Die Austernprinzessin (1919)

The Oyster Princess

Die Austernprinzessin (1919) German : Ernst Lubitsch ♥♥♥♡

หญิงสาวทายาทเจ้าของธุรกิจขายหอย (The Oyster Princess) เกิดความระริกระรี้ อยากเข้าพิธีแต่งงาน ร้องร่านให้บิดาสรรหาเจ้าชายในฝัน เรื่องราววุ่นๆพร้อมสัมผัสแห่ง ‘Lubitsch’s Touch’ ทำให้ Sex Comedy เรื่องนี้ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมาย

ในบรรดาผลงานยุคแรกๆ(ที่เยอรมัน)ของผู้กำกับ Ernst Lubitsch ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญสูงสุดก็คือ Die Austernprinzessin หรือ The Oyster Princess (1919) น่าจะเพราะพัฒนาการของ ‘Lubitsch’s Touch’ มาถึงจุดที่ผู้ชมสามารถรับสัมผัส เข้าถึงตัวตน ความสนใจ และจิตวิญญาณผู้สร้างได้อย่างแท้จริง

แม้ว่าผลงานของ Lubitsch จะไม่ได้มีข้อคิดสาระประโยชน์อันใด เพียงความบันเทิงระดับสูงที่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถรับรู้เข้าใจ แต่สำหรับผู้ชมที่สามารถไต่บันได ผลงานของพี่แกสามารถใช้ลับคมศักยภาพในการครุ่นคิด วิเคราะห์ หานัยยะซ่อนเร้น ความหมายสองแง่สองง่าม เนื้อเรื่องราวเสียดสีล้อเลียน ประชดประชันหลายๆสิ่งอย่าง

“Whether an idea is strong or weak does not matter in a Lubitsch comedy. Here it is the ‘how’ not the ‘what. It will fill the seats of many cinemas for many weeks”.

นักวิจารณ์จาก Film-Kurier

Ernst Lubitsch (1892 – 1947) ผู้กำกับสัญชาติ German เกิดที่ Berlin, German Empire เชื้อสาย Ashkenazi Jewish บิดาเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ได้รับการคาดหวังให้สืบสานต่อกิจการ แต่กลับเลือกทอดทิ้งครอบครัวแล้วเข้าสู่วงการแสดง เล่นเป็นตลกในสังกัด Max Reinhardt ณ Deutsches Theater ไม่นานผันตัวไปทำงานเบื้องหลัง เขียนบท กำกับ และเข้าสู่วงการภาพยนตร์เรื่อง The Ideal Wife (1913)

อาจจะเรียก ค.ศ. 1919 ว่าเป็นปีทองของผู้กำกับ Lubitsch เพราะสรรค์สร้างภาพยนตร์มากถึง 11 เรื่อง แต่ออกฉายในปีนี้เพียง 7 เรื่อง ซึ่งเรื่องเด่นๆนอกจาก Die Austernprinzessin (1919) ยังมี Die Puppe (1919) และ Madame DuBarry (1919) ได้รับคำชื่นชมไม่แพ้กัน

สำหรับ Die Austernprinzessin ร่วมพัฒนาบทกับนักเขียนขาประจำ Hanns Kräly (1884 – 1950) ดัดแปลงจากอุปรากร Die Dollarprinzessin (1907) ประพันธ์โดย Leo Fall (1873 – 1925) คีตกวีสัญชาติ Austrian เปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1907 ณ Theater an der Wien, กรุง Vienna

เกร็ด: โอเปร่า Die Dollarprinzessin (1907) ได้รับการดัดแปลงเป็นละครเพลง 3 องก์ The Dollar Princess (1909) โดย A. M. Willner (1859 – 1929) และ Fritz Grünbaum (1880 – 1941) ประสบความสำเร็จทั้งที่ London และ Broadway

เรื่องราวของ Ossi (รับบทโดย Ossi Oswalda) บุตรสาวของ Mr. Quaker (รับบทโดย Victor Janson) เจ้าของกิจการขายอาหารทะเล ฉายา ‘Oyster King’ หลังจากพบเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ‘บุตรสาวร้านทำรองเท้าแต่งงานกับเจ้าชายหนุ่มรูปงาม’ บังเกิดความอิจฉาริษยา ตาร้อนผ่าว ร้องเรียกให้บิดาสรรหาคู่ครองมาแต่งงานกับตน

Mr. Quaker ทำการติดต่อพ่อสื่อ Seligson (รับบทโดย Max Kronert) ซึ่งก็ได้ตัดสินใจเลือก Prince Nucki (รับบทโดย Harry Liedtke) เจ้าชายจนๆ หนี้สินท้วมท้น แต่ยังคงวางตนเองดั่งพระราชา ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวกลับมองเป็นเรื่องตลกขบขัน มอบหมายให้เพื่อนสนิท/คนรับใช้ Josef (รับบทโดย Julius Falkenstein) ปลอมเป็นตนเองเข้าพิธีแต่งงานกับ Ossi


Viktors Artūrs Eduards Jansons (1884 – 1960) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ German เกิดที่ Riga, Russian Empire (ปัจจุบันประเทศ Latvia) เริ่มจากเป็นนักแสดงละครเวที มุ่งสู่กรุง Berlin ในสังกัด Max Reinhardt กลายเป็นเพื่อนสนิทร่วมงาน ขาประจำผู้กำกับ Ernst Lubitsch อาทิ Carmen (1918), My Wife, the Movie Star (1919), The Oyster Princess (1919), The Wild Cat (1921) ฯ

รับบท Mr. Quaker ฉายา ‘Oyster King’ ประสบความสำเร็จในธุรกิจจนสามารถสร้างคฤหาสถ์หลังใหญ่โต มีคนรับใช้นับร้อยพัน วันๆแทบไม่ต้องทำอะไรแค่เพียงชี้นิ้วสั่ง ทำให้ร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ ชีวิตหลงเหลือเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือความสุขของลูกสาว เลี้ยงดูอย่างตามใจแค่คอยพึมพัมลับหลัง “I’m not Impressed”.

ความเว่อวังอลังการของตัวละครนี้ เป็นการเสียดสี/ล้อเลียนโลกทุนนิยม (ของสหรัฐอเมริกา) ความสำเร็จทางธุรกิจ ร่ำรวยเงินทอง ทำให้มนุษย์สามารถทำตัวดั่งพระราชา ดูดดื่มไปกับซิการ์ม้วนใหญ่ (บุหรี่/ซิการ์ เป็นสัญลักษณ์ของความพึงพอใจส่วนตน/สำเร็จความใคร่ทางอารมณ์) มีชีวิตสุขสบาย วันๆไม่ต้องทำอะไร รายล้อมด้วยข้าทาส (เสียดสีชาวอเมริกันที่ชอบเหยียดหยามคนผิวสี) แต่ถึงอย่างนั้นชีวิตของเขากลับพึมพัมว่า ‘ไม่ประทับใจ’ นั่นเพราะมีบางสิ่งอย่างขาดหาย ไม่ได้รับการเติมเต็มจากภายใน

ผมประทับใจการวางมาดของ Jansons เป็นอย่างยิ่ง! ผู้ชมสามารถรับสัมผัส เข้าใจได้เลยว่าตัวละครต้องเป็นบุคคลผู้มีความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ไม่สนสิ่งอื่นใดนอกจากความพึงพอใจส่วนตนเท่านั้น และสังเกตว่าแทบทั้งเรื่องไม่ปรากฎรอยยิ้ม ใบหน้าบึ้งตึง ไม่รู้หงุดหงิดอะไรตลอดเวลา ยกเว้นเพียงตอนจบพูดขึ้นว่า ‘I’m impressed!’ แล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งสะท้อนความสุขจากภายในอย่างแท้จริงออกมา

Ossi Oswalda ชื่อจริง Oswalda Amalie Anna Stäglich (1897 – 1947) นักแสดงหญิงสัญชาติ German เจ้าของฉายา ‘German Mary Pickford’ เกิดที่ Niederschönhausen, German Empire ตั้งแต่เด็กฝึกหัดเป็นนักบัลเล่ต์ แล้วกลายเป็นนักเต้นละครเพลง ภาพยนตร์เรื่องแรก Nächte des Grauens (1916) เข้าตานักเขียน Hanns Kräly แนะนำเธอให้ผู้กำกับ Ernst Lubitsch กลายเป็นขาประจำในช่วงแรกๆ อาทิ Ich möchte kein Mann sein (1918), Die Puppe (1919), Die Austernprinzessin (1919) ฯ

รับบท Ossi เจ้าของฉายา ‘The Oyster Princess’ เพราะได้รับการเลี้ยงเอ็นดูอย่างทะนุถนอม ราวกับไข่ในหิน จึงมีนิสัยเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้ เมื่อไม่ได้ก็โวยวายพร้อมทำลายสิ่งข้าวของ (เรียกร้องความสนใจ) แต่หลังจากพบเจอ Josef (เข้าใจผิดคิดว่าคือ Prince Nucki) ไม่ได้เกิดความชื่นชอบพอใจนัก แต่งงานไปตามพิธีแล้วผลักไสให้ออกห่าง กระทั่งพานพบเจอ Prince Nucki เกิดอาการตกหลุมรัก พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ

ถึงตัวละครจะทำตัวเหมือนเด็กน้อย แต่กลับเต็มไปด้วย ‘Sex Drive’ แรงขับทางเพศเพื่อให้ผู้อื่นตอบสนองความต้องการ(ทางเพศ)ของตนเอง ซึ่งนี่ไม่ใช่ลักษณะของ Mary Pickford แม้แต่น้อย (ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับฉายานี้ของ Oswalda สักเท่าไหร่เลยนะ)

ถึงอย่างนั้นการแสดงของ Oswalda แสดงความระริกระรี้ ร่านราคะ เมื่อได้พบเจ้าชายในฝัน ก็พร้อมต่อสู้ ชกต่อย กระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ครอบครองเป็นเจ้าของเขาแต่เพียงผู้เดียว ไม่สนถูกผิดดีชั่ว ศีลธรรมมโนธรรมประการใด

แซว: ภาพช็อตนี้ Ossi Oswalda ทำตัวเหมือน ‘It Girl’ เลยนะ!

Harry Liedtke (1882 – 1945) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Königsberg, German Empire มีพี่น้อง 12 คน ความที่บิดาพลันด่วนจากไปทำให้ต้องเติบโตขึ้นยังสถานรับเลี้ยงดู ทำงานธุรกิจค้าขาย กระทั่งได้พานพบเจอ Hans Oberländer เลยผันตัวสู่วงการแสดง เล่นหนังเงียบเรื่องแรก Zu spät (1912) และกลายเป็นหนึ่งในขาประจำผู้กำกับ Ernst Lubitsch อาทิ Carmen (1918), The Eyes of the Mummy Ma (1918), The Oyster Princess (1919), Madame DuBarry (1919), Sumurun (1920) ฯ

รับบท Prince Nucki เจ้าชายจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่อาศัยอยู่คอนโดสูงชั้น 47 มีหนี้สินท่วมหัว (อยู่สูงขนาดนั้นยังมีหนี้สินที่สูงกว่าอีกนะ!) แม้อดๆอยากๆกลับยังเอ่อล้นด้วยศักดิ์ศรี วางมาดดั่งพระราชา แต่สติปัญญากลับไม่เข้าที มอบหมายให้เพื่อนสนิท/คนรับใช้ Josef ปลอมตัวไปแต่งงานกับ Ossi ส่วนตัวเองไปสังสรรค์กับพรรคเพื่อนฝูง เช้ามาถูกจับพลัดจับพลู พบเจอหญิงสาว ตกหลุมรัก และได้ครองคู่อยู่ร่วม … อย่างงงๆ

เกินกว่าครึ่งของตัวละครนี้ตกอยู่ในสภาพมึนเมา ตาปลือๆ เซไปเซมา สติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่เมื่อไหร่สามารถฟื้นคืนสติ พยายามวางมาดผู้ดี ไฮโซ ทำตัวราวกับเป็นเจ้าชายจริงๆ (หนังจงใจสร้างความคลุมเคลือ ไม่ให้คำตอบว่าตัวละครนี้เป็นเจ้าชายจริงๆหรือไม่) สวมใส่แว่นตาข้างเดียว คงเทียบเท่าสติปัญญาครึ่งๆกลางๆ เดี๋ยวฉลาดเดี๋ยวโง่ สุดท้ายได้ดีเพราะโชคชะตาล้วนๆเลยทีเดียว

เพียงเพราะคำนำหน้า ‘เจ้าชาย’ ทำให้ตัวละครนี้เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงในยศศักดิ์ ชาติกำเนิดตนเอง (ให้สมมติว่าเขาคือเจ้าชายจริงๆนะครับ) มองในมุมนี้เราสามารถเปรียบเทียบได้กับระบอบกษัตริย์ที่ตกต่ำลง (เพราะการมาถึงของโลกเสรี และระบอบทุนนิยม) ผู้ไม่สามารถปรับตัวได้ย่อมกลายเป็นตัวตลกของสังคม!

Julius Falkenstein (1879 – 1933) นักแสดงสัญชาติ German เชื้อสาย Jewish เกิดที่ Berlin ผลงานเด่นๆ อาทิ The Oyster Princess (1919), The Haunted Castle (1921), Dr. Mabuse the Gambler (1922) ฯ

รับบท Josef เพื่อนสนิท/คนรับใช้ Prince Nucki ได้รับมอบหมายให้ปลอมตัวไปแต่งงานกับ Ossi หลังจากมีโอกาสดื่มกินกับอาหารเลิศหรู ไวน์ชั้นเยี่ยม ปล่อยตัวปล่อยใจโดยไม่สนอะไรอื่น มึนเมามายถูกผลักไสให้เข้าห้องนอนส่วนตัว มิได้มีโอกาสร่วมรักหลับนอนกับเจ้าสาวปลอมๆของตนเอง

ผมเกิดความสงสารตัวละครนี้จับใจเลยเดียว ไม่เพียงถูกหลอกใช้โดย Prince Nucki แต่ยังความโง่งม สติปัญญาต่ำต้อย ไม่สามารถควบคุมตนเอง สนเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า มิอาจคว้าโอกาสยิ่งใหญ่กว่า และทำตัวให้เหมาะสมวิริยะฐานะได้มา

ด้วยเหตุนี้ตัวละคร Josef สามารถเปรียบได้กับ ‘บ้านนอกเข้ากรุง’ หรือชนชั้นล่างของสังคมที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมไฮโซ ชนชั้นสูง และการเปลี่ยนแปลงไปของวิถีโลก ด้วยเหตุนี้แม้สวมใส่เสื้อผ้าเลิศหรู ปลอมตัวเป็นเจ้าชาย แต่ไม่นานสันดาน/ธาตุแท้ ความกระวนกระวาย จักปรากฎออกมาโดยง่ายดาย

ถ่ายภาพโดย Theodor Sparkuhl (1894 – 1946) สัญชาติ German ขาประจำช่วงแรกๆของผู้กำกับ Ernst Lubitsch จากนั้นไปแจ้งเกิดโด่งดังที่ฝรั่งเศส และเซ็นสัญญา Paramount Pictures มุ่งสู่ Hollywood ตั้งแต่ปี 1931 ผลงานเด่นๆ อาทิ La Chienne (1931), Beau Geste (1939), The Glass Key (1942) ฯ

ด้วยข้อจำกัดของยุคสมัยนั้น ทำให้งานภาพส่วนใหญ่ของหนังเพียงตั้งกล้องทิ้งไว้ กำหนดระยะ ทิศทาง มุมกล้อง แล้วให้เหตุการณ์ดำเนินไปในขอบเขตที่กำหนด ออกแบบฉากโดย Kurt Richter ก่อสร้างที่ Tempelhof Studios, Berlin

Lubitsch’s Touch ในยุคหนังเงียบจะมีลักษณะหนึ่งที่แตกต่างจากหนังพูด นั่นคือความพร้อมเพรียงของกลุ่มนักแสดงตัวประกอบ ซึ่งหนังเรื่องนี้จะพบเห็นได้บ่อยครั้งทีเดียว เริ่มต้นตั้งแต่ฉากแรกๆบรรดาเลขานุการสาว เมื่อเจ้านาย (Mr. Quake) พูดบอกออกคำสั่งอะไร พวกเธอจะก้ม-เงยหน้า พิมพ์ดีด-ขีดเขียน ได้อย่างพร้อมเพรียงกัน, นัยยะคงต้องการสื่อถึงความร่ำรวยในโลกทุนนิยม สามารถทำอะไรที่มันเว่อวังอลังการ ไร้สาระความจำเป็น (เลขานุการคนเดียวก็เพียงพอแล้ว ทำไมต้องจ้างคนมากมายขนาดนี้?)

พื้นหลังฉากนี้ค่อนข้างสวยทีเดียว ภาพวาดใต้ท้องทะเล พบเห็นปลาแหวกว่าย แมงกระพุน ม้าน้ำ สาหร่าย แฝงนัยยะไม่เพียงสะท้อนธุรกิจอาหารทะเลของ Mr. Quake แต่ยังเป็นการล้อเลียนบุคคลเหล่านี้ต่างกำลังใช้ชีวิตจมอยู่ก้นเบื้องมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงสว่างส่องถึง

ห้องของพ่อสื่อ Seligson สังเกตว่าบนผนังเต็มไปด้วยภาพถ่ายคนโสดมากมาย นี่ราวกับจะสะท้อนว่าโลกยุคสมัยใหม่ที่ผู้คนให้ความสนใจเรื่องการแต่งงานลดลง ถือเป็นสภาวะถดถอยอันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมืองตกต่ำลง สืบเนื่องจากผลกระทบหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เห็นตุ๊กตาตัวนี้ทำให้นึกถึงผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ Lubitsch เรื่อง Die Puppe (1919) ซึ่งฉากนี้แม้เป็นการซักซ้อมเลี้ยงลูกของ Ossi แต่ยังสามารถล้อเลียนวิธีเลี้ยงดูแลบุตรของคนยุคสมัยใหม่ ไร้ซึ่งความอดรนทน มองพวกเขาเหมือนตุ๊กตา พยายามควบคุม ครอบงำ เสี้ยมสอนสั่ง ให้เติบโตขึ้นกลายเป็นดั่งที่ตนเองวาดฝันไว้ (เรียกว่าทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม)

Lubitsch’s Touch มักนำเสนอภาพตรงกันข้าม/กลับตารปัตร กับสิ่งควรเกิดขึ้นจริงเสมอ ยกตัวอย่าง Prince Nucki ทั้งๆมีคำนำหน้า ‘เจ้าชาย’ กลับอาศัยอยู่ในห้องแคบๆ สภาพโทรมๆ แต่ถึงอย่างนั้นกลับยังพยายามทำตัวหัวสูงส่ง เวลามีคนมาหานั่งบนเก้าอี้ราวกับพระราชา และถูกล้อเลียนด้วยการให้ผู้มาเข้าฝั่งนั่งเก้าอี้แล้วหกคะเมนตีลังกา

Sequence นี้ถือเป็นอีกไฮไลท์ของหนัง เพราะมีการตัดสลับไปมาระหว่าง

  • Mr. Quake กำลังพักผ่อนหลับนอนกลางวัน
  • Ossi กำลังอาบน้ำ นวดตัว แต่งหน้าทำสวย
  • ตรงกันข้ามกับ Josef เต็มไปด้วยความลุ่มร้อนรน มิอาจนั่งนิ่งสงบลงได้

การที่ Josef ไม่สามารถอยู่สงบนิ่งกับที่ ต้องเดินเวียนวนไปวนมา กระโดดโลดเต้น เป็นการสะท้อนสภาพจิตใจลุ่มร้อนรน อาจผสมความอิจฉาริษยา (เพราะสถานที่แห่งนี้ช่างตรงกันข้ามกับห้องหับของตนเอง) ต้องการให้ช่วงเวลาพบเจอบังเกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งวิธีตัดสลับดังกล่าวเป็นการประชดประชัน ล้อเลียนบุคคลทั้งสองชนชั้น

  • วิถีของคนรวย/ชนชั้นสูง ไม่มีอะไรต้องเร่งรีบร้อนรน
  • ขณะที่ชนชั้นกลาง/ล่าง เพราะท้องยังหิว ติดหนี้สินมหาศาล จึงต้องเร่งรีบร้อน มิอาจปล่อยวาง

อคติต่อคริสตจักรของ Lubitsch ยังคงพบเห็นได้เล็กๆในฉากนี บาทหลวงแทบไม่ได้ทำอะไรที่สมฐานะตนเอง แค่เปิดหน้าต่าง สวมหมวก เปิดหนังสือ พูดสองสามประโยค และได้รับเงิน นี่นะหรือการแต่งงาน ก็แค่ความเชื่อ ประเพณี และผลประโยชน์ของผู้ทำพิธีเท่านั้นเอง!

ซึ่งหนังยังทำให้การแต่งงานครั้งนี้เป็นเกมเล่นสนุก ผิดตัว สามีจริงๆของ Ossi หาใช่ Josef ที่ปลอมแปลงเป็น Prince Nucki เช่นนี้แล้วพิธีการมันจะมีความน่าเชื่อถือเช่นไร

เมื่อตอนก่อนแต่งงาน Josef นั่งตำแหน่งเคียงข้าง Ossi แต่เมื่อทำพิธีเสร็จสิ้นก็ถูกผลักไสไล่ส่งให้ไปนั่งข้างหลังแบบไม่สนหัว นี่สะท้อนความเห็นแก่ตัวของเธอ เรียกร้องอยากแต่งงานไม่ใช่เพื่อหาคนรัก แต่สนองกิเลสตัณหา อารมณ์อยากมีอยากได้ อยากเด่นอยากดัง เห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง เป็นหญิงสาวโคตรเอาแก่ใจโดยแท้ (น่าสงสาร Josef เสียจริง!)

มันจำเป็นต้องมีคนรับใช้เยอะขนาดนั้นด้วยหรือ? คำตอบก็เพื่อให้เพียงพอต่อฉากนี้ จะได้เข้ามาเสิร์ฟอาหารแขกได้อย่างตัวต่อตัว ทันท่วงที แต่ผู้ชมเห็นแล้วกุมขมับ มันเป็นการอวดอ้างบารมี (ของเจ้าของบ้าน) ซึ่งหนังทำการประชดประชันบุคคลเหล่านี้ได้อย่างแสบๆคันๆ

ต้องปรบมือดังๆให้ Sequence โรคระบาดเต้นรำ ‘Foxtrot Epidemic’ มีความบ้าระห่ำโดยพร้อมเพรียง ซึ่งเราสามารถตีความในลักษณะ Orgy หรือ Group Sex เพราะท่วงท่านี้มันเต้นสองคน ชาย-หญิง ใส่กันไม่ยั้งท่ามกลางฝูงชน

Sequence การยืมเงินของ Prince Nucki นำเสนอความคอรัปชั่นของการกินกันเป็นทอดๆ เพื่อนคนขวาสุดมอบเงินเป็นปึก ส่งให้คนถัดมายักยอกหนึ่งใบ คนถัดไปอีกหนึ่ง พอถึงคนสุดท้าย Prince Nucki กลับเหลือเงินเพียงธนบัตรใบเดียวเท่านั้น

เช่นกันกับฉากนี้ยามเช้าหลังโต้รุ่ง ทุกคนต่างกอดคอเดินปลิ้นไปมา เก้าอี้แต่ละตัวแทนด้วยหนึ่งคนทรุดลงไป สุดท้ายหลงเหลือเพียง Prince Nucki ผู้โดดเดี่ยวเดียวดาย ไร้ซึ่งเพื่อนตายในยามมีปัญหา (เพื่อนกินเหล่านี้ต่างทอดทิ้งเขาเมื่อตนเองเสพสมอารมณ์หมาย)

ถ้าเป็นโลกยุคก่อน บุรุษจะเป็นฝ่ายเลือกภรรยา แต่ค่านิยมของโลกยุคสมัยใหม่นั้นถือว่ากำลังกลับตารปัตร ซึ่ง Sequence นี้สาวๆต่างกำลังต่อสู้ ชกมวย ผู้ชนะจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของ Prince Nucki แต่เพียงผู้เดียว … มันช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริง!

และเมื่อได้ผู้ชนะคือ Ossi พฤติกรรมที่ Prince Nucki แสดงออกมาคือออดอ้อน ศิโรราบ สู่อ้อมอก แม้เราอาจมองว่าเขากำลังมึนเมามาย แต่ขณะเดียวกันแสดงถึงความอ่อนแอ ชีวิตไร้เป้าหมายแก่นสาน สร้างความระริกรี้ ยิ้มแป้นให้หญิงสาว ราวกับได้ครอบครองตุ๊กตาหมีตัวใหม่ จุมพิตลงไปด้วยอารมณ์ร่านราคะ

ผมรู้สึกว่านี่เป็นฉากที่กระอักกระอ่วนอย่างรุนแรง เพราะการหัวเราะอย่างเสียสติแตกของ Josef เมื่อพูดบอกความจริงกับทั้งสอง ปฏิกิริยาที่พวกเขาแสดงออกมาคือลิงโลด แล้วถาโถมเข้าใส่ ไม่เห็นใจชายหัวโล้นที่อยู่ข้างๆบ้างเลยหรือ???

แม้บนโต๊ะอาหาร Mr. Quake จะนั่งขวางกึ่งกลางระหว่างคู่รักชายหญิง แต่สิ่งเกิดขึ้นใต้โต๊ะ เท้า (สัญลักษณ์ของลึงค์/อวัยวะเพศชาย) พยายามรุกเข้าไปหยอกเหย้า เคล้าคลอเคลีย พ่อเผลอแล้วเจอกัน จากนั้นก็อยู่ที่จินตนาการผู้ชมว่าจะครุ่นคิดเห็นเช่นไร

“Now I’m impressed!”

ความประทับใจหนึ่งเดียวของ Mr. Quake คือการได้เห็นบุตรสาวมีความสุข และตนเองได้แอบดูทั้งสองพรอดรักอย่างหวานฉ่ำ นี่แสดงถึงสิ่งที่มหาเศรษฐีอย่างเขาขาดหายไป ความรักและใครสักคนที่คอยเคียงข้าง(เตียงนอน)

The Oyster Princess นำเสนอวิถีชีวิต รูปแบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆอย่างมีลักษณะกลับตารปัตรตรงข้ามเดิม อาทิ

  • ยุคก่อน บุรุษเป็นฝ่ายเลือกหญิงงามครองคู่แต่งงาน, ยุคใหม่ สตรีสามารถเลือกคนรักหนุ่มหล่อได้เช่นกัน
  • ยุคก่อน อำนาจอยู่ในมือกษัตริย์ ราชวงศ์ ขุนนาง อาศัยอยู่พระราชวังรโหฐาน มีข้าราชบริพารมากมาย, ยุคใหม่ ขอแค่เพียงมีเงินทอง ก็สามารถซื้อคฤหาสถ์หรู คนรับใช้ร้อยพัน ชีวิตเลิศหรูหราไม่ต่างจากพระราชา
  • ศาสนาเคยเป็นที่พึ่งพักพิงทางจิตใจ กลับกลายถูกใช้เป็นข้ออ้างความเชื่อศรัทธา แล้วกอบโกยผลประโยชน์เงินทอง

เพราะอำนาจไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับชนชั้นสูงในสังคมอีกต่อไป ชื่อเสียง ความสำเร็จ และเงินทอง สามารถโน้มน้าวชักจูง ทำให้จิตใจคนเกิดความเปลี่ยนแปลงไป ความสุขที่สามารถในเชิงรูปธรรมย่อมถูกยินยอมรับมากกว่า

แต่การมี ‘เงิน’ ในยุคสมัยใหม่จะสร้างความแตกต่างทางสังคมให้กว้างมากขึ้น เพราะเจ้าสิ่งนี้ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ร่ำรวย หน้าตาในสังคม นั่นทำให้คนจนกลายเป็นชนชั้นล่าง คนมีเงินมากย่อมได้รับอภิสิทธิ์ชน … นั่นแปลว่าโลกทุนนิยมไม่มีทางที่การเรียกร้องสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมจะบังเกิดขึ้นจริง!

ผู้กำกับ Ernst Lubitsch มองค่านิยมของโลกยุคสมัยใหม่ ล้วนขึ้นอยู่กับ ‘Sex Drive’ แรงผลัก/ความต้องการส่วนตน เพราะ’เงิน’แทบจะสามารถซื้อ-ขายได้ทุกสิ่งอย่าง นั่นคือโอกาสที่มนุษย์จะได้รับความสุขสบาย พึงพอใจทางกาย สนองตัณหาราคะ เสพสมอารมณ์หมาย

แต่นั่นเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมหรือเปล่า? ผู้กำกับ Lubitsch ไม่ได้บอกกล่าวไว้ สิ่งที่เขานำเสนอล้วนเป็นการเสียดสี ล้อเลียน ประชดประชัน แล้วให้อิสระผู้ชมได้ครุ่นคิดทำความเข้าใจ มันก็เรื่องของคุณแล้วจะเห็นผิดเป็นชอบ กงจักรเป็นดอกบัว ถูก-ผิดล้วนเป็นความเชื่อส่วนบุคคล


ได้ยินว่าหนังประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในเยอรมันและทวีปยุโรป ถึงขนาดมีการลักลอบแอบพิมพ์ฟีล์ม เพื่อนำออกฉายโดยไม่ต้องหักส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ (โรงหนังจักได้กำไรเน้นๆ)

ผมไม่แน่ใจว่าหนังได้รับการบูรณะหรือยังนะ แต่ฉบับของ Masters of Cinema รวมอยู่ใน Boxset ของ Lubitsch in Berlin: Fairy-Tales, Melodramas, and Sex Comedies จัดจำหน่ายเมื่อปี 2010 คุณภาพค่อนข้างดียอดเยี่ยมทีเดียว

ส่วนตัวมีความประทับใจฉากการเต้น ‘Foxtrot Epidemic’ ที่มีความพร้อมเพรียง บ้าระห่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลีลาของวาทยากร สร้างเสียงหัวเราะจนท้องแข็ง เท่านี้ก็เพียงพอแล้วให้มองข้ามความไร้สาระของเนื้อเรื่องราว

จัดเรต PG กับพฤติกรรมร่านราคะของตัวละคร

คำโปรย | Die Austernprinzessin นำเสนอธุรกิจอันหมกมุ่นของผู้กำกับ Ernst Lubitsch ด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลถึงทรวงใน
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: