Don't Look Now (1973)

Don't Look Now

Don’t Look Now (1973) British : Nicolas Roeg ♥♥♥♥♡

ถ้ามีใครไม่รู้มาเตือนว่า ‘ให้ระวังตัวไว้จะมีอันตราย’ เป็นคุณจะเชื่อหรือเปล่า? หนังแนวกึ่งๆ Occult ผสม Thriller เชิงจิตวิทยา โดยผู้กำกับ Nicolas Roeg นำแสดงโดย Donald Sutherland กับ Julie Christie ที่มีฉากเลิฟซีนอันลือลั่น ไปถ่ายทำกันที่ Venice, Italy ภาพสวย ตัดต่อเจ๋งโคตรๆ และตอนจบที่คาดไม่ถึง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมรู้จักหนังเรื่องนี้จากชาร์ท BFI: Top 100 British films (1999) จัดอันดับภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษยอดเยี่ยม ของสถาบัน British Film Institute (มีลิ้งค์ใน Professional Meat นะครับ) Don’t Look Now ติดอันดับ 8 ถือว่าสูงมากๆในชาร์ทนี้ ตั้งใจจะดูมาพักใหญ่แล้ว เพราะชื่อหนังที่ยั่วมากๆ และผมไปได้ยินกิตติศัพท์ว่า มีฉาก Sex Scene อันลือลั่น ที่ว่ากันว่านักแสดงอาจ Intercourse กันจริงๆ แบบนี้จะให้พลาดไปได้ยังไง

Nicolas Roeg (1928-ยังมีชีวิตอยู่) ผู้กำกับและตากล้องชาวอังกฤษ เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นช่างภาพในกองถ่าย Second-Unit หนังเรื่อง Lawrence of Arabia (1962) ต่อมาเป็นตากล้องให้ Roger Corman ในหนังเรื่อง The Masque of the Red Death (1964) และ François Truffaut เรื่อง Fahrenheit 451 (1966) ถือว่าเป็นคนที่มีเครดิตดีทีเดียว, กำกับหนังเรื่องแรกร่วมกับ Donald Cammell เรื่อง Performance (1970), Don’t Look Now เป็นผลงานในกำกับลำดับที่ 4 ของ Nicolas Roeg ที่ได้รับการพูดถึง โจษจัน และมีชื่อเสียงที่สุด

สไตล์ของ Roeg ขึ้นชื่อในเรื่อง การนำเสนอเรื่องราว พล็อตที่ไม่มีการเรียงลำดับเวลา เป็นการตัดต่อที่ไม่ต่อเนื่อง อยากจะใส่ภาพอะไร ช่วงเวลาก็ใส่เข้ามา ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน อนาคต บางทีก็ใส่เข้ามาพร้อมกันในฉากเดียว, มีคำกล่าวสไตล์ของ Roeg ว่า ‘เปรียบเสมือนเขาทำให้ทุกสิ่งอย่างแตกละเอียดออกเป็นพันๆชิ้น แล้วนำมาเรียงต่อกันใหม่ เข้ารหัสไว้แบบไม่สามารถคาดการณ์ได้ จนบางครั้งทำให้คุณสงสัยว่า มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันเนี่ย’ (to shatter reality into a thousand pieces and are unpredictable, fascinating, cryptic and liable to leave you wondering what the hell just happened. …) คำเปรียบเทียบที่ตรงที่สุดคือ ‘กระเบื้องโมเสก’ (mosaic-like montages) ที่เกิดจากการเอาชิ้นส่วนกระเบื้องเล็กๆหลากสีหลากขนาดมาเรียงต่อกัน มองใกล้ๆอาจไม่เห็นอะไร แต่มองไกลๆจะเห็นเป็นรูปร่างสวยงาม (ในหนังเรื่องนี้ก็จะเห็นกระเบื้องโมเสกเต็มไปหมดเลยนะครับ)

เทคนิคนี้ของ Roeg ถือว่ามีอิทธิพลต่อผู้กำกับหนังในยุคถัดๆมา ต่อผู้กำกับดังๆ อาทิ Steven Soderbergh, Tony Scott, Ridley Scott, François Ozon และ Danny Boyle

ดัดแปลงมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นของ Daphne du Maurier เรื่อง Not After Midnight ตีพิมพ์เมื่อปี 1971 มีทั้งหมด 5 เรื่องยาว สำหรับเวอร์ชั่นที่ขายในอเมริกาเปลี่ยนชื่อเป็น Don’t Look Now (สลับเอาชื่อตอนอื่นมาเป็นชื่อหนังสือ), ผลงานดังๆของนักเขียนคนนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจรู้จัก อาทิ Rebecca, The Bird สองเรื่องนี้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดย Alfred Hitchcock

Allan Scott และ Chris Bryant เป็นผู้เสนอบทหนังนี้ให้กับ Nicolas Roeg ซึ่งหลังได้อ่านบทแล้วก็ชื่นชอบอย่างมาก ต้องการดัดแปลงให้ออกมาตรงตาม เคารพต้นฉบับมากที่สุด, เรื่องราวของสามี-ภรรยา ที่เสียลูกสาวไปเพราะจมน้ำ ได้รับงานบูรณะฟื้นฟูโบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองลอยน้ำ Venice, Italy มันมีอะไรหลายอย่างที่นี่ ที่ทำให้พวกเขาระลึกถึงเหตุการณ์ขณะสูญเสียลูก แต่ภาพนั้นมันคือ Flashback หรือนิมิตของอนาคต ยากที่ใครจะเข้าใจและเชื่อใจได้

สำหรับนักแสดงที่ Roeg มีไว้ในใจตั้งแต่แรกเลยคือ Donald Sutherland และ Julie Christie ให้มารับบท John Baxter และ Laura Baxter

Donald Sutherland ถ้าบอกว่าชายคนนี้ไม่เคยเข้าชิง Oscar สักครั้ง ผมก็แทบไม่อยากเชื่อ แต่จริงครับ หนึ่งในนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก มีผลงานสุดอมตะมากมาย M*A*S*H (1970), Ordinary People (1980), JFK (1991), A Time to Kill (1996) ฯ คงบารมีไม่ถึงจริงๆ ไม่เช่นนั้นชายคนนี้ควรจะได้ Oscar อย่างน้อย 2-3 ตัวแล้ว, กับหนังเรื่องนี้ การแสดงของ Sutherland คล้ายๆกับ Ordinary People มาก รับบทเป็นพ่อที่เสียลูกสาวไป (แต่ยังเหลือลูกชายอีกคน) หนังทำให้เราเห็นว่าเขามีสัมผัสที่ 6 รับรู้ได้ว่าอาจมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต แต่เจ้าตัวกลับไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องงมงาย เหนือธรรมชาติ, ในตอนแรกที่ Sutherland อ่านบท เขารู้สึกต่อต้าน (คล้ายๆกับตัวละครที่รับบท) เพราะรู้สึกว่ามันเกินไปหน่อยที่จะไม่เชื่ออะไรเลย และตอนจบที่… เขาอยากให้หนังออกไปทาง educative film ให้ตัวละครได้ประโยชน์จาก ESP มากกว่ากลายเป็นหายนะ แต่ผู้กำกับ Roeg ยืนยันที่จะยึดตามต้นฉบับเปะๆ ผลลัพท์ตอนจบเลยออกมาเหนือความคาดหมายมากๆ

เกร็ด: ESP คือ Extrasensory perception, Esper, หรือสัมผัสที่ 6 บุคคลผู้มีความสามารถพิเศษ รับสัมผัสอื่นนอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ได้

Julie Christie เธอคือ pop icon แห่งยุค Swinging London ยุคทองของเธอคือ 60s ได้ Oscar: Best Actress จากหนังเรื่อง Darling (1965) หนังดังๆของเธออาทิ Doctor Zhivago (1965), The Go-Between (1971), Afterglow (1997), Away from Her (2006) ฯ กับหนังเรื่องนี้ หลังจากเสียลูกสาวไป เธอกลายเป็นคนที่มีปัญหาทางจิต ไม่สามารถยอมรับการสูญเสียได้ แต่เมื่อได้รับคำบอกกล่าวจากคนที่มีสัมผัสที่ 6 (เธอเป็นคนที่ไม่มีสัมผัสที่ 6 เลย) กลับเชื่อสนิทใจ มองโลกเปลี่ยนไป ทำให้เธอราวกับกลายเป็นคนละคน, ได้ยินว่าผู้กำกับ Roeg ขอให้ Christie ไปเข้าร่วมพิธีกรรมเข้าทรงผีก่อนเริ่มต้นถ่ายหนัง ซึ่งเธอก็ไปนะครับ กลับมาก็กลายเป็นคนเชื่อเรื่องพรรค์นี้สนิทใจได้แบบในหนังไม่ผิดเพี้ยนเลย

จิตวิทยาที่น่าทึ่งของหนังคือ ตัวละครของ Christie ที่มีปัญหากับการยอมรับเรื่องการเสียลูก อยู่ดีๆพอได้ยินคำบอกกล่าวจาก ESP แล้วเชื่อสนิทใจ เป็นลมฟื้นขึ้นมาแล้วก็ทำใจได้ (ราวกับเกิดใหม่) ผิดกับตัวละครของ Sutherland ที่ไม่ยอมรับโดยสิ้นเชิง แสดงอาการต่อต้าน นี่เป็นอะไรที่น่าฉงนมากนะครับ อาจมีเรื่องของความเชื่อทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผมก็อธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไร

ฉากไฮไลท์… ไม่ใช่สิ ฉากที่ใครๆต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย Sex Scene ระหว่าง Sutherland กับ Christie ที่เป็นที่กล่าวถึง คือมันสมจริงมากๆถ้าจะบอกว่าทั้งสองร่วมเพศ Intercourse กันจริงๆก็อาจเป็นได้ เพราะมันมีท่าของการขยับเอว กระเด้งสะโพก โยกรับส่ง ที่เข้าจังหวะพอดีเลยละ (ปกติฉากพวกนี้กับหนังเรื่องอื่น มันก็แค่บดๆกันหรือเล่นมุมกล้อง), ความจริงเป็นยังไง คงมีแค่นักแสดงกับผู้กำกับและตากล้องเท่านั้นที่รู้ แต่ต้องถือว่าทีมงานและนักแสดงหนังเรื่องนี้มืออาชีพมากๆ ไม่มีใครพูดออกว่า ทำจริง ไม่ทำจริง เพราะมันเหมือนเป็นไม่ให้เกียรตินักแสดงที่เปลืองตัวขนาดนี้ ให้มันเป็นปริศนาต่อไปแบบนี้แหละครับ น่าทึ่งดี นี่ขนาดมีคนเรียกฉากนี้ว่าเป็น Sex Scene สมจริงที่สุดในโลกภาพยนตร์

เกร็ด: ทั้ง Sutherland และ Christie พบกันครั้งแรกในกองถ่าย และฉากแรกของพวกเขาคือ Sex Scene ผู้กำกับบอกว่า มีอะไรใส่ไปไม่ยั้ง!

เกร็ด2: ฉากนี้ไม่มีในนิยายนะครับ เป็นผู้กำกับ Roeg คิดมาเองสดๆ ไม่มีสคริป เวลาถ่ายก็ตะโกนบอกนักแสดง “Lick her nipples” “Put your hand between her legs” “Get on top” ถ่ายกันอยู่ทั้งวันจนตนพอใจ

ถ่ายภาพโดย Anthony B. Richmond (เป็นสาขาเดียวของหนังที่ได้ BAFTA Award: Best Cinematography) หนังถ่ายทำใน Venice, Italy สถานที่ประกอบด้วย Hotel Gabrielli Sandwirth (ในหนังปรับปรุงเปลี่ยนให้ใช้ชื่อ Europa Hotel), สำหรับโบสถ์ San Nicolò dei Mendicoli หรือวิหาร St. Nicholas (of the beggars) ตั้งอยู่บริเวณนอกของเวนิส เห็นว่าตอนนั้นกำลังมีการปรับปรุงซ่อมแซมอยู่พอดี ซึ่งบังเอิญเข้ากับเรื่องราวของหนังได้เลย จึงไปขออนุญาติให้ใช้สถานที่ถ่ายทำ ปัจจุบันบูรณะเสร็จสิ้นแล้วนะครับ เผื่อใครไปเที่ยวเวนิส นี่เป็นอีก Hot Spot ไม่ควรพลาดเลย

ความโดดเด่นของการถ่ายภาพ คือการจัดองค์ประกอบ การจัดแสง การเคลื่อนไหวกล้องและความต่อเนื่อง, ผมทึ่งที่สุดคือความต่อเนื่องของงานภาพ มันเหมือนว่าผู้กำกับต้องมีภาพทุกช็อตอยู่ในหัวแล้ว ถึงทำให้สามารถกำหนดทิศทาง การเคลื่อนของกล้อง ที่ถูกต้อง เหมาะสม ขณะที่มีการตัดต่อเพื่อเปลี่ยนฉากได้ เช่น มีฉากซีนหนึ่ง กล้องเคลื่อนเข้าหา(ซูมเข้า)รูปภาพที่มีคนใส่ชุดสีแดง แล้วตัดเปลี่ยนฉากไปเป็น กล้องเคลื่อนออก(ซูมออก)จากผิวน้ำที่เห็นภาพสะท้อนเด็กหญิงใส่ชุดสีแดง ฯ ผมเห็นแล้วอ้าปากค้าง เห้ย เจ๋งว่ะ! น่าทึ่งมากๆ และมันไม่ได้มีแค่ครั้งสองครั้งในหนังนะครับ นับไม่ถ้วนเลยละ

ความสวยงามของเวนิส คนส่วนใหญ่จะจดจำได้จากการล่องเรือ ตึกที่ตั้งอยู่เหนือน้ำ โบสถ์สวยๆ ดนตรีเพราะๆ และเทศกาลสวมหน้ากาก แต่น้อยคนจะได้เห็นระดับรากหญ้า พื้นฐานของเมืองนี้ สภาพคนทำงาน กลางค่ำกลางคืน ถนนหนทาง หรือโรงแรมนอกฤดูท่องเที่ยว ฯ ที่ผมกล่าวมาเราจะได้เห็นทั้งหมดเลยนะครับ มันก็ไม่เชิงเป็นด้านมืดของเวนิส แต่ขอเรียกว่าอีกมุมหนึ่งของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ที่นั่น เชื่อว่าเราคงไม่ได้เห็นวิถีเหล่านี้จากหนังเรื่องอื่นใดอีกเป็นแน่, การเลือกถ่ายหนังช่วงปลาย Autumn ทำให้โทนภาพที่ออกมามีสีเทา จืดๆ เข้ากับบรรยากาศหนังมาก (ใกล้หน้าหนาวก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นสีขาว) และการจัดแสงในฉากกลางคืน ทำให้เห็นตรอกซอกซอยที่ซับซ้อน มีความพิศวงเหมือนกำลังเดินอยู่ในเขาวงกตที่อันตราย

สีเด่นที่สุดของหนังคือ สีแดง ชุดคลุมกันฝนของเด็กหญิงที่ปรากฎให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่รู้อดีต/ปัจจุบัน/อนาคต (เธอตายไปตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วนะครับ แต่การตัดต่อสไตล์ Roeg จะผสมผสาน อดีต/ปัจจุบัน/อนาคต ให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน), ตอนกลางคืน เราจะเห็นสีแดงนี้เด่นกว่าสีอื่น (เพราะการจัดแสงและองค์ประกอบสีของฉาก) นี่เป็นสีของเลือดและความตาย, มี 2-3 ครั้ง เราจะเห็นเด็กหญิงสวมชุดสีแดงแค่หางตาไกลๆ แล้วเธอก็เดินหายลับไปในมุมตึก ขณะอีกตัวละครเดินเข้ามา นี่คือจุดเริ่มต้นของ Hide-and-Seek แบบที่เราจะได้เห็นในหนัง Horror สมัยนี้ทั่วไป, นอกจากชุดคลุมกันฝนแล้ว ก็มีผ้าพันคอของพระเอกที่เป็นสีแดงเด่น (เอะนี่มัน Death Flag นี่หว่า!)

ในเวนิสมีเรื่องราวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ สีแดง อยู่ด้วยนะครับ ในศตวรรษที่ 16 ชาว Jews ถูกทางการบังคับให้ใส่ชุดสีแดง เพื่อแบ่งแยกฐานะ ชนชั้น นี่ถือเป็นกฎหมายประกาศใช้จริงของเมือง ซึ่งภายหลังแก้กฎใหม่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เพราะสีแดงดันไปเหมือนชุดของ Cardinal มากเกินไป, ในหนัง Cardinal ไม่ได้ใส่ชุดสีแดง (แต่ใส่หมวกสีแดง) และไม่ได้มีความหมายถึง Jews แต่มีอีกนัยยะหนึ่งคือ เห็นสีแดงแล้วระลึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต

อาจมีคนคิดว่า มันแปลกเกินไปหน่อยหรือเปล่า ที่เด็กหญิงใส่ชุดคลุมกันฝนสีแดง ทั้งๆที่แดดก็ร้อน ฝนก็ไม่ได้ตก? ผมคิดว่าชุดคลุมสีแดงมีนัยยะเชิงสัญลักษณ์มากกว่าในทางปฏิบัตินะครับ เช่น ชุดคลุมแห่งความตาย, การปกป้องตนเองจากสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น ฯ สาเหตุที่เด็กหญิงจมน้ำ หลายคนคงมโนไปว่า เธอคงพลาดตกน้ำขณะเอื้อมมือเก็บลูกบอล แต่ถ้าคุณสังเกตขณะที่พ่ออุ้มเด็กหญิงขึ้นมาจากน้ำ ใบหน้าของเธอหงายขึ้นไม่ใช่คว่ำลง (ถ้าจมน้ำก็ควรจะคว่ำตัวสิ ไม่ใช่หงายตัว) มีคนวิเคราะห์ว่านี่มีลักษณะเหมือนตำนาน Ophelia (ในนิยาย Shakespear) ใบหน้าของเธอที่เงยขึ้นแสดงถึงความทรงจำที่ผุดขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ (สัมผัสที่ 6) นี่มองฉากแรกของหนังได้อีกอย่าง ว่าเป็นนิมิต การพยากรณ์ล่วงหน้าที่บอกว่า กำลังมีอีกหนึ่งความตายใกล้เข้ามา

ตัดต่อโดย Graeme Clifford นี่คือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนัง แต่ในปีที่ฉายนั้นกลับไม่ได้รับรางวัลอะไรเลย เป็นไปได้ยังไง! นอกจากการตัดต่อที่เชื่อมความต่อเนื่องระหว่างงานภาพแล้ว หนังยังมีการตัดสลับไปมาระหว่างสองเหตุการณ์ที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะฉาก Sex Scene อันลือลั่น ที่ทำการตัดสลับระหว่างการมี Sex ที่เร่าร้อน กับพวกเขาทั้งสองกำลังแต่งตัวเพื่อออกไปกินข้าวเย็น ความหมายของฉากนี้ Sex คือความใกล้ชิดของคนสองคนที่กลายเป็นหนึ่ง ส่วนการแต่งตัวคือแยกออกจากกัน ความแตกต่าง การเป็นตัวตนของตนเอง

ในฉาก Sex Scene ผมเกิดคำถามขณะดู ว่ามันจำเป็นต้องให้เร่าร้อน รุนแรงขนาดนั้นด้วยหรือ? นี่ต้องดูหนังจนจบถึงจะตอบได้ว่า จำเป็นนะครับ เพราะนี่เป็นฉากที่ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครของ Sutherland และ Christie มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากๆ สัมผัสได้ราวกับว่าเป็นคู่รักที่แต่งงานกันจริงๆ นี่ทำให้เวลาใครคนหนึ่งมีปัญหา อีกคนจะวิตกกังวล เป็นห่วงเป็นใยอย่างลึกซึ้ง, Sex ที่รุนแรง แสดงถึงความความสัมพันธ์ของทั้งคู่แนบแน่นเป็นที่สุด, มีนักวิเคราะห์มองว่าฉากนี้สามารถมองได้ถึง การมี Sex นับครั้งไม่ถ้วนของพวกเขา เพราะการตัดสลับที่เหมือนว่า เสร็จแล้วเริ่มใหม่ วนเวียนซ้ำๆระหว่างมี Sex กับแต่งตัวอยู่หลายหน ถึงเราจะเห็นเหมือนพวกเขามี Sex กับแค่ครั้งเดียว แต่นัยยะการตัดต่อแบบนี้ หมายถึงตลอดเวลา หลายครั้ง นับไม่ถ้วน

ผลลัพท์ของการต้องมีฉากนี้ ทำให้หนังถูกแบนห้ามฉายในหลายประเทศทันที หรือไม่ก็จัดเรต X, ในอเมริกา MPAA ได้ขอให้ Roeg ตัดฉากที่เห็นการเคลื่อนไหวที่เหมือนการร่วมเพศออก ซึ่ง Roeg ยอมตัด 4 ฉาก ได้ฉายในเรต R, ผมว่า นี่น่าจะคือเหตุผลหนึ่งที่หนังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าไหร่จากงานประกาศรางวัลทั้งหลาย ไม่ได้เข้าชิง Oscar สักสาขา ได้เข้าชิง 7 BAFTA Award แต่ได้แค่ 1 รางวัล ยุคสมัยนั้น กับเรื่องพรรค์นี้ ยังคงเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนไหวมาก

เพลงประกอบโดย Pino Donaggio ที่เป็นชาวเวนิสและเป็นนักร้องชื่อดังในอิตาลีขณะนั้น กระนั้น Donaggio ไม่เคยทำเพลงประกอบหนังมาก่อน, วันหนึ่งระหว่างโปรดักชั่น โปรดิวเซอร์หนังได้พบกับ Donaggio โดยบังเอิญ แล้วเชื่อในโชคชะตาที่จับพลัดพลูมาพบกัน เลยชักชวนให้มาทำเพลงประกอบหนัง, ขณะนั้น Donaggio หาได้สนใจทำเพลงประกอบหนังไม่ จนกระทั้งได้พบกับผู้กำกับ Roeg ที่เห็นด้วยกับโปรดิวเซอร์ และต้องการทำอะไรใหม่ๆที่เพิ่มความท้าทายให้กับหนัง Donaggio เลยยอมตกลง, นอกจากประพันธ์เพลงแล้ว เขายังเป็นคนเล่นเปียโนประกอบเองด้วย แต่ใช่ว่าฝีมือเปียโนจะยอดเยี่ยมเท่าไหร่ กระนั้นผลลัพท์กลับออกมาดีเบิศ เพราะได้สร้างบรรยากาศความไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจให้กับหนังได้อย่างลงตัว, ในฉาก Sex Scene เดิมทีนั้น Donaggio วางแผนจะใช้ Orchestral เต็มวง แต่ผู้กำกับ Roeg รู้สึกว่ามันเว่อไป (งบจำกัดด้วย) สุดท้ายจึงเหลือแค่ส่วนผสมของเปียโน ฟลุต กีตาร์ และเบส นี่ทำให้ฉากนี้หวานมากๆ และการไม่มีเสียงซีดซ๊าด โอ๊กอ๊าก (ฉากนี้เพลงประกอบล้วนๆ) คอยขัดจังหวะ มันเลยกลายเป็น Sex Scene ที่มีความ Romantic มากกว่า Erotic (แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่ามันโคตร Erotic ก็เถอะ แต่ผมว่าเป็นมันเป็นศิลปะที่เหนือกว่ากามารมย์)

หลังจากหนังเรื่องนี้ Donaggio ก็ได้ตัดสินใจเลิกอาชีพนักร้อง กลายเป็นนักประพันธ์เพลงประกอบหนังเต็มตัว และได้กลายเป็นคอมโพเซอร์ขาประจำของ Brian De Palma และมักจะให้เครดิต Nicolas Roeg ที่ทำให้เขาค้นพบตัวเองเสมอ และแสดงความต้องการอยากทำงานกับ Roeg อีก (แต่เหมือนจะไม่ได้รับโอกาสนั้น)

สัมผัสที่ 6, นิมิต, ลางสังหรณ์, สัญชาติญาณ ในมุมหนึ่งคำพวกนี้ก็มีความหมายแบบเดียวกัน ต่อสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่สามารถอธิบายได้ ถ้าฉันทำแบบนี้จะรู้สึกไม่ดีแน่ หรือ ฉันต้องทำแบบนี้ให้ได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น, มนุษย์เรามีการเลือกรับ ตีความกับสิ่งเหล่านี้ต่างกันออกไป บ้างก็เชื่อทันทีและทำไปโดยไม่เคยพิจารณา บ้างก็หัวชนฝาไม่คิดไม่ทำแน่นอน แต่ว่ากันจริงๆ การกระทำกว่า 90% ของมนุษย์ ล้วนโดยสันชาติญาณทั้งนั้น และมักไม่รู้ตัวด้วย เช่น เวลาคันก็ยกมือเกา คงมีน้อยมากๆที่พอคัน จะมาคิดว่า เกาไหม หรือไม่เกา ถ้าไม่ใช่สิ่งที่มีผลกระทบต่อตัวเองหรือบางสิ่งบางอย่าง ก็คงไม่มีใครมาเสียเวลาคิดเรื่องบางเรื่องให้เปลืองสมองหรอก เมื่อยก็ขยับ หิวก็กิน ปวดฉี่ก็เข้าห้องน้ำ นี่ต้องใช้การคิดด้วยเหรอ?

ผมคิดว่าเหตุผลที่พระเอกตามคนสวมชุดแดงไปในช่วงท้าย เพราะความต้องการที่จะหาคำตอบ เพื่อยืนยันความเชื่อ ความคิดของตัวเอง ในความสับสนที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตน อะไรจริงอะไรเท็จ ครั้งนี้ต้องขอพิสูจน์ให้รู้ให้ได้คำตอบ, ถือเป็นความโชคร้ายของเขาที่ได้พบกับ… เรียกว่าโชคชะตาเล่นตลก คงถึงเวลาของเขาจริงๆ ไม่งั้นคงไม่มาเจออะไรแบบนี้แน่, ตอนจบแบบนี้ของหนัง มันกระชากใจคนดูพอสมควร ก็นึกว่าทุกสิ่งอย่างจะเป็นไปด้วยดี แต่กลายมาเป็นว่าหลอน! เลยมีนักวิจารณ์หลายคนมองว่า นี่เป็นต้นแบบหนังประเภท Horror ด้วย (ผมไม่มองเช่นนั้นนะ แต่ก็ใส่ Horror ลงไปใน Tag ด้วย) นัยยะของมัน ผมว่าอาจไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นผลลัพท์ของนิมิตที่มีมาตั้งแต่ต้นเรื่องเท่านั้น หรือถ้ามองว่าเป็นการไม่เชื่อใน ESP ของพระเอก ผมว่ามันก็ดูจะโหดร้ายไปหน่อย (แบบที่ Sutherland พูดว่าไม่ชอบตอนจบ เพราะมันเหมือนบอกกลายๆว่า ESP เป็นสิ่งที่ควรเชื่อ มากกว่าให้ตั้งคำถามว่า ควรเชื่อไม่ควรเชื่อ)

กับชื่อหนัง Don’t Look Now นี่เป็นชื่อที่น่าพิศวงมาก ผมคิดว่าคือช่วงนิมิตสุดท้ายของ John ‘อย่าเพิ่งมองในตอนนี้’ นี่น่าจะคือเสียงตะโกนเรียกของ Laura และ Christine ที่พยายามเรียกไม่ให้พ่อตามนิมิตไป เพราะสุดท้ายเขาจะ…

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ต่อแนวคิดของหนังกับคำถาม ถ้ามีใครไม่รู้มาเตือนว่า ‘ให้ระวังตัวไว้จะมีอันตราย’ เป็นคุณจะเชื่อหรือเปล่า? กับคนไทยเชื่อว่าส่วนใหญ่จะ ‘เชื่อ’ ไว้ก่อน เพราะเราเป็นชาวพุทธที่ค่อนข้างเชื่อเรื่องแนวลี้ลับแบบนี้อยู่แล้ว เป็นผมก็เชื่อนะครับ คิดแล้วขนลุก ว่าไปก็เคยเจอกับตัวลักษณะนี้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เตือนว่าจะมีอันตราย เป็นเตือนอย่างอื่น กระนั้นนี่ไม่ใช่กับคนยุโรป อเมริกา เรื่องพรรค์นี้คนส่วนใหญ่จะ ไม่เชื่อ ตราบใดที่ไม่เจอเข้ากับตัวเองก็ไม่เอามาคิดให้หนักหัวหรอก, สิ่งหนึ่งที่ผมตระหนักได้จากการดูหนังเรื่องนี้คือ กับคนที่เขาเตือนเรา คงจะต้องมั่นใจว่า เรารับฟังเขาจริงๆ ถ้าไม่เขาคงไม่เตือนให้เสียเวลาหรอก ใครก็ไม่รู้ไม่ใช่เรื่องเขาเรา และเรื่องที่เขาเตือน ก็ควรจะพิจารณาให้มากนะครับ เดี๋ยวนี้คนหลอกลวงมีเยอะ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า กับคนที่อยู่ดีๆมาเตือนเรา เขาไม่หวังอะไรตอบแทนทั้งนั้น (พวกหวังผลตอบแทนนี่แหละ ตัวหลอกลวงเลย) ซึ่งถ้าเราเกิดอันตรายแล้วรอดพ้นหรือตระหนักขึ้นมาได้ นั่นแหละเราถึงค่อยตอบแทนเขา อยากให้เท่าไหร่ก็ตามศรัทธา นี่แหละครับถึงจะเหมาะสมที่สุด

นี่เป็นหนังที่ผมหลงรักตั้งแต่นาทีแรกของหนัง ประมาณการตัดต่อเปลี่ยนซีนครั้งที่สอง สังเกตเห็นการตัดสลับจากช็อตหนึ่งไปอีกช็อตหนึ่ง โดยผ่านวัตถุที่มีความหมาย/ลักษณะคล้ายๆกัน นี่ถ้าเป็นแบบนี้ทั้งเรื่องจะสุดยอดมากๆ, Sequence แรกผ่านไป ก็ยืนยันความเชื่อนี้เลยว่า หนังทั้งเรื่องต้องเป็นแบบนี้ ถือเป็นความประทับใจแรกต่อหนังที่ดีสุดๆไปเลย น่าเสียดายเรื่องราวของหนัง ไม่ได้ทำให้ผมเกิดความประทับใจไปได้มากกว่านี้ จนพลาดโอกาสกลายเป็นหนังเรื่องโปรดเรื่องใหม่ไปนิดเดียวเอง

คิดว่าหนังดูยากพอสมควรนะครับ เลยจัดระดับความยากที่ Professional ผมดูหนังเรื่องนี้แทบจะเข้าใจโดยทันที ทุกสัญลักษณ์ ภาษาของภาพยนตร์ นี่เป็นสิ่งที่อาจต้องใช้ประสบการณ์ในการดูหนังพอสมควรถึงจะสามารถเข้าใจหนังได้โดยไม่ต้องคิดวิเคราะห์อะไรมาก ซึ่งคงเป็นความท้าทายของผู้ชมโดยทั่วไป ถ้าต้องการดูหนังให้เข้าใจ มันมีอะไรให้ขบคิดเยอะเลย ถ้าดูครั้งแรกแล้วยังเข้าใจไม่ได้ก็อย่าเพิ่งฝืนนะครับ เอาเวลาไปเก็บประสบการณ์ ดูหนังเพิ่มอีกสัก 100-200 เรื่อง เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาก็จะเห็นความน่าสนเท่ห์สุดๆของหนังเรื่องนี้ได้

แนะนำกับคอหนังแนวเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ (Occult) แนวระทึกตื่นเต้น (Thriller) ผสมผสานจิตวิทยา, แนะนำกับจิตแพทย์ นักวิทยา วิเคราะห์ สังเกตพฤติกรรมของครอบครัวที่มีปัญหา, นักปรัชญา ศาสนา นักโบราณคดี และนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในเมือง Venice

แนะนำอย่างอย่างยิ่งกับนักเรียน คนทำงานสายภาพยนตร์ ศึกษาโดยเฉพาะการถ่ายภาพและตัดต่อ

จัดเรต 15+ แม้ฉาก Love Scene จะโจ่งครึ่มขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายกว่านี้, ประเด็นความเชื่อใน Occult ต่างหากที่น่าวิตก

TAGLINE | “Don’t Look Now ของ Nicolas Roeg ท้าทายความคิดของมนุษย์กับความเชื่อในสิ่งลึกลับ สุดยอดทั้งงานภาพ ตัดต่อ และการแสดงของ Donald Sutherland กับ Julie Christie”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of