Dersu Uzala

Dersu Uzala (1975) USSR : Akira Kurosawa ♥♥♥♥

ผู้สูงวัยอย่าง Dersu Uzala (และผู้กำกับ Akira Kurosawa) แม้มีความเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า ไม่สามารถปรับตัวเข้าโลกสมัยใหม่ แต่บุคคลสูงวัยล้วนมีประสบการณ์ พานผ่านอะไรๆมามาก เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน เราจึงควรรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่เฉดหัวทิ้งไว้เบื้องหลัง, คว้ารางวัล Oscar: Best Foreign Language Film และ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เพราะปัญหาจาก Tora! Tora! Tora! (1970) ต่อด้วยความล้มเหลวย่อยยับ Dodes’ka-den (1970) ทำให้สตูดิโอ(ในญี่ปุ่น)ขาดความเชื่อมั่น ปฏิเสธมอบทุนสร้างโปรเจคถัดไป แถมสุขภาพร่างกายย่ำแย่ สภาพจิตใจตกต่ำ ผกก. Kurosawa เลยครุ่นคิดสั้น พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง ถ้าไม่เพราะมีโอกาสสรรค์สร้าง Dersu Uzala (1975) ระบายความรู้สึกอัดอั้น สมญานามจักรพรรดิแห่งวงการภาพยนตร์คงสิ้นสุดลงตั้งแต่กาลครั้งนั้น!

When the river he was born in and raised in (เปรียบเทียบถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น) becomes polluted, he can’t climb back upstream to lay his eggs – he has trouble making his films… One such salmon, seeing no other way, made a long journey to climb a Soviet river and give birth to some caviar. This is how my 1975 film Dersu Uzala came about. Nor do I think this is such a bad thing. But the most natural thing for a Japanese salmon to do is to lay its eggs in a Japanese river.

Akira Kurosawa

Dersu Uzala (1975) แม้ต้องบุกป่าฝ่าดง ถ่ายทำยังสถานที่ทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ แต่ผกก. Kurosawa ยังสามารถโชว์ความเก๋า นำเอาประสบการณ์สรรค์สร้างภาพยนตร์กว่าสามทศวรรษ มาปรับประยุกต์ใช้ ทำออกมาให้ดูเรียบง่าย แต่ซุกซ่อนเร้นความหมาย นัยยะอันทรงคุณค่ามากหลาย

ในบรรดาผลงานของผกก. Kurosawa หลายคนอาจมองข้าม Dersu Uzala (1975) แม้สามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Foreign Language Film แต่เพราะไม่ใช่หนังญี่ปุ่น, ไม่มี Toshiro Mifune, รวมถึงไม่ได้มีลูกเล่นแพรวพราวเหมือนเรื่องอื่นๆ จึงมักตกหล่นหาย ไม่ค่อยมีใครพูดกล่าวถึง แต่ผมครุ่นคิดว่านี่อาจเป็นภาพยนตร์มีความเป็นมนุษย์ (Humanism) มากที่สุดเรื่องหนึ่ง! สมควรค่าแก่การ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เกร็ด: Dersu Uzala (1975) ได้รับเลือกจากสำนักวาติกัน (Vatican Film List) ติดหนึ่งใน 45 ภาพยนตร์ หมวดหมู่ความทรงคุณค่า (Values)


Akira Kurosawa (1910-98) ปรมาจารย์ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Ōmori, Tokyo บิดาเคยเป็นซามูไร ฐานะค่อนข้างร่ำรวย แต่สอนให้ลูกๆเปิดรับแนวคิด/วัฒนธรรมจากชาติตะวันตก ทำให้เด็กชาย Kurosawa มีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่องแรกตั้งแต่ตอนอายุ 6 ขวบ ถึงอย่างนั้นความสนใจแรกกลับอยากเป็นศิลปิน จิตรกร ซึ่งก็ได้มุ่งไปทางนั้น หัดเรียนเขียนแบบ คัดตัวหนังสือ และเคนโด้ ควบคู่กันไป, โตขึ้นพยายามหาเลี้ยงชีพด้วยการวาดรูปแต่ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1935 มีสตูดิโอภาพยนตร์เกิดขึ้นใหม่ Photo Chemical Laboratories หรือ P.C.L. (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Toho หนึ่งในสตูดิโอใหญ่สุดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน) เปิดรับสมัครตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ แม้ว่า Kurosawa ที่ไม่เคยสนใจทำงานดังกล่าว ลองยื่นใบสมัครพร้อมส่ง Essay แสดงความคิดเห็นถึงข้อบกพร่องพื้นฐานของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น จงใจเขียนในลักษณะประชดประชัน ปรากฎว่าผกก. Kajirō Yamamoto อ่านแล้วเกิดความสนใจ เรียกมาสัมภาษณ์งาน และว่าจ้างให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัว

Kurosawa มีคนที่เรียนรู้งานไว ส่อแววอัจฉริยะ ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ออกแบบ สร้างฉาก จัดแสง พากย์เสียง ตัดต่อ ก้าวหน้าจากผู้ช่วยลำดับสา่ม (Third Assistant) กลายเป็นหัวหน้า (Chief Assistant) ในระยะเวลาไม่ถึงปี แถมยังได้ผกก. Yamamoto คอยส่งเสริม ปลุกปั้น เป็นอาจารย์ (mentor) ให้คำชี้แนะนำ ทั้งยังผลักดันให้ช่วยกำกับ Horse (1941), และได้รับเครดิตกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Sanshiro Sugata (1942)

กว่าสองทศวรรษที่ปักหลักใช้ชีวิต สรรค์สร้างผลงานโลกตะลึงมากมายในสังกัด Toho พอหมดสัญญาเมื่อปี ค.ศ. 1966 ผกก. Kurosawa ก็เกิดความตระหนักว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งในและนอกญี่ปุ่น กำลังปรับเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ความสำเร็จระดับนานาชาติทำให้มีข้อเสนอต่างชาติยื่นเข้ามามากมาย จะลองสักหน่อยเป็นไรไป โปรเจคแรกวางแผนไว้คือ Runaway Train (แค่ชื่อก็บอกถึงความสนใจผกก. Kurosawa ได้อย่างชัดเจน ต้องการหนีออกจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น) แนว Action Thriller แต่ไม่ทันไรก็พบปัญหาการสื่อสาร พัฒนาบทภาษาอังกฤษค่อนข้างล้าช้า จนถูกสตูดิโอสั่งล้มเลิกงานสร้าง … กว่าจะได้สร้างก็อีกหลายทศวรรษถัดมา Runaway Train (1985) กำกับโดย Andrei Konchalovsky

จากนั้นสตูดิโอ 20th Century Fox พัฒนาโปรเจค Tora! Tora! Tora! (1970) ตั้งใจจะแบ่งครึ่งหนึ่งนำเสนอผ่านมุมมองอเมริกัน พยายามติดต่อ David Lean ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Richard Fleischer, และอีกครึ่งฟากฝั่งญี่ปุ่นมอบหมาย Kurosawa ใช้เวลาพัฒนาบทอยู่เกือบปี แต่พอถ่ายทำได้เพียงสามสัปดาห์กลับประสบปัญหามากมาย ไม่สามารถพูดคุยสื่อสารทีมงาน ไม่เข้าใจวิธีการทำงานสไตล์ Hollywood เกิดอาการเคร่งเครียด นอนน้อย วิตกกังวล แพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการป่วยทางจิต จึงสั่งให้พักรักษาตัวสองเดือน เลยจำต้องถอนตัวออกไป (ได้ผู้กำกับแทนที่คือ Kinji Fukasaku และ Toshio Masuda)

เสียงตอบรับที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ของ Tora! Tora! Tora! (1970) สร้างความหวาดกังวลให้ผกก. Kurosawa กลัวจะสูญเสียชื่อเสียงเคยสะสมมา เร่งรีบสรรค์สร้างผลงานถัดมา Dodes’ka-den (1970) เป็นภาพยนตร์ฟีล์มสีเรื่องแรก (ของ Kurosawa) แม้ด้วยงบประมาณเพียง ¥100 ล้านเยน กลับถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักในญี่ปุ่น แถมไม่สามารถทำกำไรคืนทุน (แต่ตัวหนังได้เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film) นั่นทำให้เขาล้มป่วยโรคซึมเศร้า (Depression) เคยครุ่นคิดสั้น กรีดข้อมืด กรีดคอ ตั้งใจจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ!


ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าโปรเจค Dersu Uzala (1975) เริ่มต้นอย่างไร? เพราะเท่าที่ค้นหาจากหลายแหล่งข่าว มีความคลาเคลื่อนอยู่พอสมควร

  • แหล่งข่าวแห่งหนึ่งบอกว่าโปรดิวเซอร์ Yoichi Matsue และผู้ช่วย Teruyo Nogami ทำการติดต่อเข้าหาสตูดิโอ Mosfilm เพื่อให้ผกก. Kurosawa มีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่รัสเซีย
  • อีกแหล่งข่าวบอกว่าผู้กำกับ Sergei Gerasimov เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อชักชวนผกก. Kurosawa ให้มาสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่รัสเซีย
  • อีกแหล่งข่าวบอกว่าผกก. Kurosawa เดินทางไปร่วมงาน Moscow Film Festival แล้วได้ร่วมวงสนทนากับ Lev Krzyanov และ Sergei Gerasimov เลยชักชวนให้มากำกับภาพยนตร์รัสเซีย

ผกก. Kurosawa มีความลุ่มหลงใหล สนใจในวรรณกรรมรัสเซียมาตั้งแต่เด็ก เคยดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ The Idiot (1951) จากบทประพันธ์ Fyodor Dostoevsky และ The Lower Depths (1957) ของนักเขียน Maxim Gorky ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นหลังจากรัสเซียมาเป็นญี่ปุ่น

เมื่อผกก. Kurosawa ตอบตกลงว่าจะเดินทางไปสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่รัสเซีย แสดงเจตจำนงค์อยากดัดแปลงนวนิยาย Taras Bulba (1835) ของ Nikolai Gogol (1809-52) แต่ขณะนั้นกำลังมีโปรดักชั่นของ Sergei Bondarchuk เลยล้มเลิกความตั้งใจ … แต่สุดท้าย Bondarchuk ก็ไม่ได้สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้!

ต่อมาจึงพยายามดัดแปลงนวนิยาย The House of the Dead (1860-62) ของ Fyodor Dostoevsky แต่ไม่นานก็ยินยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะเนื้อหาสลับซับซ้อนเกินกว่าจะทำออกมาเป็นสื่อภาพยนตร์! เลยเปลี่ยนความสนใจมายังหนังสือ Dersu Uzala (1923)

Dersu Uzala, Дерсу Узала (1923) หรือ With Dersu the Hunter and Dersu the Trapper คือหนังสือจดบันทึก (Memoir) ของนักสำรวจชาวรัสเซีย Vladimir Arsenyev (1872-1930) ระหว่างการบุกเบิก Russian Far East แล้วได้พบเจอนายพราน Dersu Uzala (1849-1908) ชาติพันธุ์ Nanai (ชาว Goldi) อาสาเป็นไกด์นำทางระหว่างปี ค.ศ. 1902-07

เกร็ด: ก่อนหน้านี้ Dersu Uzala เคยได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ. 1961 กำกับโดย Agasi Babayan

เมื่อช่วงทศวรรษ 50s ผกก. Kurosawa เคยครุ่นคิดดัดแปลงสร้างภาพยนตร์หลังจาก The Idiot (1951) ร่วมพัฒนาบทกับ Eijiro Hisaita ตั้งชื่อว่า Ezo Kenki โดยใช้พื้นหลัง Hokkaido แต่พอออกสำรวจสถานที่กลับรู้สึกไม่พึงพอใจสักเท่าไหร่ ตระหนักว่าคงต้องเข้าไปถ่ายทำยังผืนป่า Taiga ซึ่งยุคสมัยนั้นทางการสหภาพโซเวียตคงไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าไปแน่ๆ เลยเก็บเข้ากรุขึ้นหิ้งเอาไว้ คาดไม่ถึงว่าสักวันหนึ่งโอกาสนั้นจะมาถึง!

ในส่วนของบทหนัง เพราะต้องมีการแปลภาษารัสเซีย รวมถึงได้รับการอนุมัติจาก Mosfilm (และกองเซนเซอร์ Goskino) เลยต้องร่วมงานกับนักเขียน Yuri Nagibin แต่เห็นว่าพวกเขามีความคิดเห็นแตกต่างกันแค่ฉากเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็เห็นพ้องคล้อยตามวิสัยทัศน์ของผกก. Kurosawa

เกร็ด: ในตอนแรกสตูดิโอ Mosfilm อยากได้แพ็กเก็ตคู่ ผกก. Kurosawa และนักแสดงนำ Toshiro Mifune แต่โปรดิวเซอร์เข้าไปคุยพูดคุย บอกว่าเป็นไปได้ยากที่จะต่อรองคิวงานกับ Mifune เพราะอาจต้องเสียเวลาถ่ายทำเป็นปีๆ เลยจำต้องล้มเลิกความตั้งใจดังกล่าว แล้วเปลี่ยนมาใช้บริการนักแสดงชาวรัสเซียจริงๆ


ช่วงต้นทศวรรษ 1900s, Captain Arsenyev (รับบทโดย Yury Solomin) ได้รับมอบหมายออกสำรวจทำแผนที่ ณ ภูมิภาค Shkotova ระหว่างกำลังพลัดหลงทางในป่า ได้พบเจอนายพราน Dersu Uzala (รับบทโดย Maxim Munzuk) ประทับใจในความรอบรู้ เชี่ยวชำนาญ เลยชักชวนให้มาเป็นไกด์นำทาง ทำให้การสำรวจราบรื่น และสามารถเอาตัวรอดพานผ่านประสบการณ์เฉียดตาย

หลายปีถัดมา Captain Arsenyev ได้รับมอบหมายออกสำรวจครั้งใหม่ พยายามติดตามหาแล้วก็ได้พบเจอ Dersu Uzala อีกครั้ง! แต่การเดินคราวนี้ทำให้ค้นพบว่าอดีตนายพรานผู้ยิ่งใหญ่ กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา มองไม่ค่อยเห็น ยิงปืนไม่โดนเป้า Captain Arsenyev เลยชักชวน Dersu มาอาศัยในเมืองร่วมกัน แต่ก็ไม่สามารถปรับตัวเองให้คุ้นเคยชิน สุดท้ายเลยต้องหวนกลับเข้าป่า เผชิญหน้าเหตุการณ์โศกนาฎกรรม


Maxim Monguzhukovich Munzuk, Максим Монгужук-оглу Мунзук (1910-99) นักแสดงสัญชาติ Tuvan เกิดที่ Kyzyl, Tyva (ขณะนั้นคือ Siberian, Russian Empire) จากเคยเป็นนักดนตรีในกองทัพ Tyva’s Artillery Regiment, ช่วงทศวรรษ 30s ออกมาก่อตั้งโรงละคอนท้องถิ่น Republic of Tuva เป็นทั้งนักร้อง เล่นดนตรี แต่งเพลง นักแสดง ผู้กำกับ รวมถึงครูสอนหนังสือ พบเจอโดยผกก. Akira Kurosawa แจ้งเกิดโด่งดังกับภาพยนตร์ Dersu Uzala (1975)

รับบทนายพราน Dersu Uzala ชาติพันธุ์ Nanai เติบโต ใช้ชีวิต อาศัยอยู่ในป่าเขาตั้งแต่เด็ก จึงมีความรอบรู้ เชี่ยวชำนาญ เลยสามารถเอาตัวรอดในทุกๆสถานการณ์ เพราะป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนบ้าน จึงมีความรักธรรมชาติ รังเกียจพวกเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ เข่นฆ่าทำลายล้างโดยไม่มีความจำเป็น

เกร็ด: ชาติพันธุ์ Nanai, нанайцы (แปลว่า Native) บางครั้งก็เรียกว่า Goldi, Hezhen, Qilang คือกลุ่มคนเชื้อสาย Tungusic จาก East Asia อาศัยอยู่ตามป่าเขาย่าน Heilongjiang (Amur), Songhuajiang (Sunggari) และ Wusuli River

วันหนึ่งระหว่างกำลังออกล่าสัตว์ บังเอิญได้พบเจอ Captain Arsenyev พูดคุยถูกคอ เลยกลายมาเป็นไกด์นำทางสำหรับภารกิจสำรวจทำแผนที่ พานผ่านประสบการณ์ร้อน-หนาว เฉียดเป็นเฉียดตาย กลายมาเป็นมิตรแท้ แต่หลายปีถัดมาเมื่อพวกเขาได้พบเจอ Dersu เริ่มมีสายตาฝ้าฟาง มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด Captain Arsenyev เลยชักชวนมาอาศัยร่วมกันในเมืองใหญ่ น่าเสียดายมิอาจปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ จึงขอหวนกลับเข้าป่าใช้ชีวิตบั้นปลาย

อาจจะไม่ใช่ชนพื้นเมือง/นายพรานโดยกำเนิด แต่ทว่า Munzuk เป็นคนชอบเข้าป่า ล่าสัตว์ เลยรอบรู้ ดูมีประสบการณ์ ความน่าเชื่อถืออย่างมากๆ ภาพลักษณ์เชื้อสายเอเชีย ตัวเตี้ยกว่านักแสดงรัสเซีย แถมที่สำคัญยังเป็นนักแสดงอาชีพ คนท้องถิ่นที่ผกก. Kurosawa บังเอิญพบเจอแล้วเกิดความประทับใจ …ต้องถือว่าปู่แกเกิดมาเพื่อบทบาทนี้โดยแท้!

ตัวละครนี้ก็คืออวตารของผกก. Kurosawa อายุอานามยังเท่ากันเป๊ะ! มีความรอบรู้ เชี่ยวชำนาญในสิ่งที่ทำ เวลาอยู่ในป่าท่าทางเชื่อมั่น แสดงถึงประสบการณ์ พานผ่านอะไรๆมามาก เลยไม่มีอะไรให้ต้องหวาดกลัวเกรง แต่หลังจากสายตาฝ้าฟาง กระทำสิ่งผิดพลาด ยิงปืนไม่เข้าเป้า เกิดความลุกรี้ร้อนรน กระวนกระวาย หงุดหงิดหัวเสียบ่อยครั้ง พอย้ายมาอยู่ในเมืองก็มิอาจปรับตัวใช้ชีวิต ตกอยู่ในสภาพท้อแท้สิ้นหวัง เหลือเพียงคำขอบคุณอันซาบซึ้ง ก่อนลาจากไปชั่วนิรันดร์

หลังความสำเร็จล้นหลาม(ในรัสเซีย) ทำให้ Munzuk มีโอกาสแสดงภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง จนกลายเป็นศิลปินแห่งชาติ ตั้งชื่อรางวัลนักแสดงนำชายของชาว Tuva รวมถึงองค์กรสนับสนุนศิลปิน Dersu Uzala Foundation


Yury Mefodievich Solomin, Ю́рий Мефо́диевич Соло́мин (เกิดปี 1935) นักแสดงสัญชาติ Russian เกิดที่ Chita, Zabaykalsky Krai (ขณะนั้นคือ East Siberian Krai, Soviet Union) บิดาเป็นนักเชลโล่ & ไวโอลิน มารดาขับร้องเสียง Mezzo-Soprano ต่างเป็นครูสอนดนตรียัง House of Pioneers, แต่บุตรชายเมื่อเติบโตขึ้นเดินทางสู่ Moscow ฝึกฝนการแสดงจาก Shchepkin Theatrical School มีผลงานละคอนเวที โด่งดังจากโปรดักชั่น The Government Inspector (1966), ภาพยนตร์ Dersu Uzala (1975), ซีรีย์ TASS Is Authorized to Declare… (1984), และเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมระหว่างปี ค.ศ. 1990-92

รับบท Captain Vladimir Arsenyev ได้รับมอบหมายออกสำรวจทำแผนที่ยังเขต Shkotovo, Primorsky Krai (Russian Far East) ระหว่างกำลังพลัดหลงในป่า บังเอิญพบเจอนายพราน Dersu Uzala ประทับใจในความรอบรู้ เชี่ยวชำนาญ เลยชักชวนให้มาเป็นไกด์นำทาง พานผ่านประสบการณ์ร้อน-หนาว เฉียดเป็นเฉียดตาย เลยมีความสนิทสนมชิดเชื้อ ห่วงใยกันและกัน พอพบเห็นอีกฝ่ายมีปัญหาสายตา เลยชักชวนมาอาศัยอยู่ในเมือง แต่สุดท้ายก็มิอาจยับยั้งโชคชะตา หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำและคราบน้ำตา

บทบาท Captain Arsenyev อาจไม่ได้น่าประทับใจเทียบเท่า Dersu Uzala แต่คือบุคคลผู้จดบันทึก เล่าเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆบังเกิดขึ้น จึงมีความซาบซึ้ง เห็นอกเห็นใจ ต้องการตอบแทนบุญคุณ ให้ความช่วยเหลืออีกฝ่ายอย่างสุดความสามารถ ถึงอย่างนั้นความปรารถนาดี บางครั้งกลับก่อให้เกิดโศกนาฎกรรม ทำอะไรไม่ได้นอกจากเก็บงำความเจ็บปวดรวดร้าว นำเรื่องราวออกเผยแพร่ให้ผู้คนอื่นๆรับรู้จัก ชื่นเชยชม ไม่ให้หลงลืมเลือน


ถ่ายภาพโดย Asakazu Nakai (ญี่ปุ่น) ขาประจำผกก. Kurosawa, Yuri Gantman (รัสเซีย) และ Fyodor Dobronravov (รัสเซีย)

ด้วยความที่โปรดิวเซอร์ Yoichi Matsue หวาดกังวลว่าผกก. Kurosawa อาจมีอาการเครียดเกินไป ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิธีการทำงานของรัสเซีย (แบบเดียวกับที่เคยล้มเหลวในการสร้าง Tora! Tora! Tora!) จึงต่อรองสตูดิโอ Mosfilm เพื่อขอใช้ทีมงาน ผู้ช่วย รวมถึงตากล้องจากญี่ปุ่น (ที่เคยร่วมงานผกก. Kurosawa) นั่นทำให้การทำงานค่อนข้างราบรื่น แม้ต้องบุกป่าฝ่าดง เข้าไปถ่ายทำยังดินแดนทุรกันดารก็ตามที

แต่ไม่ใช่ว่าการทำงานจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะสหภาพโซเวียตยุคสมัยนั้นมีข้อจำกัดมากมาย อุปกรณ์ถ่ายทำค่อนข้างล้าหลังกว่าญี่ปุ่น และที่สำคัญคือปริมาณฟีล์มมีจำนวนจำกัด (ใช้ฟีล์ม 70mm มีคำเรียก Sovscope 70) ซึ่งโดยปกติแล้วผกก. Kurosawa ใช้ฟีล์มเปลืองมากๆ เพราะชอบถ่ายทำพร้อมกันหลายๆมุมกล้อง ภาพยนตร์เรื่องนี้เลยจำต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานพอสมควร

ด้วยความที่กล้องฟีล์ม 70mm หรือ Sovscope 70 มีขนาดใหญ่เทอะทะ มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะแบกขึ้นบ่า ขยับเคลื่อนไหวไปมา แถมเข้าไปในป่ารกรุงรัก ใครช่างสังเกตจะพบว่ากล้องมักตั้งอยู่กับที่ เลือกมุมสวยๆ ให้นักแสดงเดินเข้า-ออก ภายในขอบเขตกำหนดไว้ (มากสุดก็คือ Panning, Zooming) สร้างสัมผัสราวกับภาพวาดศิลปะ … นึกถึงลูกหาบที่ต้องขนอุปกรณ์หนักๆเหล่านี้ บุกป่าฝ่าดง เลยไม่แปลกที่ต้องใช้เวลาโปรดักชั่นนานเกือบปี!

การถ่ายทำเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 กว่าจะเสร็จสิ้น 28 เมษายน ค.ศ. 1975 (รวมแล้ว 11 เดือน) โดยกองถ่ายปักหลักอยู่ยัง Arsenyev, Primorsky Krai (Far Eastern) สำหรับคนที่ไม่รู้จัก อยู่ฟากฝั่งตะวันออกสุด ติดทะเลญี่ปุ่น พรมแดนจีน-เกาหลีเหนือ (พินสีแดงบนแผนที่)

เกร็ด: ชื่อเมือง Arsenyev เป็นการตั้งให้เกียรติกับ Captain Vladimir Arsenyev ผู้บุกเบิกผืนป่าบริเวณนี้นี่เอง

ยามค่ำคืนใกล้หลับนอน Captain Arsenyev แหงนมองต้นไม้อาบฉาบด้วยแสงสีแดง นี่มันดูผิดธรรมชาติอย่างมากๆ แถมบทเพลงก็มอบสัมผัสลึกลับ พิศวง ต้องมนต์ เหมือนเขากำลังจะหลุดเข้าไปในโลกมหัศจรรย์บางอย่าง … แท้จริงแล้วคือกำลังจะได้พบเจอชายสูงวัย Dersu ผู้มาจากความมืด แต่มีความน่าอัศจรรย์ให้หลงใหล

Dersu ก้าวออกมาจากความมืดมิด แล้วตรงมานั่งยังฝั่งตรงข้ามกองไฟ แต่เพราะเปลวเพลิงพริ้วไหวอยู่ตลอดเวลา ผู้ชมก็เลยมักไม่ทันสังเกตการซ้อนทับนี้สักเท่าไหร่ … การนำเสนอเช่นนี้เพื่อสร้างความลึกลับ พิศวงให้กับตัวละคร ผู้ชมบังเกิดความฉงนสงสัย ชายคนนี้ใช่มนุษย์หรือใครอื่น? แถมสามารถสนทนากับเปลวเพลิง ช่างดูน่าตลกขบขันยิ่งนัก

ใครต่อใครต่างยืนมอง Dersu หยิบขอนไม้มาซ่อมแซมกระท่อมร้างกลางป่า เผื่อว่าใครบังเอิญผ่านมาหลบฝน จะได้ไม่ต้องทนหลังคารั่วไหล ซึ่งโดยไม่รู้ตัวหน่วยสำรวจนี้ก็เคยเข้าหลบฝน (ในกระท่อมอีกหลัง) ไม่ต้องเปียกปอนชุ่มฉ่ำ เพราะมีใครอื่น(แบบเดียวกับ Dersu) ซ่อมแซมหลังคาไว้ให้

นี่ไม่ใช่ธรรมเนียมของคนป่าคนดอย แต่ผมมองว่ามันคือ ‘จิตสามัญสำนึก’ รู้จักครุ่นคิดถึงหัวอกผู้อื่น ไม่ได้สนแต่จะแสวงหา กอบโกยผลประโยชน์ พักหลบฝนแล้วจากไป ยังช่วยดูแลรักษา ซ่อมแซม ทะนุถนอมสิ่งสาธารณะ … นั่นคือสิ่งคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ไม่หลงเหลือจิตสามัญสำนึกอีกต่อไป! อะไรที่เป็นสาธารณะก็ใช้แบบทิ้งๆขว้างๆ ไม่ช่วยกันดูแลรักษา พอชำรุดทรุดโทรมก็โทษกล่าวว่า มันคือหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้อง จริงๆนะหรือ?

ใครเคยรับชมหลายๆภาพยนตร์ของผกก. Kurosawa น่าจะรับรู้ถึงความน่าอึ่งทึ่งในการดลบันดาลฟ้าฝน ลมพายุ ซึ่งหนึ่งในช็อตน่าอัศจรรย์ของหนังคือสายรุ้งหลังฝนตก ขณะหน่วยสำรวจกำลังก้าวออกจากกระท่อม มีความงดงาม อ้าปากค้าง แต่แม้งเอ้ย! ฟีล์มสต็อกรัสเซียแม้งห่วยชิบหาย

อีกช็อตที่มีความน่าอึ่งทึ่ง ‘breathtaking’ ไม่แพ้กัน! ที่ทำได้อาจเพราะฟีล์ม 70mm จึงสามารถบันทึกภาพพระอาทิตย์และดวงจันทร์ (น่าจะขณะกำลังตกดิน และข้างแรม) สองสิ่งขั้วตรงข้ามแต่สามารถเติมเต็มกันและกัน (ก็เหมือน Derzu และ Captain Arsenyev) แต่แม้งเอ้ยฟีล์มสต็อกรัสเซีย! เสื่อมสภาพอย่างเห็นได้ชัด

สมาชิกในหน่วยสำรวจ (ยกเว้นเพียง Captain Arsenyev) ต่างหัวเราะ ขบขัน พูดจาดูถูก หมิ่นแคลน Dersu พวกเขาคือตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มองไม่เห็นความสำคัญของผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้สูงวัย เอาแต่มุมมองคิดเห็นส่วนตนเป็นที่ตั้ง ไม่ยินยอมรับ เปิดใจฟัง ธรรมชาติล้วนมีชีวิต น้ำ-ลม-ไฟ แม้งเพ้อเจ้อไร้สาระทั้งเพ!

แต่ความมหัศจรรย์ของช็อตนี้คือสายน้ำที่เป็นพื้น กำลังเคลื่อนไหล ดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง นั่นสร้างสัมผัสราวกับว่าธรรมชาตินั้นมีชีวิต จิตวิญญาณ มนุษย์ต่างหากละที่ตัวกระจิดริด แต่เย่อหยิ่งลำพอง ไม่เคยสนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

ในขณะที่ใครต่อใครต่างเล็งไปที่ขวด เป้าหมายขนาดใหญ่ แต่กลับไม่มีใครยิงถูกสักคน! Dersu กลับขอจะยิงเชือก เพื่อเก็บขวดนั้นเอาไว้ใช้ส่วนตัว แล้วก็โดนเป้าตั้งแต่ครั้งแรก!

ซีนนี้ไม่ใช่แค่แสดงความสามารถแม่นปืนของ Dersu เท่านั้นนะครับ ยังสื่อถึงค่านิยมคนรุ่นใหม่ที่สนแต่เป้าหมาย ผลลัพท์ ความสำเร็จ นั่นคือยิงขวดให้แตก (เหมือนพยายามโจมตีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่สนเพียงผลลัพท์ กำไร ชัยชนะ) ขณะที่คนรุ่นเก่า(อย่างผกก. Kurosawa) ไม่ใช่ไม่สนผลลัพท์ แต่ให้ความสำคัญกับการทำงาน สิ่งต่างๆรอบข้าง บุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง หรือคือเส้นเชือกสำหรับห้อยโหนขวด … นั่นคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่เห็นแล้วเกิดอาการตกตะลึง เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถลอกเลียนแบบ ทำตามได้

ชายชาวจีน หลังแฟนสาวถูกพี่ชายลักพาตัวไปเป็นคู่ครอง จึงตัดสินใจหลบหนีมาอาศัยอยู่ในป่าเขา วันๆนั่งเหม่อล่องลอย ครุ่นคิดเพ้อฝันกลางวัน ไม่สามารถเผชิญหน้าโลกความจริงมานานกว่า 40 ปี! จนกระทั่งการมาถึงของ Captain Arsenyev เพียงแค่มอบเสบียง มอบอาหาร เช้าวันถัดมาก็ตัดสินใจออกเดินทาง ราวกับว่าได้ค้นพบเป้าหมายชีวิตอีกครั้ง?

ซีนนี้มันอาจดูไม่มีเหตุผลอะไร แต่ถ้าเราเปรียบเทียบชายชาวจีน = ผกก. Kurosawa นั่นอาจคือสภาพของเขาที่สูญเสียทุกสิ่งอย่าง ไม่ได้รับโอกาสในการสรรค์สร้างภาพยนตร์(ในญี่ปุ่น) จนกระทั่งพบเจอชาวรัสเซียคนหนึ่ง มอบโอกาส ความหวังใหม่ (ชักชวนให้มาสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่รัสเซีย) เขาจึงสามารถลุกขึ้นยืน ตัดสินใจก้าวออกเดินทาง ไม่จมปลักกับความท้อแท้สิ้นหวังอีกต่อไป! … เป็นซีนที่ผกก. Kurosawa เหมือนต้องการแสดงความขอบคุณในน้ำใจของมิตรสหายต่างแดน ต่อโอกาสในการสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

ซีเควนซ์ธารน้ำแข็งบนทะเลสาป Lake Khanka ถือเป็นการ ‘Show Off’ ของผกก. Kurosawa ด้วยการเสกกระแสลมพัดพา คือสภาพอาการก็หนาวเหน็บ อุณหภูมิติดลบ แต่ยังต้องตั้งพัดลมขนาดยักษ์อีกไม่รู้กี่ตัว ถึงสามารถทำให้นักแสดงแทบปลิดปลิว กระเด็นกระดอน รับชมแล้วรู้สึกหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน … ถ่ายทำเสร็จก็ต้องรีบเร่งเก็บข้าวของก่อนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เพราะสภาพอากาศยามค่ำคืน อาจรุนแรงยิ่งกว่าที่พบเห็นในหนังเสียอีก

ทีแรกผมนึกว่า Dersu จะทำแบบอิกลู (Igloo) ที่ชาวเอสกิโม (Eskimo) นำหิมะ/น้ำแข็งมาทำเป็นกระท่อมขนาดเล็ก แต่ที่ไหนได้กลับใช้การตัดต้นหญ้ากอเล็กๆนำมาสุมรวม ผูกมัด ให้กลายเป็นเต้นท์ นี่ฟังดูไม่ได้น่าเป็นไปได้สักเท่าไหร่ ขณะเดียวกันยังแฝงนัยยะถึงสิ่งเล็กๆที่อาจดูไม่เป็นประโยชน์ แต่เมื่อนำมารวบรวมปริมาณมากๆ ก็สามารถสร้างสิ่งล้ำค่า ทำให้พวกเขาสามารถเอาตัวรอดชีวิต พานผ่านประสบการณ์เฉียดตายได้อย่างมหัศจรรย์!

นัยยะดังกล่าวถือว่าคลอบจักรวาลมากๆนะครับ ตรงกับสำนวน ‘รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย’ แสดงถึงความจำเป็นในการที่มนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ซึ่งซีเควนซ์นี้ถ้าไม่มี Dersu แน่นอนว่า Captain Arsenyev ย่อมไม่สามารถเอาตัวรอดปลอดภัย … วงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นถ้าไม่มีคนรุ่นเก่าอย่างผกก. Kurosawa เคยบุกเบิก ถากถางทางเส้นไว้ สตูดิโอ ผู้กำกับรุ่นใหม่ ย่อมไม่สามารถเอาตัวรอดปลอดภัย เราควรจะพึ่งพาอาศัยกันไม่ใช่หรือไร?

หลังจากบุกป่าฝ่าดง ผ่านพานประสบการณ์เฉียดตาย ก็ใกล้ถึงเวลาต้องร่ำลาจาก ในกระท่อมของชาว Ussuri มีลูกเล่น ‘mise-en-scène’ อยู่เล็กๆ

  • เริ่มต้นสังเกตว่า Dersu นั่งอยู่บนพื้น แสดงถึงชนชั้นฐานะต่ำเตี้ยกว่า Captain Arsenyev และลูกน้องทั้งสอง ที่ก็นั่งห่างกันเพราะยศทางทหาร
  • จากนั้น Dersu ลุกขึ้นไปนั่งสนทนาเคียงข้าง Captain Arsenyev เพราะพวกเขาต่างมองกันและกันด้วยความเท่าเทียม เป็นเพื่อนสนิทสนม ไม่แบ่งแยกชนชั้นฐานะ
  • แม้ว่า Dersu จะปฏิเสธเดินทางเข้าเมือง รวมถึงเงินทอง ข้าวของอื่นๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากๆก็คือกระสุนปืนสำหรับล่าสัตว์! ขณะนี้สังเกตว่าเขาลุกขึ้นยืน หันหลังให้กับคนอื่น นั่นแสดงถึงความเหนียงอาย เกรงใจ ไม่กล้าร้องขอสักเท่าไหร่ แต่พอรับรู้ความต้องการ มันเป็นแค่ขี้ประติ๋วสำหรับพวกเขาเท่านั้นเอง

สถานที่แห่งการจากลาคือบริเวณรางรถไฟ สัญลักษณ์ของการพบเจอ-พลัดพรากจาก (ใครเคยรับชม Brief Encounter (1944) น่าจะเข้าใจความหมายนี้ดี) คาดหวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบเจอกันอีก … ดูจากท้องฟ้าน่าจะยามเย็น พระอาทิตย์ใกล้ตกดินด้วยนะ

ครึ่งหลังของหนังเริ่มต้นที่การมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ร้อยเรียงภาพธารน้ำแข็งกำลังละลาย (ชวนให้นึกถึง Mother (1926) ของผกก. Vsevolod Pudovkin อยู่เล็กๆ) คณะสำรวจย่ำเหยียบโคลนเลน ออกเดินทางเข้าสู่ผืนป่า ย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องอีกครั้ง

การแตกสลายของธารน้ำแข็ง นอกจากจะสื่อถึงฤดูกาลผันแปรเปลี่ยน ยังเหมารวมถึงการมาถึงของปีใหม่ ยุคสมัยใหม่ อดีตพังทลาย ทุกสิ่งอย่างกำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป

Captain Arsenyev มีความคาดหวังอย่างแรงกล้า เชื่อมั่นว่าจะได้พบเจอ Dersu อีกสักครั้ง! แต่มันก็เหมือนสำนวน ‘งมเข็มในมหาสมุทร’ เพราะผืนป่ากว้างใหญ่ มองจากเบื้องบนยอดเขายังแทบไม่พบเห็นอะไร ต้องให้กล้องซูมเข้าไปยังช่องว่างกลางป่า

แต่โชคชะตาก็นำพาให้พวกเขาหวนกลับมาเจอกัน ซึ่งหนังก็จงใจเลือกมุมกล้องถ่ายให้เห็นช่องว่างเล็กๆ นึกว่าอุโมงค์โพรงกระต่าย นำพาเข้าสู่โลกสุดมหัศจรรย์ (จาก Alice in Wonderland)

ค่ำคืนนั้น Dersu นั่งสนทนา หวนระลึกความหลังกับ Captain Arsenyev ถ่ายภาพช็อตนี้พยายามแบ่งแยกพวกเขาออกจากสมาชิกหน่วยสำรวจ ราวกับอยู่โลกคนละใบ มีเพียงเราสองสามารถเข้าใจกันและกัน

เมื่อตอนครึ่งแรก การผจญภัยของ Captain Arsenyev และ Dersu มักเป็นการเผชิญหน้ากับธรรมชาติ ต่อสู้กับตัวตนเอง แต่ครึ่งหลังพวกเขาเริ่มพบเห็นพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของมนุษย์ด้วยกัน เริ่มจาก Honghuzi (แปลว่า Red Beards กลุ่มโจร/หัวขโมย อาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดนจีน-รัสเซีย ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 จนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) สร้างกับดักล่าสัตว์ ปล้น-ฆ่า ทรมานผู้ชาย ฉุดคร่าหญิงสาว ฯ ล้วนเป็นการกระทำอันป่าเถื่อน สังคมไม่ยินยอมรับ จึงกำลังถูกไล่ล่าโดยกลุ่มคน Tchjan Bao

พฤติกรรมของพวก Honghuzi สามารถสะท้อนถึงแนวทางของโลกยุคสมัยใหม่ สนเพียงกอบโกยผลประโยชน์เฉพาะหน้า เอาแต่ความพึงพอใจส่วนตนเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ สิ่งต่างๆรอบข้าง วางรูปแบบ วิธีการ บีบบังคับให้คนรุ่นใหม่ดำเนินรอยตาม สูญเสียซึ่งอิสรภาพ เพียงกฎกรอบห้อมล้อม ตกลงสู่กัปดักไร้หนทางออก

นี่ถือเป็นอีกช็อตน่าอึ่งทึ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต สมาชิกหน่วยสำรวจจะค่อยๆผลุบโผล่มาจากหลากหลายทิศทาง ฟากฝั่งตรงกันข้าม แต่เพราะความกลมกลืนพื้นหลัง และฟีล์มสต็อกรัสเซียที่ห่วยแตก มันเลยดูไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไหร่

นี่เป็นอีกซีเควนซ์อันตรายไม่น้อยกว่าธารน้ำแข็งบนทะเลสาป แต่อาจเพราะมันไม่มีความตื่นตระการตา ทำให้หลายคนมองว่านี่ก็แค่การผจญภัยหนึ่ง เคลือบแฝงนัยยะแม้มนุษย์ไม่สามารถต่อต้านกระแสธารา เอาชนะธรรมชาติ แต่ความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ จักทำให้เราสามารถช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที!

ระหว่างที่ Dersu ล่องลอยคออยู่กลางแม่น้ำ ชวนให้ผมนึกถึงผกก. Kurosawa ที่คงเคยรู้สึกเหมือนถูกใครต่อใครทอดทิ้งขว้าง แต่โชคยังดีที่เขามีเพื่อนอีกหลายคนคอยให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน จนสามารถเอาตัวรอด พานผ่านช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง

Siberian Tiger หรือ Amur Tiger ห่วงโซ่อาหารบนสุดของ Russian Far East, Northeast China รวมถึงผืนป่า North Korea ปัจจุบันถือเป็นสัตว์สงวน เพราะในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาถูกล่าเอาขน กระดูก เขี้ยว-เล็บ มาเป็นสิ่งของประดับตกแต่ง อวดร่ำอวดรวย จนเกือบใกล้สูญพันธุ์

สำหรับชนชาว Nanai (หรือก็คือ Dersu) มีคำเรียกว่า Amba คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้พิทักษ์ผืนป่า โดยปกติแล้วมันจะไม่ค่อยเข้ามายุ่งย่ามกับมนุษย์ นอกจากถูกไล่ล่า หิวกระหาย ไม่หลงเหลืออะไรจะรับประทานแล้วจริงๆ ซึ่งความตั้งใจของ Dersu เพียงจะยิงปืนขู่ขับไล่ แต่กลับพลั้งพลาดทำให้ได้รับบาดเจ็บ จึงเกิดความหวาดวิตกจริต กลัวว่ามันจะเคียดแค้นฝังหุ่น ติดตามมาระรังควาญ เอาคืนด้วยการเข่นฆ่าตนเอง

เกร็ด: ดั้งเดิมนั้นทีมงานนำเอาเสือจากสวนสัตว์มาใช้ประกอบฉาก ด้วยความที่มันค่อนข้างเชื่อง ท่าทางการเดินเลยดูไม่ค่อยน่าเกรงขามสักเท่าไหร่ ผกก. Kurosawa เลยเรียกร้องขอให้จับเสือป่าตัวเป็นๆมาเข้าฉาก ผลลัพท์ถือว่าน่าพึงพอใจ(มั้งนะ) แต่มันคือประสบการณ์อันน่าหวาดเสียว (ตอนถ่ายภาพระยะใกล้ ยังต้องใช้เสือจากสวนสัตว์อยู่ดีเพราะมันอันตรายเกินไป)

ความฉุนเฉวียวเกรี้ยวกราดของ Dersu ไม่ใช่แค่จากความผิดพลั้งพลาดยิงโดนเสือ Amba แต่ยังคือสายตาฝ้าฟาง มองเห็นเพียงเลือนลาง ไม่สามารถยิงปืนโดนเป้าหมายเบื้องหน้า นั่นคือหายนะของนักล่าในผืนป่า มองไม่เห็นศัตรูย่อมนำสู่หายนะ ความตายใกล้เข้ามาเยี่ยมเยือน

อาการผิดปกติของ Dersu สามารถสะท้อนถึงผกก. Kurosawa ก่อนหน้านี้เคยทำหลายสิ่งอย่างผิดพลาดพลั้ง ทำให้สูญเสียความเชื่อมั่น หวาดกังวล วิตกจริต อีกทั้งร่างกายล้มป่วยอิดๆออดๆ ไม่ได้เข้มแข็งแรง วิสัยทัศน์ก้าวไกลเหมือนสมัยหนุ่มๆ เช่นนั้นแล้วเขาจึงบังเกิดคำถามขึ้นกับตนเอง ฉันยังมีศักยภาพเพียงพอ ความสามารถในการสรรค์สร้างภาพยนตร์อยู่อีกหรือไม่?

สำหรับ Dersu ค่ำคืนนี้คือฝันร้ายอันหนาวเหน็บ (นี่น่าจะเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูหนาวพอดิบดี) จินตนาการเห็นภาพเสือ Amba ติดตามมาหลอกหลอน (ใช้การซ้อนภาพเสือกับอะไรก็ไม่รู้โยงใยสีแดง) พร้อมเสียงเพลงประกอบราวกับสายลมกรีดกราย จึงตัดสินใจไหว้วานร้องขอ Captain Arsenyev ให้ช่วยพาตนเองออกจากผืนป่าแห่งนี้

ผมอ่านเจอว่าผกก. Kurosawa มักมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ (คล้ายๆแบบภาพยนตร์ The Bad Sleep Well (1960)) เต็มไปด้วยความหวาดกังวล กระวนกระวาย ชอบครุ่นคิดโน่นนี่นั่นเรื่อยเปื่อย กลัวว่าจะไม่มีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์อีกต่อไป … นี่คือสิ่งที่เขาต้องการระบายออกมากระมัง

ชีวิตในเมืองใหญ่ของ Dersu ราวกับอยู่ในกรงขัง ทำได้เพียงจับจ้องมองไฟในเตาผิง ไม่สามารถออกไปไหน ทำอะไรก็ผิดกฎหมาย มิอาจปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่งเขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืน (มีการสลับทิศทางมุมกล้อง 180 องศา) พูดบอกกับ Captain Arsenyev ขอหวนกลับสู่ผืนป่าดีกว่า

ทั้งซีเควนซ์ในบ้านของ Captain Arsenyev น่าจะถ่ายทำในสตูดิโอ Mosfilm (ที่กรุง Moscow) มีการออกแบบภายในด้วยโทนขาวตัดกับสีเข้มๆ เพื่อสร้างสัมผัสอันจืดชืด แห้งแล้ง ไร้จิตวิญญาณ ขาดสีสันเหมือนป่าเขาลำเนาไพร

นัยยะของซีเควนซ์นี้ก็คือผกก. Kurosawa ในสภาพเคว้งคว้าง ว่างเปล่า อยู่ไปวันๆอย่างไร้เป้าหมาย ไม่สามารถปรับตัวเข้าวิถีชีวิตดังกล่าว เขาจึงพยายามขวนขวายไขว่คว้า หาโอกาสกลับเข้าป่า/สรรค์สร้างภาพยนตร์ เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ตนเองสามารถกระทำได้

ความตายของ Dersu ได้รับการถกเถียงว่าเพราะความปรารถนาดีเกินไปของ Captain Arsenyev หรือเปล่า? ถ้าเขาไม่มอบอาวุธปืนรุ่นใหม่ คงไม่ได้ถูกโจรปล้น-ฆ่า ตายจากไปอย่างน่าอเนจอนาถใจ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถครุ่นคิดจินตนาการ มันจึงไม่ใช่ความผิดของผู้ใด เพียงโชคชะตา ฟ้ากำหนด อย่างน้อยที่สุด Dersu ก็ได้หวนกลับไปใช้ชีวิตตามใจปรารถนา … สิ่งสุดท้ายที่ Captain Arsenyev สามารถกระทำได้คือปักไม้เท้าแทนป้ายสุสาน และจดจำช่วงเวลาเคยใช้ชีวิตร่วมกันมา ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างจะเลือนลาง สูญหายไปชั่วนิรันดร์

ผมมองว่านี่คือเจตนารมณ์ คำประกาศกร้าวของผกก. Kurosawa ยินยอมพร้อมตายเพื่อศิลปะภาพยนตร์! ตราบยังมีเรี่ยวแรง จักพยายามขวนขวายไขว่คว้า ทำทุกสิ่งอย่างให้ได้โอกาสสรรค์สร้างสิ่งที่ตนเองรักยิ่ง ไม่มีวันทอดทิ้ง จนกว่าจะหมดสิ้นลมหายใจ หรือถูกใครต่อใครทอดทิ้ง หลงลืม เลือนหายไปตามกาลเวลา

ตัดต่อโดย Valentina Stepanova, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Captain Arsenyev ผ่านการเล่าเรื่อง เสียงบรรยาย ที่เคยจดบันทึกเอาไว้ (Memoir) หวนระลึกถึงเพื่อนนายพราน Dersu Uzala ระหว่างการออกสำรวจทำแผนที่ Russian Far East เมื่อปี ค.ศ. 1902-07

  • อารัมบท, Captain Arsenyev รำพันถึงเพื่อนสนิทผู้ล่วงลับ Dersu Uzala
  • ภารกิจสำรวจ ค.ศ. 1902
    • คณะสำรวจของ Captain Arsenyev กำลังหลงป่า ยามค่ำคืนได้พบกับ Dersu Uzala
    • Dersu กลายเป็นไกด์นำทางคณะสำรวจ แวะพักยังกระท่อมร้าง
    • ระหว่างทางพบเจอกับชายชาวจีน ผู้ทอดทิ้งบ้านเกิดมากว่า 40 ปี
    • ประสบการณ์เฉียดตายธารน้ำแข็งบนทะเลสาป Lake Khanka
    • เดินทางมาถึงทางข้ามรถไฟ ใกล้ถึงเมืองใหญ่ เลยถึงคราวที่ต้องร่ำลาจาก
  • ห้าปีถัดมา
    • Captain Arsenyev ได้รับมอบหมายทำการสำรวจรอบใหม่ และได้พบเจอกับ Dersu หวนระลึกความหลัง
    • พบเห็นพฤติกรรมป่าเถื่อนของพวก Honghuzi ที่กำลังถูกไล่ล่าโดย Tchjan Bao
    • เหตุการณ์วุ่นๆเฉียดตายระหว่างล่องแพข้ามแม่น้ำ
    • Dersu พลั่งพลาดยิงเสือ Amba
    • อารมณ์ฉุนเฉียวของ Dersu เกิดขึ้นจากสายตาฝ้าฟาง ยิงปืนไม่เข้าเป้า Captain Arsenyev จึงชักชวนมาอาศัยอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่
  • Dersu Uzala ในเมืองใหญ่
    • Dersu ในบ้านของ Captain Arsenyev แต่ราวกับถูกขังอยู่ในกรง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่
    • ท้ายสุด Dersu เลยร้องขอ Captain Arsenyev หวนกลับเข้าป่า
  • ปัจฉิมบท, ความตายที่น่าเศร้าของ Dersu Uzala

การที่หนังเริ่มต้นด้วยคำบอกกล่าวความตายของ Dersu Uzala คือเทคนิคคลาสสิกเดียวกับ Citizen Kane (1941) เพื่อให้ผู้ชมเกิดความฉงนสงสัย ชายคนที่ถูกกล่าวถึงคือใคร มีความสำคัญเช่นไร และทำไมถึงเสียชีวิต

หลายคนอาจรู้สึกว่าการดำเนินเรื่องมีความเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า ปล่อยเวลาให้กับหลายสิ่งอย่าง เยิ่นเยิ้อ ยืดยาวเกินไป สามารถตัดแต่งโน่นนี่นั่นให้มีความกระชับขึ้นได้ แต่จุดประสงค์ของผกก. Kurosawa ต้องการสร้างสัมผัสถึงความสูงวัย คนแก่ไม่สามารถทำอะไรรวดเร็วทันใจ เข้าใจความเหน็ดเหนื่อย (หนังที่ดำเนินเรื่องอย่างเชื่องช้าๆ มักทำให้ผู้ชมรู้สึกอ่อนล้า) ชีวิตเหมือนจะเนิ่นนานแต่มันก็แสนสั้น 144 นาที ประเดี๋ยวก็พานผ่านไป


เพลงประกอบโดย Isaac Iosifovich Schwartz, Исаак Иосифович Шварц (1923-2009) นักแต่งเพลงสัญชาติ Ukrainian เกิดที่ Romny, Ukrainian SSR บิดาเป็นอาจารย์สอนโบราณคดี (Archaeology) ก่อนถูกจับกุม ประหารชีวิตในช่วงการกวาดล้างใหญ่ (Great Purge of 1937) ครอบครัวเลยถูกขับไล่ไปอยู่ Kyrgyzstan, ด้วยความชื่นชอบด้านดนตรี ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองได้เป็นวาทยากร Red Army Choir มีโอกาสรับรู้จัก Dmitri Shostakovich จ่ายค่าเทอมให้เข้าศึกษา Rimsky-Korsakov Conservatory จบออกมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ The Brothers Karamazov (1969), Dersu Uzala (1975) ฯ

ผมแอบคาดหวังบทเพลงพื้นบ้านรัสเซีย แต่กลับได้ยินดนตรีคลาสสิกเสียส่วนใหญ่ อาจเพราะผกก. Kurosawa คือชาวญี่ปุ่น เลยต้องการท่วงทำนองที่มีความเป็นสากล ไม่ได้จะสรรค์สร้างภาพยนตร์แนวชาติพันธุ์! … แต่บทเพลงคำร้องก็ใช้ภาษารัสเซียนะครับ

ในส่วนของเพลงประกอบอาจไม่ได้มีความน่าจดจำเทียบเท่าผลงานอื่นๆ (หนังซามูไรของผกก. Kurosawa ล้วนมีท่วงทำนองติดหูทั้งนั้น) แต่มีลักษณะเหมือนสร้อยบทกวี ดังขึ้นมาประปราย มุ่งเน้นสร้างสัมผัสเชื่อมโยงจิตใจ กลิ่นอายผจญภัยเล็กๆ แต่แฝงความซาบซึ้ง ครุ่นคิดถึง เป็นห่วงเป็นใย โหยหาอาลัย เศร้าโศกเสียใจจากการจากไปของ Dersu Uzala พยายามเก็บรักษาช่วงเวลา ความทรงจำดีๆที่ได้เคยอยู่ร่วมกัน … เป็นบทเพลงในมุมมอง/ความรู้สึกของ Captain Arsenyev ก็ว่าได้!

Ending Song ตั้งชื่อว่า The Eagle’s Song, Орёл мой сизокрылый ได้ยินในหนังแม้ฟังไม่เข้าใจเนื้อคำร้อง แต่ท่วงทำนองอันโหยหวน ฟังแล้วรู้สึกคร่ำครวญ สั่นสะท้านทรวงใน การจากไปของ Dersu Uzala ได้สร้างบทเรียนความเป็นมนุษย์สุดยิ่งใหญ่ หวังว่าผู้ชมและคนรุ่นหลังจักสามารถทำความเข้าใจ

ภาษารัสเซียคำร้องรัสเซียคำแปลอังกฤษ
Ты орел мой сизокрылый
где летаешь, мой орел?
Я летаю в небе синем
за высокою горой.
Ti ariol moi sisokriliy
gde lietaesh, moi ariol?
Ya lietayu vniebe sinem
sa visokayu garoi
You, my gray-winged eagle
where are you going my eagle?
I, flying in the blue sky.
Over the highest mountain.

นายพราน Derzu Uzala ตั้งแต่เด็กเติบใหญ่ถึงวัยชรา ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในผืนป่า มีความรอบรู้ เชี่ยวชำนาญ พานผ่านประสบการณ์ร้อน-หนาว เฉียดเป็นเฉียดตายนับครั้งไม่ถ้วน จึงมีความรัก เข้าใจธรรมชาติ พยายามปกปักษ์รักษา เพื่อไม่ให้บุคคลอื่นเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ กอบโกย เข่นฆ่าทำลายล้างโดยไร้ความจำเป็น

เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน อายุอานามเพิ่มสูงขึ้น Derzu Uzala ประสบปัญหาสายตาฝ้าฟาง มองภาพระยะไกลไม่ค่อยชัด เลยกระทำสิ่งผิดพลาด ยิงปืนไม่เข้าเป้า เกิดความลุกรี้ร้อนรน กระวนกระวาย หงุดหงิดหัวเสียบ่อยครั้ง พอย้ายมาอยู่ในเมืองก็มิอาจปรับตัวอาศัย ตกอยู่ในสภาพท้อแท้สิ้นหวัง ทำได้เพียงหวนกลับไปตายรัง

ใจความส่วนหนึ่งของหนังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงยุคสมัย ประชากรเพิ่มมากขึ้น ทำให้เมืองขยับขยาย ผืนป่ากำลังถูกทำลาย ถึงเวลาที่เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม (Environmentalism) ธำรงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ก่อนที่มันจะไม่หลงเหลืออะไรให้กับลูกหลาน คนรุ่นถัดๆไป

ความสนใจของผกก. Kurosawa ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงยุคสมัย แต่ยังการปรับตัวของคนสูงวัย หรือก็คือตัวเขาเอง! อาจเพราะความมักคุ้นชิน ฉันเคยทำสิ่งโน่นนี้นั้นมาหลายสิบยี่สิบ สามสี่สิบปี จะให้ปรับเปลี่ยนแก้ไข ตามทันโลกสมัยใหม่ ไม่ใช่วัยรุ่นจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วทันใจ

ผู้กำกับ Akira Kurosawa ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม เข้าสู่วงการภาพยนตร์ ค่อยๆเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ จนมีความเชี่ยวชำนาญ สรรค์สร้างผลงานให้โลกตกตะลึงมากมาย แต่พอถึงวันหมดสัญญากับสตูดิโอ Toei ต้องการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ กลับพบเจอสารพัดปัญหา ทำอะไรๆล้วนผิดพลาดพลั้ง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิถีสมัยใหม่ เลยเกิดความร้อนรน กระวนกระวาย อีกทั้งร่างกายเจ็บป่วยอิดๆออดๆ ยินยอมรับสภาพความจริงไม่ค่อยจะได้

หลายคนอาจเข้าใจผิดๆว่าผกก. Kurosawa คือหนึ่งใน Japanese New Wave แต่เขาเป็นคนรุ่นก่อนหน้า เริ่มสรรค์สร้างภาพยนตร์มาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พบเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังสงคราม (Post-Wars) และการมาถึงของคลื่นลูกใหม่ (New Wave) กับแนวทางภาพยนตร์แตกต่างออกไป

ไม่ใช่ว่าผกก. Kurosawa ปิดกั้นคลื่นลูกใหม่นะครับ แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เขายินยอมรับไม่ค่อยได้ ก็คือการถูกเฉดหัว ตีตราว่าเป็นคนรุ่นเก่า ความคิดล้าหลัง ไม่เข้าใจโลกยุคสมัยใหม่ พอผลงานไม่สามารถทำกำไร ก็ปฏิเสธอนุมัติทุนสร้างโปรเจคถัดไป (เอาเงินไปว่าจ้างผู้กำกับรุ่นใหม่ ราคาถูก ทำงานไว ควบคุมครอบงำง่าย) ทำไมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นถึง ‘เนรคุณ’ ต่อตนเองขนาดนี้! ทั้งๆมันเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นได้รับการปลูกฝัง จิตวิญญาณซามูไร ให้ความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ทำไมถึงทรยศหักหลังพวกเดียวกันเองแท้ๆ

Derzu Uzala (1975) ภาพยนตร์สร้างขึ้นเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดอั้น (อารมณ์ศิลปิน) เพราะอายุอานาม ความสูงวัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้กระทำสิ่งผิดพลาด สูญเสียโอกาสมากมาย แถมยังไม่ค่อยสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยใหม่ โชคยังดีได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวรัสเซีย กลายมาเป็นผลงานเรื่องนี้ที่ถ้าคือโอกาสครั้งสุดท้ายในชีวิต คงได้นอนตายตาหลับ … แต่ผมรู้สึกว่าไม่น่าจะหลับลงนะ เพราะมันยังมีอีกหลายความอึดอัดอั้นที่ไม่ได้ระเบิดระบายออกมา

ผมอยากให้คำแนะนำสักนิดนึง ใครมีผู้สูงวัยใกล้ตัว บิดา-มารดา ปู่-ย่า-ตา-ยาย ย่อมต้องเคยได้ยินพวกเขาพูดพร่ำบ่น สมัยตอนยังหนุ่ม-สาวสามารถทำโน่นนี่นั่น ปัจจุบันก็ร่วงโรยราไปตามสังขารา ความทุกข์ของมนุษย์คือ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ว่ายเวียนวนอยู่ในวัฎฎะสังสาร

มนุษย์เราส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีใครให้คำแนะนำ เตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัย มันไม่เหมือนวัยรุ่นที่ยังเรียนหนังสือ ครูอาจารย์สร้างวิชาขึ้นมาให้ความรู้สำหรับการเป็นผู้ใหญ่ แต่พอเข้าสู่วัยทำงาน อายุก้าวเข้าสู่ผู้สูงวัย (50-60 ปี) แล้วจู่ๆถูกไล่ออก หรือเกษียณอายุราชการ ชีวิตหลังจากนั้นย่อมตกอยู่ในสภาพเคว้งคว้าง ล่องลอย ไร้หลักแหล่ง ไม่รู้จะทำอะไรยังไงขึ้นมาโดยทันที

มันไม่จำเป็นว่าต้องเข้าใกล้ช่วงสูงวัย ถึงค่อยครุ่นคิดว่าฉันอยากทำอะไร ตอนยังวัยรุ่น คนหนุ่ม-สาว หรือผู้ใหญ่ตอนต้น ก็สามารถวางแผนชีวิต จินตนาการตนเองตอนแก่ชรา หลังเกษียณ ค้นหาเป้าหมายปลายทางเสียตั้งแต่ตอนนี้ จักได้ไม่มีปัญหาวัยทอง อารมณ์ลุ่มร้อน ยินยอมรับสภาพจริง และเตรียมพร้อมรับมือกับความตาย


หนังฉายรอบปฐมทัศน์ยัง Moscow Film Festival สามารถคว้ามาสองรางวัล Golden Prize และ FIPRESCI Prize สร้างความสนอกสนใจแก่ชาวรัสเซีย มียอดจำหน่ายตั๋วสูงถึง 20.4 ล้านใบ! ยังไม่รวมอีกเกือบล้านใบที่ฝรั่งเศส! กลายเป็นหนึ่งในผลงานประสบความสำเร็จสูงสุดของผกก. Kurosawa

ด้วยความที่ทศวรรษนั้นสงครามเย็นยังคงคุกรุ่น จึงไม่มีใครคาดหวัง Dersu Uzala (1975) จะสามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Foreign Language Film ผลลัพท์สร้างความประหลาดใจให้ทุกคน เสียงปรบมือในคลิปก็แค่ประๆปรายๆ แถมไม่มีใครลุกขึ้นยืนให้เกียรติผู้สร้าง สองโปรดิวเซอร์ Georgi Danelya และ Yôichi Matsue ขึ้นรับรางวัลแทบผกก. Kurosawa ที่ไม่ได้ไปร่วมงาน

เกร็ด: มีภาพยนตร์จากสหภาพโซเวียต & รัสเซียเพียง 3+1 เรื่องที่สามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Foreign Language Film ประกอบด้วย War and Peace (1966-67), Dersu Uzala (1975), Moscow Does Not Believe in Tears (1980) และ Burnt by the Sun (1994)

จนถึงปัจจุบันหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ ฉบับแสกนใหม่ล่าสุดของค่าย Imprint เมื่อปี ค.ศ. 2022-23 จากฟีล์มเนกาทีฟ 70mm แม้ไม่มีริ้วรอยขีดข่วนมากวนใจ แต่ถ้าสังเกตดีๆพบเห็นเฉดสีเสื่อมสภาพเยอะมาก (อาจต้องโทษฟีล์มสต็อกของรัสเซีย คุณภาพเทียบไม่ได้กับของญี่ปุ่น Fujifilm หรือ Kodak) ทำให้อรรถรสในการรับชมสูญเสียไปพอสมควร … แม้หนังสามารถหารับชมใน Criterion Channal แต่เหมือนจะติดลิขสิทธิ์บางอย่างเลยยังไม่มี Blu-Ray จัดจำหน่าย

เมื่อตอนสมัยวัยรุ่น Dersu Uzala (1975) เป็นผลงานของผกก. Kurosawa ที่ผมรู้สึกเฉยๆ เฉื่อยชา ไม่ค่อยยี่หร่าสักเท่าไหร่ -ก็เลยมองข้าม ไม่เขียนถึงมาจนปัจจุบัน- แต่พอวัยวุฒิเพิ่มขึ้น โดยไม่รู้ตัวสามารถเข้าใจความรู้สึกผู้สูงวัย (ผมยังไม่แก่ขนาดนั้น แต่หนังทำให้เริ่มมองเห็นอนาคตของตนเอง) ตระหนักถึงความงดงาม ทรงคุณค่า แฝงสาระข้อคิด เหมาะสำหรับผู้ชมวัยรุ่น คนหนุ่ม-สาวอย่างมากๆ

ถึงอย่างนั้นวัยรุ่น คนหนุ่ม-สาวอาจยังไม่สามารถเข้าถึงภาพยนตร์เรื่องนี้โดยทันที แต่ถ้าได้มีโอกาสรับชมจะบังเกิดภาพจำบางอย่าง และเมื่ออายุย่างเข้าเลขสาม-สี่ ลองหวนกลับมาดูอีกสักครั้ง อาจทำให้คุณเข้าใจเหตุผล สัมผัสคุณค่าอันเอ่อล้น “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะนี่คือภาพยนตร์นำเสนอความเป็นมนุษย์ ทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่ง!

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | ตาแก่ Dersu Uzala และผู้กำกับ Akira Kurosawa ได้เสี้ยมสอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้กับคนรุ่นหลัง
คุณภาพ | คุค่
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: