Don’t Torture a Duckling (1972)

Don't Torture a Duckling

Don’t Torture a Duckling (1972) Italian : Lucio Fulci ♥♥♥♥♡

การหยอกล้อ กลั่นแกล้งบุคคลผู้ไม่มีทางสู้ ครุ่นคิดว่าเขาคงไม่สามารถทำอะไรเราได้ แต่โดยไม่รู้ตัวสักวันหนึ่งอาจถูกหวนกลับมาล้างแค้น ไล่ล่าเข่นฆ่า หัวเราะทีหลังดังกว่า, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ส่วนใหญ่ของหนังแนว Giallo เท่าที่รับชมมาหลายๆเรื่อง แทบจะค้นหาสาระอะไรไม่ได้นอกจากความบันเทิง งดงามด้วยศาสตร์ศิลปะทุนสร้างต่ำ แต่อาจต้องเว้นไว้หนึ่งกับ Don’t Torture a Duckling เป็นภาพยนตร์ทรงคุณค่ามากๆ เมื่อหญิงสาวผู้หนึ่งถูกสังคมรุมประชาทัณฑ์เพราะครุ่นคิดว่าคืออาชญากร แต่ภายหลังกลับพบว่าเธอเป็นเพียงแพะรับบาป! และตัวจริงของฆาตกร แฝงนัยยะอย่างลึกซึ้งจนต้องยืนปรบมือให้

ถ้าผมเลือก Alternate Title เปลี่ยนชื่อหนังได้ นอกจาก Don’t Torture a Duckling อยากตั้งให้ว่า “Wolf in sheep’s clothing” อ้างจากคำสอนพระเยซูคริสต์ ปรากฎในคัมภีร์ไบเบิ้ล พันธะสัญญาใหม่ พระวรสารนักบุญมัทธิว 7:15

Beware of false prophets, which come to you in sheep’s
clothing, but inwardly they are ravening wolves.

Lucio Fulci (1927 – 1996) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่กรุงโรม โตขึ้นร่ำเรียนหมอแต่ได้งานเป็นนักวิจารณ์ศิลปะ ต่อมาผันตัวมาสร้างสารคดี เขียนบท แสดงตลก กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก I Ladri (1959), เริ่มมีชื่อเสียงกับ One on Top of the Other (1969)

Fulci เป็นผู้กำกับที่ไม่จำกัดตนเองอยู่แนวใดหนึ่ง เริ่มอาชีพจาก Comedy ตามด้วย Spaghetti Western, Adventure, Science Fiction และ Erotica แต่ได้รับการจดจำสูงสุดจาก Giallo กับ Horror จนได้รับฉายา ‘The Godfather of Gore’ อาทิ A Lizard in a Woman’s Skin (1971), Don’t Torture a Duckling (1972), The Psychic (1977), Zombie Trilogy, City of the Living Dead (1980), The Beyond (1981) ฯ

“Cinema is everything to me. I live and breathe films — I even eat them!”

– Lucio Fulci

สำหรับ Don’t Torture a Duckling ร่วมงานกับ Roberto Gianviti และ Gianfranco Clerici พัฒนาบทภาพยนตร์โดยเลือกพื้นหลังชนบทห่างไกล Accendura, ตอนใต้อิตาลี แม้ทางด่วนตัดผ่าน ความเจริญทางด้านวัตถุแพร่ขยายอิทธิพลมาถึง แต่ด้านจิตใจของผู้คน ยังคงเสื่อมทรามล้าหลังไม่ได้รับการพัฒนาใดๆ

เรื่องราวเริ่มต้นที่เด็กชายสามคน Bruno, Michelle และ Tonino ถูกฆาตกรรมเสียชีวิตอย่างเลือดเย็น สร้างความเศร้าโศกสลดเสียใจให้ทุกผู้คนในเมือง Accendura หน่วยงานตำรวจท้องถิ่นนำโดย Captain Modesti (รับบทโดย Ugo D’Alessio) จึงออกติดตามล่าค้นพบผู้ต้องสงสัย
– คนแรกคือ Giuseppe Barra (รับบทโดย Vito Passeri) โจรกระจอกที่ชื่นชอบการถ้ำมอง (Peeping Tom) แค่บังเอิญพบศพเด็กชายคนหนึ่ง โทรศัพท์เรียกร้องค่าไถ่จากครอบครัว ถูกจับได้รับคำตัดสินโทษจำคุก
– ถัดมาคือนางแม่มด La Magiara (รับบทโดย Florinda Bolkan) เธอสูญเสียลูกชายทารกไม่สมประกอบ ฝังร่างไว้บริเวณเนินเขา ถูกเด็กๆสามคนดังกล่าวเข้ามาขุดคุ้ยสร้างความรำคาญ โกรธเกลียดต้องการแก้แค้นเลยใช้เวทย์มนต์ ศาสตร์มืด ตุ๊กตาวูดู ทิ่มแทงทำร้าย ปากอ้างรับผิดว่าตนเองเป็นฆาตกรแต่เรื่องพรรค์นี้ไร้หลักฐาน จริงเสียทีไหน แต่เมื่อตำรวจปล่อยตัว กลับโดนชาวเมืองรุมประชาฑัณฑ์จนเสียชีวิต

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความสนใจให้นักข่าวหัวหมอ Andrea Martelli (รับบทโดย Tomas Milian) เดินทางมาร่วมค้นหาฆาตกร พบเจอสนิทสนมกับหญิงสาวสวยสุดเซ็กซี่ Patrizia (รับบทโดย Barbara Bouchet) และยังมีบาทหลวง Don Alberto Avallone (รับบทโดย Marc Porel) ที่ก็สนิทสนมกับเด็กๆกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ใครกันคือฆาตกร? ฆ่าเพื่ออะไร? และผลลัพท์สุดท้ายเป็นเช่นไร?

Florinda Bolkan ชื่อเกิด Florinda Soares Bulcão (เกิดปี 1941) โมเดลลิ่ง นักแสดงสัญชาติ Brazillian เกิดที่ Uruburetama ก่อนหน้าเข้าสู่วงการทำงานเป็น Flight Inspector ให้สายการบิน Varig ขณะพักอาศัยอยู่ในอิตาลีได้รับการค้นพบโดยผู้กำกับ Luchino Visconti ผลักดันส่งเสริมให้กลายเป็นนางแบบ แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Candy (1968), ผลงานเด่นๆ อาทิ Una ragazza piuttosto complicata (1968), Metti, una sera a cena (1969), Investigation of a Citizen Above Suspicion (1970), Anonimo Veneziano (1970), Una Breve Vacanza (1973) ฯ

รับบทนางแม่มด La Maciara ผู้มีความเคียดแค้นฝังหุ่นต่อเด็กชายทั้งสามคน เพราะไปรบกวนสถานที่ฝังศพลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ก็ไม่รู้ศาสตร์มืด ตุ๊กตาวูดูที่ตั้งใจล้างแค้นสำเร็จผลประการใด แต่เมื่อได้ยินข่าวพวกเขาสูญเสียชีวิต ก็แสดงความคลุ้มคลั่งภาคภูมิดีใจ หัวเราะอย่างเสียสติแตกกับผลกรรมของเด็กเวรเหล่านั้น หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากตำรวจ ถูกรุมล้อมลงประชาทัณฑ์ มุมหนึ่งเป็นการตายที่สาสมควรแก่กรรม แต่อีกด้านก็น่าสงสารเห็นใจ คงโทษเป็นความผิดใครไม่ได้นอกจากตัวตนเอง

บทบาทของ Bolkan แม้ปรากฎตัวเพียงแค่องก์เดียว แต่เ่ออล้นเต็มศักยภาพสามารถ แสดงความเกรี้ยวกราด คลุ้มคลั่ง เสียสติแตก ด้วยสันชาติญาณแรงผลักดันจากภายใน ว่าไปพลังวิญญาณไม่ย่อหย่อนกว่า Anna Magnani หรือ Clara Calamai

Barbara Bouchet ชื่อเกิด Barbara Gutscher (เกิดปี 1943) โมเดลลิ่ง นักแสดงหญิง สัญชาติ German เกิดที่ Reichenberg, Sudetenland (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐ Czech) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวอาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพลี้ภัย ก่อนย้ายมาปักหลักที่ California ตามด้วย San Francisco โตขึ้นได้งานเป็นนักเต้นออกรายการโทรทัศน์ The KPIX Dance Party รับถ่ายแบบนิตยสาร Playboy ย้ายมา Hollywood เพื่อเข้าสู่วงการภาพยนตร์ มีชื่อเสียงจากบท Miss Moneypenny เรื่อง Casino Royale (1967), Don’t Torture a Duckling (1972), The Scarlet and The Black (1983), Gangs of New York (2002) ฯ

รับบท Patrizia สาวหัวขบถ สวยเซ็กซี่ เคยยุ่งเกี่ยวกับเพื่อนติดยา จนถูกพ่อสั่งกักบริเวณให้อาศัยอยู่ Accendura ชีวิตวันๆอยู่อย่างเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ ไม่สนคำครหาใดๆของใครทั้งสิ้น หลังจากสนิทสนมกับ Andrea Martelli ถูกเพ่งเล็งกลายเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ก็ค้นพบเงื่อนงำบางอย่างจนสามารถติดตามค้นพบฆาตกรตัวจริงได้สำเร็จ

ผมว่าไม่มีใครสนใจการแสดงของ Bouchet สักเท่าไหร่หรอกนะ พบเจอช็อตยั่วภาพแรกนี้เข้าไปก็น้ำลายสลอไม่คิดมองอย่างอื่น แต่โดยรวมก็ถือว่าใช้ได้แหละ เต็มไปด้วยความหงุดหงิด เหนื่อยหน่าย รำคาญชีวิต(และผู้คน/สังคม) ซึ่งพอค้นพบความน่าสนใจของคดีฆาตกรรม อะไรๆก็ดูตื่นเต้นสนุกสนานในสายตาเธอขึ้นมา

แซว: แฟชั่นเสื้อผ้าของตัวละครนี้ มีความเลิศหรูหรา ไฮโซโมเดิร์น แฟชั่นนำเทรนด์มากๆ กระโปรงขาสั้น รัดติ้ว วับวอมแวม เดินในหมู่บ้านชนบทโบราณล้าหลังเช่นนี้ เอาจริงๆเรียกว่านางแม่มด(คนหัวขบถ นอกรีตรอย)ได้เช่นกัน

Tomas Milian (1933 – 2017) นักแสดงสัญชาติ Cuban เกิดที่ Havana พ่อเป็นนายพลทหารที่ภายหลังถูกจับติดคุกฆ่าตัวตาย เป็นเหตุให้อพยพหนีย้ายมาอยู่อเมริกา หลังพบเห็นการแสดงของ James Dean เรื่อง East of Eden (1955) ตัดสินใจแน่วแน่ ร่ำเรียนการแสดงที่ Actors Studio ลูกศิษย์ของ Lee Strasberg ได้รับการค้นพบโดย Mauro Bolognini แสดงภาพยนตร์บทสมทบหลายเรื่องแต่ก็ไม่โด่งดังสักเท่าไหร่ จนกระทั้งข้ามมาอิตาลีแสดงหนัง Spaghetti Western ระดับพลุแตกเลยทีเดียวกับ The Big Gundown (1966), The Ugly Ones (1967), Face to Face (1967), Django Kill… If You Live, Shoot! (1967) ฯ ผลงานขายการแสดง อาทิ Time of Indifference (1965), Don’t Torture a Duckling (1972), La Luna (1980), JFK (1991), Amistad (1997), Traffic (2000) ฯ

รับบท Andrea Martelli นักข่าวหนุ่มจอมจุ้น ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน เป็นคนแรกที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับโจรลักพาตัวเด็กชายคนแรก พบเห็นความผิดปกติของหญิงสาว Patrizia โดยไม่รู้ตัวกลายเป็นพระเอกต่อสู้กับฆาตกรโรคจิต เปิดโปงฉีกหน้ากากความชั่วร้ายของหมอนั่นออกมา

ถ้าตอนจบตัวละครนี้ไม่ได้ต่อสู้กับฆาตกร คงไม่มีใครคิดว่าหมอนี่เป็นพระเอกแน่ๆ ภาพลักษณ์ของ Milian คือพระรอง/บทสมทบ สร้างสีสันคือโผล่หน้าปรากฎกาย ‘เสือก’ ไม่เข้าเรื่อง และเพราะความดื้อรั้นต้องการหาคำตอบ กลายเป็นแรงผลักดันให้ตอนจบได้ทำบางสิ่งสนองความใคร่รู้มากของตนเอง

สังเกตว่านักแสดงมาจากหลายสัญชาติ แทบไม่มีใครซ้ำกันเลย! คงเพราะโปรเจคนี้เป็นการร่วมทุนสร้างจากหลายๆแหล่ง ซึ่งก็ได้ส่งตัวนักแสดงในสังกัดมาเข้าร่วม เรียกได้ว่าเป็นหนังรวมดารา Ensemble Cast โดยแท้

ถ่ายภาพโดย Sergio D’Offizi สัญชาติอิตาเลี่ยน ผลงานเด่น อาทิ Don’t Torture a Duckling (1972), Cannibal Holocaust (1980), Il marchese del Grillo (1981) ฯ

นอกจากทิวทัศนียภาพสวยๆของ Accendura เมืองชนบทเล็กๆทางตอนใต้ของอิตาลี ความโดดเด่นของการถ่ายภาพเต็มไปด้วยเทคนิคตระการตาพอสมควร อาทิ Dutch Angle, Deep Focus, ซูมเข้า-ออก, แพนนิ่ง, จัดวางตำแหน่งตัวละคร ฯ ขณะที่การเลือกใช้สีจะไม่ฉูดฉาดนัก เน้นความกลมกลืนเป็นหลัก แต่ฉบับปกติกับ Remaster จะพบเห็นความแตกต่างกันพอสมควรทีเดียว

Dutch Angle มุมเอียง พบเห็นอยู่หลายทีเดียว มักในขณะตัวละครตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด กดดัน บีบคั้น ถูกเค้นคำตอบจากตำรวจ (พบเห็นทั้งสามครั้งจาก Giuseppe Barra, La Maciara และ Patrizia) หรือขณะ Andrea Martelli ต่อสู้กับฆาตกรช่วงท้าย

เทคนิค Deep-Focus ด้วยเลนส์ Split-Focus Diopter เพื่อให้ภาพจากสองระยะใกล้-ไกล มีความคมชัดกริบทั้งคู่ โดยตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างจะมีความเบลอพอสมควร เพราะเป็นรอยต่อระหว่างสองเลนส์

ช็อตลักษณะนี้มักสื่อความหมายถึงตัวละครที่อยู่เบื้องหน้า ถือไพ่ต่อรองเหนือกว่าบุคคลผู้อยู่ด้านหลัง ในที่นี้คือตำรวจกำลังซักทอดถามถึงเรื่องราวของหญิงสาวด้วยความใครรู้ ยังไม่ใช่มองเธอว่าคือผู้ต้องสงสัยจริงๆ

การปรับโฟกัสสลับไปมาก็เช่นกัน แสดงถึงความสนใจ-ไม่สนใจ ในการสนทนาระหว่างตัวละคร

ผมไม่แน่ใจการใช้เลนส์ช็อตมุมกว้างนี้เท่าไหร่ พบเห็นหลายครั้งทีเดียว อาทิ ขณะลุมล้อมจับแม่มด, สุสานที่ถูกประชาทัณฑ์ ฯ สังเกตว่าขอบด้านข้างจะมีความเบลอๆกว่าตรงกลางที่คมชัดกว่า ให้สัมผัสอันบูดบิดเบี้ยว อัปลักษณ์พิศดาร (คือไม่แน่ใจว่าเกิดจากเลนส์นูน หรือเลนส์ Wide หรือเลนส์สั่งทำพิเศษ)

กับช็อตนี้ที่สุสานบนเนินเขา พบเห็นรูปปั้นเทวทูต/ไม้กางเขน/ป้ายสุสาน เรี่ยราดกองทิ้งบนพื้นดิน ซึ่งการใช้เป็นสถานที่รุมประชาทัณฑ์นางแม่มด ถูกต่อยเตะ ฟาดฟัน เฆี่ยนตี สะท้อนด้านมืดของศาสนา การกระทำสมัยก่อน (ที่ไล่ล่า เผาแม่มดตายทั้งเป็น) เป็นสิ่งป่าเถื่อน ไร้อารยะธรรม นอกรีตประเพณี ถูกต้องเหมาะสม มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง

สังเกตจากภาพหลายๆช็อตที่ผมนำมานี่ จะพบเห็นการจัดวางองค์ประกอบอย่างหนึ่งโดดเด่นชัดมากๆ นั่นคือ Close-Up ใบหน้าสองตัวละครซ้าย-ขวา (ชัดทั้งคู่ระดับเดียวกัน, ชัดทั้งคู่ต่างระดับ, มุมเอียง, ชัด-เบลอสลับไปมา) เชื่อว่าผู้กำกับคงรับอิทธิพลจาก Ingmar Bergman ไม่มากก็น้อย ใช้ให้ใบหน้าของนักแสดงเป็นผู้เล่าเรื่อง ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจออกมา

อย่างช็อตนี้คือการเค้นสัมภาษณ์ ซักถามข้อมูลบางอย่างระหว่างผู้บัญชาการตำรวจ กับหญิงสาว Patrizia ระยะประชิดขนาดนี้ แสดงถึงการบีบคั้น จริงจัง ต้องให้ได้คำตอบที่น่าพึงพอใจเท่านั้น

ผมคิดว่า Donald Duck เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา (ของเด็ก) เป็ดขี่เหร่ที่ถึงทำอะไรผิดพลาดพลั่งต่างๆนานา ก็ยังได้รับการยกโทษให้อภัย (เพราะถือว่ายังเป็นเด็กน้อย ไม่รู้ประสีประสาต่อโลก) ซึ่งเมื่อไหร่ใครก็ตามทำร้ายสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกตนนี้ให้มีอันเป็นไป ก็เท่ากับว่านรกส่งให้มาเกิดแท้ๆ

มีสำนวนไทยหนึ่ง “ทำได้อย่างเป็ด” หมายถึง ทำได้ทุกสิ่งอย่าง กลับไม่เป็นเลิศสักอย่าง เพราะเป็ดเป็นสัตว์ที่มีปีกแต่บินไม่ได้ ลอยตัวบนผิวน้ำแต่ให้ดำลึกจมลงไปเองไม่ได้ จิกก็ไม่เจ็บ ราวกับลูกผสมระหว่างไก่กับนก เนื้ออร่อยอย่างเดียว

ตอนผมเห็นช็อตนี้ครั้งแรก นึกถึง Ran (1985) ของผู้กำกับ Akira Kurosawa แต่มาฉุกคิดขึ้นได้ว่าเรื่องนี้สร้างขึ้นก่อนนี่หว่า…

ก่อนหน้านี้หนังจะนำเสนอแต่ระยะใกล้-ไกล แต่นั้นไม่ทำให้พวกเขาค้นพบเจอตัวฆาตกร นี่เป็นครั้งแรกครั้งเดียวกับความสูง-ต่ำ ซึ่งตัวละครที่อยู่ด้านบนคือบาทหลวง ย่อมสื่อถึงวิทยฐานะสูงส่งกว่าในแง่ของความเคารพนับถือทางสังคม แต่กลับกลายเป็นว่า…

นี่เป็นอีกช็อตของมุมเอียง Dutch Angle เพื่อสะท้อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพนี้ คือความวิปริตผิดมนุษย์มนา ใครๆต่างเชื่อว่าศาสนาเป็นสิ่งถูกต้อง แต่…

นี่เป็นการจบที่เจ๋งมากๆจนต้องปรบมือให้กับความหาญกล้า ประกายแสงเล็กๆที่เกิดขึ้นพร้อม Sound Effect ฉีกกระดาษ มันคือการปอกลอก ถอกเอาใบหน้า ตัวตนแท้จริงของคนที่สวมหน้ากากปกปิดบัง “Wolf in sheep’s clothing” เปิดเผยออกมาระหว่างถูกฉุดคร่าจากสูงลงต่ำสู่ขุมนรก

ตัดต่อโดย Ornella Micheli, หนังไม่ได้เล่าเรื่องผ่านมุมมองตัวละครไหน แต่สามารถถือได้ว่าเมือง Accendura คือจุดหมุนของเรื่องราว

แม้หนังจะบอกผู้ชมเลยว่ามีสององก์ ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง แต่ผมว่าแบ่ง 3 องก์ แบบนี้จะเข้าใจง่ายกว่า
– องก์ 1 เรื่องราวการฆาตกรรมเด็กชายสามคน แพะคนแรกคือ Giuseppe Barra จบที่การถูกส่งตัวไปคุมขังคุก
– องก์ 2 เมื่อมีการฆาตกรรมที่สี่ แพะคนใหม่คือนางแม่มด La Maciara จบที่การเสียชีวิต
– องก์ 3 การฆาตกรรมยังมีต่อเนื่อง แพะรายต่อไปคือ Patrizia แต่เธอก็ดิ้นรนไปจบพานพบเจอฆาตกรตัวจริง

ช่วงท้ายของหนัง เมื่อฆาตกรตัวจริงได้รับการเปิดเผย และเผด็จศึกด้วยการถูกฉุดคร่าให้ตกหน้าผาลงมา จะมีการระลึกย้อนอดีต Flashback สรุปการตายของเด็กๆทุกตัวละครในรูปแบบ Slow-Motion ตัดสลับกับขณะที่ถูกโขดหินถากถางใบหน้า เปิดเผยตัวตนแท้จริงออกมา

เพลงประกอบโดย Riz Ortolani (1926 – 2014) สัญชาติอิตาเลี่ยน ผลงานเด่น อาทิ Mondo cane (1962), The Yellow Rolls-Royce (1964), Buona Sera, Mrs. Campbell (1968), Madron (1970) ฯ ซึ่งเขาได้นำบางท่วงทำนองจากหนังเรื่องนี้ ไปใส่ในภาพยนตร์ชิ้นเอก Cannibal Holocaust (1980)

ราวกับ Sound Effect ที่บ่งบอกถึงภยันตรายกำลังย่างกายเข้ามาหา สะท้อนกึกก้องด้วยจังหวะ ‘Echo’ ตามด้วยเสียงไวโอลินค่อยๆเร่งเร้าสัมผัส เปิดโสตประสาททั้ง 5-6 ชวนให้ขนลุกขนพอง สยอง หลอกหลอน น่าสะพรึงกลัวเสียกระไร จากนั้นเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความลึกลับ น่าพิศวงสงสัย อะไรคือสิ่งหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังเงามืดมิด

เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองอันนุ่มนวล เชื่องช้า เสียงไวโอลินค่อยๆนำพาจิตวิญญาณให้ล่องลอยออกสู่ผืนธรรมชาติ ชนบทที่กว้างใหญ่ไพศาล เสียงกลองค่อยๆแทรกตัวดังขึ้นทีละเล็กละน้อย ฟังดูไม่เข้ากันแต่เปรียบราวกับโลกยุคสมัยใหม่กำลังคืบคลานเข้ามา จนในที่สุดเมื่อถึงจุดๆหนึ่งจึงสามารถผสมประสานเข้าร่วมรวมตัวกันอย่างกลมกล่อม ดำเนินต่อไปข้างหน้าจนถึงจุดสิ้นสุด

บทเพลง Quei giorni insieme a te (แปลว่า Those days with you) ขับร้องโดย Ornella Vanoni อาจทำให้หลายคนได้น้ำตาร่วงเล็ดไหลริน ตรงกับช่วงขณะที่นางแม่มดกำลังถูกรุมประชาทัณฑ์, ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงรับรู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เธอไม่มีทางเป็นฆาตกรเข่นฆ่าเด็กๆทั้ง 3-4 คนนั้นแน่ๆ แต่กลุ่มมนุษย์ที่แสนโง่เขลาเบาปัญญานั้น กลับหลับหูหลับตาเชื่อในสิ่งไร้มูลความจริง ศาสนา พระผู้เป็นเจ้าก็เช่นกัน

ใจความของบทเพลงนี้ สะท้อนห้วงความคิดของนางแม่มด ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางกายครั้งนี้ เทียบไม่ได้กับที่ตนเคยประสบพบมากับตัว เมื่อครั้นลูกน้อยสุดที่รักของตนเองสิ้นลมตายจากไป ไม่กี่วันตอนนั้นคือช่วงเวลาสุขใจที่สุดในชีวิตของแม่คนนี้แล้ว

คงไม่ผิดอะไรจะบอกว่า Don’t Torture a Duckling คือภาพยนตร์แนว Anti-Christian ต่อต้านคริสตจักรแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่ตอนจบตัวจริงของฆาตกร แต่ยังนำเสนอพิธีกรรมไล่ล่าแม่มด, สังคมรุมประชาทัณฑ์ ฯ ซึ่งล้วนเกิดจากความเชื่อทาง ‘ศาสนา’ มีมาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน เสี้ยมสั่งสอน ปลูกฝัง ชี้ชักนำผู้คนให้ปฏิบัติต่อคนนอกรีตอย่างไร้ซึ่งหลักมนุษยธรรม พิลึกพิลั่นว่าปัจจุบันยุคสมัยนี้ ศาสนาดังกล่าวกลับยังมีคนนับถือมากที่สุดในโลก

การมาถึงของทางด่วน เทคโนโลยี ความเจริญโลกยุคสมัยใหม่ ไม่ได้ทำให้จิตใจมนุษย์พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เจริญขึ้น ตรงกันข้ามผู้คนตามชนบทต่างจังหวัด ยังคงยึดถือมั่นในขนบวิถี ประเพณีความเชื่อดั้งเดิม หลงผิดในสิ่งตอบสนองความสุข พึงพอใจส่วนตัวตนเองเป็นหลัก กระทั่งเมื่อรู้ตัวว่าผิดก็แค่ทำหน้าตาเอ๋อเหรอไม่รู้จักสำนึก ชีวิตของคนพวกนี้ไม่แปลกจักจมปลัก หลบซ่อนตัวอยู่หลังเขา ไม่ได้รับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้นสักที

การตายของนางแม่มด กับความชั่วร้ายของบาทหลวง สะท้อนสิ่งที่อิตาลีในยุคสมัยนั้นกำลังเป็นอยู่ ประเทศกำลังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด แต่ผู้คนกลับยังคงจมปลักอยู่ในวิถีความเชื่อเดิมๆ ไม่รู้จักปรับเปลี่ยนแปลงตนเองสู่โลกยุคใหม่ เฉกเช่นนั้นแล้วเมื่อไหร่ผืนแผ่นดินของพวกเราจะเจริญเติบโตรุดหน้าเสียที เด็กๆสมัยนี้คอยจับจ้องมอง เลียนแบบ ทำตาม มีแต่จะเสื่อมทรามตกต่ำต้อยลงเรื่อยๆ ถ้าพวกเขาเหมาะสมควรถูกเข่นฆ่าให้ตายแบบหนังเรื่องนี้ อนาคตประเทศชาติก็จบสิ้นลงพอดี

“Violence is Italian art!”

– Lucio Fulci

Don’t Torture a Duckling ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆของ Fulci ที่แทรกใส่ภาพเลือด รอยบาดแผล ความน่าขยะแขยง ‘Gore’ ซึ่งจะกลายเป็นลายเซ็นต์ของเขาในผลงานถัดๆไป นี่คงได้อิทธิพลส่วนหนึ่งจากอดีตเคยเป็นนักเรียนแพทย์ เลยใคร่สนใจกายวิภาคมนุษย์เป็นพิเศษด้วยกระมัง

เกร็ด: ในบรรดาผลงานกำกับของ Lucio Fulci เคยให้สัมภาษณ์ Don’t Torture a Duckling (1972) เป็นเรื่องโปรดปรานที่สุด

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง ทำเงินในอิตาลี 1,101,461,000 ล้าน Lire (ประมาณ $8-900,000 เหรียญ) ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม แต่ถูกสั่งแบนจาก Roman Catholic Church ทำให้ได้แค่ฉายจำกัดโรงยังหลายๆประเทศยุโรป ที่ฝรั่งเศสต้องเปลี่ยนชื่อเป็น La longue nuit de l’exorcisme (The Long Night of Exorcism) กว่าจะได้ฉายอเมริกาก็ปี 1999 ใช้ชื่อว่า Don’t Torture Donald Duck

ผมเริ่มเกิดความประทับใจหนังตั้งแต่พบเห็นเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของนางเอก พยายามหลอกล่อชักจูงเด็กชาย เข้าใจความหมายของ Don’t Torture a Duckling โดยพลัน และวินาทีเปลี่ยนเป็นตกหลุมรักคลั่งไคล้ ก็เมื่อนางแม่มดถูกรุมประชาทัณฑ์ เชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเธอต้องไม่ใช่ฆาตกรแน่!

ในแง่เทคนิค โดดเด่นมากกับงานถ่ายภาพ เลือกสถานที่ชนบท ทิวทัศนียภาพสุดลูกหูลูกตา แม้ช่วงองก์สุดท้ายจะดูรวบรัดเร่งรีบร้อน มั่วๆไปเสียหน่อย แต่ก็ยังพอจะให้อภัยได้ และตอนจบแฝงนัยยะบางสิ่งอย่างลึกซึ้ง เรียกได้ว่า Masterpiece ของหนังแนว Giallo ก็ว่าได้

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เสี้ยมสอนคนพาล เลิกเสียเถอะกับการหยอกล้อ กลั่นแกล้งผู้อื่น หรือใช้ข้ออ้างความเชื่อทางสังคม รุมประชาฑัณฑ์ ป้ายสี ผลักไสส่งบุคคลผู้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยให้กลายเป็นแพะ เพราะคุณนะแหละที่จะกลายเป็นคนบาป ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ด้วยนะเมื่อรับรู้ภายหลังว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด

สังคมไหนที่ประชาชนยังใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘ประชาทัณฑ์’ นั่นแสดงถึงความป่าเถื่อน ล้าหลัง ไร้อารยธรรม จิตใจยังไม่ได้รับการพัฒนา ขาดศีลธรรมนำชีวิต ในไม่ช้าย่อมต้องพังพินาศย่อยยับเยิน เพราะย่อมไม่มีใครสามารถอาศัยอยู่อย่างเป็นสุขได้ เต็มไปด้วยความหวาดระแวง คับข้องขัดแย้ง หวาดสะพรึงกลัวความลับจะถูกเปิดโปง ผลกรรมจักตามสนองทัน

จัดเรต 18+ ต่อการรุมประชาทัณฑ์ ฆาตกรรม และนัยยะซ่อนเร้นต่อศาสนา

TAGLINE | “Lucio Fulci ทรมานผู้ชมใน Don’t Torture a Duckling เพื่อให้รู้สำนึกหลากจำต่อสิ่งถูกผิดศีลธรรมจรรยา จักได้ไม่โดนประชาทัณฑ์ในวิถีความเชื่อของสังคม”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of