Die freudlose Gasse (1925)

Die freudlose Gasse (1925) German : G. W. Pabst ♥♥♥♡

ผู้กำกับ G. W. Pabst ต้องการตีตนออกห่าง German Expressionism เลยสรรค์สร้างผลงานเรื่องที่สาม The Joyless Street (1925) ริเริ่มต้นยุคสมัย New Objectivity และยังช่วยขัดเกลา Greta Garbo ก่อนออกเดินทางมุ่งสู่ Hollywood

เมื่อพูดถึง Golden Age of German Cinema หลายคนคงครุ่นคิดถึงแต่ German Expressionism จริงๆแล้วยังมีอีกยุคสมัยหนึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ ด้วยลักษณะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง มีคำเรียกว่า Neue Sachlichkeit หรือ New Objectivity

New Objectivity บางทีก็เรียกว่า New Sobriety หรือ New matter-of-factness คือกลุ่มการเคลื่อนไหวทางศิลปะช่วงทศวรรษ 1920s ถือกำเนิดขึ้นเพื่อโต้ตอบกลับ Expressionism โดยมีลักษณะมุ่งเน้นความสมจริง งานศิลป์จับต้องได้ (ไม่จำเป็นต้องถ่ายทำยังสถานที่จริงอย่าง Realist/Neorealist) งานภาพ/ตัดต่อนำเสนอย่างความตรงไปตรงมา การแสดงไม่ขยับเคลื่อนไหวเว่อวังอลังการ ขณะที่เนื้อเรื่องราวมักเกี่ยวกับปัญหาสังคม ความยากจนข้นแค้น สะท้อนผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

Die freudlose Gasse หรือ The Street of Sorrow หรือ The Joyless Street (1925) ไม่เพียงเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่จัดเข้ากลุ่ม New Objectivity แต่ยังคือผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง สร้างชื่อให้ผู้กำกับ G. W. Pabst สามารถเทียบชั้นระดับตำนาน

แค่ชื่อก็บอกแล้วว่า “Joyless” นี่เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ง่ายในการรับชมเลยนะครับ แถมความยาวฉบับบูรณะ 2 ชั่วโมงครึ่ง ย่อมสร้างความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้ากาย-ใจอย่างแน่นอน

ซึ่งความยากในการรับชมเกิดจากความสลับซับซ้อนของเนื้อเรื่องราว ตัดสลับพล็อตรองเยอะมากๆ ขณะที่ไฮไลท์คือการแสดงของทั้ง Greta Garbo และ Asta Nielsen ต่างเจิดจรัสในทิศทางที่สวนทางกัน (ทั้งในภาพยนตร์และชีวิตจริง)


Georg Wilhelm Pabst (1885 – 1967) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austrian เกิดที่ Bohemia, Austria-Hungary (ปัจจุบันคือ Czech Republic) บิดาเป็นพนักงานรถไฟ ทำให้วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นวิศวกร แต่โตขึ้นกลับเลือกเข้าเรียนการแสดงยัง Vienna Academy of Decorative Arts จบออกมาทัวร์ยุโรปและอเมริกา ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อาสาสมัครทหารแต่ไม่ทันไรถูกจับเป็นนักโทษเชลยสงครามที่เมือง Brest (French Prison Camp) กลายเป็นผู้จัดการแสดง Theatre Group ของค่ายกักกันนั้น, หลังสิ้นสุดสงครามหวนคืนสู่ Vienna ได้งานผู้จัดการโรงละคร Neue Wiener Bühne เข้าตา Carl Froelich ชักชวนสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มจากเป็นผู้ช่วยและกำกับเองเรื่องแรก The Treasure (1923), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Joyless Street (1925), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Devious Path (1928), Pandora’s Box (1929), Diary of a Lost Girl (1929), The White Hell of Pitz Palu (1929), Westfront 1918 (1930) ฯ

ความสนใจของ Pabst ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก The Treasure (1923) ทำการผสมผสานการออกแบบฉากสไตล์ Expressionist เข้ากับการแสดงที่เป็นธรรมชาติ Naturalist แน่นอนว่ามันยังคลุกเคล้าไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่ แต่ก็ค่อยๆทดลองปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งผลงานลำดับที่สาม The Joyless Street (1925)

ได้แรงบันดาลใจจากนวนิยายชื่อเดียวกัน Die freudlose Gasse ตีพิมพ์เมื่อปี 1924 แต่งโดย Hugo Bettauer ชื่อจริง Maximilian Hugo Bettauer (1872 – 1925) นักเขียน/นักข่าว สัญชาติ Austrian เชื้อสาย Jews ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวพยายามเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่ม Anti-Semitism ทำให้ถูกลอบสังหารโดยสมาชิกหัวรุนแรงพรรคนาซี ก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างเสร็จสิ้น

มอบหมายหน้าที่ดัดแปลงบทให้ Willy Haas (1891 – 1973) นักเขียน/นักวิจารณ์ สัญชาติ German, ซึ่งความตั้งใจของผู้กำกับ Pabst ต้องการให้ซื่อตรงต่อต้นฉบับนวนิยายมากที่สุด

เรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ยัง Melchior Street, กรุง Vienna, ประเทศ Austria, เมื่อปี ค.ศ. 1921 ประกอบด้วย

  • Maria/Marie Lechner (รับบทโดย Asta Nielsen) ด้วยความหวาดกลัวเกรงว่าบิดาจะใช้กำลังความรุนแรง เลยตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้าน ยินยอมทำงานโสเภณีขายเรือนร่างกาย เก็บสะสมเงินทองวาดฝันหลบหนีร่วมกับแฟนหนุ่ม แต่วันหนึ่งพบเห็นภาพบาดตาบาดใจ ชายคนรักกำลังเกี้ยวพาหญิงสาวอื่น เลยกระทำการเข่นฆาตกรรมเธอผู้นั้นด้วยความอิจฉาริษยา และป้ายสีความผิดให้เขา
  • Greta Rumfort (รับบทโดย Greta Garbo) บุตรสาวในครอบครัวชนชั้นกลาง อาศัยอยู่กับน้องสาวคนเล็กและบิดา Councilor Rumfort (รับบทโดย Jaro Fürth) เป็นข้าราชการกำลังจะถูกให้ออก เลยตัดสินใจกู้เงินแล้วไปลงทุนซื้อหุ้น ปรากฎว่าขาดทุนย่อยยับเยิน เธอเลยถูกโน้มน้าวโดยช่างตัดเสื้อแต่เบื้องหลังคือแม่เล้า Frau Greife (รับบทโดย Valeska Gert) กำลังสองจิตสองใจว่าจะขายตัวใช้หนี้คืนสินหรือไม่
  • Else (รับบทโดย Hertha von Walther) ได้รับความสงเคราะห์ให้อาศัยอยู่ห้องเก็บของโรงแรม Merkl Hotel ร่วมกับสามีและทารกน้อย ตัดสินใจขายเรือนร่างกายให้คนขายเนื้อ Josef Geiringer (รับบทโดย Werner Krauss) เพื่อแลกเศษอาหารเล็กๆน้อยๆ แต่ผ่านมาอีกหลายวันอะไรๆก็ไม่ดีขึ้นกว่าเดิม หวนกลับไปชายคนนั้นอีกครั้งแต่กลับได้รับการปฏิเสธ ด้วยความสิ้นหวังสุดๆเธอเลยตัดสินใจกระทำบางสิ่งอย่างที่สุดแสนชั่วร้าย
  • Don Alfonso Canez de Valparaiso (รับบทโดย Robert Garrison) ชายสูงวัยเดินทางสู่กรุง Vienna เพื่อหวังทำธุรกิจบางอย่างให้ได้เงินมหาศาลกลับไป ใช้วิธีปล่อยข่าวหลอกๆเพื่อให้หุ้นของบริษัทหนึ่งตกต่ำแล้วกวาดซื้อในราคาถูก เมื่อข้อเท็จจริงเปิดเผยค่อยขายคืนเมื่อกำไรเพิ่มขึ้นสองเท่า
  • Egon Stirner (รับบทโดย Henry Stuart) ชายหนุ่มทำงานธนาคาร อดีตเคยตกหลุมรัก Maria แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง พยายามเกี้ยวพาราสี Lia Leid (รับบทโดย Agnes Esterhazy) แต่เธอแนะนำให้เขากลายเป็นเศรษฐีก่อนถึงยินยอมรับรัก จู่ๆการเสียชีวิตของเธอทำให้เขาตกเป็นแพะรับบาป ค่อยมารับรู้ทีหลังว่าเป็นฝีมือของ Maria ที่ยินยอมรับสารภาพว่าทำไปด้วยความอิจฉาริษยา

Asta Sofie Amalie Nielsen (1881 – 1972) นักแสดงสัญชาติ Danish ถือว่าเป็น ‘First International Movie Stars’ เกิดที่ Vesterbro, Denmark โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง Royal Danish Theatre จบออกมาทำงานโรงละคร Dagmar Theatre จากนั้นออกทัวร์สแกนดิเนเวีย แล้วเข้าสู่วงการภาพยนตร์เมื่อปี 1909 มีชื่อเสียงโด่งดังกับสไตล์การแสดง Minimalist สาวน้อยหน้าใสถูกลวงล่อหลอกเข้าสู่ด้านมืด/โศกนาฎกรรม และลีลาท่าเต้นอันยั่วเย้ายวน ‘Gaucho Dance’ นั่นทำให้ค่าตัวของเธอเมื่อปี 1914 พุ่งทะยานถึง $85,000 เหรียญต่อปี สูงที่สุดในโลกขณะนั้น

รับบท Maria/ Marie Lechner หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความหวาดระแวง กลัวเกรงบิดาจะใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกาย พบเห็นการขายตัวแลกเศษอาหารของ Else ทีแรกพยายามหยุดยับยั้งหักห้ามใจ แต่สุดท้ายก็ยินยอมมอบเรือนร่างกายให้ Don Alfonso Canez

เช่นกันกับชายหนุ่มคนรัก Egon Stirner ทีแรกต้องการหลบหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน แต่หลังจากพบเห็นเขากำลังเกี้ยวพาราสีหญิงอื่น เกิดความอิจฉาริษยาเลยกระทำการเข่นฆาตกรรมเธอคนนั้น ใส่ร้ายป้ายสีให้ชายหนุ่ม แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งครุ่นคิดสำนึกได้ ตัดสินใจมอบตัวกับทางการ โทษประหารคงอีกไม่นานเกินรอ

ผู้ชมสมัยนี้น่าจะไม่ค่อยมีใครรับรู้จัก Asta Nielsen ทั้งๆเคยเป็นดาวดาราค้างฟ้า Super Star ระดับนานาชาติคนแรกของโลก! แต่กาลเวลาแทบไม่หลงเหลือผลงานใดๆให้จดจำ ซึ่งขณะสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ชื่อเสียงของเธออยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว อีกไม่นานเมื่อหมดสิ้นยุคสมัยหนังเงียบก็จักรีไทร์ออกจากวงการ (สวนทางกับ Greta Garbo ที่เพิ่งกำลังจะโด่งดังค้างฟ้าในอีกไม่กี่ปีถัดไป)

ผมเกิดอาการตกตะลึง อึ้งทึ่ง อ้าปากค้าง! กับการแสดงของ Nielsen ที่โคตรสมจริงทางอารมณ์อย่างมาก แม้เพียงขยับเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะฉากสนทนากับ Don Alfonso Canez ใส่ร้ายป้ายสีว่าบุคคลฆาตกรรม Lia Leid คือ Egon Stirner วินาทีที่เธอเอ่ยชื่อเขาไปนั้น บรรยากาศความตึงเครียดจู่ๆได้ผ่อนคลาย ทำให้หายใจโล่งโปร่งขึ้นมาพอดิบดี มันเป็นไปได้ยังไงกัน!


Gerda Carola Cecilia Lundequist (1871 – 1959) นักแสดงสัญชาติ Swedish เจ้าขอองฉายา “The Swedish Sarah Bernhardt” เกิดที่ Stockholm ได้รับการเลี้ยงดูโดยแม่บุญธรรม มีโอกาสร่ำเรียนการแสดงจาก Signe Hebbe จนปี 1889 มีโอกาสขี้นละเวที Svenska Teatern ค่อยๆสะสมสร้างชื่อเสียงจนโด่งดังไปทั่ว Scandinavian ขณะที่ผลงานภาพยนตร์นั้นมีประปราย แต่กลายเป็นอมตะจาก Gösta Berlings saga (1924), ซึ่งระหว่างเดินทางประชาสัมพันธ์หนังทั่วยุโรป เข้าตาผู้กำกับ G. W. Pasbt ชักชวนมารับบทนำเรื่องที่สอง The Joyless Street (1925) สร้างชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าเดิมอีก

เกร็ด: Greta Garbo ติดอันดับ 5 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฝั่ง Female Legends

รับบท Greta Rumfort พี่คนโตอาศัยอยู่กับบิดาและน้องสาว ตัวเธอแม้ไม่ได้ทำงานอะไร(หรือหางานไม่ได้กระมัง) ยังพยายามหาหนทางแบ่งเบาภาระครอบครัว เริ่มจากเปิดห้องเช่า มีทหารหนุ่มหล่ออเมริกามาช่วยแบ่งเบา แต่ก็ยังไม่เพียงพอคืนหนี้สินที่พ่อกู้ยืมไปลงทุนแล้วล้มเหลว ครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะขายตัวดีไหมสุดท้าย…

แม้ว่า Mauritz Stiller จะคือผู้ค้นพบ Greta Garbo แต่ต้องถือว่า G. W. Pasbt เป็นบุคคลที่ได้ให้คำแนะนำ ขัดเกลาด้านการแสดง และค้นพบมุมกล้อง วิธีจัดแสงอาบฉาบใบหน้า จนมีความเจิดจรัสจร้าท่ามกลางสิ่งรอบข้างที่มืดมิดสนิท

ผมสังเกตเห็น Garbo มีพัฒนาการแสดงที่โด่นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆในหนัง แรกเริ่มต้นดูเก้งๆกังๆ ยังขาดความมั่นใจในตนเอง (ทั้งกองถ่ายพูดเยอรมัน มีแต่เธอที่พูดสวีดิช) แต่จากนั้นแม้ตัวละครจะแสดงออกด้วยความสับสน ขัดย้อนแย้งภายในจิตใจ แต่เธอกลับสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกจากทรวงในได้อย่างตราตรึง ทรงพลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

แม้บทบาทนี้จะยังห่างไกลการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Greta Garbo แต่ถ้าใครเป็นแฟนๆพันธุ์แท้ของเธอ ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยนะ เพราะคุณจะได้เห็นวิวัฒนาการแสดงที่เพิ่มมากขึ้นจาก Gösta Berlings saga (1924) และครั้งแรกกับมุมกล้อง การจัดแสง ที่ช่วยขับเน้นความงามบนใบหน้า ให้มีความเจิดจรัสจร้า เกิดความลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักยิ่งๆขึ้นไป


ถ่ายภาพโดย Curt Oertel, Robert Lach และ Guido Seeber (1879 – 1940) ตากล้องรุ่นบุกเบิกสัญชาติ German รายหลังสุดเป็นผู้ริเริ่มต้นแนวคิดการถ่ายภาพ กล้องไม่จำเป็นต้องอยู่กับที่ ทดลองใช้กับภาพยนตร์เรื่อง Sylvester (1923) ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Karl W. Freund ต่อยอดสู่ ‘unchained camera’ ภาพยนตร์เรื่อง The Last Laugh (1924)

ผู้กำกับ Pabst คงมีความชื่นชอบประทับใจในเทคนิค ‘unchained camera’ เป็นอย่างมาก จึงติดต่อขอร่วมงานกับ Guido Seeber ซึ่ง The Joyless Street สามารถพบเห็นการขยับเคลื่อนกล้องได้บ่อยครั้ง (แค่อาจไม่ตื่นตระการตาเท่า The Last Laugh เท่านั้นเอง)

ลักษณะของ New Objectivity จะแตกต่างจาก Realist (หรือ Neorealist) ตรงที่ไม่ได้จำเป็นว่าต้องถ่ายทำจากสถานที่จริงเท่านั้น ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการก่อสร้างฉากในสตูดิโอ (Art Direction โดย Otto Erdmann และ Hans Sohnle) แค่ว่าไม่ได้มีลวดลายเส้นอันบิดเบี้ยวเหมือน German Expressionism

เราสามารถทำการวิเคราะห์/เปรียบเทียบ Melchior Street คือจุลภาคของประเทศ Austria (หรือ Weimar Republic) ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิต สภาพเศรษฐกิจ บรรยากาศในสังคม(ขณะนั้น) ความแตกต่างระหว่างชนชั้น และความคอรัปชั่นที่ค่อยๆกลืนกินจิตใจคนทุกระดับ อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

แซว: แต่ผมก็ยังรับรู้สึกว่า บรรยากาศของท้องถนน Melchior Street ยังดูเป็น Expressionism เพราะมีความอึมครึม หมองหม่น สะท้อนความเป็น ‘๋Joyless Street’ ได้อย่างชัดเจน

การสนทนาของตัวละคร สังเกตว่าหนังชอบใช้ระยะภาพ Close-Up (เพื่อให้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกจากภายในออกมา) โดยเฉพาะใบหน้าของ Greta Garbo จะมีความเจิดจรัสจร้ากว่าปกติ นั่นเพราะมีการสาดแสงไฟจากทั้งด้านหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา บน-ล่าง จนแทบไม่พบเห็นเงาปรากฎบนใบหน้า

คนขายเนื้อ และช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ต่างถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ความคอรัปชั่นของชนชั้นล่าง เพราะเป็นอาชีพที่สามารถฉกฉวย สร้างผลประโยชน์บางอย่างให้กับตนเอง

  • เพราะอาหารคือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ดังนั้นคนขายเนื้อ Josef Geiringer (รับบทโดย Werner Krauss) จึงถือเป็นผู้กุมชะตากรรมของมนุษย์ไว้ในกำมือ ทั้งๆมีเสบียงกักตุนมากมายแต่สามารถแสร้งอ้างพูดบอกว่าไม่มี ปล่อยให้ผู้คนเข้าแถวยืนรอค้างคืนโดยไม่ใคร่สนอะไร และสามารถเรียกร้องขอในสิ่งต้องการแลกเปลี่ยน นี่คือความเห็นแก่ตัว/คอรัปชั่น ด้วยเหตุนี้เมื่อความจริงได้รับการเปิดเผย จึงถูกสังคมรุมประชาทัณฑ์ ผู้ถูกกลั่นแกล้งทำร้ายจิตใจย่อมโต้ตอบกลับด้วยความรุนแรง
  • เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แม้คือสิ่งของฟุ่มเฟือยแต่ก็มีความจำเป็นสำหรับปกปิดร่างกาย และบรรเทาความหนาวเหน็บ (ในช่วงฤดูหนาว) ซึ่งสำหรับ Frau Greife (รับบทโดย Valeska Gert) ยังใช้ประโยชน์ในการปกปิดฉากหลัง ให้สาวๆสวมชุดสวยๆแล้วส่งไปบริการคนรวย ถือว่าเป็นธุรกิจขายเนื้อหนังมังสา(มนุษย์)ได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อความจริงได้รับการเปิดเผย ไม่เพียงสูญเสียกลุ่มลูกค้า ทุกสิ่งอย่างสร้างมาพลันมอดไหม้พังทลายในพริบตา

ทหารอเมริกันในนามองค์กรกาชาด (American Red Cross) คือตัวแทนความช่วยเหลือจากต่างชาติ แม้ไม่รู้ว่ามีเบื้องหลังลับลมคมในอะไรหรือเปล่า แต่ปฏิกิริยาของชาว Melchior Street กลับพยายามปฏิเสธต่อต้าน ไม่ยินยอมรับอาหารกระป๋อง ใช้ข้ออ้างเกียรติศักดิ์ศรีค้ำคอ แม้ต้องทนหิวโหยทุกข์ทรมานก็ตามที

สื่อนัยยะถึงชาวเยอรมันยุคสมัยนั้น แม้พ่ายแพ้สงครามแต่ยังคงเต็มไปด้วยความดื้อรั้น เย่อหยิ่ง ทะนงตน พยายามปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างชาติ ครุ่นคิดว่าจักสามารถอดรนทน เอาตัวรอดเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร … มองมุมหนึ่งช่างโง่เขลาเบาปัญญา แต่สำหรับชาวอนุรักษ์นิยม นี่คงเป็นสิ่งน่ายกย่องชื่นชมเหนือสิ่งอื่นใด

หนึ่งในฉากทรงพลังมากๆของหนัง โดยเฉพาะการแสดงของ Asta Nielsen เล่นน้อยแต่ได้มาก สร้างความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก จนกว่าชื่อของบุคคลนั้นจะพูดเอ่ยออกมา ผู้ชมถึงสามารถรู้สึกพักผ่อนคลายลงได้

แม้พื้นหลังจริงๆของฉากนี้จะถ่ายทำในห้องพักโรงแรม แต่สังเกตช็อตนี้ด้านหลังกลับปกคลุมด้วยความมืดมิดสนิท ใช้เพียงแสงไฟสาดส่องทุกทิศทางไปยังตัวละคร เพื่อให้ผู้ชมจับจ้องและรับรู้สึกทางอารมณ์ที่นักแสดงถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริงจัง

ฉากนี้สำหรับ Greta Garbo ถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องพร้อมให้บริการชายคนหนึ่ง แต่วินาทีที่เขาเดินเข้ามา ภาพสะท้อนจากสามกระจกสร้างความอกสั่นขวัญผวา ตระหนักได้ว่าฉันมิอาจกระทำสิ่งนี้ พยายามดิ้นรนหลบหนี เกียรติศักดิ์ศรีของฉันสำคัญกว่าเงินๆทองๆ

ผมครุ่นคิดว่าการตัดสินใจของตัวละครนี้ ได้รับอิทธิพลจากบิดา(ของเธอ)เป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้เคยปฏิเสธอาหารกระป๋องของทหารอเมริกัน ครอบครัวฉันไม่ยากจนขนาดนั้น แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้พวกเขาท้องหิวโหย ลูกสาวคนเล็กกลายเป็นหัวขโมย แต่เสือไม่สิ้นลาย ยอมตายดีกว่าเสียศักดิ์ศรี

เมื่อชาว Melchior Street เมื่อมิอาจอดรนทนต่อความหิวโหย วิถีชีวิตอันเต็มไปด้วยทุกข์ยากลำบาก กระทั่งล่วงรับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความโฉดชั่วร้าย/คนโกงกินของทั้งคนขายเนื้อและช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ทั้งหมดจึงรวมตัวกันประท้วง ขว้างปาทำลายสิ่งข้าวของ และจุดไฟเผาไหม้สถานที่แห่งนี้ให้วอดวาย

นัยยะของทั้ง Sequence สะท้อนถึงการลุกฮือขึ้นมาของประชาชนเพื่อประท้วงต่อต้านความคอรัปชั่นของรัฐบาล/ผู้นำประเทศ ซึ่งอาจบานปลายไปถึงทำให้ประเทศชาติมอดไหม้ล่มจม ผู้คนล้มตายอีกมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขายังหลงเหลือทารกน้อย สัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ ฝากความหวังให้อนาคตคนรุ่นถัดไป เมื่อพานผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายดังกล่าว ประเทศชาติจักสามารถหวนกลับไปเจริญรุ่งโรจน์เหมือนอย่างเก่าก่อน

ตัดต่อโดย Mark Sorkin (1902–1986) สัญชาติ Russian ขาประจำผู้กำกับ G. W. Pabst, ดำเนินเรื่องโดยมี Melchior Street เป็นจุดศูนย์กลาง นำเสนอผ่านสองตัวละครหลักๆ Maria/Marie Lechner และ Greta Rumfort

เรื่องราวแบ่งออกเป็น 9 องก์ ตามข้อจำกัดความยาวฟีล์มยุคสมัยนั้น

  1. แนะนำ Melchior Street และตัวละครที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
    1. ขณะที่ชนชั้นล่างผู้หิวโหย ต่างเฝ้ารอคอยโอกาสและความหวัง
    2. กลุ่มชนชั้นกลางต่างเสวยสุขสำราญ ครุ่นคิดวางแผนการกอบโกยอันโฉดชั่วร้าย
  2. นำเสนอความแตกต่างระหว่างชนชั้น และวิธีการที่คนจนจะสามารถดิ้นรนเอาตัวรอด (Else ขายตัวให้คนขายเนื้อ)
  3. ความคาดหวัง/เพ้อฝันของชนชั้นกลางระดับล่าง, บิดาของ Greta กู้ยืมเงินมาลงทุนซื้อหุ้น เชื่อมั่นว่าต่อจากนี้ชีวิตจะสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ยากลำบาก
  4. แต่เงินทอง/ความสุขสบาย มักต้องเสียสละ/แลกมาด้วยบางสิ่งอย่าง, ค่าเสื้อโค้ทของ Greta, Maria ตัดสินใจขายตัวให้ Don Alfonso Canez และความตายของ Lia Leid
  5. ความล้มเหลวและการปรักปรำ, เงินที่พ่อของ Greta ลงทุนซื้อหุ้นละลายไปกับสายน้ำ และ Maria ใส่ร้ายป้ายสี Egon ว่าเป็นคนเข่นฆาตกรรม Lia
  6. ความเย่อหยิ่งทะนงตน ได้ทำลายโอกาสและความหวัง, Lieutenant Davy เช่าห้องพักของ Greta พยายามแบ่งปันอาหารกระป๋องแต่กลับถูกบิดาของเธอพูดบอกปัดปฏิเสธ, เช่นกันกับการที่เธอถูกโน้มน้าวให้ขายตัว เมื่อพบเห็นว่าอีกฝ่ายคือคนขายเนื้อเลยพยายามขัดขืนปฏิเสธโดยทันที
  7. โชคชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยง, Egon ถูกตำรวจจับกุมตัว, น้องสาวของ Greta ลักขโมยอาหารกระป๋องของ Lieutenant Davy ทำให้เขาตัดสินใจเก็บข้าวของออกจากห้องเช่า
  8. ความทุกข์ทรมานที่มิอาจแบกรับของ Maria เพราะตนเองได้ก่ออาชญากรรมที่ไม่สามารถให้อภัย หวนกลับไปหาครอบครัวครั้งสุดท้าย แล้วตรงไปสถานีตำรวจเพื่อสารภาพความจริง
  9. สุดท้ายความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และเมื่อความชั่วร้ายได้รับการเปิดโปงจึงต้องถูกทำลายให้สิ้นซาก, Greta ตัดสินใจจะขายตัวแต่วินาทีสุดท้ายก็มิอาจฝืนใจตนเอง บังเอิญพบเห็นโดย Lieutenant Davy แรกเริ่มเกิดความเข้าใจผิดแต่ไม่นานก็รับรู้ข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันชาวบ้านเริ่มขว้างปาทำลายสิ่งข้าวของในไนท์คลับ Else ตัดสินใจเข่นฆาตกรรมคนขายเนื้อ และทุกสิ่งอย่างกำลังมอดไหม้วอดวาย

ความที่เนื้อหาของหนังมีพล็อตรอง (Sub Plot) มากมายเต็มไปหมด วิธีที่ผู้กำกับ Pabst ใช้แบ่งแยกออกเป็นตอนๆ คือเทคนิค Fade-to-Black ซึ่งแต่ละองก์ก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องมีเรื่องย่อยๆมากน้อยเท่าไหร่ แต่เนื้อหาในแต่ละองก์มักมีความสัมผัสสอดคล้องจองแนวความคิดบางอย่างเสมอๆ

สำหรับไฮไลท์การตัดต่อมีสองช่วงขณะที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่าง(ทางชนชั้น)อย่างชัดเจน พบเห็นตอนต้นองก์สองและองก์เก้า ตัดสลับระหว่าง

  • งานเลี้ยงปาร์ตี้ของกลุ่มชนชั้นกลาง/คนมีเงิน กำลังสนุกสนานไปกับการละเล่น ดื่มกิน ด้วยความหรูหร่า ฟุ่มเฟือย
  • และภาพกลุ่มชนชั้นล่าง/คนยากจน กำลังต่อแถวค้างคืนรอซื้ออาหารอย่างหิวโหย ภายหลังบังเกิดความเกรี้ยวกราดถึงความอยุติธรรมในสังคม

The Joyless Street เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอสภาพวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม บรรยากาศการดำรงชีพของคนเยอรมันยุคสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่าง(โดยสิ้นเชิง)ตามชนชั้นฐานะ

คนชนชั้นล่างในสังคม มีสภาพชีวิตทุกข์ยากลำบาก ต้องต่อสู้ดิ้นรน อดมื้อกินมื้อ ถูกคดโกงกิน โดนไล่ออกจากงาน ทำให้หญิงสาวสวยหลายคนใช้เรือนร่างกายขายตัวเข้าแลก บางคนก่ออาชญากรรม กระทำสิ่งชั่วร้าย

ตรงกันข้ามกับชนชั้นกลาง-สูง ร่ำรวยเงินทอง ใช้ชีวิตเสพสุขสำราญ ดื่มกินเมามาย สนองความพึงพอใจทางกาย ครุ่นคิดวางแผนการชั่วร้าย เต็มไปด้วยความคอรัปชั่น คดโกงกิน ไม่สนถูกผิดดีชั่ว หรือความทุกข์ยากลำบากของผู้อื่น

แน่นอนว่าชื่อหนัง The Joyless Street ย่อมต้องสื่อถึงความรู้สึกของกลุ่มคนชนชั้นล่าง ต่อความไม่เสมอภาคเท่าเทียมในสังคม ทำไมฉันต้องทนทุกข์ทรมาน ในขณะที่พวกชนชั้นกลาง-สูงกลับกินอยู่สุขสบาย ซึ่งเมื่ออารมณ์คับข้องเคียดแค้นสะสมภายในปริมาณมากล้นเอ่อ ก็จักปะทุระเบิดออกมาทำลายล้างทุกสิ่งอย่างให้มอดไหม้วอดวาย

ผู้กำกับ G. W. Pasbt สร้างสองทางเลือกให้กับผู้ชม ผ่านเรื่องราวของสองตัวละคร

  • Maria/Marie Lechner ตัดสินใจศิโรราบให้กับอารมณ์/ความต้องการของตนเอง ยินยอมขายตัวให้ Don Alfonso Canez และเมื่อพบเห็นแฟนหนุ่มนอกใจ เลยเข่นฆาตกรรมหญิงสาวคนนั้นแล้วใส่ร้ายป้ายสีอดีตคนรัก
  • Greta Rumfort เกือบจะพ่ายแพ้ใจตนเองอยู่หลายครั้ง แต่ที่สุดก็มิอาจยินยอมเสียเกียรติ ศักดิ์ศรี กระทำสิ่งที่ทำให้รู้สึกเสียใจภายหลัง

ซึ่งผู้กำกับ Pasbt พยายามชี้ชักนำอย่างชัดเจนว่า การเลือกหนทางของ Maria/Marie จะนำพาซึ่งหายนะมากกว่าพบเจอความสุข ซึ่งหลังการกระทำดังกล่าว เธอได้จมปลักอยู่กับความรู้สึกผิด จิตใจทุกข์ทรมาน มิสามารถปล่อยวางการกระทำ จนท้ายสุดต้องยินยอมรับสารภาพความจริง ชีวิตถึงยังมีโอกาสไขว่คว้าความหวัง

สำหรับการกระทำของ Greta ค่านิยมในยุคสมัยนั้นถือว่าสมควรได้รับการยกย่อง เชิดชู เพราะสามารถธำรงไว้ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี มีศีลธรรม/มโนธรรม หยุดยับยั้งหักห้ามใจตนเองไม่ให้ถูกชักจูงไปสู่หนทางชั่วร้าย แต่สำหรับผู้ชมยุคสมัยปัจจุบันอาจครุ่นคิดเห็นแตกต่าง อาจมองว่าเป็นความซื้อบื้อ โง่งม ไร้เดียงสา เพราะไม่มีหนทางรอดอื่นแล้วมิใช่หรือ การขายตัวเพื่อให้ครอบครัวสามารถธำรงรอด เป็นสิ่งสมควรยกย่องมากกว่ารังเกียจเดียจฉันท์เสียอีกนะ!


ความที่หนังนำเสนอภาพเหตุการณ์สะท้อนปัญหาสังคมออกมาจริงๆ ทำให้มีคนบางกลุ่มไม่สามารถยินยอมรับได้ กองเซนเซอร์แต่ละประเทศต่างพยายามหั่นฉากโน่นนี่นั่นออกไป

“When completed, it was ten thousand feet in length … France accepted the film, deleting two thousand feet and every shot of ‘the street’ itself. Vienna extracted all sequences in which Werner Krauss appeared as the butcher. Russia turned the American Lieutenant into a doctor and made the butcher the murderer instead of the girl.”

นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ Paul Rotha

แต่แม้เป็นฉบับที่ถูกหั่นฉากโน่นนี่นั่นออกไป กลับยังสามารถประสบความสำเร็จทำเงินล้นหลาม ทำให้ชื่อผู้กำกับ G. W. Pasbt ได้รับการยกย่องเทียบชั้นระดับตำนาน

ความที่ฟีล์มหนังถูกตัดต่อบ่อยครั้ง ทำให้ต้นฉบับแท้ๆสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ถึงอย่างนั้นการบูรณะครั้งล่าสุดโดย Filmmuseum München เมื่อปี 2012 พยายามรวบรวมฟุตเทจจากคลังเก็บประเทศต่างๆ ประติดประต่อจนน่าจะมีความใกล้เคียงต้นฉบับที่สุดแล้วกระมัง

แม้การรับชมหนังเรื่องนี้จะมีความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง แต่ส่วนตัวก็ยังชื่นชอบในการสร้างบรรยากาศ ความสลับซับซ้อนของเนื้อเรื่องราว โดยเฉพาะความเจิดจรัสของ Greta Barbo และ Asta Nielsen ทั้งคู่ทำให้ผมตกหลุมรักหลงใหลไม่รู้ลืม

แนะนำสำหรับคนที่อยากรับรู้เข้าใจหัวอกชาวเยอรมัน ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถ่ายทอดบรรยากาศ สภาพความเป็นจริง ชีวิตที่สิ้นหวังจากความพ่ายแพ้และถูกทอดทิ้ง

“No film or novel has so truthfully recorded the despair of defeat, and the false values after war, as The Joyless Street.”

นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ Paul Rotha

จัดเรต 18+ กับการฉ้อฉล หลอกลวง หญิงสาวขายตัว และการเข่นฆาตกรรม

คำโปรย | Die Freudlose Gasse ของผู้กำกับ G. W. Pabst แม้เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน แต่ผู้ชมสามารถเบิกบานไปกับความเจิดจรัสของ Greta Garbo และ Asta Nielsen
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | ชื่นชอบ
-อย่างทรมาน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: