Dazed and Confused (1993) hollywood : Richard Linklater ♥♥♥♥

ร้อยเรียงวัยอลวลของหนุ่ม-สาวมัธยมปลาย ในวัน-คืนสุดท้ายก่อนปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน เต็มไปด้วยพลัง ความสุดเหวี่ยง อะดรีนาลีนหลั่งคลั่ง อนาคตเด็กๆเหล่านี้ช่างว่างเปล่าเหมือนเนื้อเรื่องราว แต่จักกลายเป็นความทรงจำไม่รู้ลืม เก็บฝังไว้ใน Time Capsule

Dazed and Confused (1993) เป็นภาพยนตร์ที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องราวใดๆ นำเสนอช่วงเวลาวัน-คืน ความครึกครื้นของวัยรุ่นมัธยมปลาย ดื่มด่ำ สังสรรค์ เพลิดเพลินสนุกสนาน ร้อยเรียงเหตุการณ์จากหลากหลายตัวละคร เพื่อเก็บบันทึกความทรงจำ เมื่อเติบโตใหญ่หวนกลับมาเชยชม ยังรู้สึกหวาน-ขม ถวิลหา บังเกิดรอยยิ้มขึ้นอีกครา

ผมตั้งใจจะเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้มานานมากๆแล้ว (มีรีเควสตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน) เพราะคือหนึ่งในหนังโปรดของ Quentin Tarantino เคยให้สัมภาษณ์ว่า รับชมมากกว่าร้อยๆรอบ เพราะวิธีการนำเสนอ/ไดเรคชั่นของหนัง ทำให้ผู้ชมราวกับเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว และตัวละครทั้งหมดราวกับผองเพื่อนสนิท เต็มไปด้วยความสนุกสนาน อลเวล ครึกครื้นเครง รู้สึกหวนกลับสู่ช่วงเวลาวัยรุ่นหนุ่มอีกครั้ง!

กาลเวลาทำให้ Dazed and Confused (1993) มีสภาพเหมือนไวน์หมัก เพาะบ่ม คุณภาพเลิศรสขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะนักแสดง Ensemble Cast หลายคนประสบความสำเร็จโด่งดังกลายเป็นตำนาน (บางคนก็เลือนลางจางหายลาจากวงการ) เมื่อหวนกลับมารับชมก็เหมือนงานเลี้ยงรุ่น เพื่อนเก่าพบปะสังสรรค์ … ผมอยากจินตนาการต่อไปอีกนิดถึงร้อยปีข้างหน้า เมื่อนักแสดงทุกคนร่ำลาจากโลกนี้ไปหมดสิ้น สิ่งหลงเหลือจักคือสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย ภาพยนตร์ที่เป็นตัวแทนทศวรรษ 90s (แต่เรื่องราวมีพื้นหลังยุค 70s) และแนววัยรุ่นมัธยมปลาย (Teenage & High School)


Richard Stuart Linklater (เกิดปี 1960) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Houston, Texas ช่วงวัยเด็กชื่นชอบเล่นฟุตบอล เบสบอล ขณะเดียวกันก็มีความสามารถด้านการเขียน เคยคว้ารางวัล Scholastic Art and Writing Award, ช่วงระหว่างทำงานยังแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ Gulf of Mexico เก็บเงินซื้อกล้อง Super-8 ก่อนย้ายมา Austin, Texas เข้าเรียนภาพยนตร์ Austin Community College จากนั้นร่วมก่อตั้ง Austin Film Society เมื่อปี 1985 ร่วมกับเพื่อนสนิท Lee Daniel สรรค์สร้างหนังสั้น Woodshock (1985) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก It’s Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988)

ความสำเร็จแบบคาดไม่ถึงของ Slacker (1990) ทำให้ Linklater ได้รับการติดต่อ/ทาบทามจาก Gramercy Pictures (สตูดิโอในเครือ Universal Studios) พร้อมมอบงบประมาณในการสรรค์สร้างผลงานถัดไป

จุดเริ่มต้นของ Dazed and Confused เกิดจากความต้องการสรรค์สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับวัยรุ่น ดำเนินไปในระยะเวลา 1 วัน (1 คืน) โดยมีพื้นหลังฤดูร้อนปี 1976 ครุ่นคิดเล่นๆ(แบบจริงจัง)ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นบทรถ กินลมชมวิว เปิดฟังเพลงของ ZZ Top จากอัลบัม Fandago! แล้วตัวละครก็เริ่มพูดคุย สนทนาเรื่อยเปื่อย แสดงความคิดเห็นถึงบทเพลงดังกล่าว

I wanted to do a realistic teen movie – most of them had too much drama and plot but teenage life is more like you’re looking for the party, looking for something cool, the endless pursuit of something you never find, and even if you do, you never quite appreciate it.

I knew I wanted the story to take place on one day in the spring of 1976, but at one point it was much more experimental. The whole movie took place in a car with the characters driving around listening to ZZ Top.

Richard Linklater

การครุ่นคิดเล่นๆนั้น เป็นเหตุการณ์จริงๆที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งกับ Linklater ขับรถกินลมชมวิว ออกเดินทางกับกลุ่มเพื่อน ฟังเพลง พูดคุยสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

I really did that one night in this little town in south Houston with a friend; by the end of the evening we had driven 138 miles and never left the city limits.

เกร็ด: แม้แนวคิดเกี่ยวกับขับรถเล่น กินลมชมวิว พูดคุยสนทนาเพียงอย่างเดียวจะยังไม่บังเกิดขึ้น แต่ก็ได้รับการพัฒนาต่อยอดกลายเป็น Before Trilogy อันเลื่องลือลั่น … ไว้มีโอกาสผมค่อยกลับมาเขียนถึงนะครับ

ไม่นานความสนใจของ Linklater ก็เปลี่ยนมาเป็นครุ่นคิดวิธีนำเสนอเรื่องราวผ่านหลากหลากมุมมองตัวละคร คล้ายๆ Slacker (1990) แต่แทนที่จะใช้วิธีส่งไม้ผลัด เปลี่ยนมาตัดต่อ เร่งความเร็ว สลับสับเปลี่ยน(มุมมอง)ไปมา ใช้เวลาพัฒนาบทร่างแรกยาวนานถึงหนึ่งเดือน จำนวน 160+ หน้ากระดาษ!

สำหรับชื่อหนัง Dazed and Confused นำจากชื่อเพลงแต่ง/ขับร้องโดย Jake Holmes ประกอบอัลบัมแรก “The Above Ground Sound” of Jake Holmes (1967) ซึ่งถูกนำมาเปลี่ยนเนื้อร้อง เรียบเรียงทำนองใหม่ บันทึกเสียงโดย Led Zeppelin ประกอบอัลบัมแรก Led Zeppelin (1969) กลายเป็นบทเพลง ‘signature’ ของวงโดยทันที! … แต่บทเพลงนี้จะไม่ได้ยินหนังนะครับ เห็นว่าจริงๆขอลิขสิทธิ์ได้แล้วด้วย แต่มันเกินงบประมาณที่ตั้งไว้เลยถูกบอกปัดจากโปรดิวเซอร์อย่างน่าเสียดาย (ถ้าได้ใช้ผมว่าอาจจะเป็น Opening Song เลยนะ)

สำหรับนักแสดง Ensemble Cast แทบทั้งหมดล้วนเป็นหน้าใหม่ ไม่เคยพานผ่านหน้ากล้อง (ยกเว้นเพียง Milla Jovovich ที่เพิ่งมีผลงาน Return to the Blue Lagoon (1991)) ซึ่งการคัดเลือกนักแสดงทำที่ Austin, New York และ Los Angeles (ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นนักแสดงจาก Texas เท่านั้น)

เดิมนั้นตัวละคร Kevin Pickford (โฮสที่ตั้งใจจะเปิดบ้านเลี้ยงฉลอง แต่กลับถูกบิดารู้เท่าทัน) ของ Shawn Andrews จะต้องมีบทบาทมากกว่านี้ แต่ระหว่างถ่ายทำกลับมีพฤติกรรมแตกแยก ขัดแย้ง ถึงขนาดทะเลาะวิวาทกับ Jason London (รับบท Randall ‘Pink’ Floyd) ทำให้ Linklater ต้องเพิ่มตัวละคร David Wooderson (รับบทโดย Matthew McConaughey) เข้ามาแทนที่ในช่วงหลังๆ

ในความเห็นของ Linklater นักแสดงที่ถือว่าเป็น ‘big find’ คือ Wiley Wiggins (รับบท Mitch Kramer) อายุเพียง 15 ปี แต่ชอบทำตัวเหมือนเด็กจบแล้ว สูบบุหรี่ สังสรรค์กับรุ่นพี่

a 15-year-old with all the bad habits of a grad student: smoking cigarettes, hanging out at coffee shops, my kind of guy.

บทบาท Fred O’Bannion (รุ่นพี่ที่เรียนซ้ำชั้น ไม่จบ ม.6 และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการตีก้นรับรุ่นน้อง) มีสองตัวเลือกน่าสนใจคือ Vince Vaughn และ Ben Affleck ก่อนที่ Linklater จะตัดสินใจเลือก Affleck เพราะภาพลักษณ์ที่ดูเฉลียวฉลาด กระตือรือล้น เต็มไปด้วยชีวิตชีวามากกว่า

Ben was smart and full of life. You don’t cast the unappealing person, you cast the appealing person.

Renee Zellweger เดิมนั้นได้รับพิจารณาให้รับบท Darla Marks แต่ Linklater กลับถูกใจ Parker Posey เพราะดูบ้าบิ่น แรดร่านกว่า ทำให้บทบาทใหม่ของ Zellweger หลงเหลือเพียงแค่ตัวประกอบไม่มีบทพูด

Claire Danes ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มาทดสอบหน้ากล้องแล้วได้รับการจับตามองอย่างมาก น่าเสียดายที่เธอดูเด็กเกินไป และยังเรียนอยู่ ไม่สามารถทุ่มเวลาให้กับหนังได้เต็มที่

แซว: แทบทุกคนในกองถ่ายที่อายุถึง (ทั้งทีมงานและนักแสดง) จะดื่มหนัก และเมาปุ้น ใครไม่เคยลองก็จะได้ลอง (จะไม่ลองก็ไม่ได้เพราะทุกคนลองกันหมด) เรียกได้ว่าเป็น ‘summer camp’ ที่หลังจากหนังฉายก็มักมีการรวมรุ่น พบปะสังสรรค์อยู่เป็นประจำแทบทุกปี


Matthew David McConaughey (เกิดปี 1969) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Uvalde, Texas โตขึ้นเข้าเรียน University of Texas at Austin จบสาขาวิทยุ-โทรทัศน์-ภาพยนตร์ เริ่มทำงานเป็นนักแสดงโฆษณาโทรทัศน์, บทเล็กๆภาพยนตร์เรื่อง Dazed and Confused (1993), เริ่มมีชื่อเสียงจาก A Time to Kill (1996), Amistad (1997), Contact (1997), ได้รับความนิยมอย่างสูงจนเป็น Type-Cast กับแนว Roms-Coms อาทิ The Wedding Planner (2001), How to Lose a Guy in 10 Days (2003), Failure to Launch (2006), Ghosts of Girlfriends Past (2009), ผันมารับบทดราม่า The Lincoln Lawyer (2011), Mud (2012), Magic Mike (2012), The Wolf of Wall Street (2013), Interstellar (2014) และคว้า Oscar: Best Actor เรื่อง Dallas Buyers Club (2013)

รับบท David Wooderson รุ่นพี่ที่เรียนจบมาแล้วหลายปี แต่ยังชอบหวนกลับมาสังสรรค์กับรุ่นน้อง เพราะครุ่นคิดว่าจุดสูงสุดของชีวิตคือช่วงขณะร่ำเรียนมัธยมปลาย (จุดประสงค์หลักๆ ต้องการจะแอ้มสาวแรกรุ่น) ด้วยนิสัยใจนักเลง และยังชอบพร่ำสอนข้อคิด พูดเตือนสติ ทำให้เป็นที่เคารพรักนับถือของใครๆ แต่ชีวิตจริงเหมือนจะพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

Let me tell you this, the older you do get the more rules they’re gonna try to get you to follow. You just gotta keep livin’ man, L-I-V-I-N.

David Wooderson

แซว: ตามบทของ Matthew McConaughey ควรจะต้องอายุมากกว่าใครเพื่อน แต่นักแสดรุ่นน้องบางคนกลับแก่กว่าเสียอีก Sasha Jenson, Joey Lauren Adams, และ Parker Posey

บทบาทของ McConaughey ไม่ได้มีอยู่ในบทดั้งเดิม (ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาหลังจาก Shawn Andrews มีปัญหาในกองถ่าย) ขณะนั้นร่ำเรียนอยู่ University of Texas ค่ำคืนหนึ่งพาแฟนสาวมานั่งดื่มในบาร์ Hyatt Hotel เพื่อนที่เป็นบาร์เท็นเดอร์ชี้ให้เห็นชายคนที่นั่งอยู่ บอกว่าเป็น Casting Director เขาจึงเดินเข้าไปพูดคุยแนะนำตัวเอง

The bartender says to him, ‘See that guy down there? That’s Don Phillips. He cast Sean Penn in Fast Times.’ And Matthew goes, ‘I’m gonna go down and talk to this guy.

Don Phillips (Casting Director ของหนัง)

ในตอนแรก Linklater ไม่ค่อยอยากได้ McConaughey เพราะภาพลักษณ์หล่อเกินไป ‘too handsome’ แต่หลังจากร่วมงาน แค่เพียงฉากแรกก็สร้างความประทับใจล้นหลาม ด้วยบทพูดดั้นสดที่กลายเป็น catchphrase ประจำตัว ‘alright, alright, alright’ จึงได้รับโอกาสเพิ่มขึ้น และอิสรภาพในการนำเสนอตัวละครอย่างเต็มที่ (คำพูดแฝงข้อคิดทั้งหลายล้วนจากการดั้นสด/ครุ่นคิดอะไรได้ก็พูดออกมาตรงนั้น)

บรรดา Ensemble Cast ผมถือว่านักแสดงที่โดดเด่น แย่งซีนสุดของหนังก็คือบทบาทของ McConaughey ไม่ใช่แค่คำพูดแฝงข้อคิดสาระ แต่ยังภาพลักษณ์ คาแรคเตอร์ ลีลาเคลื่อนไหว โดยเฉพาะน้ำเสียง/สำเนียงยียวนกวนประสาทได้ใจ … อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะเพราะผู้ชมที่เลยผ่านช่วงวัยรุ่นมาแล้ว จักสามารถเทียบแทนตนเอง/เข้าใจมุมมองตัวละคร หวนระลึกนึกย้อน อยากกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกสักครา

He is a character we’re all too familiar with in the movies but McConaughey nails this guy without a hint of condescension or whimsy, claiming this character for all time as his own

Marjorie Baumgarten นักวิจารณ์จากหนังสือพิมพ์ The Austin Chronicle

ถ่ายภาพโดย Lee Cavender Daniel (เกิดปี 1962) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เพื่อนสนิทของ Richard Linklater ร่วมก่อตั้ง Austin Film Society ผลงานเด่นๆ อาทิ Dazed and Confused (1993), Before Sunrise (1995), Boyhood (2014) ฯ

หนังใช้เวลาถ่ายทำ 6 สัปดาห์ (กลางกรกฎาคม – สิ้นสิงหาคม 1992) ปักหลักอยู่ที่ Austin Texas โดยโรงเรียน Lee High School เลือกสถานที่ Bedichek Middle School, งานเลี้ยงปาร์ตี้จัดยัง West Enfield Park และสนามเบสบอล (ช่วงท้าย) Toney Burger Center

งานภาพในหนังของ Linklater จะไม่มีความโดดเด่นในสไตล์/เอกลักษณ์มากนัก แต่มักถ่ายทำง่ายๆ ตรงไปตรงมา ให้อิสระนักแสดงในการพูดคุย แสดงออก กระทำโน่นนี่นั่นอย่างเต็มที่ โดยส่วนใหญ่จะ 1 ซีน 1 ช็อตในลักษณะ Long Take ยกเว้นถ้าต้องการสลับสับเปลี่ยนมุมมองตัวละคร ก็จะตัดไปตัดมาอย่างรวดเร็วไว

ตัดต่อโดย Sandra Adair (เกิดปี 1952) ขาประจำผู้กำกับ Richard Linklater ร่วมงานกันตั้งแต่ Dazed and Confused (1993) และได้เข้าชิง Oscar: Best Edited จากเรื่อง Boyhood (2014)

หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครหนึ่งใด แต่ใช้การร้อยเรียงกลุ่มเด็กๆมัธยมปลาย ม.4-6 จำนวนหลายสิบคน ตัดสลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ในช่วงวัน-คืนสุดท้ายก่อนปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน 28 พฤษภาคม 1976 ซึ่งการแบ่งองก์ของหนังแยกแยะช่วงเวลาน่าจะเข้าใจง่ายสุด

  • ช่วงเช้า/ไปโรงเรียน
    • แนะนำตัวละคร เดินทางมาถึงโรงเรียนวันสุดท้าย พูดคุยวางแผนการตลอดทั้งวันนี้
  • ช่วงบ่าย/หลังเลิกเรียน
    • กิจกรรมรับน้องเฟรชชี่ที่จะถูกไล่ล่าโดยรุ่นพี่ซีเนียร์
    • เตรียมงานเลี้ยง (ที่บ้านของ Parker) แต่ถูกพ่อจับได้เสียก่อน
  • หัวค่ำ
    • เริ่มจากขับรถเล่นป่วนรอบเมือง
    • มาปักหลักดื่มกินยัง Emporium (ลานสนุ๊กเกอร์) จนกระทั่งร้านปิด
  • ดึกดื่น/หลังเที่ยงคืน
    • ไปต่อกันที่ Moonlight Tower (ถังเบียร์น่าจะมาจากที่เตรียมไว้จัดงานเลี้ยง)
    • พอเบียร์หมดก็เริ่มแยกย้าย บางส่วนกลับบ้าน บางส่วนไปต่อที่สนามเบสบอล
  • เช้าตรู่ของอีกวันใหม่
    • กลับมาถึงบ้าน แต่บางส่วนก็ถูกตำรวจจับ ข้อหาบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว

ขณะที่ Slacker (1990) มีการตัดต่อเพียงร้อยกว่าคัท, Dazed and Confused (1993) น่าจะหลักพันกว่าๆ เพราะมีการสลับสับเปลี่ยนมุมมองนำเสนออยู่แทบตลอดเวลา ร้อยเรียงเรื่องราวหลายสิบๆตัวละคร จนอาจสร้างความสับสนมึนงง ใครเป็นใครในช่วงแรกๆ แต่พอเรื่องราวดำเนินไป ผู้ชมก็น่าจะสังเกต จดจำพวกเขาแต่ละคนได้ไม่ยาก เพราะต่างมีความโดดเด่นในรูปร่างหน้าตา และพฤติกรรมแสดงออกที่มีเอกลักษณ์ แตกต่างกันอย่างชัดเจน

และถ้าคุณได้รับชมรอบ 2-3 เมื่อไหร่ (หลังจากจดจำตัวละครได้ทั้งหมด) ก็จักทำให้บังเกิดความสนิทสนมชิดเชื้อ ราวกับตัวละครเหล่านั้นเป็นเพื่อนสนิท รู้จักกันมายาวนาน พบเห็นรายละเอียดเพิ่มเติมว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และจะได้รับผลกรรมตอบสนองเช่นไร


สำหรับเพลงประกอบ เป็นการ Re-Mix บทเพลงฮิตยุคสมัยนั้น (มักมีความสอดคล้อง/ล้อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น) ดังจากวิทยุ แผ่นเสียง การแสดงคอนเสิร์ต ฯ ล้วนสามารถมองเป็น ‘diegetic music’ มีวางขายสองอัลบัม Dazed and Confused (1993) และ Even More Dazed and Confused (1994) จำนวน 14+12 = 26 เพลง

Opening Credit เริ่มต้นด้วยบทเพลง Sweet Emotion แต่งโดย Steven Tyler และ Tom Hamilton แห่งวงร็อค Aerosmith รวบรวมอยู่ในอัลบัม Toys in the Attic (1975) บทเพลงแรก(ของวง)ที่ติดชาร์ท Billboard Hot 100 อันดับสูงสุดที่ 36 ได้รับความนิยมจนกลายเป็นหนึ่งใน ‘signature song’ ต้องเล่นแทบทุกๆคอนเสิร์ต

เกร็ด: หนังเริ่มต้นด้วยเพลงของ Aerosmith และช่วงท้าย Wooderson สนทนากับ Floyd ถึงการซื้อตั๋วคอนเสิร์ต (ของ Aerosmith) กำลังจะเกิดขึ้นจริงๆใน Texas ช่วงต้นเดือนมิถุนายน 1976

เกร็ด 2: Music Video ที่นำมานี้ เป็นการเคารพคารวะภาพยนตร์ Risky Business (1983) เริ่มต้นด้วยการสนทนาทางโทรศัพท์ ‘Sex Phone’ แล้ววง Aerosmith ก็เริ่มเล่นบทเพลงนี้ยังห้องใต้ถุน ซึ่งสามารถสื่อถึง ‘Sweet Emotion’ อารมณ์สุขกระสันต์ รสรักหวานฉ่ำที่จำต้องถูกซุกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้

วินาทีที่เสียงอ๊อดโรงเรียงเลิก บทเพลง School’s Out (1972) ของวงร็อค Alice Cooper ก็ดังขึ้นแทบจะโดยทันที … นี่ก็เป็นอีก ‘signature song’ ไต่สูงสุดอันดับ 7 ชาร์ท Billboard Hot 100 ส่วนประเทศอังกฤษสามารถไปถึงอันดับ 1 ชาร์ท UK Singles Chart

แรงบันดาลใจของบทเพลงนี้เกิดจาก Cooper ถูกตั้งคำถาม อะไรคือสามนาทียิ่งใหญ่สุดในชีวิต เขาตอบว่า

There’s two times during the year. One is Christmas morning, when you’re just getting ready to open the presents. The greed factor is right there. The next one is the last three minutes of the last day of school when you’re sitting there and it’s like a slow fuse burning.

Alice Cooper

ในฉากการขับรถไล่ล่าของซีเนียร์ เพื่อตีก้นรุ่นน้อง บทเพลง Jim Dandy แต่งโดย Lincoln Chase เมื่อปี 1956, ฉบับขับร้องโดย Black Oak Arkansas เมื่อปี 1973 สร้างความตื่นเต้น เล่นอารมณ์ Rhythm and Blues (R&B) ในสไตล์ Southern Rock ชวนให้ผู้ชมโยกผงกหัวอย่างเร้าใจ

ขอกล่าวถึงวลี/แสลง jim-dandy จุดเริ่มต้นเหมือนจะมาจากเพลงนี้แหละ เป็นคำที่ใช้เรียกบุคคล หรือบางสิ่งอย่างที่มีความเหนือกว่า (superior) ซึ่งในบริบทนี้ก็คือรุ่นพี่กำลังไล่ล่ารุ่นน้อง เพื่อสำเร็จโทษทัณฑ์ ไม่มีวันที่พวกเขาจะหลบหนีพ้น (ถึงวันนี้สามารถหลบหนีเอาตัวรอด แต่วันข้างหน้ายังไงก็ต้องถูกสำเร็จโทษทัณฑ์)

รุ่นพี่สาว Darla Marks (รับบทโดย Parker Posey) ขณะหยิบซอสพริก มายองเนส มาเริงระบำ(เชียร์ลีดเดอร์)บีบพ่นใส่บรรดารุ่นน้องสาว คลอประกอบบทเพลง Why Can’t We Be Friends? (1975) ของวง War แนว Funk/Regge ไต่สูงสุดอันดับ 6 ชาร์ท Billboard Hot 100

จะว่าไป Darla Marks และ Fred O’Bannion (รับบทโดย Ben Affleck) ถือเป็นกระจกสะท้อนกันและกัน รุ่นพี่หญิง-ชาย ที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการกลั่นแกล้งรุ่นน้อง และเป้าหมายหลักของทั้งสอง Sabrina Davis และ Mitch Kramer ก็ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทด้วยนะ (โลกมันช่างกลมปุ๊ก)

บทเพลงระหว่าง Mitch Kramer ถูกสำเร็จโทษหลังการแข่งขันเบสบอลคือ No More Mr. Nice Guy แต่ง/ขับร้องโดย Alice Cooper ประกอบอัลบัม Billion Dollar Babies (1973) ไต่อันดับสูงสุด 25 ชาร์ท Billboard Hot 100

หนังพยายามลำดับท่อน No More Mr. Nice Guy, He’s sick, He’s obscene ให้พอดิบพอดีกับตอนที่ Fred O’Bannion ฟาดก้น Mitch Kramer แล้วำคำร้องดังกล่าวจะแทนภาพใครคือคนป่วย วิกลจริต ผิดมนุษย์มนา

หนึ่งในบทเพลงที่โจ่งแจ้ง จั๋งครึ่มมากๆ I Just Want to Make Love to You แต่งโดย Willie Dixon เมื่อปี 1954 ส่วนฉบับที่ใช้ในหนังขับร้องโดยวง Foghat เมื่อปี 1972 ดังขึ้นระหว่างกำลังขับรถกินลมชมวิว แล้วคันของหนุ่มๆ-สาวๆ กำลังแล่นเคียงคู่ขนานกัน ซึ่งใจความบทเพลง และเนื้อร้องขณะนั้น ชัดเจนถึงความต้องการทั้งสองฝั่งฝ่าย

บทเพลง Paranoid (1970) แนว Heavy Metal แห่งวง Black Sabbath มีการนำท่อนคำร้องมาใช้ได้อย่างน่าสนใจมากๆ

  • ท่อนแรกๆของหนัง Finished with my woman ’cause She couldn’t help me with my mind ดังขึ้นขณะรถเต่าเปิดประทุนของสาวๆเดินทางมาถึง Emporium
  • ระหว่างนั้นสามเด็กเฟรชชี่กำลังเดินกลับบ้าน แล้วจู่ๆมีรถเคลื่อนของรุ่นพี่ติดตามหลัง จนต้องออกวิ่งหนีแผ่นแนบ พร้อมท่อนคำร้อง All day long I think of things that never seems to satisfy
  • รุ่นพี่ลงจากรถวิ่งไล่จับกุมได้คนหนึ่ง Think I’ll lose my mind if I don’t find something to qualify
  • Can you help me ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเฟรชชี่คนนี้ได้
  • ผองเพื่อนที่สามารถเอาตัวรอดได้แต่จับจ้องมอง I need someone to show me ใครสักคนที่สามารถต่อกรรุ่นพี่เหียกๆพวกนี้

หลังจากหนุ่มๆเสพยาในรถ ของกำลังขึ้น ขับวนไปวนมา พร้อมก่อความปั่นป่วนด้วยการโยนถังขยะใส่ตู้ไปรษณีย์บ้านผู้โชคร้าย คลอประกอบด้วย Tush บทเพลง ‘signature song’ ของวงบลูร็อค ZZ Top จากอัลบัม Fandango! (1975) ไต่อันดับสูงสุด 20 ชาร์ท Billboard Hot 100

เกร็ด: คำว่า Tush คือศัพท์แสลงของ buttocks, แก้มก้น หรือคือส่วนเซ็กซี่ของสาวๆ ชาว Texas มักชอบมองแก้มก้น อยากที่จะสอดแทรกเข้าไป…

หนึ่งในบทเพลงที่ผมได้ยินแล้วขำกลิ้งอุตลุต Lord Have Mercy On My Soul (1971) โดยศิลปิน Black Oak Arkansas ดังขึ้นระหว่าง Fred O’Bannion กำลังจะสำเร็จโทษเฟรชชี่อีกคนสุดท้าย แต่กลับถูก … ผลกรรมตามสนอง

I’ve walked through the Halls of Karma
I shook hands with both the Devil and God
They turned my eyes to the inside to see
Where my energies have gone

Rock and Roll All Nite อีกหนึ่ง ‘signature song’ ของวงร็อค Kiss ประกอบอัลบัม Dressed to Kill (1975) ดังขึ้นหลังจาก Emporium ปิดตอนเที่ยงคืน (มั้งนะ) และทุกคนก็เริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่ Moonlight Tower เรียกว่าค่ำคืนนี้ยังไม่จบสิ้นลงเสียทีเดียว

ฟังดูตลกๆ แต่บทเพลงสามารถพรรณาสถานที่ Moonlight Tower ได้อย่างชัดเจน ตรงตัวที่สุด ก็คือ Balinese (ชาวบาหลี) ของวง ZZ Top ประกอบอัลบัม Fandago! (1975) … ผมก็งงๆว่า บาหลี มันไปอยู่ Texas ได้อย่างไร? (หมู่เกาะบาหลี ตั้งอยู่อินโดนีเซีย) แต่นัยยะของบทเพลงนี้น่าจะต้องการสื่อถึงสถานที่ที่เราสามารถปลดปล่อย อยากเต้นอยากดื่ม ค่ำคืนแห่งอิสรภาพ

Deep in the South of Texas
Not so long ago
There on a crowded island
In the Gulf of Mexico
It didn’t take too much money
Man, but it sure was nice.
You could dance all night if you felt all right
Drinking whiskey and throwing dice.

Milla Jovovich เล่นกีตาร์ ขับร้องบทเพลงที่แต่งขึ้นเองชื่อว่า The Alien Song (For Those Who Listen) เพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ, ผมนำบทเพลงฉบับเต็ม จาก Official Channel ของ Jovovish มาให้รับฟังกัน

ดั้งเดิมนั้นบทบาทของ Jovovish ถือว่ามีเยอะพอสมควร (เพราะเธอเป็นนักแสดงมีชื่อสุดขณะนั้น) แต่ผู้กำกับ Linklater ตัดออกจนแทบไม่หลงเหลืออะไร เพราะอ้างว่ามันไม่เข้ากับเรื่องราว “it didn’t really gel” นั่นสร้างความผิดหวังให้เธอมากๆ เพราะค่อนข้างทุ่มเท ตั้งใจให้เป็นผลงานสร้างชื่อเลยละ! … แต่อย่างน้อยก็มีบทเพลงนี้ที่สร้างความตราตรึง อย่างคาดไม่ถึง (ว่าเธอจะร้อง-เล่น ได้เพราะพริ้งขนาดนี้)

เมื่อเบียร์หมดถัง ค่ำคืนใกล้พานผ่าน งานเลี้ยงก็จำต้องเลิกรา Tuesday’s Gone ขับร้องโดย Lynyrd Skynyrd ประกอบอัลบัมแรก Lynyrd Skynyrd (Pronounced ‘Lĕh-‘nérd ‘Skin-‘nérd) (1973)

Tuesday’s gone … with the wind
Oh, my baby’s gone … with the wind

เมื่อ Mitch Kramer เดินทางกล้บถึงบ้าน เอนหลังลงบนเตียง ครอบหูฟัง Slow Ride อีกหนึ่ง ‘signature song’ ของวงร็อค Foghat ประกอบอัลบัม Fool for the City (1975) ไต่อันดับสูงสุด 20 ชาร์ท Billboard Hot 100

การเลือกบทเพลงนี้ทิ้งท้าย (ยาวกว่า 8 นาทีจนจบ Ending Credit) อาจต้องการสื่อถึงชีวิตวัยรุ่น เอาจริงๆดำเนินไปอย่างช้าๆก็ได้ (Slow Ride) ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบร้อนแบบในหนัง ให้เวลากับมัน เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ช้านานหรอก ประเดี๋ยวก็กลายเป็นผู้ใหญ่

วัยรุ่น คือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสับสนอลม่าน ‘Dazed and Confused’ เพราะเด็กๆจะเริ่มได้รับอนุญาต(จากครอบครัว)ให้ก้าวออกจากบ้าน มีโอกาสพบปะผู้คน ร่วมงานปาร์ตี้สังสรรค์ เรียนรู้จักโลกกว้าง เปิดบริสุทธิ์ ลิ้มลองอะไรใหม่ๆ สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี เต็มที่สุดเหวี่ยงโดยไม่สนอะไรใคร (แต่ต้องระวังไม่ให้เลยเถิดจนเกินไป)

มัธยมปลาย ถือเป็นช่วงเวลาจุดสูงสุดของวัยรุ่น เต็มไปด้วยเหตุการณ์สร้างความทรงจำ เพราะแทบทุกสิ่งอย่างมันคือครั้งแรกในชีวิต ดื่มแก้วแรก ซื้อเหล้าครั้งแรก ตกหลุมรักครั้งแรก จุมพิตครั้งแรก ร่วมรักครั้งแรก เยอะเว้ย –” อะไรที่มันเป็นครั้งแรก ไม่ว่าดี-เลว มักได้รับการจดจำฝังใจมิรู้ลืมเลือน

ภาพยนตร์ Dazed and Confused (1993) ร้อยเรียงชุดภาพเหตุการณ์ที่จักคงอยู่ ตราฝังในความทรงจำ ครั้งแรกๆของใครหลายคน เฟรชชี่-ซีเนียร์ มีทั้งเจ็บปวดรวดร้าว-สนุกสนานรุกเร้าใจ มันช่างเป็นความเพลิดเพลินสำราญ หาที่สุดเหนือกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว จนใครบางคนไม่ยินยอมพลัดพรากความรู้สึกนั้นไป (ทั้งรุ่นพี่ที่ซ้ำชั้น และอีกคนจบไปแล้วหลายปีกลับยังคลุกคลีอยู่กับเด็กๆรุ่นใหม่)

ความตั้งใจดั้งเดิมของผู้กำกับ Linklater (เมื่อตอนที่ยังไม่ได้เพิ่มตัวละคร Wooderson ที่รับบทโดย Matthew McConaughey) เพราะทศวรรษ 70s ที่เขาเคยพานผ่านมานั้นมันห่วยแตกสิ้นดี เลยต้องการนำเสนอเหตุการณ์ที่น่าจดจำ เพ้อใฝ่ฝันเคยคิดอยากกระทำ เรื่องราวชีวิตวัยรุ่นที่เปี่ยมด้วยพลัง อะดรีนาลีนไหลหลั่งคลั่ง สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ ไม่ต้อนสนห่าเหวอะไรทั้งนั้น!

แต่การเพิ่มตัวละคร Woodenson ทำให้สัมผัสของหนังเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่จักสามารถเทียบแทนตนเอง เข้าใจชายคนนี้ว่าทำไมถึงยังถวิลหา (Nostalgia) ยึดติดช่วงเวลา เกาะกินเด็กๆ เหมือนคนไม่ยอมเติบโตสักที

I thought the 1970s sucked! Dazed was supposed to be an anti-nostalgic movie. But it’s like trying to make an anti-war movie – just by depicting it, you make it look fun.

Richard Linklater

มันไม่ใช่ว่าการเกิดสัมผัส Nostalgia ทำให้หนังด้อยคุณภาพลงนะครับ ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นผลงานทรงคุณค่ายิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เพราะสามารถเข้าถึงผู้ชมที่ก้าวผ่านวัยรุ่นมาแล้ว ไม่ใช่แค่เด็ก Baby Boomber หรือ Gen X แม้แต่ผู้ชมรุ่นใหม่ Gen Y, Gen Z รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ย่อมสัมผัสได้ถึงฮอร์โมนอันพลุกพล่าน ทุกคนล้วนเคยพานผ่านช่วงเวลา(วัยรุ่น)ดังกล่าวมาด้วยกันทั้งนั้น!

I don’t think [Dazed and Confused] is my best movie, but it represents a rite of passage for the “busters”, the end of the baby-boom generation. I also enjoy people who weren’t even born then liking the film. It tells you there’s something about teenagedom that never changes.


ด้วยทุนสร้าง $6.9 ล้านเหรียญ (หมดไปกับค่าลิขสิทธิ์เพลงถึง 1 ใน 6) สัปดาห์แรกเข้าฉายเพียง 183 โรง (ยังถือเป็น Limited Release) ทำเงินได้เพียง $918,127 เหรียญ แต่กระแสนิยมปากต่อปาก ส่วนมากก็วัยรุ่นแนะนำต่อๆกัน ทำให้บังเกิดกระแสคัลท์ติดตามมา ปิดโปรแกรมรวมรายรับ $7.9 ล้านเหรียญ และน่าจะสามารถคืนทุนทำกำไรจากยอดขาย VHS/Home Video ที่ได้รับความนิยมถล่มทลาย

เสียงตอบรับตอนออกฉายถือว่าค่อนข้างดี แต่ก็มีนักวิจารณ์หลายคนมองว่า หนังว่างเปล่า ไม่มีเรื่องราว วัยรุ่นพวกนี้ทำตัวไร้สาระ เพียงกาลเวลาที่ทำให้หนังทรงคุณค่าขึ้นเรื่อยๆจากคนยุค 90s ได้รับการโหวตติดอันดับ

  • The Top 50 Cult Films (2003) อันดับ 17
  • 50 Best High School Movies (2008) อันดับ 3
  • Funniest Movies of the Past 25 Years (2008) อันดับ 10
  • The Cult 25: The Essential Left-Field Movie Hit Since ’83 (2008) อันดับ 6

หนังยังไม่ได้รับการบูรณะนะครับ แต่ได้ถูกสแกน High-Definition ในความควบคุมดูแลของ Richard Linklater และตากล้อง Lee Daniel สามารถหารับชมได้ทาง Criterion Channel พร้อม Commentary (จาก Linklater), Deleted Scene และสารคดี Making Dazed ความยาว 50+ นาที

ผมไม่ใช่คนที่โหยหาช่วงเวลาวัยรุ่นนัก แต่การรับชม Dazed and Confused (1993) ก็ทำให้หวนระลึกตอนเคยเป็นเฟรชชี่-ซีเนียร์ กิจกรรมรับน้อง จับชี่-จับเนียร์ พาไปสังสรรค์ ทำกิจกรรมหลากหลาย ดื่มด่ำเมามาย แค่คิดก็ทำให้อมยิ้ม หัวเราะร่า สุขสำราญ เบิกบานจากภายใน

ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นยุค 90s แล้วยังไม่เคยรับชม Dazed and Confused (1993) ถือว่าเชยระเบิด! แต่สำหรับเด็กเนิร์ดก็อาจไม่ชอบสักเท่าไหร่ (ถ้าพวกขี้เมา สายดาร์ก น่าจะหลงใหลคลั่งไคล้) ส่วนคนรุ่นใหม่น่าจะมีทัศนคติแตกต่างออกไป เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลงจากเดิมค่อนข้างมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงกลายเป็นเพียงบันทึกประวัติศาสตร์ เก็บฝังไว้ใน Time Capsule สำหรับผู้ต้องการศึกษาวิถึวัยรุ่นยุคเก่าก่อน

จัดเรต 18+ กับสุรา นารี ยาเสพติด พฤติกรรมต่อต้านสังคม ความอลวลของวัยรุ่น

คำโปรย | Dazed and Confused ของ Richard Linklater นำเสนอความสุดเหวี่ยงในช่วงชีวิตวัยรุ่นมัธยมปลาย ที่กลายเป็นความทรงจำไม่รู้เลือน
คุณภาพ | ม่รู้ลื
ส่วนตัว | พลังเอ่อล้น

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: