Dirty Harry

Dirty Harry (1971) hollywood : Don Siegel ♥♥♥♥

นอกจากชายนิรนามในไตรภาค Dollars Trilogy ยังมีอีกบทบาทที่กลายเป็น ‘Iconic’ ของ Clint Eastwood นั่นคือนักสืบ Harry Callahan เจ้าของฉายา Dirty Harry ชอบใช้ความรุนแรง ดิบเถื่อน ไม่แคร์อะไรใคร และเมื่อกฎหมายไม่สามารถจัดการอาชญากร เขาจึงจำต้องแปดเปื้อนเลือดด้วยตนเอง

เกร็ด: แฟนไชร์ Dirty Harry มีภาพยนตร์ทั้งหมด 5 เรื่อง ประกอบด้วย Dirty Harry (1971), Magnum Force (1973), The Enforcer (1976), Sudden Impact (1983) และ The Dead Pool (1988) [บางคนนับรวม Gran Torino (2008) ที่แม้ตัวละครไม่ได้ชื่อ Harry Callahan แต่มีความรุนแรง ดิบเถื่อน ไม่แตกต่างจาก Dirty Harry] ผมจะเขียนถึงแค่ภาคแรกภาคเดียวนะครับ

เอาจริงๆผมไม่มีแผนจะดูหนังเรื่องนี้เลยนะ แต่เพราะระหว่างเขียนถึง Bullitt (1968) ค้นพบว่าตัวละครของ Steve McQueen มีต้นแบบจากนักสืบ Dave Toschi แห่ง SFPD (San Francisco Police Force) โด่งดังจากคดี Zodiac Killer เช่นเดียวกับตัวละคร Dirty Harry (ที่ก็มีต้นแบบจากนักสืบ Dave Toshchi) และพล็อตเรื่องราวยังได้แรงบันดาลใจจาก Zodiac Killer (รวมถึงชื่อฆาตกรต่อเนื่อง Scorpio)

เกร็ด: ภาพยนตร์ Zodiac (2007) ของผู้กำกับ David Fincher นักแสดงที่รับบทนักสืบ Dave Toschi คือ Mark Ruffalo

Dirty Harry (1971) เป็นอีกแฟนไชร์สร้างชื่อของ Clint Eastwood ว่ากันตามตรงแทบไม่ต่างจากชายนิรนาม (Man with No Name) ในไตรภาค Dollars Trilogy แค่เปลี่ยนพื้นหลังคาวบอยย้อนยุค มาเป็นตำรวจสมัยใหม่ แต่ยังคงความรุนแรง ดิบเถื่อน ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน ไม่ยี่หร่าอะไรใคร ไม่หวาดกลัวเกรงสิ่งใด

หลายคนอาจรู้สึกว่า Dirty Harry (1971) ทำการลักขโมยหลายๆสิ่งอย่าง ‘rip off’ จากภาพยนตร์ Bullitt (1968) แต่เป้าหมาย/ไฮไลท์ของทั้งสองเรื่อง แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนะครับ

  • เป้าหมายของ Bullitt (1968) คือสร้างซีเควนซ์ขับรถไล่ล่า (Car Chase) ที่มีความตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม
  • Dirty Harry (1971) นอกจากภาพลักษณ์อึดถึกของ Clint Eastwood ยังตั้งคำถามถึงความรุนแรง ท้าทายขีดจำกัดระบอบประชาธิปไตย

ผมว่าหลายคนอาจไม่รับรู้ตัวด้วยซ้ำว่า Dirty Harry (1971) เป็นโคตรหนังการเมืองที่ตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎหมาย ระหว่างตำรวจที่พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อจับกุมผู้ร้าย vs. นายกเทศมนตรียกข้ออ้างกฎหมาย สิทธิมนุษยธรรม ฆาตกรต่อเนื่องก็มนุษย์เหมือนกัน … นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมชื่นชอบประทับใจ Dirty Harry > Bullitt ไม่ใช่แค่นำเสนอภาพความรุนแรง แต่ชักชวนผู้ชมเกิดความรู้สึกขัดแย้ง ท้าทายขีดจำกัดระบอบประชาธิปไตย


จุดเริ่มต้นของ Dirty Harry (1971) มาจากบทหนังชื่อเดิม Dead Right พัฒนาโดยคู่สามี-ภรรยา Harry Julian Fink และ Rita M. Fink, พื้นหลัง New York City เรื่องราวของนักสืบ Harry Callahan ผู้มีความมุ่งมั่นจะจัดการฆาตกรต่อเนื่อง Travis แม้ต้องแลกด้วยการกระทำสิ่งผิดกฎหมาย เลือนลางระหว่างตำรวจ-อาชญากร เพื่อตั้งคำถามถึงสิทธิ เสรีภาพ ท้าทายขีดจำกัดระบอบประชาธิปไตย เราสามารถปกป้องตนเองได้มากน้อยเพียงไหน

เกร็ด: แรงบันดาลใจของ Scorpio มาจาก Zodiac Killer ฆาตกรต่อเนื่องห้าศพยัง San Francisco Bay Area ช่วงระหว่าง ค.ศ. 1968-69 ซึ่งทุกเหตุการณ์ฆาตกรรมจะมีเขียนจดหมายอธิบายรายละเอียด แต่หลังจากพานผ่านไปห้าศพก็สูญหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่มีใครสามารถจับกุมตัวคนร้ายจนถึงปัจจุบัน

บทหนัง Dead Right ถูกส่งต่อให้โปรดิวเซอร์ Jennings Lang สำหรับมองหาทุนสร้าง ตอนแรกพยายามนำไปขายสถานีโทรทัศน์ ABC สำหรับดัดแปลงภาพยนตร์โทรทัศน์ แต่เพราะความรุนแรงที่มากเกินไปคงไม่มีโอกาสนำออกฉาย สุดท้ายลิขสิทธิ์ดัดแปลงกลายเป็นของสตูดิโอ Warner Bros.

WB. ทำการปรับแก้ไขบทหนังอยู่หลายฉบับโดย John Milius, Terrence Malick ถูกส่งผ่านมือผู้กำกับอย่าง Sydney Pollack, Irvin Kershner ก่อนเดินทางมาถึง Clint Eastwood ที่ใกล้เสร็จจากการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Play Misty for Me (1971) รู้สึกสนใจบทดั้งเดิมแท้ๆของ Harry & Rita แต่ก็ไม่รีบร้อนกำกับผลงานเรื่องถัดไป แล้วส่งต่อให้ Don Siegel หยิบยืมตัวจาก Universal Pictures 

I was in postproduction [Play Misty for Me], and they called up and asked, “Are you still interested in ‘Dirty Harry’?” I said, “What happened to Frank Sinatra?” And they said, “Frank Sinatra’s got some problem with his hand and he can’t hold a gun.” That sounded like a pretty lame excuse, but it didn’t matter to me. I said, “I’ll do it.” But since they had initially talked to me, there had been all these rewrites. I said, “I’m only interested in the original script.”

Clint Eastwood

Donald Siegel (1912-91) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish แต่ไปสำเร็จการศึกษา Jesus College, Cambridge ณ ประเทศอังกฤษ แล้วไปเรียนศิลปะช่วงสั้นๆ Beaux-Arts de Paris ก่อนเดินทางสู่ Los Angeles ทำงานบรรณารักษ์ห้องสมุดภาพยนตร์ (film library) ของสตูดิโอ Warner Bros. ทำให้มีโอกาสรับรู้จักโปรดิวเซอร์ Hal Wallis เลื่อนขึ้นเป็นนักตัดต่อ Montage เคยทำ Opening Credit ภาพยนตร์ Casablanca (1945), กำกับหนังสั้น Star in the Night (1945) คว้ารางวัล Oscar: Best Short Subject (Two-Reel), สารคดีสั้น Hitler Lives (1945) คว้ารางวัล Oscar: Best: Documentary Short Subject, ภาพยนตร์ขนาดยาว อาทิ The Verdict (1946), Invasion of the Body Snatchers (1956), Flaming Star (1960), The Beguiled (1971), Dirty Harry (1971), The Shootist (1976), Escape from Alcatraz (1979) ฯ

เกร็ด: Don Siegel มีความสนิทสนม ร่วมงานกับ Clint Eastwood ทั้งหมดห้าครั้ง Coogan’s Bluff (1968), Two Mules for Sister Sara (1970), The Beguiled (1971), Dirty Harry (1971), Escape from Alcatraz (1971) และยังช่วยผลักดันให้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ … เมื่อตอน Eastwood สรรค์สร้าง Unforgiven (1992) ขึ้นข้อความอุทิศ “for Don and Sergio” (อุทิศแด่ Don Siegel และ Sergio Leone)

Siegel ไม่ได้ปรับแก้ไขรายละเอียดจากบทดั้งเดิมมากนัก เพียงเปลี่ยนสถานที่พื้นหลังจาก New York City สู่ San Francisco, ฆาตกรต่อเนื่องชื่อ Scorpio และตอนจบไม่ได้ถูกนักแม่นปืนไรเฟิล (Sniper) ส่องกระบาล


นักแม่นปืนคนหนึ่ง เหมือนว่าจะมีปัญหาทางจิต (Psychopathic Sniper) เรียกตนเองว่า Scorpio (รับบทโดย Andy Robinson) แอบสุ่ม เล็งเป้า เข่นฆาตกรรมเหยื่อจากบนชั้นดาดฟ้า แล้วเขียนจดหมายโอ้อวด ข่มขู่ เรียกร้องค่าไถ่จำนวน $100,000 เหรียญ ไม่เช่นนั้นจะมีผู้เสียชีวิตรายถัดไป

นักสืบ Harry Callahan แห่ง SFPD เจ้าของฉายา Dirty Harry (รับบทโดย Clint Eastwood) เป็นผู้คันพบจดหมายเรียกค่าไถ่ดังกล่าว ทำให้นายกเทศมนตรีออกคำสั่งตำรวจปูพรมค้นหาตัวฆาตกร แต่หลังจากค้นพบศพที่สอง-สาม จึงจำยินยอมจ่ายเงินตามคำร้องขอ โดย Harry เป็นผู้อาสาส่งมอบเงินดังกล่าวด้วยตนเอง

แม้ว่า Harry จะสามารถจับกุมตัว Scorpio แต่ด้วยวิธีการอันรุนแรง กระทำสิ่งผิดกฎหมาย (ไม่มีหมายจับ) แถมไร้หลักฐานก่อเหตุ จึงจำต้องปลดปล่อยตัวอีกฝ่าย นำไปสู่เหตุการณ์ลักพาตัว เรียกร้องค่าไถ่อีกครั้ง และครานี้ Harry ที่หมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม ต้องการเพียงไม่ปล่อยให้ฆาตกรลอยนวล!


Clinton Eastwood Jr. (เกิดปี 1930) นักแสดง ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Francisco, California, ครอบครัวฐานะค่อนข้างดี สมัยเด็กไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือ โดดเรียนออกมาทำงาน Lifeguard, Caddy, เด็กส่งเอกสาร, เสมียน ฯ อาสาสมัครเป็นทหารในช่วง Korean War (1950-53) แต่ไม่เคยถูกส่งไปเกาหลี พอปลดประจำการเข้าตาแมวมอง Universal ชักชวนให้มาเป็นนักแสดง ด้วยความที่หล่ออย่างเดียว ใช้เวลาพักใหญ่ๆกว่าได้รับโอกาสแสดงบทเล็กๆครั้งแรก Revenge of the Creature (1955), พอมีชื่อเสียงกับซีรีย์ Rawhide (1959-65), พลุแตกกับ Dollars Trilogy, แฟนไชร์ Dirty Harry, กำกับภาพยนตร์ อาทิ Unforgiven (1992), Mystic River (2003), Million Dollar Baby (2004) ฯ

รับบทนักสืบ Harold Francis Callahan แห่ง SFPD แผนกฆาตกรรม (Homicide Division) เจ้าของฉายา Dirty Harry เพราะมักทำสิ่งที่ตำรวจนายอื่นมองว่า ‘Dirty’ ไม่มีใครอยากทำ ไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสม หรือไม่ก็ขัดต่อหลักศีลธรรม/กฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรง ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ เชื่อมั่นในโชคของตนเอง พร้อมเผชิญหน้าอาชญากรอย่างไม่กลัวเกรง เวลาก้าวเดินยังตรงเผง ไม่วอกแวกหันซ้ายหันขวา

เกร็ด: ตัวละคร Dirty Harry ได้แรงบันดาลใจจากความดิบเถื่อน ตรงไปตรงมาของนักสืบ Dave Toschi แห่ง SFPD ที่ไม่เคยอ่อนข้อให้อาชญากร หรือก้มหัวให้นักการเมือง สนเพียงความถูกต้องที่สอดคล้องหลักยุติธรรม

มีนักแสดงเกรดเอมากมายที่ได้รับการติดต่อ อาทิ John Wayne, Frank Sinatra, Robert Mitchum, Steve McQueen (บอกปัดเพราะไม่อยากเล่นหนังตำรวจหลังจาก Bullitt (1968)), Burt Lancaster, George C. Scott, เห็นว่า Paul Newman เป็นคนแนะนำโปรดิวเซอร์ให้เลือก Clint Eastwood เห็นว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด

ในบรรดารายชื่อนักแสดงเกรดเอที่ยกมานี้ หลายคนสนอกสนใจบทบาทนี้อย่างมากๆ แต่สุดท้ายบอกปัดเพราะมองว่าตัวละครขวาจัดเกินไป (right-wing), สำหรับ Eastwood ตอบตกลงโดยไม่ยี่หร่าประเด็นการเมืองเลยสักนิด!

I was told when I first got the script that other actors had liked it but had reservations about the political elements of it. But even at that age, I was not afraid of it. To me, it was an exciting detective story. It was a fantasy. Here’s a guy who is so dogmatic that nothing is going to stop him when his mind is made up.

Clint Eastwood

เมื่อสมัยยังหนุ่มๆ Eastwood เป็นนักแสดงที่ว่ากันตามตรงมีเพียงพลังดารา (Charisma) สีหน้าเคร่งเครียด ซีเรียสจริงจัง พูดน้อยต่อยหนัก ใครดีมาดีตอบ เลวมาเลวตอบ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ไม่หวาดหวั่นกลัวเกรงอะไรใครทั้งนั้น ตัวละครจึงมักมีมิติเดียว ขายความดิบเถื่อน หล่อเท่ห์ มาดแมน ยิงปืนแม่น ‘anti-hero’ ภาพจำตั้งแต่ซีรีย์ Rawhide (1959-65), Dollars Trilogy, รวมถึงแฟนไชร์ Dirty Harry ที่กลายเป็นต้นแบบ (archetype) ให้ภาพยนตร์แนวตำรวจน็อตหลุด (Loose-Cannon Cop)

ปล. เอาจริงๆ Dirty Harry ไม่ใช่ตำรวจน็อตหลุดคนแรก แต่เพราะความสำเร็จล้นหลามจนมีภาคต่อติดตามมา จึงได้รับการยกย่องในฐานะหมุดหมายภาพยนตร์

ตัวละคร Dirty Harry ผมมองว่าแทบไม่แตกต่างจากชายนิรนาม (Man with No Name) แต่เมื่อเพิ่มเติมสถานะตำรวจทำให้ทุกสิ่งอย่างแตกต่างออกไป เพราะยุคสมัยนั้นตำรวจควรต้องทำตัวเป็นต้นแบบอย่างที่ดี ตรงกันข้ามพฤติกรรมนักสืบคนนี้แทบไม่แตกต่างจากอาชญากร แค่มีเครื่องแบบ/ดาวคุ้มหัว เลยสามารถเอาตัวรอดพ้นความผิด นั่นคือสิ่งสร้างความขัดแย้ง (Controversy) ใหัผู้ชมเกิดข้อคำถาม การโต้ถกเถียง ว่ามันเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมประการใด

อิทธิพลของตัวละครนี้ถือว่ามากล้นหลาม! คำเรียก ‘Dirty Harry’ กลายเป็นศัพท์แสลงของตำรวจที่มีความเหี้ยมโหดรุนแรง, นอกจากนี้ยังได้รับการโหวตอันดับ 17 ชาร์ท 100 Years… 100 Heroes and Villains ฟากฝั่งพระเอก (Hero), อันดับ 42 ชาร์ท Premiere: 100 Greatest Movie Characters of All Time และยังมีอีกสองประโยค ‘catchphase’ ติดชาร์ท 100 Years… 100 Movie Quotes

  • Go ahead, make my day
    • นี่คือคำพูดติดปากมากที่สุดของ Eastwood จากภาพยนตร์ Sudden Impact (1983) ติดอันดับ 6
  • I know what you’re thinking: ‘Did he fire six shots or only five?’ Well, to tell you the truth, in all this excitement I’ve kinda lost track myself. But being as this is a .44 Magnum, the most powerful handgun in the world, and would blow your head clean off, you’ve got to ask yourself one question: ‘Do I feel lucky?’ Well, do you, punk?
    • ติดอันดับ 51

Andrew Jordt Robinson (เกิดปี 1942) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City บิดาเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง มารดาจึงพาไปอาศัยอยู่ Hartford, Connecticut วัยเด็กมีนิสัยเกเร ชอบใช้ความรุนแรง เลยถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำ จบมัธยมเข้าศึกษาต่อ University of New Hampshire ก่อนย้ายมาเรียน The New School for Social Research คณะอักษรศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ จบออกมาตั้งใจจะเป็นนักข่าว ก่อนเปลี่ยนความสนใจสู่การแสดงหลังได้รับทุน Fulbright Scholarship ตามด้วย London Academy of Music and Dramatic Art, พอกลับสู่ New York กลายเป็นนักแสดงละครเวที เข้าตาผกก. Don Siegel ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Dirty Harry (1971)

รับบทฆาตกรต่อเนื่อง Scorpio เหมือนมีปัญหาทางจิต จึงรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการฆาตกรรมด้วยปืนไรเฟิล แถมยังเสพติดความรุนแรง(หลังถูกทรมานโดยนักสืบ Harry) เมื่อเอาตัวรอดจากข้อกล่าวหา กลับไม่รู้สึกสาสำนึกประการใด พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อหลบหนี เอาตัวรอด ไม่หวาดกลัวเกรงความตาย

นักแสดงคนแรกที่ได้รับการติดต่อคือ Audie Murphy แต่โชคร้ายเครื่องบินตก เสียชีวิตก่อนมีโอกาสตอบตกลง, อีกคนหนึ่งที่อยู่ในความสนใจคือ James Caan จนกระทั่งผกก. Siegel (และ Eastwood) พบเจอ Robinson ระหว่างรับชมละครเวที Dostoevsky: The Idiot

ในขณะที่นักสืบ Harry มีความเข้มขรึม ใบหน้าเคร่งเครียด แทบไม่เคยมีปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งใด ตรงกันข้ามตัวละคร Scorpio มีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจน มือไม้กวัดแกว่ง หัวเราะ กรีดร้อง ร่ำไห้ ไม่สามารถปกปิดความรู้สึก ระบายสิ่งอัดอั้นภายในออกมาอย่างคลุ้มบ้าคลั่ง จนกระทั่งสูญเสียการควบคุมตนเอง

ผมไม่รู้สึกว่า Robinson เล่นบทบาทนี้ได้ดีสักเท่าไหร่ สีหน้า การแสดง ภาพภายนอกอาจดูคลุ้มบ้าคลั่ง ไม่สามารถควบคุมตนเอง แต่เหมือนภายในเขาไม่สามารถโน้มน้าวใจในการเป็นตัวร้าย ฆาตกรโรคจิต บางสิ่งอย่างติดค้างคาใจ นั่นเพราะเจ้าตัวเป็น Pacifist (รักสันติ) เห็นว่าไม่อยากจะหยิบปืนเข้าฉากเสียด้วยซ้ำ!

โชคชะตาเดียวกับ Anthony Perkins เมื่อตอนแสดง Psycho (1960) ผู้ชมสมัยนั้นยังไม่สามารถแยกแยะนักแสดง = ฆาตกร (เห็นว่าเคยถูกขู่ฆ่าด้วยนะ) ทำให้กลายเป็น ‘typecast’ ไม่ได้รับโอกาส บทบาทอื่นที่ไม่ตัวร้าย/ฆาตกรต่อเนื่อง ผลงานเด่นๆหลังจากนี้ อาทิ Child’s Play 3 (1991), Hellraiser (1987), ซีรีย์ Star Trek: Deep Space Nine (1993-99)


ถ่ายภาพโดย Bruce Mohr Powell Surtees (1937-2012) สัญชาติอเมริกัน บุตรของตากล้อง Robert L. Surtees เริ่มงานจากเป็นผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) ในภาพยนตร์ของ Don Siegel แล้วเริ่มได้รับเครดิตจาก The Beguiled (1971), Dirty Harry (1971), Lenny (1974), Escape from Alcatraz (1979), Beverly Hills Cop (1984) ฯ

งานภาพของหนังมีความแพรวพราวอยู่ไม่น้อย เต็มไปด้วยภาพระยะไกล (Extreme-Long Shot) จากทั้งบนดาดฟ้า (Bird’s eye view), เฮลิคอปเตอร์ปูพรมติดตามหาคนร้าย (Aerial Shot), จากนั้นกล้องค่อยๆซูมเข้าใกล้ (Zooming), แพนนิ่ง (Panning), ถ้ำมอง (Voyeur), สาดส่องแสงไฟยามค่ำคืน ฯ และใช้ประโยชน์จากอัตราส่วนภาพ Anamorphic Widescreen (2.35:1) ได้อย่างคุ้มค่า (หนังได้รับความนิยมมากๆจนมีการ ‘blow-up’ สำหรับฉายฟีล์ม 70mm)

เกร็ด: Clint Eastwood เข้าฉากสตั๊นเองแทบทั้งหมด โดยเฉพาะไคลน์แม็กซ์ตั้งแต่กระโดดลงหลังรถโรงเรียน แล้วห้อยโหยโตงเตงอยู่เบื้องหน้า และเห็นว่ายังได้กำกับซีเควนซ์ช่วยเหลือชายกำลังจะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย (เพราะวันนั้นผกก. Siegel ล้มป่วยไม่มาทำงาน)

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด ส่วนใหญ่ปักหลักอยู่ San Francisco, California อาทิ สระน้ำบนชั้นดาดฟ้า Holiday Inn Chinatown, San Francisco City Hall, Hall of Justice, ธนาคาร The Bank of America Building, โบสถ์ Sts. Peter and Paul Church, ท่าเรือ East Habor, สถานีรถไฟ Forest Hill Station, ทิวเขา Mount Davidson, สนามกีฬา Kezar Stadium, โรงพยาบาล San Francisco General Hospital ฯลฯ ยกเว้นเพียงฉากไคลน์แม็กซ์ ขับรถโรงเรียนมาจนถึงเหมืองหิน Hutchinson’s Rock Quarry ตั้งอยู่ Marin County, California … ถือเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่เก็บภาพสถานที่สำคัญๆช่วงทศวรรษ 70s ฝังไว้ใน ‘Time Capsule’


แม้ว่า Scorpio ได้แรงบันดาลใจจาก Zodiac Killer แต่ก็แค่ชื่อนักกษัตริย์ และวิธีการบางอย่างเท่านั้นนะครับ ความผิดปกติของตัวละครล้วนเป็นการปรุงปั้นแต่งขึ้นมาใหม่ ผมคุ้นๆว่าหนังไม่มีคำอธิบายพื้นหลังใดๆ แต่อ่านเจอว่า Andrew Robinson สร้างเรื่องให้ Scorpio เคยถูกเกณฑ์ทหารสู่สงครามเวียดนาม พบเห็นภาพหลอกหลอน กลับบ้านด้วยอาการ ‘Shell Shock’ ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ จนเกิดอาการคลุ้มบ้าคลั่ง ไม่สามารถควบคุมตนเอง

เหยื่อสองสามรายแรกของ Scorpio ล้วนเกิดจากการฆาตกรรมด้วยปืนไรเฟิลจากบนชั้นดาดฟ้า ให้ความรู้สึกเหมือนเทวดาจับต้องมองลงมา ในบริบทของหนังอาจสื่อถึงกฎหมายบ้านเมือง ผู้มีอำนาจอย่างนายกเทศมนตรี ตุลาการพิพากษาความเป็น-ตายของประชาชน … กล่าวคือ Scorpio สามารถเป็นตัวแทนชนชั้นปกครองที่มีความคอรัปชั่นซุกซ่อนอยู่ภายใน

แซว: หลังภาพยนตร์ออกฉาย โรงแรม Holiday Inn Chinatown จำต้องปิดสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าอย่างถาวร เพราะไม่มีใครกล้าขึ้นมาใช้บริการอีกต่อไป

ระหว่างที่นักสืบ Harry เดินเข้าร้านขายเบอร์เกอร์ (ก่อนนำเข้าฉากปล้นธนาคาร The Bank of America Building) สังเกตด้านข้างป้ายหน้าโรงภาพยนตร์ Play Misty for Me (1971) ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Clint Eastwood

นี่ไม่ใช่สองภารกิจแนะนำตัวละคร ความหมายของฉายา ‘Dirty’ Harry เท่านั้นนะครับ แต่สังเกตเห็นความละม้ายคล้ายคลึงกันไหมเอ่ย?

  • พบเห็นกระเป๋าต้องสงสัย นักสืบ Harry จึงติดตามชายคนนั้นไป ยกเอาถังมาวางตั้ง แล้วปีนป่ายแอบดูบริเวณหน้าต่าง
  • นักสืบ Harry ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าเพื่อไปช่วยเหลือชายกำลังจะฆ่าตัวตาย

กล่าวคือทั้งสองภารกิจนี้ล้วนเป็นการต้อง ‘ขึ้น’ ไปเบื้องบน ราวกับต้องการสื่อว่าหน้าที่ตำรวจคือผู้รับใช้ประชาชน ไม่ได้มีความสูงส่งเหนือกว่า แต่ถือเป็นอาชีพแห่งความภาคภูมิใจ

ระหว่างที่นักสืบ Harry ใช้กล้องส่องทางไกลมองหาตัวผู้ต้องสงสัย พบเห็นภาพวิถีชีวิตผู้คนในอพาร์ทเม้นท์หลังหนึ่ง นี่เป็นการเคารพคารวะโคตรภาพยนตร์ Rear Window (1954) และเรื่องราวของหญิงสาวต้องการเซอร์ไพรส์สามี แต่กลับนำมาชู้รักกลับมาบ้าน สะท้อนความบิดเบี้ยว คอรัปชั่น ทรยศหักหลัง … นี่ก็สะท้อนบรรยากาศการเมืองยุคสมัยนั้นได้เช่นเดียวกัน

ทางฟากฝั่งนักสืบ Harry (และคู่หู Chico) พวกเขาอาบฉาบด้วยแสงนีออน มีทั้งแดง-น้ำเงิน-เหลือง (ผมตีความถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสัน) ผิดกับเมื่อครั้นสาดส่องแสงไฟพบเจออาชญากร Scorpio กลับมีเพียงแสงขาว-เงามืด (ในมุมมองตำรวจย่อมพบเห็นเพียงสิ่งถูก-ผิด ดี-ชั่ว แสงสีขาว-ดำ)

ชายคนหนึ่งยืนกลางถนนฟากฝั่งตรงกันข้าม มันช่างดูผิดปกติ ปล่อยผ่านช็อตนี้ได้อย่างไร ก่อนค้นหาข้อมูลพบเจอว่านั่นคือผกก. Don Siegel จงใจยืนตรงนั้นเพื่อให้ผู้ชมสะดุดตา แอบซ่อนมาปรากฎตัวในหนัง

การผจญภัยจ่ายค่าไถ่ของนักสืบ Harry เริ่มจากท่าเรือ East Habor → สถานีรถไฟ Forest Hill Station → ออกวิ่งเลียบถนน → ปลายทางขึ้นบันไดสู่ยอดเขา Mount Davidson แทบจะเรียกได้ว่า ‘ขึ้นเหนือล่องใต้’ ไปทั่วกรุง San Francisco

นักสืบ Harry ถูกฆาตกรต่อเนื่อง Scorpio กระทำร้ายร่างกายจนทรุดล้มลง โชคดีได้คู่หู Chico ยิงปืนโต้ตอบ จึงมีโอกาสปักมีดลงบนน่องขา สามารถเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด วินาทีสุดท้ายก่อนหมดสิ้นสติ แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เคียงข้างไม้กางเขนขนาดใหญ่ … ตรงกันข้ามกับตอนต้นเรื่องที่มักถ่ายมุมก้มจากด้านบนดาดฟ้า มาครานี้มนุษย์ตัวเล็กๆเงยหน้าขึ้นมองสรวงสวรรค์ ทีแรกผมใจหายวาปเพราะนึกถึงความตาย แต่มันอาจสื่อถึงความไม่เห็นชอบต่อการตัดสินใจของเบื้องบน (หรือคือนายกเทศมนตรีที่ยินยอมความ/ต้องการจ่ายค่าไถ่ให้กับฆาตกร Scorpio)

ด้วยเบาะแสเพียงแค่มีดปักน่องขา สามารถทำให้นักสืบ Harry ไล่ล่าติดตามตัวฆาตกร Scorpio จนจับกุมตัวได้ยังสนามกีฬา Kezar Stadium ช็อตสุดท้ายถ่ายจากบนเฮลิคอปเตอร์ ค่อยๆบินห่างออกไปจนเห็นภาพรวมทั้งสนาม … โดยปกติแล้วการนำเสนอลักษณะนี้มักสื่อถึงจุดจบ/ตอนจบ ปิดคดี แต่นี่เป็นการล่อหลอกผู้ชมให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง

ภาพถ่ายจากบนเฮลิคอปเตอร์ (Aerial Shot) ยังดูราวกับการจากไปของสรวงสวรรค์/เทวดาตกสวรรค์ นี่สามารถสื่อได้ทั้งนักสืบ Harry และฆาตกร Scorpio

  • ฆาตกร Scorpio กำลังถูกจับกุม ไม่สามารถขึ้นบนชั้นดาดฟ้า เข่นฆาตกรรมใครได้อีก
  • แต่การจับกุมอาชญากรครั้งนี้ของนักสืบ Harry ด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนรุนแรง กำลังทำให้สาธารณะชนสูญสิ้นศรัทธา และตัวเขาเองค่อยๆสูญเสียความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม

เกร็ด: จริงๆฉากนี้ไม่ได้มีในบทหนัง แต่ผกก. Siegel และ Eastwood ระหว่างถ่ายทำได้รับชมเกมการแข่งขันนัดสุดท้ายประจำฤดูกาลของ San Francisco 49ers เลยครุ่นคิดอยากใช้สถานที่แห่งนี้สำหรับปิดฉากการจับกุมตัว

แม้การจับกุมตัวฆาตกร Scorpio จะลงเอยด้วยดี แต่เหยื่อรายที่สี่(มั้งนะ)กลับไม่สามารถรอดชีวิต ถูกฝังอยู่ในท่อใต้สะพาน Golden Gate Bridge แสงสีน้ำเงินก่อนพระอาทิตย์ขึ้นมันช่างหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน บอกใบ้ว่าหายนะครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุดลง

พฤติกรรมของ Scorpio อาจดูขัดย้อนแย้งกับภาพกราฟิตี้ และหัวเข็มขัดที่มีสัญลักษณ์สันติภาพ (Peace Sign) แต่แง่มุมหนึ่งอาจตีความถึงอาการสับสนของผู้ป่วยจิตเวช และผมมองว่ามันอาจสะท้อนความต้องการลึกๆ อคติต่อสงคราม ผลกระทบ ‘Shell Shock’ ที่มิอาจควบคุมตนเอง

แผนการของ Scorpio จ่ายเงินให้ตนเองถูกซักซ้อม จนหน้าตาบิดเบี้ยว สภาพปางตาย เพื่อป่าวประกาศต่อสาธารณะถึงความคอรัปชั่นในกรมตำรวจ โดยมีเป้าหมายนักสืบ Harry Callahan แต่การทำเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาไม่ต่างจากปีศาจ/สัตว์ร้าย เลวทรามทั้งร่างกาย-จิตใจ

นักสืบ Harry มาเยี่ยมเยียนคู่หู Chico พักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล San Francisco General Hospital ถ่ายทำบนชั้นดาดฟ้าเปิดกว้าง ระหว่างลงบันไดกับภรรยา(ของ Chico) กล้องถ่ายจากภายนอกพบเห็นช่องว่างแคบๆ ชีวิตการเป็นตำรวจมันแทบไร้หนทางออก

เกร็ด: ใครก็ตามที่ได้รับมอบหมายเป็นคู่หูของนักสืบ Harry ในทุกๆภาคของหนัง ล้วนมีโชคชะตาอันเลวร้าย ไม่บาดเจ็บหนักก็ล้มตาย … ไม่งั้นพระเอกจะมีโอกาสฉายเดี่ยวได้อย่างไร!

ไคลน์แม็กซ์ของหนังเลี้ยวรถมายังเหมืองหิน Hutchinson’s Rock Quarry ที่มีความแข็งกระด้าง สำหรับใช้เป็นรากฐานสิ่งก่อสร้าง ซึ่งน่าจะสะท้อนถึงความดิบเถื่อนของทั้งนักสืบ Harry และฆาตกร Scorpio เมื่อต้องเผชิญหน้า ดวลปืน หักเหลี่ยมเฉือนคม ไม่กรูก็มรึงต้องมีคนตายไปข้าง

เกร็ด: เหมืองหิน Hutchinson’s Rock Quarry ปัจจุบันได้ปรับปรุงกลายเป็นชุมชนเล็กๆ มีอพาร์ทเม้นท์ ห้างสรรพสินค้า แทบไม่หลงเหลือสภาพเดิมอีกต่อไป

Eastwood ครุ่นคิดว่า Dirty Harry มีดีพอจะเข็นสร้างภาคต่อออกมา (ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ) เขาจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับตอนจบที่ตัวละครเขวี้ยงทิ้งดาวตำรวจ แต่ผกก. Siegel พยายามอธิบายว่ามันไม่จำเป็นต้องสื่อถึงการลาออก หรือหมดศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม แค่ตระหนักถึงความไร้ประสิทธิภาพระบบราชการ และตัวเขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวข้องแว้งกับมันอีกต่อไป

I wanted Harry to throw his badge away as a way of signifying his disillusionment with the police force. He had come to see the police force as being ineffective and bureaucratic, and that he no longer felt like he could be a part of it.

Don Siegel

เกร็ด: การเขวี้ยงดาวตำรวจตอนจบนี้ ยังเพื่อเคารพคารวะภาพยนตร์ High Noon (1952) ที่ตัวละครของ Gary Cooper ก็เคยทำแบบนี้เช่นเดียวกัน

ตัดต่อโดย Carl Pingitore (1924-2008) โปรดิวเซอร์/นักตัดต่อ สัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นเป็นนักตัดต่อที่ New York ก่อนย้ายมา Hollywood ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 มีชื่อเสียงจากการตัดต่อซีรีย์ตำรวจ ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The Beguiled (1971), Dirty Harry (1971) ฯ

หนังนำเสนอผ่านมุมมองนักสืบ Harry Callahan และหลายครั้งสลับเปลี่ยนมาเป็นฆาตกรต่อเนื่อง Scorpio ระหว่างกำลังจะกระทำสิ่งชั่วร้าย ลักขโมย เข่นฆาตกรรม จี้ตัวประกัน ฯ

  • อารัมบท, Scorpio เข่นฆาตกรรมครั้งแรก
  • แนะนำ Dirty Harry
    • นักสืบ Harry เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ พบเจอจดหมายเรียกค่าไถ่ของ Scorpio จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลคดี
    • นักสืบ Harry จัดการโจรปล้นธนาคาร
    • ระหว่างการปูพรมค้นหาฆาตกร เฮลิคอปเตอร์พบเจอผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง แต่อีกฝ่ายสามารถหลบหนีไปได้
    • ค่ำคืนลาดตระเวน
      • นักสืบ Harry พบเจอผู้ต้องสงสัย ติดตามไปแต่ปรากฎว่าไม่ใช่
      • จากนั้นได้รับการติดต่อให้ช่วยเกลี้ยกล่อมชายที่กำลังจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย
  • คดีฆาตกรรมที่สอง-สาม
    • เช้าวันถัดมาพบเจอศพสอง
    • ค่ำคืนนั้นนักสืบ Harry ประจำการอยู่บนดาดฟ้าตึกแห่งหนึ่ง แล้วได้เผชิญหน้า ยิงโต้ตอบ Scorpio แต่อีกฝ่ายสามารถหลบหนี แล้วเข่นฆ่าตำรวจ (ศพรายที่สาม)
  • ภารกิจจ่ายค่าไถ่
    • นายกเทศมนตรีตัดสินใจจ่ายค่าไถ่ให้กับ Scorpio โดยมีนักสืบ Harry อาสาเป็นผู้ส่งมอบเงิน
    • นักสืบ Harry ยินยอมเล่นเกมกับ Scorpio จนเมื่อเผชิญหน้า สามารถเอามีดปักขาอีกฝ่ายสำเร็จ
    • วันถัดมาจึงสามารถติดตาม จับกุมยังสนามกีฬาแห่งหนึ่ง
  • ความไม่รู้สำนึกของ Scorpio
    • การบุกรุกสถานที่ยามวิกาล รวมถึงใช้ความรุนแรงกับผู้ต้องหา ทำให้ Scorpio ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอ
    • Scorpio จ่ายเงินนักเลงให้กระทำร้ายร่างกาย เพื่อใส่ร้ายป้ายสีนักสืบ Harry
    • จากนั้นจี้รถโรงเรียน เรียกร้องเงินค่าไถ่
    • แม้นายกเทศมนตรีจะยินยอมจ่าย แต่ไม่ใช่สำหรับนักสืบ Harry ดักรออยู่กลางทางเพื่อที่จะจัดการขั้นเด็ดขาด!

โดยปกติแล้วการแนะนำตัวละครมักเกิดก่อนนำเข้าสู่เรื่องราวหลัก แต่สำหรับ Dirty Harry (1971) ได้ทำลายกรอบความคิดดังกล่าว ด้วยการให้นักสืบ Harry Callahan มาถึงก็พบเจอคดีฆาตกรรมที่ถือเป็นเรื่องราวหลัก ได้รับมอบหมายให้ไล่ล่าติดตามตัวฆาตกร ระหว่างนั้นถึงค่อยอธิบายเหตุผล ทำไมถึงได้รับฉายา ‘Dirty Harry’ จากภารกิจอื่นๆ/พล็อตรองที่ไม่เกี่ยวกับคดีหลัก

สิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายอย่างมากๆ คือหนังไม่ได้พยายามอธิบายเหตุผล นำเสนอมุมมองฆาตกร Scorpio เพราะเหตุใด? ทำไม? ได้รับอิทธิพลอะไร? ถึงกระตือลือร้นอยากเข่นฆาตกรรมผู้อื่น (คำอธิบายในจดหมายมีแต่คำอวดอ้าง เพียงสรุปใจความว่าเขามีปัญหาทางจิตเท่านั้นเอง) แถมยังไม่รู้สึกสาสำนึกผิด ตัวละครเลยขาดมิติ ความน่าสงสารเห็นใจ เพียงมวลรวมแห่งความชั่วร้าย ให้ผู้ชมเกิดความรังเกียจชังเท่านั้นเอง


เพลงประกอบโดย Boris Claudio ‘Lalo’ Schifrin (เกิดปี ค.ศ. 1932) นักเปียโน/นักแต่งเพลง สัญชาติ Argentine เกิดที่ Buenos Aires ในครอบครัวเชื้อสาย Jews บิดาเป็นนักไวโอลินวงออร์เคสตรา ตัวเขาเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ มีความสนใจในดนตรี Jazz โตขึ้นเข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์และสังคมศาสตร์ University of Buenos Aires ก่อนได้ทุนเรียนดนตรี Conservatoire de Paris, เมื่อเดินทางกลับ Argentina ก่อตั้งวงดนตรี Jazz Orchestra ทั้งเล่นทั้งแต่ง ออกอัลบัมแรก Buenos Aires Blues (1963), จากนั้นมีโอกาสเซ็นสัญญาสตูดิโอ MGM เดินทางสู่ Hollywood โด่งดังจาก Main Theme ซีรีย์ Mission Impossible, ภาพยนตร์ Cool Hand Luke (1967), Bullitt (1968), Dirty Harry (1971), THX 1138 (1971), Starsky and Hutch (1975), The Amityville Horror (1979), The String II (1983), Rush Hour (1998) ฯ

ในส่วนเพลงประกอบ Schifrin แทบจะโคลนนิ่งแนวคิดเดียวกันกับ Bullitt (1968) คละคลุ้งด้วยกลิ่นอายสไตล์ American Jazz รู้สึกเหมือนมีการเปลี่ยนแปลง ‘improvised’ คาดเดาไม่ได้อยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก เพิ่มเติมคือความลุ่มลึก และการทดลองผสมเสียงอื่นๆที่มีสัมผัสอันตราย ความตาย อาชญากรกระทำสิ่งชั่วร้าย

แต่น่าเสียดายที่ Main Theme ของ Dirty Harry (1971) ไม่น่าจดจำเทียบเท่า Bullitt (1968) ที่สามารถติดหูผู้ฟังได้ตั้งแต่ครั้งแรกรับชม แต่ถ้าใครมีโอกาสรับชมภาคต่อ (ยกเว้นเพียงภาคสามที่ Schifrin ไม่ได้กลับมาทำเพลงประกอบ) ก็อาจเกิดความมักคุ้นชินกระมังนะ

เสียงวิ้งๆแสบแก้วหูของบทเพลง Scorpio’s View มีทั้งจากเครื่องดนตรี และเสียงสังเคราะห์ เพื่อสร้างมุมมองผิดปกติ โลกทัศน์อันบิดเบี้ยว สะท้อนสภาพจิตวิทยาฆาตกรต่อเนื่อง Scorpio เสียงร้องคร่ำครวญ โหยหวนสิ่งคลุ้มคลั่ง กระทำแล้วรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ ไม่สนห่าเหวอะไรใครทั้งนั้น

The School Bus ใช้ท่วงทำนองดนตรี Rock เสียงกลองแทนความหนักแน่น มุ่งมั่น จริงจัง สื่อถึงช่วงเวลาที่ฆาตกรต่อเนื่อง Scorpion ต้องการโต้ตอบเอาคืน พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเติมเต็มความต้องการ จี้ปล้นรถโรงเรียน เรียกร้องค่าไถ่ และเครื่องบินสำหรับหลบหนีออกนอกประเทศ อะไรๆกำลังไปได้สวยจนกระทั่งการมาถึงของนักสืบ Harry (จบเพลงพอดี) สร้างความสั่นสยิวกายขึ้นมาทันที

Dirty Harry แค่ชื่อก็บ่งบอกว่านาย Harry ต้องเป็นบุคคลชอบทำสิ่ง ‘Dirty’ แต่คำนี้มันไม่ได้มีความหมายแค่ (คำคุณศัพท์) สกปรก ยังรวมถึงพฤติกรรมชั่วช้าต่ำทราม, ลามกจกเปรต, บุคคลที่สังคมไม่ให้การยินยอมรับ ชอบกระทำสิ่งนอกรีตนอกรอย ขัดแย้งต่อขนบธรรมเนียมปฏิบัติ เลยมักถูกผลักไส ใครต่อใครตีตนออกห่างไกล

นักสืบ Harry Callahan มีลักษณะของ ‘anti-hero’ พระเอกที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามขนบกฎกรอบ ตำรวจกร่างไม่ต่างจากอาชญากร ชอบพูดคำดูถูกเหยียดหยาม ใช้ความรุนแรง กระทำร้ายร่างกาย แต่ก็เฉพาะกับอาชญากรกระทำสิ่งผิดกฎหมาย โดยยึดหลักความยุติธรรม ทำเพื่อความสงบสุขของประชาราษฏร์

พฤติกรรมของนักสืบ Harry ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ขอบเขตตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหา ฆาตกรต่อเนื่องเข่นฆ่ามนุษย์เหมือนผลักปลา แต่กลับได้รับการปล่อยตัวเพียงเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ นี่แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของกฎหมายและการบังคับใช้ เราควรแสดงออกเช่นไรในสถานการณ์ลักษณะนี้

I wanted the audience to walk out of the theater feeling that they had seen a good movie, but that they were still wondering about Harry Callahan. Was he a hero? Was he a villain? Was he just a man who was trying to do his job?

I think that the ending of Dirty Harry reflects the frustration that a lot of people feel about the way the law is sometimes applied. We live in a society where criminals seem to get away with murder, and where the police are often hamstrung by bureaucracy and political correctness. Harry Callahan is a symbol of the frustration that a lot of people feel about the way things are.

Don Siegel

ช่วงต้นทศวรรษ 70s เป็นช่วงเวลาที่การเมืองสหรัฐอเมริกามีความเปราะบางอย่างมากๆ สงครามเวียดนามกำลังคุกรุ่น สิ่งคอรัปชั่นของปธน. Richard Nixon ซุกซ่อนไว้ใกล้ถูกเปิดเผยออกมา, Dirty Harry (1971) ต้องถือว่าเป็นภาพยนตร์สะท้อนบรรยากาศการเมืองยุคสมัยนั้นได้ใกล้เคียงเลยทีเดียว

แต่สำหรับผกก. Siegel และนักแสดงนำ Eastwood ร่วมกันสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยไม่สนประเด็นการเมืองใดๆทั้งนั้น มองว่านี่คือเรื่องราวตำรวจ vs. อาชญากร เมื่อกฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถตัดสินฆาตกรต่อเนื่อง มันจึงต้องมีหนทางออกเดียวเท่านั้น!

I’m a liberal; I lean to the left. Clint is a conservative; he leans to the right. At no point in making the film did we ever talk politics. I don’t make political movies. I was telling the story of a hard‐nosed cop and a dangerous killer. What my liberal friends did not grasp was that the cop is just as evil, in his way, as the sniper.

ในมุมของ Eastwood มองใจความของ Dirty Harry (1971) นำเสนอเรื่องราวคนหัวขบถที่พร้อมต่อสู้กับระบบ (Man vs. System) เมื่อค้นพบบางสิ่งไม่ถูกต้อง ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง เราย่อมมีสิทธิที่จะไม่ยินยอมรับ แสดงอารยะขัดขืน … กฎหมายไม่ว่าจะมาตราไหนล้วนเขียนขึ้นโดยมนุษย์ ย่อมมีบุคคลได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ และสามารถแก้ไขได้ นั่นถึงเรียกว่าประชาธิปไตย (ถ้าแก้ไขไม่ได้นั่นเรียกว่า ‘เผด็จการ’)


ด้วยทุนสร้าง $4 ล้านเหรียญ ฉายรอบปฐมทัศน์ยัง Market Street Cinema, San Francisco แม้เสียงตอบรับจะออกไปทางผสมๆ ถึงการที่ตำรวจใช้ความรุนแรงกับอาชญากร “Dirty Harry is a Rotten Pig” แต่ผลลัพท์กลับสามารถทำเงินถล่มทลาย รายรับในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน $35.9 ล้านเหรียญ ปลุกกระแสภาพยนตร์แนวตำรวจน็อตหลุด (Loose-Cannon Cop) และมีภาคต่อแฟนไชร์ Dirty Harry ติดตามมาอีกหลายเรื่อง

เกร็ด: แฟนไชร์ Dirty Harry สามารถทำเงินเพิ่มขึ้นทุกๆภาค (ยกเว้นภาคสุดท้ายที่เจ๋งย่อยยับจนต้องเลิกสร้าง) เรื่องที่ทำเงินมากสุดคือภาคสี่ Sudden Impact (1983) ทุนสร้าง $22 ล้านเหรียญ ทำเงิน $150 ล้านเหรียญ แต่เสียงตอบรับวิจารณ์ไม่มีภาคไหนสามารถเทียบเคียงต้นฉบับ

ปัจจุบันหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ แต่มีการสแกนดิจิตอลคุณภาพ High-Definition เมื่อปี ค.ศ. 2009 คุณภาพถือว่ายอดเยี่ยม แสดงถึงความใส่ใจในการเก็บรักษาฟีล์มของสตูดิโอ Warner Bros. ใครชื่นชอบแฟนไชร์นี้แนะนำหาซื้อ Dirty Harry Collection ราคารวมจะถูกกว่าซื้อแยกนะครับ

ในบรรดาสามหนังตำรวจดิบๆที่ผมรับชมช่วงนี้ …

  • The French Connection (1971) สารพัดฉากไล่ล่าลุ้นระทึก ตำรวจ-ผู้ร้ายหักเหลี่ยมเฉือนคม ครึ่งบันเทิง-ครึ่งศิลปะ
  • Bullitt (1968) ฉากขับรถไล่ล่าที่น่าตื่นตาตื่นใจ และภาพลักษณ์ ‘Iconic’ ของ Steve McQueen
  • Dirty Harry (1971) ภาพลักษณ์ดิบเถื่อนของ Clint Eastwood เรื่องราวชักชวนตั้งคำถามถึงความรุนแรง ท้าทายขีดจำกัดระบอบประชาธิปไตย

ส่วนตัวแม้มีความแรกประทับใจ Dirty Harry (1971) แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านไป เชื่อว่า The French Connection (1971) น่าจะได้รับการจดจำเหนือกว่าเรื่องอื่นใด!

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง ดิบเถื่อน ฆาตกรต่อเนื่อง มุมมองทางการเมืองที่แตกต่าง

คำโปรย | Dirty Harry ดิบเถื่อนสไตล์ Clint Eastwood ตั้งคำถามอะไรหลายๆอย่างได้สะเทือนระบอบประชาธิปไตย
คุณภาพ | ดิถื่
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: