Dead Poets Society

Dead Poets Society (1989)

Dead Poets Society

Dead Poets Society (1989) hollywood : Peter Weir ♥♥♥♡

มนุษย์มีสิทธิ์จะเพ้อฝัน อิสรภาพในสิ่งที่อยากทำ แต่ถ้าไม่รับรู้จักหักห้ามควบคุมตนเอง มันแตกต่างอะไรกับเดรัจฉาน? Dead Poets Society นำเสนออุดมการณ์ชวนเชื่อซ้ายจัด (เสรีนิยม) แม้สามารถเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใคร แต่ใช่ว่าทุกคนจะต้องการลุกขึ้นยืน

ผมพยายามวางตัวเป็นกลางในการวิจารณ์ วิพากย์การเมือง รวมไปถีงการใช้ชีวิต ‘ทางสายกลาง’ แต่ฝูงชนยุคสมัยนี้ต่างเรียกร้องให้ทุกคนเลือกข้าง แถมถ้าคุณไม่ได้อยู่ฝั่งฉันก็แปลว่าเป็นศัตรูฝ่ายตรงข้าม … สังคมลักษณะนี้มันวิปริต เห็นแก่ตัว ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของอีกฝ่ายเลยสักนิด!

Dead Poets Society (1989) เป็นภาพยนตร์ที่มักถูกปลุกขึ้นในช่วงความต้องการโค่นล้มขั้วอำนาจเก่าทางการเมือง ซึ่งก็ถือว่าเหมาะสมเพราะสาสน์สาระ ‘ชวนเชื่อ’ สามารถระดมผู้ชมฝั่งซ้ายจัด (เสรีนิยม) ให้เกิดอคติต่อระบบ แสดงทัศนคติใหม่ๆ หึกเหิมหาญกล้าลุกขึ้นมา ‘Carpe diem’ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด!

แต่ถ้าคุณมองภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเป็นกลาง จะพบเห็นความเอนเอียงเลือกข้างอย่างชัดเจน หลายๆประเด็นโคตรเพ้อเจ้อ ตัวละครไม่สามารถควบคุมตนเอง ลุ่มหลงระเริงไปกับอิสรภาพ และสิ่งเกิดขึ้นตอนจบมันคือการครอบงำ ชักจูง ‘manipulation’ ให้ผู้ชมเห็นพ้องคล้อยตามในอุดมการณ์ความคิดของผู้สร้างทิศทางเดียว

ผมเชื่อว่าผู้ชมหนังฝ่ายขวาจัด (อนุรักษ์นิยม) รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้คงได้อ๊วกแตกอ๊วกแตน ยินยอมรับไม่ได้กับเนื้อหาสาระ ใจความชักชวนเชื่อ ถ้าสังคมไร้ซึ่งกฎกรอบ นักเรียน/ประชาชนทำตัวไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่ อ้างอิสรภาพแต่ไร้ซึ่งการควบคุมตนเอง ความสงบสันติสุขมันจะบังเกิดขึ้นได้อย่างไร?


จุดเริ่มต้นของ Dead Poets Society เกิดจากการพัฒนาบทดั้งเดิมของ Thomas H. Schulman (เกิดปี 1951) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Nashville, Tennessee นำแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตนเอง ขณะเข้าโรงเรียนเตรียมฯ Montgomery Bell Academy

ตัวละครต่างๆล้วนได้แรงบันดาลใจจากบุคคลจริงๆ อย่าง John Keating มาจากครูสองคน

  • Harold Clurman ครูสอนการแสดงที่มักมีประโยคคำพูดชวนให้ขบคิด สร้างแรงบันดาลใจ
  • Samuel Pickering ครูสอนภาษาอังกฤษผู้เลื่องลือชาในวิธีการสอนแบบ Unorthodox ยืนบนโต๊ะสอนหนังสือ, พาออกนอกห้อง, ร่วมเล่นฟุตบอลกับนักเรียน ฯ

เกร็ด: Samuel Pickering เคยพูดถึงวิธีการสอนหนังสือของตนเองว่า

“I did such things not so much to awaken students as entertain myself. If I had fun, I suppose I thought, the boys would have fun, too, and maybe even enjoy reading and writing”.

Samuel Pickering

Schulman นำโปรเจคไปเสนอขายตามสตูดิโอต่างๆ จนกระทั่งได้เซ็นสัญญากับ Walt Disney ให้คำแนะนำเปลี่ยนเรื่องราวพื้นหลังจากบทกวีมาเป็นการเต้นลีลา (Passion Dance) คล้ายๆภาพยนตร์เรื่อง Fame (1980) แถมตั้งชื่อใหม่ให้เสร็จสรรพ The Sultans of Strut หรือ Sultans of Swing

แน่นอนว่า Schulman ไม่ยินยอมแก้ไขปรับเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่ง Disney ก็มิอาจทำอะไรเลยส่งต่อโปรเจคนี้ให้สตูดิโอลูก Touchstone Pictures ที่เพิ่งก่อตั้งปี 1984 สำหรับสรรค์สร้าง/จัดฉายภาพยนตร์ที่ไม่ต้องการให้ติดโลโก้ Walt Disney (แบรนด์ของ Walt Disney จะเน้นเด็กและเยาวชนเป็นหลัก, Touchstone Pictures มีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ใหญ่)

สำหรับผู้กำกับแรกเริ่มคือ Jeff Kanew โด่งดังจากการตัดต่อ Ordinary People (1980) และผลงานสร้างชื่อ Revenge of the Nerds (1984), เห็นว่าตระเตรียมงานสร้าง พร้อมถ่ายทำเสร็จสิ้นเรียบร้อย แต่วันแรกเปิดกอง Robin Williams กลับปฏิเสธร่วมงาน (ไม่รู้มีความขัดแย้งอะไรกัน) สตูดิโอ Disney เลยขับไล่เขาออก เผาทุกสิ่งอย่างทิ้งไม่ให้หลงเหลือ

(สาเหตุผลหนึ่งอาจเพราะ Kanew อยากได้ Liam Neeson แต่สตูดิโอยืนกรานต้อง Robin William มารับบทอาจารย์ Keating จึงเกิดความขัดแย้งไม่ลงรอย มองหาโอกาสเปลี่ยนตัวผู้กำกับมาสักพักหนึ่งแล้ว)

“The studio wanted Robin Williams, and Robin wouldn’t say no, but he wouldn’t say yes, to working with that director. In fact, we prepped the movie, built the sets—it was going to be shot outside of Atlanta—and Robin just didn’t show up for the first day of shooting. He never said he would, but Disney kept trying to pressure him by moving forward. After the first day he didn’t show up, they canceled the production and burned the sets. We actually have dailies of the sets burning”.

