Dogville

Dogville (2003) : Lars von Trier ♥♥♥♥

เลือนลางระหว่างภาพยนตร์-ละคอนเวที มีเพียงเส้นชอล์กขีดแบ่งบ้านแต่ละหลัง ทุกสิ่งอย่างล้วนเปิดกว้าง แต่ทุกคนกลับสร้างบางอย่างขึ้นมากีดขวางกั้น เรียกร้องโน่นนี่นั่น เพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคเท่าเทียม นี่นะหรือวิถีอเมริกัน? ดินแดนแห่งโอกาส สำหรับเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน แต่เมื่ออาศัยอยู่นานวัน สันดานธาตุแท้ผู้คนจักค่อยๆเปิดเผยออกมา

ภาพยนตร์ของผกก. Lars von Trier ขึ้นชื่อถึงความสุดโต่ง อื้อฉาว เรื่องราวสร้างความขัดแย้งให้ผู้ชม (Controversy) แต่ไม่มีไตรภาคไหน(ที่สร้างเสร็จเพียงสองเรื่อง)เปิบพิสดารไปกว่า “USA – Land of Opportunities trilogy” ไม่มีสักฉากยังสหรัฐอเมริกา Dogville (2003) และ Manderlay (2005) ล้วนถ่ายทำในสตูดิโอที่ Sweden (เพราะผกก. von Trier เป็นโรคกลัวเครื่องบิน) ออกแบบฉากที่มีลักษณะ ‘extremely minimal’ ใช้เพียงชอล์กขีดแบ่งผนังกำแพงบ้าน นักแสดงต้องจินตนาการประตูหน้าต่าง เวลาจะเดินเข้า-ออก ต้องทำท่าทางเปิด-ปิด พยายามทำออกมาให้ละม้ายคล้ายโปรดักชั่นละคอนเวที

เกร็ด: ก่อนหน้านี้เคยมีภาพยนตร์พยายามทดลองถ่ายทำในลักษณะคล้ายๆกัน คือใช้เพียงหนึ่งฉากเล็กๆในสตูดิโอ อาทิ Red Garters (1954), West Indies (1979), Vanya on 42nd Street (1994) ฯ ซึ่งล้วนรับอิทธิพลมาจากแนวคิด Verfremdungseffekt หรือ V-Effekt ของ Bertolt Brecht เพื่อให้ผู้ชมเกิดความตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าทั้งหมดคือการแสดง ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

แต่สิ่งพิศดารสุดๆก็คือเรื่องราวของหมู่บ้าน Dogville ภายนอกทุกคนดูมีอัธยาศัยดีงาม แต่การมาถึงของหญิงแปลกหน้า Nicole Kidman ถูกไล่ล่าโดยพวกมาเฟีย พวกเขาจึงสรรหาข้ออ้างเพื่อให้เธอหลบซ่อนตัว ซึ่งมันค่อยๆผิดแผกแปลกประหลาด อัปลักษณ์จนผู้ชมส่วนใหญ่คงไม่อาจอดรนทนรับชม สร้างความขื่นขม ระทมฑวย เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน แม้งจะชั่วช้าต่ำทรามไปถึงไหน ครุ่นคิดสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มาทำห่าไร

แม้ว่าผกก. von Trier จะกล่าวอ้างว่าใจความของหนังต้องการสำรวจขีดสุดความอดกลั้นของมนุษย์ “examination of universal intolerance” แต่นักวิจารณ์ฟากฝั่งอเมริกันล้วนเห็นพ้องตรงกันถึงลักษณะ “Anti-American” นั่นเพราะหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในเทือกเขา Rocky Mountains ของประเทศ US of A ดินแดนแห่งโอกาส สำหรับเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน (American Dream) แต่ท้ายที่สุดกลับทำให้ทุกคนตกอยู่ในความท้อแท้สิ้นหวัง

ทีแรกผมตั้งใจจะข้าม Dogville (2003) เพราะขี้เกียจดูหนังสามชั่วโมง แต่พอเห็นคะแนน IMDB สูงถึง 8.0 ทั้งๆแนวหนังในวิกิพีเดียขึ้นว่า Art-House, Experimental, Avant-Garde ต้องถือว่าไม่ธรรมดา! และเหตุผลที่ตัดสินใจรับชมเพราะ Quentin Tarantino ยกให้เป็นหนึ่งในหนังโปรดระหว่างปี 1992 ถึง 2009

I think maybe one of the greatest scripts ever written for film. And I actually think if he had done it on the stage he would have won a Pulitzer Prize.

Quentin Tarantino

Lars von Trier (เกิดปี 1956) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Danish เกิดที่ Kongens Lyngby, Denmark เป็นบุตรบุญธรรมของ Ulf Trier เมื่อตอนมารดาใกล้เสียชีวิต ค.ศ. 1989 สารภาพว่าบิดาแท้จริงคือ Fritz Michael Hartmann อดีตสมาชิกกลุ่มต่อต้านนาซี และเคยทำงานกระทรวงกิจการสังคม (Ministry of Social Affairs)

โตขึ้นร่ำเรียนทฤษฎีภาพยนตร์ยัง University of Copenhagen ต่อด้วยสาขาการกำกับ National Film School of Denmark ปีสุดท้ายตัดสินใจเพิ่ม ‘von’ เข้าไปกึ่งกลางชื่อ (แบบเดียวกับ Erich von Stroheim และ Josef von Sternberg) บนเครดิตผลงานจบการศึกษา Images of Liberation (1982) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin ในส่วนของ Panorama, ติดตามด้วย ‘Europa Trilogy’ และ ‘Golden Heart Trilogy’

จุดเริ่มต้นของ Dogville เกิดจากความตั้งใจผกก. von Trier ที่จะท้าทายขอบเขต ทำลายกฎกรอบภาพยนตร์ แบบเดียวกับเมื่อตอนก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหว Dogme 95 แต่คำปฏิญาณทั้งสิบข้อกลับเป็นการผูกมัด รัดตัวแน่นจนเกินไป จนใกล้ถึงกาลสลาย … เมื่อปี ค.ศ. 2005

I’ve always been fascinated by the limits a given space imposes on you. Critics have tried to cordon and limit film and literature, which is what I’m challenging by creating a fusion between film, theater and literature.

Lars von Trier

ในตอนแรกที่เริ่มต้นพัฒนาบทหนัง ก็ยังครุ่นคิดถึงสถานที่ถ่ายทำตามแบบปกติทั่วไป กระทั่งวันหนึ่งออกไปตกปลา เหม่อมองท้องฟ้า ระลึกถึงความสมบูรณ์แบบของ Barry Lyndon (1975) มีฉากที่ Stanley Kubrick เฝ้ารอคอยเมฆเคลื่อนผ่านภูเขายาวนานถึงสามเดือน มันบ้าบอคอแตกไปแล้ว

I originally wrote the script for, what should we say, “normal” locations. And then I went out fishing, and I kept seeing this whole thing from above. I was thinking about maps, and then suddenly it was very clear to me that this is how it should look. It has a Brecht thing in it, this little town where you can see everybody all the time — it was perfectly logical.

ผกก. von Trier แม้ใช้เวลาพัฒนาบทหนังเพียง 12 วัน แต่เห็นว่าจัดเต็มโคเคน สารเสพติด เมื่อเกิดความมึนเมา ล่องลอย สมองแล่นไหล จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล … แต่ตอนโปรดักชั่นถ่ายทำจะไม่มีการยุ่งเกี่ยวสารเสพติดใดๆ นอกจากแอลกอฮอล์ ปาร์ตี้ทุกสุดสัปดาห์

เกร็ด: ชื่อหนัง Dogville อาจฟังดูคล้ายกลุ่มเคลื่อนไหว Dogme 95 แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน

I had a discussion with a guy who was helping with the script. The film was [originally] supposed to be about something else; it was supposed to be about how you kind of destroy people. We were talking about concentration camps, and he had a theory that the most important thing was that [the prisoners] should be [made into] animals. It made it easier for everybody — it made it easier for the inmates, it made it easier for the guards. So he said, why don’t we call [the town in the movie] Dogville? That was where it started. Actually, it should have been “Dogsville,” but I liked the little mistake. That’s all there is to it.

Lars von Trier

ก่อนหน้าจะเริ่มต้นโปรดักชั่น ผกก. von Trier ทดลองถ่ายทำหนังสั้น Dogville: The Pilot ความยาว 15 นาที นำแสดงโดย Sidse Babett Knudsen (รับบท Grace) และ Nikolaj Lie Kaas (รับบท Tom) เพื่อตรวจสอบว่าแนวคิดการใช้ชอล์กขีดแบ่งผนังกำแพง ได้ผลลัพท์ตรงต่อความต้องการเพียงไหน ภาพรวมถือว่าใช้ได้ สามารถหารับชมจาก Special Feature

เรื่องราวแบ่งออกเป็น 9 ตอน พร้อมเสียงบรรยายของ John Hurt เล่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930 เกี่ยวกับ Grace Margaret Mulligan (รับบทโดย Nicole Kidman) หญิงสาวหลบหนีการติดตามล่าของพวกมาเฟีย มาหลบซ่อนตัวยัง Dogville หมู่บ้านเล็กๆ แถบเทือกเขา Rocky Mountain ของประเทศ US of A การมาถึงของเธอทำให้ความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของชุมชนแห่งนี้กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ในตอนแรกที่ยังไม่มีใครรับรู้จัก Grace จึงขันอาสาช่วยงาน ยินยอมทำโน่นนี่นั่น อำนวยความสะดวกสบาย จนทุกคนให้การยินยอมรับ แต่การมาถึงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ติดประกาศคนหาย ใบจับพร้อมค่าหัว สร้างความหวาดวิตกกังวลต่อชาวบ้าน ต่างสรรหาข้ออ้าง ข้อเรียกร้องโน่นนี่นั่น บีบบังคับให้เธอลดค่าจ้าง ทำงานหนัก เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด แถมยังถูกลุกล้ำ ลวนลาม ใครๆต่างฉกฉวยโอกาส ล่ามโซ่ตรวนไม่ให้หลบหนี ตกอยู่ในความท้อแท้สิ้นหวัง จนกระทั่ง…


Nicole Mary Kidman (เกิดปี ค.ศ. 1967) นักแสดงหญิงสัญชาติ Australian เกิดที่ Honolulu, Hawaii เติบโตขึ้นที่ Sydney วัยเด็กมีพรสวรรค์ด้านบัลเล่ต์ แต่หันเหความสนใจสู่การแสดงหลังพบเห็น Margaret Hamilton ในละครเวที The Wizard of Oz, ฝึกฝนการแสดงยัง Phillip Street Theatre สนิทสนมร่วมรุ่นกับ Naomi Watts ก่อนย้ายมา Australian Theatre for Young People, ภาพยนตร์เรื่องแรก Bush Christmas (1983), เริ่มมีชื่อเสียงจาก BMX Bandits (1983), Dead Calm (1989), Days of Thunder (1990), Flirting (1991), Billy Bathgate (1991), Far and Away (1992), To Die For (1995), โด่งดังระดับนานาชาติตั้งแต่ Batman Forever (1995), Eyes Wide Shut (1999), Moulin Rouge! (2001), The Others (2001), Cold Mountain (2003), คว้ารางวัล Oscar: Best Actress เรื่อง The Hours (2002), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Dogville (2003), Australia (2008), Rabbit Hole (2010), Lion (2016), The Killing of a Sacred Deer (2017), Being the Ricardos (2021) ฯ

รับบท Grace Margaret Mulligan หญิงสาวสวย แต่งชูดหรูหรา หลบหนีจากพวกมาเฟียมาถึงยัง Dogville ในตอนแรกแค่เพียงเส้นทางผ่านขึ้นเทือกเขา Rocky Mountain แต่ได้รับการโน้มน้าวชักชวนโดยหนุ่มนักเขียน Tom Edison, Jr. จึงตัดสินใจปักหลักอาศัย สำแดงมิตรไมตรี อัธาศัยดีงาม อาสาให้ความช่วยเหลือกิจการงานต่างๆของชาวบ้าน จนได้รับความยอมรับ ตั้งใจจะลงหลักปักฐาน

แต่การมาถึงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เริ่มจากประกาศคนหาย กลายเป็นใบจับค่าหัว ทำให้ชาวบ้านทั้งหลายเกิดความหวาดกลัว จึงครุ่นคิดข้อเรียกร้อง สรรหาข้ออ้างมาเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหง ดูถูกเหยียดหยาม พออดรนทนไม่ไหวจึงพยายามหาหนทางหลบหนี กลับโดนล่ามโซ่ตรวน กลายเป็นขี้ข้าทาส ถูกทารุณกรรมอย่างหนัก หมดสิ้นเรี่ยวแรงกาย-ใจ ตกอยู่ในความท้อแท้สิ้นหวัง จนกระทั่ง Tom ตัดสินใจติดต่อพวกมาเฟีย ตัวตนแท้จริงของเธอจึงได้รับการเปิดเผย

ผกก. von Trier มีความประทับใจ Kidman จากภาพยนตร์ Eyes Wide Shut (1999) สร้างตัวละครนี้โดยมีภาพเธออยู่ในใจ แอบหวาดหวั่นเพราะขณะนั้นเพิ่งเลิกกับสามี Tom Cruise สภาพจิตใจยังไม่สงบลงสักเท่าไหร่ แต่พอติดต่อไปได้รับคำตอบตกลง คงเพราะประทับใจในผลงาน คาดไม่ถึงจะมีโอกาสได้ร่วมงาน

ภาพลักษณ์ของ Kidman มีความสวยสง่า เจิดจรัส เปร่งประกาย ร่างกายสูงใหญ่ เต็มไปด้วยรัศมี ‘grace’ ราวกับนางฟ้ามาจุติ สำแดงจิตใจอันบริสุทธิ์ เมตตากรุณา ชอบให้ความช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่กลับถูกกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ โดนกระทำร้ายทั้งร่างกาย-จิตใจ ทำให้บังเกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน อยากยกโทษให้อภัยพวกเขา ถึงอย่างนั้นก็ตระหนักว่ามันควรที่จะ “quid pro quo” โต้ตอบกลับ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

เกร็ด: ในระหว่างถ่ายทำ ผกก. von Trier มักลากพา Kidman ไปปีนเขา ขับรถเล่น สอบถามปัญหาปรัชญา ความเชื่อศาสนา ทำให้เธอไม่ค่อยได้สุงสิงกับนักแสดงคนอื่นๆ ช่วยสร้างความรู้สึกแปลกแยกให้กับตัวละครได้เป็นอย่างดี

Kidman เป็นนักแสดงที่มักถูกกระทำชำเรา อาจเพราะภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่ง ราวกับนางฟ้ามาจุติ ด้วยจิตใจอันดีงาม แต่บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์มักพยายามฉุดกระชากลากเธอลงมาจากสรวงสวรรค์ กลายเป็นมนุษย์ติดดิน ไม่ก็ปู้ยี้ปู้ยำจนไม่หลงเหลือสภาพใดๆ สำหรับผกก. von Trier สร้างสถานการณ์เลวร้ายขนาดนี้เพื่อให้ผู้ชม/ตัวละครบังเกิดข้อคำถาม เราควรอดกลั้นฝืน ยกโทษให้อภัย (ตามหลักศาสนา) หรือโต้ตอบเอาคืนสุนัขสายพันธุ์นี้ให้สาสม

หลังเสร็จจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ผกก. von Trier ตัดสินใจพัฒนาภาคต่อ Manderlay (2005) แต่ทว่า Kidman ติดพลันโปรเจคอื่นจึงตอบปฏิเสธ (ปรับเปลี่ยนนักแสดงนำมาเป็น Bryce Dallas Howard) ไม่ใช่เพราะความขัดแย้งอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดๆกัน

I didn’t do the sequel but I’m still very good friends with him, strangely enough, because I admire his honesty and I see him as an artist.

Nicole Kidman

สำหรับนักแสดงสมทบอื่นๆ (Ensemble Cast) ผมขอกล่าวถึงแค่เพียงคร่าวๆ พวกเขาเหล่านี้ล้วนอยากร่วมงานผกก. von Trier แม้บทเล็กๆก็ยินยอม

  • Paul Bettany รับบทนักเขียน Tom Edison, Jr. บุคคลพบเจอ Grace แล้วตกหลุมรักแรกพบ เลยต้องการให้ความช่วยเหลือ มอบสถานที่หลบซ่อนตัว ครุ่นคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมชาวบ้าน เพื่อโอกาสสำหรับลงหลักปักฐาน ได้รับการยินยอมรับจากผู้อื่น แต่เมื่อเหตุการณ์ผันแปรเปลี่ยน พยายามรักษาสถานะเป็นกลาง เต็มไปด้วยสารพัดข้ออ้าง สุดท้ายมิอาจปกปิดบังความต้องการแท้จริง แสดงสันดานธาตุแท้ ทรยศหักหลังเธอในที่สุด
    • ในบรรดาสมาชิกหมู่บ้าน Dogville ตัวละคร Tom อาจไม่ได้ดีแท้ แต่ผมถือว่าทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ดังกล่าว พยายามให้ความช่วยเหลือหญิงสาวอย่างสุดความสามารถ เฝ้ารอคอยโอกาสจะได้รับความรักตอบแทน จนแล้วจนรอดวันนั้นกลับไม่มาถึง พอพบเห็นบุรุษอื่นครอบครองเธอ เกิดอาการกล้ำกลืนฝืนทนไม่ไหว ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ติดต่อพวกมาเฟียเพราะเชื่อว่าจักสามารถปลดปล่อยเธอให้ได้รับอิสรภาพ
    • Bettany ไม่ได้มีความกระตือรือล้นอยากรับบทบาทนี้ แต่ถูกโน้มน้าวโดยเพื่อนสนิท Stellan Skarsgård ล่อหลอกให้เดินทางมายัง Sweden เล่าถึงประการณ์ทำงาน “hideous” และ “a peculiarly unsatisfying experience … You’re absolutely his puppet.” ทั้งยังกล่าวว่าไม่เคยรับชม และไม่อยากเสียเวลาดูหนังเรื่องนี้
  • Stellan Skarsgård รับบท Chuck ชายผู้ดูเหมือนมีความจงเกลียดจงชัง Grace เพราะเขาก็มาจากโลกภายนอกเหมือนเธอ ก่อนปักหลักอาศัยอยู่ Dogville ด้วยความคาดหวัง แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่ไปสักพัก ก็ค่อยๆเรียนรู้จักสันดานธาตุแท้จริงผู้คน บังเกิดความอิจฉาริษยาเพราะหญิงสาวยังบริสุทธิ์ใสไร้เดียงสา ยินยอมให้เธอปักหลักอาศัยเพราะเชื่อว่าในอนาคตย่อมต้องประสบโชคชะตาเดียวกันตน ซึ่งเขาก็ยังเป็นคนแรกที่ทำการข่มขืนกระทำชำเรา
    • ตัวละคร Chuck คือภาพสะท้อนของ Grace บุคคลนอกเข้ามาปักหลักอาศัย Dogville แต่เมื่อใช้ชีวิตอยู่ไปสักพัก แต่งงาน มีบุตร ทำให้รับรู้จักสันดานธาตุแท้ผู้คน ไร้หนทางหลบหนี จึงปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ฉุดกระชากลากหญิงสาวให้ตกอยู่ในความสิ้นหวัง (แบบเดียวกับตนเอง)
  • Patricia Clarkson รับบท Vera ภรรยาของ Chuck เธอเป็นคนอ่อนไหว รักเอ็นดูบุตรชาย ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แค่คิดถึงก็ร่ำร้องไห้ ช่วงแรกๆก็มีความรักเอ็นดู Grace แต่พอรับรู้ว่าเธอตบตีก้นบุตรชาย จึงโต้ตอบกลับด้วยการทำลายตุ๊กตาเซรามิก
    • ตัวละครนี้คือภาพสะท้อนมารดายุคสมัยใหม่ เลี้ยงดูบุตรหลานอย่างตามใจ ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม โดยไม่รู้ตัวเองว่าทำให้เด็กๆเสียคน แถมยังพยายามปกป้อง มองโลกสวย ความผิดคนอื่นใหญ่เท่าภูเขา ความผิดตัวเราเล็กเท่าเส้นผม
  • Ben Gazzara รับบท Jack McKay ชายสูงวัย สายตาเลือนลาง โดยปกติมักไม่ค่อยออกจากบ้าน นั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด การมาถึงของ Grace ชอบเล่าความหลัง รำพันถึงแสงสว่าง ขณะเดียวกันค่อยๆใช้มือล่วงล้ำหญิงสาว โดยไม่รู้ตัวทำให้เขาราวกับสามารถมองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง!
    • เรื่องราวของชายตาบอดผู้โหยหาแสงสว่าง ไม่แตกต่างจาก Grace หลบหนีจากพวกมาเฟียมาถึงยังหมู่บ้านแห่งนี้ เต็มไปด้วยความคาดหวัง เพ้อฝัน แต่พออยู่ไปนานวัน ทุกสิ่งอย่างกลับค่อยๆมืดมิด สายตาบอดสนิท
    • เป็นตัวละครอ้างอิงถึงผลงานก่อนหน้า Dancer in the Dark (2000)
  • Lauren Bacall รับบท Ma Ginger หญิงสูงวัยเจ้าของร้ายขายของชำ และยังเป็นผู้ดูแล Gooseberry Bushes จนกระทั่งการมาถึงของ Grace อาสาตัดแต่งกิ่งก้านใบ จนสามารถออกเก็บเกี่ยวผลิต นำมาแบ่งปันกันในหมู่บ้าน
    • ดั้งเดิมนั้น Ma Ginger ไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก แต่ทว่า Bacall เรียกร้องอยากร่วมงานผกก. von Trier จึงยินยอมปรับปรุง เพิ่มบทให้ตัวละคร ถึงอย่างนั้นเหมือนว่ายังไม่รู้สึกพึงพอใจ เลยเป็นบุคคลเดียวที่ได้เล่นภาคต่อ Manderley (2005)
  • ให้เสียงบรรยายโดย John Hurt มีความนุ่มนวล ยียวน เสียดสีแดกดัน เต็มไปด้วยลูกล่อลูกชน ผมชื่นชอบประทับใจ Chapter 2 พยายามเน้นย้ำ พูดซ้ำๆ ไม่มีใครต้องการความช่วยเหลือจาก Grace แต่เธอกลับค่อยๆสามารถซื้อใจ ทำในสิ่งที่ไม่จำเป็นจนพวกเขาขาดไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ

ผมสังเกตการแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทุกตัวละครต่างพูดเบาๆ ในลำคอ ด้วยน้ำเสียงกดต่ำ ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ หรือปฏิกิริยาท่าทางเว่อวังอลังการ (ตรงกันข้ามสไตล์การแสดงของ Hollywood) ทุกสิ่งอย่างราวกับอยู่ในการควบคุม ดำเนินตามระเบียบแบบแผน วิถีทางสังคมกำหนดไว้ แต่หลังจากการมาถึงของ Grace สิ่งต่างๆก็กำลังค่อยๆปรับเปลี่ยนแปลงไป ความผิดพลาดของเธอนำมาซึ่งการแสดงทางอารมณ์อันรุนแรง วิธีการเสียสติแตก ราวกับได้แพะรับบาป ระบายสิ่งสกปรกโสมมสะสมอยู่ภายในออกมา


ถ่ายภาพโดย Anthony Dod Mantle (เกิดปี ค.ศ. 1955) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Witney, Oxfordshire เป็นบุคคลแรกของประเทศอังกฤษที่ใช้กล้องดิจิตอล Red One ถ่ายทำโปรดักชั่นซีรีย์โทรทัศน์ กลายเป็นขาประจำก Thomas Vinterberg, Lars von Trier, Danny Boyle ผลงานเด่นๆ อาทิ The Biggest Heroes (1996), The Celebration (1998), 28 Days Later (2002), Dogville (2003), Slumdog Millionaire (2008) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Antichrist (2009), 127 Hours (2010) ฯ

มันไม่ใช่ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ผกก. von Trier ถ่ายทำหนังเพียงหนึ่งฉากในสตูดิโอ Film i Väst ตั้งอยู่ Trollhättan, Sweden แทนที่จะสร้างบ้าน ถนนหนทาง ให้ออกมาเหมือนสถานที่จริง กลับใช้ชอล์กขีดเส้นแบ่งผนังกำแพงบนพื้นในลักษณะ ‘extremely minimal’ นั่นคือสิ่งเรียกว่า ‘Artistic Choices’ ตัวเลือกของศิลปิน ต้องการให้ผลงานออกมาลักษณะนี้ด้วยเหตุผลบางประการ

เหตุผลของการถ่ายทำลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะครุ่นคิดถึงสไตล์ละคอนเวที (stage-like set) เกิดความตระหนักว่า Dogville คือ ‘Fake Village’ หมู่บ้านจอมปลอม ดินแดนแห่งการหลอกลวง ไม่มีอยู่จริง, แต่ผมครุ่นคิดในเชิงลึก สามารถสะท้อนถึงกำแพง(นามธรรม)ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อกีดขวางกั้น ปกปิดบัง สำหรับหลบซ่อนตัวตนเอง

การที่ไม่มีกำแพงขวางกั้น ทำให้นักแสดงทั้ง 16+ คน ต้องปรากฎตัวอยู่ในฉากแทบจะตลอดเวลา คนมีบทก็เล่นไป ใครไม่มีอะไรก็ดั้นสด ทำโน่นนี่นั่นเรื่อยเปื่อย ซึ่งการถ่ายทำก็พยายามดำเนินไปอย่างปกติ แสร้งทำเป็นไม่ได้สนใจตัวประกอบอื่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าแต่ละครอบครัว/บุคคล ล้วนมีโลกส่วนตัวของตนเอง … แม้หนังไม่ผนังกำแพง แต่ทุกคนกลับสร้างกำแพงของตนเองขึ้นมา!

โปรดักชั่นของหนังยาวนานถึง 6 สัปดาห์ (ทำงาน 5 วัน หยุดพัก 2 วัน) ทุกคนต่างพักอาศัยร่วมกันในโรงแรม เสาร์-อาทิตย์ก็มักมีงานเลี้ยงปาร์ตี้ ดื่มด่ำ รับประทานอาหารกันโดยพร้อมหน้า

These six weeks of Dogville were not pleasant at all, not at all — it was such hard work. To have 15 actors at the same time, it was so frustrating. It was difficult. We shot six minutes a day.

Lars von Trier

หนังถ่ายทำด้วยกล้องมือถือ (Hand-Held) Sony HDW-F900 (บางซีนใช้ Sony DSR-PD150P) คุณภาพ High-Definition อัตราส่วน Anamorphic Widescreen (2.35:1) เพื่อให้สามารถบันทึกภาพมุมสูงของหมู่บ้าน Dogville ได้ทั้งหมดในช็อตเดียว

แม้ภาพมุมสูงจะสามารถถ่ายทำหมู่บ้าน Dogville ได้ในเฟรมเดียว แต่เอาจริงๆเพดานสตูดิโอไม่ได้มีความสูงระดับนั้น นั่นทำให้ทุกช็อต Bird Eye’s View สร้างขึ้นโดย CG (Computer Graphic) เห็นว่ามีจำนวนทั้งหมด 165 ช็อต

การถ่ายทำในสตูดิโอทำให้หนังสามารถควบคุมรายละเอียดต่างๆ การจัดแสง-เงามืด-หมอกควัน สป็อตไลท์สาดส่องลงมายังตัวละคร บางครั้งปรับเปลี่ยนเฉดสีไปตามช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตกดิน และยังรวมถึงฤดูกาลผันแปรเปลี่ยน หิมะ ใบไม้ร่วง (แต่เหมือนจะไม่มีฝนตก)

ปล. ตลอดทั้งเรื่องผมคุ้นๆว่าไม่เคยพบเห็นดวงอาทิตย์ (ใกล้เคียงสุดคือตอนเปิดหน้าต่างที่บ้านชายตาบอด Jack McKay แต่ก็แค่แสงสีส้มสาดส่องเข้ามาอาบฉาบใบหน้าตัวละคร) ส่วนพระจันทร์เต็มดวงปรากฎขึ้นหลายครั้ง แต่น่าจดจำสุดอยู่ Chapter 9 มีการเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดหลังเหตุการณ์สังหารหมู่

All I see, is a beautiful little town in the midst of magnificent mountains. A place where people have hopes and dreams even under the hardest conditions.

Grace

คนที่ดูหนังจบแล้วคงไม่เห็นด้วยกับคำพูดประโยคนี้ของ Grace สักเท่าไหร่ เพราะความสวยงามที่เธอพบเห็น เป็นแค่เพียงเปลือกภายนอก ทิวทัศน์ธรรมชาติ การต่อสู้ดิ้นรนของผู้คน แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน เมื่อเธอได้เรียนรู้จักตัวตน สันดานธาตุแท้จริงผู้คน นั่นต่างหากเป็นตัวบ่งชี้ว่าสถานที่แห่งนี้สวยงาม-อัปลักษณ์ สรวงสวรรค์หรือขุมนรก

วินาทีที่ Grace พูดประโยคนี้ สังเกตว่ากล้องถ่ายภาพระยะใกล้ (Close-Up Shot) ซึ่งพบเห็นน้อยมากๆในหนัง นั่นแสดงให้เห็นถึงมุมมองส่วนบุคคล ความคิดเห็นอันคับแคบ (สวนใส)ไร้เดียงสา ด่วนตัดสินทุกสิ่งอย่างจากเปลือกภายนอก ผลลัพท์จึงทำให้เธอได้รับบทเรียนชีวิตที่คาดไม่ถึง!

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าเส้นแบ่งนาฬิกาที่เพิ่มเข้าในช็อตนี้คือการเขียนด้วยชอล์กจริงๆ แต่พอตระหนักว่าทุกภาพมุมสูง (Bird Eye’s View) ล้วนสร้างขึ้นโดย CG (Computer Graphic) มันจึงไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการเขียนชอล์ก

ความน่าสนใจของนาฬิกานี้ มีจุดศูนย์กลางคือระฆังหมู่บ้าน ขีดเส้นน่าจะตามเส้นทางพระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึงตกดิน 1 ทุ่มตรง นี่คือช่วงตารางงานใหม่ของ Grace หลังถูกเรียกร้องให้เพิ่มระยะเวลาทำงาน รวมถึงลดค่าแรงลงครึ่งหนึ่ง

การเพิ่มระยะเวลาทำงาน และค่าแรงลดลงครึ่งหนึ่ง สะท้อนแนวคิดของพวกนายจ้างสมัยก่อน (ปัจจุบันบางที่ก็ยังเป็นอยู่) เพื่อลดต้นทุน แต่ให้ได้ผลผลิต/สินค้ามากขึ้น ถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงลูกจ้าง นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนสมัยใหม่จะยินยอมอดกลั้นฝืนทนได้นาน

การออกแบบฉากลักษณะนี้ทำให้ผู้ชมมองเห็นทุกสิ่งอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง ใครกำลังทำอะไรที่ไหนอย่างไร แต่ไม่ใช่สำหรับตัวละคร/ชาวบ้านทั้งหลาย พวกเขาต้องเสแสร้งว่ามีผนังกำแพง ไม่สามารถมองทะลุเข้าไปในบ้านคนอื่น ซีนที่ Grace ถูกข่มขืนโดย Chuck มันเลยมีความพิลึกพิลั่น กล้องค่อยๆถอยห่างราวกับไม่มีกำแพงขวางกั้น แต่คนอื่นๆกลับดำเนินชีวิตไปอย่างปกติ ราวกับไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้น

ซีเควนซ์นี้เป็นการตอกย้ำแนวคิดที่อธิบายไว้ แม้ไม่ผนังกำแพง แต่ทุกคนกลับสร้างกำแพง/โลกส่วนตัวของตนเองขึ้นมา! หาได้สนใจบุคคลอื่นอย่างคำกล่าวอ้าง

ระหว่างที่ Grace ปักหลักอาศัยอยู่ Dogville พยายามตั้งใจทำงาน เก็บหอมรอมริด เพื่อซื้อตุ๊กตาเซรามิกทั้ง 7 ตัว (Grance และตุ๊กตาเซรามิก 7 ตัว อาจจะอ้างอิงถึง Snow White and the Seven Dwarfs) ฟังดูสอดคล้องอุดมการณ์ ‘American Dream’ เสี้ยมสอนให้ชาวอเมริกันมีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน

สังเกตว่าซีเควนซ์นี้ถ่ายทำย้อนแสง (แสงไฟสาดส่องมาจากด้านหลัง ทำให้ใบหน้าปกคลุมด้วยความมืดมิด แสดงถึงจิตใจอันโฉดชั่วร้าย) หญิงสาวทั้งหลายในหมู่บ้านต่างแยกเขี้ยว แสดงความไม่พึงพอใจต่อ Grace ที่ได้ล่อลวงบุรุษ ทำร้ายบุตรชายของเธอ (ทั้งๆที่แท้จริงแล้วคือพวกเขาข่มขืนเธอ และบุตรชายเรียกร้องให้ตีก้น) จึงทำการโต้ตอบ/เอาคืน ลงโทษด้วยการทำลายตุ๊กตาเซรามิก นี่ถือเป็นการทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง (เจ็บปวดยิ่งกว่าตอนถูกข่มขืน) คือจุดแตกหัก สูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาต่อหมู่บ้านแห่งนี้โดยพลัน!

ระหว่างพยายามหลบหนี Grace หลบซ่อนตัวอยู่ในเกวียนลากของ Tom กล้องถ่ายมุมก้ม (Bird Eye’s View) คาดว่าน่าจะใช้เทคนิคซ้อนภาพ (Double Exposure) ทำให้ดูเหมือนเธออยู่ภายใต้ผ้าคลุม และจะว่าไปผลแอปเปิ้ล ชวนให้ผมนึกถึงซีเควนซ์ความฝันในภาพยนตร์ Ivan’s Childhood (1962)

เกร็ด: ในภาพยนตร์ Ivan’s Childhood (1962) จะมีซีเควนซ์ความฝันที่เด็กชาย(และน้องสาว) ปีนป่ายขึ้นไปหลังรถบรรทุก หยิบผลแอปเปิ้ลขึ้นมากัดกิน ก่อนปล่อยให้ร่วงหล่นริมชายหาด ก่อนเจ้าม้าเดินเข้ามาแทะเล็ม

Dogville

ผมอ่านเจอว่าไคลน์แม็กซ์ของหนัง ได้แรงบันดาลใจจากบทเพลง Seeräuber-Jenny (แปลว่า Pirate Jenny) อยู่ในบทละคอน Die Dreigroschenoper (แปลว่า The Threepenny Opera) แต่งโดย Kurt Weill, เนื้อร้องโดย Bertolt Brecht ทำการแสดงครั้งแรกยัง Theater am Schiffbauerdamm, Berlin เมื่อปี ค.ศ. 1928

บทเพลงนี้คือคำรำพัน เพ้อฝันของสาวใช้ (บางฉบับคือโสเภณี) Jenny ทำงานอยู่โรงแรมเก่าๆแห่งหนึ่ง มักถูกกลั่นแกล้ง กดขี่เหงสารพัด วันหนึ่งเรือโจรสลัดเข้ามาจอดเทียบท่า ยกพลขึ้นบก ช่วยปลดแอกหญิงสาว ออกคำสั่งโจมตี ทำลายทุกสิ่งอย่างจนย่อยยับ จับชาวเมืองล่ามโซ่ตรวน แล้วเข่นฆ่าให้ตกตาย แล้วเธอขึ้นเรือโจรสลัด ออกเดินทางไปจากขุมนรกแห่งนี้

หลังจาก Grace ถกเถียงปรัชญากับบิดา (ในเครดิตขึ้นว่า The Big Man รับบทโดย James Caan) ออกคำสั่งให้ลูกน้องมาเฟียทำการเข่นฆ่า กวาดล้าง แผดเผาทุกสิ่งอย่าง จนดวงจันทร์กลายเป็นสีแดงเลือด ขณะเดียวกันเส้นชอล์กที่เคยขีดๆเขียนๆ ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนผนังกำแพง ก็มอดไหม้วอดวาย สูญหาย ไม่หลงเหลือขอบเขตใดๆอีกต่อไป … ในบริบทนี้อาจสื่อถึง(ผนังกำแพง)บ้านที่พังทลาย ความตายทำให้ทุกสิ่งอย่างที่มนุษย์พยายามสร้างขึ้น(กำแพงภายในจิตใจ)สูญสลาย

ตลอดทั้งเรื่องอาจได้ยินเสียงเห่าหอนของเจ้าสุนัข มักดังขึ้นเมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน แต่ผู้ชมกลับไม่เคยพบเห็น เพียงแค่ภาพวาดชอล์ก (น่าจะกรงสุนัข) และตัวอักษร DOG จนกระทั่งตอนจบของหนัง ถึงปรากฎพบเห็น Moses แหงนมองท้องฟ้า เห่ากล้องที่กำลังค่อยๆเคลื่อนเข้ามา

หมู่บ้าน Dogville หลายคนอาจทำความเข้าใจว่าคือหมู่บ้านที่สุนัขอาศัยใช้ชีวิต แต่สัตว์ที่เป็นสุนัขจริงๆกลับเป็นเพียงภาพวาดชอล์ก นั่นอาจแปลว่าสิ่งมีชีวิต(มนุษย์)ที่ปรากฎตัวในหนัง สามารถเปรียบเทียบไม่ต่างจากสุนัข ซึ่งตอนจบหลังจากสรรพชีวิตทั้งหลายถูกเข่นฆ่า กวาดล้าง ตกตายหมดสิ้น เจ้าสุนัขตัวนี้จึงหวนกลับมาเป็นสุนัขอีกครั้ง –“

แซว: เจ้าสันุข Moses ปรากฎตัวแค่ไม่กี่เสี้ยววินาที กลับสามารถคว้ารางวัล Palm Dog จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

Closing Credit มีการร้อยเรียงภาพถ่ายความยากจนของชนชาวอเมริกัน นำจากหนังสือ American Pictures: A Personal Journey Through the American Underclass (1984) ถ่ายขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1971-76 จากการเดินทางกว่าแสนไมล์ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา โดยช่างภาพ Jacob Holdt (เกิดปี ค.ศ. 1947) สัญชาติ Danish

หลายคนตีความการนำเสนอตอนจบลักษณะนี้ว่า “Anti-America” แต่การนำเสนอสภาพเป็นจริง วิถีชีวิตผู้คน ความยากข้นแค้น มันเป็นการต่อต้านยังไง? สิ่งเหล่านี้พบเจอได้ทั่วไปไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกา มันเหมือนว่าชาวอเมริกันทำตัวหัวร้อน เพราะมองเห็นเพียงตัวตนเอง แล้วไม่อยากยินยอมรับสภาพเป็นจริง

ตัดต่อโดย Molly Marlene Stensgård (เกิดปี ค.ศ. 1966) สัญชาติ Danish ขาประจำร่วมงานผู้กำกับ Lars von Trier ตั้งแต่ The Idiots (1998), Dancer in the Dark (2000), Dogville (2003), Manderlay (2005), Melancholia (2011), Nymphomaniac (2013) ฯ

เรื่องราวของหนังมีจุดศูนย์กลางคือหมู่บ้าน Dogville ตั้งอยู่ในเทือกเขา Rocky Mountains ของประเทศ US of A ช่วงทศวรรษ 1930s ดำเนินเรื่องผ่านเสียงบรรยายของ John Hurt แบ่งออกเป็น 9 บท/องก์ (พยายามทำเลียนแบบแนวทางของวรรณกรรม Literature)

  • Prologue: Which introduces us to the town and its residents
    • ทำการแนะนำหมู่บ้าน Dogville พร้อมสมาชิกอยู่อาศัยทั้ง 15 คน
  • Chapter 1: In which Tom hears gunfire and meets Grace
    • นักเขียน Tom ดึกดื่นได้ยินเสียงปืนลั่น ออกมานั่งภายนอก พบเจอกับหญิงสาวสวย Grace Mulligan หลบหนีการตามล่าของพวกมาเฟีย
    • Tom พยายามโน้มน้าวสมาชิกในหมู่บ้าน ให้โอกาสหญิงสาวสองสัปดาห์ในการพิสูจน์ตนเอง ได้รับการยินยอมรับ เชื่อมั่นจากทุกคน ถึงสามารถปักหลักอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้
  • Chapter 2: In which Grace follows Tom’s plan and embarks upon physical labor
    • ตามแผนการของ Tom ขอให้ Grace ทำงานอาสา ช่วยเหลือกิจการงานต่างๆของชาวบ้านในชุมชน แรกเริ่มต้นแม้ถูกปฏิเสธ แต่เมื่อชีวิตของพวกเขามีความสะดวกสบายขึ้น จึงค่อยๆได้รับการยินยอมรับจากผู้คน
  • Chapter 3: In which Grace indulges in a shady piece of provocation
    • Grace ยังคงขันอาสาทำงานอย่างขยันขันแข็ง ได้รับค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ เก็บหอมรอมริด ตั้งเป้าหมายชีวิตจะซื้อตุ๊กตาเซรามิกให้ได้ครบ 7 ตัว
    • ครบกำหนดสองสัปดาห์ สมาชิกทั้งหมดลงความเห็นให้ Grace สามารถปักหลังอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน
  • Chapter 4: Happy times in Dogville
    • แม้ตำรวจเดินทางแปะป้ายบุคคลสูญหาย แต่ชาวบ้านกลับไม่ได้สนใจอะไร นั่นเพราะ Grace คือส่วนหนึ่งของชุมชน ช่วยทำให้ทุกคนมีความสะดวกสบาย
  • Chapter 5: Fourth of July after all
    • ในค่ำคืนเลี้ยงฉลองวันชาติ 4 กรกฎาคม ใครต่อใครต่างออกปากชื่นชม ขอบคุณ Grace ที่ทำให้ชีวิตพวกเขาสะดวกสบาย
    • แต่การมาถึงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปรับเปลี่ยนจากประกาศคนหายกลายเป็นใบจับค่าหัว กล่าวอ้างว่า Grace คือบุคคลอันตราย โจรปล้นธนาคาร
    • แม้ชาวบ้านยังลงมติว่า Grace เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กลับเพิ่มเติมข้อเรียกร้อง “quid pro quo” ทำงานเพิ่มขึ้นสองเท่า และลดค่าจ้างลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเธอยังคงตอบตกลง เพื่อยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้
  • Chapter 6: In which Dogville bares its teeth
    • ด้วยปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ Grace เริ่มทำหลายสิ่งอย่างผิดพลาด สร้างความไม่พึงพอใจให้กับใครหลายคน
    • อีกทั้งบรรดาบุรุษทั้งหลายต่างเริ่มล่วงล้ำ ลวนลาม คุกคามทางเพศ ไม่เว้นแม้แต่เด็กชายอายุ 10 ขวบ ยังเรียกร้องโน่นนี่นั่น
    • จบตอนนี้ด้วยการที่ Chuck ข่มขืน Grace
  • Chapter 7: In which Grace finally gets enough of Dogville, leaves the town, and again sees the light of day
    • ค่ำคืนนั้น Grace เล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นให้กับ Tom จากนั้นร่วมกันครุ่นคิดแผนการหลบหนี
    • วันถัดมา Grace ถูกกล่าวโทษโดยผู้หญิงในหมู่บ้าน จากนั้น Vera ทำลายตุ๊กตาเซรามิก นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย
    • Grace ตัดสินใจหลบหนีโดยแอบขึ้นเกวียนของ Tom แต่ระหว่างทางกลับหยุดจอดเพราะมีตำรวจเบื้องหน้า จากนั้น Tom ปีนป่ายขึ้นมาเรียกร้องโน่นนี่นั่น แล้วทำการข่มขืนอ้างเป็นค่าตอบแทน
    • แต่กลับกลายเป็นว่าเกวียนหวนกลับมายัง Dogville สมาชิกในชุมชนต่างรายล้อมรอบ Grace จับล่ามโซ่ตรวน แล้วทำทารุณกรรมสารพัด
  • Chapter 8: In which there is a meeting where the truth is told and Tom leaves (only to return later)
    • เพราะไม่สามารถดิ้นหลบหนี Grace จึงก้มหน้าก้มตา ทำสิ่งต่างๆโดยไม่ต่อต้านขัดขืน
    • Tom เป็นบุคคลสุดท้ายที่ยังไม่เคยร่วมรัก/ข่มขืน Grace พยายามสรรหาข้ออ้าง เรียกร้องโอกาส ทำการแบล็กเมล์ว่าจะติดต่อพวกมาเฟีย แต่เธอกลับไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ
  • Chapter 9 and ending: In which Dogville receives the long-awaited visit and the film ends
    • เมื่อพวกมาเฟียมาถึง ทำการช่วยเหลือ Grace เข้าไปพูดคุยกับบิดา (ที่เป็นเจ้าพ่อมาเฟีย)
    • Grace ยินยอมรับข้อตกลงของบิดา ตัดสินใจแก้ล้างแค้น ทำลายล้างทุกสิ่งอย่างในหมู่บ้าน Dogville

เกร็ด: มีนักวิจารณ์เปรียบเทียบเรื่องราวที่เวียนวนอยู่ใน Dogville คล้ายแบบภาพยนตร์ The Exterminating Angel (1962) ของผกก. Luis Buñuel ที่ต่อให้ตัวละครพยายามหาหนทางออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ กลับไม่สามารถดิ้นหลบหนี จากไปไหนได้ไกล มีเหตุให้ต้องหวนกลับมา เผชิญหน้าเคราะห์กรรม


หนังไม่มีเครดิตเพลงประกอบ แต่ตลอดทั้งเรื่องจะได้ยินบทเพลงคลาสสิกของ Pergolesi, Vivaldi, Albinoni, Händel ต่างคือคีตกวีแห่งยุคสมัย Baroque ท่วงทำนองเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างเครื่องดนตรี ซึ่งสะท้อนถึงสิ่งที่ผกก. von Trier พยายามผสมผสานสองสิ่งขั้วตรงข้าม เลือนลางระหว่างภาพยนตร์-ละคอนเวที ใช้ชอล์กขีดเส้นแบ่งแทนผนังกำแพง แต่ผู้คนกลับยังคงสร้างบางสิ่งอย่างขึ้นมากีดขวางกั้นความสัมพันธ์

ผมคงไม่ลงรายละเอียดบทเพลงทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง (ในอัลบัม Soundtrack มีกว่า 10 บทเพลง ลองค้นหาดูเองนะครับ) แต่อยากให้ข้อสังเกตถึงดนตรีสไตล์ Baroque ยังมอบสัมผัสประดิษฐ์ประดอย (Artificiality) ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่ ซึ่งสอดคล้องเข้ากับหมู่บ้าน Dogville ที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะ ‘Constructed world’ หรือ ‘Simulation’ ผู้ชม/ผู้ฟังบังเกิดความตระหนักว่านี่คือสถานที่สมมติ เรื่องราวปรุงปั้นแต่ง แม้แต่บทเพลงยังมีความเฉพาะของตัวเอง

Dogville Overtune นำจากบทเพลง Vivaldi: Violin Concerto No. 3 in G Major, RV 310: II. Largo (จากทั้งหมด 3 Movement) ท่วงทำนองพรรณาถึง Dogville หมู่บ้านเล็กๆแถบเทือกเขา Rocky Mountain ของประเทศ US of A สถานที่ผู้คนเหมือนจะสนิทสนมชิดเชื้อ พึ่งพาอาศัย รักใคร่กลมเกลียว แต่แท้จริงแล้วพวกเขากลับพยายามปกปิดซ่อนเร้นความเห็นแก่ตัว ละโมบโลภมาก สรรหาสรรพข้ออ้าง เรียกร้องโน่นนี่นั่น ฉกฉวยผลประโยชน์ เพื่อความสุขสบายส่วนตน … ช่างเป็นชุมชนหน้าไหว้หลังหลอก สร้างความขืนขม ระทมฑวย อยากจะสงสาร แต่กลับไม่น่าเห็นใจเลยสักนิด!

หนึ่งในบทเพลงที่อยากพูดถึงเป็นพิเศษ Happy Times in Dogville นำจาก Albinoni: Oboe Concerto in D minor, Op.9, No.2: I. Allegro e no presto (จากทั้งหมด 3 Movement) ฟังแล้วรู้สึกครึกครื้น เกษมสำราญ ช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานหรรษา โดยเฉพาะเสียงเป่า Oboe เต็มไปด้วยลูกเล่น หยอกล้อกับไวโอลิน (ลักษณะเด่นของดนตรี Baroque) สร้างรอยยิ้ม อิ่มเอมหฤทัย

ปล. จริงๆแล้วไฮไลท์ของบทเพลงนี้อยู่ท่อนสอง II. Adagio แค่การเป่าลากเสียง Oboe อาจทำให้ล่องลอยถึงสรวงสวรรค์ ลองหารับฟังใน Youtube เอาเองนะครับ

ค่ำคืนวันชาติสหรัฐอเมริกา 4 กรกฎาคม ชาวบ้าน Dogville มีการขับร้องประสานเสียง America the Beautiful บทเพลงแนวรักชาตินิยม (American Patriotic Song) มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในสหรัฐอเมริกา!

เกร็ด: บทเพลงนี้แต่งทำนองโดยนักออร์แกนในโบสถ์ (Church Organist) Samuel A. Ward (1848-1903) เมื่อปี ค.ศ. 1883 ตั้งชื่อ Pikes Peak แต่ภายหลังถูกนำมารวมกับบทกวีของ Katharine Lee Bates (1859-1929) แต่งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1895 มีการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น America the Beautiful ตีพิมพ์รวมกันครั้งแรก ค.ศ. 1901

ต้นฉบับบทกวีของ Katharine Lee Batesฉบับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 จนถึงปัจจุบัน
O beautiful for halcyon skies,
For amber waves of grain,
For purple mountain majesties
Above the enameled plain!
America, America!
God shed His grace on thee,
Till souls wax fair as earth and air
And music-hearted sea!

O beautiful for pilgrim feet
Whose stern, impassioned stress
A thoroughfare for freedom beat
Across the wilderness!
America, America!
God shed His grace on thee
Till paths be wrought through wilds of thought
By pilgrim foot and knee!

O beautiful for glory-tale
Of liberating strife,
When once or twice, for man’s avail,
Men lavished precious life!
America, America!
God shed His grace on thee
Till selfish gain no longer stain,
The banner of the free!

O beautiful for patriot dream
That sees beyond the years
Thine alabaster cities gleam
Undimmed by human tears!
America, America!
God shed His grace on thee
Till nobler men keep once again
Thy whiter jubilee!
O beautiful for spacious skies,
For amber waves of grain,
For purple mountain majesties
Above the fruited plain!
America! America!
God shed His grace on thee
And crown thy good with brotherhood
From sea to shining sea!

O beautiful for pilgrim feet,
Whose stern, impassioned stress
A thoroughfare for freedom beat
Across the wilderness!
America! America!
God mend thine every flaw,
Confirm thy soul in self-control,
Thy liberty in law!

O beautiful for heroes proved
In liberating strife,
Who more than self their country loved
And mercy more than life!
America! America!
May God thy gold refine,
Till all success be nobleness,
And every gain divine!

O beautiful for patriot dream
That sees beyond the years
Thine alabaster cities gleam
Undimmed by human tears!
America! America!
God shed His grace on thee
And crown thy good with brotherhood
From sea to shining sea!

ผมขอเรียกว่าบทเพลงแห่งการล้างแค้น Grace Gets Angry นำจาก Vivaldi: Nisi Dominus, RV 608 บทเพลงแนว Cantata (เพลงคำร้อง สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา) โดยนำเนื้อร้องจาก Psalm 127 มีทั้งหมด 8 Movement โดยท่อนที่นำมาใช้คือ IV. Cum dederit (Andante) จริงๆจะมีคำร้องภาษาละติน แต่หนังจะตัดออกไปพอดี

1.Nisi Dominus aedificaverit domum,
in vanum laboraverunt, qui aedificant eam.
Nisi Dominus custodierit civitatem,
frustra vigilat, qui custodit eam.
Unless the Lord builds the house,
they labour in vain who build it;
Unless the Lord guards the city,
the watchman stays awake in vain.
2.Vanum est vobis ante lucem surgere:
surgite, post quam sederitis, qui manducatis panem doloris.
It is vain for you to rise up early,
to sit up late, to eat the bread of sorrows;
3.
Cum dederit dilectis suis somnum.
Ecce haereditas Domini filii,
merces fructus ventris.
For so he gives his beloved sleep.
Behold, children are a heritage from the Lord,
The fruit of the womb is a reward.
4.Sicut sagittae in manu potentis
ita filii excussorum.
Like arrows in the hand of a warrior,
so are the children of one’s youth.
5.Beatus vir qui implevit desiderium suum ex ipsis:
non confundetur
cum loquetur inimicis suis in porta.
Happy is the man that has his quiver full of them;
but they shall not be ashamed,
but shall speak with their enemies in the gate.
6.Gloria Patri et Filio
Spiritui Sancto.
 Glory be to the Father, and to the Son,
and to the Holy Ghost.
7.Sicut erat in principio, et nunc,
 et semper, et in saecula saeculorum.
As it was in the beginning, is now,
and ever shall be: forever and ever.
8.Amen.Amen.

สดุดี 127 (Psalm 127) คือบทเพลงแห่สู่เยรูซาเล็ม (A Song of Ascents) หากองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงสร้างบ้าน ผู้สร้างลงแรงไปก็เหนื่อยเปล่า … เป็นการสะท้อนความรู้สึกของ Grace ต่อชาวหมู่บ้าน Dogville ปฏิบัติต่อเธออย่าง !@#$% เลยได้รับผลกรรมตามสมควร

สำหรับ Closing Credit ระหว่างร้อยเรียงภาพถ่าย American Pictures ของช่างภาพ Jacob Holdt คลอประกอบบทเพลง Young Americans (1974) แนว Soul Music, แต่ง/ขับร้องโดย David Bowie

[The song is] about a newly-wed couple who don’t know if they really like each other. Well, they do, but they don’t know if they do or don’t. It’s a bit of a predicament.

David Bowie

ผมติดใจคำร้องท่อนฮุค “I want the young American, young American, young American” ทั้งๆที่ Bowie เป็นชาวอังกฤษ แต่กลับพยายามเน้นย้ำคำว่า “young American” เพื่อสะท้อนค่านิยมของคนสมัยนั้น อะไรๆก็อเมริกัน ดินแดนแห่งความเพ้อใฝ่ฝัน อยากได้ อยากมี อยากเป็นอเมริกัน แต่ไม่เคยรับรู้สนใจถึงเบื้องหลัง สภาพเป็นจริงเช่นไร

หญิงสาว Grace ราวกับแม่พระ จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ เมตตากรุณา ชอบให้ความช่วยเหลือผู้อื่น แต่ชาวหมู่บ้าน Dogville กลับพยายามเอารัดเอาเปรียบ เรียกร้องโน่นนี่นั่น ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา เปลี่ยนจากร้องขอเป็นออกคำสั่ง บีบบังคับเยี่ยงทาส ต่อให้จิตใจเธอดีงามสักแค่ไหน ย่อมมิอาจอดรนทน ตกอยู่ในความสิ้นหวัง

การนำเอาดอกฟ้ามาจมปลักอยู่ในโคลนตม ความตั้งใจผกก. von Trier ก็เพื่อตั้งคำถามปรัชญา ท้าทายหลักคำสอนศาสนา ชาวคริสต์บอกให้รู้จักการยกโทษให้อภัย แต่หญิงสาวราวกับแม่พระ ถูกเอารัดเอาเปรียบ กระทำชำเราขนาดนั้น ใครกันจะสามารถอดกลั้นฝืนทน การโต้ตอบ/ล้างแค้น “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” มันมีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่?

ผมไม่ครุ่นคิดว่าผกก. von Trier จะเคยศึกษาพุทธศาสนา หรือต้องการสร้างความเชื่อมโยงประการใด แต่เรื่องราวของ Grace ที่เคยเป็นสมาชิกกลุ่มมาเฟีย เคยมีชีวิตหรูหรา สุขสบาย วันหนึ่งตัดสินใจหลบหนี ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง แล้วปักหลักอาศัยอยู่กับชาวหมู่บ้าน Dogville กลายเป็นแม่พระ อาสาให้ความช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง ช่างละม้ายคล้ายพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถถือกำเนิดในราชตระกูล เสพสุขอยู่บนปราสาท ๓ ฤดู มีความสุขทางโลกบริบูรณ์ แต่ทรงเกิดความเบื่อหน่ายในเพศฆราวาส เลยตัดสินใจออกบรรพชา ละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง หลังตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงออกโปรดสัตว์น้อย-ใหญ่

แต่ความแตกต่างระหว่าง Grace กับพระพุทธเจ้า คือการรับรู้ว่าใครโปรดได้ โปรดไม่ได้ ใครสามารถบรรลุธรรม สูงต่ำระดับไหน ทั้งหมดล้วนถูกพิจารณาตามบุญญาบารมี ไม่ได้ทรงโปรดสัตว์ทุกตนบนโลก และไม่มีทางที่ทุกสัตว์โลกจะสามารถบรรลุธรรม

ความผิดพลาดของ Grace คือไม่สามารถพิจารณาดี-ชั่ว รับรู้ความถูกต้องเหมาะสม สนเพียงจะโปรดทุกคนในหมู่บ้าน Dogville เพื่อตนเองได้รับการยินยอมรับ นั่นคือความเย่อหยิ่งจองหอง ‘arrogant’ ไม่ประมาณตนเอง เพราะการทำดีกับคนชั่วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด รังแต่จะสร้างความเดือดเนื้อ ทุกข์ร้อนใจ ดั่งสุภาษิตไทย “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” หรืออีกสำนวน “คบคนเช่นใด ย่อมกลายเป็นคนเช่นนั้น”

สุดท้ายแล้ว Grace จากเคยพยายามเป็นคนดี จิตใจโอบอ้อมอารี แต่การตัดสินใจช่วงท้ายของเธอ ไม่ใช่แค่มิอาจอดกลั้นฝืนทน ยังคือซึมซับรับอิทธิพลของชาวหมู่บ้าน Dogville ตามแนวคิด “quid pro quo” ทุกสิ่งอย่างจึงเกิดการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”


หมู่บ้าน Dogville คือต้นแบบอย่างชุมชน/สังคมในโลกยุคสมัยใหม่ (Modern World) ที่พยายามสร้างภาพ กล่าวอ้างว่าสมาชิกทุกคนมีความสนิทสนมกลมเกลียว รับรู้จัก เข้าใจกันเป็นอย่างดี สอดคล้องเข้ากับการออกแบบฉาก ไม่จำเป็นต้องสร้างผนังกำแพง เพียงชอล์กขีดเส้นแบ่ง สามารถมองทะลุปรุโปร่ง ไม่มีอะไรต้องปกปิด ซุกซ่อนเร้น

แต่ในความเป็นจริงนั้นทุกคนกลับสร้างบางสิ่งอย่างขึ้นมากีดขวางกั้น กำแพงที่มองไม่เห็น (แต่มีอยู่จริง) ทุกคนล้วนหลบซ่อนอยู่ในโลกของตนเอง ไม่ใคร่สนใจใครอื่น วันๆเอาแต่เรียกร้องโน่นนี่นั่น ทำในสิ่งสร้างความสะดวกสบาย กลายเป็นคนละโมบโลภ เห็นแก่ตัว พร้อมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว เพียงตอบสนองตัณหาความใคร่ พึงพอใจส่วนบุคคล

ด้วยความที่อะไรหลายๆอย่างชี้นำทาง Dogville คือหมู่บ้านตั้งอยู่ในเทือกเขา Rocky Mountains ของประเทศ US of A โดยเฉพาะตอนจบบทเพลง Young American พร้อมชุดภาพถ่ายของ Jacob Holdt ทำให้นักวิจารณ์ฝากฝั่งสหรัฐอเมริกา เหมารวมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีลักษณะ ‘Anti-America’

(ในมุมมองของผมเอง สิ่งชัดเจนที่สุดในวิถีอเมริกันของหนัง คือแนวคิดการแลกเปลี่ยน “quid pro quo” เพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม Dogville เป็นชุมชนที่อ้างว่าทุกคนมีส่วนร่วม สร้างประโยชน์เพื่อสังคม แต่เอาจริงๆไม่เคยเห็นใครทำอะไร กลับพยายามเรียกร้องให้คนนอกอย่าง Grace ทำบางสิ่งอย่างพิสูจน์ตนเอง แลกกับการมีที่อยู่อาศัย ได้รับการปกป้อง หลบซ่อนตัว)

จริงอยู่ว่าผกก. von Trier มีหลายสิ่งอย่างไม่ชื่นชอบวิถีอเมริกัน แต่ก็มีอีกหลายสิ่งอย่างที่หลงใหลคลั่งไคล้ เราไม่ควรจำกัดมุมมองของหนังแค่เพียงใจความ “Anti-American”

Of course I am not anti-American in that sense. How could you be “anti” a country? But the politics that I see — and I was against the war — yes, very much so. This whole Western world against the Muslim thing — that’s not a war that can be fought with guns, even if you are a superpower. I think there’s 10 percent of the American population that have more or less the same political views as I have, but then again, the same goes for Denmark. So you know, there are probably more people that I agree with in America than in Denmark because Denmark is much smaller!

Lars von Trier

ผมอ่านเจอความคิดเห็นของนักวิจารณ์ Roger Ebert แม้ไม่ได้ชื่นชอบหนังนัก แต่ก็แสดงทัศนะถึงการตีความ “Anti-American” ไม่ใช่มุมมองที่ถูกต้องสักเท่าไหร่

What von Trier is determined to show is that Americans are not friendly, we are suspicious of outsiders, we cave in to authority, we are inherently violent, etc. All of these things are true, and all of these things are untrue. It’s a big country, and it has a lot of different kinds of people. Without stepping too far out on a limb, however, I doubt that we have any villages where the helpless visitor would eventually be chained to a bed and raped by every man in town.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ไม่เห็นด้วยมุมมอง ‘Anti-American’

ผกก. von Trier ไม่เคยย่ำเหยียบ เดินทางไปสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ (เป็นโรคกลัวเครื่องบิน) จะให้แสดงความปรปักษ์ก็ยังไง อาจมีบางสิ่งชื่นชอบ บางสิ่งไม่ชื่นชอบ สุดท้ายแล้วมันก็แค่สถานที่พื้นหลัง เอาจริงๆสามารถเหมารวมทุกแห่งหนบนโลกใบนี้ “evil can arise anywhere, as long as the situation is right”

I must say I’m very fond of this idea that Kafka didn’t go to America. For me it’s about America, even though it’s about what he had seen in Europe. Somehow America is a canvas that you can use. Of course the film is, like Kafka’s book, inspired by my own meeting with not Americans but mostly Danish people. It could be a place anywhere.

Lars von Trier

ความตั้งใจแท้จริงของผกก. von Trier อย่างที่อธิบายไปแล้ว ต้องการสร้างสถานที่อันชั่วร้าย สุดปลายขอบ เพื่อท้าพิสูจน์ความอดกลั้น (intolerance) ตั้งคำถามถึงการให้ยกโทษให้อภัย (forgiveness) มันผิดอะไรที่เราจะล้างแค้น/โต้ตอบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

ทุกสิ่งอย่างของหนัง พยายามทำให้ผู้ชมเกิดความตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า Dogville นั้นคือ ‘Fake Village’ หมู่บ้านจอมปลอม ไม่มีอยู่จริง เราจึงไม่ควรครุ่นคิดจริงจัง! ทั้งหมดคือการละคอน ภาพมายา สิ่งลวงหลอกตา อย่าทำให้มันเลือนลางเข้ากับชีวิตจริง


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับถือว่าก้ำๆกึ่งๆ บ้างยกย่องถึงระดับมาสเตอร์พีซ ชื่นแนวคิด วิธีการนำเสนอ ท้าทายที่จะแตกต่าง แต่พวกนักวิจารณ์อเมริกันส่วนใหญ่จะส่ายหัว เต็มไปด้วยอคติต่อต้าน (เพราะต่างมองแค่ใจความ “Anti-American”) แม้ไม่ได้ลุ้น Palme d’Or แต่สามารถคว้ารางวัล Palm Dog ทั้งๆที่เจ้า Moses ปรากฎตัวแค่ไม่กี่เสี้ยววินาทีช่วงท้าย

For passion, originality, and sustained chutzpah, this austere allegory of failed Christian charity and Old Testament payback is von Trier’s strongest movie—a masterpiece, in fact.

นักวิจารณ์ J. Hoberman จาก The Village Voice

Lars von Trier exhibits the imagination of an artist and the pedantry of a crank in Dogville, a film that works as a demonstration of how a good idea can go wrong. There is potential in the concept of the film, but the execution had me tapping my wristwatch to see if it had stopped. Few people will enjoy seeing it once and, take it from one who knows, even fewer will want to see it a second time.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 2/4

หนังดูเหมือนจะไม่ใช้งบประมาณมากมาย แต่กลับใช้ทุนสร้างสูงถึง $10 ล้านเหรียญ (ร่วมทุนสร้าง Denmark, France, Germany, Sweden, United Kingdom) หมดไปกับค่าจ้างนักแสดง (ระดับเกรดเอทั้งนั้น) มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำกำไรคืนมา ในสหรัฐอเมริกาทำเงินได้เพียง $1.5 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $15.1 ล้านเหรียญ ขาดทุนพอสมควรแต่ก็ยังสามารถเข็นภาคต่อ Manderlay (2005) ผลลัพท์เจ๊งยับยิ่งกว่า เลยหมดสิ้นสร้างภาคสุดท้าย Washington ขึ้นหิ้งไว้ ไม่รู้จะมีโอกาสสร้างหรือเปล่า

มีนักวิจารณ์วิเคราะห์ถึงอิทธิพลจาก 9/11 ทำให้ชาวอเมริกันมีความรักชาตินิยมมากขึ้น “with-us-or-against-us” ภาพยนตร์เรื่องที่ถูกมองว่ามีใจความ “Anti-American” จึงโดนกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง เลยไม่มีโอกาสโอกาสเข้าชิง Oscar, Golden Globe แต่ในยุโรปและตามเทศกาลหนัง กลับสามารถกวาดรางวัลได้มากมาย

แม้กาลเวลาจะผ่านมาไม่ค่อยนานนัก แต่หลายๆสำนักต่างยกย่อง Dogville (2003) คือหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ บางก็ว่าแห่งศตวรรษที่ 21th

  • Guardian: Best films of the noughties (2010) ติดอันดับ #8
  • Guardian: The 100 best films of the 21st century (2019) ติดอันดับ #37
  • BBC: The 21st Century’s 100 greatest films (2016) ติดอันดับ #76
  • TIME OUT: The best movies of the 21st century so far (2024) ติดอันดับ #44

เกร็ด: เมื่อตอนจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลของนิตยสาร Sight & Sound เมื่อปี ค.ศ. 2012 หนังได้รับ 6 คะแนนโหวต (นักวิจารณ์สามเสียง, ผู้กำกับอีกสามคน) ติดอันดับ #283 หลุดโผไปแค่นิดเดียว

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K ในโอกาสครบรอบ 20 ปี (ค.ศ. 2023) แต่ผมคาดเดาว่าน่าจะแค่ ‘digital transfer’ เพราะถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอลตั้งแต่แรกแล้ว สามารถหารับชมออนไลน์ได้ตามเว็บสตรีมมิ่ง Mubi, Amazon Prime, iTune ฯ หรือใครอยากหาซื้อแผ่น DVD/Blu-Ray เมืองไทยหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วๆไป

ถึงแม้ผมไม่ค่อยมีความกระตือรือล้นต่อหนังสักเท่าไหร่ แต่พอได้รับชมแค่ 5 นาที ก็รู้สึกติดอกติดใจ (อาจเพราะเพิ่งรับชม West Indies (1979) มาด้วยกระมัง เลยไม่ตะขิดตะขวงกับหนังลักษณะนี้) ลุ่มหลงใหลเสียงบรรยายนุ่มๆของ John Hurt เฝ้ารอคอยหายนะ เรื่องราวเxยๆสไตล์ von Trier พอเหตุการณ์บัดซบมาเยือนก็สร้างความขื่นขม ระทมฑวย

น่าเสียดายที่ผมไม่ค่อยชอบตอนจบสักเท่าไหร่ อยากให้มันตกอยู่ในความท้อแท้สิ้นหวัง ไม่ใช่รู้สึกพึงพอใจ สะใจกับการแก้ล้างแค้น ถึงจะเป็นเสียดสีประชดประชัน ‘Happy Ending’ สไตล์ Hollywood แต่มันใส่อารมณ์ สำแดงสันดานผู้สร้าง ต่อต้านอเมริกันชัดเจนเกินไป

จัดเรต 18+ กับทัศนคติบิดๆเบี้ยวๆ หญิงสาวถูกกดขี่ข่มเหง กระทำชำเรา

คำโปรย | Dogville คือวิสัยทัศน์อันลึกล้ำของผู้กำกับ Lars von Trier เส้นแบ่งบางๆ ดินแดนหมาๆที่ทำให้ Nicole Kidman ตกอยู่ในความสิ้นหวัง
คุณภาพ | ส้
ส่วนตัว | ข่มขืนใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: