Deliverance

Deliverance (1972) hollywood : John Boorman ♥♥♥♡

Burt Reynolds นำทีมหนุ่มๆชาวเมือง 4 คน ล่องเรือแคนูในแม่น้ำสายสมมติ Cahulawassee River ที่กำลังถูกกั้นเขื่อนทำเป็นทะเลสาป ในทัศนะของเขามองความสวยงามของธรรมชาติ ราวกับโดนมนุษย์ ‘ข่มขืน’ กระทำทารุณเหี้ยมโหด มันช่างเจ็บปวดทรมาน น่าอับอายขายหน้าเสียกระไร

ทีแรกผมไม่เข้าใจเลยนะ ว่าหนังแฝงนัยยะอะไรเกี่ยวกับการท่องเที่ยวล่องเรือแคนูทริปนี้ แต่พอสะดุดกับบทสัมภาษณ์ของ Burt Reynolds

“women get this movie much quicker than men. Women also understand. You know, for so many years men threw the word rape around and never thought about what they were saying. And I think the picture makes men think about something that’s very important, that we understand the pain and embarrassment and the change of people’s lives”.

ตอนที่ผมเห็นฉากข่มขืนครั้งแรก ระลึกถึงหนังเรื่อง Pulp Fiction (1994) ของผู้กำกับ Quentin Tarantino ประมาณ 99.99% ค่อนข้างมั่นใจเลยว่าต้องได้แรงบันดาลใจจากเรื่องนี้ และ Tarantino ย่อมเป็นแฟนพันธุ์ Macho ของ Burt Reynolds คาดหวังจะได้ร่วมงานกันใน Once Upon a Time in Hollywood (2019) น่าเสียดายพลันด่วนจากไปเสียก่อน

คือมันก็จริงดั่งที่ Reynolds เล่ามา คนเป็นผู้ชายมักไม่ครุ่นคิด หรือมีความหวาดกลัวต่อการถูก ‘ข่มขืน’ ใครไหนจะมากระทำชำเรา? ตรงกันข้ามกับผู้หญิงเมื่อใดรายล้อมโดยหนุ่มๆ มิสามารถดิ้นรนขัดขืนแทรกตัวหนี ก็แทบไม่ต้องจินตนาการต่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

ผมขอเรียกว่า ‘สันชาตญาณของผู้ล่า’ เพราะความที่ผู้ชายมีพละกำลังวังชา ครุ่นคิดอยู่เสมอว่าตนเองอยู่สูงสุดของห่วงโซ่อาหาร จำเป็นอะไรต้องคอยปกป้องระวังหลัง มีแต่จะมองไปข้างหน้าหาเหยื่อเพียงอย่างเดียวเสียด้วยซ้ำกระมัง

ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ผู้ชายถูกข่มขืน ร่างกายเจ็บปวดมันไม่เท่าไหร่หรอก(มั้งนะ) แต่จิตใจ เกียรติ ศักดิ์ศรี ความเป็นลูกผู้ชาย จักสูญเสียหาย มลายไปโดยสิ้นเชิง เกิดความอับอายขายขี้หน้า ล่วงรับรู้ไปถึงไหนก็อยากมุดแทรกแผ่นดินหนี แค่รูทวารของตนเองยังมิอาจปกป้องได้ เฉกเช่นนั้นแล้วจะสามารถเป็นที่พึ่งพักพิงต่อใคร/อิสตรีไหนกัน!

นำเอาความรู้สึกดังกล่าวเป็นที่ตั้ง ฟังดูมันอาจสุดโต่ง ‘Extremist’ แต่ถือว่าไม่ผิดเลย เหมือนการกินขี้ของ Salò, or the 120 Days of Sodom (1975) แฝงนัยยะทางการเมือง, ชายถูกชายข่มขืนใน Deliverance (1972) เปรียบเทียบสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ แม้มิสามารถกรีดร้องแสดงออกเหมือนหมูหมา ไม่ได้แปลว่าเราควรจะถืออภิสิทธิ์เกินเลย

John Boorman (เกิดปี 1933) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Shepperton, Middlesex, เรียนจบจาก Salesian School, Surrey ทำงานซักแห้ง ต่อด้วยนักข่าว จนประจำห้องข่าวที่ Southern Television, Southampton ก่อนผันตัวมาสร้างสารคีดฉายโทรทัศน์ เข้าตาโปรดิวเซอร์ชักชวนให้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Catch Us If You Can (1965) แม้ไม่ประสบความสำเร็จในรายได้ แต่เสียงวิจารณ์ค่อนข้างดีทีเดียว จึงมีโอกาสมุ่งสู่ Hollywood กำกับ Point Blank (1967), Hell in the Pacific (1968), Leo the Last (1970), Exorcist II: The Heretic (1977), Excalibur (1981), The General (1998), เข้าชิง Oscar: Best Director สองครั้งจาก Deliverance (1972) และ Hope and Glory (1987)