Tom Schulman พูดถึงงานสร้างกับ Jeff Kanew

ตัวเลือกถัดๆมาคือ Dustin Huffman ตั้งใจจะแสดงนำ/กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก แต่กลับติดคิวงานอื่นเลยต้องถอนตัวจากโปรเจค ก่อนมาส้มหล่นใส่ Peter Weir ได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ Jeffrey Katzenberg พิจารณาอ่านบทระหว่างนั่งเครื่องบินกลับ Sydney อีกหกสัปดาห์ถัดมาบินกลับมา Los Angeles เพื่อเริ่มต้นคัดเลือกนักแสดง

Peter Lindsay Weir (เกิดปี 1944) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Australian เกิดที่ Sydney, New South Wales โตขึ้นเข้าเรียนศิลปะและกฎหมายยัง University of Sydney ขณะที่ความสนใจในภาพยนตร์เกิดขึ้นหลังจากพบเจอ Phillip Noyce ภายหลังร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอ Ubu Films, ช่วงกลางทศวรรษ 60s ทำงานรายการโทรทัศน์ สร้างสารคดี หนังสั้น Homesdale (1971), ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Cars That Ate Paris (1974), โด่งดังกับ Picnic at Hanging Rock (1975), The Last Wave (1977), มุ่งสู่ Hollywood สรรค์สร้าง Witness (1985), The Mosquito Coast (1986), Dead Poets Society (1989), The Truman Show (1998), Master and Commander: The Far Side of the World (2003) ฯลฯ

ฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1959 ณ โรงเรียนเตรียมฯ ชายล้วน Welton Academy (ชื่อเล่น Hell-ton Academy), เรื่องราวของนักเรียนปีสุดท้ายกลุ่มหนึ่ง ร่วมกันฟื้นฟูสมาคม Dead Poets Society จากความประทับใจ/คำแนะนำของครูสอนภาษาอังกฤษคนใหม่ John Keating (รับบทโดย Robin Williams) แต่โดยไม่รู้ตัวอุดมการณ์ แนวความคิด โลกทัศนคติที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปของพวกเขา กลับนำมาซึ่งหายนะไม่มีใครคาดคิดถึง


Robin McLaurin Williams (1951 – 2014) นักแสดง/ตลก สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois วัยเด็กเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยชอบพูดจา จนกระทั่งมีโอกาสเป็นนักแสดงละครเวทีของโรงเรียน เพื่อนๆต่างชื่นชมในความตลกโปกฮา เคยร่ำเรียนคณะรัฐศาสตร์ Claremont Men’s College แต่ตัดสินใจลาออก/ย้ายมา College of Marin แล้วได้ทุนเรียนต่อ Juilliard School รุ่นเดียวกับ Christopher Reeve, William Hurt, Mandy Patinkin ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็เรียนไม่จบ (เพราะครูไม่มีอะไรจะสามารถสอนได้) ออกมาเริ่มต้นทำงาน Stand-Up Comedy ไม่นานเข้าตาโปรดิวเซอร์ชักชวนมาเล่นตลกในรายการโทรทัศน์ เข้าสู่วงการภาพยนตร์ปี 1977 แต่เริ่มมีชื่อเสียงกับ Popeye (1980) ผลงานเด่นๆ อาทิ Good Morning, Vietnam (1987), Dead Poets Society (1989), Awakenings (1990), The Fisher King (1991), Good Will Hunting (1997), Patch Adams (1998) ฯ

รับบท John Keating ลูกศิษย์เก่าของ Welton Academy แต่ทั้งๆล่วงรับรู้จักขนบธรรมเนียมประเพณี กลับยังคงต้องการสอนหนังสือด้วยรูปแบบวิธีใหม่ๆ ฉีกตำรา พาออกนอกห้อง ให้นักเรียนครุ่นคิดแต่งกลอนสดๆ เลือกเฉพาะบทมีเนื้อหาน่าสนใจ สามารถสรรค์สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาทั้งหลาย หาญกล้าลุกขึ้นมามองโลกในมุมที่แตกต่าง

Keating น่าจะคือผู้ก่อตั้งสมาคม Dead Poets Society เมื่อสมัยที่ยังร่ำเรียนอยู่ ส่งต่อหนังสือ แนวความคิด และวิธีการให้เด็กๆ คาดหวังว่าพวกเขาจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ‘Carpe diem’ เติมเต็มความใฝ่ฝัน เป็นตัวของตนเอง กล้าครุ่นคิดตัดสินใจ ไม่ถูกควบคุมครอบงำอยู่ในกฎกรอบเกณฑ์ใดๆ

มีนักแสดงหลายคนที่สนใจ/ได้รับการติดต่อ/ทาบทามให้มารับบท อาทิ Liam Neeson, Dustin Hoffman, Mel Gibson (เรียกร้องค่าตัวสูงเกินไป), Tom Hanks, Mickey Rourke (เรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนบทตามความสนใจตนเอง), Bill Murray, Alec Baldwin ฯ

สำหรับ Robin Williams ทีแรกก็ไม่ได้มีกระจิตกระใจอยากรับบทนี้นัก เพราะเจ้าตัวเพิ่งเลิกราหย่าร้างภรรยา Valerie Velardi เมื่อปี 1988 แต่ถูกคะยั้นคะยอโดยโปรดิวเซอร์ของ Walt Disney แล้วค่อยๆปรับเปลี่ยนทัศนคติระหว่างการถ่ายทำ กว่า 15% เป็นการดั้นสด ‘improvised’ ทำให้มีความลื่นไหลเป็นธรรมชาติอย่างมาก

มีถึง 2 ฉากที่ผมตราตรึงกับการแสดงของ Williams

  • ขณะดั้นสด (Improvised) เลียนแบบคำพูด/น้ำเสียงของ Marlon Brando และ John Wayne ซึ่งถือเป็นความสามารถพิเศษของ Williams อย่างแท้จริงเลยละ!
  • เดินวนรอบ Todd Anderson (รับบทโดย Ethan Hawke) พูดน้ำเสียงเย้ยหยัน สร้างความกดดันให้เด็กหนุ่มกล้าพูด/แสดงศักยภาพที่หลบซ่อนเร้นภายในออกมา

ตัวละครของ Williams มองในมุมฝั่งซ้ายจัด ถือว่าเป็นบุคคลผู้ทรงคุณค่า เปี่ยมล้นด้วยพลังในการชักนำทางความครุ่นคิด/จิตวิญญาณคนรุ่นใหม่ ให้เห็นพ้องคล้อยตามว่าอิสรภาพคือสิ่งถูกต้องเหมาะสมควร

ตรงกันข้ามฝ่ายขวาจัด/อนุรักษ์นิยม ตัวละครนี้ถือว่ามีความหัวขบถ เป็นคนนอกรีต กระทำการนอกรอย พยายามโน้มน้าวชักชวนเชื่อ สร้างทัศนคติผิดๆเกี่ยวกับชีวิตและอิสรภาพ ทำให้เด็กๆกล้าพูดแสดงออกโดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว คุณธรรม ศีลธรรม กฎระเบียบทางสังคม มีเพียงความเห็นแก่ตัว สนองพึงพอใจส่วนตนเท่านั้น

ส่วนตัวแม้ชื่นชอบลวดลีลาการแสดงของ Williams สร้างความดึงดูด น่าสนใจ เฝ้ารอคอยจะเสี้ยมสอนอะไรในคาบเรียนถัดไป แต่ลึกๆกลับรู้สึกว่าตัวละครมีมิติตื้นเขิน ไม่ได้สลับซับซ้อนหรือมีความขัดแย้งภายในจิตใจสักเท่าไหร่ นั่นอาจเพราะหนังไม่ได้นำเสนอสาเหตุผล แรงจูงใจ เพราะเหตุใดทำไมถึงสอนหนังสือด้วยวิธีการนี้ (ถ้าเป็นบทดั้งเดิมของหนัง จะมีการให้คำตอบตอนจบว่า ตัวละครล้มป่วยลูคิเมีย จึงพยายามเสี้ยมสั่งสอนนักเรียน ตงทำวันนี้ให้ยิ่งใหญ่ที่สุด!)

เกร็ด: ในบรรดาผลงานการแสดงของตนเอง Robin Williams ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากที่สุด


Ethan Green Hawke (เกิดปี 1970) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Austin, Texas ครอบครัวหย่าร้างเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ อาศัยอยู่กับแม่แต่งงานใหม่เมื่อเขาอายุ 10 ขวบ ช่วงมัธยมใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน แล้วเปลี่ยนมาสนใจด้านการแสดง ขึ้นเวทีครั้งตอนอายุ 13 ร่ำเรียนการแสดงที่ Carnegie Mellon University, Pittsburgh และตัดสินใจดรอปเรียนเมื่อได้รับคัดเลือกแสดง Dead Poets Society (1989)

รับบท Todd Anderson เด็กชายนิสัยขี้อาย ไร้ซึ่งเป้าหมาย/ความต้องการในชีวิต พยายามปลีกตัวออกห่าง แต่มักถูกเพื่อนๆบีบบังคับให้ต้องเออออห่อหมกหลายครั้ง แม้แต่อาจารย์ John Keating ยังช่วยเหลือผลักดันให้เขาค่อยๆค้นพบตนเอง จนกระทั่งการจากไปของเพื่อนสนิท สร้างวิกฤตทางจิตใจ กลัวๆเกรงๆอยู่สักพัก และที่สุดคือคนแรกหาญกล้าลุกขึ้นมายืนหยัดในสิ่งตนเองเชื่อว่าถูกต้อง

ผมจดจำภาพลักษณ์ของ Hawke จากหลายๆผลงานผู้กำกับ Richard Linklater ที่มักได้รับบทตัวละครมีความมุ่งมั่น ชัดเจนในความต้องการ แต่สำหรับ Dead Poets Society กลับตราปัตรตรงกันข้ามกับที่เคยพบเห็นมา ใบหน้าละอ่อนเยาว์วัย ขี้เหนียมอาย ขาดความเชื่อมั่นใจ ไร้เดียงสาต่อทุกสิ่งอย่างบนโลก … ราวกับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คือจุดเปลี่ยน ค้นพบตนเอง และเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่

เท่าที่อ่านจากบทสัมภาษณ์ของพี่แก ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆด้วยนะครับ

“That was the scene where I was supposed to read a poem in front of the class and it was the first time in my life that I ever experienced the thrill of acting and the thrill of losing yourself. You know, there’s this whole thing in the public that acting is this huge celebration of the personality and the ego, of course, and the irony is that whenever it’s any good, it’s devoid of ego. It’s a high that I’ve chased my whole life since that day with Robin. It’s this way of losing yourself, where you lose yourself inside a story, a story that’s in service of something way beyond you. And I felt that in Dead Poets Society”.

Ethan Hawke

แซว: Dead Poets Society (1989) คือผลงานประสบความสำเร็จทำเงินสูงสุดของ Ethan Hawke เพราะหลังจากนี้จะเน้นรับงานหนัง Indy เป็นส่วนใหญ่


Robert Sean Leonard (เกิดปั 1969) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Westwood, New Jersey โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง HB Studio, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Manhattan Project (1986), แจ้งเกิดโด่งดัง Dead Poets Society (1989), ผลงานเด่นอื่นๆ ซีรีย์ House (2004-12)

รับบท Neil Perry รูมเมทชั้นปีสุดท้ายของ Todd Anderson เป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีความสามารถในการโน้มน้าวชักจูงเพื่อนฝูงให้เห็นพ้องคล้อยตาม ฟื้นฟูและกลายเป็นผู้นำสมาคม Dead Poets Society ต่อมาค้นพบความสนใจด้านการแสดง ได้รับเลือกแสดงบทบาท Puck จากโปรดักชั่น A Midsummer Night’s Dream แต่ความที่บิดาเป็นคนเข้มงวดกวดขัน พยายามควบคุมครอบงำ บีบบังคับให้ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้น ความเก็บกดดันบีบคั้นแสนสาหัส ทำให้ตัดสินใจครุ่นคิดสั้นฆ่าตัวตาย

ในบรรดาสมาชิก Dead Poets Society น้อยคนจะครุ่นคิดว่า Neil Perry สามารถคิดสั้นฆ่าตัวตาย เพราะเมื่อพบเห็นอยู่กับผองเพื่อนมักแสดงออกอย่างร่าเริง สนุกสนาน หาญกล้าทำในสิ่งต่างๆ แทบไร้ความเกรงกลัวอะไร เว้นเพียงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบิดา ได้แต่ก้มหน้าก้มตา ยินยอมรับโชคชะตากรรม (ฟังดูขัดย้อนแย้งกันเอง แต่การแสดงออกของตัวละครล้วนเพื่อพิสูจน์ตนเอง ต้องการให้บิดาประจักษ์เห็นความสามารถ) ทำให้การกระทำช่วงท้ายของเขาดูราวกับเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ ขาดการครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างรัดกุม นั่นอาจเพราะการได้ลิ้มลองอิสรภาพทำให้ขาดความอดรนทน เมื่อถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวเลยตัดสินใจเรียกร้องสิทธิ์ให้ตนเอง โดยไม่สนความจริง/ปัญหาติดตามมาหลังจากนั้น

บทบาทของ Leonard ถือว่าแตกต่างตรงกันข้ามกับ Hawke, มีภาพลักษณ์ผู้นำ เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน รายล้อมด้วยพรรคเพื่อนฝูง ทักษะเข้าสังคมเป็นเลิศ แถมยังค้นพบความต้องการของตนเองอย่างรวดเร็ว และสามารถประสบความสำเร็จดั่งเพ้อฝัน แต่หายนะของตัวละครเกิดขึ้นเพราะไม่ยินยอมสูญเสียสิ้นอิสรภาพ ขอปลิดชีพตัวเองดีกว่าถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังตายทั้งเป็น

