Debussy: Deux Arabesques

Arabesque คือลวดลายสไตล์อาหรับ ที่มีลักษณะเรขาคณิตหรืออักษรวิจิตร ทำซ้ำ-เรียงซ้อน-ติดต่อเนื่องกันไป แต่บทเพลง Arabesques (1888 & 1891) ของคีตกวี Claude Debussy (1862-1918) มอบสัมผัส Impressionist กลิ่นอาย Late-Romantic (1800-1910) ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย ระริกระรี้อยู่บนสรวงสวรรค์

Claude-Achille Debussy (1862-1918) คีตกวี ‘Impressionist’ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Saint-Germain-en-Laye, Seine-et-Oise ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุง Paris, ช่วงระหว่าง Franco-Prussian War (1870) ครอบครัวอพยพสู่เมือง Cannes ทำให้เด็กชาย Debussy วัยเจ็ดขวบมีโอกาสร่ำเรียนเปียโน ไม่นานนักก็ค้นพบพรสวรรค์ เลยถูกส่งเข้าศึกษายัง Conservatoire de Paris ขึ้นแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกเมื่อปี 1874 จากการเล่นบทเพลง Chopin: Piano Concerto No. 2 in F minor, Op. 21 ในงานประกวดประจำปี คว้ารางวัล Deuxième Accessit (ที่สอง), ช่วงฤดูร้อน 1879 รับเล่นเปียโน (part-time) อยู่ที่ Château de Chenonceau ใช้เวลาว่างประพันธ์เพลงแรกในชีวิต ดัดแปลงจากบทกวีของ Alfred de Musset ประกอบด้วย Ballade à la lune และ Madrid, princesse des Espagnes

คีตกวีที่ถือเป็นแรงบันดาลใจคนสำคัญของ Debussy นั้นคือ Richard Wagner เมื่อมีโอกาสรับชมอุปรากร Tristan und Isolde เมื่อปี 1887 ถึงกับเอ่ยปากว่ายอดเยี่ยมที่สุด “the finest thing I know” แม้ผลงานของทั้งสองจะมีความแตกต่างคนละสไตล์ แต่สิ่งที่ส่งอิทธิพลคือแนวความคิดสร้างสรรค์

[Wagner] created a new, instinctive, dreamlike world of music, lyrical and pantheistic, contemplative and objective – a kind of art, in fact, which seemed to reach out into all aspects of experience.

Claude Debussy

สำหรับ Deux Arabesques หรือ Two Arabesques คือบทเพลงบรรเลงเปียโน ประกอบด้วย

  • Première Arabesque หรือ Arabesque No. 1. Andantino con moto (1888)
  • Deuxième Arabesque หรือ Arabesque No. 2. Allegretto scherzando (1891)

ทั้งสองบทเพลงล้วนเป็นการทดลองสร้างเสียงดนตรี ให้สอดคล้องกับภาพวาด ผลงานศิลปะ ซึ่งยุคสมัยนั้น Art Nouveau (1890-1910) กำลังได้รับความนิยมแพร่หลาย, Debussy เลยเขียนสองบทเพลงนี้โดยนำแรงบันดาลใจจากลวดลาย Arabesques … นี่คือบทเพลงแรกๆที่ Debussy ทำการทำลองแต่งขึ้นโดยอ้างอิงจากจากภาพวาด ผลงานศิลปะ ซึ่งจะถูกต่อยอดสู่ธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร ผืนน้ำ มหาสมุทร แสงจันทรา ฯลฯ กลายเป็นต้นแบบในการประพันธ์บทเพลงสไตล์ ‘Impressionist’ ในยุคหลังๆ

That was the age of the ‘wonderful arabesque’ when music was subject to the laws of beauty inscribed in the movements of Nature herself.

Claude Debussy

แต่ถึงจะบอกว่าบทเพลงได้แรงบันดาลใจมาจากความงดงามของลวดลาย Arabesque แต่ผู้ฟังแทบทั้งนั้นมักจินตนาการถึงภาพวาด ‘Impressionist’ โดยเฉพาะผลงานของจิตรกรชาวฝรั่งเศส Claude Monet (1840-1926) อย่างภาพบนหนังสือโน๊ตเพลงที่ผมนำมา ก็คือภาพสีน้ำมัน Boulevard des Capucines (1873) บนท้องถนนที่คาคลั่งด้วยผู้คนเดินทางไปมาขวักไขว่ (แต่ผมก็ไม่รู้ทำไมหน้าปกเพลงถึงพลิกกลับภาพจากซ้ายเป็นขวาด้วยนะครับ)

