอังกฤษตรงๆจะได้ว่า Go and look แต่ใช้คำว่า Come and See ที่มาจากบทที่ 6 ของ The Apocalypse of John ของ Book of Revelation (คำทำนายวันสิ้นโลก ในคริสตศาสนา) เกี่ยวกับการทำลายล้างที่เกิดจาก Four Horsemen ของ Apocalypse (ผมไม่ขอแปลนะครับ เพราะสำนวนมันจะไม่ได้)

And when he had opened the fourth seal, I heard the voice of the fourth beast say, Come and see! And I looked, and behold a pale horse: and his name that sat on him was Death, and Hell followed with him. And power was given unto them over the fourth part of the earth, to kill with sword, and with hunger, and with death, and with the beasts of the earth.

อารมณ์หลังจากดูหนังจบ ผมคุ้นๆว่าเทียบเท่ากับตอนดู Apocalypse Now (1979), Schindler’s List (1993) และซีรีย์ Band of Brothers ภาพหลอนๆจำติดตาไม่ลืมเลือน และรู้สึกโชคดีที่ไม่ได้เกิดในยุคสมัยของสงคราม, คนที่มีชีวิตอยู่ตอนนั้น หรือรอดชีวิตมาได้ถือว่าโชคร้ายกว่าคนที่เสียชีวิตอีก เพราะเขาต้องจดจำ แบกรับความรู้สึกของความโชคร้าย ความสูญเสีย และเห็นความชั่วร้ายของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ไร้ความเมตตาปราณีต่อเพื่อนร่วมโลก

ดูหนังจบ ขอให้ระลึกไว้ว่า นี่คือสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้น ถือเป็นด้านมืดของมนุษย์ จดจำและขออย่าให้มันเกิดขึ้นอีก

แนะนำกับผู้ใหญ่ที่ชอบดูหนังแนวสงคราม หรือกำลังศึกษาประวัติศาสตร์ของรัสเซียขณะถูกนาซีรุกราน, หนังมีเทคนิคที่แปลกประหลาดแต่เจ๋งโคตรๆ แนะนำกับคนสายภาพยนตร์ ดูเพื่อศึกษาเทคนิค วิธีการ, จัดเรต 18+ ไม่เหมาะกับเด็ก

TAGLINE | “Come and See เข้ามาและหันหน้ายอมรับกับความจริงในสิ่งที่เคยเกิดขึ้น สุดยอดหนังที่มีความทรงพลัง ทั้งงานภาพ เสียง การแสดง ตัดต่อ นี่คือหนังเกี่ยวกับสงครามที่ดีที่สุดในโลก”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of