Dr. Strangelove (1964) hollywood : Stanley Kubrick ♥♥♥♥♥

(9/9/2017) ปรมาจารย์ผู้กำกับ Stanley Kubrick ได้พลิกโลกให้กลับตารปัตร จากความอึดอัดอั้นอกแทบแตกตายในยุคสมัยสงครามเย็น สร้างภาพยนตร์ Masterpiece เรื่องนี้ เสียดสี ล้อเลีย(น) น้ำแตก ขำกระจาย ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาบ้าคลั่งถึงขีดสุด, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ยุคสมัยสงความเย็น (Cold Wars) ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับสหภาพโซเวียต ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจแห่งโลก แข่งขันสะสมทดลองอวดอ้างอานุภาพของระเบิดนิวปรมาณู สร้างความอึดอัดอั้นอกแทบระเบิดให้กับประชาชนเป็นอย่างมากเป็นเวลานานนับทศวรรษ แล้วก็มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง Dr. Strangelove (1964) เป็นเรื่องแรกที่ได้ทำการเสียดสีล้อเลียนยุคสมัยนี้ ทำให้สงคราม ความขัดแย้ง ระเบิดนิวเคลียร์เป็นเรื่องตลกขบขัน เรียกเสียงหัวเราะ สร้างความบันเทิงผ่อนคลายให้กับผู้คนสมัยนั้นได้มากทีเดียว

สิ่งหนึ่งที่ผมครุ่นคิด คั่งค้างหลั่งคามาตั้งแต่รับชมครั้งที่แล้ว ความรักอันแปลกประหลาด (Strangelove) เป็นหนังสีชมพู ชาย-หญิง หรือหนังสีม่วง ชาย-ชาย?, เนื่องจากหาคำตอบไม่ได้จริงๆ เลยขอสรุปว่าเป็นหนังสีรุ้ง ชาย-ชาย และ ชาย-หญิง แต่ไม่ใช่ หญิง-หญิง อย่างแน่นอน

หลายคนอาจสงสัยว่าผมพูดถึงอะไร 18+ มาตั้งแต่ย่อหน้าแรก แนะนำให้เลื่อนลงไปอ่านบทความก่อนที่เคยเขียนไว้ จะรับรู้ใจความแฝงของหนังเรื่องนี้ มีลักษณะ Sexual Theme ชื่อตัวละคร, ลักษณะท่าทางการแสดงออก, นัยยะคำพูด, สิ่งสัญลักษณ์ ฯ หลายๆอย่างล้วนสื่อความไปทางเพศทั้งนั้น โดยเฉพาะแผนที่โซเวียตด้านหลัง Wars Room เหล่ากองทัพอากาศมีลักษณะเหมือนฝูงอสุจิ พุ่งรอบด้านสู่รังไข่ (ลูกระเบิดนิวเคลียร์ก็มีลักษณะเหมือนหัวเชื้ออสุจิ) แต่มีเพียงหนึ่งลำเดียวเท่านั้นสามารถเจาะผ่านผนัง ถึงรังไข่แดงได้สำเร็จ,

อธิบายแบบนี้มันควรแสดงถึง อเมริกา=ผู้ชาย, สหภาพโซเวียต=ผู้หญิง แต่ผมกลับเกิดความคับข้องใจรุนแรง รัสเซียเนี่ยนะผู้หญิง?, แทบทุกสิ่งอย่างของหนัง พยายามบ่งชี้ สื่อไปทางนั้น แต่ผมมองว่าถ้าให้โซเวียตเป็นผู้ชาย แล้วโดนอเมริกาสวนทวารอัดใส่ประตูหลัง มันจะฮากลิ้งถึงขีดสุด น้ำหูน้ำตาไหลหลั่งผ่านทวารทั้ง 7

สังเกต: แผนที่สหภาพโซเวียต ดูไปมีความคล้ายมดลูกของเพศหญิงอยู่นะ

หลังเสร็จจาก Lolita (1962) ผู้กำกับ Stanley Kubrick พูดเปรยๆว่าอยากทำหนังแนว Thriller เกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น ระหว่างค้นหาหนังสืออ่านกว่า 50 เล่มเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ก็ไดรับนิยายเล่มหนึ่งจาก Alastair Buchan ชื่อเรื่อง Red Alert (1958) ของ Peter George เป็นที่ถูกอกถูกใจของ Kubrick เป็นอย่างมาก

เกร็ด: นิยาย Red Alert ที่วางขายในประเทศอังกฤษ ใช้ชื่อว่า Two Hours to Doom

Peter George (1924 – 1966) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Treorchy, Rhondda, Wales เขียนนิยายเรื่องนี้ขณะเป็นนักขับเครื่องบินยศ Flight Lieutenant ให้กับกองทัพอากาศของอังกฤษ Royal Air Force (RAF) ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สังกัด No. 255 Squadron มักได้รับภารกิจตอนกลางคืน (Night Fighter) บินผ่านแถวๆ Malta และ Italy, หลังจากจบสงครามก็ยังประจำอยู่ RAF Neatishead ใช้เวลาขณะว่างเขียนนิยายขึ้นหลายเรื่อง ล้วนนำแรงบันดาลใจมาจากความรู้ ประสบการณ์ขับเครื่องบินของตนเอง ปลดประจำการเมื่อปี 1961

ระหว่างการดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ที่เป็นแนว Thriller เข้มข้น Kubrick ค้นพบหลายๆฉากสามารถแทรกใส่ความตลกขบขันเข้าไปได้ เรียกตัว Terry Southern นักเขียน Satirist เข้ามาช่วยใส่มุกเสียดสีล้อเลียนเพิ่มเข้าไป นี่เป็นเหตุให้เกิด Dr. Strangelove และชื่อของตัวละครทั้งหลาย ล้วนมีนัยยะสื่อถึงอะไรบางสิ่งอย่าง

“My idea of doing it as a nightmare comedy came in the early weeks of working on the screenplay. I found that in trying to put meat on the bones and to imagine the scenes fully, one had to keep leaving out of it things which were either absurd or paradoxical, in order to keep it from being funny; and these things seemed to be close to the heart of the scenes in question.”

– Stanley Kubrick

เห็นว่าผู้แต่งนิยาย Peter George ไม่ค่อยประทับใจกับการใส่ Comedy เข้าไปในเรื่องราวของเขาเท่าไหร่ และทั้งๆที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับการดัดแปลงบทนี้ แต่ Kubrick ก็ใส่ชื่อเขาลงในเครดิตนักเขียนบทด้วย ได้เข้าชิง Oscar: Best Writing อย่างงงๆ

Working Title ของหนัง ประกอบด้วย
– Dr. Doomsday or: How to Start World War III Without Even Trying.
– Dr. Strangelove’s Secret Uses of Uranus
– Wonderful Bomb
– The Edge of Doom
– The Delicate Balance of Terror
– On the Edge of Destruction

สุดท้ายมาลงเอยที่ Dr. Strangelove or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb หรือเรียกสั้นๆว่า Dr. Stranglove

Columbia Pictures ตอบตกลงจะสนับสนุนทุนสร้างหนัง ถ้า Peter Sellers รับบทอย่างน้อย 4 ตัวละครในหนัง ซึ่งข้อเสนอนี้เกิดขึ้นหลังจากความสำเร็จของ The Mouse That Roared (1959) และ Lolita (1962) ที่พี่แกเหมาสวมบท 3 ตัวละครที่แตกต่างกัน กระนั้นหนังเรื่องนี้ Sellers ก็แสดงไหวได้เพียง 3 บทเท่านั้น, Kubrick ยินยอมรับข้อตกลงนี้ ภายหลังแสดงความเห็นว่า

“such crass and grotesque stipulations are the sine qua non of the motion-picture business”.

Peter Sellers ชื่อเดิม Richard Henry Sellers (1925 – 1980) นักร้อง/นักแสดง ตลก สัญชาติอังกฤษ ได้รับการยกย่องว่า ‘เป็นตลกอัจฉริยะของประเทศอังกฤษคนถัดจาก Charlie Chaplin’, เกิดที่ Portsmouth ในครอบครัวนักแสดง ถูกอุ้มขึ้นละครเวทีตั้งแต่อายุ 2 สัปดาห์ โตขึ้นติดตามครอบครัวไปเปิดการแสดงทั่วเกาะอังกฤษ จากนั้นได้เป็นผู้จัดรายการวิทยุ Comedy Series เรื่อง The Goon Show, ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Penny Points to Paradise (1951), เริ่มมีชื่อเสียงจาก I’m All Right Jack (1959), Lolita (1962), Dr. Strangelove (1964), What’s New, Pussycat? (1965), Casino Royale (1967), The Party (1968), Being There (1979) และแฟนไชร์ Pink Panther รับบท Inspector Clouseau

รับบท Group Captain Lionel Mandrake รับคำสั่งปฏิบัติการแผน R ส่งฝูงบิน B-52 ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สู่จุดยุทธศาสตร์สำคัญของสหภาพโซเวียต ความบังเอิญจากการได้ยินเสียงเพลงจากรายการวิทยุทำให้เกิดความลังเลสงสัย และค้นพบว่าแท้จริงมันเป็นเพียงความหวาดระแวงของผู้บังคับบัญชาตนเองเท่านั้น โชคชะตาของมวลมนุษยชาติตกอยู่ในกำมือของชายผู้นี้แล้วละ!

ถือว่าเป็นบทบาทง่ายที่สุดของ Sellers ตัวละครเต็มไปด้วยความลุ่มร้อนรน มือไม้สั่นเทา เหงื่อแตกพลักๆเพื่อหาทางกอบกู้โลก และยิ่งพอถูกกดดันหนักๆ กลายเป็นคนเกรี้ยวกราด พูดจาไม่ได้สรรพ ก็ไม่รู้หลังจากนี้ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับบริษัท Coca Cola มากน้อยเท่าไหร่

เกร็ด: Mandrake เป็นชื่อของพืชในวงศ์ไม้มะเขือ ในทางสมุนไพรศาสตร์ นิยมใช้เป็นยาโด๊ปช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ รีดน้ำเชื้ออสุจิ จะได้มีโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

เกร็ด2: เครื่องคอมพิวเตอร์ด้านหลัง IBM 7090 ใช้งานครั้งแรกเดือนพฤศจิกายน 1959 ราคาตอนนั้น $2.9 ล้านเหรียญ (ปัจจุบัน 2016 เท่ากับ $55.4 ล้านเหรียญ)

รับบทประธานาธิบดีสหรัฐ Merkin Muffley ที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องอะไรเลยสักสิ่งอย่าง คอยพูดถามให้คนรอบข้างตอบข้อสงสัย แต่กลับต้องคอยรับหน้าแก้ต่าง หาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ที่ก็ดูไม่ได้มีประสิทธิผลเสียเท่าไหร่

ด้วยสำเนียง Midwesterner ได้แรงบันดาลใจจาก Adlai Stevenson อดีตผู้ว่าการ Illinois สำหรับบทปธน. ที่ควรยิ่งใหญ่อหังกา เย่อหยิ่งยโส (นึกหน้า Donald Trump ไว้) มีอำนาจคับฟ้า กลับมีสถานะเพียงหุ่นเชิดกระป๋อง อ่อนน้อมสุภาพ ต้อยต่ำปวกเปียก เหมือนจะไม่สบายเป็นหวัดคัดจมูก

เกร็ด: คำว่า Muffley เป็นการล้อกับคำว่า Merkin คือวิกขนาดเล็กๆ ที่ใช้ปกปิดอวัยวะเพศ (อยากเห็นเป็นยังไง เอาคำนี้ค้นในเน็ตหาดูเองนะครับ)

รับบท Dr. Strangelove ชื่อจริงคือ Merkwürdige Liebe (ภาษาเยอรมันแปลว่า Strange love) อดีตนักวิทยาศาสตร์ของ Nazi ถูกเกณฑ์มาสู่อเมริกาจาก Operation Paperclip หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ให้กับปธน. มักชอบเรียกชื่อท่านผิดว่า Mein Führer (ภาษาเยอรมันแปลว่า ท่านผู้นำ)

ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Wernher von Braun [นักประดิษฐ์จรวด V-2 ให้กับ Nazi แล้วต่อมาถูกเกณฑ์เข้าร่วม Operation Paperclip พัฒนาจรวด Saturn V ให้กับ NASA] ต่อยอดให้เป็น Mad Scientist นั่งรถเข็นยืนเดินไม่ได้ สวมถุงมือสีดำ มือซ้ายไม่สามารถควบคุมได้ (โรค Alien Hand Syndrome) ถือเป็นตัวละครที่ใช้การแสดงออกทางร่างกายค่อนข้างมากทีเดียว

เกร็ด: แรงบันดาลใจของ Mad Scientist มาจากตัวละคร Rotwang เรื่อง Metropolis (1927) [ตัวละครนี้ มือข้างหนึ่งสวมถุงมือสีดำ ควบคุมไม่ได้เช่นกัน]

อีกหนึ่งบทบาทที่ Sellers ได้รับความคาดหมายว่าจะรับบทคือ Major T. J. ‘King’ Kong แต่เจ้าตัวมีความลังเลไม่พร้อมเท่าไหร่ เพราะไม่ถนัดคุ้นเคยในสำเนียง Texas แต่ Kubrick ก็ให้นักเขียน Terry Southern ที่เป็นชาว Texas อัดเทปเสียงสำเนียงพูดให้ฟัง ก็เกือบจะได้ถ่ายทำแล้วแต่เจ้าตัวประสบอุบัติเหตุ หัวเข่าพลิก จึงไม่สามารถแสดงในพื้นที่คับแคบได้ (ตอนรับบท Mandrake จะมีช่วงหนึ่งที่ตัวละครบ่นอะไรสักอย่างเกี่ยวกับขา นั่นเพราะเขาเพิ่งประสบอุบัติเหตุ) แรกสุดติดต่อ John Wayne ที่ไม่เคยตอบ, Dan Blocker ปฏิเสธเพราะหนังมีประเด็น Political ลงเอยที่ Slim Pickens จากบทบาท One-Eyed Jack (1961)

Slim Pickens ชื่อจริง Louis Burton Lindley, Jr. (1919 – 1983) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Kingsburg, California ขี่ม้าเก่งตั้งแต่เด็ก โตขึ้นทำงานเป็น Rodeo (นักควบม้า) มีผลงานเป็นตัวประกอบมากมายในหนัง Western จนกระทั่งได้รับการติดต่อให้มาแสดงหนังเรื่องนี้ ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปเลยละ

Major T. J. ‘King’ Kong ผู้บังคับบัญชา และขับเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress ได้รับคำสั่ง Wing Attack Plan R สวมวิญญาณ Rodeo ทำภารกิจเพื่อชาติ มุ่งตรงสู่สหภาพโซเวียตเพื่อทิ้งระเบิดนิวเคลียร์

ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Alvin ‘Tex’ Johnston นักบินเที่ยวแรกของ B-52 Stratofortress ที่ชื่นชอบใส่หมวก/บูท คาวบอย และพูดสำเนียง Texas

เกร็ด: Kong คือชื่อของลิง นัยยะถึงความป่าเถื่อน Primitive, ซึ่งเจ้า King Kong มันยอมศิโรราบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือหญิงสาวสวย

มี 3 สิ่งที่ทำให้ Major Kong ได้รับการจดจำอย่างยิ่ง
1) บทพูดปลุกใจลูกเรือทั้งหลาย เตรียมการพร้อมรบกับรัสเซีย
2) ขณะตรวจเช็คอุปกรณ์ Survival Kits ที่มีการพูดถึง Condoms (น่าจะเป็นครั้งแรกในหนัง Hollywood ที่มีการพูดถึงถุงยาง)
3) ฉากสุดท้าย ขี่ H-Bomb ขณะถูกทิ้งระเบิด ถอดหมวกขึ้นมาโบกบ้ายบาย (ทำท่าควบม้า Rodeo)

ไม่มีใครบอก Pickens ว่านี่เป็นหนังตลก ได้อ่านบทเฉพาะส่วนของตนเอง เป็นผลให้เจ้าตัวแสดงออกด้วยความซีเรียส จริงจังตลอดเวลา กล่าวสุนทรพจน์ (ดั้นสดเองด้วย) ออกมาจากใจจริง ที่ดันเสียดสีตรงใจกับความต้องการของผู้กำกับมาก, หนึ่งในนักแสดงร่วมฉาก James Earl Jones (นี่เป็นภาพยนตร์ Debut) รับบทเป็น Lieutenant Lothar Zogg (Bombardier) เล่าให้ฟังถึง Pickens ว่า

“He was Major Kong on and off the set—he didn’t change a thing—his temperament, his language, his behavior.”

George Campbell Scott (1927 – 1999) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Wise, Virginia ตั้งแต่มีความชื่นชอบนิยายของ F. Scott Fitzgerald ต้องการเป็นนักเขียนแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่, เข้าเรียน University of Missouri สาขา Journalism แต่กลับเริ่มสนใจการแสดง เริ่มต้นจากเป็นนักแสดง Broadway โด่งดังกับซีรีย์โทรทัศน์หลายเรื่อง, ภาพยนตร์เรื่องเด่น อาทิ Anatomy of a Murder (1959), The Hustler (1961) คว้า Oscar: Best Actor จากเรื่อง Patton (1970) แต่ปฏิเสธไม่รับรางวัล เพราะมีความเชื่อว่า ‘ทุกการแสดงมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่สมควรนำมาเปรียบเทียบแข่งขันกันได้’

รับบท General Buck Turgidson นายพลบ้าพลังผู้เต็มที่กับชีวิต แสดงออกพูดจาขวานผ่าซาก ตรงไปตรงมาออกจากภายในไม่มีปิดกั้นในทุกๆด้านความต้องการ ราวกับให้สันชาติญาณนำทางชีวิต,

เกร็ด: Buck แปลว่า สัตว์ตัวผู้, เจ้าชู้; Turgid แปลว่า บวมเป่ง, พองโต, ขยายออก, โอหัง

นี่เป็นบทบาทที่ Scott ไม่ชอบเสียเลย เพราะมันมากล้นเกินขอบเขตที่ตัวเองรับได้ แต่ต้องชมที่ Kubrick สามารถดวลหมากรุกเอาชนะแทบทุกตา กึ่งบังคับให้เขาปล่อยตัวตนสันชาติญาณแท้จริงออกมา (Kubrick ชอบใช้เกมหมากรุกเพื่อเรียกร้องเอาสิ่งที่ตนเองต้องการ เวลา Scott มีความเห็นต่าง ซึ่งพอชนะแล้วก็สามารถควบคุมให้เขาแสดงตามใจอยากได้), บางครั้งอ้างว่าแค่ซ้อมถ่ายกลับบันทึกภาพไว้ แล้วนำไปใช้ในหนังจริงๆ เป็นแบบนี้หลายครั้งจน Scott สาบานจะไม่ขอร่วมงานกับ Kubrick อีก

ช็อตไฮไลท์ของ Scott คือขณะทำท่าเครื่องบินร่อน อธิบายความสามารถของนักบินในการขับต่ำกว่าเรดาร์ ทั้งคำพูดท่าทาง นี่ไม่ได้เกิดจากการปั้นปรุงแต่งแม้แต่น้อย ออกมาจากสันชาติญาณภายในของนักแสดงโดยแท้

Sterling Walter Hayden (1916 – 1986) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Upper Montclair, New Jersey ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ขึ้นขับเรือหาปลา จนได้ Master Licence กะลาสีขึ้นเรือเดินทางท่องโลกจาก Massachusetts ถึง Tahiti, เข้าสู่วงการโดยแมวมองจับเซ็นสัญญากับ Paramount Pictures ด้วยความสูง 6’5″ (1.96 เมตร) ได้รับฉายาว่า The Most Beautiful Man in the Movies และ The Beautiful Blond Viking God ภาพยนตร์เรื่องแรก Virginia (1941), ผลงานส่วนใหญ่เป็นหนังแนว Western ไม่ก็ Film Noir อาทิ The Asphalt Jungle (1950), Johnny Guitar (1954), เคยร่วมงานกับ Kubrick เรื่อง The Killing (1956)

รับบท Brigadier General Jack D. Ripper เป็นถึงนายพลแต่กลับเป็นโรคจิตหวาดระแวงในทฤษฎีสมคบคิด ‘water fluoridation’ (คิดขึ้นได้ขณะ ‘the physical act of love.’) จึงมีความต้องการเป็นวีรบุรุษ ผู้เปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 3 โจมตีสหภาพโซเวียตก่อนโดยไม่ให้ใครได้ทันตั้งตัว

เกร็ด: Jack the Ripper คือสมญาของฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนในย่าน Whitechapel ถิ่นยากจนในย่าน East End กรุง London ในช่วงครึ่งปีหลัง 1888

เกร็ด 2: ทฎษฎีสมคบคิด ‘water fluoridation’ เริ่มต้นจาก John Birch Society องค์กรขวาจัดสุดโต่ง ที่ต่อต้านแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ ในช่วงทศวรรษ 50s – 60s, นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเกี่ยวกับน้ำ ที่อ้างว่าสหภาพโซเวียตทำการเจือปนสารพิษ (คลอรีน) ลงในน้ำดื่มประปา แต่ยังเหมารวมถึงวิธีการแทรกตัวเข้าแพร่กระจายความคิดเผด็จการสู่ชุมชนอเมริกา

หน้านิ่งๆ มาดเข้มๆ พูดน้อยต่อยหนักของ Hayden เป็นภาพลักษณ์นายพลที่ใครๆเห็นย่อมต้องเกรงขาม หวาดกลัว ให้การยกย่องนับถือ ไม่มีใครคิดหรอกว่าผู้นำระดับนี้กลับมีความคอรัปชั่นเกิดขึ้นภายใน คงเป็นผลพวงจากความรักชาติโคตรๆยิ่งชีพ (Ultra-Nationalist) ประเทศชาติต้องมาก่อน ชีวิตของตนเองเป็นเรื่องรองลงมา

ผมละชอบช็อตนี้เหลือเกิน ถ่ายมุมเงยเชิด ปากคาบซิการ์ สัญลักษณ์ของ Phallic (ลึงค์/อวัยวะเพศชาย)

สำหรับชื่อตัวละครอื่นที่น่าสนใจ
– ผู้นำสหภาพโซเวียต Dmitri Kissof, คำว่า kiss-off แปลว่า บอกเลิก, ปรามาสดูถูก, ขับไล่, จุดเริ่มต้นของหายนะ ฯ
– ท่านทูตสหภาพโซเวียต Alexei de Sadeski (รับบทโดย Peter Bull) เป็นชื่อที่ตั้งตาม Donatien Alphonse François de Sade หรือ Marquis de Sade นักเขียนสัญชาติฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 18 ผลงานมักจะอิงปรัชญาและกามารมณ์ที่รุนแรง เต็มไปด้วยเสรีภาพสุดโต่ง ไม่ถูกจำกัดด้วยจริยธรรม ศาสนา หรือกฎหมาย และมุ่งเน้นสุขารมณ์ส่วนตัวเป็นหลักใหญ่ ผ่านการทรมานร่างกายในรูปแบบต่างๆ, ซึ่งการอ่านออกเสียงชื่อ Sada กลายเป็นที่มาของคำว่า ซาดิสม์ (Sadism)

สำหรับหนังเรื่องนี้ Kubrick อนุญาติให้นักแสดงปรับเปลี่ยนบทพูดสนทนาของตัวละครได้เอง ไม่จำเป็นต้องยึดตามบทภาพยนตร์ แต่เขาจะมีการจดบันทึก ad-libs ลงในบทหนังด้วย กลายเป็นคำที่เรียกว่า Canonical Screenplay หรือศัพท์เทคนิคคือ Retro-Scripting, กระนั้นด้วยความ Perfectionist ของผู้กำกับ เขาจะยึดตามบทดั้นสดที่นักแสดงคิดขึ้น ถ่ายทำซ้ำๆบางครั้งเป็นร้อยเทค เพื่อหาความสมบูรณ์แบบน่าพึงพอใจเป็นที่สุด

เกร็ด: Kubrick เป็นผู้กำกับที่ยิ้มยากมาก มักจะเครียดตลอดเวลา ยกเว้นหนังเรื่องนี้ที่หัวเราะน้ำตาเล็ดในหลายฉากของ George C. Scott จนเจ้าตัวแอบรำคาญ

หนังถ่ายทำที่ Shepperton Studios, London เพราะ Peter Sellers กำลังอยู่ระหว่างดำเนินคดีหย่ากับภรรยา จึงไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้, ออกแบบฉากโดย Ken Adam ผู้เป็น Production Designer ให้กับหนัง James Bond หลายๆเรื่องตั้งแต่ Dr. No (1962), ประกอบด้วย 3 ฉากใหญ่ๆ
– Pentagon War Room,
– ภายในเครื่องบิน B-52,
– ฉากอื่นๆ อาทิ ห้องทำงานของ General Ripper, โถงทางเดิน, ห้องนอนโรงแรม (Motel) ฯ

ถ่ายภาพโดย Gilbert Taylor (1914 – 2013) สัญชาติอังกฤษ มีผลงานดังอย่าง A Hard Day’s Night (1964), Repulsion (1965), The Omen (1976), Star Wars (1977) ฯ นี่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของ Kubrick ที่ถ่ายด้วยภาพขาว-ดำ

ฉาก Opening Credit เครื่องบินน้ำมันกำลังหาจังหวะทิ่มแทง เข้าใส่เครื่องบิน B-52 เพื่อถ่ายเทเติมน้ำมันกลางอากาศ เหนือก้อนเมฆ (ราวกับบนสรวงสวรรค์ชั้น 7) ไม่ต้องเสียเวลาลงจอด, ออกแบบ Title โดย Pablo Ferro

ฉากในโรงแรม (Motel) เป็น Long-Take ที่มีความเท่ห์มากๆ รอบห้องเต็มไปด้วยกระจก Miss Scott (รับบทโดย Tracy Reed) เรียกตัวเองว่า Miss Foreign Affairs หญิงสาวคนเดียวในหนัง สวมบิกินี่กำลังนอนอาบแดด (จากแสงไฟ) พอเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ลุกขึ้นยืนพักขาข้างหนึ่ง รับโทรศัพท์ตะโกนคุยกับ General Buck Turgidson ที่กำลังนั่งขี้ (Shit) อยู่ในห้องน้ำ ที่พอได้ยินว่า Wing Attack Plan R ก็รีบแจ้นออกมาทันควัน

สังเกตว่าสองภาพนี้กล้องเคลื่อนขึ้นเล็กน้อย แต่เห็นรายละเอียดแทบจะทั่วห้อง ไม่จำเป็นต้องใช้มุมกล้องอื่นใดอีกทั้งนั้น

ห้องทำงานของ Brigadier General Jack D. Ripper มุมกล้องนี้เลือกที่เห็นทั้งพื้นและเพดาน กำแพงรอบด้านเป็นผนังไม้ ฝั่งกระจกก็จะถูกลดม่าน ปิดตายล็อกประตูไม่สามารถเข้า-ออก หนีไปไหนได้

ปืนในถุงกอล์ฟ เป็นการแซวนักการเมือง อาจโดยเฉพาะกับ ปธน. หลายคน(ในปัจจุบัน) ที่ใช้เกมกอล์ฟเป็นกีฬาท้าดวลสร้างความสัมพันธ์ การหวดวงสวิง เปรียบได้กับการต่อสู้ด้วยอาวุธปืนนะแหละ

Pentagon War Room ห้องประชุมใต้ดินที่น่าจะกันระเบิดนิวเคลียร์ได้, ปธน. และที่ปรึกษานั่งรายล้อมโต๊ะกลมขนาดใหญ่ (คล้ายโต๊ะเล่นโป๊กเกอร์) ด้านหลังมีแผนที่สหภาพโซเวียต ตำแหน่ง ทิศทาง และเป้าหมายของฝูงบิน B-52 ส่วนด้านตรงข้ามจะเป็นโต๊ะจัดเลี้ยงบุฟเฟ่ต์อาหารหลังประชุมเสร็จ

นำภาพ Model จำลองห้อง War Room ของหนังมาให้เห็นชัดๆ สังเกตการสร้างผนังและเพดาน เอนเอียงเหมือน 3 เหลี่ยม พื้นสีดำขัดเงาสะท้อนแสง (คล้ายๆในหนังเพลงร้องเล่นเต้นของ Fred Astaire) เหล่านี้มีลักษณะคล้าย German Expressionist,

ช็อตที่ผมชื่นชอบสุดในหนังหนัง ไม่รู้เป็น Outtake หรือเปล่า แต่ George C. Scott ทำหน้าได้แบบว่า มึนมาก!

ฉากในตำนานของห้อง War Room คือตอนที่ General Buck Turgidson พยายามจับท่านทูต Alexei de Sadeski ที่กำลังแอบถ่ายแผนที่ด้านหนัง แล้วปธน. เดินเข้ามาพูดว่า “Gentlemen, you can’t fight in here! This is the War Room!” [ประโยคนี้ได้รับการความนิยม AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes ติดอันดับ 64] นี่เป็นคำพูดที่ขัดแย้งกันเองมันจึงมีความขบขันอย่างมาก เพราะ War Room มันคือห้องสงครามไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมจะมีเรื่องต่อสู้ต่อยตีกันไม่ได้

แซว: สังเกตตัวประกอบด้านหลังด้วยนะครับ พวกเขาเหมือนพร้อมจะเข้าต่อสู้ตะลุมบอนโดยคำสั่งได้ทันที

ในห้อง War Room ตัวประกอบส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวมากนัก ถูกกำหนดตำแหน่ง นั่ง-ยืนทึ่มทื่อห้อมล้อมอยู่กับที่ ไม่มีการเดินไปไหนมาไหนด้วยซ้ำ, นี่มีนัยยะแสดงถึง คนส่วนใหญ่ของโลกก็เป็นแบบพวกเขานี่แหละ ทำได้แค่ยืนลุ้น รอคอย นิ่งเฉยอยู่เบื้องหลัง ไม่มีบทพูดแสดงความคิดเห็น หรือกระทำอะไรได้ด้วยตนเอง

สำหรับ Cockpit ของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 เนื่องจากหนังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกัน จึงทำได้แค่ลอกเลียนแบบภาพห้องเครื่องของ B-29 Superfortress สร้างขึ้นจากรูปภาพเดียว แต่งเติมเสริมเอาเองทั้งหมด ซึ่งปรากฎว่าเมื่อกองทัพอากาศดูหนังเรื่องนี้ เอ่ยปากชื่นชมว่ามีความใกล้เคียงของจริงมากๆ สร้างความหวั่นวิตกให้กับกับ Kubrick และ Ken Adam กลัวว่าจะถูก FBI เรียกสอบสวน

เนื่องจากมันไม่มีช็อตไหนที่เห็นสภาพห้องเครื่องทั้งหมด ผมเลยหยิบนุ๊ก 2 ลูกที่ด้านหลังเขียนว่า Hi, There! กับ Dear John เห็นว่าในนิยายลูกหลังจะชื่อว่า Lolita ซึ่งมันบังเอิญตรงกับหนังเรื่องก่อนที่ Kubrick กำกับพอดี เลยตัดสินใจเปลี่ยนเป็นคำคลาสสิกที่ขึ้นต้นจดหมาย ส่งถึงชายหนุ่มที่หญิงสาวกำลังจะบอกเลิก

เมื่อระเบิดทำงาน อะไรๆก็เกิดขึ้นได้, Dr. Strangelove เริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆตั้งแต่ตอนนั้น มือขวาราวกับสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ครั้งหนึ่งยกมือขึ้นทำท่า Salute ท่านผู้นำ (เมื่อประชากรเหลือน้อย โลกจะกลับเข้าสู่การปกครองโดยผู้นำเผด็จการอีกครั้ง) เสนอแนะคำพูดประโยคเด็ด

“But with the proper breeding techniques and a ratio of, say … 10 females to each male… they could then work their way back to the present gross national product…”

ใช้เวลาช่วงชุลมุน ท่านทูตรัสเซียแอบเดินปลีกไปถ่ายภาพแผนที่รัสเซียด้วยนาฬิกาสายลับ จริงๆเราสามารถมองนัยยะแฝงนี้ได้ว่า Doomsday Machine อาจไม่ได้มีจริง เป็นเพียงคำโป้ปดหลอกลวงของสหภาพโซเวียต (แบบสงครามเย็น) เพื่อให้พวกอเมริกันรู้สึกกดดัน สิ้นหวัง หมดแรง, แต่เรายังสามารถมองว่ามันมีจริงก็ได้นะครับ เพราะหนังทำการโอ้อวดสรรพคุณมาถึงขนาดนี้แล้ว จะเชื่อว่ามีก็คงไม่ผิดอะไร

อีกไฮไลท์คำพูดประโยคสุดท้าย อยู่ดีๆ Dr. Strangelove สามารถลุกขึ้นยืนเดินได้ราวกับปาฏิหารย์ (นี่เป็น gag ของหนังตบมุกช่วงท้ายเฉยๆนะครับ ถึงจุดนี้แล้วอะไรๆก็สามารถเกิดขึ้นได้) ร้องอุทานขึ้นว่า

“Mein Führer! I can walk!”

เห็นว่าฉากจบดั้งเดิมของหนังก่อนถูกแทนที่ด้วยภาพการทดลองระเบิดรูปเห็ด ในห้อง War Room เป็นงานเลี้ยงขว้างพาย (Pie Fight) เพราะทุกสิ่งอย่างมันจบสิ้นแล้ว Doomsday Machine คงกำลังเริ่มทำงาน การต่อสู้นี้เลยเปรียบได้กับจุดสิ้นสุดของโลก

หนังฉบับแรกสุดที่ฉายรอบปฐมทัศน์เดือนพฤศจิกายน 1963 ยังมีฉากนี้อยู่ แต่ภายหลัง Kubrick ตัดสินใจตัดออก เพราะรู้สึกมันไม่เข้ากับโทน Satire โดยรวมของหนัง ไม่รู้ฟุตเทจนี้สูญหายไปหรือเปล่า ค้นหาไม่พบใน Youtube เจอแต่รูปภาพที่ดูพวกเขากำลังสนุกกันมากเลย

ตัดต่อโดย Anthony Harvey สัญชาติอังกฤษ เคยร่วมงานกับ Kubrick เรื่อง Lolita (1962), นี่คือส่วนที่เป็นไฮไลท์ของหนัง มี 3 เรื่องราว/สถานที่/ระดับ เล่าคู่ขนานกัน
– ระดับปฏิบัติการ: ใน Cockpit ของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 นำโดย Major T. J. ‘King’ Kong
– ระดับบัญชาการ: Burpelson Air Force Base ของ Brigadier General Jack D. Ripper
– ระดับบริหาร: Pentagon War Room ใหญ่สุดคือ ปธน. Merkin Muffley แต่ผู้รู้เรื่องเข้าใจปฏิบัติการสูงสุดคือ General Buck Turgidson

ระดับปฏิบัติการ; มักใช้เทคนิคการตัดต่อแบบ Montage เป็นส่วนใหญ่ โดดเด่นมากขณะเริ่มนับถอยหลังระยะทางทิ้งระเบิด น่าจะตั้งแต่ 8 ไมล์ ช็อตเครื่องบินภายนอก -> Major Kong กำลังซ่อมสายไฟ -> เรดาร์แผนที่ -> นักบินรับทราบ -> คนกดระเบิดเตรียมตัว วนอยู่แบบนี้จนกระทั่งเหลือ 3 ไมล์, นี่เป็นการตัดต่อที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่กลับสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก อย่างคาดไม่ถึง

มีเทคนิคงานภาพหนึ่งที่ใช้ค่อนข้างบ่อยในระดับปฏิบัติการ คือการ Rapid Zoom เช่นว่าเมื่อมีการตั้งค่า/ตรวจสอบ/ปิด-เปิดสวิตช์ กลไกบนเครื่องบิน เช่น ขณะตั้ง OPE พอปรับหมุนเสร็จตั้งให้มันล็อค กล้องจะซูมเข้าอย่างรวดเร็ว เหมือนเพื่อเป็นการยืนยันว่าได้ปรับแก้ไขค่านั้นเสร็จสิ้นลงแล้ว

ระดับบัญชาการ; ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะใช้มุมมองของ General Ripper กับ Major Mandrake พูดคุย รับลูกปืน อยู่ในห้องๆหนึ่ง มีฉากภายนอกเล็กน้อย แต่จะไม่สามารถรับรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างเลย จนกระทั่งเสียงปืนเงียบลง และ Col. ‘Bat’ Guano (รับบทโดย Keenan Wynn) บุกเข้ามาถึง

ระดับบริหาร; สังเกตว่า ปธน. Merkin Muffley กับ Dr. Stangelove จะไม่มีช็อตไหนที่ปรากฎยืนเคียงข้างกันเลย (ก็แน่ละนักแสดงคนเดียวกัน) ใช้การตัดต่อสลับไปมาอย่างแนบเนียน ผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่ทันสังเกตเท่าไหร่

เพลงประกอบโดย Laurie Johnson นักแต่งเพลงสัญชาติอังกฤษ, เชื่อว่าทุกคนจะจดจำเสียงรัวกลอง และเครื่องเป่าทรัมโบน สร้างความฮึกเหิมพร้อมเพียงเป็นจังหวะ เหมือนเพลงมาร์ช ที่ใช้ในการเดินเท้ากรีธาเข้าสู่สนามรบ, จริงๆผมอยากตั้งชื่อให้ใหม่กว่า Major Kong Theme มากกว่า Bomb Run เพราะได้ยินเพลงนี้ทีไร นึกถึงแต่หน้าชายสวมหมวก Cowboy ขึ้นขี่ระเบิดนุ๊คร้องยี้ฮา

สำหรับบทเพลง Opening Credit ชื่อเพลง Try a Little Tenderness ต้นฉบับแต่งโดย Jimmy Campbell, Reg Connelly, Harry M. Woods เป็นแนว Soul ฉบับแรกสุดบันทึกเสียงปี 1932 ขับร้องโดย Val Rosing ร่วมกับ Ray Noble Orchestra, ที่ใช้ในหนังเรื่องนี้เป็นการเรียบเรียงใหม่ของ Laurie Johnson ทำเป็น Orchestral มีความไพเราะนุ่มนวล เคลิบเคลิ้ม ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์

นำเอาฉบับโด่งดังที่สุด ขับร้องโดย Otis Redding กลายเป็นแนว R&B บันทึกเสียงปี 1966 ไต่ Billboard Hot 100 สูงถึงอันดับ 25

ส่วน Ending Song เป็นบทเพลงคลาสสิกอมตะ We’ll Meet Again (1939) แต่งโดย Ross Parker, Hughie Charles ขับร้องโดยคุณหญิง Vera Lynn เจ้าของฉายา The Forces’ Sweetheart หนึ่งในนักร้องเสียงหวานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงของเธอโหยหวน สั่นสะท้าน สะท้อนความรู้สึกของเหล่าทหารหาญที่ต้องเดินทางจากบ้าน ครอบครัว คนรักไปสู่สนามรบสงคราม แต่ฉันยืนกรานตั้งใจจะกลับมา “We’ll Meet Again” เป็นบทเพลงปลุกใจที่ความหมายลึกซึ้ง ไพเราะ สวยงาม

การนำมาใช้เป็นบทเพลงจบของหนัง ประกอบภาพการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ควันรูปดอกเห็ด มองได้คือการพยากรณ์สงครามโลก/สงครามนิวเคลียร์ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เห็นแก่ตัว (สนแต่อำนาจและ Sex) สักวันความขัดแย้งบาดหมางต้องลุกลามแพร่ขยายรุนแรง เมื่อนั้นเราย่อมได้พบ(กับสงคราม)กันอีกอย่างแน่นอน

มันคือความหมกหมุ่นหรืออย่างไรที่ Kubrick ต้องแทรกใส่ Sexual Theme เข้าไปในหนัง? ผมมองว่าไม่เลยนะครับ ตรงกันข้ามสอดคล้องกับใจความสำคัญของหนังด้วยซ้ำ

เพราะ Sex คือธรรมชาติของทุกสิ่งมีชีวิต ตามหลักจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud ยังกล่าวว่า ‘ความต้องการทางเพศ’ คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของมนุษย์ในระดับจิตใต้สำนึก มันจึงไม่ผิดอะไรถ้าจะมองว่า สงครามก็คือการต่อสู้ของเพศชาย เพื่อครอบครอง เป็นเจ้าของ มีสิทธิ์เหนือหญิงสาว/ประเทศอื่น แต่ผู้ชนะในสนามรบมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แบบอสุจินับพันล้านวิ่งแข่งในมดลูกของหญิงสาว ตัวที่แข็งแกร่งโชคดีสุดถึงได้เข้าเส้นชัยปฏิสนธิกับรังไข่

เราสามารถเปรียบ 3 ระดับของเรื่องราวได้กับ Id, Ego และ SuperEgo
– ระดับปฏิบัติการ: ทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามคำสั่งเบื้องบนเท่านั้น มองได้คือสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ Id
– ระดับบัญชาการ: มีอำนาจออกคำสั่งต่อระดับปฏิบัติการ ควบคุมความต้องการตามสัญชาตญาณ หรือ Ego
– ระดับบริหาร: กลุ่มผู้มีสติปัญญาสูง จิตสำนึกยับยั้งชั่งใจ รับรู้สิ่งใดถูกผิด สมควรทำไม่ทำ หรือ Super Ego

จุดเริ่มต้นของหนังเริ่มจาก ผู้บังคับบัญชาการ (Ego) สั่งให้ระดับปฏิบัติการ (Id) กระทำการบางอย่างโดยตัดขาดจากกลุ่มบริหารสูงสุด (Super Ego) ที่ก็พยายามวิ่งเต้นอย่างสุดความสามารถ แต่มันก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันโดยบังเอิญ จึงมิอาจหยุดยั้งผลลัพท์ที่เกิดขึ้นได้ กลายเป็นจุดจบวันสิ้นโลก (จุดสิ้นสุดของจิตสำนึก/มโนธรรมของมนุษย์) [ถ้ายึดแนวคิดจากฉากจบเดิม pie fight จะได้ว่า มันคือการสิ้นเสียสติสมประดี]

ในระดับบริหารจะมีอยู่ 3-4 ตัวละคร ที่เป็นผู้มีสิทธิ์ออกเสียง โต้เถียง แสดงความคิดเห็น ซึ่งก็สามารถเทียบได้กับ Id, Ego, SuperEgo เช่นกัน
– General Buck Turgidson คิดพูดทำอะไรออกมาจากข้างใน เป็นตัวแทนของสันชาติญาณ Id
– ปธน. Merkin Muffley ดูเป็นผู้มีสติปัญญา โอนอ่อนผ่อนตาม และเป็นผู้ตัดสินใจ Ego
– Dr. Strangelove เป็นตัวแทนของความคิดตรรกะ เป็นเหตุเป็นผล วิทยาศาสตร์ หรือ SuperEgo
– ท่านทูต Alexei de Sadeski เป็นตัวแทนของสิ่งเร้าภายนอก พยายามเข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความวุ่นวายใจ
ฯลฯ

ผมค่อนข้างเชื่อว่า บุคคล/ประเทศ ผู้ก่อสงคราม ย่อมไม่ได้เกิดจากจิตรู้สึกนึก สติปัญญา หรือ SuperEgo ของเขาแน่ๆ แต่จะมองว่าโดยสันชาตญาณ Id มนุษย์ก็ไม่ใช่สัตว์ที่จะคิดไม่เป็น แต่เพราะการควบคุมสร้างความสมดุลของ Ego ระหว่างทั้งสองฝั่งไม่ได้มากกว่า นี่ถือเป็นตัวปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่สุดแล้ว, เมื่อใดที่ Ego เอนเอียงสู่ด้าน Id นั่นแปลว่า สันชาติญาณอยู่เหนือการคิดสติปัญญา มนุษย์จะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมเหมือนสัตว์ ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม โลกจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ท้ายสุดคือเข่นฆ่า แก่งแย่งชิงดี สงครามของคนโง่จึงบังเกิดขึ้น

ทั้งๆที่หนังมีเรื่องราวเป็นการก่อชวนให้เกิดว่าที่สงครามโลกครั้งที่ 3 และ Doomsday Machine พาลให้เกิดวันสิ้นโลก แต่ใจความแท้จริงคือ anti-Wars ต่อต้านสงคราม กึ่งๆชวนเชื่อให้มนุษย์/เหล่าผู้นำประเทศทั้งหลาย เกิดสติยับยั้งคิดชั่งใจในมาตรการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ และความตึงเครียดในยุคสมัยสงครามเย็น ซึ่งปรากฎว่าหนังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆกับกองทัพของสหรัฐเลยนะครับ ก็ไม่รู้หรอกว่ามีอะไรขึ้นบ้าง คงเพื่อป้องกันไม่ให้ถ้าเกิดคนอย่าง General Ripper สามารถสั่งใช้งานระเบิดนิวเคลียร์ได้จริงๆโดย ปธน. ไม่รู้เรื่องอะไร

Doomsday Machine มันมีจริงไหม? นี่เป็น MacGuffin ที่ก็แล้วแต่คุณจะจินตนาการครุ่นคิดไปเอง มีก็ได้ ไม่มีก็ได้เช่นนั้น ซึ่งถ้ามองในเชิงสัญลักษณ์ การทำงานของเจ้า Cobalt-Thorium G อาจคือการปฏิสนธิของอสุจิกับรังไข่ ก่อให้เกิดการแบ่งเซลล์จาก 1 เป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 กลายเป็นไซโกต เอ็มบริโอ เป็นตัวอ่อนทารกในครรภ์ ซึ่งสำหรับหนุ่มๆ (Playboy) ทั้งหลาย การที่ผู้หญิงคนหนึ่งท้องมันคือ Doomsday วันสิ้นโลกสำหรับเขาเลยละ!

รับชมหนังสมัยนี้ เชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงไม่รู้สึกอิน ตระหนัก รับรู้ถึงความอึดอัดอั้นทรมานของผู้คนสมัยก่อน ที่มีชีวิตผ่านยุคสมัยสงครามเย็นมาอีกแล้ว ตรงกันข้ามจะหัวเราะ สนุกสนาน ครื้นเครง ยิ้มเยาะ เพลินใจ ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าเรากำลังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น

แนว Satire มันก็แบบนี้แหละครับ ดั่งเหรียญสองด้าน คือมีผู้ที่รับได้ก็จะยิ้มยอมความจริง สนุกสนานเพลิดเพลินแสบๆคันๆ รวดร้าวนิดๆ แต่ถ้าไม่นี่คือหนังโคตรเxยบัดซบ สร้างขึ้นโดยไม่คำนึงถึงจิตใจผู้ได้รับผลกระทบทุกข์ทรมาน! สมัยนั้นย่อมมีคนทั้งสองกลุ่มประเภทคละเคล้า ชื่นชอบ/รังเกียจ มากมายถมไป, กาลเวลาได้ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่หลงเหลือความรับได้/รับไม่ได้อีกแล้วนะครับ ก็ไม่เป็นไรนะครับอย่าเพิ่งไปรู้สึกผิดที่ไม่เข้าใจความรู้สึกนั้น แต่แค่ตระหนักรับรู้ไว้ลึกๆ มองเห็นอีกมุมความสำคัญของหนังเป็นพอ ว่าเคยมีอะไรแบบนี้ซ่อนเร้นอยู่ในอดีตที่กำลังค่อยๆถูกลืมเลือนจางหายไป

หนังทดลองฉายครั้งแรก 22 พฤศจิกายน 1963 ตรงกับวันที่ ปธน. John F. Kennedy ถูกลอบสังหารพอดี ซึ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ต้องผลักหนังเลื่อนฉายออกไปช่วงปลายเดือนมกราคม 1964 เพราะผู้คนคงไม่มีใครอยู่ในอารมณ์อยากรับชมหนังประเภทนี้เป็นแน่

ด้วยทุนสร้าง $1.8 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ในอเมริกาจากการฉายครั้งแรก $4.42 ล้านเหรียญ เข้าชิง Oscar 4 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Actor (Peter Sellers)
– Best Writing, Screenplay Based on Material from Another Medium

คู่แข่งปีนั้นของ Dr. Strangelove ประกอบด้วย My Fair Lady, Becket, Mary Poppins และ Zorba the Greek ถือเป็นปีที่ค่อนข้างแข็งทีเดียว แต่เพราะคณะกรรมการ Academy มักชื่นชอบเข้าข้างหนัง ‘เป็นที่รัก’ มากกว่าอลังการด้วยเทคนิค จึงไม่แปลกที่ผลลัพท์คือ My Fair Lady คว้ารางวัลใหญ่รวมแล้วถึง 8 สาขา

สิ่งที่น่าคับข้องใจสุดปีนั้นคือ Dr. Stangelove ไม่ได้เข้าชิง Oscar: Best Edited ซึ่งผู้ชนะสาขานี้ปีนั้น Mary Poppins หลายคนคงส่ายหัว

เห็นว่านิยายเรื่อง Red Alert ถูกลอกเลียนโดย Eugene Burdick กับ Harvey Wheeler เขียนเรื่อง Fail-Safe (1962) แถมได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Fail Safe (1964) โดยผู้กำกับ Sidney Lumet นำแสดงโดย Henry Fonda จากสตูดิโอ Columbia Pictures เดียวกันด้วยนะ ออกฉายหลัง Dr. Strangelove เพียง 10 เดือน, ผู้กำกับ Kubrick ร่วมกับผู้แต่งนิยาย Peter George หลังรู้ข่าว ตัดสินใจยื่นฟ้องศาลเรื่องลิขสิทธิ์ สุดท้ายตกลงยอมความกันนอกรอบสำเร็จ

ถึงโครงสร้าง พล็อตของทั้งสองเรื่องจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ Fail Safe (1964) เป็นแนว Thriller เข้มข้น ที่ตรงกันข้ามกับ Dr. Strangelove โดยสิ้นเชิง นี่ทำให้ถึงคำวิจารณ์เสียงตอบรับจะออกมาดี แต่ไม่สามารถทำเงินได้เท่าไหร่ ขาดทุนย่อยยับ ถูกหลงลืมไปเรียบร้อยแล้ว

รับชมหนังรอบนี้ต้องบอกเลยว่า มีความสุขกระสันต์ หลั่งคลั่งจนเอ่อล้น เพราะการได้รับรู้นัยยะแฝงจากการเขียนบทความครั้งก่อน ทำให้ดูรอบนี้โคตรตั้งใจ ศึกษาความแปลกพิศดารของกาลามสูตร ท่วงท่านักแสดง ลีลาการถ่ายภาพ ตัดต่อสุดลึก(ล้ำ) และไดเรคชั่นของผู้กำกับ Kubrick คลอบคลุมเหนือชั้นทุกกระบวน บรรลุถึงจุดไคลน์แม็กซ์ เสร็จสรรพขึ้นสรวงสวรรค์

จริงๆ Dr. Strangelove เคยเป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของผม ตั้งแต่ได้รับชมครั้งแรกสุดเมื่อสมัยยังเรียนอยู่ แต่เพราะการดูครั้งที่ 2-3 ถัดจากนั้น ตั้งคำถามกับตนเอง หนังให้ข้อคิดอะไร?? จบเห่เลยละครับ ไม่สามารถหาคำตอบได้นอกจากความบันเทิงสนุกสนาน หัวเราะตกเก้าอี้ จนกระทั่งครั้งนี้ก็ได้ครุ่นคิดจนพบคำตอบที่พึงพอใจอย่างมาก บรรจุกลับเป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรดโดยพลัน

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นี่เป็นหนังที่มองโลกในมุมกลับตารปัตร สงครามเย็นเครียดๆก็นำมาเสียดสี ล้อเลีย(น) ให้เกิดความผ่อนคลายบันเทิงใจ, ซึ่งถ้าคุณสามารถนำวิธีการคิดนี้ไปปรับใช้กับชีวิตจริง เรื่องอะไรที่มันเครียดๆ ซีเรียส ปวดหัว ลองมองในมุมกลับกัน บนเป็นล่าง หน้าเป็นหลัง ให้เวลาตนเองพักผ่อนคลาย ปล่อยว่างลงบ้าง ก็อาจค้นพบคำตอบผลลัพท์ที่คาดไม่ถึง

จัดเรต 15+ กับความบ้าคลั่งหลุดโลก และนัยยะเกี่ยวกับ Sex

TAGLINE | “Dr. Strangelove ได้พลิกโลกให้กลับตารปัตร นำเรื่องอึดอัดอั้น อกแตกตาย มาทำการเสียดสี ล้อเลีย(น) น้ำแตก ขี้กระจาย”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORITE


Dr. Strangelove

Dr. Strangelove or How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb (1964)

(21/12/2015) หนังของ Stanley Kubrick จะมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง คือจิกกัดอะไรบางอย่าง ด้วยเทคนิคที่แตกต่าง แปลกใหม่ในยุคสมัยนั้น แต่ก็ยังคงคลาสสิคมาถึงปัจจุบัน

ชื่อหนังยาวๆนี้ มักจะเรียกสั้นๆว่า Dr. Strangelove เป็นหนังแนว Comedy-Satire ที่เสียดสีจิกกัดแนวคิดบางอย่าง ในหนังคือ สงครามนิวเคลียร์ ช่วงสงครามเย็น ในวันที่หนังฉายรอบ premiere รู้สึกว่าจะเป็นวันที่ JFK ถูกลอบสังหารพอดี โดยรวมหนังถือว่าประสบความสำเร็จใน Boxoffice นะครับ และหนังก็ได้รับคำชมอย่างมาก ติดอันดับในชาร์ทหนังยอดเยี่ยมหลายชาร์ทเลย โดยเฉพาะ Sight & Sound นี่เป็นหนัง Comedy เรื่องเดียวที่ติด top 10 ของชาร์ทนี้

ตอนผมดูรอบแรก ขำมากครับ เพราะมันตบหน้าอเมริกาแบบเต็มๆเลย ดูแล้วสะใจ ถ้านี่เป็นเรื่องจริงละก็ ไม่มีอะไรตลกไปกว่านี้แล้ว ตอนดูรอบสอง impact มันไม่เท่ารอบแรกเท่าไหร่ แต่ผมได้เห็นเทคนิคการสร้าง หลายฉากมันแบบว่า เห้ยจริงดิ ทำแบบนี้เลยเหรอ หนังใช้สถานที่ถ่ายทำไม่เยอะ แต่ใช้เทคนิคการตัดต่อ การบรรยาย และเพลงประกอบ ทำให้ถึงเราไม่เห็นอะไรแต่ก็ลุ้นไปกับมันมากๆ

หนึ่งในผู้กำกับระดับตำนานที่ไม่เคยได้ Oscar Stanley Kubrick คือหนึ่งในนั้น เขาไม่เคยทำหนังซ้ำแนวกัน และทำได้ยอดเยี่ยมทุกเรื่อง แทบทุกเรื่องยังได้รับการกล่าวขวัญ พูดถึงมาอยู่ถึงปัจจุบัน สไตล์ของ Kubrick คือความสมจริง ผู้กำกับคนโปรดของเขา Sergei Eisenstein กับหนังเรื่อง Battleship Potemkin (1925) หนังรัสเซียที่เก่ามากๆ แต่มีความสมจริงที่สุดๆเลย มีคำพูดของ Kubrick ว่า “Realism is probably the best way to dramatize argument and ideas. Fantasy may deal best with themes which lie primarily in the unconscious”

นอกจาก Sergei Eisenstein ยังมีอีกคนที่เขาชอบมากๆคือ Vsevolod Pudovkin ที่ได้สอนเทคนิคการเล่าเรื่องด้วยการตัดต่อที่ไม่เหมือนใคร การตัดต่อเป็นสิ่งที่ Kubrick ชอบมาก เขาทั้งทดลอง ผสมผสานหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน Kubrick ให้นิยามการตัดต่อว่าเป็นการทำให้หนังมีความเป็นศิลปะที่มีเอกลักษณ์  “editing makes film a unique art form”

หนังของ Kubrick สำหรับคนที่ไม่ใช่คอหนัง เขาคือเจ้าแห่งปรัชญา เขาเอาแนวคิดหลายๆอย่างผสมเข้าไปในหนัง และพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใส่แนวคิดของตนแสดงออกมาให้เห็น แต่ก็มีนักวิเคราะห์มากมายที่วิเคราะห์ได้ เช่น หนังของ Kubrick ทุกเรื่องจะต้องมีความเป็น Jewish ผสมอยู่ หรือ Sexual themes อย่างใน Dr. Strangelove นี่จะมีสักกี่คนที่มองออกว่านี่เป็นหนังที่มี Sexual themes ผสมอยู่ด้วย ซึ่งตอนที่ผมอ่านเจอและคิดได้ก็ร้อง “เห้ย!” ผมจะแอบเล่าไว้ช่วงท้ายๆนะครับว่าหมายความว่าอะไร ถ้าถามผมว่าหนังเรื่องได้ของ Kubrick ที่โคตรปรัชญาที่สุด เชื่อว่าหลายคนคงคิดเหมือนกัน อันดับ 1 คือ 2001: A Space Odyssey และอันดับ 2 คือ The Clockwork Orange

เดิมที Kubrick มีแนวคิดว่าจะทำหนังเกี่ยวกับสงครามนิวเคลียร์ ยังไม่มีเรื่องเราอะไร ตอนได้นักเขียน Terry Southern ได้ไปเจอนิยายเรื่อง Red Alert ของ Peter George เข้าที่มีเรื่องราวคล้ายๆกับที่ Kubrick ต้องการ เมื่อเอามาดัดแปลงก็ยำซะเละเลย บท Dr.Strangelove นั้นไม่มีในนิยายต้นฉบับ Kubrick เพิ่มเข้ามา และ Working Title แรกของหนังเรื่องนี้คือ “Dr. Doomsday or: How to Start World War III Without Even Trying, Dr. Strangelove’s Secret Uses of Uranus, and Wonderful Bomb.” ว๊าว

พูดถึงนักแสดงบ้าง เดิมทีแล้ว Kubrick ถูกบังคับให้ใช้ Peter Sellers แสดง 4 บท แต่สุดท้ายได้แค่ 3 บท เพราะบทนักบิน Kubrick ดัดไปเจอคนที่เจ๋งมากเข้าให้ (เพราะหมวกคาวบอยที่ Slim Pickens ใส่ และสำเนียงพูด ถูกใจ Kubrick อย่างมาก) ที่ว่า Kubrick ถูกบังคับ เพราะ Columbia Pictures ที่ออกเงินให้สร้างเป็นผู้ตั้งเงื่อนไขขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าความสำเร็จก่อนหน้าที่ Peter Sellers เล่น 3 บทในหนังเรื่อง Lolita ของ Kubrick ประสบความสำเร็จ เลยต้องการใช้แบบแผนเดิม ซึ่งทีแรกขอ 4 บทด้วย แต่เป็น Sellers เองด้วยที่บอกไม่ไหว ก็เลยเหลือ 3 บท ใน 3 บทผมเชื่อว่าใครๆคงจะชอบ Dr. Strangelove ที่สุดแล้ว เป็นตัวละครที่ออกแบบมาได้แปลกประหลาดมากๆ โดยเฉพาะฉากสุดท้ายก่อนจบ ที่แต่เดิมวางแผนไว้อีกอย่าง แต่การจบแบบนี้ กับคำพูดสุดท้ายของ Dr. Strangelove “Mein Führer” (My Leader) ทำเอาผมหัวเราะก๊ากเลยละครับ

การจะวิเคราะห์หนังของ Kubrick นี่ ยาวเป็นสิบๆหน้าก็ไม่จบนะครับ ให้ไปรู้สึกเองในหนังดีกว่า ผมไม่รู้เหมือนกันว่า Anthony Harvey คิดยังไงหลังจากตัดต่อหนังเรื่องนี้ให้ Kubrick เอาว่ามันสุดยอดมาดๆ โดยเฉพาะบนเครื่องบินไปทิ้งระเบิด เอาจริงๆมันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลยนะครับ แค่บินๆไป แต่กว่า 10 นาทีที่อยู่บนเครื่องบิน มันมีนับถอยหลังด้วย เรากลับตื่นเต้นและลุ้นไปกับมัน ไม่ใช่ลุ้นว่าจะถึงเมื่อไหร่นะครับ แต่ลุ้นว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ทั้งๆที่มันไม่มีอะไรเลย มีแค่จอเรดาห์ ตัดสลับไปสลับมา เพลงระทึกๆ เสียงพูดนับถอยหลัง นี่เป็นเทคนิคการตัดต่อที่สุดยอดมากๆ เหมือน Kubrick พยายามบอกเราว่า ถึงคุณจะไม่มีงบทำหนังมากมาย แค่มีเทคนิคการเล่าเรื่อง การตัดต่อเจ๋งๆ หนังก็สนุกได้ ผมไปเจอตัวอย่างหนังเรื่องนี้เข้า ซึ่งใช้เทคนิคการตัดต่อที่ …. กดเล่นดูนะครับ

Laurie Johnson ทำเพลงให้หนัง จังหวะลุ้นระทึกนี่ก็ได้อารมณ์มาก ก็แน่ละครับ เพลงจากหนังของ Kubrick แทบทุกเรื่อง เป็น inspired ให้หนังของ Christopher Nolan ซึ่งฉากที่ไม่มีอะไรใหญ่โต แต่กลับทำเพลงให้ลุ้นระทึก และสมจริงอย่างมาก หนังของ Kubrick ทุกเรื่องจะมีเพลงประจำอยู่เพลงหนึ่ง Dr. Strangelove ก็มีเพลงนั้นอยู่ครับ ลองฟังดู

มีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่า น้อยคนจะมองเห็น นั่นคือถ้าเราเปรียบฝูงบินนิวเคลียร์เหมือนกับ Sperm ที่ต้องการวิ่งไปเข้าเส้นชัย และมีเพียง 1 เดียวเท่านั้นที่จะเอาชนะได้ ภาพแผนที่ใน War Room นี่จะยิ่งชัด เราจะเห็นรัสเซียเหมือนกับรังไข่ ที่มี Sperm หลายสิบตัววิ่งเข้าหา และฉากที่ปล่อยระเบิด ที่นายพลขี่หัวจรวดพุ่งใส่ คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่าคืออะไร … คราวนี้กลับมาคิดภาพกว้างๆ อเมริกา รัสเซีย … อเมริกาปล่อยจรวดใส่รัสเซีย ผมมองไม่ออกนะครับ ถ้าจะมองให้รัสเซียเป็นเพศหญิง อเมริกายังไงเราก็มองว่าเพศชายอยู่แล้ว แบบนี้มันก็ ชายกับชาย??

เรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อผมลองมองใน Sexual Theme แล้ว เห้ย! ตีความแบบนั้นได้เลยจริงๆ เปรียบ War Room เป็นเสมือน Inside Out ในหัวเรา แล้วถ้าเทียบ Dr.Strangelove เขาคือกามนิตในหัวเรา ไม่ผิดเลยครับ เทียบกันได้เปะๆเลย แต่ละตัวละคร ยิ่งการตั้งชื่อด้วยแล้ว การแสดงออกด้วยแล้ว ทุกอย่างสื่อไปถึง Sexual Theme ทั้งนั้น (เช่น Dmitri Kissof (kiss-off),  Buck (เจ้าชู้) Turgidson (turgid=แข็ง)) … เดี๋ยวก่อน นี่หนังแนวเสียดสีสงครามนะ ไฉนมันวิเคราะห์แล้วกลายเป็น Sexual ไปได้เฉย ….

นี่แหละครับ Stanley Kubrick ความยิ่งใหญ่ของผู้กำกับคนนี้เทียบชั้นกับ Jean Renoir ผสมกับ Alfred Hitchcock ได้สบายๆเลย ใครจะบ้าทำหนังเรื่องนี้ได้ ก็มีแต่ Kubrick นี่แหละ ในหนังมันจะมีฉากที่ George C. Scott โดน Kubrick หลอกว่าให้ลองซ้อมแบบนี้ George คิดว่า Kubrick คงไม่เอาไปใช้ในหนัง แต่ Kubrick แอบถ่ายฉากนี้ไว้ และนำไปใช้ในหนังจริงๆ George โกรธมาก ถึงขนาดบอกว่าจะไม่รวมงานกับ Kubrick อีก คงเพราะ George แพ้หมากรุก Kubrick ในกองถ่ายนะครับ เห็นว่าทั้งสองเล่นกันบ่อย และ Kubrick เก่ง Chess มาก และพนันกันบ่อย ว่าถ้าฉันชนะนาย ฉากนี้ถ่ายแบบนี้ … เอิ่ม

ประโยคเด็ดของหนังเรื่องนี้ ที่ดังที่สุดคือ “Gentlemen, you can’t fight in here! This is the War Room!” ส่วน “Mein Führer! I can walk!” นั้นได้แค่ Nominate นะครับ

collection ของ Kubrick มีหลายเรื่องที่ต้องดูให้ได้ก่อนตายนะครับ Dr. Strangelove เป็นหนึ่งในนั้น ผมว่านี่เป็นหนังที่ “ตลก” “เสียดสี” ที่ฮาที่สุดในโลกนะครับ

คำโปรย : “Stanley Kubrick กับหนังแนวตลกเสียดสีเรื่อง Dr. Strangelove นำแสดงโดย Peter Sellers ถ้าเหตุการณ์ในหนังเป็นจริง นี่จะเป็นหนังที่ตลกที่สุดในโลก”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบLOVE

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Top 10+1 George A. Romero Favorite Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] Dr. Strangelove (1964)  : Stanley Kubrick ♥♥♥♥♥ […]

%d bloggers like this: