Cries and Whispers (1972) Swedish : Ingmar Bergman ♥♥♥♡

(8/2/2022) บทกวีรำพรรณาความเศร้าโศกต่อการจากไปอย่างทุกข์ทรมานของมารดา ซึ่งผู้กำกับ Ingmar Bergman ก็สาแก่ใจเมื่อล้มป่วยโรคปอดบวม ซมซานสภาพปางตาย ค่อยๆตระหนักได้ถึงมุมมองชีวิต ต่อให้ญาติมิตรสหายเลวร้ายสักเพียงใด ก็อยู่ที่ใจเราจะจินตนาการความสุขเช่นไร

Today I feel that in Persona—and later in Cries and Whispers—I had gone as far as I could go. And that in these two instances when working in total freedom, I touched wordless secrets that only the cinema can discover.

Ingmar Bergman ในหนังสืออัตชีวประวัติ Ingmar Bergman: His Life and Films (2006)

Viskningar och rop แปลตรงตัวว่า Whispers and Cries เป็นภาพยนตร์ที่จะส่งเสียงกระซิบกระซาบ (ด้วยเทคนิค/ภาษาภาพยนตร์) ทำให้จิตวิญญาณผู้ชมสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด รวดระทม จนใครหลายคนมิอาจอดกลั้นธารน้ำตา ซึ่งเหตุผลจริงๆไม่ใช่แค่การตายอย่างทรมานของพี่สาวคนโต Harriet Andersson แต่คือสันดานธาตุแท้น้องทั้งสอง Ingrid Thulin และ Liv Ullmann เมื่อค่อยๆถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ มันช่างน่ารังเกียจ ขยะแขยง ชั่วร้ายกาจเกินเยียวยา

แต่ผู้กำกับ Bergman ก็ไม่ได้โกรธรังเกลียด หรือบังเกิดอคติใดๆต่ออดีตแฟนสาวทั้งสอง Ingrid Thulin และ Liv Ullmann (รวมถึง Harriet Andersson ด้วยนะครับ) ต่างยังคงเป็นเพื่อนร่วมงานมืออาชีพ ศิลปินสรรค์สร้างผลงานศิลปะ เพราะสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับมุมมอง/ทัศนคติของเราเอง พอใจในสิ่งพึงมีมากน้อยเพียงไหน ช่วงเวลาแห่งความสุข(ในอดีต)จักยังคงอยู่กับเรา(ในห้วงความทรงจำ)ตราบจนวันตาย

หวนกลับมารับชมรอบนี้ ผมยังคงละเหี่ย เพลียใจ ไม่ชื่นชอบ Cries and Whispers (1972) เพราะไดเรคชั่นของหนังสร้างความเจ็บปวด รวดระทม เรื่องราวมีแต่ความขื่นขม มองโลกในแง่ร้าย แม้สุดท้ายเหมือนจะมีความหวังขี้นมาบ้าง แต่ถ้าครุ่นคิดกลับกันมันต่างอะไรจากการลวงหลอกตัวเอง … นี่ความเห็นส่วนตัวนะครับ เพราะในแง่คุณภาพต้องซูฮกให้เกือบๆระดับมาสเตอร์พีซเลยละ!


Ernst Ingmar Bergman (1918-2007) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Swedish เกิดที่ Uppsala, Uppland บิดาเป็นอนุศาสนาจารย์ นิกาย Lutheran ทำให้วัยเด็กได้รับการสั่งสอนศาสนาอย่างเคร่งครัด กระทั่งอายุได้ 8-9 ขวบ เริ่มมีความสนใจการเล่นเงา สร้างหุ่นเชิดชัก หัดทำเองทุกสิ่งอย่างหลังกลับจากโรงเรียนที่ไม่ค่อยชอบระบบการศึกษาสักเท่าไหร่ สามารถสอบเข้า Stockholm University ร่ำเรียนศิลปะ วรรณกรรม แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการศึกษาภาพยนตร์และการแสดง แม้ไม่สำเร็จการศึกษาก็ได้ทำงานโรงละคร ผู้ช่วย เขียนบท หนึ่งในนั้นเข้าตาผู้กำกับ Alf Sjöberg สรรค์สร้าง Torment (1944), ได้รับโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Crisis (1946), สะสมประสบการณ์จนกระทั่ง Smiles of a Summer Night (1955) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Best Poetic Humor จึงเริ่มได้การจับตามองระดับนานาชาติ

วัยเด็กของ Bergman ให้คำอธิบายตนเองว่า ‘a scared child’ พบเห็นบิดาใช้ความรุนแรง ทั้งคำพูด-กระทำร้ายร่างกาย, มารดาเยือกเย็นชาต่อตน ‘cold and rejecting’, ถูกพี่ชาย Dag Bergman กลั่นแกล้งสารพัด ‘sadist’ และอิจฉาริษยาน้องสาวคนเล็ก Margareta Bergman เหมือนได้รับความรัก/ความสนใจมากกว่าตน

ความเหินห่าง/ขาดความอบอุ่นจากมารดา ทำให้ภาพยนตร์ของผู้กำกับ Bergman มักนำเสนอทั้งด้านสวยงาม-อัปลักษณ์ของเพศหญิง และนักแสดง(หญิง)แทบทุกคน ล้วนต้องเคยมีสัมพันธ์ชู้สาว เหมือนเพื่อให้ความรู้สึกดังกล่าวได้รับการเติมเต็ม … ด้วยเหตุนี้ชีวิตคู่ของ Bergman เลยเละเทะ ตุ้มเปะ แต่งงาน 5 ครั้ง บุตร 9 คน (จากทั้งสมรส/ไม่สมรส) นี่ยังไม่รวมความสัมพันธ์กับนักแสดงที่เคยโอ้อวดไว้ว่า มี’เพื่อน’ทั้งหมด 11 คน

ตั้งแต่ที่มารดา Karin Åkerblom จากไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อปี 1966 (เธอเคยล้มป่วยโรคปอดบวม รักษาตัวในโรงพยาบาลหลายปี เลยมีโอกาสได้พบเจอแต่งงานกับ Erik Bergman) ผู้กำกับ Bergman ก็มีความครุ่นคิดอยากสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่สะท้อนความอิจฉาริษยาของตนเอง (รู้สึกเหมือนว่าแม่รักพี่ชายและน้องสาว มากกว่าตน)

I intended at first to write something about my mother. She’s in all four of the women in the film. My feelings towards her were ambivalent. When I was little I felt she loved my brother more than she did me, and I was jealous.

Ingmar Bergman

ระหว่างนั่งชมฟุตเทจ The Touch (1971) ร่วมกับตากล้องขาประจำ Sven Nykvist ทอดถอนหายใจด้วยความผิดหวัง เพราะรับรู้ว่าผลงานเรื่องนี้ออกมาไม่ดีสักเท่าไหร่ ชวนคุยแนวคิดโปรเจคถัดไป บรรยายภาพหญิงสาวสี่คนสวมชุดขาวในคฤหาสถ์หลังใหญ่ ตกแต่งภายในด้วยโทนสีแดง ต่างพูดคุยด้วยการกระซิบกระซาบ หวาดกลัวว่าความจริงบางอย่างจะได้รับการเปิดเผยออกไป

Well, Sven, this was not a good film. You and I both knew it wouldn’t be. But I’ve got another idea, something I’ve dreamt. I see a road, and a girl on her way to a large house, a manor house, perhaps. She has a little dog with her. Inside the house there’s a large red room where three sisters dressed in white are sitting and whispering together. Do you think it could turn into a film?

Nykvist ฟังแล้วรู้สึกน่าสนใจ เลยตอบตกลงร่วมงานโปรเจคถัดไป ซึ่งผู้กำกับ Bergman ใช้ระยะเวลาพัฒนาบทหนังเพียง 2 เดือน โดยมีภาพนักแสดง Harriet Andersson, Ingrid Thulin และ Liv Ullmann เลือกไว้ในใจตั้งแตกแรก (ทั้งสามต่างเคยร่วมงาน/เกิดสัมพันธ์รักกับ Bergman มาหมดแล้ว)


เรื่องราวมีพื้นหลังศตวรรษที่ 19th ดำเนินขึ้นในคฤหาสถ์หลังหนึ่ง, Agnes (รับบทโดย Harriet Andersson) ล้มป่วยมะเร็งมดลูกระยะสุดท้าย (Uterine Cancer) ระหว่างเฝ้ารอวันตาย น้องสาวสองคน Maria (รับบทโดย Liv Ullmann) กับ Karin (รับบทโดย Ingrid Thulin) และคนรับใช้ Anna (รับบทโดย Kari Sylwan) คอยให้ความช่วยเหลืออยู่เคียงชิดใกล้ แล้วพวกเธอทั้งสี่ต่างเริ่มหวนระลึกความหลัง เหตุการณ์ในอดีตที่ตราฝังอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม

  • Agnes มีความอิจฉาริษยาต่อน้องๆ เพราะครุ่นคิดว่าพวกเธอได้รับความรักเอ็นดูจากมารดามากกว่าตน ด้วยเหตุนี้พอเติบโตขึ้นจึงไม่ยินยอมแต่งงาน อาศัยอยู่ในคฤหาสถ์หลังเดิมร่วมกับคนรับใช้ Anna (อาจมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน) หลังจากล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง (แบบเดียวกับมารดา) จึงค่อยๆรับรู้เข้าใจความรู้สึกของเธอ และเพ้อฝันที่จะได้จับมือสานสัมพันธ์กับน้องๆ ก้าวเดินไปร่วมกัน
  • Maria แม้แต่งงานมีบุตรสาว แต่กลับยังเต็มไปด้วยความใคร่ตัณหา โหยการสัมผัสกอดจูบ ต้องการคบชู้สู่ชาย จนสามียินยอมรับความจริงไม่ได้ จึงพยายามคิดสั้นฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ
  • Karin แต่งงานกับสามีที่เข้มงวด เผด็จการ พยายามสร้างภาพผู้ดี แต่เธอกลับเกิดความรังเกียจขยะแขยง ไม่ต้องการให้เขาสัมผัสจับต้องตัว เลยใช้เศษแก้วกรีดบาดอวัยวะเพศ แล้วนำเลือดทากลบปาก
  • สำหรับ Anna จินตนาการให้ Agnes ฟื้นคืนชีพขึ้นมา แล้วร้องเรียกหา Karin กับ Maria แต่ทั้งสองกลับปฏิเสธเข้าใกล้ ไม่ก็ขยะแขยงเพราะสัมผัสได้ถึงความตาย หลงเหลือเพียงเธอเองยินยอมเสียสละ เป็นทั้งมารดาและคนรัก เอ็นดูให้ความช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจ

Harriet Andersson (เกิดปี 1932) นักแสดงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Stockholm ค้นพบความชื่นชอบการแสดงตั้งแต่ยังเด็ก เข้าเรียนต่อ Calle Flygare Stage School ได้รับการค้นพบโดยผู้กำกับ Ingmar Bergman เมื่อปี 1949 เลยชักชวนมาร่วมคณะ Malmö Municipal Theatre และได้โอกาสรับบทนำภาพยนตร์ Summer with Monika (1953) แจ้งเกิดโด่งดังในทันที

รับบท Anges พี่สาวคนโต เจ็บปวดทรมานจากอาการป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ส่งเสียงกรีดร้องเหมือนสัตว์ถูกเชือด ส่วนใหญ่นอนซมซานอยู่บนเตียง เพียงบางครั้งสามารถลุกขึ้นมาเขียนไดอารี่ รำพึงพรรณความรู้สึก เพ้อฝันความรักจากมารดา จินตนาการโอกาสสัมผัสจับมือน้องๆ แล้วก้าวเดินเคียงข้างไปด้วยกัน

ตัวละครนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอิจฉาริษยา ตั้งแต่เด็กโหยหาความรักจากมารดา (ที่กลับมอบมันให้น้องๆมากกว่า) เลยรู้สึกโกรธรังเกียจ ใช้ชีวิตโดยไม่ผู้อื่นใด ถึงอย่างนั้นเมื่อเติบโตขึ้นล้มป่วยมะเร็ง (แบบเดียวกับมารดา) จึงเริ่มบังเกิดความเข้าใจอะไรๆ รู้สึกผิดที่เคยได้ครุ่นคิดสิ่งเลวร้าย แสดงพฤติกรรมเห็นแก่ตัว และไม่เคยกระทำสิ่งสานความสัมพันธ์ (กับน้องๆ) สุดท้ายก่อนตายเลยได้แค่เพ้อฝัน และเขียนมันลงในสมุดบันทึกความทรงจำ

ด้วยรูปร่างผอมกระหร่อง ใบหน้าซีดเซียว (ถูกบังคับให้นอนน้อย หลับไม่เพียงพอ จนขอบตาดำคล้ำ) แค่เพียงช็อตแรกก็อาจทำให้หลายคนรู้สึกสั่นสะท้าน วาบหวิว สงสัยในความผิดปกติ จากนั้นเสียงกรีดร้อง มันช่างบาดแทงหัวใจ สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ชม เจ็บปวดถึงทรวงใน

ถึงการแสดงของ Andersson จะสมจริงจังมากๆ (ได้แรงบันดาลใจจากบิดาของเธอ ที่ล้มป่วยหนัก ทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิต) แต่มันก็เจ็บปวดรวดระทมเกินทนไหว ทำให้ผมต้องเบือนหน้าหนีทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้อง และหงุดหงิดใจเมื่อไม่มีใครยินยอมทำอะไร … มันอาจคือข้อจำกัดทางการแพทย์สมัยก่อน แต่การแสดงออกของน้องๆก็น่ารังเกียจเกินเยียวยา

Harriet Andersson is one of the cinematographic geniuses. You only meet a few rare shimmering species on the winding road through the jungle of the trade.