ถ้าคุณมีทัศนคติซ้ายจัดสุดโต่ง การกระทำของตัวละครนี้สมควรได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง เพราะอิสรภาพคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ถ้าต้องสูญเสียไปขอยอมตายเสียยังดีกว่า! โทษว่ากล่าวความผิดของบิดา/ครอบครัว พยายามบีบบังคับ กดดัน ไม่ยินยอมรับฟัง นั่นคือระเบิดเวลาที่เมื่อเด็กชายหนุ่มอดรนทนไม่ได้ก็ถึงคราปะทุออกมา

สำหรับคนขวาจัด มองการกระทำของ Neil Perry เป็นสิ่งโง่เขลาเบาปัญญาอ่อน แต่จะไม่ได้มองเบื้องหลัง/สาเหตุผลมาจากปัญหาครอบครัว ความเผด็จการของบิดา เป็นสภาพแวดล้อมจากโรงเรียน ครูอาจารย์ หรือไม่ก็พรรค์เพื่อนพ้อง ปลูกฝังเสี้ยมสั่งสอน ล้างสมอง ชี้ชักนำพาให้เขาเกิดความหลงผิด ไม่เป็นตัวของตนเอง ถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าครอบงำ


ถ่ายภาพโดย John Seale (เกิดปี 1942) สัญชาติ Australian ผลงานเด่นๆ อาทิ Witness (1985), Rain Man (1988), Dead Poets Society (1989), The English Patient (1996) ** คว้า Oscar: Best Cinematography, Harry Potter and the Philosopher’s Stone (2001), Cold Mountain (2003), Mad Max: Fury Road (2015) ฯ

หนังปักหลักถ่ายทำยังเมือง Delaware ในช่วงฤดูหนาว (ไม่ต้องสิ้นเปลืองหิมะปลอม) เลือกโรงเรียน St. Andrew’s School ซึ่งมีกลิ่นอายเก่าแก่ โบร่ำโบราณ และโรงละคร Everett Theatre อยู่ไม่ไกลห่างสักเท่าไหร่

แม้ว่านี่เป็นภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน แต่งานภาพให้สัมผัสเหมือนหนังอังกฤษที่มักรายล้อมด้วยอาคารเก่าแก่ สร้างด้วยไม้ กลิ่นอายโบร่ำโบราณ นักเรียนสวมใส่เครื่องแบบอยู่แทบตลอดเวลา มีความเคร่งครัดในระเบียบกฎกรอบตามขนบประเพณี

เวลาตัวละครพูดคุยสนทนา มุมกล้องมักถ่ายระยะ Medium-Shot และ/หรือ Close-Up เพื่อให้เห็นปฏิกิริยาสีหน้าอารมณ์ของนักแสดง ขณะเดียวกันคงต้องการนำเสนอความเป็นปัจเจกบุคคล ‘individual’ แต่ละคนล้วนมีความครุ่นคิดอ่าน ต้องการ เป็นตัวของตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่ใครอื่นจะมาควบคุม ครอบงำ ชี้ชักนำ กำหนดทิศทางชีวิตให้เรา

ชื่อหนังปรากฎขึ้นขณะใครคนกำลังจุดเทียนไข สัญลักษณ์แสงสว่างแห่งชีวิต จิตวิญญาณ (ตรงกันข้ามกับคำว่า ‘Dead’) เด็กวันนี้คือความหวัง/อนาคตผู้ใหญ่ในวันหน้า สามารถสืบสานส่งต่อ และเริ่มต้นการเป็นตัวของตนเอง

Todd Anderson เป็นคนที่มีความผิดแผกแตกต่างจากคนอื่น สังเกตจากช็อตนี้ที่เพื่อนๆทุกคนต่างล้อมวงหันหน้าเข้าหากัน มีเพียงเขาเท่านั้นที่กำลังยืนเก็บของหันหลังให้ ทำเป็นไม่ใคร่สนใจอะไร (แต่หูก็รับฟังอย่างชิดใกล้)

เพื่อสร้างความสนิทสนมให้นักแสดงชุดนี้ ผู้กำกับ Weir ให้พวกเขาพักอาศัยหลับนอนห้องหอพักเดียวกัน เวลาไปไหนก็แห่กันไปเป็นกลุ่ม แทบจะไม่เหินห่างตลอดการถ่ายทำ เคมี ลูกรับลูกส่ง จึงค่อนข้างเป็นไปด้วยดี

ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามทำตัวเป็น ‘กวีนิพนธ์’ ด้วยเช่นกันนะครับ! ด้วยการแทรกใส่ภาพธรรมชาติ ฝูงนกกำลังโบยบินขึ้นสู่ฟากฟ้า สามารถเทียบแทนบรรดาเด็กๆวัยรุ่นกำลังเติบโต อีกไม่นานคงพร้อมออกจากบ้านเพื่อเผชิญหน้าโลกกว้างใหญ่

หนึ่งในวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจมากๆของหนังคือการหมุนกล้อง 360 องศาไปเรื่อยๆ พบเห็นครั้งแรกคือขณะวันเปิดเทอม นักเรียนทั้งหลายกำลังกรูลงมาจากบันไดชั้นบน สะท้อนถึงวังวนเวียนวัฎจักรแห่งการศึกษา เช้าตื่นไปเรียน ทำการบ้าน สอบให้ผ่าน ไม่ได้แตกต่างอะไรไปกับวิถีชีวิตสักเท่าไหร่

คาบเรียนแรกของ John Keating เดินเข้ามา ผิวปากเพลง Tchaikovsky: 1812 Overture, Op. 49 แล้วออกทางประตูหลัง ชักนำพาทุกคนออกจากห้องเรียนอันคับแคบ แนะนำตนเอง

“O Captain! My Captain!”

แต่งโดย Walt Whitman เมื่อปี 1865 เพื่ออุทิศให้การเสียชีวิต ปธน. Abraham Lincoln

ถึงยังสถานที่แห่งประวัติศาสตร์(ของโรงเรียน) พบเห็นบุคคลเคยมีชื่อเสียงจากอดีตทั้งหลาย ปัจจุบันน่าจะกลายเป็นขี้เถ้าถ่านไปหมดแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาเหล่านั้นเคยมีชีวิตสมดังที่วาดฝันไว้หรือเปล่า แต่บทเรียนที่สามารถสอนสั่ง

“Carpe diem. Seize the day, boys. Make your lives extraordinary”

แต่งโดย Horatius Flaccus (65BC-8BC) จากผลงาน Odes (23 BC)
ติดอันดับ 95 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes

คาบเรียนที่สองของ John Keating แรกเริ่มมาทำเหมือนว่าจะให้ความสนใจเนื้อหาสาระในหนังสือ ซึ่งมีใจความเกี่ยวกับการวิเคราะห์คุณค่าของบทกวี แต่นั่นเป็นทฤษฎี/สิ่งไร้สาระโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้เขาจึงสั่งให้ทุกคนฉีกอารัมบทนี้ออกไป สังเกตว่ามีทั้งคนที่เต็มใจ กระชากอย่างไม่ยั้ง, บางคนเกิดความลังเล สองจิตสองใจ ก่อนเอาไม้บรรทัดวางแล้วค่อยๆฉีกออกอย่างเรียบร้อย สร้างความตกตะลึงให้อาจารย์คนอื่นที่มาพบเห็นโดยบังเอิญ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ผู้อยู่ในกฎกรอบเกณฑ์ หัวโบร่ำโบราณ อนุรักษ์นิยม ไม่สามารถยินยอมรับได้อย่างเด็ดขาด!

ในมุมมองของผมเอง ทฤษฎีไม่ใช่สิ่งไร้สาระประโยชน์โดยสิ้นเชิง! จริงอยู่เราไม่จำเป็นต้อศึกษาเรียนรู้ถ้ามิได้ใคร่สนใจเรื่องราวนั้นๆ แต่บางครั้งก็มีความจำเป็นไม่ใช่เพื่อสอบหรือนำไปโอ้อวดอ้างพูดคุยในวงสนทนาชนชั้นสูง เราสามารถอ่านเพื่อเปิดมุมมองโลกทัศน์ เก็บตกเนื้อหาที่อาจยังครุ่นคิดไม่ถึง (เพราะทฤษฎีมันต้องรวบรวมมุมมอง/ความเป็นไปได้ที่หลากหลายไว้อยู่แล้ว) ย่นย่อระยะเวลาทำความเข้าใจอะไรๆได้มากทีเดียวเลยนะ!

หนังสือรุ่นที่อยู่ในมือ เห็นว่าเป็นของ Robin Williams จริงๆขณะศึกษาอยู่ Redwood High School ณ Larkspur, California เจ้าตัวพบเห็นเกิดอาการตกตะลึง คาดไม่ถึงอยู่เล็กน้อย (เพราะทีมงานแอบไปขุดคุย สร้างความเซอร์ไพรส์ บันทึกภาพปฏิกิริยาขณะนั้นได้อย่างน่าประทับใจ)

แซว: สังเกตว่า Todd Anderson คือคนที่หลบอยู่ด้านหลัง เห็นเพียงศีรษะลิบๆ ถูกบดบังโดยเพื่อนสนิท Neil Perry

ผมเชื่อว่าใครๆน่าจะสามารถบอกได้ ถ้ำแห่งนี้มันของปลอม จำลองสร้างขึ้นในสตูดิโอ หาความสมจริงไม่ได้เลยสักนิด! แต่ให้ลองครุ่นคิดอีกมุมมองหนึ่ง นี่คือสถานที่แห่งความเพ้อฝันของหนุ่มๆ แหล่งมั่วสุมสมาคม Dead Poets Society ที่ไม่ควรมีตัวตน มันจึงสามารถสรรค์สร้างออกมาให้ดูผิดแผก แตกต่าง เหนือจริงไปบ้างก็ไม่เป็นไร

จู่ๆ John Keating เดินขึ้นไปอยู่บนโต๊ะ เสี้ยมสอนให้เด็กเรียนรู้จักการมองโลกในแง่มุมอื่นๆ ไม่จำกัดอยู่แค่สิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน เพราะจะทำให้เรามีความครุ่นคิดที่แตกต่าง วิสัยทัศน์กว้างไกลเกินกว่าคนทั่วไปจะสามารถเข้าใจ

Todd Anderson พยายามแต่งกลอนทำการบ้าน แต่จนแล้วจนรอดไม่สำเร็จ กลับถูกกลั่นแกล้งโดย Neil Perry แล้วออกวิ่งวนไปรอบห้อง, นัยยะของฉากนี้ยังคงสะท้อนถึงการครุ่นคิดเวียนวนอยู่ซ้ำๆ ไม่ค้นพบหนทางออก คำตอบที่ต้องการของเด็กชาย แต่เขาก็ยังสามารถเล่นสนุกสนานไปได้ เป่าขลุ่ย ตีกลอง ร้องรำทำเพลง เฮฮาปาร์ตี้

คาบเรียนที่ให้นักเรียนมายังสนามจริง อ่านบทกวีแต่งสดๆ แตะลูกบอลเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกระทำ ยิ่งให้เข้าประตูถึงเป้าหมาย และเปิดบทเพลงคลาสสิก Handel: Water Music : Suite No. 3 in D ท่อน Allegro

ผมมีความประทับใจฉากนี้ที่สุดของหนังนะครับ (ไม่ใช่ช่วงท้ายไคลน์แม็กซ์) เป็นความพยายามของอาจารย์ John Keating ที่จะดึงเอาศักยภาพ/ความสามารถแท้จริงของ Todd Anderson ในสถานการณ์ตึงเครียด กดดัน ทำให้เขาสามารถครุ่นคิดบทกลอนที่สร้างความประทับใจ มีความไพเราะ งดงามอย่างที่สุด!

กล้องเคลื่อนหมุน 360 องศารอบตัวละครคือจุดศูนย์กลาง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนสามารถครุ่นคิด พูด กระทำในสิ่งที่เป็นตัวของตนเอง แม้ครานี้ได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์ แต่เพราะค้นพบหนทาง รับรู้ตนเองแล้วว่าทำได้ ครั้งต่อไปย่อมสามารถบังเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

เหตุการณ์ดังกล่าวนำพาให้ฉากถัดมาได้ยินบทเพลงคลาสสิก Beethoven: Symphony No. 9 in D Minor, Op. 125 ท่อนที่ 4 หรือที่ใครๆรู้จักในชื่อ Ode to Joy แสดงความปีติยินดีต่อชัยชนะของ Todd Anderson สามารถก้าวข้ามผ่านขอบเขตจำกัดของตนเอง โดยบรรดาสมาชิกสมาคม Dead Poets Society ต่างอุ้มแบกหามโค้ช John Keating (ที่ลงมาร่วมเล่นฟุตบอล) ยกย่องเชิดชูเหนือพระอาทิตย์กำลังตกดินพอดิบดี … ช็อตนี้น่าจะสวยสุดในหนังแล้วนะ!

คาบเรียนนี้ John Keating ต้องการเสี้ยมสอนให้นักเรียนทุกคน เลือกวิถีทางก้าวเดินของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม แต่ไม่ใช่กับครูใหญ่ที่จับจ้องมองลงมา เขาคนนี้สนเพียงให้นักเรียนดำเนินเดินตามรอยเส้นทางที่พวกตนขีดเส้น/กำหนดไว้เท่านั้น

A Midsummer Night’s Dream บทละคร Comedy ประพันธ์โดย William Shakespeare เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1595/96 ขอไม่กล่าวถึงเรื่องราวโดยย่อ แต่จะพูดถึงตอนจบอันยียวนกวนบาทา เมื่อตัวละคร Puck (ที่แสดงโดย Neil Perry) จู่ๆกล่าวทิ้งท้ายประมาณว่า ‘สิ่งที่ได้รับชมไปอาจจะไม่มีอะไร แต่เป็นแค่ในความเพ้อฝัน’

If we shadows have offended … think but this and all is mended.
That you have but slumber’d here while these visions did appear.
And this weak and idle theme no more yielding but a dream.
Gentles do not reprehend. If you pardon we will mend.
And as I am an honest Puck if we have unearned luck now to ‘scape the serpent’s tongue we will make amends ere long; else the Puck a liar call.

So good night unto you all.
Give me your hands if we be friends and Robin shall restore amends.

Neil Perry พยายามลุกขึ้นยืนเพื่อเผชิญหน้ากับบิดา (มารดานั่งอยู่ด้านหลัง แม้มุมกล้องช็อตนี้อยู่ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างทั้งสอง แต่กลับไร้สิทธิ์เสียงพูดแสดงออกความคิดเห็นใดๆ) แต่ก็ไม่รู้ภายในของเขาครุ่นคิด/รับรู้สึกอะไรถึงมิอาจหาญกล้า หลังพ่ายแพ้การโต้เถียงค่อยๆทรุดตัวลงนั่ง ราวกับได้ครุ่นคิดตัดสินใจกระทำบางสิ่งอย่างที่จะทำให้ตนเองได้รับอิสรภาพชั่วนิจนิรันดร์

วางมงกุฏแห่งความฝันไว้ริมหน้าต่าง เปิดทิ้งไว้ให้หิมะแห่งความหนาวเหน็บค่อยๆคืบคลานเข้ามา ถอดเสื้อออกเพื่อแสดงให้เห็นถึงตัวตนภายใน/ความต้องการจากจิตใจ กล้องค่อยๆถอยออกอย่างช้าๆให้สัมผัสผ่อนคลาย เบาสบาย ความตายหลังจากนี้ทำให้ชีวิตของ Neil Perry ราวกับได้รับอิสรภาพที่แท้จริง

Ethan Hawke ถ่ายทำฉากนี้เทคเดียวผ่าน (หลายรอบไม่ไหว คงเพราะอากาศหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ) การจัดองค์ประกอบภาพสะท้อนสภาพจิตใจตัวละคร (ที่ยังมีชีวิตอยู่) ช่างหนาวเหน็บสั่นสะท้าน ว่างเปล่าขาวโพลน แห้งแล้งเหลือแต่กิ่งก้านไร้ใบ ก้าวออกเดินอย่างไร้เป้าหมาย

การยืนบนโต๊ะเรียน กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วง เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพในการครุ่นคิดแสดงออก ไม่ยินยอมอยู่ภายใต้ระเบียบกฎกรอบที่ไร้ความยุติธรรม ซึ่งสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นการแสดงความขอบคุณ John Keating ที่ได้สอนให้พวกเขามองโลกในแง่มุมที่แตกต่าง สามารถเติบโตขึ้นด้วยอิสรภาพ เป็นตัวของตนเอง ไม่ถูกใครไหนควบคุมครอบงำ อยู่ภายใต้อำนาจใคร

นี่ถือเป็นช็อตได้รับการจดจำมากสุดของหนัง แต่สังเกตว่าไม่ใช่ทุกคนจะหาญกล้ายืนขึ้นบนโต๊ะ คร่าวๆประมาณ 1 ใน 3 ของชั้นเรียนนี้เท่านั้น (เกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกสมาคม Dead Poets Society) เป็นตัวเลขที่ใครๆน่าจะรับรู้สึกว่าใกล้เคียงความจริง เพราะคนส่วนใหญ่มักยินยอมก้มหัว ขลาดหวาดกลัวการแสดงออก จะนำมาซึ่งหายนะย้อนเข้าสู่ตนเอง

Dead Poets Society

ช็อตสุดท้ายของหนังค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว Todd Anderson คือคนแรกที่หาญกล้าลุกขึ้นมากล่าวขอโทษ John Keating แต่เขายืนตำแหน่งไกลสุด (สื่อถึงว่าเป็นคนสุดท้ายที่สามารถค้นพบตัวตนเอง) และภาพนี้ถ่ายลอดระหว่างขาเพื่อนคนหนึ่ง อาจจะสื่อถึงนี่คือความพึงพอใจส่วนตัวที่แสดงออกมาด้วยความต้องการของตนเอง

จะว่าไปภาพช็อตนี้ทำให้ผมระลึกถึงรูปถ่ายในหนังสือรวมรุ่น ที่จักหลงเหลือกลายเป็นความทรงจำเมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่านไป และมีแนวโน้มมากๆว่าตัวละคร Todd Anderson อาจกลายเป็น John Keating คนต่อไป


ตัดต่อโดย William M. Anderson (เกิดปี 1948) สัญชาติ Irish ขาประจำผู้กำกับ Peter Weir ผลงานเด่นๆ อาทิ Dead Poets Society (1989), The Truman Show (1998), Master and Commander: The Far Side of the World (2003) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองกลุ่มเด็กนักเรียน สมาชิกสมาคม Dead Poets Society ทั้ง 7-8 คน โดยในช่วงแรกๆพวกเขาแทบจะตัวติดกันไม่เคยเหินห่างไกล แต่หลังจากพานผ่านการเรียนการสอนของ John Keating แต่ละคนเริ่มแยกย้ายไปตามความใคร่สนใจของตนเอง (แนะนำเฉพาะตัวละครที่มีบทบาทสำคัญๆเท่านั้นนะครับ)

  • Todd Anderson เป็นคนขี้เหนียมอาย พยายามทำตัวเอกเทศ แปลกแยก ไม่ให้โดดเด่น แต่ก็มักถูก Neil Perry ลากนำพาเข้าร่วมกลุ่มอยู่เสมอ จนกระทั่งได้รับแรงผลักดันจากอาจารย์ John Keating จึงค้นพบความต้องการของตนเอง และหาญกล้าเผชิญหน้าในสิ่งเชื่อว่าถูกต้องเหมาะสม
  • Neil Perry หัวหน้ากลุ่มผู้ริเริ่มฟื้นฟูสมาคม Dead Poets Society ค้นพบความฝันต้องการเป็นนักแสดง โดดเด่นจนมีบทบาทละครเวที A Midsummer Night’s Dream แต่กลับเลือกจบชีวิตคิดสั้น ฆ่าตัวตายประชดประชันครอบครัว
  • Knox Overstreet ตกหลุมรักหญิงสาวที่มีแฟนอยู่แล้ว แต่ปฏิเสธจะยินยอมแพ้แม้ต้องเจ็บตัว ดื้อรันจนอาจทำให้เธอใจอ่อนลงได้กระมัง
  • Charlie Dalton เป็นคนที่ค่อนข้างขี้เกียจคร้าน แต่มีความสลับซับซ้อนทางอารมณ์สูง จู่ๆเล่นแซ็กโซโฟน นำพาสาวๆมาเข้าร่วม Dead Poets Society ทั้งยังเป็นปากเสียงให้สมาคม เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ จนถูกครูใหญ่ลงโทษทุบตี แต่ปฏิเสธไม่ยินยอมปากโป้ง ชกต่อย Richard Cameron จนสุดท้ายถูกขับไล่ออกจากโรงเรียน
  • Richard Cameron เป็นคนขี้ขลาดเขลาที่สุด สาเหตุที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก Dead Poets Society เพียงเพราะติดตามเพื่อนมา อยากรู้อยากลอง แต่เมื่อพบเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็ปฏิเสธผลักไส ปากโป้งใส่ร้ายป้ายสีอาจารย์ John Keating และปฏิเสธลุกขึ้นยืนบนโต๊ะเพราะไม่ต้องการทำผิดกฎระเบียบใดๆ

เพลงประกอบโดย Maurice Jarre (1924 – 2009) สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำผู้กำกับ David Lean สรรค์สร้างตำนาน Lawrence of Arabia (1962), Doctor Zhivago (1965), A Passage to India (1984)

งานเพลงของ Jarre มักสร้างสัมผัส ‘impression’ ให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย เบาสบาย ราวกับกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางสายลม สรวงสวรรค์ บทเพลง Carpe Diem ใช้เครื่องสายตัดกับเสียงลมเป่า แหลม-ทุ้ม สามารถผสมผสานคลุกเเข้ากันได้อบ่างกลมกลืนลื่นหู

Keating’s Triumph ดังขึ้นช่วงท้ายของหนังเพื่อสร้างความฮึกเหิมให้ตัวละคร/ผู้ชม หาญกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้เผชิญหน้าความอยุติธรรม ทำในสิ่งสนองความต้องการ/พึงพอใจส่วนตัว นั่นถือเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ในโลกทัศนคติของกลุ่มชนซ้ายจัด

เสียงเครื่องดนตรี Bagpipes หรือปี่สก็อต ที่คนส่วนใหญ่มักคุ้นเคยได้ยินในพิธีศพ (ชาว British) ในบริบทนี้ไม่ได้จะสื่อถึงความตายของตัวละครไหน แต่ดังขึ้นกึ่งกลางเพลงเพื่อประโคมชัยชนะแห่งเสรีภาพที่ไม่มีวันตาย

ไม่ใช่แค่ Original Score ที่ประพันธ์โดย Maurice Jarre หลายๆบทเพลงของหนังคัดเลือกสรรค์บทเพลงคลาสสิกมีชื่อดัง ฟังคุ้นหู เพื่อผู้ชมจักสามารถรับรู้สึกทางอารมณ์ได้โดยทันที อาทิ

  • Tchaikovsky: 1812 Overture, Op. 49
  • Beethoven: Piano Concerto No. 5 in E Flat Major, Op. 73 หรือในชื่อ Emperor
  • Handel: Water Music : Suite No. 3 in D ท่อน Allegro
  • Beethoven: Symphony No. 9 in D Minor, Op. 125 ท่อนที่ 4 ชื่อ Ode to Joy

นำบทเพลงเต็มที่ Charlie Dalton เล่นแซกโซโฟนมาให้รับฟัง ต้นฉบับคือ Betty et Zorg ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Betty Blue (1986) กำกับโดย Jean-Jacques Beineix, บทเพลงแต่งโดย Gabriel Yared

“The Dead Poets were dedicated to sucking the marrow out of life”.

อะไรคือ Dead Poets? บทกวีแห่งความตาย ที่เมื่อไหร่มีใครร่ายมันออกมา จะทำให้ผู้อ่านและผู้ฟัง เกิดความเคลิบเคลิ้ม ลุ่มหลงใหล สามารถดึงดูดเอาพลังชีวิต สูบจิตวิญญาณออกจากร่างไป แล้วบังเกิดความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด

ฟังดูพิลึกๆ แต่มันมีบทกวีลักษณะนี้บนโลกด้วยหรือ? จริงๆมันไม่ใช่ประเด็นว่า มี-ไม่มี แต่คือคุณสามารถเข้าถึงนัยยะสื่อความหมาย อรรถรสชาด ความงดงามของการละเล่นคำ สัมผัสนอกใน เคลิบเคลิ้มจิตวิญญาณลอยละล่องไป ได้หรือเปล่าต่างหาก?

ยกตัวอย่างกลอนบทสำคัญๆในหนัง ลองครุ่นคิดพินิจดูสักนิดว่า คุณสามารถทำความเข้าใจได้ลึกซึ้งมากน้อยเพียงไหน

Gather ye rosebuds while ye may.
Old Time is still a- flying.
And this same flower that smiles today tomorrow will be dying.”

To the Virgins, to Make Much of Time (1648) แต่งโดย By Robert Herrick

I went to the woods because I wanted to live deliberately.
I wanted to live deep and suck out all the marrow of life.
To put to rout all that was not life.
And not when I had come to die discover that I had not lived.

Henry David Thoreau (1817 – 1862)

กิจกรรมของสมาคม Dead Poets Society หลักๆคือสมาชิกผลัดกันอ่านบทกวี แล้วให้สัมผัสทางความรู้สึกซึมซาบซ่านเข้ามาสู่จิตวิญญาณ, ในมุมของชาวโลกเสรีคงถือเป็นความบันเทิงระดับสูง สามารถยกระดับความคิด ทัศนคติ และจิตใจให้สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม, แต่สำหรับกลุ่มชนอนุรักษ์นิยม คงเห็นเป็นกิจกรรมโคตรไร้สาระ หาคุณประโยชน์ความจำเป็นไม่ได้เลยสักนิด เสียเวลาว่างชีวิตทิ้งไปเปล่าๆ

มันเลยไม่แปลกที่เมื่อครูใหญ่พบเห็นการตีพิมพ์ชื่อสมาคม Dead Poets Society ลงในหนังสือพิมพ์โรงเรียน จึงกุลีกุจอ เร่งรีบร้อน ติดตามหาบุคคลต้นสาเหตุนำมาลงโทษทัณฑ์ เพราะมองว่ากิจกรรมของสมาคมนี้ไม่ได้มีความสร้างสรรค์ประโยชน์ในการร่ำเรียนหนังสือ สอบเข้ามหาวิทยาลัยแม้แต่น้อย

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ชมเองแล้วนะครับว่า คุณครุ่นคิดเห็นสมาคม Dead Poets Society นั่นดีมีประโยชน์หรือไร้สาระโคตรๆ แต่อย่าตอบประมาณว่า ฉันไม่เข้าใจในความงดงามของบทกวีเลยไม่อาจมองเห็นคุณค่าความสำคัญ แบบนี้มันแสดงถึงความไม่ได้สนใจใคร่ครุ่นคิดเลยสักนิดนี่หน่า

Dead Poets Society เป็นภาพยนตร์ที่พยายามสร้างค่านิยม ปลูกฝังแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ อิสรภาพในการครุ่นคิดตัดสินใจ ทำในสิ่งที่อยากทำ สมาคมไร้สาระแล้วยังไง ไม่จำเป็นต้องควบคุมตนเอง หรือสนในกฎกรอบ ค่านิยมทางสังคม ถูก-ผิด ดี-ชั่ว คุณธรรม-ศีลธรรมประการใด

แต่ผมอยากให้ลองถามตนเองดูว่า เสรีภาพที่ไร้การควบคุม มันเป็นสิ่งที่คุณหาญกล้าจะยินยอมรับได้หรือไม่ ยกตัวอย่างสามตัวละครที่ถือว่ามีพฤติกรรมแสดงออก เกินเลยเถิดไปไกล

  • Neil Perry เพราะได้ลิ้มลองแอปเปิ้ลแห่งอิสรภาพ เมื่อถูกบิดาจับได้คาหนังคาเขา พยายามบีบบังคับ วางแผนอนาคตสิบปี แทนที่จะพยายามต่อล้อต่อรอง กลับก้มหน้าก้มตายินยอมรับโชคชะตากรรม และกระทำสิ่งโง่เขลาเพื่อให้ตนเองได้รับอิสรภาพที่แท้จริง … มันคุ้มกันแล้วหรือ?
  • Knox Overstreet มองมุมหนึ่งคือบุคคลผู้ยึดถือเชื่อมั่นในรักแท้ แต่กลับพยายามไปแก่งแย่งชิงเธอมา ชักจูงให้หญิงสาวลักลอบเป็นชู้นอกใจแฟน ถึงถูกทำร้ายร่างกายเจ็บปวดเจียนตายก็พร้อมยินยอม … นั่นมันไม่เห็นแก่ตัวไปหรอกหรือ ผิดหลักศีลธรรมอีกต่างหาก
  • Charlie Dalton เพราะมิอาจอดรนทนต่อคนทรยศ จึงใช้กำลังความรุนแรงเข้าโต้ตอบชกหน้า Richard Cameron แสดงถึงความมิอาจควบคุมตนเองให้อดกลั้น ฝืนทน สนเพียงการกระทำเพื่อตอบโต้ สนองความพึงพอใจ ระบายความอึดอัดอั้นออกมา ทำให้โดนขับไล่ออกจากโรงเรียน … อารมณ์ชั่ววูบ ทำให้อนาคตสูญสลาย

การลุกขึ้นยืนเพื่อต่อต้านความอยุติธรรมในสังคม แน่นอนว่าเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสม แต่บางพฤติกรรมแสดงออก ข้อเรียกร้องที่ไร้ขอบเขต นั่นเป็นสิ่งไม่มากเกินไปหรอกหรือ? โดยเฉพาะค่านิยมที่คนสมัยนี้ต่างเห็นพ้องต้องกัน ถ้าไม่ใช่ฝั่งเดียวกับฉันย่อมถือเป็นสัตว์ตรูคู่อาฆาต โลกกำลังแตกแยกเป็นเสี่ยงๆเพราะความคิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนี้

ตัวละคร Richard Cameron คือตัวอย่างของบุคคลผู้ปฏิเสธลุกขึ้นยืนเพื่ออิสรภาพ ในมุมชาวฝั่งซ้ายย่อมครุ่นคิดเห็นว่าหมอนี่คือคนทรยศ น่ารังเกียจ ปลิ้นปล้อนกะล่อนหลอกลวง แต่สำหรับชาวฝ่ายขวาจักคือวีรบุรุษผู้น่ารัก เล่นตามกฎกรอบเกณฑ์ ยึดถือเชื่อมั่นในระบบ นำมาซึ่งอนาคตอันรุ่งโรจน์ … บุคคลลักษณะนี้ ไม่มีทางที่ใครจะสามารถตัดสินเขาได้ว่าถูก-ผิด ดี-ชั่ว มันคือวิถีของโลกที่เหมือนเหรียญสองด้าน มองมุมหนึ่งได้รับการยกย่อง มองอีกด้านกลับถูกเดียดฉันท์ ถ้าคุณไม่สามารถมองเห็น/เข้าใจเป็นทั้งสองฝั่ง หรือยังตัดสินผู้อื่นด้วยอารมณ์ความรู้สึก ก็เหมือนการเดินปิดตาข้างหนึ่งอาจทำให้ตุปัดตุเป๋ตกท่อระบายน้ำ เมื่อไหร่ลืมตาทั้งสองข้างย่อมพบเห็นจักรวาลเปิดกว้างออกไป


ด้วยทุนสร้าง $16.4 ล้านเหรียญ ไม่เคยไต่ขึ้นอันดับ 1 บน Boxoffice แต่ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $95.8 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $235.9 บ้านเหรียญ ประสบความสำเร็จรายรับสูงสุดอันดับ 5 ของปี

แม้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์จะแค่ดี (ถูกโจมตีจากฝั่งอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง) แต่ก็สามารถเข้าชิง Oscar 4 สาขา คว้ามา 1 รางวัล

  • Best Picture
  • Best Director
  • Best Actor (Robin Williams)
  • Best Original Screenplay ** คว้ารางวัล

เอาจริงๆหนังไม่ใช่ตัวเต็งจะคว้ารางวัลอะไร แถมสาขาที่ได้ Best Original Screenplay ค่อนข้างน่าประหลาดใจ เพราะสามารถเอาชนะตัวเต็งอย่าง Do the Right Thing (1989) อย่างน่ากังขาทีเดียว

ส่วนตัวแค่ชื่นชอบหนัง แม้หลายๆฉากมีแนวคิด/ไดเรคชั่นน่าสนใจ แต่อย่างที่บอกไปว่าเนื้อหาสาระชวนเชื่อซ้ายจัด หลายประเด็นค่อนข้างไร้สาระ เกินเลยเถิด และขาดการควบคุมให้เพียงพอดี มันเลยไม่น่าอภิรมณ์สำหรับผู้ชมที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายเดียวกันสักเท่าไหร่

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นี่เป็นภาพยนตร์ที่สามารถเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ แม้คุณจะอยู่ฝ่ายขวาจัด เกิดอคติมากมาย แต่ก็น่าจะได้แนวความคิด แรงบันดาลใจบางอย่าง เห็นต่างอย่างมีสาระ, ขณะที่ฝั่งซ้ายจัด พยายามรับชมอย่างมีสตินะครับ อย่าใส่อารมณ์มากเกินไป และลองครุ่นคิดในมุมอีกฝ่ายดูบ้าง ปิดตาข้างเดียวมองเห็นไม่ถ้วนทั่วหรอกนะ

โคตรแนะนำกับนักกวี หลงใหลในบทประพันธ์ร้อยกรองภาษาอังกฤษ มีความสำบัดสำนวน สัมผัสเล่นคำ นัยยะลุ่มลึกล้ำ (แน่นอนว่าแทบทั้งหมดล้วนสอดแทรกแนวคิดหัวก้าวหน้า/ซ้ายจัด)

แนะนำต่อกับผู้ชื่นชอบภาพยนตร์เกี่ยวกับบทกวี L’Étoile de mer (1928), Pyaasa (1957), Poetry (2010) ฯลฯ

จัดเรต PG กับการฆ่าตัวตาย

คำโปรย | Dead Poets Society นำเสนออุดมการณ์ชวนเชื่อซ้ายจัด แม้สามารถเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ แต่ใช่ว่าทุกคนจะต้องการลุกขึ้นยืน
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม-ซ้ายจัด
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: