Death in Venice (1971)

Death in Venice

Death in Venice (1971) Italian : Luchino Visconti ♥♥♥

ขณะกำลังพักรักษาอาการป่วยอยู่ที่เมือง Venice คีตกวีผู้นี้ได้เกิดความรู้สึกบางอย่างกับเด็กชายหนุ่มน้อยคนหนึ่ง แต่มันคือความรักใคร่ปรารถนา หรือเป็นเพียงอาการหลงใหลในเรือนร่างอันเยาว์วัยบริสุทธิ์ ความสมบูรณ์แบบของสรีระมนุษย์

ผมนั่งหลับสัปหงกขณะรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงสองรอบกว่าจะดูจบ สำหรับผู้ชมทั่วไปคงไม่ง่ายแน่ๆเพราะความอืดอาด เชื่องช้า หลับสนิทแน่ถ้าไม่เตรียมตัวให้พร้อม, แต่หนังมีได้ความยากซับซ้อนเกินความเข้าใจนัก แค่วิธีการนำเสนอ ภาษาภาพยนตร์ อาจต้องใช้ความอดทนเยอะสักหน่อยในการรับชม

สิ่งที่โดดเด่นล้ำในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือความงดงามของการถ่ายภาพ ส่วนใหญ่เป็น Long-Take นิยมใช้การ Panning+Zooming แทนมุมมองสายตาของตัวละคร กวาดไปบริเวณโดยรอบโถงนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และริมชายหาดอย่างเชื่องช้า เห็นผู้คนนั่ง ยืน เดิน วิ่ง เล่นน้ำ กำลังกระทำบางสิ่งอย่าง, ต้องชมคือความ Minimalist อันจืดชืดที่ชวนให้หลับสนิท แต่ถ้าทนไหวก็จะพบเห็นความเพียงพอดี ความธรรมชาติทั่วไปของชีวิต

Luchino Visconti (1906 – 1976) ผู้กำกับสัญชาติอิตาเลียน เกิดในครอบครัวชั้นสูง ที่เมืองมิลาน มีพี่น้อง 7 คน บิดา Giuseppe Visconti di Modrone มีตำแหน่งเป็น Duke of Grazzano Visconti และ Count of Lonate Pozzolo ชื่อเต็มๆของเขาคือ Count don Luchino Visconti di Modrone เป็นทายาทตระกูล House of Visconti

ด้วยการพบเห็นความตกต่ำ เน่าเฟะของกลุ่มคนชั้นสูงในอิตาลี ทำให้ความสนใจของ Visconti พุ่งเป้าไปที่กับคนในสังคมระดับล่าง นำเสนอวิถี ความยากลำบากในการต่อสู้ ดิ้นรน ใช้ชีวิต ก่อเกิดเป็นภาพยนตร์ Neorealism เรื่องแรก Ossessione (1943) [คือหนัง debut ของผู้กำกับด้วย], แต่ใช่ว่าทั้งชีวิตของ Visconti จะกำกับแต่หนัง Neorealism มีหลายเรื่องที่ถือว่าเป็นหนังส่วนตัวของเขา อาทิ Senso (1954) และ The Leopard (1963) เล่าเรื่องคนชั้นสูงในสังคม

Visconti ทั้งชีวิตกำกับภาพยนตร์ประมาณ 10 กว่าเรื่อง สร้างห่างกัน 2-3 ปี ซึ่งโปรดักชั่นหนังแต่ละเรื่องใช้เวลาจริงๆไม่กี่เดือน, เขาแบ่งเวลาที่เหลือเอาไปทำหลายๆอย่างที่ชื่นชอบ อาทิ กำกับโอเปร่า, เล่นดนตรี แต่งเพลง ฯ

สำหรับ Morte a Venezia หรือ Death in Venice ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Der Tod in Venedig (1912) แต่งโดย Paul Thomas Mann (1875 – 1955) นักเขียนสัญชาติ German เจ้าของรางวัล Nobel Prize in Literature เมื่อปี 1929, ความสนใจของ Mann มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาของศิลปิน (ก็ตัวเขาเองนะแหละ) ที่มีส่วนผสมตีความได้เป็น Homosexual แม้ตัวเขาจะแต่งงานมีลูก 6 คน แต่ก็มีปัญหาเรื่องความหมกมุ่นทางเพศซุกซ่อนอยู่ภายในจนเอ่อล้น

แรงบันดาลใจของ Der Tod in Venedig มาจากเหตุการณ์จริงของผู้เขียน ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาที่เมือง Venice ปี 1911 อาศัยอยู่โรงแรม Grand Hôtel des Bains ที่ Lido พบเจอเด็กชายคนหนึ่ง (สืบทราบภายหลังว่าคือ Baron Władysław Moes) ที่แม้แค่เพียงได้มอง แต่ก็เกิดความปั่นป่วนพลุกพร่านขึ้นมาในจิตใจ

Visconti ร่วมงานกับ Nicola Badalucco ดัดแปลงบทภาพยนตร์ โดยมี 2 องค์ประกอบใหญ่ๆที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไป
– ตัวเอก Gustav von Aschenbach ในฉบับนิยายเป็นนักเขียนที่กำลังประสบปัญหา Writer’s Block (สมองตัน) เปลี่ยนเป็นคีตกวีที่ผลงานการแสดงคอนเสิร์ตครั้งล่าสุด ล้มเหลวจนร่างกายทรุดหนัก, เหตุผลที่เปลี่ยนเพราะ Visconti ไปล่วงรู้มาว่าผู้เขียน Mann อ้างอิงเรื่องราวของตัวละครนี้จากชีวประวัติของคีตกวี Gustav Mahler (1860 – 1911) และจะได้ใส่ผลงาน Orchestra ของ Mahler ลงไปในหนังด้วย
– Flashback ที่เป็นการสนทนาปรัชญาระหว่าง Aschenbach กับ Alfred (ในนิยายไม่มีตัวละครนี้) เพื่ออธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นกับการประพันธ์เพลงของเขา, นี่เป็นตัวละครที่เหมือนกระจกสะท้อนจิตใต้สำนึก มากกว่ามีตัวตนจริงๆเสียอีกนะ

Gustav von Aschenbach (รับบทโดย Dirk Bogarde) ออกเดินทางสู่ Grand Hôtel des Bains ตั้งอยู่บนเกาะ Lido, Venice เพื่อพักผ่อนคลายจากความเครียดหนัก แต่สถานที่แห่งนี้กลับมีผู้คนมากมาย เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย กระนั้นท่ามกลางความอลม่านนี้ทำให้เขาได้พบเจอกับเด็กชายหนุ่มชื่อ Tadzio (รับบทโดย Björn Andrésen) ที่มีความหล่อเหลา หนุ่มแน่น เยาว์วัยไร้เดียงสา เกิดความเคลิบเคลิ้มหลงใหลต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ก็รับรู้ด้วยมโนธรรมประจำใจ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมควรแม้แต่น้อย

Sir Dirk Bogarde (1921 – 1999) นักแสดง/นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ West Hampstead, London หลังเรียนจบกลายเป็นนักแสดงละครเวที West End สมัครเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับมาแสดงภาพยนตร์ Esther Waters (1948), The Blue Lamp (1950) โด่งดังกับ Doctor in the House (1954) ติดตากับภาพลักษณ์ Matinée Idol ผลงานเด่น อาทิ A Tale of Two Cities (1958), Song Without End (1960) รับบท Franz Liszt, The Servant (1963), Darling (1965), The Damned (1969), Death in Venice (1971), A Bridge Too Far (1977) ฯ

รับบท Gustav von Aschenbach คีตกวีผู้ยึดถือมั่นในกรอบกฎเกณฑ์ ระเบียบแบบแผน และคุณธรรมประจำใจ (ก็ขนาดว่าเที่ยวซ่องโสเภณี ยังมิอาจหักห้ามใจร่วมรักกับเธอได้) ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความเครียด เก็บกด จริงจังมากเกินไป เมื่อพบเจอความล้มเหลวจึงมิอาจเตรียมตัวพร้อมรับได้ทัน

การเดินทางมาพักผ่อนยังเมือง Venice ในตอนแรกทำให้เขาพบเจอความอึดอัดอั้นทุกข์ทรมานจากสิ่งผิดพลาดโดยบังเอิญทั้งหลาย พยายามเต็มที่จะอดทนฝืนกลั้นตัวเองไว้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นตรงกลางเรื่อง ครึ่งหลังทำให้เขาตัดสินใจปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระล่องลอย เพลิดเพลินเป็นสุขไปกับมัน แต่แล้วความหวาดระแวงที่หลบซ่อนภายในจิตใจ จิตสำนึกมโนธรรมกลับค่อยๆกัดเซาะบ่อนทำลาย สุดท้ายร่างกายก็มิอาจทนต่อความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ สิ้นชีวิตเสียไปตามชื่อหนัง Death in Venice

เกร็ด: ตัวละครนี้เดิมชื่อ Gustav Aschenbach แต่ที่มี von คั่นกลางเพราะความสำเร็จในอาชีพ การงาน จนมีชื่อเสียง ร่ำรวย สามารถยกระดับตัวเองขึ้นเป็นคนชั้นสูงได้ (ประมาณคำเรียกว่า คุณท่าน, คุณนาย)

การแสดงของ Bogarde ยอดเยี่ยมโดดเด่น แบกรับหนังทั้งเรื่องอย่างสบายๆ บทพูดมีไม่เท่าไหร่ (ใช้การพากย์เสียงทับใหม่ทั้งหมด) สีหน้าบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ภายใน ถ่ายทอดออกมาได้เข้มข้น หลากหลาย ทรงพลังสมจริงอย่างถึงที่สุด

แต่ข้อเสียหนึ่งของ Bogarde คือภาพลักษณ์ จริงอยู่ที่ก็ดูเหมือน Gustav Mahler แต่เพราะ Charisma ของเขา ไม่สามารถทำให้ผู้ชมเชื่อได้เลยว่าคือคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ ผิดกับถ้าเป็น Burt Lancaster หรือ Alec Guinness น่าจะสร้างความสมจริงได้มากกว่านี้

หนังใช้การพากย์เสียงทับใหม่หมดหลังการถ่ายทำ (นี่เป็นค่านิยมของหนังจากประเทศอิตาลี่ เพื่อลดความวุ่นวาย Sound-on-Film ขณะถ่ายทำ) ทำให้หมดปัญหาเรื่องภาษาโดยเฉพาะ Björn Andrésen เด็กหนุ่มสัญชาติ Swedish ที่รับบท Tadzio สัญชาติ Polish แต่ข้อเสียคือปากของตัวละครมักไม่ตรงคำพูด และหลายฉากมันเสียงพากย์กับ Sound Effect ก็น่ารำคาญเว่อ ขาดความกลมกลืนเป็นธรรมอย่างยิ่ง

ถ่ายภาพโดย Pasqualino De Santis (1927 – 1996) ขาประจำของ Francesco Rosi กับ Visconti ผลงานเด่นอาทิ The Damned (1969), The Mattei Affair (1972), Death in Venice, (1971), Conversation Piece (1974), Three Brothers (1981) ฯ คว้า Oscar: Best Cinematography เรื่อง Romeo and Juliet (1968)

นี่เป็นส่วนไฮไลท์ของหนัง โดดเด่นกับ Long Take มีการเคลื่อนไหลต่อเนื่อง (แพนนิ่ง) ราวกับการกวาดสายตาของมนุษย์ ซูมเข้า-ออก เพื่อเป็นการโฟกัสจุดสังเกต (แม้สายตาของมนุษย์จะทำการซูมแบบกล้องไม่ได้ แต่สามารถจับจ้องมอง สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆที่อยู่ไกลๆได้) แต่หลายครั้งเป็นการแสดงอารมณ์ของตัวละคร เช่น ซูมเข้าเพื่อเร่งเร้า กดดัน จริงจัง, ซูมออก แสดงความผ่อนคลาย ปล่อยวาง เบาสบายใจ ฯ

มันมีความยากหนึ่งในการถ่ายทำแบบนี้ คือซูมไปพร้อมๆกับแพนกล้อง นี่ต้องใช้จังหวะ ความนิ่ง ประสบการณ์ และสัญชาติญาณ (หรือซักซ้อมมาเป็นอย่างดี) ถึงสามารถบันทึกภาพได้อย่างไหลลื่นต่อเนื่องขนาดนี้ เพราะถ้าผิดพลาดเพียงนิดเดียว ทั้งฉากก็ต้องเริ่มใหม่หมดเลย (แถมมักเป็น Long Take ด้วยนะ)

นอกจากการเทคนิคการถ่ายภาพแล้ว การจัดแสงและเลือกใช้สี เน้นใช้โทนสีน้ำตาลอ่อน ให้สัมผัสของ ‘ความทรงจำ’ คล้ายกับภาพโปสการ์ดเก่าๆ, การออกแบบ Lido เป็นสไตล์ Vintage เสื้อผ้าหน้าผม เลียนแบบทศวรรษ 1910s มาได้อย่างคลาสสิกสมจริง

สำหรับภาพสุดท้ายในความทรงจำของ Gustav von Aschenbach ประกอบด้วยกล้องถ่ายภาพ (สัญลักษณ์แทนความทรงจำ), ท้องฟ้า แสงอาทิตย์ หาดทราย คลื่นกระทบฝั่ง (นัยยะถึงการมีชีวิต), เด็กชายหนุ่ม Tadzio (คนที่เขารัก) และเรือ (คือการเดินทาง)

ตัดต่อโดย Ruggero Mastroianni น้องชายของนักแสดงชื่อดัง Marcello Mastroianni ขาประจำของ Visconti และ Federico Fellini ผลงานเด่น อาทิ Juliet of the Spirits (1965), Ludwig (1972), Amarcord (1973), Conversation Piece (1974) ฯ

หนังเล่าเรื่องโดยไม่ได้ใช้มุมมองของใครอื่นนอกจาก Gustav von Aschenbach เริ่มต้นจากเดินทางสู่ Venice มีการแทรกใส่ภาพย้อนอดีต Flashback แบบมิได้ไล่เรียงลำดับใดๆ (อยากใส่ตรงไหนก็ใส่) เพื่อเสริมเติมความเข้าใจพื้นหลังของตัวละครขณะนั้นๆ อาทิ การโต้เถียงปรัชญากับเพื่อนรัก Alfred, หวนระลึกถึงภรรยาและลูก, เที่ยวซ่องโสเภณี ฯ

มีฉากหนึ่งที่ Tadzio เล่นเปียโนบทเพลง Für Elise ของ Ludwig van Beethoven ชวนให้ Aschenbach หวนระลึกนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่ตนไปเที่ยวซ่องโสเภณี แล้วได้ยินหญิงสาวเล่นเพลง Für Elise เช่นกัน นี่ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นในใจ ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้เป็นสิ่งผิดศีลธรรม ไม่ต่างอะไรกับการผิดประเวณี

สำหรับเพลงประกอบ ทำการบันทึก Orchestra โดยวาทยากร Franco Mannino ร่วมกับ Orchestra dell’Accademia de Santa Cecilia (The Orchestra of the Academy of Saint Cecilia) เลือกสองบทเพลงเด่นๆของ Gustav Mahler คือ
– Symphonies No.3, Part II, Mvt. 4 Sehr langsam — Misterioso
– Symphonies No. 5 Part III, Mvt. 4 Adagietto

นำฉบับที่กำกับวงโดย Leonard Bernstein มาให้รับฟังกัน ไพเราะจับใจกว่าในหนังเสียอีกนะครับ, Symphonies No. 5 ดังขึ้น 3 ครั้ง ตอนต้น กลางเรื่อง และช่วงท้าย สองครั้งแรกเป็นขณะกำลังเดินทางด้วยเรือสู่ Grand Hôtel des Bains และครั้งสุดท้ายตอนกำลังจะหมดลมสิ้นชีวิต ซึ่งเราสามารถมองได้ว่าทั้งหมดคือระหว่างการเดินทางของชีวิต

อารมณ์ของบทเพลงจินตนาการถึงฝูงนกที่กำลังย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาล โบยบินโลดแล่นถลา จับเกาะกลุ่มรวมตัวกันไป จนกว่าจะถึงปลายทางก็ไม่คิดหาที่เกาะจับพักผ่อน

ความทรงพลังในบทเพลงของ Mahler กลบทุกสิ่งอย่างของหนังลงมิดชิด สร้างบรรยากาศให้ทั้งเรื่องมีทิศทางไปตามอารมณ์ความรู้สึกนี้ คือมันก็ไม่ถือว่าผิดโทนหนังสักเท่าไหร่นะ แค่ชวนให้สงสัยว่า Visconti สร้าง Death of Venice อิงจากนิยายหรือบทเพลงนี้กันแน่

Death of Venice คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่กำลังจะตาย ชีวิตผ่านจุดสูงสุด ประสบความสำเร็จอันล้นหลามมามากนัก แต่กลับยังเข้าไม่ถึงสัจธรรมความจริง อะไรคือความสวยงามที่สุดของชีวิต ครั้งหนึ่งพบเจอความล้มเหลวย่อยยับเยิบ ทุกสิ่งอย่างที่เคยสร้างมาป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี การเดินทางมาพักร้อน ณ สถานที่แห่งนี้ ทำให้ได้มีโอกาสค้นพบตัวเอง เด็กชายหนุ่มที่มีเรือนร่างเยาว์วัยสมบูรณ์แบบ นั่นคือสิ่งที่เขาใคร่แสวงหามาแสนยาวนาน เกิดความต้องการอยากได้มาครอบครอง แต่ทำได้เพียงเข้าร้านตัดผม ย้อมสีดำให้กลับมาดูเป็นหนุ่มแน่นอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อขณะกำลังสิ้นลม น้ำย้อมสีไหลย้อยลงจากศีรษะ ชีวิตมันก็เท่านี้เอง เดินไปข้างหน้ามิอาจย้อนถอยหลังย้อนกลับหวนคืนไปได้

เห็นว่าในฉบับนิยายนั้น อารมณ์ความรู้สึกของ Aschenbach มีความคลุมเครือมากๆ ว่าตัวเขาเป็นเกย์ หรือแค่ชื่นชอบหลงใหลในเรือนร่างความสมบูรณ์แบบของเด็กชายหนุ่ม, ผิดกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งถามใครต่อใครย่อมตอบบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หมอนี่เป็นเกย์ ชอบเด็กชายแน่ๆ เพราะทุกสิ่งอย่างบ่งชี้ชัดเจนไปในทางนั้น

เหตุที่หนังเลือกนำเสนอไปในทางนี้เพราะผู้กำกับ Visconti เป็นเกย์แบบไม่ปกปิดบังมาแต่ไหนแต่ไร สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เปรียบเทียบได้ตรงๆ Aschenbach ก็คือตัวเขาเอง ประกาศก้องทั่วปฐพีเลยว่า ‘ฉันเป็นเกย์’ เช่นนี้สามารถมองได้ว่า คือหนังกึ่งอัตชีวประวัติของผู้กำกับ ที่มีความหลงใหลในเรือนร่างกายของเด็กชายหนุ่ม เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็มิอาจหักห้ามใจตนเองได้อีกต่อไป แม้ผลลัพท์ตัวละครจะมิได้เคยพูดคุยหรือสัมผัสแตะเนื้อต้องตัว แต่แค่สายตาก็เพียงพอแล้วที่จะสนองความต้องการ อิ่มเอิบใจ ตายไปก็ไม่เสียดาย

“Art is ambiguous. And music, the most ambiguous of all the arts.”

ความเห็นส่วนของหนังออกไปในทางไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เหมือน Visconti เกิดความเข้าใจผิดในแนวทางของตนเอง ทั้งๆที่ในหนังมีตัวละครหนึ่งพูดว่า ‘งานศิลปะคือความคลุมเครือ’ แต่เขากลับสร้างหนังเรื่องนี้แสดงออกอย่างชัดเจน แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันละ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีของ Gustav Mahler กลับถูกใช้ในทางชี้ชักนำทางอารมณ์ของหนัง บ่งบอกได้เลยว่าตัวเขา/ตัวละคร มีความรู้สึกอย่างไรกับใจของตนเอง เข้าสำนวน ‘กลืนน้ำลายตนเอง’ ไม่ได้มีความเข้าใจคำพูดของตนเองจริงๆนี่หว่า?

เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes กรรมการเกิดความลังเลใจ เลือกไม่ถูกจะมอบ Palme d’Or ให้ใครดี แต่เพราะ Visconti เคยได้ครั้งหนึ่งแล้วจาก The Leopard (1963) เลยมอบรางวัลพิเศษ 25th Anniversary Prize ให้แทนปลอบใจ (ถือว่าเทียบเท่า Palme d’Or ในปีนั้น)

เกร็ด: หนังปีนั้นที่ได้ Palme d’Or คือ The Go-Between (1971) ของผู้กำกับ Joseph Losey

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังช้าๆเนิบแบบนี้สักเท่าไหร่ ชวนให้ง่วงหลับสัปหงก (เพราะทำงานหนักด้วยแหละ เลยต้องการอะไรที่กระตุ้นตัวเองหน่อย) กระนั้นความสวยงามของการออกแบบ ถ่ายภาพ เพลงคลาสสิกเพราะๆ มันช่างทำให้อิ่มเอิบเอม สุขกายสบายเพลินใจ โดยรวมก็ถือไม่เลวนะ แค่รับชมในช่วงที่ผมเองไม่ค่อยพร้อมสักเท่าไหร่ เลยไม่ค่อนอินกินใจเท่าที่ควร

แนะนำกับคอหนัง Minimalist, Romance ได้แค่แอบมอง, ชื่นชอบอ่านนิยายของ Thomas Mann, เคยไปท่องเที่ยว Venice เกาะ Lido, หลงใหลสไตล์ Vintage งานภาพสวยๆ เพลงประกอบคลาสสิกของ Gustav Mahler, แฟนๆผู้กำกับ Luchino Visconti ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับลักษณะการถ้ำมอง จิตวิปริต เหมือนเกย์

TAGLINE | “Luchino Visconti สร้าง Death in Venice เพื่อเปิดเผยสถานะทางเพศ ‘เป็นเกย์’ ของตนเอง แต่นี่หาใช่สิ่งที่ใครๆอยากรับรู้เสียที่ไหน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
1 Comment authors
tantawanpanda Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
tantawanpanda
Guest

“ความทรงพลังในบทเพลงของ Mahler กลบทุกสิ่งอย่างของหนังลงมิดชิด สร้างบรรยากาศให้ทั้งเรื่องมีทิศทางไปตามอารมณ์ความรู้สึกนี้ คือมันก็ไม่ถือว่าผิดโทนหนังสักเท่าไหร่นะ แค่ชวนให้สงสัยว่า Visconti สร้าง Death of Venice อิงจากนิยายหรือบทเพลงนี้กันแน่”
———-
จริงมากเลยค่ะ
ที่เราคิดว่าชอบหนังเรื่องนี้มากๆก็เพราะถูกเหนี่ยวนำด้วย Symphonies No. 5 Adagietto นี่แหละค่ะ
การแสดงของ Dirk ทรงพลังมาก ภาพก็สวยมากค่ะ
เราได้อ่านเวอร์ชั่นนิยาย ค่อนข้างต่างจากหนังมากทีเดียวแต่โทมัสแมนน์แต่งดีมากๆ ใจความที่เห็นTadzioราวกับเทพสวรรค์ รูปปั้นกรีก ความงามโลกตะลึงนั่น หนังก็สื่ออกมาได้ดีนะคะ แต่ก็มีบางจุดที่หนังเล่าเรื่อปนกันไปกันมาอยู่ จากการตีความสับสนของผกก
เป็นรีวิวที่ตรงใจค่ะ ขอบคุณสำหรับการรีวิวนะคะ
//ลิงลี่ ClassicHollywTH ‏