Deliverance (1970) คือผลงานนิยายขนาดยาวเรื่องแรกของ James Dickey (1923 – 1997) นักเขียน กวี สัญชาติอเมริกัน ที่ก็ได้มีส่วนร่วมกับโปรเจคอย่างมาก ดัดแปลงบทภาพยนตร์ด้วยตนเอง ทั้งยังช่วยคัดเลือกนักแสดง หาสถานที่ถ่ายทำ สอน Burt Reynolds ยิงธนูจนแม่นยำ และยังเคยมีเรื่องทะเลาะชกต่อยกับ Boorman ไม่พึงพอใจที่เปลี่ยนแปลงบทโดยไม่บอกกล่าว กระนั้นพวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนสนิท ติดต่อพบหากันอยู่เรื่อยๆ

เกร็ด: เห็นว่าใน Sam Peckinpah ก็เคยสนใจโปรเจคนี้ แต่เมื่อทราบว่า Boorman ได้รับลิขสิทธิ์ไป เลยหันไปกำกับ Straw Dogs (1971)

เรื่องราวของ Lewis, Ed, Bobby, Drew สี่หนุ่มชาวเมือง Atlanta ตัดสินใจล่องเรือแคนูใน Cahulawassee River จากทางตอนเหนือของ Georgia ปลายทางคือเมืองเล็กๆ Aintry ด้วยเป้าหมายผจญภัย และสั่งลาแม่น้ำสายนี้ที่กำลังจะกลายเป็นเขื่อน แต่ด้วยความอ่อนประสบการณ์ต่อโลกกว้าง ระหว่างทางพบเจอสองคนเถื่อนใช้ปืนข่มขู่ ตามด้วยข่มขืน Bobby ทางทวารหนัก เป็นเหตุให้ Lewis ใช้ธนูยิงชายคนหนึ่งเสียชีวิต หลังจากถกเถียงข้อกฎหมายกับ Drew ได้ข้อสรุปโดย Ed ฝังกลบ ทำเหมือนไม่เคยพบเจอหรือมีอะไรเคยเกิดขึ้นมาก่อน กระนั้นยังมีชายฟันหลออีกคนแอบซุ่มติดตามหวังล้างแค้นทวงคืน สุดท้ายแล้วทั้งสี่จะสามารถเอาตัวรอดพ้นไปถึงเป้าหมายฝั่งฝันได้ครบหมดหรือเปล่า

สำหรับนักแสดงที่อยู่ในความสนใจของ Dickey กับ Boorman ประกอบด้วย Gene Hackman (ในบท Ed), Lee Marvin (ในบท Ed), Marlon Brando (ในบท Lewis), Jack Nicholson (ในบท Ed), Donald Sutherland ปฏิเสธความรุนแรง, Charlton Heston ไม่อยากเข้าป่า, Robert Redford, Henry Fonda, George C. Scott, Warren Beatty ฯ

สุดท้ายได้ Burton Leon Reynolds Jr. (1936 – 2018) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lansing, Michigan มีเชื้อสาย Dutch, Scottish, วัยเด็กวาดฝันเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล แต่ได้รับบาดเจ็บเข่าหลายครั้งจนต้องเลิกเล่น ต่อมาสนใจอาชีพตำรวจแต่พ่อแนะนำให้เรียนจบก่อนแล้วสมัครเป็นเจ้าหน้าที่ทัณฑ์บน (Parole Officer) ซึ่งระหว่างเรียน Palm Beach Junior College ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษผลักดันให้เขาเล่นละครเวทีของโรงเรียนจนเกิดความสนใจด้านนี้ แถมคว้ารางวัล Florida State Drama Award ได้รับทุนเรียนการแสดงที่ Hyde Park Playhouse, New York ได้มีบทสมทบเล็กๆในละคร Broadway จนเข้าตาผู้กำกับ Hollywood เกือบได้แสดง Sayonara (1957) แต่หน้าเหมือน Marlon Brando ไปหน่อย เลยถูกส่งต่อให้วงการโทรทัศน์ เริ่มมีชื่อเสียงจากซีรีย์ Riverboat (1959-61), Gunsmoke (1962-65), สำหรับภาพยนตร์ลุ่มๆดอนๆจนมาถึง Deliverance (1972) จากนั้นกลายเป็นนักแสดงยอดนิยม ‘Superstar’ แห่งทศวรรษ 70s อาทิ The Longest Yard (1974), Smokey and the Bandit (1977), Semi-Tough (1977), Hooper (1978), Smokey and the Bandit II (1980), The Cannonball Run (1981) และเข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor จากเรื่อง Boogie Nights (1997)