แนะนำให้รับชมคลิปนี้ที่ทำการร้อยเรียงภาพวาดของจิตรกร Claude Monet คลอประกอบบทเพลง Arabesque No.1 ของคีตกวี Claude Debussy … มาครุ่นคิดดูก็แอบน่าทึ่งอยู่เล็กๆ เพราะทั้งสอง Claude (ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดๆ) ต่างเป็นผู้บุกเบิกยุคสมัย Impressionist (คนหนึ่งคือจิตรกร อีกคนหนึ่งคือคีตกวี) โด่งดังประสบความสำเร็จในช่วงไล่เลี่ยกัน

แซว: แต่ผมไปพบเจอว่า Debussy ชื่นชอบผลงานศิลปะของ J. M. W. Turner และ James Abbott McNeill Whistler มากกว่านะครับ

คนส่วนใหญ่มักรับรู้จัก จดจำได้เพียง Arabesques No.1 แต่บทเพลงนี้ยังมี Arabesques No.2 ที่แม้ไม่ได้ตราตรึงเทียบเท่า แต่ยังคงโดดเด่นในลูกเล่นลีลา มอบสัมผัส Impressionist เหมือนเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นอย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน สำราญกาย-ใจ ระริกระรี้โดยไม่ยี่หร่าอะไรใคร

หลายคนน่าจะคาดเดาไม่ยากว่าทำไมผมถึงเขียนบทเพลงนี้ เพราะแทบจะเป็น Main Theme ของภาพยนตร์ All About Lily Chou-Chou (2001) หรือถ้าตามภาษาวัยสะรุ่นในหนังก็คือบทเพลงทำให้ผู้ฟังสัมผัสถึงสสาร Ether ที่ล่องลอยอยู่รอบตัวเรา บังเกิดความผ่อนคลาย เบาสบาย แล้วหายใจเข้าเต็มปอด ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างบนโลก เพื่อบังเกิดความสงบสันติสุขขึ้นภายใน

ในบรรดาผลงานเปียโนของ Debussy ระหว่าง Arabesques No. 1, Rêverie (1890) และ Clair De Lune (1890) บอกตามตรงว่าผมเลือกไม่ได้จริงๆว่าชื่นชอบเพลงไหนมากกว่า (แต่เพลงดังที่สุดน่าจะ Clair De Lune) หนึ่งล่องลอยบนสรวงสวรรค์ สองบนความเพ้อฝัน สามท่ามกลางแสนจันทรา ต่างช่างมีความไพเราะเพราะพริ้ง งดงามจับจิตจับใจ ยิ่งถ้าได้นักเปียโนตีความเก่งๆ ย่อมทำให้น้ำลายฟูมปากด้วยกันทั้งนั้น

ซึ่งฉบับที่ผมชื่นชอบประทับใจสุดบรรเลงโดย François-Joël Thiollier (เกิดปี 1943) นักเปียโนชาวฝรั่งเศส-อเมริกัน หลายคนฟังแล้วสัมผัสได้ว่ามีความเชื่องช้ากว่าปกติ แต่นี่คือความเร็ว ‘Tempo’ ที่แท้จริงของเพลงนี้นะครับ (นักเปียโนอื่นๆมักเล่นด้วยความเร่ง เร็วติดจรวด ไม่รู้จะรีบร้อนไปไหน) สังเกตว่าทุกท่องของบทเพลงจะมีช้า-เร็ว ดัง-ค่อย สลับกันไป เป็นการสร้างสมดุลในความสลับซับซ้อน สอดคล้องลักษณะลวดลาย Arabesques ได้อย่างลุ่มลึกล้ำกว่ามากๆ

Debussy ถือเป็นอีกคีตกวีคนสำคัญของโลก หนึ่งในผู้บุกเบิกไม่ใช่แค่บทเพลงสัมผัส Impressionist แต่ยัง Modern Music ที่ทำการสร้างเสียงเพลงให้สอดคล้องสิ่งต่างๆรอบข้าง (ธรรมชาติ ภาพวาด ผลงานศิลปะ ฯลฯ) ใครสนใจแนะนำให้ลองหารับฟัง

  • Prélude à l’Aprés-Midi d’un Faune (1894) ถือเป็นหมุดหมายของ Modern Music เริ่มต้นที่บทเพลงนี้
  • Pelléas Et Mélisande (1902) แม้เป็นอุปรากรเรื่องเดียวในชีวิตของ Debussy แต่ได้รับการยกย่องว่าเป็น Landmark จุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20th
  • La Mer (1905) ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาด The Great Wave off Kanagawa (1831) หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Katsushika Hokusai

คำโปรย | Arabesques ของ Claude Debussy ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย ระริกระรี้อยู่บนสรวงสวรรค์
คุณภาพ | ค์
ส่วนตัว | เคลิบเคลิ้ม

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: