Cries and Whispers (1972)

Cries and Whispers

Cries and Whispers (1972) Swedish : Ingmar Bergman ♥♥♥♡

เราสามารถเรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า Emotional Poetry คุณไม่จำเป็นต้องรับรู้เข้าใจที่มาที่ไป จุดเริ่มต้นสาเหตุของเรื่องราว แค่สามารถจับอารมณ์ความรู้สึกของหนัง ก็จะพบเห็นความสวยงามที่ราวกับบทกวี ซึ่งจะถูกขับเน้นโดยงานภาพมีความสวยงามมากๆ โดย Sven Nykvist ขาประจำของ Ingmar Bergman ได้รางวัล Technical Grand Prize จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และคว้า Oscar: Best Cinematography

ชื่อหนัง Cries and Whispers และการที่ผมบอกว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอารมณ์ คนที่มีความอ่อนไหวค่อนข้างสูงก็เตรียมทิชชู่เผื่อไว้ด้วยแล้วกัน เห็นบทวิจารณ์ต่างประเทศมีหลายคนที่บอกว่า กลั้นบ่อน้ำตาไว้ไม่อยู่ ไหลพรากๆออกมาโดยไม่รู้ตัว, แต่ส่วนตัวผมกลับไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น แถมตรงกันข้ามคือไม่ค่อยจะชอบเสียเท่าไหร่ เพราะการที่หนังมีแต่ ‘อารมณ์’ แต่ไร้ซึ่ง ‘เหตุผล’ จริงอยู่มันมีความสวยงาม แต่มันคือความไร้สาระอย่างรุนแรง

การตัดสินใจในการทำสิ่งต่างๆของมนุษย์ สามารถแยกออกได้ 2 ฝ่ายคือ Emotion กับ Rationality, ตามอารมณ์ กับ ตามเหตุผล, กระทำไปตามความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เฉพาะหน้า กับ ใช้สติปัญญาพิจารณาก่อนจึงค่อยทำไปตามความสมควร

เพราะความที่มนุษย์โลกยังเต็มไปด้วยกิเลส ราคะ-โทสะ-โมหะ (อกุศลมูล ๓) ส่วนใหญ่จึงมักใช้ชีวิต คิดตัดสินอะไรหลายๆอย่างด้วย ‘อารมณ์’ มากกว่าใคร่ครวญไตร่ตรอง ผิดกับผู้มี’สติ’และ’ปัญญา’ เมื่อได้พิจารณาเห็นแล้วว่าสิ่งใดถูกต้องสมควร ก็จะปฏิบัติแสดงออกทางนั้น โดยไม่สนใจกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองว่าอยากทำหรือไม่อยากทำ

Cries and Whispers เป็นหนังที่นำเสนอ’อารมณ์’ (ที่กลั่นคั้นออกมาจากก้นเบื้องหัวใจของผู้กำกับ Ingmar Bergman) การเสียชีวิตของคนใกล้ตัวที่เรารัก บุคคลต่างๆรอบข้างจะมีปฏิกิริยาแสดงออกมาเช่นไร, แต่การแสดงออกทางอารมณ์นี้ เหตุผลรองรับจะมาจากพฤติกรรมการกระทำบางอย่างของตัวละคร ไร้ซึ่งสาเหตุต้นตอที่มาที่ไป อยู่ดีๆก็ประพฤติปฏิบัติแสดงออกมาเช่นนั้นเลย นี่ทำให้น้ำหนักของเหตุผลสูญหายไปโดยสิ้นเชิง

ก็อยู่ที่ระดับอารมณ์และเหตุผลของตัวคุณเอง ฝั่งไหนมีน้ำหนักมากกว่า ก็จะแสดงปฏิกิริยาต่อหนังเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป (คือจะร้องไห้-หรือเงียบสงัด)

ปี 1971 ผู้กำกับ Ingmar Bergman ขณะกำลังนั่งชมผลลัพท์ภาพยนตร์เรื่อง The Touch (1971) ที่เพิ่งเสร็จสิ้น ร่วมกับตากล้องคู่ใจ Sven Nykvist รู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจกับผลงานนี้เท่าไหร่ แต่ก็ได้ชักชวนเสนอโปรเจคถัดไป

“Well, Sven, this was not a good film. You and I both knew it wouldn’t be. But I’ve got another idea, something I’ve dreamt. I see a road, and a girl on her way to a large house, a manor house, perhaps. She has a little dog with her. Inside the house there’s a large red room where three sisters dressed in white are sitting and whispering together. Do you think it could turn into a film?”

Nykvist ฟังแล้วเห็นภาพเกิดความสนใจ เลยให้สัญญาร่วมงานกับ Berman ที่ใช้เวลา 2 เดือนข้างหน้าพัฒนาบทภาพยนตร์จากความฝันนี้จนเสร็จ

ขั้นตอนการพัฒนาบทของ Bergman มักนึกถึงติดต่อนักแสดงที่ต้องการร่วมงานไว้ก่อน กับเรื่องนี้มีภาพของ Liv Ullmann, Ingrid Thulin, Harriet Andersson อยู่ในใจชัดเจน ติดต่อรองพูดคุยกันได้ไม่มีปัญหาส่วนตัว ส่วนนักแสดงอีกคนที่ตั้งใจไว้คือ Mia Farrow แต่เพราะไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน พอติดต่อไปก็พบว่าไม่ว่าง จับพลัดพลูมาลงเอยที่ Kari Sylwan นักเต้นสาวที่เคยร่วมงานแสดงละครเวทีกันมาก่อน … ตัวละครครบแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มต้นพัฒนาเรื่องราวของหนังได้

“The first image kept coming back, over and over: the room draped all in red with women clad in white. That’s the way it is: Images obstinately resurface without my knowing what they want with me; then they disappear only to come back, looking exactly the same.”

พื้นหลังศตวรรษที่ 19th ในคฤหาสถ์ใหญ่หลังหนึ่ง พื้นผนังปูด้วยพรมสีแดงเข้ม มีหญิงสาว 4 คนอาศัยอยู่
– พี่สาวคนโต Agnes (รับบทโดย Harriet Andersson) ป่วยเป็นอะไรสักอย่าง (น่าจะโรคมะเร็ง) นอนอยู่บนเตียงด้วยความทุกข์ทรมานใกล้ตาย
– น่าจะคนกลาง Karin (รับบทโดย Liv Ullmann) เริดเชิดหยิ่งจองหอง มองโลกแต่แง่ร้าย ไม่แคร์สนใจความรู้สึกของผู้อื่น
– น่าจะน้องสุดท้อง Maria (รับบทโดย Ingrid Thulin) ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก อยากได้อะไรต้องได้ ต้องการเป็นที่รัก ให้ความสนใจกับทุกคน
– Anna (รับบทโดย Kari Sylwan) คนใช้ส่วนตัวของ Agnes ที่ทำงานมากว่า 12 ปี เต็มเปี่ยมด้วยความรักและศรัทธาในพระเจ้า

ตัวตนแท้จริงของพวกเธอจะค่อยๆได้รับการเปิดเผยออกผ่านภาพย้อนอดีต (Flashback) ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่มาที่ไปของเรื่องราว หรือทำไมถึงตัวละครถึงได้กลายมาเป็นคนลักษณะนิสัยแบบนี้ แต่เป็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่พวกเธอมี’อารมณ์’ตอบสนองความต้องการของตัวเองอย่างสูงสุด (Capture moments of extreme emotion.)

– Agnes ช่วงเวลาความสุขใจที่สุด คือการได้เฝ้ามองแม่ของตนเองเมื่อครั้นยังเด็ก สัมผัสเบาๆด้วยมือที่แก้ม รับรู้เข้าใจกันโดยไม่ต้องใช้คำสนทนา
– Karin ครั้งหนึ่งกับสามีสูงวัย Sex คงเป็นเรื่องน่าเบื่อ หยิบเอาเศษแก้วแตกบาดอวัยวะเพศให้เลือดไหลนอง ใครเห็นคงหมดอารมณ์ แต่เธอกลับพึงพอใจที่ได้ทรมานตนเอง (Masochism)
– Maria ก็ไม่รู้หลงเสน่ห์อะไรหมอวัยกลางคน ใช้เรือนร่างยั่วยวนทอดกายมี Sex วันถัดมาเหมือนว่าสามีจะจับได้ ตั้งใจฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ พอเธอเปิดประตูไปเห็นกลับรู้สึกสาสมแก้ใจ (Sadism)
– Anna ความสุขสูงสุดของเธอ คือการได้อ่านบันทึกของ Agnes ที่จดเรื่องราวต่างๆ เขียนถึงช่วงเวลาอันเรียบง่ายของสามพี่น้องขณะอยู่ร่วมกัน ‘เห็นคนที่ฉันรักมีความสุข ตัวฉันก็อิ่มเอิบใจแล้ว’

Harriet Andersson (เกิดปี 1932) นักแสดงหญิงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Stockholm ตอนอายุ 15 เข้าเรียนโรงเรียนสอนการแสดง Calle Flygare จบออกมาเป็นนักแสดงละครเวที, ผลงานดังของทั้งคู่ อาทิ Smiles of a Summer Night (1955), Through a Glass Darkly (1961), Cries and Whispers (1972), Fanny and Alexander (1982) ฯ

รับบท Agnes ใช้การแสดงออกทางร่างกายอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซูบซีดเบ้าตาลึก ริมฝีปากแห้งกรัง เวลาเจ็บปวดส่งเสียงกรีดร้องทรมาน เหมือนสัตว์ที่ดิ้นทุรนทุราย ร้องขอชีวิตก่อนตาย นี่ทำให้ผู้ชมรับสัมผัสเจ็บปวดรวดร้าวที่ออกมาจากภายในของตัวละครจริงๆ,

เพราะความเป็นลูกคนโต อาจทำให้ไม่ค่อยได้รับความรักความสนใจจากแม่เท่าที่ควร (เห็นน้องกระซิบกระซาบ คุยกับแม่ก็เกิดความอิจฉา) การเฝ้ามองเห็นแม่ที่ตนรักยิ่งมีความสุขก็ทำให้อิ่มเอม ซึ่งพอเธอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของแม่นั้น การได้รายล้อมด้วยพี่น้องมิตรสหาย แค่นี้ก็สุขล้นเกินพอ (สังเกตช็อตที่ผมนำมา น้องทั้งสองนั่งขนาบข้าง คนใช้สุดที่รักอยู่ด้านหลัง แม้ร่างกายจะทุกข์ทรมาน แต่นี่เป็นรอยยิ้มจริงๆออกจากหัวใจของ Agnes เลยละ)

Ingrid Thulin (1926 – 2004) นักแสดงสาวสวยหน้าคม สัญชาติ Swedish เกิดที่ Sollefteå, Ångermanland ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน มีความชื่นชอบบัลเล่ต์ ต่อมาได้เข้าเรียนกลายเป็นนักแสดงละครเวทีที่ Royal Dramatic Theatre, ผลงานดังของเธอส่วนใหญ่ร่วมงานกับ Bergman ทั้งนั้น อาทิ Wild Strawberries (1957), The Magician (1958), Winter Light (1962), The Silence (1963), The Rite (1969), Cries and Whispers (1972) ฯ

รับบท Karin หญิงวัยกลางคนที่เรียกได้ว่า ‘ตัวอิจฉา’ พยายามปกปิดสิ่งที่อยู่ในใจของตนเองตลอดเวลาไม่เคยเปิดเผยออก คงเพราะความ Masochism ชื่นชอบทรมานตนเอง เป็นสิ่งอัปลักษณ์พิศดาร เลยไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้เข้าใจและตนเองก็ไม่ต้องการเข้าใจผู้อื่น, ฉากย้อนอดีตของ Maria ผู้กำกับ Bergman เสนอแนะกับ Thulin แค่แนวคิดเริ่มต้นต่อบรรยากาศ/อารมณ์ ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในฉากนี้ เห็นว่าการเอาเลือดมาทาที่ปาก เกิดจากการ improvise ของเธอเอง ผลลัพท์ออกมาชวนให้ขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง

ลูกคนกลางเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาด พ่อแม่จะรักแบบกลางๆไม่มากไม่น้อย รู้สึกอิจฉาทั้งพี่และน้อง (พี่ได้ของใหม่, น้องมักได้รับการตามใจ) เกิดเป็นความเก็บกดทุกข์ทรมาน หาทางระบายออกไม่ได้เลยต้องทำร้ายตัวเอง แต่งงานกับผู้ชายที่แก่กว่ามาก Sex อาจไม่เป็นที่พึงพอใจ (ก็แน่ละ ลูกคนกลางจะไปเคยพึงพอใจอะไรได้อย่างไร)

Liv Johanne Ullmann (เกิดปี 1938) นักแสดง/ผู้กำกับหญิงสัญชาติ Norwegian เกิดที่ Tokyo, ประเทศญี่ปุ่น เพราะขณะนั้นพ่อที่เป็นชาวนอร์เวย์ ทำงานวิศวกรการบินอยู่ที่ญี่ปุ่นพอดี ช่วงวัยเด็กจึงมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก ก่อนมาปักหลักอาศัยอยู๋ที่ Trondheim, Norway หลังจากพ่อเสียชีวิต, Ullmann เริ่มมีผลงานจากการเป็นนักแสดงละครเวทีที่ Norway ก่อนไปเข้าตาผู้กำกับ Bergman ชักชวนเกี้ยวพาจนได้ร่วมงานกันและมีลูกนอกสมรสหนึ่งคน ผลงานเด่นของพวกเขา อาทิ Persona (1966), The Passion of Anna (1969), Cries and Whispers (1972) Autumn Sonata (1978) ฯ เคยคว้ารางวัล Golden Globe Award: Best Actress จากหนังเรื่อง The Emigrants (1971)

รับบท Maria โตเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ยังมีตุ๊กตาเด็กอยู่บนหัวเตียง แถมนอนอมหัวแม่โป้งอีก, เธอคือเด็กที่ไม่รู้จักโต อยากได้อะไรต้องได้ ชอบเรียกร้องความสนใจ สาเหตุคงเกิดจากการเลี้ยงดูแบบเอาใจของแม่ (น้องคนเล็ก แม่มักจะรักที่สุด ดื้อที่สุด) แต่การที่สามีตั้งใจจะฆ่าตัวตายแล้วเปิดประตูเข้าไปเห็น มันคงมีความ Sadist บางอย่างเกิดขึ้นในจิตใจ พึงพอใจที่ได้เห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ทรมานเพราะตนเอง

เหมือนว่า Ullmann จะรับบท แม่ของสามสาวด้วยนะครับ ปรากฎในฉากย้อนอดีตของ Agnes เท่านั้น นอกจากเหตุผลเรื่องสายเลือดแล้ว ผมยังคิดไม่ตกว่าทำไมถึงต้องใช้นักแสดงซ้ำ

Kari Sylwan (เกิดปี 1940) นักแสดง/นักเต้น-ครูสอนบัลเล่ต์ สัญชาติ Swedish เพราะการที่นักเต้นประจำที่ Royal Swedish Ballet ทำให้มีโอกาสได้ร่วมงานกับละครเวทีกับ Bergman ที่ก็ได้ชักชวนให้มาแสดงภาพยนตร์สองครั้ง Cries and Whispers (1972) และ Face to Face (1976)

รับบท Anna สาวใช้ที่เคยมีลูกสาวน่ารักน่าชัง แต่เสียชีวิตไปแล้วเพราะอาการป่วย เธอจึงอุทิศตนเองให้กับ Agnes กลายเป็นเหมือนแม่นม (แม่คนที่สอง) มอบความอบอุ่น (ซึ่งเธอก็คงมอง Agnes เหมือนลูกของเธอด้วย), Anna เป็นผู้หญิงที่มีศรัทธาต่อพระเจ้าโดยเรียบง่าย ทุกเช้าค่ำ ตื่นนอน/ก่อนหลับ จะจุดเทียนไขดวงเล็กๆ คุกเข่าอธิษฐานวิงวอน ให้ลูกบนสวรรค์ของเธอและ Agnes พบกับความสุขกายสบายใจ ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้

แต่ความที่เป็นเพียงคนใช้ Maria กับ Karin ต่างมองเธอต่ำต้อยไร้ค่า แอบดูถูกเหยียดยามไม่เห็นหัวใยดี บุญคุณที่ช่วยเหลือดูแล Agnes มา 12 ปี เหมือนมันไร้ค่าเสียเหลือเกิน แต่ก็ช่างมันประไร ความสุขของฉันพวกเธอคงไม่เข้าใจหรอก

สำหรับนักแสดงชาย 3-4 คนในหนัง บทบาทช่างแสนน้อยนิดหาความสำคัญไม่ได้ คงเพราะนี่เป็นเรื่องราวที่มีความละเอียดอ่อนไหวทางอารมณ์สูง ผู้ชายมักจะไม่แสดงออกเข้าไม่ถึง ส่วนผู้หญิงก็มักจะเกาะกลุ่มร่วมหัวร่วมท้าย เป็นตายไปด้วยกัน

ประมาณ 95% ของหนัง ถ่ายทำในคฤหาสถ์/ปราสาท Taxinge-Näsby Castle ตั้งอยู่ที่ Mariefred ที่มีการประดับตกแต่งด้วยพื้นผนังสีแดง เห็นแล้วแสบตาอย่างยิ่ง แต่ความโดดเด่นของแสงสีแดงไม่ได้เกิดจากขณะถ่ายทำล้วนๆ มีการเพิ่มใส่ filter เข้าไปในห้องแลปหลังการถ่ายทำ

อย่างฉากที่เป็น Iconic ของหนัง Agnes ในอ้อมตักของ Anna สังเกตสีของทั้งสองภาพ หนึ่งจากฟีล์ม Negative ต้นฉบับแท้ๆ สองจากผ่านกระบวนการ Filter คือที่เห็นในหนัง

ช็อตนี้วิเคราะห์กันว่า ได้แรงบันดาลใจจากงานแกะสลักหินอ่อนของ Michelangelo Buonarroti ที่ชื่อ Vatican Pietà (ค.ศ. 1498-1499) จัดแสดงอยู่ที่ St. Peter’s Basilica in Vatic anus, Rome เห็นว่าตอนนั้น Michelangelo อายุเพียง 20 ปีเท่านั้น ตามคำร้องขอของ Cardinal of S. Dionigi โดยเรื่องราวของงานแกะสลักนี้เกี่ยวกับความตายที่เป็นอมตะ

“The eternity and death; divine love and earthly love, all thoughts which trouble me since childhood, were pressing now to find sublime expression.”

พระแม่มารีย์โอบอุ้มร่างของพระเยซูที่สิ้นพระชนม์ แต่แทนที่การตายนี้จะเป็นทุกข์ทรมาน ใบหน้าของพระองค์กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความผ่อนคลาย เจ็บปวดทางร่างกายไม่นานเดี๋ยวก็หาย แต่จิตวิญญาณของพระองค์กำลังได้เสร็จสิ้นภารกิจ กำลังหวนคืนกลับเป็นส่วนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า นี่ต่างหากที่เป็นนิรันดร์

การตีความภาพนี้ เปรียบ Anna ได้กับพระแม่มารีย์ผู้บริสุทธิ์ (แสดงถึงความบริสุทธิ์จริงใจ) และการตายของ Agnes ที่แม้จะเต็มไปด้วยความทุกข์กายใจ แต่เธอก็เหมือนว่ากลายเป็นผู้ไถ่ ได้ไปสวรรค์

โดยปกติแล้ว หนังของ Bergman มักจะมีลักษณะไม่ขาวก็ดำ ยกเว้นแต่หนังเรื่องนี้ ที่เน้นสีแดงโดดเด่นเพราะเป็นสีของเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ ที่อยู่ภายใต้เนื้อหนังร่างกายของทุกสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่แค่มนุษย์

“All my films can be thought in terms of black and white, except for Cries and Whispers. In the screenplay, I say that I have thought of the color red as the interior of the soul. When I was a child, I saw the soul as a shadowy dragon, blue as smoke, hovering like an enormous winged creature, half bird, half fish. But inside the dragon, everything was red.”

หนังไม่ได้มีแต่สีแดงนะครับ ชุดของตัวละครช่วงแรกจะเป็นสีขาว ครึ่งหลังจะเป็นสีดำ ระหว่างนั้นมีใส่สีแดง/เทา ประปราย (เป็นสีสะท้อนจิตวิทยาของตัวละคร) และฉากย้อนอดีตของ Agnes มักเป็นการถ่ายภายนอก เห็นต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวฉอุ่ม ผ่อนคลายสายตายิ่งนัก

นอกจากเรื่องการใช้สีแล้ว การเคลื่อนกล้องโดยเฉพาะ Zoom และ Close-Up ได้สร้างภาษาภาพยนตร์รูปแบบใหม่ขึ้นมาเลย, ก่อนหน้านี้หนังของ Bergman จะไม่มีเทคนิคยอดนิยมของยุคสมัยนั้น การซูมภาพ มาก่อน (คงเพราะเป็นเทคนิคที่ให้ความรู้สึกไม่สมจริง) ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีความตั้งการใช้ แต่เพราะ Nykvist แอบใช้ตอนที่เขาไม่เห็น ซึ่งพอถูกจับได้หลังจากเห็นผลลัพท์ ปรากฎว่าก็ไม่เลว จึงยินยอมรับและอนุญาติให้ใช้ได้ในบางครั้งคราว

ภาพระดับ Close-Up โดยเฉพาะกับใบหน้า มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นสิ่งที่หลบซ่อนอยู่เบื้องลึกภายใต้เนื้อหนัง จิตใจของตัวละครนั้น ซึ่งวิธีการที่ Nykvist ใช้ขณะเรื่องราวดำเนินไป กล้องจะเคลื่อนที่มาถึงตัวละคร พร้อมๆกับการซูมเข้าไปจนเห็นศีรษะติดขอบบน คางติดของล่าง แล้วตั้งกล้องค้างไว้อย่างนั้นจนกว่าตัวละครจะพูดจบแล้วค่อยๆเคลื่อนออก (บางครั้งก็จะตัดเปลี่ยนไปฉากอื่นเลย)

ตัดต่อโดย Siv Lundgren, หนังไม่ได้มีบทพูดมากนัก ใช้การกระทำแสดงออกและภาษาภาพยนตร์ดำเนินเรื่องเล่าไป ซึ่งจะมีการแทรกใส่ภาพย้อนอดีต (Flashback) และภาพความฝัน จัดเรียงกันอย่างกระจัดกระจายไปทั้งเรื่อง

ทุกครั้งก่อนที่จะย้อนอดีตหรือภาพในความฝัน จะมีการแทรกภาพ Close-Up ใบหน้าของตัวละครนั้นๆเข้ามา ให้รู้ว่าเป็นเรื่องราวของคนนี้ โดยแสงจะอาบสว่างเพียงครึ่งซีกด้านหนึ่งของใบหน้าเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งจะมืดมิด ราวกับจะบอกว่า ต่อไปนี้เป็นมุมมืดด้านหนึ่งของตัวละคร แล้วมีการเฟดเข้าสีแดง (เข้าไปในเลือดเนื้อจิตใจ) ซึ่งพอเรื่องราวย้อนอดีต/ความฝันนั้นจบลง เฟดภาพจากสีแดงเข้าสู่ Close-Up ใบหน้าตัวละครนั้น แสงสว่างก็จะเปลี่ยนทิศอาบใบหน้าอีกซีกหนึ่ง (อีกตัวตนหนึ่ง) เพื่อเป็นการย้อนกลับเข้าสู่ปัจจุบัน

ลำดับของการเล่าเรื่องย้อนอดีตจะเริ่มจาก Agnes ตามด้วย Maria เมื่อพี่สาวเสียชีวิตแล้ว เริ่มด้วย Karin จากนั้นแทรกความฝันของทั้งสาม (ที่จินตนาการว่า Agnes ยังไม่ตาย) และปิดท้ายด้วย Anna

มีการถกเถียงกันอย่างมาก กับฉากที่ผมเรียกว่าในความฝัน (ที่ทั้งสามเหมือนจะเห็นว่า Agnes ยังไม่ตาย) เพราะมันอาจเป็นเรื่องจริงหลอนๆที่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือความฝันก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอยู่ดี เพราะไคลน์แม็กซ์นี้คือบทสรุปที่อธิบายตัวตนของ Maria, Karin และ Anna บ่งบอกว่าพวกเธอเป็นคนเช่นไร และมีปฏิกิริยาอย่างไรกับการตายของ Agnes มันจะในโลกความจริง ความฝัน หรือจิตใจใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น

เพลงประกอบถือว่าไม่มี แต่มีการเลือกใช้ 2 บทเพลงของคีตกวีแห่งยุค Classic ประกอบด้วย
– Suite No. 5 for solo Cello in C Minor, 4th mvt ‘Sarabande’ ประพันธ์โดย Johann Sebastian Bach บรรเลงในหนังโดย Pierre Fournier
– Mazurka in A minor, Op. 17 No. 4 ประพันธ์โดย Frédéric Chopin บรรเลงโดย Käbi Laretei

สำหรับเดี่ยว Cello ของ Bach บทเพลง Sarabande (แปลว่า พริ้วไหว) มีถ้อยทำนองที่โหยหวนล่องลอย เจ็บปวดรวดร้าว บาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ, ในฉากที่สองสาวพี่น้อง Karin กับ Maria สนทนากัน ใจความนั่นไม่ได้ยิน แต่เป็นขณะพวกเธอเหมือนมีความเข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเสียงเพลงนี้มีนัยยะถึงสื่อสารสนทนาพูดคุยกันของทั้งคู่, ผมเลือกฉบับที่ Yo-Yo Ma อัจฉริยะนักเชลโล่สัญชาติ French-Chinese เจ้าของรางวัล Grammy หลายสมัย บันทึกเสียงไว้ให้ฟัง

สำหรับ Chopin เพลงนี้ Mazurka (เพลงเต้นรำพื้นเมืองของชาวโปแลนด์) เป็นเดี่ยวเปียโนนุ่มๆ ที่เสียงโน๊ตมือขวาจะดังขึ้นชัดเจน ให้สัมผัสทั้งรอยยิ้มและหยดน้ำตา, เลือกฉบับเดี่ยวโดย Arthur Rubinstein มาให้ฟัง

เกร็ด: เพลงนี้ถูกนำไปใช้ในหนังเรื่อง Empire Of The Sun (1987) ของผู้กำกับ Steven Spielberg ด้วยนะครับ

สำหรับชื่อหนัง ว่ากันว่านำมาจากคำวิจารณ์บทเพลง Mozart: Piano Concerto No 14 in E flat major (K449) ของ Yngve Flyckt ที่อธิบายลักษณะของเพลงนี้ว่ามีความคล้ายกับ ‘Cries and Whispers’ แต่เพลงนี้ไม่ได้ถูกใส่ลงไปในหนังนะครับ และผมนำมาให้ฟังกันด้วย ลองพิจารณาดูว่าให้สัมผัสของเสียงกระซิบซาบจนน้ำตาไหลพรากหรือเปล่า, กำกับและเล่นเปียโนโดย Rudolf Buchbinder ร่วมกับวง Wiener Philharmoniker

หลายคนที่เคยรับชม ครุ่นคิดวิเคราะห์หนังของ Ingmar Bergman ต่างพยายามมองหาความสัมพันธ์ของตัวละครหญิงสาวทั้งสี่ ขมวดปมให้ได้ว่ามีนัยยะหรือเป็นตัวแทนของอะไร ซึ่งข้อสรุปของนักวิจารณ์ทั้งหลายมองว่า เป็นการแสดงความรู้สึกของผู้กำกับต่อแม่ของเขาเอง ‘self-portrait of his mother’ ซึ่งตอนแรก Bergman แสดงความเห็นให้สัมภาษณ์ตอบว่าใช่ แต่หลายปีต่อมากลับบอกไม่ใช่ … เอะ! ยังไง

Bergman บอกว่าตอนให้สัมภาษณ์ครั้งก่อนนั้น จำเป็นต้องตอบคำถามแสดงความเห็นบางอย่างกับสื่อ ซึ่งการจะไปเฉลยแนวคิดของหนังเลยก็คงไม่ใช่เรื่อง นอกจากเออออห่อหมกตามเขาไป … อ่าว! แล้วแบบนี้ใจความแท้จริงของหนังเป็นเช่นไรละนี่?

มุมมองของผมยังคิดว่า ใจความของหนังคงเป็น ‘self-portrait’ ทางอารมณ์จิตใจตัวตนของ Bergman ที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานต่อบางสิ่งอย่าง แต่แค่อาจจะไม่ใช่ต่อแม่ของเขา ซึ่งถ้าทบทวนถึงชีวิตของผู้กำกับ ถ้าไม่ใช่เรื่องหญิงสาว ความรัก ก็มักเป็นเรื่องพระเจ้า คงไม่เกินไปกว่านี้แน่ๆ

กับตัวละครหญิงสาวทั้งสี่ ทุกคนมีสิ่งเหมือนกันคือ ‘ความทุกข์’ จากบางสิ่งอย่างอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งวิธีการของแต่ละคนในการแสดงหาความสุขนั้นแตกต่างออกไป เราสามารถแบ่งออกเป็นคู่ๆ ซึ่งมีความสะท้อนซึ่งกันและกัน
– Agnes ร่างกายตนเองทุกข์ทรมาน จึงโหยหาความรักจากคนรอบข้าง
– Anne มีความสุขทางกาย รักศรัทธาในพระเจ้า จึงไม่ต้องโหยหาความรักจากผู้ใด

– Karin เป็นคนเก็บกด อัดอั้น ไม่มีใครเป็นที่พึ่ง ชอบการทรมานตนเอง (maso)
– Maria มีความอิสระ เสรี เป็นมิตรได้กับทุกคน แต่กลับชอบเห็นผู้อื่นทุกข์ทรมาน (sado)

ข้อสรุปที่ผมได้จากหนังเรื่องนี้ ความพึงพอใจของมนุษย์เกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ จากความทุกข์ของตัวเอง/เห็นคนอื่นเจ็บปวด, ต้องการเป็นที่รัก/รักคนรอบข้าง ดังประโยคสุดท้ายของหนัง คำพูดอ่านจากบันทึกของ Agnes ในวันที่เธอมีความสุขที่สุดในชีวิต

“Come what may, this is happiness. I cannot wish for anything better. Now, for a few minutes, I can experience perfection. And I feel profoundly grateful to my life, which gives me so much…”

ตรงกันข้ามกับความสุขคือความทุกข์ สองอารมณ์ที่ถ้าเราสุขมากๆย่อมต้องทุกข์มากๆ แต่ถ้าเราสุขแบบพอเพียงก็จะทุกข์อย่างเพียงพอ และเมื่อใดไม่สุขก็จะไม่ทุกข์, การพรรณาถึงความสุข ย่อมต้องพูดถึงความทุกข์ ต่อตนเองและผู้อื่น นี่คือรูปแบบลักษณะของหนังเรื่องนี้ที่มีลักษณะคล้ายกับบทกวี สัมผัสของอารมณ์ ที่ผมเรียกว่า Emotional Poetry

หนังเข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Technical Grand Prize เห็นว่าเป็นครั้งแรกที่ Ingmar Bergman เดินทางไปร่วมงาน ขึ้นรับรางวัล และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนนอกประเทศบ้านเกิดของตนเองอีกด้วย

เข้าชิง Oscar 5 สาขา ได้มา 1 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Writing, Story and Screenplay Based on Factual Material or Material Not Previously Published or Produced
– Best Cinematography ** ได้รางวัล
– Best Costume

เหตุผลที่ผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่สร้าง’อารมณ์’ ซึ่งทั้งเรื่องก็มีแต่สิ่งนี้แหละ เนื้อหาใจความถือได้ว่าไม่มี กับคนที่ชอบคงชอบมาก แต่คน Rationality เช่นผมจะมีความหงุดหงิดใจอย่างมาก ตรรกะของหนังไม่เป็นที่พึงพอใจ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเสียเวลารับชมนะครับ เพราะสัมผัสและความสวยงามทางอารมณ์ถือว่าระดับ Masterpiece เลยละ

แนะนำกับคอหนัง Art-House ชื่นชอบหนังบรรยากาศ, Costume Period, นักเรียนภาพยนตร์ ผู้กำกับ โดยเฉพาะช่างภาพตากล้อง ศึกษาเทคนิคจากหนังเรื่องนี้ไว้เป็นประโยชน์แน่, แฟนๆผู้กำกับ Ingmar Bergman, หลงใหลนักแสดง Harriet Andersson, Ingrid Thulin, Liv Ullmann ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศและการใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง

TAGLINE | “Cries and Whispers ของ Ingmar Bergman ถ้าหนังไม่ทำให้คุณร้องไห้ ก็จะได้ยินแค่เสียงกระซิบกระซาบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of