รับบท Lewis Medlock ผู้นำทริปล่องเรือแคนู มีร่างกายบึกบึนกำยำ ชื่นชอบความท้าทาย หวาดเสียว บ้าพลัง ทั้งยังไหวพริบปณิธานดีเยี่ยม ไม่หวาดเกรงกลัวต่อสิ่งใด, เหตุผลของการจัดทริปนี้ เพื่อปลดปล่อยสันชาตญาณสู่อิสรภาพ ท้าทายโสตประสาทสัมผัส เป็น-ตายมองเหมือนเกมแห่งการเอาตัวรอด แต่เข้มแข็งแกร่งสุดใช่ว่าจะผู้ชนะเสมอไป

ภาพลักษณ์ Macho ของ Reynolds สร้างมิติให้กับตัวละครดูมีความแตกต่างจากสมาชิกผู้อ่อนปวกเปียกด้อยประสบการณ์ทั้งสาม ผู้ชมจะคาดคิดว่าหมอนี่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นย่อมต้องสามารถเอาตัวรอดไปถึงฝั่งฝันแน่ แต่เมื่อตกเรือขาหักกลายเป็นภาระคนอื่นเสียอีก นั่นคือที่ผมสื่อถึง ไม่จำว่าบุคคลผู้เข้มแข็งแกร่งสุดจะสามารถเป็นที่พึ่งพักพิงได้ตลอดเวลา

Reynolds คือนักแสดง ‘Superstar’ ที่ชื่นชอบความบันเทิงสนุกสนานมากกว่าบทบาทซีเรียสจริงจัง รับบทสตั๊นเล่นเองแสดงเองได้รับบาดเจ็บก็ช่างมัน ประสบการณ์ชีวิตสำคัญสุด เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ไม่ชอบตนเองใน Boogie Nights (1997) [ทั้งๆเป็นเรื่องเดียวได้เข้าชิง Oscar] และถ้าต้องเลือกเรื่องหนึ่งเก็บฝังใน Time Capsule จะหยิบ Deliverance ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมสุดที่ตนเองมีส่วนร่วมนำแสดง

“If I had to put only one of my movies in a time capsule, it would be Deliverance. I don’t know if it’s the best acting I’ve done, but it’s the best movie I’ve ever been in. It proved I could act, not only to the public but me.”

Jonathan Vincent Voight (เกิดปี 1938) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Yonker, New York พ่อเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ ได้รับการเลี้ยงดูแบบ Catholic เข้าเรียน Archbishop Stepinac High School, New York, ทำให้เกิดความสนใจด้านการแสดง จบออกมาต่อ The Catholic University of America, Washington, D.C. เริ่มต้นมีผลงานโทรทัศน์สลับกับละครเวที แจ้งเกิดโด่งดังกับ Midnight Cowboy (1969) เข้าชิง Oscar: Best Actor แต่เสมือนว่าฟลุ๊ค เพราะหลังจากนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเลยจนกระทั่ง Deliverance (1972), ผลงานเด่นๆ อาทิ Coming Home (1978) ** คว้า Oscar: Best Actor, The Champ (1979), Runaway Train (1985), Heat (1995), Mission: Impossible (1996), Enemy of the State (1998), The Rainmaker (1997), Ali (2001), Pearl Harbor (2001) ฯ

รับบท Ed Gentry หนุ่มหน้าละอ่อนใสแม้ไว้หนวดเข้ม ทั้งๆที่บ้านครอบครัวมีสุขพร้อมหน้าภรรยาลูก แต่โหยหาอิสรภาพอยากเป็นแบบ Lewis Medlock มาทริปนี้ก็เพื่อพิสูจน์ และปรับเปลี่ยนพัฒนาตัวเอง แรกๆมีความขลาดเขลาหน่อมแน้ม ไม่สามารถยิงกวางในระยะประชิด แต่เมื่อชีวิตต้องเลือกระหว่างเป็นตายก็สามารถทำได้อย่างหวุดหวิด หลังจากนั้นก็เติบโตขึ้นเปลี่ยนแปลงแทบเป็นคนละคน

ภาพลักษณ์การแสดงของ Voight แทบไม่ต่างอะไรจาก Midnight Cowboy (1969) ดูอ่อนแอปวกเปียกพึ่งพาไม่ค่อยได้ แต่กลับต้องเป็นผู้ครุ่นคิดตัดสินและกระทำบางสิ่งชี้ชะตาความอยู่รอด, เพราะไม่มีเงินจ้างสตั๊นแมน Voight จึงต้องปีนเขาเสี่ยงตายด้วยสองมือตนเอง ไปถึงยอดคิดไงไม่รู้หยิบกระเป๋าสตางค์เปิดออกดูรูปลูกและภรรยา ซุ่มซ่ามทำพลัดตกสูญหาย จิตใจของตัวละครตอนนั้นคลุ้มคลั่งแทบเสียสติแตก ง้างธนูสั่นๆกว่าจะยิ่งได้ ถ้าถูกยิงตายก็สมควรแต่ดันรอดมาได้ซะงั้น!

“When he’s losing his touch with his family. What that reminds me of is all the guys that we send to war. You understand what they go through. They go through all of those feelings and then they have to put themselves on the line… they don’t know if they’re coming back. All of those guys — that’s true bravery”.

Ned Beatty (เกิดปี 1937) นักแสดงสมทบชื่อดัง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Louisville, Kentucky ตั้งแต่เด็กเป็นนักร้องในโบสถ์ St. Matthews, Kentucky ต่อมาได้ทุนเข้าเรียนยัง Transylvania University, Kentucky แต่ไม่ทันจบออกมาเป็นนักแสดงละครเวที ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงพอสมควร จนได้รับเลือกให้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Deliverance (1972) แจ้งเกิดโดยทันที, ผลงานเด่นๆถัดมา อาทิ Network (1976), Nashville (1975), All the President’s Men (1976), ลูกน้องของ Lex Luthor เรื่อง Superman (1978), Hear My Song (1991) ฯ

รับบท Bobby Trippe หนุ่มอ้วนเทอะทะ หน้าตายียวนกวนประสาท ฝีปากก็กวนบาทา ชอบทำตัวเย่อหยิ่งจองหองหัวสูง แต่ใครๆก็รู้มีดีแค่ปาก ปอดแหกจะตายเมื่อถูกปืนจ่อ ยังไม่รู้ตัวเองตอนถอดเสื้อผ้า ชิบหายแล้วแม้งจะข่มขืนตูดกู ดิ้นรนตะเกียกตะกายส่งเสียงร้องเหมือนหมูหมา เอาตัวรอดผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นมาได้ปุ๊ป ปิดปากเงียบสนิทไม่กล่าวคำเพ้อเจ้อออกมาอีกเลย!

ในบรรดาสี่นักแสดงนำ จะบอกว่าผมโคตรประทับใจ Beatty สุดแล้ว แรกๆมีความน่าถีบให้ตกเรือแคนูเสียเหลือเกิน แต่หลังจากโดนดีเข้าไป (ถ่ายทำฉากนั้นเทคเดียวผ่าน) ตัวละครเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เข้าใจวิถีสัจธรรมความจริงของการเอาตัวรอดในป่าใหญ่ จากนี้ใครข่มเหงรังแกดูถูกก็ไร้ซึ่งความหวาดกลัวเกรง เพราะตนเองประสบพบโดนสิ่งโคตรเxย เลวร้ายสุดในชีวิตมาแล้ว

Daniel Ronald Cox (เกิดปี 1938) นักร้อง นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cloudcroft, New Mexico, เรียนจบจาก Eastern New Mexico University สาขาการแสดงและการพูด เริ่มต้นจากเป็นนักร้อง แต่งเพลง แสดงละครเวที ได้รับเลือกให้แสดง Deliverance (1972) กลายเป็นตำนานกับฉากดวลแบนโจ (Dueling Banjos) แต่ตัวเองเล่นกีตาร์โชว์, ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Beverly Hills Cop (1984), RoboCop (1987), Total Recall (1990)

รับบท Drew Ballinger ทำงานประกัน ยึดมั่นในกฎหมายบ้านเมือง (เคยเป็นสมาชิกลูกขุนตัดสินคดีความ) ชื่นชอบเล่นกีตาร์ฝีมือเก่งกาจแต่พ่ายดวลแบนโจกับเด็กบ้านนอกคอกหน้า, คงเพราะไม่ได้ถูกกระทำ หรือทำร้ายอะไรใคร จึงสามารถพูดอ้างข้อกฎหมายหลังจาก Lewis ฆ่าคนตาย เราควรทำอะไรสักอย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความพ่ายแพ้ในผลโหวตกลายเป็นตราบาป จิตใจล่องลอยขณะพายเรือ ไม่รู้ถูกยิงหรือหมดเรี่ยวแรงจนพลัดตก พาลให้ทุกสิ่งอย่างเสียกระบวนรวนเร ร่างที่เสียชีวิตในลักษณะมือบิดไขว้หลัง ทำได้แค่พูดอ้างข้อกฎหมายแต่มิสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง

เพราะความที่ Cox เป็นนักดนตรี เลยไม่แปลกจะสามารถโชว์ลีลาดีดกีตาร์ได้เร้าใจขนาดนั้น ซึ่งกว่าจะได้พบเห็นตัวละครอีกที (ฉากอื่นๆระหว่างนั้นเลือนลางมากๆ) ก็ตอนพุ่งชาร์ทเข้าแย่งปืนอีกคนเถื่อน โต้เถียงว่าเราควรนำร่างผู้ตายไปแจ้งความบอกกับตำรวจท้องถิ่น ไม่ใช่ปกปิดหลบซ่อนหนีกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้

เกร็ด: ฉากการตายของตัวละครที่มือไขว้ด้านหลัง เป็นความสามารถพิเศษของ Cox ที่สามารถบิดกระดูกไหล่เคลื่อนหมุนรอบทิศ เลยไม่ได้ต้องใช้หุ่นหรือแขนเทียมเข้าช่วย แค่ฝึกกลั้นหายใจได้ประมาณ

แซว: ผู้เขียนนิยาย James Dickey แม้จะสนิทสนมกับนักแสดงทุกคนในกองถ่าย กลับไม่เคยเรียกชื่อจริงของพวกเขา แต่เรียกชื่อตามบทบาทที่ได้รับ แม้จะพบเจอกันหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำก็เถอะ

ถ่ายภาพโดย Vilmos Zsigmond สัญชาติ Hungarian ที่ผู้กำกับ Boorman ประทับใจจากการที่เคยเป็นผู้ถ่ายทำฟุตเทจสงคราม เมื่อตอนสหภาพโซเวียตยกทัพเข้ารุกรานประเทศฮังการีเมื่อปี 1956 ด้วยความทึ่งอัศจรรย์ใจในความกล้าหาญไม่เกรงกลัว ย่อมสามารถร่วมเดินทางบุกป่าฝ่าดง ถ่ายทำช็อตยากๆ ท้าทาย อันตรายได้อย่างสบายๆ, หลังจากหนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นตำนานกับ Close Encounters of the Third Kind (1977), The Deer Hunter (1978), The River (1984), The Black Dahlia (2006) ฯ

สถานที่ถ่ายทำหลักของหนังคือ Rabun County ทิศอีสานของรัฐ Georgia, ฉากล่องเรือแคนนูที่ Chattooga River, Tallulah Gorge ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ Clayton, เขื่อนกำลังสร้างที่ Jocassee Dam, และเมือง Aintry แถวๆ Mount Carmel Baptist Church ติดทะเลสาป Jocassee (เป็นเมืองที่กำลังรอขนย้ายหนีเขื่อนพอดิบพอดี)

เกร็ด: แรงบันดาลใจของ Cahulawassee River ผู้เขียนบอกว่ามาจาก Coosawattee River ซึ่งขณะนั้นใกล้กำลังสร้างเขื่อน Carters Dam เสร็จสิ้นปี 1977 แต่เพราะความเชี่ยวกรากของสายน้ำ อันตรายเกินกว่าใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำจริง

เกร็ดสอง: หลังจากความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ทำให้เกิดความนิยมในการล่องเรือแคนูยัง Chattooga River ลอกเลียนแบบจนเกิดอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 30 รายในปีเดียว

Billy Redden รับบท Lonnie หรือที่ใครๆมักเรียกว่า Banjo Boy แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้เล่นแบนโจเป็นประการใด ถ้าใครสังเกตดีๆจะพบเห็นการเล่นมุมกล้อง โดยมีมือของ Mike Addis นักแบนโจท้องถิ่น ยื่นออกมาแทนตรงแขนเสื้อ นั่งหลบอยู่ด้านหลังอย่างแนบเนียน

เพราะความที่หนังโดดหั่นงบประมาณออกไปมาก ทำให้ไม่มีเงินจ้างนักแสดงแทน หรือแม้แต่ทำประกันหากเกิดอุบัติเหตุใดๆ กระนั้นนักแสดงรุ่นใหญ่เหล่านี้ก็มิได้แคร์อะไร ขนาดว่า Lewis ยังพูดแซวแบบกวนๆ

“Insurance? I’ve never been insured in my life. I don’t believe in insurance. There’s no risk.”

ก่อนหน้ายุคสมัยของ Tom Cruise ที่คนสมัยนี้ยกย่องกันหนักหนา แต่ก่อนหนังส่วนใหญ่นักแสดงเล่นเองเจ็บเองเป็นเรื่องปกติสามัญมากๆ ถึงผมไม่ล่วงรู้เบื้องหลังมาก่อน เห็นช็อตระยะใกล้คือนักแสดงพายเรือแคนู ไถลลงมาจากน้ำตกจริงๆ ก็เสียวสันหลังแทบทุกช็อต กว่าจะจบแต่ละ Sequence เล่นเอาใจหายวาบ สมจริงจนต้องปรบมือให้

เรื่องกลัวตายไม่เท่าไหร่ แต่กล้องถ่ายมันราคาแพงชิบหายคงไม่มีใครยอมเสี่ยงแน่นอน! สังเกตว่าฉากล่องเรือแคนู จะมีลักษณะเป็นการแพนกล้องจากซ้ายไปขวาเสมอ ไม่มีถ่ายบนเรือ Tracking ติดตามตัวละคร (เรือแคนูมันคงโยกเยกมากๆ ไม่มีทางจับอยู่นิ่งๆได้แน่นอน) อยากรู้ถ่ายทำกันอย่างไรก็เบื้องหลังภาพนี้แหละ

ในบทจะมีเขียนแค่ว่า ‘squeal like a pig’ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่านั้นเป็นการคิดสดของ Ned Beatty และ Bill McKinney (นักแสดงที่รับบท Mountain Man) เพื่อเพิ่มความสมจริงและหลอกหลอน จนกลายเป็นคำพูดติดปากของหนังโดยปริยาย

นำภาพนี้มาเพื่อยืนยันว่า Jon Voight ปีนเขาเองจริงๆ ไม่มีเชือกหรือสตั๊นแมนเผื่อเกิดความผิดพลาด ซึ่งฉากนี้จริงๆต้องกลางคืนแต่เพราะมันมืดเกินเลยต้องถ่ายทำตอนกลางวันด้วยฟิลเลอร์ ‘Day for Night’

ฉากพายเรือเมื่อเหลือเพียง 3 คน ก็ถูกกล่าวขวัญถึงเพราะในตอนแรกมีการใช้หุ่นดัมมี่ นอนป่วยแทน Reynolds จะได้ไม่ต้องเข้าฉาก แต่ปรากฎว่าภาพถ่ายออกมาไม่เวิร์คเท่าไหร่ ผู้กำกับบอกว่า

“like a canoe with a dummy in it”.

เจ้าตัวเลยอาสานอนบนเรือแทน ถ่ายทำใหม่ สำลักน้ำไปหลายรอบ พร้อมก้นกบแตก (อุบัติเหตุจริงๆ) ถามกับผู้กำกับผลลัพท์เป็นเช่นไร

“like a canoe with a dummy in it”.

เกร็ด: สำหรับกระดูกที่พบเห็นยื่นออกมาจากขาของ Reynolds คือกระดูกแกะ ซึ่งพ่อค้าขายเนื้อแถมเลือดมาให้ด้วยเยอะๆ ฉากนี้เลยดูสมจริงพอสมควร

ตัดต่อโดย Tom Priestley ขาประจำของ Boorman, ถึง Lewis Medlock จะคือผู้นำทริปนี้ แต่หนังเล่าเรื่องในมุมมองของ Ed Gentry ชายผู้มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงมากสุดของเรื่องราว จากหนุ่มเมืองที่ชีวิตมีความสะดวกสบาย ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบได้ถึงมาล่องเรือแคนู กลายเป็นผู้ตัดสินใจในช่วงเวลาคับขัน และกระทำในสิ่งที่น้อยคนจะกล้าหาญพอ

เรื่องราวของหนังสามารถแบ่งออกเป็นบทๆตอนๆ คั่นด้วยช่วงขณะกำลังล่องเรือแคนูทั้งหมด 4 ช่วง
– ออกเดินทางด้วยรถมาถึงแม่น้ำ
– (1) ล่องเรือช่วงแรก ความท้าทายไม่เท่าไหร่
– ตั้งแคมป์ค้างแรมคืนแรก Lewis ใช้ธนูยิงปลา, Ed ไม่สามารถยิงกวางได้ … นี่แค่ขั้นทดลองใช้ชีวิต
– (2) ล่องเรือช่วงสอง ชิลๆสบายๆเรื่อยเปื่อย
– พบเจอ Mountain Man ความเป็น-ตาย อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ
– (3) ล่องเรือช่วงสาม กระแสน้ำเชี่ยวกรากเต็มไปด้วยเกาะแก่งและน้ำตกสูง คนที่จิตใจเตรียมตัวมาไม่พร้อมย่อมสร้างปัญหาปั่นป่วน เป็นเหตุให้เรือลำหนึ่งแตก
– ตกอยู่ท่ามกลางหุบแอ่ง Lewis ตกลงมาได้รับบาดเจ็บสาหัส, Ed ปีนป่ายขึ้นสูงเพื่อพิสูจน์/ค้นพบคุณค่าของการมีชีวิต
– (4) ล่องเรือช่วงสุดท้าย กระแสน้ำโหดปานกลาง อุปสรรค์เกิดจากความวิตกกังวลถึงเพื่อน เมื่อไหร่จะถึงเป้าหมายปลายทาง
– ณ เมือง Aintry สามคนที่เหลือพยายามกลบเกลื่อนปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้น สังคมกลับพยายามขุดคุ้ยงมหาคำตอบ

เพลงประกอบไม่มีเครดิตนอกจาก Dueling Banjos เล่นดวลระหว่างกีตาร์-แบนโจ ซึ่งทำการกำหนดโทนอารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง หลังจากนั้นได้ยินไม่กีตาร์ก็แบนโจ ประกอบบรรยากาศคลอเบาๆ

Dueling Banjos ต้นฉบับแต่งโดย Arthur ‘Guitar Boogie’ Smith เล่นคู่กับ Don Reno บันทึกเสียงปี 1955 ประกอบด้วย Plectrum Banjo (ที่มี 4 สาย) และ Bluegrass Banjo (ที่มี 5 สาย) ทีแรกเห็นว่าก็จะใช้ฉบับนั้น แต่กลับมีเรื่องฟ้องร้องข้อกฎหมายเกิดขึ้น สตูดิโอเลยมอบหมายให้ Eric Weissberg กับ Steve Mandell เรียบเรียงขึ้นใหม่กลายเป็นกีตาร์-แบนโจ สามารถไต่สูงสุดอันดับ 2 ชาร์ท Billboard Hot 100 ถึง 4 สัปดาห์ เป็นรองเพียง Killing Me Softly with His Song ของ Roberta Flack และเข้าชิง Golden Globe: Best Original Song (ถูก Oscar SNUB สาขานี้ไปอย่างน่าเสียดาย)

นัยยะของการดวลครั้งนี้ สะท้อนความต้องการเอาชนะกันของ Drew Ballinger กับ Lonnie/Banjo Boy ตัวแทนของ คนเมือง vs. ชนบท (ธรรมชาติป่าเขา) ผลลัพท์กลายเป็นว่าไอ้หนุ่มเมืองพ่ายแพ้ นี่เป็นการพยากรณ์สิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขาทั้งสี่ต่อไป เมื่อพบเจออุปสรรคระหว่างทาง

“You don’t beat it. You don’t beat this river”.

มนุษย์ไม่มีทางเอาชนะธรรมชาติไปได้ ต่อให้สามารถปรับเปลี่ยน แปรสภาพ หรือควบคุมดิน-ฟ้าทุกสิ่งอย่างได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังต้องพึ่งพาอาศัย อยู่กิน ดำรงชีพ อยู่ร่วมกัน เวลาเกิดภัยพิบัติใดๆย่อมได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็โดยอ้อม

สิ่งที่มนุษย์กระทำกับธรรมชาติ เปรียบเทียบตรงๆก็เหมือนผู้ล่าที่มีอำนาจต่อรอง/อาวุธปืน สามารถคุกคาม’ข่มขืน’อีกฝ่าย ตนเองเกิดความพึงพอใจไคลน์แม็กซ์จุดสูงสุด แต่มักกลับไม่เคยครุ่นคิดสนถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย จะตกต่ำเลวร้ายทุกข์ทรมานกาย-ใจ สักแค่ไหน

การที่หนังกลับตารปัตรให้สองคนเถื่อนรุมข่มขืนหนุ่มชาวเมือง นี่เป็นการสะท้อนย้อนแย้งเปรียบเทียบ เมื่อธรรมชาติถึงคราเอาคืนกับมนุษย์ กระทำการคุกคามข่มขืนเรากลับบ้าง ผู้ชมจะเกิดปฏิกิริยาอารมณ์ความรู้สึกตอบสนองเช่นไร … หาความอภิเริงรมณ์ไม่ได้เลยใช่ไหมละ

ใจความของภาพยนตร์เรื่องนี้ เปรียบเทียบชี้ชักนำให้ผู้ชมตระหนักถึงการกระทำอันส่งผลกระทำต่อทุกสิ่งอย่างรอบตัว เกิดอารมณ์ความรู้สึก จิตสำนึก มองเห็นคุณค่าของป่าเขา แมกไม้ ลำธาร สิ่งแวดล้อม อย่าเอาแต่ตักตวงผลประโยชน์เฉพาะหน้า ตัดทำลาย สร้างเขื่อน ขยายเมือง นำเอาทรัพยากรมาใช้ให้มันมากนัก เพราะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเริ่มไม่หลงเหลืออะไร เชื่อเถอะว่าธรรมชาติจะหวนย้อนกลับมาทวงคืน ภัยพิบัติอันอาจทำให้อารยธรรมมนุษย์ล่มสลายไปเลยก็เป็นได้

ระยะเวลาการเดินทางล่องเรือ 3 วัน 2 คืน และพักค้างแรมที่ Aintry อีกวันสองวัน รวมๆแล้วน่าจะไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ของการผจญภัย แต่ก็ทำให้หนุ่มเมืองทั้งสี่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
– Lewis Medlock จากเคยเข้มแข็งแกร่ง Macho กลับต้องสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง หมดสิ้นความเป็นลูกผู้ชาย ฆ่ากันให้ตายเสียยังดีกว่า
– Ed Gentry จากเคยอ่อนแอปวกเปียก กลายเป็นคนเข้มแข็งกล้าตัดสินใจ เผชิญหน้ายอมรับความจริงทุกสิ่งอย่าง ได้รับบาดเจ็บโง่ๆที่ท้องตนเอง แต่เล็กน้อยเดี๋ยวสักพักก็หาย ทิ้งไว้คงรอยแผลเป็นให้จดจำความโง่เขลา
– Bobby Trippe จากเคยเป็นคนปากร้าย พูดพร่อย เย่อหยิ่งจองหองอวดดี กลับกลายเป็นตารปัตรตรงข้าม พูดน้อยสงบปากสงบคำ หนักแน่นมั่นคง ไว้เนื้อเชื่อใจได้ ไม่คิดคดทรยศหักหลังเพื่อนฝูง
– Drew Ballinger เป็นคนดีมีศีลธรรม ชื่นชอบหลงใหลในดนตรี ยึดมั่นในกฎระเบียบสังคมที่มนุษย์ตราขึ้น จบชีพลงด้วยความโชคร้าย มือบิดไขว้หลัง ประมาณว่าเป็นสิ่งไร้ซึ่งสาระประโยชน์ใดๆในโลกความเป็นจริง

ผมพยายามฝึกตนเองในเรื่องเล็กๆน้อยๆ อาทิ ทิ้งขยะให้ถูกที่ มีถังก็แยกประเภทตาม ไม่ใช่โยนทิ้งขว้างข้างทาง พูดบ่นบอกกล่าวกับคนรอบข้างให้จนอย่างน้อยถ้าขณะเขาอยู่กับเราไม่กระทำตัวเxยๆเหมือนหมาข้างถนน … คือก็รู้นะว่าทำแค่นี้ไม่ได้ทำให้โลกสวยดีขึ้น แต่มันคือการฝึกตัวเองไม่ให้สร้าง/ผลักภาระแก่ผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ/สังคม และลึกๆทำให้เกิดความภาคภูมิใจเวลาพบเห็นเดรัจฉานที่ชอบกินทิ้งกินขว้าง เป็นแบบอย่างให้ฉันไม่มีวันกระทำตามเช่นนั้นเป็นอันขาด!

ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $46 ล้านเหรียญ สูงอันดับ 5 ของปี, เข้าชิง Oscar สามสาขา
– Best Picture พ่ายให้กับ The Godfather (1972)
– Best Director
– Best Film Editing

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือความลึกล้ำซับซ้อนของเรื่องราว ใช้นัยยะการกระทำ ‘ข่มขืน’ ชักชวนให้ฉุกครุ่นคิดขึ้นมาได้ และการทุ่มเทสุดตัวของนักแสดง ทีมงาน ผู้กำกับ มันอาจไม่ได้ยากลำบากยิ่งใหญ่ถึงระดับ Aguirre, the Wrath of God (1972) แต่ผลลัพท์ออกมายอดเยี่ยมน่าดูชม

หนังมีปัญหาใหญ่ๆคือความสมเหตุสมผลของเรื่องราว ใครกันจะเอากฎหมายมาถกเถียงท่ามกลางขุนเขาป่าดงพงไพรเมื่อถูกข่มขืน หรือฆ่าคนตาย? ถ้าปอดแหกนักแล้วจะมาทริปล่องแคนูกันทำไม? ถึงทุกอย่างจะตีความในเชิงนามธรรมได้หมด แต่มันก็ดูงุ่มง่าม เงอะงะ อึกอักอ่วนไปเสียหน่อย

แนะนำคอหนังสายผจญภัย Survival, ชื่นชอบการล่องเรือ แคนู คายัค ไปตามแม่น้ำลำธาร, นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม/ธรรมชาติทั้งหลาย, รู้จักผู้กำกับ John Boorman และคลั่งไคล้นักแสดงนำ Burt Reynolds, Jon Voight ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับประเด็กข่มขื่น ความตาย และการเอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้าย

TAGLINE | “Deliverance ทำการปลดปล่อยอิสรภาพให้หวนกลับคืนสู่ธรรมชาติ แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจกัน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: