E la nave va (1983)

And the Ship Sails On

E la nave va (1983) Italian : Federico Fellini ♥♥♥♡

And the Ship Sails On คือจินตนาการของผู้กำกับ Federico Fellini เมื่อตนเองลาลับจากโลกใบนี้ไปแล้ว ใครๆจะหวนระลึกครุ่นคิดถึงเขาเช่นไร ซึ่งก็ได้ทำการสร้างเรือสำราญทั้งลำขึ้นในโรงถ่ายสตูดิโอ Cinecittà เรียกว่าจำลองโลกทั้งใบ ใส่ผู้คนทุกระดับชนชั้น และแรดที่ไม่รู้เกี่ยวเนี่องอะไรกัน

ผมไม่เคยรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อนเลยนะ กระทั่งได้เห็นคะแนนจากเว็บ IMDB สูงถึง 7.6, ชื่อหนัง And the Ship Sails On มีความดึงดูดชอบกล (แถมมีใน Criterion Collection) ก็เลยตัดสินใจลองหามารับชม

ครึ่งแรกของหนังต้องชมเลยว่ามีแนวคิด การดำเนินเรื่องที่โคตรน่าสนใจ (คล้ายๆฉากไคลน์แม็กซ์ของ Ikiru ที่ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองเพื่อนร่วมงาน หลังจากตัวละครของ Takashi Shimura เสียชีวิตจากไปแล้ว) เสมือนว่าคือจินตนาการผู้กำกับ Fellini เมื่อเขาลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว แต่พอเข้าสู่ครึ่งหลังใส่ประเด็นการเมือง ผู้อพยพลี้ภัย ผมละกุมขมับส่ายหัว เป็นการผสมผสานคลุกเคล้าที่ไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไหร่ 

สำหรับสไตล์ลายเซ็นต์ Felliniesque ยังพอพบเห็นได้อยู่หลายๆฉาก แต่ผู้ชมที่เป็นแฟนพันธุ์แท้น่าจะตระหนักถึงหลายๆสิ่งอย่างขาดหาย เด่นชัดสุดๆคือเพลงประกอบของ Nino Rota ผู้ล่วงลับไปเมื่อปี 1979 ถึงกระนั้นแม้ไร้ซึ่งคู่หูขาประจำ Fellini ก็ได้พัฒนาความสนใจในบทเพลงคลาสสิก และโอเปร่า เห็นว่าเพิ่งมาค้นพบความชื่นชอบ ก็เมื่อตอน Rota ไม่อยู่แล้วนี่ละ


Federico Fellini (1920 – 1993) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติอิตาเลี่ยน หนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลสุดในวงการภาพยนตร์ เกิดที่ Rimini, Italy ในครอบครัวชนชั้นกลาง อาศัยอยู่บ้านติดทะเล Adriatic Sea ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบวาดรูป อ่านการ์ตูน เล่นหุ่นเชิด ตอนอายุ 6 ขวบ ได้รู้จักเปิดโลกทัศน์กับ Grand Guignol (โรงละครเวที) พบเห็นการแสดงของตัวตลกคณะละครสัตว์ รับชมภาพยนตร์ ละครเวที, พออายุ 17 เปิดร้านเล็กๆที่ Rimini รับจ้างวาดภาพ Portrait ทำโปสการ์ด เขียน Gag Writer ช่วงหนึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนรายสัปดาห์ สมัครเข้าโรงเรียนกฎหมายที่ University of Rome แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เอาเวลาไปเขียนบททความ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Marc’Aurelio, มีชื่อขึ้นเครดิตเขียนบทครั้งแรก Il pirata sono io (1943) ของผู้กำกับ Mario Mattoli, หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จับพลัดจับพลูพบเจอร่วมงานกับ Roberto Rossellini พัฒนาบทภาพยนตร์เรื่อง Rome, Open City (1945) เปิดประตูสู่ Italian Neorealism ตามด้วย Paisà (1946), ร่วมกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกกับ Alberto Lattuada เรื่อง Variety Lights (1951), และฉายเดี่ยว The White Sheik (1952)

ไม่รู้เหมือนกันว่า Fellini พัฒนาความสนใจในเรือสำราญ ข้ามมหาสมุทรตั้งแต่เมื่อไหร่ พบเห็นครั้งหนึ่งในผลงานก่อนหน้า Amarcord (1973) ตัวละครทั้งหลายต่างกรูกันออกไปรับชมความยิ่งใหญ่อลังการของ SS Rex**

เกร็ด: จริงๆแล้ว SS Rex แล่นอยู่ทะเล Mediterranean ฝั่งตรงกันข้ามกับ Adriatic Sea ซึ่งนี่น่าจะเป็นการสะท้อนความเพ้อใฝ่ฝันจินตนาการของ Fellini แม้อาจมิเคยพานพบเห็นกับตา ได้เติมเต็มในโลกภาพยนตร์ก็ยังดี

ร่วมพัฒนาบทภาพยนตร์กับ Tonino Guerra (1920 – 2012) นักกวี/เขียนบท สัญชาติอิตาเลี่ยน ขาประจำผู้กำกับ Michelangelo Antonioni, ได้ร่วมงานกับ Fellini ครั้งแรกเรื่อง Amarcord (1973) ติดตามมาด้วย And the Ship Sails On (1983) และ Ginger and Fred (1985)

เรื่องราวมีพื้นหลังเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1917 เรือสำราญ Gloria N. จอดเทียบท่า Naples Harbor รอคอยภารดิจพิเศษ เพื่อนำอังคารของนักร้องโอเปร่า Edmea Tetua ผู้ได้รับการยกย่องว่ามีน้ำเสียงไพเราะเพราะพริ้งที่สุดในโลก ไปลอยยังเกาะ Erimo บ้านเกิดของเธอ ซึ่งผู้ร่วมการเดินทางครั้งนี้ประกอบด้วย
– The Grand Duke of Harzock, Prussian (รับบทโดย Fiorenzo Serra) เจ้าชายรูปร่างท้วมใหญ่ นิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจ ไปไหนต้องมีองค์รักษ์อารักขา ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาใดๆ แค่เอ่ยชื่อท่านก็สามารถแก้ไขได้ทุกสิ่งอย่าง
– The Princess (รับบทโดย Pina Bausch) เจ้าหญิงรูปร่างผอมแห้ง แม้ตาบอดแต่มีสัมผัสพิเศษ สามารถมองเห็นสีของเสียงที่สามารถบ่งบอกตัวตน ความต้องการของอีกฝ่ายได้
– นายกรัฐมนตรี Count von Huppenback (รับบทโดย Philip Locke) เหมือนจะพยายามลักลอกเป็นชู้กับ The Princess เพื่อล้มอำนาจ The Grand Duke แต่ช่วงท้ายเธอออกคำสั่งให้จับกุมคุมขังเขาในฐานะกบฎ
– Sir Reginald Dongby (รับบทโดย Peter Cellier) ขุนนางชาวอังกฤษ ผู้ชื่นชอบการถ้ำมอง คอยจับจ้องภรรยา Lady Violet Dongby (รับบทโดย Norma West) ที่มีความร่านราคะ ยั่วสวาทใครอื่นไปทั่ว
– Count Bassano (รับบทโดย Pasquale Zito) กักขังตนเองอยู่ในห้อง พร่ำว่าตนเองเป็นคนรักยิ่งที่สุดของ Edmea Tetua เก็บเสื้อผ้า เครื่องประดับ สิ่งของมากมายไว้ดูต่างหน้า และแอบปลอมตัวเป็นเธอระหว่างพิธีเข้าทรง
– Ildebranda Cuffari (รับบทโดย Barbara Jefford) นักร้อง Soprano ผู้เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา Edmea Tetua ต้องการล้วงความลับ เทคนิควิธีการร้องโอเปร่าที่เป็นตำนาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับอะไรกลับไปทั้งนั้น
– Aureliano Fuciletto (รับบทโดย Victor Poletti) นักร้อง Tenor ร่างใหญ่หนวกดก นิสัยขี้เล่น ชอบการอวดอ้าง โชว์พลังเสียง และมักมีเรื่องขัดแย้งชกต่อกับ Sabatino Lepori (รับบทโดย Fred Williams)
– Ziloev (รับบทโดย Maurice Barrier) นักร้องเสียง Bass ที่มีความลุ่มลึกจนสามารถสะกดจิตไก่ให้หลับได้
– Ricotin (รับบทโดย Jonathan Cecil) สายตาที่จับจ้องมองลูกเรือถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ ชัดเจนมากๆเลยว่ามีความลุ่มหลงใหลในเพศเดียวกัน

และท้ายสุดคือ Orlando (รับบทโดย Freddie Jones) นักข่าวผู้ดำเนินเรื่องราว ชอบหันมาสนทนาพูดคุยกับผู้ชม ‘Breaking the Fourth Wall’ คอยแนะนำ ชี้แจง ให้คำอธิบายสิ่งต่างๆ รวมถึงพยายามสัมภาษณ์บุคคลสำคัญๆ ถึงเบื้องหลังเป็นไปของ Edmea Tetua


ถ่ายภาพโดย Giuseppe Rotunno ตากล้องในตำนานของอิตาเลี่ยน ผลงานเด่นๆ อาทิ Rocco and His Brothers (1960), The Leopard (1963), Amarcord (1973), All That Jazz (1979) ฯ

หนังทั้งเรื่องสร้างฉากถ่ายทำยังโรง 5 (Stage 5) สตูดิโอ Cinecittà ออกแบบโดย Dante Ferretti สัญชาติอิตาเลี่ยน เจ้าของ 3 รางวัล Oscar: Best Art Direction จากเรื่อง The Aviator (2004), Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street (2007), Hugo (2011)

เรือทั้งลำสร้างขึ้นบนแม่แรงไฮดรอลิก ที่สามารถขยับเคลื่อนไหว โยกสั่นคลอนไปมา สร้างความมึนเมาให้นักแสดงทุกคน (ยกเว้นผู้กำกับ Fellini) ขณะที่ผืนน้ำทำจาก Polyethylene (ถุงพลาสติก) ส่วนภาพท้องฟ้าพื้นหลัง เป็นการวาดภาพบนกระจก Matte Painting แล้วทำกลไกให้พระอาทิตย์/ดวงจันทร์ สามารถเคลื่อนขึ้นลง แสงสีสลับสับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา

หนังเริ่มต้นที่เรือสำราญ Gloria N. จอดเทียบท่า Naples Harbor ซึ่งจะมีการถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำ ไม่แน่ใจว่า 8 หรือ 16mm ความเร็ว 15-20 fps คุณภาพเดียวกับหนังเงียบยุคแรกๆ ซึ่งตรงกับปีดำเนินเรื่อง 1914 จากนั้นจะค่อยๆมีความคมชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งจะเริ่มได้ยิน Sound Effect ตามเสียงพูดแรก ปรากฎภาพสองสี (Two-Strip Color) และกลายมาเป็น Eastmancolor

สำหรับ Orlando เริ่มต้นช็อตแรกด้วยมุกสลับเปลี่ยนหมวก แบบเดียวกับ Buster Keaton เรื่อง Steamboat Bill, Jr. (1928) [เรื่องนี้ก็ Keaton ออกเดินทางล่องแม่น้ำด้วยเรือกลไฟ] ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของตัวละคร ที่ต้องคอยจุ้นจ้าน เสือกเรื่องราวบ้าน เพื่อบันทึกภาพ เขียนข่าว และดิ้นรนเอาตัวรอด

“I must hand over the ashes of Edmea Tetua”.

คำพูดประโยคแรกของหนังคือการเริ่มต้นของจุดสิ้นสุด ซึ่งสะท้อนช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านยุคสมัย หนังเงียบ -> หนังพูด เช่นกันกับฟีล์มขาว-ดำ เกิดวิวัฒนาการกลายเป็น Two-Strip Color และเฟดสู่ Three-Strip Color (Eastmancolor)

เมื่อการออกเดินทางเริ่มต้นขึ้น หนังนำเสนอความแตกต่างตรงกันข้ามสุดขั้ว
– ในห้องครัวจะมีการเพิ่มความเร็ว Fast Motion เพื่อนำเสนอความเร่งรีบร้อนของชนชั้นทำงาน พ่อครัวทำอาหารเพื่อนำไปเสิร์ฟบริการลูกค้า
– ในห้องอาหารจะมีการลดความเร็ว Slow Motion เพื่อนำเสนอความไม่เร่งรีบของคนชนชั้นสูง ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับรสชาติ ความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย สุขสำราญใจ

นกนางนวล (Seagall) หลุดเข้ามาในห้องอาหาร สร้างความแตกตื่นให้กับทุกคน พยายามไล่จับขับไล่ นี่แฝงนัยยะคล้ายๆ ‘แกะดำ’ บุคคลนอกที่ไม่ได้รับการยินยอมรับเข้าพวกพ้วง จึงถูกผลักไสส่ง ทำทุกอย่างเพื่อขับออกจากกลุ่ม ชนชั้น พวกพ้อง

เอาจริงๆไม่ได้จำต้องหาวิธีขับไล่ไสส่งอะไรเลยนะ แค่เปิดหน้าต่างกว้างๆทิ้งไว้ เมื่อไหร่มันรับรู้ตนเองว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ต้องรับ ก็จักหาหนทางออกด้วยตนเอง … สำหรับขนนก ย่อมมีบางคนต้องการครอบครองไว้เป็นของที่ระลึก แต่สำหรับผู้มากด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ก็มักแสดงความรังเกียจ เดียดฉันท์ รับไม่ได้ออกมา

ดาดฟ้าเรือยามพลบค่ำ สองฟากฝั่งช่างมีการจัดแสงที่งดงาม บังเอิญเหลือเกินข้างหนึ่งพระอาทิตย์กำลังตกดิน ตลบอบอวลด้วยแสงสีส้มแดง ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งพระจันทร์เคลื่อนคล้อยขึ้นเต็มดวง แสงสีน้ำเงินปกคลุมด้วยความมืดมิด

จริงๆมันจะมีช็อตที่ตัวละครยืนพูดคุยสนทนาอยู่ตำแหน่งกึ่งกลางเรือ ระหว่างพระอาทิตย์-ดวงจันทร์ แต่แสงบริเวณนั้นไม่พบเห็นการไล่ระดับสักเท่าไหร่ (สมัยนั้นการจัดแสงแบบนี้ถือว่ายากอยู่เหมือนกันนะ)

และที่เจ๋งมากๆแบบโดยไม่รู้ตัวสักเท่าไหร่ คือแสงระยิบระยับที่สะท้อนบนพื้นผิวน้/ถุงพลาสติก สร้างความแฟนตาซีที่ใกล้เคียงความจริงมากๆ

จุดประสงค์การเดินทางครั้งนี้ เพื่อลอยอังคาร Edmea Tetua แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้รับจัก มักชื่นชอบนักร้องโอเปร่าผู้นี้ ซึ่งหนังได้จำลองโลกทั้งใบในเรือ Gloria N. ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น
– ผู้โดยสาร First Class ร่วมออกเดินทางเพื่อแสดงความเคารพ นับถือ ร่ำลาจากเป็นครั้งสุดท้าย
– กัปตันเรือและลูกน้อง คือผู้ควบคุมดูแลทุกสิ่งอย่างให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นปราศจากเภทภัย
– กรรมกรแรงงาน พ่อครัว ลูกจ้างทั้งหลาย ก้มหน้าก้มตาทำงานไป ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ค่าจ้างขั้นต่ำไม่เคยมี

จริงๆแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไรที่ผู้โดยสาร First Class นักร้องโอเปร่าชื่อดังเหล่านี้ จักต้องทำตามเสียงเรียกร้องของคนงานห้องเครื่อง แต่เพราะ Aureliano Fuciletto เป็นบุคคลที่ชื่นชอบโชว์พลัง อ้างอวดดี แค่ขับร้องไม่กี่วินาที เสียงปรบมือเกรียวกราว สร้างความอิจฉาริษยาให้คนอื่นๆต้องลอกเลียนแบบตาม แม้แต่ Ildebranda Cuffari จงเกลียดชนชั้นต่ำเข้าไส้ ยังจำใจต้องขับร้องอะไรบางอย่างออกมา

สำหรับ Orlando น่าจะถือว่าเป็นตัวแทนชนชั้นกลาง/ล่าง จึงไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยสื่อสารกับ The Grand Duke โดยตรง แต่จริงๆคือสนทนากันคนละภาษา และการแปลผิดๆเลยไม่สามารถเข้าใจกันอย่างถ่องแท้

น้ำเสียงทุ้มต่ำของ Ziloev สามารถทำไก่ให้หลับตายืนฝัน! แต่ไม่ใช่แค่นั้น Orlando ยังเป็นลมล้มพับ ซึ่งสะท้อนถึงพลังอำนาจ น้ำเสียงของคนชนชั้นสูง/ปกครอง สามารถควบคุมครอบงำ ชี้ชักนำ สะกดประชาชนให้ครุ่นเห็นสอดพ้องคล้อยตาม เห็นด้วยกับทุกสิ่งอย่างที่ตนเองกำหนดทิศทางไว้

การมาถึงของผู้อพยพ/ลี้ภัย Serbian ซึ่งเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่/ชนชั้นล่างในสังคม เข้ามาลุมร้อม รับชม สร้างความอึดอัดทรมาน ลำบากใจอย่างถึงที่สุดให้กับบรรดาผู้โดยสาร First Class เลยพยายามเรียกร้องให้แบ่งแยกชนชั้น กีดกันออกห่าง … แต่ก็แน่นอนว่าต้องมีบุคคลที่เห็นอกเห็นใจ ยกนำอาหารไปให้แบ่งปัน ยกอ้างศีลธรรม แต่ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งตกหลุมรักใคร่หนุ่มสุดหล่อ

ฉากการเต้นรำบนดาดฟ้า ที่ไปๆมาๆผู้โดยสาร First Class เข้ามาร่วมแจมกับผู้ลี้ภัยชาว Serbian ว่าไปมีลักษณะคล้ายๆภาพยนตร์ A Night at the Opera (1935) ของพี่น้อง Marx Brothers ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องโปรดของผู้กำกับ Fellini

แต่แปลกที่เลือกนำเสนอฉากนี้ด้วยความมืดมิด มองไม่เห็นใบหน้าใครทั้งนั้น ราวกับจะสะท้อนถึงความไม่สำคัญ ไร้อารยธรรม/ตัวตนของชาว Serbian เพียงความบันเทิงต่อผู้โดยสาร First Class ก็แค่นั้น

พิธีลอยอังคารของ Edmea Tetua ทำขึ้นอย่างเรียบง่ายบนดาดฟ้าเรือ ปล่อยให้สายลมค่อยๆพลัดปลิวเถ้าถ่านให้ล่องลอยไป สะท้อนถึงชีวิตที่เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่หลงเหลืออะไร นอกจากชื่อเสียง ความดีงาม แต่แม้ยังได้รับการจดจำ สุดท้ายก็เลือนลางไปในที่สุดอยู่ดี

หลายคนคงจับจ้องมองหา Fellini เพราะอุตส่าห์นำเสนอเบื้องหลังงานสร้าง จะไม่มีผู้กำกับปรากฎอยู่ได้อย่างไร คำตอบคือช็อตนี้แอบอยู่หลังกล้อง (อันนี้ Fellini ยืนยันด้วยตนเองนะครับ)

สำหรับแรด บอกตามตรงว่าผมก็จนปัญญาตีความ ครุ่นคิดได้แค่ว่ามันเป็นสัตว์นอเดียว เลยมักมีความอ้างว้างโดดเดี่ยวเดียวดาย, ด้วยเหตุนี้ขออ้างคำอธิบายของผู้กำกับ Fellini มาเลยแล้วกัน

“The rhinoceros is a distant cousin of the sick zebra I helped to wash when I was a boy and the circus came to Rimini. My theory about why the zebra was sick is that he didn’t have any sex in his life. How could he feel well? There was, after all, only one zebra in that circus. The rhinoceros is lovesick.

Only one rhinoceros is the same as only one zebra”.

มีคนพยายามเชื่อมโยงแรด กับสัตว์ประหลาดตอนท้าย La Dolce Vita (1960) แต่ Fellini ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน

“I do not think that the rhino on board the Gloria N. liner has nothing to do with the monster appearing on the beach at the end of Dolce vita. The monster in La Dolce Vita mirrored the protagonist’s decay, while the rhino in E la nave va may be interpreted as follows: the only attempt we can make to prevent disaster may be retrieving the unconscious, our deep and healthy dimension”.

สำหรับประโยคที่ Orlando พูดว่า “Did you know that rhino milk is first-class?” อันนี้ว่ากันว่าจริงนะครับ ทางวิชาการบอกว่านมแรด มีไขมันเพียง 0.2% น้อยที่สุดในบรรดาน้ำนมเลยก็ว่าได้ (แต่จะไปหาทดลองดื่มได้ที่ไหนกันละเนี่ย!)

ตัดต่อโดย Ruggero Mastroianni น้องชายนักแสดงชื่อดัง Marcello Mastroianni ที่ได้กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Fellini ตั้งแต่ Juliet of the Spirits (1965)

หนังดำเนินเรื่องโดยมีเรือสำราญ Gloria N. คือจุดศูนย์กลางของหนัง และตัวละครนักข่าว Orlando เป็นผู้คอยบรรยายประกอบ พบเห็นสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในสายตา

เรื่องราวสามารถแบ่งออกได้เป็นตอนๆ หรือจะแยกเป็นวันๆก็ได้เหมือนกัน
– วันแรก: ขึ้นเรือโดยสาร, ออกจากท่า, ดินเนอร์, ชมตะวันจันทรา, แยกย้ายเข้านอน
– วันสอง: กัปตันนำพาผู้โดยสาร First Class เยี่ยมชมเรือ, Orlando สัมภาษณ์ The Grand Duke, บันทึกภาพความทรงจำ, สะกดจิตไก่, พาแรดอาบน้ำ
– วันสาม: Ildebranda Cuffari พยายามล้วงความลับของ Edmea Tetua, คืนนั้นมีการเข้าทรง, ชาว Serbian ได้รับอนุญาตขึ้นเรือ
– วันสี่: ความพยายามแบ่งแยกชาว Serbian ออกจากผู้โดยสาร First Class, ค่ำคืนแห่งการเต้นรำ
– วันห้า: การมาถึงของเรือรบ Austro-Hungarian, พิธีลอยอังคาร Edmea Tetua, ส่งมอบชาว Serbian, การสู้รบ และสละเรือ

การนำเสนอเบื้องหลังถ่ายทำในปัจฉิมบท คงเพื่อให้ผู้ชมสามารถแยกแยะโลกความจริงออกจากแฟนตาซี … แต่ผมว่าผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะสังเกตรับรู้ได้อยู่แล้ว ดังนั้นเหตุผลจริงๆน่าจะเป็นการโชว์เบื้องหลังงานสร้างที่สุดยิ่งใหญ่อลังการเสียมากกว่า!


สำหรับเพลงประกอบ Fellini จะเลือกบทเพลงคลาสสิก โอเปร่ามีชื่อ แล้วมอบหมายให้ Gianfranco Plenizio (1941 – 2017) เป็นผู้เรียบเรียง ควบคุมวง และบันทึกเสียง
– Giuseppe Verdi: Rigoletto องก์สาม ท่อน La donna è mobile (แปลว่า Woman is fickle)
– Giuseppe Verdi: La Traviata องก์สอง คำร้อง Amami, Alfredo, amami quant’io t’amo (แปลว่า Love me, Alfredo, love me as I love you)
– Giuseppe Verdi: Aida ประกอบด้วยท่อน Se quel guerrier io fossi, Oh patria mia, Or di vulcano al tempio, Gloria all’Egitto
– Giuseppe Verdi: Nabucco ท่อน Va, pensiero, sull’ali dorate (แปลว่า Fly, thought, on golden wings)
– Camille Saint-Saëns: Death of the Swan/The Dying Swan
– Franz Schubert: Impromptu in F minor Op.142 No.4
– Franz Schubert: Moment Musicaux in F minor (D.780) Op.94 No.3
– Claude Debussy: Clair de Lune

เลือกนำบทเพลง Oh patria mia (แปลว่า Oh, my dear country!) จากอุปรากร Aida ดังขึ้นระหว่างพิธีศพของ Edmea Tetua ช่างเต็มไปด้วยความโหยหวน ครุ่นคิดถึงผืนแผ่นดินบ้านเกิด

อดไม่ได้ต้องนำเอา Franz Schubert: Moment Musicaux in F minor (D.780) Op.94 No.3 เพราะในหนังบรรเลงโดย Glass Orchestra มอบสัมผัสเหมือนฝัน จิตวิญญาณล่องลอยไปไกล

การเสียชีวิตของ Edmea Tetua เทียบแล้วก็คือจินตนาการความตายของผู้กำกับ Federico Fellini เมื่อฉันหมดสิ้นลมหายใจจากโลกนี้ไป เรื่องราวการเดินทางเพื่อไปลอยอังคารของหนัง จักสะท้อนถึงเพื่อนฝูง คนรุ่นหลัง และบุคคลอื่นๆในสังคม แสดงออกถึงการจดจำตัวเขา

เปรียบเทียบกับ Ikiru (1952) ผู้กำกับ Akira Kurosawa เลือกนำเสนอเพียงเพื่อนสนิท บุคคลใกล้ชิด กลุ่มคนเล็กๆ พูดกล่าวถึงวีรกรรมผลงานที่โลกต้องจดจำของ Kanji Watanabe (รับบทโดย Takashi Shimura)

แต่สำหรับ And the Ship Sails On ผู้กำกับ Fellini เลือกที่จะสร้างโลกทั้งใบขึ้นมา อันประกอบด้วย
– จะมีเฉพาะผู้โดยสาร First Class ชนชั้นสูง ขุนนาง ศิลปิน นักวิจารณ์ ผู้มีความหลงใหลสนใจในน้ำเสียงร้องของ Edmea Tetua ที่ยังคงให้ความเคารพยกย่อง จดจำ และเชิดชูถึงความยิ่งใหญ่
– กัปตันและลูกน้อง ต่างมีหน้าที่ในเชิงพิธีการ อาจรู้จัก-ไม่รู้จัก ก็ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่
– กรรมกรแรงงาน พ่อครัว ลูกจ้างทั้งหลาย ก้มหน้าก้มตาทำงานไป Edmea Tetua คือใครก็ไม่รู้ละ มีหน้าที่แค่ให้เรือลำนี้แล่นไปถึงจุดเป้าหมายก็เพียงพอ

กึ่งกลางของหนังมีอีกกลุ่มบุคคล/ชนชั้น อยู่ดีๆปรากฎตัวเข้ามานั่นคือ ผู้อพยพลี้ภัยชาว Serbian ซึ่งมีปริมาณมากและไม่สามารถชี้นิ้วสั่งการ ควบคุมอะไรคนพวกนี้ได้ ต่างกระทำสิ่งต่างๆด้วยความพึงพอใจส่วนตน สร้างความยุ่งวุ่นวาย เข้าไปปั่นป่วนในเขตหวงห้าม ลักขโมยดื่มไวน์เมามาย

ซึ่งการมาถึงของเรือรบ Austro-Hungarian เมื่อถูกส่งตัวไป กลับใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ โยนระเบิดมือ เป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้ปะทะ สงครามระหว่างสองฝั่งฝ่าย สุดท้ายทุกคนพบเจอความสูญเสีย!

นั่นเป็นประเด็นสังคมที่ผู้กำกับ Fellini แสดงออกด้วยอคติต่อโลกยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่ม-สาว (จะว่าไปก็ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Roma แล้วนะครับ) คือชนวนเหตุของความแตกแยก ขัดแย้ง ใช้กำลังความรุนแรงในการแก้ปัญหา อ้างอิสรภาพแล้วทอดทิ้งศีลธรรมมโนธรรม นี่มันใช้ได้ที่ไหนกัน!

ปัญหาใหญ่ๆของหนังอยู่ที่การแทรกประเด็นสังคมนี้เข้ามา ทำให้ผมรู้สึกว่ามันหลุดเนื้อหาสาระที่ Fellini กำลังจินตนาการถึงอนาคตหลังความตาย ผู้ชมแทบจะหลงลืมไปด้วยซ้ำว่าการเดินทางครั้งนี้มีจุดประสงค์อะไร และการจบสิ้นที่ความล่มสลาย เรือสองลำต่อสู้จนพังทลาย ชายคนหนึ่งและแรดขี้เหงา โลกในมุมของเขามันช่างโดดเดี่ยวเดียวดายขนาดนั้นเลยหรือไร


หนังเข้าฉายนอกสายการประกวด เทศกาลหนังเมือง Venice ได้รับการยืนปรบมือนานถึง 15 นาที เลยมีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศอิตาลี ส่งเข้าชิงชัย Oscar: Best Foreign Language Film น่าเสียดายไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ

ถึงส่วนตัวจะไม่ค่อยประทับใจครึ่งหลังของหนังสักเท่าไหร่ แต่ภาพรวมถือว่าชื่นชอบ ลุ่มหลงใหลในแนวคิด วิธีการนำเสนอสุดบ้าบิ่น มีกลิ่นอาย Felliniesque แทรกอยู่ประปราย และการเลือกเพลงประกอบคลาสสิก โอเปร่า ไพเราะเพราะพริ้งมากมาย

ขอแนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้มีความสนใจในดนตรีคลาสสิก นักร้องโอเปร่า ชื่นชอบผลงานของ Giuseppe Verdi อาจได้พบเห็นมุมมองที่แตกต่างออกไปของหนัง

จัดเรต PG กับบรรยากาศตึงๆแห่งความตาย และสายตาอิจฉาริษยาของตัวละคร

คำโปรย | E la nave va เป็นการเดินทางที่แม้ไปถึงเป้าหมาย แต่หาทางกลับเข้าฝั่งไม่ได้
คุณภาพ | ตราตรึงและหย่อนยาน
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of