คำชื่นชมของ Ingmar Bergman

Ingrid Lilian Thulin (1926-2004) นักแสดงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Sollefteå, Ångermanland ทางตอนเหนือของประเทศ บิดาเป็นชาวประมง พออายุ 17 เดินทางสู่ Stockholm ทำงานเป็นเสมียนยัง Påhlmans Commercial Institute ขณะเดียวกันก็เริ่มมีสนใจด้านการแสดง กระทั่งถูกค้นพบโดย Johan Falck เลยมีโอกาสได้เข้าร่วม Royal Dramatic Theatre จนเข้าตาผู้กำกับ Ingmar Bergman ชักชวนมาแจ้งเกิดโด่งดัง Wild Strawberries (1957), The Magician (1958), Winter Light (1962), The Silence (1963), The Rite (1969) และ Cries and Whispers (1972)

รับบทพี่คนรอง Karin นิสัยเริดเชิดเย่อหยิ่ง แต่งงานกับสามีเจ้าระเบียบ จอมเผด็จการ ยึดถือมั่น ทำทุกสิ่งอย่างตามขนบกฎกรอบ สร้างภาพภายนอกให้ดูดี แต่แท้จริงแล้วซุกซ่อนเร้นความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไม่เคยสนความรู้สึกผู้ใด (รวมไปถึงภรรยา) จนวันหนึ่งเธอระหว่างบนโต๊ะอาหาร มิอาจอดรนทนไหว เลยตัดสินใจใช้เศษแก้วบาดอวัยวะเพศ เพื่อต่อจากนี้เขาจะไม่ยินยอมสัมผัสแตะต้องตัวอีกต่อไป

ตัวละครนี้เป็นสัญลักษณ์ของความเย่อหยิ่ง ทะนงตน หลงตัวเอง สร้างภาพให้ดูสูงส่ง ด้วยการปฏิเสธสัมผัสจับต้องสิ่งสกปรกโสมม ต่ำต้อยกว่าตน (ถือว่าได้รับอิทธิพลจากสามีมาเต็มๆ) นั่นรวมไปถึงพี่สาว Agnes ราวกับเธอเป็นตัวเชื้อโรคอะไรสักอย่าง ไม่ยินยอมเข้าใกล้ เว้นตอนเป็นปกติที่ไม่ส่งเสียงกรีดร้องใดๆ (นั่นเพราะเวลาที่ Agnes ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดนั้น มันเหมือนเสียงสัตว์อะไรสักอย่าง)

Karin มีลักษณะขั้วตรงกันข้ามกับ Marie ต่อให้ทั้งสองพยายามสักเพียงไหน ก็ไม่มีทางจับมือเดินไปด้วยกันสำเร็จ และยิ่งเมื่อพี่สาว Agnes ตกตายไป (เป็นคนเดียวที่สามารถจับมือ อยู่ระหว่างน้องทั้งสอง) สิ่งที่พวกเธอต้องการสานสัมพันธ์ คงความเป็นเพื่อน/พี่น้องนั้น ดูแล้วคงไม่มีวันบังเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน!

ภาพลักษณ์ของ Thulin ยิ่งมีอายุยิ่งดูเอ่อล้นด้วย Charisma เปะมากๆทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ท่วงท่าปฏิกิริยาเริดเชิดหยิ่ง สีหน้าแสดงออกด้วยเลศนัย ยิ่งตอนใช้เลือดกลบปาก แลบลิ้นเลียฉลองแห่งชัยชนะ (ที่จะไม่ต้องร่วมรักหลับนอน ถูกสามีสัมผัสจับต้องตัวอีกต่อไป) ราวกับนางแม่มดโฉดชั่วร้าย พร้อมสาปแช่งศัตรูให้ตกตาย อันตรายกว่าโรคมะเร็งเสียอีก!

Ingrid Thulin is one of the really great actresses of our time. Like a jealous co-worker once expressed: She is married to the camera.

คำชื่นชมของ Ingmar Bergman

Liv Johanne Ullmann (เกิดปี 1938) นักแสดงสัญชาติ Norwegian เกิดที่ Tokyo, บิดาเป็นวิศวกรการบิน ขณะนั้นทำงานอยู่ประเทศญี่ปุ่น พอเธออายุสองขวบ ครอบครัวหลบหนีสงครามโลกไปอยู่ Toronto, Canada ก่อนย้ายสู่ New York แล้วหวนกลับมาตั้งถิ่นฐานยัง Trondheim (หลังสิ้นสุดสงคราม), เมื่อค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดง เริ่มมีผลงานละครเวที ตัวประกอบภาพยนตร์ รับรู้จัก Bibi Andersson ระหว่างร่วมแสดงภาพยนตร์ Short Is the Summer (1962) และคือคนแนะนำผู้กำกับ Ingmar Bergman ทีแรกจะได้แค่บทสมทบ The Cannibals แต่โชคชะตานำพาให้ได้รับบทนำ Persona (1966) แจ้งเกิดโด่งดังโดยทันที!

รับบทมารดา ภายนอกดูเข้มแข็ง แต่สีหน้าหมองหม่น พยายามปกปิดความเจ็บป่วยของร่างกาย ไม่ต้องการให้ลูกๆวิตกกังวล และเหตุผลที่ให้ความสนใจน้องๆมากกว่าพี่ เพราะทั้ง Karin และ Maria ยังตัวเล็ก อ่อนวัยไร้เดียงสากว่า Agnes อยู่หลายปี … เธอคงเชื่อมั่นว่าพี่สาวจะสามารถปกป้องดูแล เป็นที่พึ่งพิงให้กับน้องๆ

รับบท Maria ได้แบบพิมพ์เดียวจากมารดา ทั้งถูกตามใจจนเหลิง เลยชอบทำตัวหลงระเริงเหมือนเด็กน้อย ยังคงดูดนิ้ว เรียกร้องความสนใจ อยากได้อะไรต้องได้ ไม่รู้จักความเพียงพอดี มักมากในกามคุณ พร้อมจะพลีกายให้ชายที่ตนหลงใหล แม้บุคคลนั้นไม่ยินยอมพร้อมใจสักเท่าไหร่ เมื่อสามีรับรู้สิ่งบังเกิดขึ้นพยายามคิดสั้นฆ่าตัวตาย เธอพบเห็นปฏิเสธให้ความช่วยเหลือ (ต้องการให้ตกตายไปจริงๆ)

ตัวละครนี้เป็นสัญลักษณ์ของตัณหาราคะ ความไม่รู้จักเพียงพอดี พร้อมกระทำทุกสิ่งโดยที่ไม่สนขนบกฎกรอบ ธรรมเนียมประเพณี (ขั้วตรงกันข้ามกับ Karin) แต่แม้ชื่นชอบการกอดจูบลูบไล้ แต่เมื่อสัมผัสแตะต้อง Agnes กลับแสดงสีหน้าขยะแขยง ยินยอมรับไม่ได้ ราวกับนำมือไปคลุกเคล้าสิ่งปฏิกูล ซากศพเน่าเฟะ (สภาพของ Agnes คงทำให้เธอหวนระลึกถึงความพยายามฆ่าตัวตายของสามี เลยมีปฏิกิริยาปฏิเสธความจริง/ยินยอมรับไม่ได้)

แม้ว่าขณะนั้น Bergman จะเลิกรากับ Ullmann แต่ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของทั้งคู่ ก็ทำให้เขาเขียนจดหมายพร้อมอธิบายรายละเอียด 50 หน้ากระดาษ ซึ่งเธอก็อ่านทุกตัวอักษรแล้วค่อยตอบตกลง เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอดีตคนรักต้องการให้ตนเล่นบทบาทอะไร

Dear Friends: We’re now going to make a film together. It is a sort of a vision that I have and I will try to describe it

อารัมบทในจดหมายที่ Ingmar Bergman ส่งให้กับ Liv Ullmann

ใบหน้าของ Ullmann สามารถแสดงออกทางอารมณ์ ความต้องการ สันชาตญาณจากภายใน โดยแทบไม่ต้องพูดบอกอะไร มีความตรงไปตรงมา ยั่วเย้ายวน รัญจวน น่าหลงใหล แต่ไฮไลท์คงต้องยกให้ตอนสัมผัสจับต้อง Agnes ปฏิกิริยาแสดงออกของเธอช่างรุนแรง ขยะแขยง เสนียดจัญไร (เหมือนเธอได้สัมผัสกับความตาย จึงเกิดอาการหวาดกลัว ยินยอมรับความจริงไม่ได้) เป็นอีกบทบาทที่โคตรทรงพลัง สามารถประชัน Harriet Andersson และ Ingrid Thulin ได้อย่างเทียบเคียง (Ullmann อายุน้อยสุดในสามนักแสดงขาประจำ)

เกร็ด: Linn Ullmann บุตรสาวของ Ingmar Bergman และ Liv Ullmann ร่วมเล่นหนังในบท Anna วัยเด็ก และบุตรสาวของ Maria


Kari Sylwan (เกิดปี 1940) นักเต้น นักแสดง สัญชาติ Swedish เกิดที่ Stockholm ได้เข้าเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ Royal Swedish Ballet ตั้งแต่ปี 1956 ติดตามด้วย Cullberg Ballet จนกระทั่งได้รับบทนำการแสดง The Lady from the Sea ตามด้วย Miss Julie ซึ่งคงไปเข้าตาผู้กำกับ Bergman ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ Cries and Whispers (1972) และตัวประกอบ Face to Face (1976)

รับบท Anna สาวรับใช้ที่คอยดูแล Agnes อยู่เคียงชิดใกล้แทบไม่เคยเหินห่างไปไหน (แนวโน้มว่าอาจมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน) แม้มีความแตกต่างทางชนชั้น แต่ก็พร้อมโอบอุ้มให้ความช่วยเหลือโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

ตัวละครนี้คือสัญลักษณ์ของความเสียสละ รักบริสุทธิ์ ยินยอมพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อ Agnes โดยไม่สนผลตอบแทน ซี่งสามารถเปรียบดั่งมารดา/พระแม่มารีย์ รักเอ็นดูบุตร/พระเยซู (เหมือนรูปแกะสลัก Pietà ของ Michelangelo) แต่ขณะเดียวกันในความครุ่นคิดของเธอนั้น เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน หลงตัวเอง แสดงอคติต่อ Karin และ Maria ที่แม้พี่น้องเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน กลับปฏิเสธสัมผัสจับต้อง ไม่ยินยอมทำอะไรสักอย่างให้พี่สาวแท้ๆ

เห็นว่าดั้งเดิมนั้นผู้กำกับ Bergman อยากลองชักชวน Mia Farrow ให้มารับบทบาทนี้ แต่เหมือนจะไม่เคยมีการติดต่อใดๆ กระทั่งได้พบเจอ Sylwan แม้หน้าตาบ้านๆ ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แต่รูปลักษณ์อวบอิ่ม สายตาที่อ่อนโยน ทำให้รู้สึกอบอุ่น ช่างสอดคล้องตัวละครในอุดมคติ เหมือนมารดาผู้ยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อบุตร

บทบาทของ Sylwan อาจไม่ได้มีความเจิดจรัสเมื่อเทียบกับสามดาวดาราของหนัง แต่เธอก็สามารถแทรกซึม เป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้านหลังเฟรม แล้วมักเสนอหน้าออกมาแย่งซีน สร้างความประหลาดใจ คาดไม่ถึงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งช่วงท้ายรอยยิ้มกริ่มของเธอ ก็ไม่รู้แสดงถึงชัยชนะอะไร ยกยอปอปั้นตนเองว่ามีคุณธรรมสูงส่ง แต่จิตใจกลับบิดเบี้ยว อัปลักษณ์ ไม่แตกต่างจากคนอื่นใด


ถ่ายภาพโดย Sven Vilhem Nykvist (1922-2006) ตากล้องสัญชาติ Swedish เกิดที่ Moheda, Kronobergs län บิดาเป็นช่างภาพถ่ายสัตว์ป่าในแอฟริกา ทำให้เขามีความชื่นชอบเล่นกล้องตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าเรียนยัง Municipal School for Photographers แค่เพียงปีเดียวก็ออกมาเป็นผู้ช่วยที่ Sandrews Studio ถ่ายทำภาพยนตร์ The Poor Millionaire (1941), จากนั้นเดินทางสู่อิตาลี ฝึกงานยัง Cinecittà Studios เมื่อกลับมาสวีเดนฉายเดี่ยวเต็มตัวกับ The Children from Frostmo Mountain (1945), นอกจากนี้ยังหาเวลาเดินทางไปช่วยงานบิดาที่แอฟริกา เรียนรู้การถ่ายทำแสงธรรมชาติ สรรค์สร้างสารคดี In the Footsteps of the Witch Doctor (1950)

Nykvist เริ่มร่วมงานกับ Ingmar Bergman ตั้งแต่ Sawdust and Tinsel (1953) จากนั้นก็กลายเป็นเพื่อนสนิท ขาประจำ นับครั้งไม่ถ้วน โดยสามารถคว้า Oscar: Best Cinematography สองครั้งจาก Cries & Whispers (1972) และ Fanny and Alexander (1982)

โดยปกติแล้วสไตล์ถนัดของ Nykvist คือการถ่ายภาพทิวทัศน์ งดงามด้วยแสงธรรมชาติ แต่สำหรับ Cries and Whispers (1972) เป็นอีกครั้งที่แทบทั้งหมดถ่ายทำภายในคฤหาสถ์ Taxinge-Näsby Castle, Mariefred โดยมีการตกแต่ง ทาผนังสีแดง และถ่ายทำด้วยฟีล์มสี Eastmancolor (ที่เลื่องชื่อในการบันทึกความสดของสีแดง)

ถึงอย่างนั้นจากบทสัมภาษณ์ของ Liv Ullmann เล่าว่าหนังยังคงใช้แสงธรรมชาติในทุกๆฉาก ด้วยการติดตั้งกระจกให้สะท้อนแสงจากภายนอกเข้ามาทางหน้าต่าง ซึ่งช่วงเวลาที่ถ่ายทำระหว่างกันยายน-ตุลาคม 1971 สภาพอากาศที่สวีเดนจะเมฆครึ้ม ไม่ค่อยมีแดดจ้า เพียงแสงสลัวๆ ซึ่งสอดคล้องเข้ากับบรรยากาศหนังเป็นอย่างดี

Cries and Whispers (1972) ไม่ใช่หนังสีเรื่องแรกของผู้กำกับ Ingmar Bergman และตากล้อง Sven Nykvist พวกเขาได้ลองผิดลองถูกมาตั้งแต่ All These Women (1964), The Passion of Anna (1969) และ The Touch (1971) สะสมประสบการณ์จนเข้าใจแนวคิดการใช้สีได้อย่างรู้ชัดแจ้ง

All of my films can be thought of in terms of black and white, except Cries and Whispers. I say that I have thought of the color red as the interior of the soul. When I was a child, I saw the soul as a shadowy dragon, blue as smoke, hovering like an enormous winged creature, half bird, half fish. But inside the dragon, everything was red.

Ingmar Bergman

ทำไมต้องสีแดง? แทบทั้งนั้นให้คำตอบว่าคือสีของเลือด ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn Color) ไหลหลั่งราวกับธารน้ำตา สะท้อนความเจ็บปวดทั้งร่างกาย-จิตใจ แต่จริงๆมันมีนัยยะความหมายกว้างมากๆๆๆกว่านั้น เป็นสีสำหรับใช้เตือนภัย (ป้ายห้าม หยุดรถ) ให้เกิดความหวาดระแวง ระมัดระวังภัย หรือจะมองว่าคือ ‘สีสันแห่งชีวิต’ ตั้งแต่ถือกำเนิดจากครรภ์มารดา ร่วมเพศสัมพันธ์ (สูญเสียพรหมจรรย์) โรคภัยไข้เจ็บ รวมไปถึงความตาย ทั้งยังเป็นสีของความอิจฉาริษยา เพลิงราคะ ใช้กำลัง/ความรุนแรง และการสูญเสีย

เกร็ด: สีแดงที่ใช้ในหนังมันไม่ใช่แดงแท้ๆนะครับ แต่สังเกตว่าจะมีความคมเข้มกว่าปกติพอสมควร เพื่อให้ตัดกับชุดขาว และผิวหนังของนักแสดง (น่าจะใกล้เคียงสีเลือดที่สุดแล้วกระมัง)

หลังจาก Opening Credit หนังร้องเรียงภาพภายนอกคฤหาสถ์ Taxinge-Näsby Castle ซึ่งล้วนจับภาพจากด้านหลัง (รูปปั้น) มีความขมุกขมัว และถ่ายย้อนแสง เพื่อสร้างบรรยากาศอึมครึม หมองหม่น เรื่องราวนำเสนอด้านมืดของชีวิต สิ่งชั่วร้ายที่ตัวละครต่างเก็บซุกซ่อนเร้นไว้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถปกปิดได้อย่างมิดชิด

รูปปั้นเทพเจ้าถือพิณ (Lyre) สามารเป็นได้ทั้ง Apollo หรือ Orpheus ซึ่งสามารถใช้สัญลักษณ์แทนมารดาของผู้กำกับ Bergman และของสามพี่น้อง(ในหนัง) เพราะเรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นคำรำพรรณถึงเธอ ยังคงพูดครุ่นคิด เอ่ยกล่าวถึง ได้รับอิทธิพล แม้ว่าเสียชีวิตจากไปแล้วกว่า 20 ปี

หลังหมดจากทิวทัศน์ภายนอกคฤหาสถ์ Fade-to-Red แล้วตามด้วยภาพของนาฬิกา เวลา เคลื่อน-เลื่อน-หมุน ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า สื่อถึงจังหวะชีวิตของผู้ป่วย (มะเร็งระยะสุดท้าย) ใกล้ตาย อาจต้องอธิบายด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ เพราะราวกับว่าเวลาเคลื่อนที่ช้าลง

ทั้งสอง Sequence อารัมบทนี้ ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้ชมค่อยๆสามารถปรับตัวเข้ากับ ‘เวลา’ ของหนัง ที่มีความเอื่อยเฉื่อย เชื่องช้า น่าหลับ (คนที่ไม่ชอบหนังลักษณะนี้ ก็อาจถูกสะกดจิตให้หลับไปเลยตั้งแต่ 4-5 นาทีแรกนี้) แต่สำหรับบางคนจะตระหนักถึงลักษณะ ไดเรคชั่นดำเนินเรื่อง ให้ความรู้สึกคล้ายกับบทกวีภาพยนตร์

นี่ถือเป็น Masterclass การแสดงของ Harriet Andersson กล้องเพียงจับจ้อง Close-Up ใบหน้า จากนั้นก็ระบายความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน บีบเค้นคั้นหัวใจ จนผู้ชมสามารถสัมผัสจับต้องได้

ช่วงบั้นปลายชีวิตของ Karin Åkerblom (มารดาของผู้กำกับ Bergman) เห็นว่าอาศัยอยู่แต่ในห้อง แทบไม่สามารถออกไปไหน เวลาร่างกายเป็นปกติก็มักเขียนไดอารี่ จดบันทึกโน่นนี่นั่น ไม่แตกต่างจากตัวละคร Agnes สักเท่าไหร่

แซว: เอาจริงๆถ้าคุณทนผ่านฉากเกือบๆนาทีนี้ไม่ได้ ก็ให้ล้มเลิกความตั้งใจรับชมหนังดีกว่านะครับ เพราะเรื่องราวต่อจากนี้มันจะบีบเค้นคั้นยิ่งๆขึ้นกว่านี้อีก ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถอดรนทนไหว (ผมก็คนหนึ่งละ ถ้าไม่เพราะตั้งใจจะเขียนบทความนี้ ก็ไม่คิดจะหวนกลับมาดูซ้ำสองอีกเลยละ!)

ภาพแรกๆของสามตัวละครที่เหลือ Karin, Maria, Anna จะสวมใส่ชุด(นอน)สีขาว สะท้อนถึงความบริสุทธิ์ สะอาดเอี่ยม เพราะผู้ชมยังไม่รับรู้ว่าพวกเธอมีความแปดเปื้อน มลทิน โฉดชั่วร้ายเพียงใด, ขณะที่พื้นผนัง ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ ล้วนมีสีแดง คมเข้ม สร้างสัมผัสให้สถานที่แห่งนี้ดูอันตราย เหมือนมีบางสิ่งอย่างชั่วร้ายซุกซ่อนเร้น … เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกับชุดขาวของตัวละครยิ่งนัก!

นี่เป็นฉากเล็กๆที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตนัก, Anna กำลังสวดอธิษฐานให้บุตรสาว (มีแทรกภาพถ่ายของเธอด้วยนะ) คาดว่าน่าจะเสียชีวิตจากไปแล้ว จากนั้นหยิบแอปเปิ้ล (ผลไม้ต้องห้าม) มารับประทาน เหล่านี้สะท้อนถึงการสูญเสียความบริสุทธิ์/พรหมจรรย์ เคยกระทำสิ่งชั่วร้าย แต่ก็รับรู้สึกนึกผิด ยินยอมพร้อมที่จะชดใช้กรรม

การสูญเสียบุตรสาว คือเหตุผลที่ทำให้ Anna เมื่อมีโอกาสดูแล อยู่เคียงชิดใกล้ Agnes ที่ไม่สามารถทำอะไรๆได้ด้วยตนเอง เธอจึงรู้สึกเหมือนฉันเป็นพระแม่/มารดา (ให้ Agnes) และบังเกิดอคติต่อ Karin และ Maria (ที่ไม่ยินยอมสัมผัสจับต้อง แสดงปฏิกิริยาขยะแขยงรับไม่ได้)

การที่ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำภายในห้อง รายล้อมรอบด้วยโทนสีแดง จับจ้องนานๆมันจะเกิดความตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพอพบเห็นแสงอาทิตย์สาดส่อง สีเขียวฉอุ่มของต้นหญ้า ไม้ใหญ่ สามารถสร้างความสดชื่น ผ่อนคลายสายตา แล้วบังเกิดอาการโหยหา ขวนไขว่คว้า ราวกับฉากภายนอกเหล่านี้คือสรวงสวรรค์ขึ้นมา … ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนอาการโหยหาของ Agnes ทั้งขณะครุ่นคิดถึงมารดา (ตอนต้นเรื่อง) และจินตนาการเดินจับมือเคียงข้างน้องๆไปด้วยกัน (ตอนท้ายเรื่อง)

แซว: เห็นว่าฉากภายนอกต้องรีบถ่ายทำให้เสร็จก่อนใครเพื่อน เพราะช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม สภาพอากาศในสวีเดนจะเริ่มมีความสลัวๆ เมฆครึกครื้ม ฤดูหนาวย่างกรายเข้ามา ซึ่งพอถึงวันที่แสงอาทิตย์สูญหายไป ก็อีกหลายเดือนกว่าจะสาดส่องแสงครั้งใหม่

Hansel and Gretel เรื่องเล่าเทพนิยาย (Fairy Tale) ของ Grimm Brothers ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1812 เรื่องราวของสองพี่น้อง Hansel และ Gretel ถูกทอดทิ้งหลงทางอยู่กลางป่า โดนจับกุมตัวโดยแม่มด อาศัยอยู่ในบ้านทำด้วยเค้ก ขนมปัง และลูกกวาด ซึ่งตั้งใจจะเลี้ยงเด็กทั้งสองไว้รับประทาน แต่ Gretel ก็ใช้ความเฉลียวฉลาด ตลบตะแลง ล่อหลอกแม่มด จนสามารถหาหนทางหลบหนีเอาตัวรอดกลับบ้านได้สำเร็จ

เรื่องราวของ Hansel and Gretel สะท้อนความรู้สึกของ Agnes (และผู้กำกับ Bergman) ที่มีต่อมารดา ราวกับถูกทอดทิ้งขว้างไว้ในป่าใหญ่ เดินหลงทางจนไม่สามารถหวนกลับบ้าน

แต่เรื่องราวขณะที่หนังนำเสนอนั้นคือตอนแม่มดจับโกหก Gretel ทำให้จมูกของเด็กชายยื่นยาว (เหมือน pinocchio) ราวกับพฤติกรรมของ Agnes (และผู้กำกับ Bergman) แท้จริงแล้วก็แค่ความเห็นแก่ตัว ต้องการเรียกร้องความสนใจ เท่านั้นเอง!

ก่อนนำเข้าเรื่องราวย้อนอดีตของ Maria จะมีช็อตนี้ที่เธอยืนท่ามกลางแสงสว่าง-ความมืด (ซุกซ่อนเร้นบางสิ่งอย่างไว้ภายใน) ส่งเสียงกระซิบเรียกอดีตชู้รัก จับมือมาสัมผัสหน้าอก แล้วกอดจูบ แต่สุดท้ายถูกผลักไส ได้รับการบอกปัดปฏิเสธ ไม่ขอลดตัวไปกลิ้งเกลือก กระทำเสื่อมเสียกับเรื่องพรรค์นี้อีก … นี่เป็นซีนบอกใบ้ความสัมพันธ์ สิ่งชั่วร้ายซ่อนเร้นภายในจิตใจของ Maria

นี่เป็น Two-Shot ที่ถือเป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Bergman พยายามจัดวางใบหน้านักแสดงในทิศทางตั้งฉาก แต่สีหน้า สายตา (ของ Maria) กลับเต็มไปด้วยความลุ่มหลงใหล ใคร่พิศวาส ทั้งยังสวมชุดแทบจะเปิดเต้าโชว์ ยั่วเย้ายวนหมอคนนี้อย่างสุดๆ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งก็มิอาจอดรนทนไหว

ปฏิกิริยาใบหน้าสามีของ Maria (คาดคิดว่าคงได้รับรู้สิ่งบังเกิดขึ้นแล้วละ) เพียง Close-Up ช็อตนี้ก็อธิบายทุกสิ่งอย่าง มีความห่อเหี่ยว ผิดหวัง ชอกช้ำระกำ เหมือนถูกเหยียบย่ำ อับอายขายขี้หน้าจนอยากแทรกแผ่นดินหนี เลยตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตาย (แต่ด้วยวิธีการดังกล่าว เหมือนไม่ได้อยากตายจริงๆกระมัง)

เอาจริงๆผมโคตรประหลาดใจที่ช่วงท้ายชายคนนี้ยังคงสถานะแต่งงานกับ Maria ไม่ยินยอมเลิกรา หย่าร้าง เรียกว่าดื้อรั้น อดรนทนสุดๆ (นั่นน่าจะคือเหตุผลให้ Maria มีความโหยกระหายอดีตชู้ เพราะเธอไม่ได้ดื่มด่ำรสรักมายาวนาน)

การจะพิสูจน์มิตรแท้ให้ดูจากช่วงเวลาทุกข์ยากลำบาก

  • ขณะอาการของ Agnes ทรุดหนัก ส่งเสียงกรีดกราย เจ็บปวดสภาพปางตาย กลับมีเพียง Anna ที่ยินยอมเข้าหา ให้ความช่วยเหลือ อยู่เคียงชิดใกล้
  • แต่พอ Agnes อาการดีขึ้นเมื่อไหร่กลับได้รับการประคบประหงมโดย Karin และ Maria อยู่เคียงข้างกายด้านหน้า แล้วทอดทิ้ง Anna นั่งอยู่เบื้องหลังไกลๆ

สำหรับเรื่องราวที่ Maria หยิบขึ้นมาอ่านนั้นคือ The Posthumous Papers of the Pickwick Club หรือเรียกสั้นๆว่า The Pickwick Papers นวนิยายเล่มแรกแจ้งเกิด Charles Dickens (1812-70) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ ซึ่งใช้การตีพิมพ์รายเดือน(ละ 3 ตอน) ระหว่างมีนาคมปี 1836 ถึงพฤศจิกายน 1837 โด่งดังมากๆจากวิธีนำเสนอตอนจบแบบค้างๆคาๆ (cliffhanger) ทำให้ผู้อ่านลงแดงปางตาย ต้องขวนขวายเร่งรีบหาตอนต่อไปมาอ่านโดยไว จากจำนวนตีพิมพ์เดือนแรก 400 เล่ม พอถึงเดือนสุดท้ายขายได้กว่า 40,000 เล่ม!

นวนิยายเล่มดังกล่าวเหมือนว่ายังไม่เคยแปลไทย ผมเองก็เพิ่งรู้จัก อ่านพล็อตคร่าวๆคือเรื่องราวของมหาเศรษฐีขี้เบื่อ Samuel Pickwick ผู้ก่อตั้ง/ประธานชมรม Pickwick Club แนะนำให้สมาชิก (เรียกว่า Pickwickians) ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆชานเมืองกรุง London แล้วรายงานสิ่งยียวนกวนประสาทที่พบเห็นให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบ (คงประมาณ Pick ในสิ่งที่ดู Wick) … ฟังดูไร้สาระจะอ่าน แต่เห็นว่าเนื้อเรื่องราวสะท้อนเสียดสีวิถีชีวิต สังคมยุคสมัยนั้นได้อย่างเจ็บแสบกระสันต์

Maria อ่านตอนที่ 34 เริ่มต้นที่ Mr. Pickwick ตัดสินใจไปอาบน้ำ (ล้อกับสภาพของ Agnes ที่น่าไปอาบน้ำเหลือเกิน) แล้วกระโดดข้ามไปอีกเรื่องราวที่ Mr. Pickwick ปฏิเสธไม่ยินยอมจ่ายค่าเสียหาย (นี่น่าจะสื่อถึง Karin และ Maria ปฏิเสธที่จะรับผิดชอบสิ่งบังเกิดขึ้นต่อไปกับ Agnes)

ซีนน่าทึ่งที่สุดของหนัง (เกือบๆจะเป็น ‘Perfect Shot’) คือวินาทีที่แสงแดดจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในห้อง (ราวกับพระผู้เป็นเจ้า เดินทางมารับวิญญาณของ Agnes) จากนั้น Agnes ก็กรีดกรายอย่างรุนแรง ซูมเข้า-ซูมออก จนหมดสิ้นลมหายใจ แล้วแสงสว่างก็ค่อยๆเลือนลางจางหาย กลับสู่สภาวะปกติ (แต่ดูมืดหมองหม่นลงกว่าเก่า)

นี่เป็นฉากที่สร้างความอึ้งทึ่ง ตกตะลึงให้ผมอย่างมาก และเต็มไปด้วยความโคตรฉงนสงสัย เพราะมันยากจะเชื่อว่าความสว่างดังกล่าวเกิดจากแสงจากธรรมชาติจริงๆ … คือมันไม่มีซีนอื่นเลยที่แสงสว่างสาดส่องเข้ามาในลักษณะนี้ มันเลยสร้างความมหัศจรรย์ให้ฉากนี้เป็นอย่างมากๆ

เรื่องเล่าย้อนอดีตของ Karin เริ่มจากรับประทานอาหารกับสามี บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยระเบียบ พิธีการ ต้องปฏิบัติตามมารยาทสังคม แม้ในบ้านตนเองแท้ๆกลับยังต้องสร้างภาพเหมือนผู้ดีมีสกุล ผิดพลาดเล็กน้อยก็ถูกตำหนิต่อว่า ไม่เคยอ่อนน้อม ประณีประณอม ครุ่นคิดถึงหัวอกคนอื่น (ไม่เว้นแม้แต่ศรีภรรยา)

ภาพในกระจกช็อตนี้ สะท้อนบุคคลที่ไม่ใช่ตัวตนของเธอแม้น้อย ถึงขนาดตบตี Anna เพราะจับจ้องใบหน้า/ความอัปลักษณ์ที่ไม่อยากให้ใครพบเห็น จากนั้นปลดเปลื้องเสื้อผ้า ถอดออกจนเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า นั่นคงคือตัวตนแท้จริง ที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นด้วยเสื้อผ้าหลากหลายชั้น

ตั้งแต่แก้วไวน์หก และนำเลือดทากลบปาก (ชวนให้นึกถึง Joker อยู่เล็กๆ) ต่างเป็นสัญลักษณ์ถึงการปฏิเสธสามี ต่อจากนี้ฉันไม่อยากถูกสัมผัส กอดจูบ หรือมีเพศสัมพันธ์อีกต่อไป … สำหรับผู้ชายที่ถือว่าตนเองเป็นผู้ดีมีสกุล ชนชั้นสูง ย่อมมิอาจยินยอมรับสิ่งบังเกิดขึ้นในห้องหอนี้ไม่ได้ (เลิกราหย่าร้างก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะจะสูญเสียภาพลักษณ์ของตนเอง)

ขณะที่ Karin ใช้เศษแก้วบาดอวัยวะเพศ และนำเลือดทากลบปาก สังเกตว่าจะมีการเล่นลิ้น เลียริมฝีปาก ซึ่งสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศหญิง สะท้อนความพึงพอใจ ได้รับชัยชนะ (ที่จะไม่ถูกสามีสัมผัส กอดจูบ หรือมีเพศสัมพันธ์อีกต่อไป)

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่าง Karin กับสามี ทำให้เธอปฏิเสธที่จะสัมผัส จับต้อง ได้รับการลูบไล้จากใคร ไม่เว้นแม้แต่ Maria ซึ่งพยายามจะสานสัมพันธ์ คงความเป็นพี่น้อง ค่อยๆแตะต้อง แม้ช่วงแรกๆยังคงได้รับการปฏิเสธ ต่อต้าน แต่หลังจากรับประทานอาหารเย็น (ล้อฉากย้อนอดีตที่ Karin รับประทานอาหารกับสามี) พวกเธอก็ค่อยๆสามารถสื่อสาร ทำความเข้าใจ ยกโทษให้อภัยต่อกัน

สังเกตว่าไดเรคชั่นฉากนี้ ส่วนใหญ่จะเป็น Close-Up โดยจะจับจ้องใบหน้าของ Karin เป็นหลัก ส่วน Maria พยายามเดินวนรอบๆตัว เพื่อหาตำแหน่ง วิธีเข้าหาที่เหมาะสม โดยรอบแรกจะไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่หลังรับประทานอาหารเย็น เมื่อพี่สาวสามารถเปิดใจ ทั้งสองจึงสามารถสนทนาโดยหันหน้าเข้าหากัน

ในจินตนาการของ Anne ครุ่นคิดอยากให้ Agnes ฟื้นคืนชีพขึ้นมา (แบบพระเยซู) เพื่อตระหนักถึงสันดานธาตุแท้จริงของน้องสาวทั้งสอง จากการร้องเรียกขอพบเจอ

  • Karin กล้องจับจ้องเพียง Close-Up ใบหน้า อาบฉาบครึ่งหนึ่งปกคลุมด้วยเงามือ ปิดประตูด้านหลัง แล้วปฏิเสธจะเข้าใกล้ เอื้อมมือสัมผัส
  • Maria เดินเข้าไปใกล้ๆ ถ่ายจากด้านข้างเตียง (มุมกล้องมีทิศทางตั้งฉากกับช็อต Close-Up ใบหน้า Karin) แสงสว่างจากภายนอกทำให้ภาพออกมาดูฟุ้งๆ จากนั้นจับจ้อง Close-Up ใบหน้าของ Maria ที่พอ Agnes โถมกอดเข้าใส่ ก็แสดงอาการรังเกียจ ขยะแขยง กรีดร้องลั่น ยินยอมรับไม่ได้

เรื่องราวจากจินตนาการของ Anne สะท้อนความอิจฉาริษยา เย่อหยิ่งทะนงตน และตัณหาที่ต้องการเติมเต็ม (คือส่วนผสมของ Agnes, Karin และ Maria) ภายในจิตใจเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย แต่แสดงออกด้วยความมีมนุษยธรรม

ช็อตที่ถือเป็น ‘Iconic’ ของหนังก็คือ Anna โอบอุ้ม Agnes ในลักษณะละม้ายคล้าย Pietà รูปปั้นแกะสลัก Renaissance ของ Michelangelo Buonarroti (1475-1564) ให้กับ St. Peter’s Basilica, Vatican City ช่วงระหว่างปี 1498-99

Pietà รูปแกะสลักพระเยซูคริสต์ นอนอยู่บนตักพระแม่มารี ภายหลังการตรึงกางเกน (Crucifixion) ซึ่งในบริบทของหนังเป็นการเปรียบเทียบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

  • โดยตรงก็คือเราสามารถเปรียบเทียบ Anna กับพระแม่มารีย์, และ Agnes ที่พานผ่านความทุกข์ทรมาน และเสียชีวิตดั่งพระเยซูคริสต์
  • โดยอ้อมคือการเปรียบเทียบความรักบริสุทธิ์ของพระแม่มารีย์ต่อพระเยซูคริสต์ คือความรู้สึกที่ Anna มีให้ต่อ Agnes (อาจตีความได้ทั้งมารดาและคนรัก)

ตรงกันข้ามกันตอนต้นเรื่องที่ทุกคนสวมใส่ชุดขาวตัดกับพื้นผนังสีแดง หลังจากงานศพสวมชุดไว้ทุกข์สีดำ แต่ความรู้สึกของผู้ชม ตัวละครเหล่านี้ล้วนซุกซ่อนเร้นความโฉดชั่วร้าย (สามีของพวกเธอก็เช่นกันนะ) ไม่มีใคร(ขาว)บริสุทธิ์ผุดผ่อง มือต่างอาบด้วยเลือด สกปรกโสมมด้วยกันทั้งนั้น

แม้เหมือนว่า Karin และ Maria จะสามารถปรับความเข้าใจ สานสัมพันธ์พี่น้อง สัมผัสจับต้องลูบไล้ใบหน้า แต่เมื่อทั้งสองกำลังจะร่ำลาจาก ต่างหวนกลับมาสวมใส่หน้ากาก (ด้วยหมวกที่มีตาข่ายบดบังใบหน้า) การเผชิญหน้าครานี้ตัดสลับใบหน้าทั้งสองที่รายล้อมรอบด้วยด้วยความมืดมิด ดำสนิท เราวกับหตุการณ์ที่พานผ่านมา เหมือนอารมณ์ชั่ววูบ ปฏิกิริยาหวาดกลัวความตาย (หลังจากเพิ่งสูญเสีย Agnes) ปัจจุบันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปทั้งนั้น

Maria มีการพูดถึง Twelfth Night นี่ไม่ใช่ราตรีที่สิบสอง บทละครของ William Shakespeare นะครับ แต่สื่อถึง Epiphany Eve ของชาวคริสเตียน วันสุดท้ายของเทศกาลคริสต์มาส เริ่มจาก 25 ธันวาคม จนถึงวันที่ 5-6 มกราคม (คืนวันที่สิบสอง)

ปัจฉิมบท, Anna กระหยิ่มยิ้มหลังได้ครอบครองไดอารี่ของ Agnes เปิดอ่านความเพ้อฝันของเธอที่ได้ออกเดินเล่นในสวน (แบบเดียวกับกิจกรรมที่มารดาชื่นชอบกระทำ) ร่วมกับน้องสาวทั้งสอง (และสาวรับใช้) ต่างสวมใส่ชุดสีขาว (จิตใจที่บริสุทธิ์ ยังไม่เคยแปดเปื้อนมลทินจากชีวิต) กล้องค่อยๆซูมเข้าใบหน้าของเธอที่เต็มไปด้วยความโหยหา รู้สึกสูญเสียดายช่วงเวลาที่เคลื่อนพานผ่านไป

ตัดต่อโดย Siv Lundgren ที่มีโอกาสร่วมงานผู้กำกับ Ingmar Bergman ตั้งแต่ The Rite (1969) ไปจนถึง Face to Face (1976)

เรื่องราว(แทบ)ทั้งหมดเกิดขึ้นใน Taxinge-Näsby Castle ช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่พี่สาวคนโต Agnes ล้มป่วยโรคมะเร็ง(ระยะสุดท้าย) ดำเนินเรื่องผ่านสามพี่น้อง+หนึ่งสาวรับใช้ โดยจะเล่าย้อนอดีต (Flashback) หรือจินตนาการเพ้อฝัน เพื่อนำเสนอตัวตน ธาตุแท้จริงของแต่ละบุคคลออกมา

  • พี่สาวขี้อิจฉา Agnes
    • นอนซมซาน ครวญครางอยู่บนเตียง แล้วจู่ๆหายปวดเลยสามารถลุกขี้นมาเขียนไดอารี่
    • (Flashback) หวนระลึกถึงมารดา ช่วงเวลาวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาน้องๆ
  • Maria ผู้ร่านราคะ
    • หมอมาตรวจอาการของ Agnes แต่ก่อนกลับถูกฉุดรั้งโดย Maria
    • (Flashback) หมอมาตรวจอาการป่วยของบุตรสาว Maria แต่ค่ำคืนนั้นฝนตกหนัก เลยพยายามยั่วเย้าชักชวนให้เขาร่วมรัก แล้วความจริงประจักษ์ต่อสามี เลยครุ่นคิดสั้นพยายามจะฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ
  • ความตายของ Agnes
    • อาการป่วยของ Agnes ทรุดหนักลงเรื่อยๆ เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน กระทั่งสิ้นลมหายใจ
    • ตระเตรียมงานศพ บาทหลวงมาทำพิธี
  • Karin ผู้เย่อหยิ่ง
    • (Flashback) Karin รู้สีกรำคาญ ขยะแขยงพฤติกรรมสามี เลยตัดสินใจใช้เศษแก้วกรีดบาดอวัยวะเพศ ให้เขาเลิกยุ่งย่าม ไม่ยินยอมสัมผัสตัวเธออีกต่อไป
    • Maria ต้องการคงความสัมพันธ์กับ Karin จึงพยายามพูดคุย โน้มน้าม สัมผัสจับต้องตัว แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะเปลี่ยนแปลงตนเอง
  • Anna ผู้เสียสละ
    • (ความเพ้อฝัน) จินตนาการให้ Agnes ฟื้นคืนชีพขี้นมา แล้วเรียกร้องขอพบเจอน้องสาวทั้งสอง
      • Karin ปฏิเสธที่จะสัมผัสจับต้อง
      • Maria เมื่อสัมผัสลูบไล้ บังเกิดความขยะแขยงคลื่นไส้
      • หลงเหลือเพียง Anna สามารถโอบกอด มอบความอบอุ่น โดยไม่รู้สีกตะขิดตะขวงใจ
    • หลังงานศพ ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปตามทางของตน หลงเหลือเพียงไดอารี่(ของ Agnes)มอบให้กับ Anna
    • (ความเพ้อฝัน) ของ Agnes ที่อยู่ในไดอารี่เล่มนั้น ถีงสิ่งที่ครุ่นคิดแต่ไม่เคยมีโอกาสได้กระทำ

สังเกตว่าทุกครั้งที่มีการย้อนอดีต หรือจินตนาการเพ้อฝัน จะมีภาพ Close-Up ใบหน้าตัวละครนั้นๆครึ่งสว่าง-ครึ่งมืด แล้วค่อยๆ Fade-to-Red เข้าสู่ Flashback และเมื่อเรื่องเล่าดังกล่าวจบสิ้นลง ภาพใบหน้าตัวละครจะหวนกลับมาปรากฎอีกครั้งด้วยทิศทางกลับตารปัตร ครึ่งมืด-ครึ่งสว่าง ก่อนค่อยๆ Fade-to-Red สู่เหตุการณ์ปกติดำเนินไป

หนังของผู้กำกับ Bergman ไม่นิยมใช้บทเพลงประกอบเพราะจะทำลายบรรยากาศสมจริงจับต้องได้ ส่วนใหญ่จึงมักเป็น ‘diegetic music’ เล่นกับ Sound Effect หรือบทเพลงคลาสสิกได้ยินจากแหล่งกำเนิดเสียงบางอย่าง

ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Opening Credit ที่ใช้ความเงียบงัน เสียงจากนาฬิกา และระฆัง นานๆดังขึ้นครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างความรู้สึกถึงเวลาที่ค่อยๆดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และภาพใบหน้าของ Agnes แสดงความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน … เสียงนาฬิกา ยังคือสัญลักษณ์ ‘เวลาชีวิต’ ที่ค่อยๆนับถอยหลังจนหมดสิ้นลง (จะได้ยินอีกครั้งเมื่อตอน Agnes หมดสิ้นลมหายใจ)

มีสองบทเพลงคลาสสิกที่ได้ยินในหนัง ประกอบด้วย

  • Chopin: Mazurka in A minor, Op.17 No. 4
    • ได้ยินครั้งแรกขณะ Agnes กำลังจะหวนระลึกถึงมารดาระหว่างเดินเล่นในสวน
    • และช่วงท้ายเมื่อ Agnes นำพาน้องๆ(และสาวใช้) เดินเล่นในสวน แล้วจับมือเคียงข้างกันไป
  • Bach: Cello Suite No. 5 in C minor, 4th Mvt ‘Sarabande’
    • หลังจาก Karin ยินยอมรับการสัมผัสจาก Maria เสียงสนทนาระหว่างตัวละครจักเงียบสงัดลง กลายมาเป็นเชลโล่ของบทเพลงนี้ คลอประกอบพื้นหลัง

Mazurkas, Op. 17 ประพันธ์โดย Frédéric Chopin ช่วงระหว่างปี 1832-33 ขณะอาศัยอยู่ในประเทศ Poland บรรเลงด้วยเปียโน ทั้งหมด 4 ท่อน ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ No. 4 เพราะแต่ละตัวโน๊ตล้วนมีความงดงาม วิจิตร ระยิบระยับตระการตา ราวกับแสงสว่างมอบความสดชื่นให้กับชีวิต ทำให้จิตวิญญาณหลุดพ้นจากพันธนาการบางอย่าง

เกร็ด: Mazurka (หรือ Mazur, Mazurek) คือบทเพลงที่อ้างอิงจากท่วงทำนอง Folk Dance/Polka Dance ของชาว Polish ซึ่งมีลักษณะ ‘กลุ่ม 3’ (Triple Meter/Triple Time) สามจังหวะในหนึ่งห้องเพลง โดยจังหวะแรกมีความหนัก ส่วนที่สอง-สามจะเบากว่า

สำหรับ Cello Suites ของ Johann Sebastian Bach มีทั้งหมด 6 บทเพลง ประพันธ์ขึ้นช่วงระหว่าง ค.ศ. 1717-23 ขณะเป็น Kapellmeister (หัวหน้าวาทยากรในวงออร์เคสตร้า) ที่เมือง Köthen (ปัจจุบันอยู่ในประเทศ Germany)

บทเพลงที่ใช้ในหนังคือ Suite No. 5 in C minor, BWV 1011 มีทั้งหมด 6 ท่อน เลือกมาเฉพาะ No. 4 ‘Sarabande’ (ลักษณะ ‘กลุ่ม 3’ แบบเดียวกับ Mazurka) ด้วยสัมผัสของความสำนึกผิด (remorse) สูญเสียดายวันเวลาที่เคยปล่อยผ่านอย่างไร้ค่า แต่มาวันนี้สามารถเริ่มต้นใหม่ จากเพียงการลูบไล้ จับต้อง (ระหว่าง Maria กับ Karin) สายใยบางๆแห่งความสัมพันธ์ ทำให้เราสองสามารถเชื่อมโยงถึงกัน

แม้ว่าผู้กำกับ Ingmar Bergman จะเคยพูดว่ามีอคติต่อมารดา ที่เหมือนให้ความสนใจพี่ชาย-น้องสาว มากกว่าตนเอง แต่นั่น(น่าจะ)คือสิ่งที่เขาละเมอเพ้อพก ครุ่นคิดอย่างฟุ้งซ่าน แค่ต้องการเรียกร้องความสนใจ

Mother is beautiful, really the most beautiful of all imaginable people, more beautiful than the Virgin Mary and Lillian Gish.

Ingmar Bergman

ในความเป็นจริงคือรักมากๆ น่าจะเคยครุ่นคิดเพ้อฝันถึงเพศสัมพันธ์ (Incest) แต่นั่นมิใช่สิ่งที่เขาสามารถกระทำได้จริง เลยใช้สื่อภาพยนตร์ สรรค์สร้างเรื่องราวจากจินตนาการ สะท้อนตัวตน สานความสัมพันธ์นักแสดงหลายๆคน เพื่อเติมเต็มสิ่งขาดหายในห้องหัวใจ

สี่สาวตัวละครหลัก ต่างคือเศษเสี้ยวส่วนหนึ่ง (สี่ตัวละคร = สี่ห้องหัวใจ) รวมแล้วคือตัวตน สันดาน ธาตุแท้จริงของผู้กำกับ Bergman ประกอบด้วย Agnes (อิจฉาริษยา), Karin (เย่อหยิ่ง ทะนงตน), Maria (ตัณหาราคะ ไม่รู้จักเพียงพอดี), Anna (ความเสียสละ และ Mother Complex)

ซึ่งการจากไปของ Agnes เหมือนต้องการนำเสนอว่า สภาพจิตใจของเขา (ผู้กำกับ Bergman) หลังพานผ่านความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน (ทางร่างกาย) ก็เริ่มตระหนักถึงอะไรหลายๆอย่าง บังเกิดความครุ่นคิดเข้าใจ และในที่สุดก็หมดสูญสิ้นความอิจฉาริษยา (Jealous) นำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ว่า Agnes ได้ตกตายจากไป

เฉกเช่นเดียวกับ Karin และ Maria ในความเย่อหยิ่งทะนง (Pride) และตัณหาราคะ (Lust) แม้พวกเธอทั้งสองยังคงมีชีวิต แต่ก็สามารถสานสัมพันธ์ สัมผัสจับต้องกันและกัน ผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียด หรือนัยยะคือลดละความต้องการเหล่านั้นลงได้บ้าง

สำหรับ Anna ตัวแทนของความเสียสละ (Sacrifice) หลักธรรมสูงสุดของชาวคริสต์ แต่กลับเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมักดูถูก กดขี่ข่มเหง (เปรียบดั่งคนรับใช้ ไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆต่อครอบครัว … แต่กลับขาดไม่ได้!) แม้จิตใจของเธอจะไม่บริสุทธิ์สักเท่าไหร่ แต่การกระทำ แสดงออก(ด้วยความเสียสละ) ในมุมมองผู้กำกับ Bergman นั่นถือว่าน่ายกย่องสรรเสริญที่สุด

ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน(ทางร่างกาย)ผู้กำกับ Bergman ก็คือเหตุการณ์ที่เขาเคยล้มป่วย ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลประกอบด้วย (เฉพาะก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้)

  • แผลในกระเพาะอาหาร เมื่อปี 1956 เป็นแรงบันดาลใจสรรค์สร้าง The Seventh Seal (1957) และ Wild Strawberries (1957)
  • โรคปอดบวม เมื่อปี 1964 เป็นแรงบันดาลใจสรรค์สร้างสรรค์สร้าง Persona (1966) และ Hour of the Wolf (1968)

การเสียชีวิตของมารดา Karin Åkerblom เมื่อปี 1966 คงสร้างความเศร้าโศกเสียใจอย่างรุนแรงให้ผู้กำกับ Bergman ขณะเดียวกันค่อยๆเริ่มตระหนักถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับพี่ชาย-น้องสาว (ที่ก็คงไม่แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่) ต่างคนต่างแยกย้าย ไร้ซึ่งพันธนาการเหนี่ยวรั้ง น่าจะเคยครุ่นคิดอยากจับมือพวกเขาไว้แล้วก้าวไปด้วยกัน แต่ก็ขลาดหวาดกลัว ทำได้เพียงจดบันทึก จินตนาการเพ้อฝัน และสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เท่านั้น

Cries คือน้ำตาของผู้กำกับ Bergman ต่อการจากไปของมารดา นำเสนอผ่านความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เสียงกรีดร้อง ดิ้นทุรนทุราย (ของ Agnes) ไม่มีใครสามารถให้ความช่วยเหลือ แบ่งเบา บรรเทาความรู้สึกดังกล่าวได้

Whispers ไม่ใช่แค่การกระซิบซาบ เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ยังคือเรื่องราวต่างๆที่ถูกปกปิดซุกซ่อนเร้นไว้ ไม่ต้องการเปิดเผยออกไป แต่ถึงอย่างนั้นปฏิกิริยาแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย โดยไม่รู้ตัวมนุษย์จักเปิดเผยตัวตน ธาตุแท้จริง ออกมาโดยสันชาติญาณ

จะว่าไป Cries and Whispers (1972) มีหลายๆอย่างที่เป็นกระจกสะท้อน Persona (1966) ต่างนำเสนอสัญลักษณ์ของสิ่งภายในจิตใจมนุษย์ ได้รับอิทธิพลจากการสูญเสียบางอย่าง (ในช่วงเวลาที่ผู้กำกับ Bergman ล้มป่วย ทุกข์ทรมาน) และการผสมผสาน รวมตัว กลายเป็นหนึ่งของสองสรรพสิ่ง


โดยปกติแล้วผลงานของผู้กำกับ Bergman จะไม่ค่อยทำเงินสักเท่าไหร่ แต่สำหรับ Cries and Whispers (1972) กลับประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถีง ด้วยทุนสร้างประมาณ $450,000 เหรียญ ทำเงินเฉพาะในสหรัฐอเมริกา $1.5 ล้านเหรียญ (เห็นว่าเป็นผลงานของ Bergman ทำเงินสูงสุดในสหรัฐอเมริกา)

อาจเพราะความสำเร็จทำเงินในสหรัฐอเมริกา ทำให้ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar ถึง 5 สาขา และสามารถคว้ามา 1 รางวัล

  • Best Picture
  • Best Director
  • Best Original Screenplay
  • Best Cinematography ** คว้ารางวัล
  • Best Costume Design

เกร็ด: Cries and Whispers (1972) เป็นภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องที่สี่เข้าชิง Oscar: Best Picture ก่อนหน้านั้นคือ Grand Illusion (1937), Z (1969) และ The Emigrants (1971)

นอกจากนี้หนังยังได้เข้าฉายนอกสายการประกวด (Out-of-Competition) เทศกาลหนังเมือง Cannes เมื่อปี 1973 และเป็นครั้งแรกที่ผู้กำกับ Bergman ออกเดินทางไปร่วมงาน ให้สัมภาษณ์ ตอบคำถามนักข่าวต่างประเทศ และพบเจอประธานกรรมการปีนั้น Ingrid Bergman ถวงถามสัญญาเมื่อไหร่จะมีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ร่วมกัน

แม้ว่า Eastmancolor จะเลื่องลือชาต่อความเสื่อมคุณภาพสีตามกาลเวลา แต่ประเทศ Sweden มีสถาบันภาพยนตร์ Svenska Filminstitutet โด่งดังในศักยภาพเก็บรักษาฟีล์มตั้งแต่ยุคหนังเงียบ และยังสรรหา/ร่วมออกทุนบูรณะหนังเก่าๆ โดยเฉพาะผลงานของผู้กำกับ Ingmar Bergman น่าจะเกือบครบทุกเรื่องแล้วกระมัง

สำหรับ Cries and Whispers (1972) ก็ได้รับการบูรณะจาก Svenska Filminstitutet คงความสดของภาพสีอย่างยอดเยี่ยม! แล้วเสร็จสิ้นเมื่อปี 2015 และ Digital Restoration เมื่อปี 2017 สามารถหารับชมคุณภาพ 2K ได้ทาง Criterion Channel


ผมพยายามทบทวนตนเองว่าทำไมถึงไม่ค่อยชื่นชอบ Cries and Whispers (1972) ก็ตระหนักว่าเพราะเคยตกหลุมรักคลั่งไคล้ Tokyo Tower: Mom and Me, and Sometimes Dad (2007) แม้ต่างได้ยินเสียงกรีดร้อง ทุกข์ทรมาน ใจจะขาดปางตาย แต่น้ำตาเสียที่ให้ Tokyo Tower กลั่นออกมาจากความรัก เป็นห่วงเป็นใย ไม่อยากให้แม่ต้องทนทุกข์ทรมาน (จากอาการข้างเคียงของคีโม รักษามะเร็ง)

ผิดกับ Cries and Whispers (1972) ที่แม้งดงามดั่งกวีนิพนธ์ ละเมียดละไม วิจิตรศิลป์ แต่ก็เต็มไปด้วยอคติ มองโลกแง่ร้าย ความเห็นแก่ตัว/ขี้ขลาดเขลาของผู้กำกับ Ingmar Bergman แล้วตอนจบสร้างความชอบธรรมด้วยการหลอกตนเอง (เพ้อฝันว่าได้จับมือเคียงข้างน้องสาวทั้งสอง) ช่างน่าสมเพศ และสงสารเห็นใจ

ตอนจบของหนังยังสะท้อนความเชื่อของชาวคริสต์ เมื่อเสียชีวิตจะได้ไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าบนสรวงสวรรค์ แต่พฤติกรรมอันโฉดชั่วร้ายของตัวละครทั้งหลายในหนัง เมื่อตายไปพวกเขาสมควรได้รับโอกาสนั้นจริงๆนะหรือ??

แนะนำหนังกับคนชื่นชอบงานศิลปะ หลงใหลในกวีนิพนธ์ ถ่ายภาพสวยๆ นักออกแบบ แฟชั่นดีไซเนอร์ ทำงานเกี่ยวกับสีสัน โดยเฉพาะบุคคลเพิ่งสูญเสียใครบางคน(ผู้เป็นที่รัก) ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เขาก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาเลวร้าย และตอนจบอาจมองโลกในแง่ดีขึ้นก็เป็นได้

จัดเรต 18+ จากเสียงกรีดกราย ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

คำโปรย | Cries and Whispers เสียงร่ำไห้ของ Ingmar Bergman ที่ดังกึกก้องกังวาล งดงามดั่งบทกวี
คุณภาพ | วีนิธ์
ส่วนตัว | ทรมานใจ


Cries and Whispers

Cries and Whispers (1972) Swedish : Ingmar Bergman ♥♥♥♡

เราสามารถเรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า Emotional Poetry คุณไม่จำเป็นต้องรับรู้เข้าใจที่มาที่ไป จุดเริ่มต้นสาเหตุของเรื่องราว แค่สามารถจับอารมณ์ความรู้สึกของหนัง ก็จะพบเห็นความสวยงามที่ราวกับบทกวี ซึ่งจะถูกขับเน้นโดยงานภาพมีความสวยงามมากๆ โดย Sven Nykvist ขาประจำของ Ingmar Bergman ได้รางวัล Technical Grand Prize จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และคว้า Oscar: Best Cinematography

ชื่อหนัง Cries and Whispers และการที่ผมบอกว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอารมณ์ คนที่มีความอ่อนไหวค่อนข้างสูงก็เตรียมทิชชู่เผื่อไว้ด้วยแล้วกัน เห็นบทวิจารณ์ต่างประเทศมีหลายคนที่บอกว่า กลั้นบ่อน้ำตาไว้ไม่อยู่ ไหลพรากๆออกมาโดยไม่รู้ตัว, แต่ส่วนตัวผมกลับไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น แถมตรงกันข้ามคือไม่ค่อยจะชอบเสียเท่าไหร่ เพราะการที่หนังมีแต่ ‘อารมณ์’ แต่ไร้ซึ่ง ‘เหตุผล’ จริงอยู่มันมีความสวยงาม แต่มันคือความไร้สาระอย่างรุนแรง

การตัดสินใจในการทำสิ่งต่างๆของมนุษย์ สามารถแยกออกได้ 2 ฝ่ายคือ Emotion กับ Rationality, ตามอารมณ์ กับ ตามเหตุผล, กระทำไปตามความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เฉพาะหน้า กับ ใช้สติปัญญาพิจารณาก่อนจึงค่อยทำไปตามความสมควร

เพราะความที่มนุษย์โลกยังเต็มไปด้วยกิเลส ราคะ-โทสะ-โมหะ (อกุศลมูล ๓) ส่วนใหญ่จึงมักใช้ชีวิต คิดตัดสินอะไรหลายๆอย่างด้วย ‘อารมณ์’ มากกว่าใคร่ครวญไตร่ตรอง ผิดกับผู้มี’สติ’และ’ปัญญา’ เมื่อได้พิจารณาเห็นแล้วว่าสิ่งใดถูกต้องสมควร ก็จะปฏิบัติแสดงออกทางนั้น โดยไม่สนใจกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองว่าอยากทำหรือไม่อยากทำ

Cries and Whispers เป็นหนังที่นำเสนอ’อารมณ์’ (ที่กลั่นคั้นออกมาจากก้นเบื้องหัวใจของผู้กำกับ Ingmar Bergman) การเสียชีวิตของคนใกล้ตัวที่เรารัก บุคคลต่างๆรอบข้างจะมีปฏิกิริยาแสดงออกมาเช่นไร, แต่การแสดงออกทางอารมณ์นี้ เหตุผลรองรับจะมาจากพฤติกรรมการกระทำบางอย่างของตัวละคร ไร้ซึ่งสาเหตุต้นตอที่มาที่ไป อยู่ดีๆก็ประพฤติปฏิบัติแสดงออกมาเช่นนั้นเลย นี่ทำให้น้ำหนักของเหตุผลสูญหายไปโดยสิ้นเชิง

ก็อยู่ที่ระดับอารมณ์และเหตุผลของตัวคุณเอง ฝั่งไหนมีน้ำหนักมากกว่า ก็จะแสดงปฏิกิริยาต่อหนังเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป (คือจะร้องไห้-หรือเงียบสงัด)

ปี 1971 ผู้กำกับ Ingmar Bergman ขณะกำลังนั่งชมผลลัพท์ภาพยนตร์เรื่อง The Touch (1971) ที่เพิ่งเสร็จสิ้น ร่วมกับตากล้องคู่ใจ Sven Nykvist รู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจกับผลงานนี้เท่าไหร่ แต่ก็ได้ชักชวนเสนอโปรเจคถัดไป

“Well, Sven, this was not a good film. You and I both knew it wouldn’t be. But I’ve got another idea, something I’ve dreamt. I see a road, and a girl on her way to a large house, a manor house, perhaps. She has a little dog with her. Inside the house there’s a large red room where three sisters dressed in white are sitting and whispering together. Do you think it could turn into a film?”

Nykvist ฟังแล้วเห็นภาพเกิดความสนใจ เลยให้สัญญาร่วมงานกับ Berman ที่ใช้เวลา 2 เดือนข้างหน้าพัฒนาบทภาพยนตร์จากความฝันนี้จนเสร็จ

ขั้นตอนการพัฒนาบทของ Bergman มักนึกถึงติดต่อนักแสดงที่ต้องการร่วมงานไว้ก่อน กับเรื่องนี้มีภาพของ Liv Ullmann, Ingrid Thulin, Harriet Andersson อยู่ในใจชัดเจน ติดต่อรองพูดคุยกันได้ไม่มีปัญหาส่วนตัว ส่วนนักแสดงอีกคนที่ตั้งใจไว้คือ Mia Farrow แต่เพราะไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน พอติดต่อไปก็พบว่าไม่ว่าง จับพลัดพลูมาลงเอยที่ Kari Sylwan นักเต้นสาวที่เคยร่วมงานแสดงละครเวทีกันมาก่อน … ตัวละครครบแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มต้นพัฒนาเรื่องราวของหนังได้

“The first image kept coming back, over and over: the room draped all in red with women clad in white. That’s the way it is: Images obstinately resurface without my knowing what they want with me; then they disappear only to come back, looking exactly the same.”

พื้นหลังศตวรรษที่ 19th ในคฤหาสถ์ใหญ่หลังหนึ่ง พื้นผนังปูด้วยพรมสีแดงเข้ม มีหญิงสาว 4 คนอาศัยอยู่
– พี่สาวคนโต Agnes (รับบทโดย Harriet Andersson) ป่วยเป็นอะไรสักอย่าง (น่าจะโรคมะเร็ง) นอนอยู่บนเตียงด้วยความทุกข์ทรมานใกล้ตาย
– น่าจะคนกลาง Karin (รับบทโดย Liv Ullmann) เริดเชิดหยิ่งจองหอง มองโลกแต่แง่ร้าย ไม่แคร์สนใจความรู้สึกของผู้อื่น
– น่าจะน้องสุดท้อง Maria (รับบทโดย Ingrid Thulin) ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก อยากได้อะไรต้องได้ ต้องการเป็นที่รัก ให้ความสนใจกับทุกคน
– Anna (รับบทโดย Kari Sylwan) คนใช้ส่วนตัวของ Agnes ที่ทำงานมากว่า 12 ปี เต็มเปี่ยมด้วยความรักและศรัทธาในพระเจ้า

ตัวตนแท้จริงของพวกเธอจะค่อยๆได้รับการเปิดเผยออกผ่านภาพย้อนอดีต (Flashback) ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่มาที่ไปของเรื่องราว หรือทำไมถึงตัวละครถึงได้กลายมาเป็นคนลักษณะนิสัยแบบนี้ แต่เป็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่พวกเธอมี’อารมณ์’ตอบสนองความต้องการของตัวเองอย่างสูงสุด (Capture moments of extreme emotion.)

– Agnes ช่วงเวลาความสุขใจที่สุด คือการได้เฝ้ามองแม่ของตนเองเมื่อครั้นยังเด็ก สัมผัสเบาๆด้วยมือที่แก้ม รับรู้เข้าใจกันโดยไม่ต้องใช้คำสนทนา
– Karin ครั้งหนึ่งกับสามีสูงวัย Sex คงเป็นเรื่องน่าเบื่อ หยิบเอาเศษแก้วแตกบาดอวัยวะเพศให้เลือดไหลนอง ใครเห็นคงหมดอารมณ์ แต่เธอกลับพึงพอใจที่ได้ทรมานตนเอง (Masochism)
– Maria ก็ไม่รู้หลงเสน่ห์อะไรหมอวัยกลางคน ใช้เรือนร่างยั่วยวนทอดกายมี Sex วันถัดมาเหมือนว่าสามีจะจับได้ ตั้งใจฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ พอเธอเปิดประตูไปเห็นกลับรู้สึกสาสมแก้ใจ (Sadism)
– Anna ความสุขสูงสุดของเธอ คือการได้อ่านบันทึกของ Agnes ที่จดเรื่องราวต่างๆ เขียนถึงช่วงเวลาอันเรียบง่ายของสามพี่น้องขณะอยู่ร่วมกัน ‘เห็นคนที่ฉันรักมีความสุข ตัวฉันก็อิ่มเอิบใจแล้ว’

Harriet Andersson (เกิดปี 1932) นักแสดงหญิงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Stockholm ตอนอายุ 15 เข้าเรียนโรงเรียนสอนการแสดง Calle Flygare จบออกมาเป็นนักแสดงละครเวที, ผลงานดังของทั้งคู่ อาทิ Smiles of a Summer Night (1955), Through a Glass Darkly (1961), Cries and Whispers (1972), Fanny and Alexander (1982) ฯ

รับบท Agnes ใช้การแสดงออกทางร่างกายอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซูบซีดเบ้าตาลึก ริมฝีปากแห้งกรัง เวลาเจ็บปวดส่งเสียงกรีดร้องทรมาน เหมือนสัตว์ที่ดิ้นทุรนทุราย ร้องขอชีวิตก่อนตาย นี่ทำให้ผู้ชมรับสัมผัสเจ็บปวดรวดร้าวที่ออกมาจากภายในของตัวละครจริงๆ,

เพราะความเป็นลูกคนโต อาจทำให้ไม่ค่อยได้รับความรักความสนใจจากแม่เท่าที่ควร (เห็นน้องกระซิบกระซาบ คุยกับแม่ก็เกิดความอิจฉา) การเฝ้ามองเห็นแม่ที่ตนรักยิ่งมีความสุขก็ทำให้อิ่มเอม ซึ่งพอเธอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของแม่นั้น การได้รายล้อมด้วยพี่น้องมิตรสหาย แค่นี้ก็สุขล้นเกินพอ (สังเกตช็อตที่ผมนำมา น้องทั้งสองนั่งขนาบข้าง คนใช้สุดที่รักอยู่ด้านหลัง แม้ร่างกายจะทุกข์ทรมาน แต่นี่เป็นรอยยิ้มจริงๆออกจากหัวใจของ Agnes เลยละ)

Ingrid Thulin (1926 – 2004) นักแสดงสาวสวยหน้าคม สัญชาติ Swedish เกิดที่ Sollefteå, Ångermanland ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน มีความชื่นชอบบัลเล่ต์ ต่อมาได้เข้าเรียนกลายเป็นนักแสดงละครเวทีที่ Royal Dramatic Theatre, ผลงานดังของเธอส่วนใหญ่ร่วมงานกับ Bergman ทั้งนั้น อาทิ Wild Strawberries (1957), The Magician (1958), Winter Light (1962), The Silence (1963), The Rite (1969), Cries and Whispers (1972) ฯ

รับบท Karin หญิงวัยกลางคนที่เรียกได้ว่า ‘ตัวอิจฉา’ พยายามปกปิดสิ่งที่อยู่ในใจของตนเองตลอดเวลาไม่เคยเปิดเผยออก คงเพราะความ Masochism ชื่นชอบทรมานตนเอง เป็นสิ่งอัปลักษณ์พิศดาร เลยไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้เข้าใจและตนเองก็ไม่ต้องการเข้าใจผู้อื่น, ฉากย้อนอดีตของ Maria ผู้กำกับ Bergman เสนอแนะกับ Thulin แค่แนวคิดเริ่มต้นต่อบรรยากาศ/อารมณ์ ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในฉากนี้ เห็นว่าการเอาเลือดมาทาที่ปาก เกิดจากการ improvise ของเธอเอง ผลลัพท์ออกมาชวนให้ขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง

ลูกคนกลางเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาด พ่อแม่จะรักแบบกลางๆไม่มากไม่น้อย รู้สึกอิจฉาทั้งพี่และน้อง (พี่ได้ของใหม่, น้องมักได้รับการตามใจ) เกิดเป็นความเก็บกดทุกข์ทรมาน หาทางระบายออกไม่ได้เลยต้องทำร้ายตัวเอง แต่งงานกับผู้ชายที่แก่กว่ามาก Sex อาจไม่เป็นที่พึงพอใจ (ก็แน่ละ ลูกคนกลางจะไปเคยพึงพอใจอะไรได้อย่างไร)

Liv Johanne Ullmann (เกิดปี 1938) นักแสดง/ผู้กำกับหญิงสัญชาติ Norwegian เกิดที่ Tokyo, ประเทศญี่ปุ่น เพราะขณะนั้นพ่อที่เป็นชาวนอร์เวย์ ทำงานวิศวกรการบินอยู่ที่ญี่ปุ่นพอดี ช่วงวัยเด็กจึงมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก ก่อนมาปักหลักอาศัยอยู๋ที่ Trondheim, Norway หลังจากพ่อเสียชีวิต, Ullmann เริ่มมีผลงานจากการเป็นนักแสดงละครเวทีที่ Norway ก่อนไปเข้าตาผู้กำกับ Bergman ชักชวนเกี้ยวพาจนได้ร่วมงานกันและมีลูกนอกสมรสหนึ่งคน ผลงานเด่นของพวกเขา อาทิ Persona (1966), The Passion of Anna (1969), Cries and Whispers (1972) Autumn Sonata (1978) ฯ เคยคว้ารางวัล Golden Globe Award: Best Actress จากหนังเรื่อง The Emigrants (1971)

รับบท Maria โตเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ยังมีตุ๊กตาเด็กอยู่บนหัวเตียง แถมนอนอมหัวแม่โป้งอีก, เธอคือเด็กที่ไม่รู้จักโต อยากได้อะไรต้องได้ ชอบเรียกร้องความสนใจ สาเหตุคงเกิดจากการเลี้ยงดูแบบเอาใจของแม่ (น้องคนเล็ก แม่มักจะรักที่สุด ดื้อที่สุด) แต่การที่สามีตั้งใจจะฆ่าตัวตายแล้วเปิดประตูเข้าไปเห็น มันคงมีความ Sadist บางอย่างเกิดขึ้นในจิตใจ พึงพอใจที่ได้เห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ทรมานเพราะตนเอง

เหมือนว่า Ullmann จะรับบท แม่ของสามสาวด้วยนะครับ ปรากฎในฉากย้อนอดีตของ Agnes เท่านั้น นอกจากเหตุผลเรื่องสายเลือดแล้ว ผมยังคิดไม่ตกว่าทำไมถึงต้องใช้นักแสดงซ้ำ

Kari Sylwan (เกิดปี 1940) นักแสดง/นักเต้น-ครูสอนบัลเล่ต์ สัญชาติ Swedish เพราะการที่นักเต้นประจำที่ Royal Swedish Ballet ทำให้มีโอกาสได้ร่วมงานกับละครเวทีกับ Bergman ที่ก็ได้ชักชวนให้มาแสดงภาพยนตร์สองครั้ง Cries and Whispers (1972) และ Face to Face (1976)

รับบท Anna สาวใช้ที่เคยมีลูกสาวน่ารักน่าชัง แต่เสียชีวิตไปแล้วเพราะอาการป่วย เธอจึงอุทิศตนเองให้กับ Agnes กลายเป็นเหมือนแม่นม (แม่คนที่สอง) มอบความอบอุ่น (ซึ่งเธอก็คงมอง Agnes เหมือนลูกของเธอด้วย), Anna เป็นผู้หญิงที่มีศรัทธาต่อพระเจ้าโดยเรียบง่าย ทุกเช้าค่ำ ตื่นนอน/ก่อนหลับ จะจุดเทียนไขดวงเล็กๆ คุกเข่าอธิษฐานวิงวอน ให้ลูกบนสวรรค์ของเธอและ Agnes พบกับความสุขกายสบายใจ ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้

แต่ความที่เป็นเพียงคนใช้ Maria กับ Karin ต่างมองเธอต่ำต้อยไร้ค่า แอบดูถูกเหยียดยามไม่เห็นหัวใยดี บุญคุณที่ช่วยเหลือดูแล Agnes มา 12 ปี เหมือนมันไร้ค่าเสียเหลือเกิน แต่ก็ช่างมันประไร ความสุขของฉันพวกเธอคงไม่เข้าใจหรอก

สำหรับนักแสดงชาย 3-4 คนในหนัง บทบาทช่างแสนน้อยนิดหาความสำคัญไม่ได้ คงเพราะนี่เป็นเรื่องราวที่มีความละเอียดอ่อนไหวทางอารมณ์สูง ผู้ชายมักจะไม่แสดงออกเข้าไม่ถึง ส่วนผู้หญิงก็มักจะเกาะกลุ่มร่วมหัวร่วมท้าย เป็นตายไปด้วยกัน

ประมาณ 95% ของหนัง ถ่ายทำในคฤหาสถ์/ปราสาท Taxinge-Näsby Castle ตั้งอยู่ที่ Mariefred ที่มีการประดับตกแต่งด้วยพื้นผนังสีแดง เห็นแล้วแสบตาอย่างยิ่ง แต่ความโดดเด่นของแสงสีแดงไม่ได้เกิดจากขณะถ่ายทำล้วนๆ มีการเพิ่มใส่ filter เข้าไปในห้องแลปหลังการถ่ายทำ

อย่างฉากที่เป็น Iconic ของหนัง Agnes ในอ้อมตักของ Anna สังเกตสีของทั้งสองภาพ หนึ่งจากฟีล์ม Negative ต้นฉบับแท้ๆ สองจากผ่านกระบวนการ Filter คือที่เห็นในหนัง

ช็อตนี้วิเคราะห์กันว่า ได้แรงบันดาลใจจากงานแกะสลักหินอ่อนของ Michelangelo Buonarroti ที่ชื่อ Vatican Pietà (ค.ศ. 1498-1499) จัดแสดงอยู่ที่ St. Peter’s Basilica in Vatic anus, Rome เห็นว่าตอนนั้น Michelangelo อายุเพียง 20 ปีเท่านั้น ตามคำร้องขอของ Cardinal of S. Dionigi โดยเรื่องราวของงานแกะสลักนี้เกี่ยวกับความตายที่เป็นอมตะ

“The eternity and death; divine love and earthly love, all thoughts which trouble me since childhood, were pressing now to find sublime expression.”

พระแม่มารีย์โอบอุ้มร่างของพระเยซูที่สิ้นพระชนม์ แต่แทนที่การตายนี้จะเป็นทุกข์ทรมาน ใบหน้าของพระองค์กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความผ่อนคลาย เจ็บปวดทางร่างกายไม่นานเดี๋ยวก็หาย แต่จิตวิญญาณของพระองค์กำลังได้เสร็จสิ้นภารกิจ กำลังหวนคืนกลับเป็นส่วนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า นี่ต่างหากที่เป็นนิรันดร์

การตีความภาพนี้ เปรียบ Anna ได้กับพระแม่มารีย์ผู้บริสุทธิ์ (แสดงถึงความบริสุทธิ์จริงใจ) และการตายของ Agnes ที่แม้จะเต็มไปด้วยความทุกข์กายใจ แต่เธอก็เหมือนว่ากลายเป็นผู้ไถ่ ได้ไปสวรรค์

โดยปกติแล้ว หนังของ Bergman มักจะมีลักษณะไม่ขาวก็ดำ ยกเว้นแต่หนังเรื่องนี้ ที่เน้นสีแดงโดดเด่นเพราะเป็นสีของเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ ที่อยู่ภายใต้เนื้อหนังร่างกายของทุกสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่แค่มนุษย์

“All my films can be thought in terms of black and white, except for Cries and Whispers. In the screenplay, I say that I have thought of the color red as the interior of the soul. When I was a child, I saw the soul as a shadowy dragon, blue as smoke, hovering like an enormous winged creature, half bird, half fish. But inside the dragon, everything was red.”

หนังไม่ได้มีแต่สีแดงนะครับ ชุดของตัวละครช่วงแรกจะเป็นสีขาว ครึ่งหลังจะเป็นสีดำ ระหว่างนั้นมีใส่สีแดง/เทา ประปราย (เป็นสีสะท้อนจิตวิทยาของตัวละคร) และฉากย้อนอดีตของ Agnes มักเป็นการถ่ายภายนอก เห็นต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวฉอุ่ม ผ่อนคลายสายตายิ่งนัก

นอกจากเรื่องการใช้สีแล้ว การเคลื่อนกล้องโดยเฉพาะ Zoom และ Close-Up ได้สร้างภาษาภาพยนตร์รูปแบบใหม่ขึ้นมาเลย, ก่อนหน้านี้หนังของ Bergman จะไม่มีเทคนิคยอดนิยมของยุคสมัยนั้น การซูมภาพ มาก่อน (คงเพราะเป็นเทคนิคที่ให้ความรู้สึกไม่สมจริง) ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีความตั้งการใช้ แต่เพราะ Nykvist แอบใช้ตอนที่เขาไม่เห็น ซึ่งพอถูกจับได้หลังจากเห็นผลลัพท์ ปรากฎว่าก็ไม่เลว จึงยินยอมรับและอนุญาติให้ใช้ได้ในบางครั้งคราว

ภาพระดับ Close-Up โดยเฉพาะกับใบหน้า มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นสิ่งที่หลบซ่อนอยู่เบื้องลึกภายใต้เนื้อหนัง จิตใจของตัวละครนั้น ซึ่งวิธีการที่ Nykvist ใช้ขณะเรื่องราวดำเนินไป กล้องจะเคลื่อนที่มาถึงตัวละคร พร้อมๆกับการซูมเข้าไปจนเห็นศีรษะติดขอบบน คางติดของล่าง แล้วตั้งกล้องค้างไว้อย่างนั้นจนกว่าตัวละครจะพูดจบแล้วค่อยๆเคลื่อนออก (บางครั้งก็จะตัดเปลี่ยนไปฉากอื่นเลย)

ตัดต่อโดย Siv Lundgren, หนังไม่ได้มีบทพูดมากนัก ใช้การกระทำแสดงออกและภาษาภาพยนตร์ดำเนินเรื่องเล่าไป ซึ่งจะมีการแทรกใส่ภาพย้อนอดีต (Flashback) และภาพความฝัน จัดเรียงกันอย่างกระจัดกระจายไปทั้งเรื่อง

ทุกครั้งก่อนที่จะย้อนอดีตหรือภาพในความฝัน จะมีการแทรกภาพ Close-Up ใบหน้าของตัวละครนั้นๆเข้ามา ให้รู้ว่าเป็นเรื่องราวของคนนี้ โดยแสงจะอาบสว่างเพียงครึ่งซีกด้านหนึ่งของใบหน้าเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งจะมืดมิด ราวกับจะบอกว่า ต่อไปนี้เป็นมุมมืดด้านหนึ่งของตัวละคร แล้วมีการเฟดเข้าสีแดง (เข้าไปในเลือดเนื้อจิตใจ) ซึ่งพอเรื่องราวย้อนอดีต/ความฝันนั้นจบลง เฟดภาพจากสีแดงเข้าสู่ Close-Up ใบหน้าตัวละครนั้น แสงสว่างก็จะเปลี่ยนทิศอาบใบหน้าอีกซีกหนึ่ง (อีกตัวตนหนึ่ง) เพื่อเป็นการย้อนกลับเข้าสู่ปัจจุบัน

ลำดับของการเล่าเรื่องย้อนอดีตจะเริ่มจาก Agnes ตามด้วย Maria เมื่อพี่สาวเสียชีวิตแล้ว เริ่มด้วย Karin จากนั้นแทรกความฝันของทั้งสาม (ที่จินตนาการว่า Agnes ยังไม่ตาย) และปิดท้ายด้วย Anna

มีการถกเถียงกันอย่างมาก กับฉากที่ผมเรียกว่าในความฝัน (ที่ทั้งสามเหมือนจะเห็นว่า Agnes ยังไม่ตาย) เพราะมันอาจเป็นเรื่องจริงหลอนๆที่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือความฝันก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอยู่ดี เพราะไคลน์แม็กซ์นี้คือบทสรุปที่อธิบายตัวตนของ Maria, Karin และ Anna บ่งบอกว่าพวกเธอเป็นคนเช่นไร และมีปฏิกิริยาอย่างไรกับการตายของ Agnes มันจะในโลกความจริง ความฝัน หรือจิตใจใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น

เพลงประกอบถือว่าไม่มี แต่มีการเลือกใช้ 2 บทเพลงของคีตกวีแห่งยุค Classic ประกอบด้วย
– Suite No. 5 for solo Cello in C Minor, 4th mvt ‘Sarabande’ ประพันธ์โดย Johann Sebastian Bach บรรเลงในหนังโดย Pierre Fournier
– Mazurka in A minor, Op. 17 No. 4 ประพันธ์โดย Frédéric Chopin บรรเลงโดย Käbi Laretei

สำหรับเดี่ยว Cello ของ Bach บทเพลง Sarabande (แปลว่า พริ้วไหว) มีถ้อยทำนองที่โหยหวนล่องลอย เจ็บปวดรวดร้าว บาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ, ในฉากที่สองสาวพี่น้อง Karin กับ Maria สนทนากัน ใจความนั่นไม่ได้ยิน แต่เป็นขณะพวกเธอเหมือนมีความเข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเสียงเพลงนี้มีนัยยะถึงสื่อสารสนทนาพูดคุยกันของทั้งคู่, ผมเลือกฉบับที่ Yo-Yo Ma อัจฉริยะนักเชลโล่สัญชาติ French-Chinese เจ้าของรางวัล Grammy หลายสมัย บันทึกเสียงไว้ให้ฟัง

สำหรับ Chopin เพลงนี้ Mazurka (เพลงเต้นรำพื้นเมืองของชาวโปแลนด์) เป็นเดี่ยวเปียโนนุ่มๆ ที่เสียงโน๊ตมือขวาจะดังขึ้นชัดเจน ให้สัมผัสทั้งรอยยิ้มและหยดน้ำตา, เลือกฉบับเดี่ยวโดย Arthur Rubinstein มาให้ฟัง

เกร็ด: เพลงนี้ถูกนำไปใช้ในหนังเรื่อง Empire Of The Sun (1987) ของผู้กำกับ Steven Spielberg ด้วยนะครับ

สำหรับชื่อหนัง ว่ากันว่านำมาจากคำวิจารณ์บทเพลง Mozart: Piano Concerto No 14 in E flat major (K449) ของ Yngve Flyckt ที่อธิบายลักษณะของเพลงนี้ว่ามีความคล้ายกับ ‘Cries and Whispers’ แต่เพลงนี้ไม่ได้ถูกใส่ลงไปในหนังนะครับ และผมนำมาให้ฟังกันด้วย ลองพิจารณาดูว่าให้สัมผัสของเสียงกระซิบซาบจนน้ำตาไหลพรากหรือเปล่า, กำกับและเล่นเปียโนโดย Rudolf Buchbinder ร่วมกับวง Wiener Philharmoniker

หลายคนที่เคยรับชม ครุ่นคิดวิเคราะห์หนังของ Ingmar Bergman ต่างพยายามมองหาความสัมพันธ์ของตัวละครหญิงสาวทั้งสี่ ขมวดปมให้ได้ว่ามีนัยยะหรือเป็นตัวแทนของอะไร ซึ่งข้อสรุปของนักวิจารณ์ทั้งหลายมองว่า เป็นการแสดงความรู้สึกของผู้กำกับต่อแม่ของเขาเอง ‘self-portrait of his mother’ ซึ่งตอนแรก Bergman แสดงความเห็นให้สัมภาษณ์ตอบว่าใช่ แต่หลายปีต่อมากลับบอกไม่ใช่ … เอะ! ยังไง

Bergman บอกว่าตอนให้สัมภาษณ์ครั้งก่อนนั้น จำเป็นต้องตอบคำถามแสดงความเห็นบางอย่างกับสื่อ ซึ่งการจะไปเฉลยแนวคิดของหนังเลยก็คงไม่ใช่เรื่อง นอกจากเออออห่อหมกตามเขาไป … อ่าว! แล้วแบบนี้ใจความแท้จริงของหนังเป็นเช่นไรละนี่?

มุมมองของผมยังคิดว่า ใจความของหนังคงเป็น ‘self-portrait’ ทางอารมณ์จิตใจตัวตนของ Bergman ที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานต่อบางสิ่งอย่าง แต่แค่อาจจะไม่ใช่ต่อแม่ของเขา ซึ่งถ้าทบทวนถึงชีวิตของผู้กำกับ ถ้าไม่ใช่เรื่องหญิงสาว ความรัก ก็มักเป็นเรื่องพระเจ้า คงไม่เกินไปกว่านี้แน่ๆ

กับตัวละครหญิงสาวทั้งสี่ ทุกคนมีสิ่งเหมือนกันคือ ‘ความทุกข์’ จากบางสิ่งอย่างอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งวิธีการของแต่ละคนในการแสดงหาความสุขนั้นแตกต่างออกไป เราสามารถแบ่งออกเป็นคู่ๆ ซึ่งมีความสะท้อนซึ่งกันและกัน
– Agnes ร่างกายตนเองทุกข์ทรมาน จึงโหยหาความรักจากคนรอบข้าง
– Anne มีความสุขทางกาย รักศรัทธาในพระเจ้า จึงไม่ต้องโหยหาความรักจากผู้ใด

– Karin เป็นคนเก็บกด อัดอั้น ไม่มีใครเป็นที่พึ่ง ชอบการทรมานตนเอง (maso)
– Maria มีความอิสระ เสรี เป็นมิตรได้กับทุกคน แต่กลับชอบเห็นผู้อื่นทุกข์ทรมาน (sado)

ข้อสรุปที่ผมได้จากหนังเรื่องนี้ ความพึงพอใจของมนุษย์เกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ จากความทุกข์ของตัวเอง/เห็นคนอื่นเจ็บปวด, ต้องการเป็นที่รัก/รักคนรอบข้าง ดังประโยคสุดท้ายของหนัง คำพูดอ่านจากบันทึกของ Agnes ในวันที่เธอมีความสุขที่สุดในชีวิต

“Come what may, this is happiness. I cannot wish for anything better. Now, for a few minutes, I can experience perfection. And I feel profoundly grateful to my life, which gives me so much…”

ตรงกันข้ามกับความสุขคือความทุกข์ สองอารมณ์ที่ถ้าเราสุขมากๆย่อมต้องทุกข์มากๆ แต่ถ้าเราสุขแบบพอเพียงก็จะทุกข์อย่างเพียงพอ และเมื่อใดไม่สุขก็จะไม่ทุกข์, การพรรณาถึงความสุข ย่อมต้องพูดถึงความทุกข์ ต่อตนเองและผู้อื่น นี่คือรูปแบบลักษณะของหนังเรื่องนี้ที่มีลักษณะคล้ายกับบทกวี สัมผัสของอารมณ์ ที่ผมเรียกว่า Emotional Poetry

หนังเข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Technical Grand Prize เห็นว่าเป็นครั้งแรกที่ Ingmar Bergman เดินทางไปร่วมงาน ขึ้นรับรางวัล และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนนอกประเทศบ้านเกิดของตนเองอีกด้วย

เข้าชิง Oscar 5 สาขา ได้มา 1 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Writing, Story and Screenplay Based on Factual Material or Material Not Previously Published or Produced
– Best Cinematography ** ได้รางวัล
– Best Costume

เหตุผลที่ผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่สร้าง’อารมณ์’ ซึ่งทั้งเรื่องก็มีแต่สิ่งนี้แหละ เนื้อหาใจความถือได้ว่าไม่มี กับคนที่ชอบคงชอบมาก แต่คน Rationality เช่นผมจะมีความหงุดหงิดใจอย่างมาก ตรรกะของหนังไม่เป็นที่พึงพอใจ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเสียเวลารับชมนะครับ เพราะสัมผัสและความสวยงามทางอารมณ์ถือว่าระดับ Masterpiece เลยละ

แนะนำกับคอหนัง Art-House ชื่นชอบหนังบรรยากาศ, Costume Period, นักเรียนภาพยนตร์ ผู้กำกับ โดยเฉพาะช่างภาพตากล้อง ศึกษาเทคนิคจากหนังเรื่องนี้ไว้เป็นประโยชน์แน่, แฟนๆผู้กำกับ Ingmar Bergman, หลงใหลนักแสดง Harriet Andersson, Ingrid Thulin, Liv Ullmann ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศและการใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง

TAGLINE | “Cries and Whispers ของ Ingmar Bergman ถ้าหนังไม่ทำให้คุณร้องไห้ ก็จะได้ยินแค่เสียงกระซิบกระซาบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: