Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000)

Crouching Tiger, Hidden Dragon

Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000)

หนังเอเชียที่ประสบความสำเร็จที่สุดใน hollywood ผลงานกำกับของ Ang Lee นำแสดงโดย Chow Yun-fat, Michelle Yeoh และ Zhang Ziyi เชื่อว่า 4 ชื่อนี้คงจะเป็นที่รู้จักของคนดูทั่วเอเชีย แต่กับ hollywood พวกเขาไม่ใช่นักแสดงที่หน้าตาคุ้นเคยนัก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงประสบความสำเร็จในอเมริกาขนาดนั้น ผมจะลองมาวิเคราะห์ดูนะครับ

Ang Lee เกิดที่ Taiwan โตขึ้นมาในครอบครัวที่เคร่งครัวเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี พ่อของเขาต้องการให้ Ang Lee เป็น professor แต่เขาแกล้งทำเป็นสอบไม่ผ่านถึง 2 ครั้ง เพื่อตัวเองจะได้เข้าไปเรียน Art School แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาชื่นชอบศาสตร์การแสดงคือการได้ดูหนังเรื่อง The Virgin Spring ของ Ingmar Bergman ภายหลังได้มีโอกาสเข้าเรียน Tisch School of the Arts ที่ New York University ร่วมชั้นเดียวกับ Spike Lee คงเพราะการได้ไปเรียนที่อเมริกานี่เอง ทำให้เขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก เข้าใจวัฒนธรรม ความต้องการของคนดูที่อเมริกา หลังจากเรียนจบก็กลับประเทศ เริ่มทำหนัง ผมไม่เคยดูผลงานยุคแรกๆของ Ang Lee นะครับ แต่เท่าที่อ่านเจอ เรื่องราวที่เขาชอบทำ มักจะเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างความเชื่อ ประเพณี และยุคสมัย อารมณ์ที่เก็บซ่อนไว้ ผลงานยุคหลังๆของเขาก็ยังมีแนวคิดพวกนี้แฝงอยู่ หนัง hollywood เรื่องแรกของ Ang Lee คือ Sense and Sensibility (1995) หนังเข้าชิง Oscar 7 สาขา และหนังได้ Golden Globe Award สาขา Best Motion Picture – Drama

จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ คือ Li-Kong Hsu เพื่อนตั้งแต่สมัยของ Ang Lee ชวนเขามาทำหนัง Wuxia เพื่อเติมเต็มความฝันวัยเด็กของทั้งคู่ Ang Lee รวบรวมทีมงานจากหลายสัญชาติในการสร้างหนังเรื่องนี้ โดยเลือกนิยายเล่มที่ 4 ของ Wang Dulu ที่ชื่อ Crouching Tiger, Hidden Dragon

เพราะความที่ Ang Lee เลือกที่จะใช้ทีมงานหลายสัญชาติ ทำให้เกิดความยากในการสื่อสาร ด้วยความที่ต้องการให้หนังเป็นภาษา Mandarin แต่ Chow Yun-fat เป็นคน Hong Kong พูด Cantonese ส่วน Michelle Yeoh เป็นคน Malaysia พูดอังกฤษ จะมีก็แต่ Zhang Ziyi ที่พูดภาษา Mandarin เป็นภาษาหลัก ตอนหนังฉายก็มีคนที่ฟังภาษาจีนออกที่จะรู้สึกขัดใจพอสมควร

ตัวละครของ Chow Yun-fat ผมรู้สึกว่านี่เป็นการแสดงที่แตกต่างจากปกติของเขาพอสมควร แต่ยังคงมีเสน่ห์เก็กๆบางอย่างที่ดึงดูดความน่าสนใจ ทุกวินาทีที่ปรากฏตัวในหนัง คนดูจะแทบละสายตาไปไม่ได้  สำหรับ Michelle Yeoh ตัวละครของเธอสะท้อนแนวคิดและสไตล์กำกับของ Ang Lee เน้นๆเลย เป็นตัวละครที่เก็บความรู้สึกบางอย่างไว้ข้างใน อยากที่จะทำอะไรตามใจแต่มีบางอย่างรั้งเธอไว้ ข้างนอกแข็งแกร่งแต่ข้างในอ่อนหวาน ส่วน Zhang Ziyi บทของเธอคือสาวน้อยจอมแก่น การแสดงของเธอไม่ว่าจะเรื่องไหนๆก็จะเป็นประมาณนี้ เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่สนใจต่อขนบธรรมเนียมประเพณี

เรื่องราวของหนังวนเวียนอยู่กับดาบเล่มหนึ่ง ดาบเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ฆ่าฟัน ดาบมันมีหน้าที่เดียว คือ การฆ่า มันไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกผิด ดีหรือไม่ดี จะมีก็แต่คนที่ใช้มันจะเลือกได้ ถึงเรื่องราวของหนังจะวนเวียนอยู่กับดาบ แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องราวของดาบไม่เด่นเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแต่ละตัวในหนังต่างหากที่เด่นกว่า ชายเจ้าของดาบกับหญิงสาวเพื่อนร่วมสำนัก ยัยแก่นักฆ่ากับลูกศิษย์สาวคนสวย หญิงสาวกับจอมโจร ณ กลางทะเลทราย ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่สะท้อนถึงจุดยืนของตัวละคร อาทิ ความรักต้องห้าม ความอิจฉาริษยา และความรักของหนุ่มสาว จุดยืนที่แตกต่างนี้ทำให้เกิดความขัดแย้ง การแก้แค้น และการทรยศหักหลัง หนังให้เวลากับการนำเสนอจุดเหล่านี้อย่างชัดเจนมากกว่าเรื่องราวของดาบอีก

ผมชอบตอนจบนะครับ มันดูเรียบง่ายและสวยงามมากๆ สำหรับผมมันซึ้งกินใจ เรียกน้ำตาคลอๆได้ บางคนอาจจะไม่รู้สึกเพราะหนังมันไม่ได้ทำให้เราฟูมฟาย มันเหมือนปุ๊ปปัป การต่อสู้จบ ถูกยาพิษ จะตายในอีก 1 ชั่วโมง นี่คือสไตล์หนังจีนเลยละครับ ที่ชอบทำอะไรแบบฉับพลัน ไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ แต่ impact มันแรงมากๆ นี่ไม่ใช่หนังที่จบแบบ happy ending แต่จะรู้สึกอิ่มๆ ดูจบก่อนนอนหลับสบายแน่ๆ

ถ่ายภาพโดย Peter Pau ช่างภาพชาว Hong Kong เขาได้ Oscar สาขา Best Cinematographer จากหนังเรื่องนี้ด้วย มี 2 ฉากที่ผมชอบ 1คือภาพทะเลทราย ลมที่กัดเซาะหินจนกลายเป็นแกรนด์แคนยอน ฉากนั่นอยู่ในเมืองจีนแน่ๆ แต่ที่ไหนกัน 2ฉากการต่อสู้บนต้นไผ่ จริงๆผมไม่ชอบซีนนี้นะครับ มันช้า มันหน่วงแปลกๆ แต่ผมชอบการถ่ายภาพ คิดว่าคงใช้เครนล้วนๆ จอมยุทธกระโดดจากยอดไผ่หนึ่งไปอีกยอดไผ่หนึ่ง หน้านักแสดงที่เห็นยืนอยู่บนกอไผ่นั้น คือหน้านักแสดงจริงๆ ไม่ใช่ CG พวกเขาทุ่มเทกันมากๆ ภาพที่ออกมาเลยดูสมจริงสุดๆ

ตัดต่อโดย Tim Squyres ได้แค่เข้าชิง Oscar นะครับแต่ไม่ได้รางวัล เขาเป็นนักตัดต่อขาประจำของ Ang Lee เลย ทำด้วยกันทุกเรื่อง หนังที่ดังที่สุดของ Squyres คือ Gosford Park ของ Robert Redford ในหนังเรื่องนี้มีส่วนที่ทั้งชอบและไม่ชอบ ส่วนที่ชอบคือการตัดต่อฉากต่อสู้ที่รวดเร็ว ฉับไว สมจริง และทำให้คนดูลุ้นไปกับการต่อสู้ แต่ที่ผมไม่ชอบเลย คือการเล่าเรื่องที่ช้าเกินไป และหนังเสียเวลาไปกับการสร้างความสัมพันธ์ของตัวละคร สองจุดที่ผมไม่ชอบนี้บางคนอาจจะมองว่ามันคือจุดเด่นของหนังเรื่องนี้เลย ใช่ครับไม่ผิด ความใจเย็นคือจุดสำคัญของหนังให้เราซึมทราบความสวยงามของภาพ เสียง และเนื้อเรื่อง แบบใน A Touch of Zen หนังเรื่องนี้ถือว่าได้อิทธิพลมาพอสมควร แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะถูกรสนิยมของทุกคน

เพลงประกอบโดย Tan Dun แน่นอนว่าเขาต้องได้ Oscar สาขา Best Original Score แน่แท้ เขาคนนี้เรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ชื่อดังมากๆคนหนึ่งของจีนนะครับ ตอน Olympic ที่ Beijing เขานี่แหละที่ได้รับหน้าที่ให้ทำเพลงประกอบ นอกจากนี้ยังมีงานประพันธ์ Orchrestra และ Opera ที่ดังหลายเรื่องที่เล่นในจีน สำหรับหนังถือว่าไม่ใช่งานประจำของเขา ผลงานเรื่องอื่นอาทิ Hero (2002) และ The Banquet (2010) สไตล์เพลงของเขาคือการผสมผสานธรรมชาติ เสียงสายน้ำ ลม เข้ากับเครื่องดนตรี เรียกสไตล์นี้ว่า “organic music” หรือ “music ritual” กับหนังเรื่องนี้ จะเน้นเสียงกลองเป็นหลักในฉากต่อสู้ (เด่นมากๆ) ส่วนฉากบรรยากาศจะใช้เครื่องดนตรี Tradition ที่หลากหลาย เช่น พิณ ฟลุต ผสมผสานกับเครื่องดนตรีฝั่ง Western เช่น Cello ให้อารมณ์โหยหวนตามความหมายของหนัง

ถ้าพูดถึง Wuxia เราอาจจะเห็นดูเรื่องราวที่คล้ายๆกันนี้ จากยุคหนึ่งของหนังจีน แต่กับชาวตะวันตก นี่ถือเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเขามากๆ เพราะจีนปิดประเทศมานาน หนังจีนจึงไม่ถูกส่งออกไปไกลถึงยุโรป อเมริกา ใกล้สุดก็บ้านเรา ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดียว ซึ่งผิดกับผลงานของญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านั้นหลายทศวรรษมีผู้กำกับระดับแนวหน้าและได้รับการยอมรับจากฝั่งตะวันตกอย่างมาก ความที่จีนเพิ่งกลับมาเปิดประเทศ ทำให้หนังจีนเริ่มถูกส่งออกไปทางตะวันตกมากขึ้น แต่หนังยุคก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ หนังจีนส่วนใหญ่จะออกไปทางดราม่า เล่าเรื่องราวระดับรากหญ้า ไม่มีเรื่องราวการต่อสู้ แฟนตาซี กำลังภายใน (เพราะมันเคยฮิตมา และหมดยุคไปแล้ว) ผู้กำกับจีนในช่วงก่อนหน้านั้นก็ไม่มีใครที่คิดจะไปกำกับหนัง hollywood (รักชาติสุดๆ) จะมีก็แต่ Ang Lee นี่แหละ เขาได้ผสมผสมผสานแนวคิด นำวัฒนธรรมของชาติตัวเองไปเผยแพร่ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม หนังเรื่องนี้ก็ได้เกิดขึ้น

ชื่อหนัง Crouching Tiger Hidden Dragon เห็นว่าเป็น Chinese idiom ที่สะท้อนสถานที่หรือเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยบางสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ (ประมาณว่า เสือหมอบอยู่หน้าถ้ำ และมังกรนอนอยู่ในถ้ำ) ในหนังจะมี 2 ตัวละครที่ชื่อหมายถึงเสือและมังกรเลย คือ Xiaohu (เสือ) Jiaolong (มังกร) ถ้าอ้างอิงจากชื่อตัวละคร นี่ควรเป็นหนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวที่ไปตกหลุมรักมหาโจร ณ กลางทะเลทราย แต่ผมกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นสักเลย เสือ นี่ไม่ผิด อาจจะหมายถึงตัวละคร Xiaohu ของ Zhang Ziyi ได้ แต่กับมังกร ผมรู้สึกว่ามันเหมือน Yu Shu Lien ของ Michelle Yeoh มากกว่า เพราะทั้งสองมีความในใจบางอย่างที่เก็บซ่อนไว้ ไม่กล้าพูดออกไป และในหนังทั้งสองเหมือนจะมองหน้าก็เข้าใจกันฝ่ายตรงข้ามมีอะไรที่เก็บซ่อนไว้

ผมคิดว่าคนจีนเอง อาจจะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยเหมือนหนังของประเทศตัวเองเท่าไหร่ ก็แน่ละ ถึงผู้กำกับ นักแสดงจะเป็นคนจีนทั้งหมด แต่การเล่าเรื่องมันคือยุโรป เพราะหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อขาย hollywood โดยเฉพาะ ซึ่งถือว่าหนังตอบโจทย์คนดูได้ เราสามารถดูหนังเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องคิดอะไรให้ซ้ำซ้อน แค่เพลิดเพลินกับความสวยงาม ฉากต่อสู้ที่อลังการ แปลกใหม่ เป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และจากผู้กำกับที่มีเคยมีผลงานเป็นที่กล่าวถึงและเป็นที่รู้จัก รวมๆแล้วทำให้หนังเรื่องนี้ฮิต และประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีหนังภาษาต่างประเทศเรื่องไหนทำได้มาก่อน

เอาจริงๆปีนั้น หนังเรื่องนี้สามารถไปถึงระดับ Best Picture ของ Oscar ได้เลย แต่เพราะ ผมเชื่อว่ากรรมการ Oscar พยายามกีดกัดหนังภาษาต่างประเทศไม่ให้ได้รางวัลใหญ่ (ยังไม่เคยมีหนังเรื่องใดในประวัติศาสตร์ Oscar ที่เป็นภาษาต่างประเทศแล้วได้ Best Picture) รวมถึงสาขาผู้กำกับด้วย นี่เป็นการเข้าชิงครั้งแรกของ Ang Lee ซึ่งจริงๆแล้วเขาควรได้เข้าชิง Best Director ตั้งแต่ Sense and Sensibility ถือเป็นปีที่น่าผิดหวังสุดๆปีหนึ่งสำหรับ Oscar (ปีนั้น Gladiator ได้ Best Picture)

กระแสของหนังเรื่องนี้ ทำให้ชาวตะวันตกเริ่มสนใจหนังของเอเชียมากขึ้น ไม่ใช่แค่จีนนะครับ แต่ทั้งเอเชียเลย นักแสดงเชื้อสายเอเชียเริ่มได้รับบทในหนัง hollywood มากขึ้น และยังปูทางให้ผู้กำกับฝั่งเอเชียได้มีโอกาสกำกับหนังใหญ่

เห็นว่าภาคต่อของหนังเรื่องนี้ ชื่อ Crouching Tiger, Hidden Dragon: Sword of Destiny กำลังจะฉายในเร็ววันนี้ ผ่านมา 16 ปีหลังจากหนังฉาย มีก็แต่ Michelle Yeoh เท่านั้นที่กลับมา ได้ Donnie Yen มาสมทบ กำกับโดย Yuen Woo-ping เขาเป็น choreography ชื่อดังมากๆ ผมเคยพูดถึงเขาอยู่ แต่มากำกับหนัง และใช้ภาษาอังกฤษ ความรู้สึกมันแปลกๆนะครับ ผมเห็นตัวอย่างแล้วถือว่าน่าสนใจดี ถ้าหนังออกมาดีผมจะมาบอกต่อนะครับ

ผมแนะนำ ให้ทุกคนได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้นะครับ หนังไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนให้เข้าใจยาก จะดูพากย์ไทยหรือพากย์จีนก็ได้ แต่หนังอาจจะไม่สนุกเท่าไหร่ ฉากต่อสู้อาจจะไม่ตื่นตาตื่นใจสำหรับคนยุคใหม่ ก็ให้เข้าใจว่านี่คือหนังเรื่องสำคัญของจีนและของเอเชีย ที่ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจหนังฝั่งตะวันออกมากขึ้น เป็นหนังที่ควรค่าแห่งการดูและเก็บสะสม

คำโปรย : “Crouching Tiger, Hidden Dragon โดย Ang Lee หนังจีนกำลังภายใน นำแสดงโดย Chow Yun-fat คนฝั่งยุโรป อเมริกายังพูดกล่าวชื่นชมว่าสวยงาม ยอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่ แล้วคนเอเชียจะพลาดไปได้ยังไง”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of