Earth (1930)

Earth

Earth (1930) Ukrainian : Alexander Dovzhenko ♥♥♥♡

ถ้าคุณอยากรู้ว่า Poetic Film เป็นอย่างไง แนะนำให้หาหนังเงียบ Soviet สัญชาติ Ukrainian เรื่องนี้มาดู, Earth เป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่มีใช้การผสมผสานการเล่าเรื่อง ถ่ายภาพ (แทนคำพูด) ที่มีความงดงามราวกับบทกวี แม้คุณอาจจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของหนังเสียเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าจะตราตรึงในความสวยงาม

บอกตามตรง นี่เป็นหนังที่ผมดูครั้งแรกไม่รู้เรื่อง ปัญหาใหญ่เลยคือไม่เข้าใจเรื่องราวของหนัง แต่ก็ได้ซึมซับความสวยงามในเทคนิค วิธีการนำเสนอที่ถือว่าโดดเด่นมากๆ, จุดที่ไม่เข้าใจคือ เนื้อเรื่อง และพื้นหลังของเรื่องราว ซึ่งพอผมไปหาเรื่องย่อของหนังอ่านก็แทบบรรลุเลยละครับ, ประวัติศาสตร์ของ Soviet Union ในยุคของ Joseph Stalin ถ้าคุณไม่เคยอ่าน ศึกษา หรือรู้จักมาก่อน ผมคิดว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะเข้าใจหนังเรื่องนี้, ไม่เป็นไรกับคนที่ดูมาแล้วส่ายหัว หนังบ้าอะไร! อ่านบทความนี้จบ แนะนำให้กลับไปดูอีกรอบนะครับ หนังยาว 76 นาทีเอง คราวนี้แหละคุณอาจจะมองเห็น สัมผัสความงดงามของหนังได้เลยละ

ผมจัดความยากในการดูหนังเรื่องนี้ที่ Veteran คือระดับสูงสุด ถ้าคุณดูรอบแรกไม่เข้าใจก็อย่าท้อนะครับ หรือถ้าอ่านบทความนี้จบ ไปดูรอบสองก็ยังไม่เข้าใจอีก อย่าบอกว่าหนังมันไม่ดีหรือไร้สาระนะครับ กรณีนี้แสดงว่าค่าประสบการณ์ในการดูหนังของคุณยังต่ำเกินไป ไม่ต้องรีบทำความเข้าใจนะครับ เอาเวลาไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ หาหนังดูอีกสัก 100-200 เรื่อง หนังเงียบอีก 20-30 เรื่อง แล้วค่อยกลับมาทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย ไม่แน่เมื่อนั้นคุณอาจเห็นความสวยงามของหนัง ยิ่งกว่าที่ผมเล่าให้ฟังอีก

Poetic Film คืออะไร?

คงต้องพูดความหมายของ Poetic เสียก่อน, กวีนิพนธ์ (Poetry, Poem, Poesy) คือรูปแบบทางศิลปะที่มนุษย์ใช้ภาษา เพื่อคุณประโยชน์ด้านสุนทรียะ เพิ่มเติมจากเนื้อหาทางความหมาย, บทกวี คือ ภาษาของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด เป็นสื่อที่ชักนำความรู้สึกของมนุษย์ แสดงออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์ ผ่านการเรียบเรียงที่สอดคล้องจอง มีสัมผัส มีจังหวะ มีความสวยงาม ทั้งความหมายและทำนองเสียงขับร้อง

Poetic Film เป็นประเภทหนึ่งของภาพยนตร์ (Sub-Genre) ที่ได้ผสมผสานแทนแนวคิดของกวีนิพนธ์ แปรสภาพเป็นภาพ เรื่องราว หรือเสียงประกอบในสื่อภาพยนตร์, ไม่ใช่กว่าหนังเรื่องนั้นจะมีการพูดหรือร่ายบทกลอนเป็นคำสำนวนคล้องจองอะไรขึ้นมานะครับ ในโลกภาพยนตร์มีคำที่เรียกว่า ‘ภาษาของภาพยนตร์’ ซึ่งคือการถ่ายภาพ ตัดต่อ เพลงประกอบ เมื่อถูกทำให้ความความคล้องจอง มีสัมผัส มีจังหวะ มีความสวยงาม ใช้แทนด้วยอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด นี่จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Poetic Film

Earth จัดเป็นภาพยนตร์ Avant-Garde ผู้นำร่องการทดลอง แปรสภาพสื่อภาพยนตร์ให้ดูเหมือน กลายเป็น Poetic Film, ผมไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้เป็น Poetic Film เรื่องแรกหรือเปล่า (ว่ากันว่าอาจเป็นฝรั่งเศส ที่เริ่มต้น Poetic realism ช่วงยุค 20s) แต่ผู้กำกับ Alexander Dovzhenko ได้ชื่อว่า ‘เป็นศิลปินคนแรกของวงการภาพยนตร์ Russia’ (The first intensely personal artist in Russian cinema.)

Alexander Dovzhenko (1894-1956) นักเขียน ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ชาว Soviet สัญชาติ Ukrainian, ใน Russia ชื่อเสียงของเขาโด่งดังเคียงข้าง Sergei Eisenstein, Dziga Vertov และ Vsevolod Pudovkin เป็นหนึ่งในผู้กำกับยุคบุกเบิกทฤษฎี Montage จนมีชื่อเรียกยุคนี้ว่า Soviet Montage, Dovzhenko ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นผู้กำกับ ตอนอายุ 19 เขาเป็นครูสอนหนังสือ กลายเป็นทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จบสงครามเกิด Soviet-Ukrainian Wars เข้าร่วมฝ่าย Ukrainian People’s Republic ปะทะกับ Red Army ของรัสเซียก่อนพ่ายแพ้ถูกจับเป็นเชลยสงครามในปี 1919, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 1926 จากการเป็นนักเขียนบท แล้วกลายมาเป็นผู้กำกับ หนังเรื่องแรกคือ Love’s Berries (1926) ตามมาด้วย Zvenyhora (1928) ที่ได้เสียงตอบรับดีมากๆ จนทำให้เขากลายเป็นผู้สร้างหนังคนสำคัญแห่งยุค และเป็นจุดเริ่มต้นของ Ukraine Trilogy (ประกอบด้วย Zvenigora, Arsenal, และ Earth), น่าเสียดายตลอดชีวิตของ Dovzhenko กำกับหนังแค่ 7 เรื่องเท่านั้น และที่ถือว่าได้รับการยกย่อง พูดถึง กล่าวขวัญมากที่สุด และเป็น Masterpiece คือ Earth (1930)

พื้นหลังของหนังเรื่องนี้ ที่ Ukraine ประเทศบ้านเกิดของ Dovzhenko เมื่อปี 1906 Tsar Nicholas II of Russia ผู้นำ Soviet Empire ประกาศอนุญาติให้ชาวนา ประชาชนทั่วไป มีสิทธิ์ถือครอบครองที่ดินส่วนตัว (private land) และสามารถส่งต่อสู่รุ่นลูกหลานได้, แต่พอเกิดการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 (Russian Revolution in 1917) Tars สละบัลลังก์ และ Joseph Stalin เข้ายึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น Soviet Union มีความต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยการกำจัดระบอบทุนนิยมมุ่งสู่ยุคอุตสาหกรรม นี่จึงทำให้ชาว Kulaks (ชื่อเรียกของชาว Ukraine) ลุกฮือขึ้นต่อต้านการเกษตรสมัยใหม่ เพราะถ้ายอมรับ พวกเขาก็จะไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินส่วนตัวอีกต่อไป

ปี 1929 Stalin ออกมาพูดว่า ‘เราต้องกำราบพวก Kulaks ขจัดซึ่งระบบชนชั้น ให้มีแต่ความเท่าเทียม’ (We must smash the Kulaks, eliminate them as a class.) ในความเป็นจริงแล้ว เกษตรกร Ukrainian มีความยากจนมาก เทียบไม่ได้กับพื้นที่อื่นใน Russia ที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ชาวนามีผลผลิตพอเพียง จนร่ำรวยมีกิน สามารถรองรับเกษตรสมัยใหม่ได้ไม่ยาก ซึ่งถ้า Ukraine ต้องกลายเป็นเกษตรยุคใหม่ ชาวนาสูญเสียที่ดินส่วนตัว ก็มีแต่จะทำให้ลำบากขึ้น เพราะต้องเช่าที่นาทำกัน หาความเสมอภาคไม่ได้ เหมือนการฆ่าให้ตายทั้งเป็น

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนผ่านของยุคการเกษตร Alexander Dovzhenko ได้สร้างหนังที่มีใจความราวกับบทกวี เพื่อตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ‘ที่ไม่ได้มีผลต่อแค่ระบบเศรษฐกิจ แต่รวมถึงจิตใจของผู้คนทั้งหมด’ (a period not only of economic transformation but also of mental transformation of the whole people.)

ตัวละคร Semyou เห็นว่า Dovzhenko ได้แรงบันดาลใจมาจากปู่ของเขาเอง และเหตุการณ์ฆาตกรรม Vasyl มาจากการลอบสังหาร เจ้าหน้าที่ทางการของรัสเซีย (Soviet Agent) โดยหนึ่งในชาว Kulaks นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเกิดของ Dovzhenko

ถ่ายภาพโดย Danylo Demutsky ขาประจำที่ได้ร่วมงานกันมาตั้งแต่หนังเรื่องแรก, งานภาพของหนังเรื่องนี้ถือว่า โคตร Poetic เลยละครับ มีการแช่ภาพ ค้างทิ้งไว้ให้ผู้ชมสัมผัสถึงแสงแดด ไออุ่น บางทีก็ฝนตกพรำ ของท้องฟ้า พื้นดิน ทุ่งหญ้า ดอกทานตะวัน ต้นแอปเปิ้ล ฯ แม้หนังจะเป็นภาพขาวดำ และไม่มีเสียงของธรรมชาติ แต่เราจะเหมือนได้กลิ่นของพื้นดิน ต้นหญ้า สัมผัสได้ถึงไออุ่น ความชุ่มชื่น ราวกันเราได้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนั้น (เห็นแล้วอยากกินลูกแพร์)

ตัดต่อโดย Alexander Dovzhenko เทคนิคที่ใช้บ่อยในหนังคือ Montage ตัดสลับไปมาระหว่าง 2 สิ่งขึ้นไป เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมให้กับหนัง (อยากรู้จักว่า Montage คืออะไร ให้ตามหาบทความหนังเรื่อง Mother-1926 อ่านนะครับ)

หลายฉากของหนังเป็นการ Close-Up ใบหน้าของตัวละครแบบเต็มๆ เหตุผลที่ถ่ายแบบนี้ก็เพื่อใช้ทำ Montage ขณะตัดต่อ นักแสดงไม่ได้ต้องแสดงอะไรออกมามาก แค่ปั้นหน้าให้เป็นธรรมชาติ ดูเป็นกลางที่สุด ส่วนความรู้สึกของผู้ชมในแต่ละฉากนั้น ไม่ได้มาจากใบหน้าของพวกเขา แต่เป็นภาพ Montage ที่หนังตัดให้เราเห็น

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เปรียบได้กับการเกิดและตาย ฉากแรกของหนัง ชายคนหนึ่งกำลังตาย (สิ้นสุดวัฏจักร) หนังใช้การตัดต่อสลับกับภาพของเด็กทารก (เริ่มต้นวัฏจักร) ทั้งสองกำลังกินลูกแพร์เหมือนกัน เป็นภาพ Montage ที่แสดงถึงวัฎจักรเดียวกัน, ในอีกมุมหนึ่งเราสามารถมองการเกิด-ตาย คือ ยุคสมัยเก่า-ยุคสมัยใหม่ ความเชื่อแบบเก่า-ความเชื่อแบบใหม่ ฯ อย่างเครื่องจักร (รถ Tractor) เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยใหม่, งานศพที่ไม่ต้องใช้พระสวด แต่ให้ร้องเพลงแต่งขึ้นใหม่ สำหรับชีวิตใหม่ นี่คือความเชื่อแบบใหม่

งานภาพที่สวยงามที่สุดในหนัง คือ หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆดอกทานตะวัน ผมเรียกภาพนี้ว่า Montage Shot (ปกติ Montage จะใช้การตัดต่อสลับไปมา อาทิระหว่าง หน้าคน กับ อาหาร นี่แปลว่าหิว แต่ช็อตนี้ หน้าคน กับ ดอกทานตะวัน อยู่ในภาพเดียวกัน ผมเลยเรียกว่า Montage Shot) จัดเป็นเป็นภาพ Surrealistic ประเภทหนึ่งนะครับ

หญิงสาวที่ยืนอยู่คือภรรยาของผู้กำกับ Dovzhenko ชื่อ Julia Solntseva, หญิงสาวเป็นตัวแทนของความฝัน ยืนข้างทานตะวันที่เป็นดอกไม้หันหน้าตามพระอาทิตย์ ถ้าเปรียบตะวันดั่งสหภาพโซเวียต ดอกทานตะวันจะเสมือนตัวแทนของคนที่ยอมรับ ปฏิบัติตามแนวทางของประเทศ และหญิงสาวคือผู้ที่ยืนเคียงข้าง

มีนักวิเคราะห์ มองเห็นประเด็นที่ถือว่าเป็นส่วนตัวของ Dovzhenko ในหนังเรื่องนี้ด้วย ซึ่งขณะนั้นผู้กำกับเพิ่งจะแต่งงานครั้งที่สองกับ Julia Solntseva มาหมาดๆ ชื่อของเธอ Sontse แปลว่า พระอาทิตย์ ยืนเคียงข้างดอกทานตะวัน สามารถเปรียบกับแสงสว่างใหม่ในชีวิตเขา, การใส่ความสัมพันธ์ระหว่าง ภาพยนตร์กับเรื่องราวชีวิตส่วนตัว ผู้กำกับคนไหนก็ตามที่ทำแบบนี้ จะถูกขนานนามว่า ‘ศิลปิน’ และ Dovzhenko คือคนแรกของ Russia ที่ทำแบบนี้ เขาจึงได้รับคำกล่าวที่ว่า ‘ศิลปินคนแรกของวงการภาพยนตร์ Russia’

ฉาก Dance of the Dead ระหว่างทาง Vasyl เต้น Hopak (ท่าเต้นพื้นบ้านประจำชาติของยูเครน) ขณะกำลังกลับบ้าน แล้วถูกฆ่าโดยใครไม่รู้ (มารู้ทีหลังว่าเป็น Khoma) การเต้นของ Vasyl คือความดีใจ ตื่นเต้น เป็นสุขที่แสดงออกมา กับความฝันที่คิดว่าต่อไปพวกเขาคงสุขสบายขึ้นกว่าเดิม เทคโนโลยีได้ช่วยทุ่นแรง ผ่อนงานหนังให้เป็นงานเบา เป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตที่สดใส ฉากนี้กล้องตั้งอยู่เฉยๆ ถ่าย long-shot ระยะไกลให้เห็นการกระโดดโลดเต้นอย่างเป็นอิสระ, การตายของ Vasyl ทำให้เกิดการรวมตัวของฝูงชน กับคำถามที่ว่า ทำไมชายคนนี้ถึงถูกฆ่า? เหมือนพวกเขาจะลงความเห็นว่า เกิดจากความอิจฉาตาร้อนของคนรุ่นก่อนต่อโลกยุคใหม่ ที่ทำให้ตนสูญเสียผลประโยชน์ นี่เป็นสิ่งที่ฝูงชนไม่มีใครยอมรับได้อีก, ในฉากนั้น Khoma ตะโกนป่าวประกาศยอมรับสารภาพว่าเป็นคนฆ่า แต่ก็ไม่มีใครสนใจ เพราะเขาเป็นตัวแทนของคนยุคก่อน อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันต้องมองไปข้างหน้า สู่อนาคต เสียงตะโกนเรียกของอดีตจึงเบาและไร้ค่าที่จะฟัง, เราจะเห็นว่า Khoma ที่เดินส่ายไปส่ายมาอย่างหมดหวัง เหมือนเขากำลังเต้น (คล้ายๆกับ Hopak) มีช็อตหนึ่ง เขาเต้นอยู่ใกล้กับหลุมฝังศพ (เห็นกางเขน) นี่เป็นอีก Montage Shot ที่แทนด้วยสัญลักษณ์แห่งความตาย

มีอีกฉากหนึ่งที่เป็นการเต้นเหมือนกัน แต่เป็นการเต้นเปลือยของแฟนสาว Vasyl (ฉากนี้ถูกเซนเซอร์ใน Russia) เธอแสดงออกซึ่งความโศกเศร้า ทุกข์ทรมาน บอกตามตรงนี่เป็นฉากที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ ที่ต้องเปลือยเพราะเป็นการระบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ ออกมาผ่านเนื้อหนัง ซึ่งพอตัดสลับ Montage กับฝูงชนแล้ว ให้ความรู้สึกบ้าคลั่งอย่างบอกไม่ถูก

กับคนที่อยากอ่านบทวิเคราะห์หนังอย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ ผมข้ามอะไรๆไปเยอะทีเดียว คลิกไปที่ลิ้งค์เลยนะครับ

LINK: http://rayuzwyshyn.net/dovzhenko/Earth.htm

นี่เป็นหนังชวนเชื่อ (Propaganda) ผมมาเอะใจตอนช่วงท้าย กับประโยคที่ขึ้นว่า ‘การตายของ Vasyl จะถูกยกย่องกลาวถึงเหมือนเครื่องบินคอมมิวนิสต์ที่บินไปรอบโลก’ (Vasyl’s glory will fly around the world like a new communist airplane.) เห้ย! ดูมาทั้งเรื่อง เพิ่งจะเข้าใจว่า ที่แท้หนังเป็นการแสดงทัศนคติของ Communist ต่ออุดมการณ์ความเท่าเทียม และก้าวเดินสู่โลกยุคใหม่ที่ทันสมัย, คือทีแรกผมคิดว่าใจความของหนังเป็น โลกยุคใหม่vsโลกยุคเก่า นำเสนอ เปรียบเทียบ แสดงความเห็น แต่พอเข้าใจประเด็นที่แท้จริงว่าเป็นหนังชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์ ใจความหนังเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เป็นชี้นำ ชักนำ ปลูกฝังผู้คน ให้มีแนวคิด ทัศนคติใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนตัวเอง เข้ากับสู่โลกยุคต่อไป

ซึ่งพอมองเห็นเป็นหนังชวนเชื่อ ผมจำต้องตัดคะแนนหนังออกไปพอสมควร เพราะหนังประเภทนี้มักจะ ‘มีใจความเดียว’ คือมุ่งเน้นให้ผู้ชมได้เกิดความคิด ความรู้สึก ตามทิศทางที่หนังนำเสนอ, ผมวิเคราะห์ดูพบว่า สิ่งที่หนังอยากจะชวนเชื่อคือ ให้ชาว Kulaks ยอมรับในโลกยุคใหม่ (เหมือนครั้งหนึ่งที่ผู้กำกับเคยต่อต้าน Russia สู้กับ Red Army แต่ตอนทำหนังเรื่องนี้ เขายอมศิโรราบต่อสหภาพโซเวียตแล้ว) ผมคิดว่าถ้าหนังเรื่องนี้เปิดกว้าง ไม่ชี้นำ หรือชักจูงผู้ชมให้คล้อยตามไปทางใดทางหนึ่ง (ไม่ใช่หนังแนวชวนเชื่อ) จะกลายเป็นหนังเชิงปรัชญาที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ โลกยุคเก่าvsโลกยุคใหม่ ที่น่าสนใจมาก ไม่แน่อาจยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ก็ได้

ถึงจะบอกว่าเป็นหนังชวนเชื่อ และมีความต้องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของชาว Kulaks แต่หนังกลับไม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่นั้นเลย เพราะเดือนมีนาคม 1930 ก่อนหนังฉาย 1 เดือน มีประชาชนชาว Ukraine ถึง 65% ได้เปลี่ยนมาใช้การเกษตรสมัยใหม่แล้ว (หนังเริ่มสร้างก่อนหน้านั้น 1 ปี ตอนนั้นมีแค่ 25% เท่านั้น) ซึ่งตอนหนังออกฉาย (แบบจำกัดโรง) ทางการ Soviet ได้ออกมาตรการขั้นรุนแรง บังคับให้คนที่ยังไม่เปลี่ยนต้องเปลี่ยนโดยทันที (ไม่รู้เหมือนกันว่าบังคับยังไง แต่เห็นว่ามีการประทะกันเกิดขึ้นด้วย) เดือนตุลาคม 1930 ทุกครัวเรือน ชาวนาทุกคนในยูเครน ทำการเกษตรสมัยใหม่กันหมดแล้ว! หนังเรื่องนี้เลยหมดหน้าที่ไปโดยปริยาย (แผนจริงๆของโครงการนี้คือ 5 ปี เริ่มจาก 1928 แต่เสร็จสิ้นสำเร็จในปี 1930 คงมีแต่ Communist กระมังที่สามารถทำแบบนี้ได้)

เกร็ด: ชื่อหนังภาษา Ukrainian ‘Zemlia’ แปลว่า Earth ที่แปลว่า ดิน มีความหมายถึง พื้นดิน ที่ดินทำกิน (soil, land, ground)

หนังฉายใน Russia วันที่ 8 เมษายน 1930 ยืนโรงได้ 9 วันก็ถูกกอง Censor สั่งห้ามฉาย แล้วให้ Dovzhenko ไปตัดหลายฉากที่ล่อแหลมออกเพิ่มเติม นำมาฉายใหม่ แล้วถูกแบนอีก ว่ากันว่ามีหนังเรื่องนี้มีถึง 6 เวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นที่หลงเหลือถึงปัจจุบัน และเป็นเวอร์ชั่นที่ผมได้ดู เป็นต้นฉบับแท้ๆ ไม่ได้ถูกกอง Censor ตัดออก คงเพราะอาจมาจากฟีล์มที่นำไปฉายอเมริกา จึงไม่ได้ถูกตัดแต่งใดๆ

  • ณ เทศกาล Brussels World’s Fair ปี 1958 มีการจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมระดับโลกขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Earth ติดอันดับ 10 จากทั้งหมด 12 เรื่อง
  • นิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll เมื่อปี 2012 ติดอันดับ 171

ถ้าผมไม่ได้ดูหนังรอบ 2 และไม่ได้ลองค้นหาข้อมูลอะไรๆของหนังเพิ่ม คิดว่าคงไม่ชอบและไม่เข้าใจหนังเรื่องนี้แน่ แต่พอได้ศึกษาทำความเข้าใจ ทัศนคติต่อหนังก็ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ชอบมากเท่าไหร่ (ก็เพราะความที่มันเป็น Propaganda นี่แหละ), กับคนที่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ผมแนะนำเรื่องอื่นให้ อาทิ L’atalante (1934), The Color of Pomegranates (1969), The Mirror (1975), The Wind Will Carry Us (1999) ฯ [4 เรื่องนี้ผมเขียนรีวิวมาหมดแล้วนะครับ]

แนะนำกับนักประวัติศาสตร์ ที่ต้องการศึกษาช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลง จากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมเกษตร ของประเทศ Ukraine จุดประสงค์ วิธีการ และภาพยนตร์ชวนเชื่อของสหภาพโซเวียต ในยุคของ Joseph Stalin

แนะนำกับนักปรัชญา นักกวี ผู้ชื่นชอบในสุนทรียภาพ ความสวยงามในธรรมชาติและงานศิลปะ

แนะนำอย่างยิ่งกับนักเรียน คนทำงานสายภาพยนตร์ ศึกษา เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เทคนิค วิธีการ อาจมีประโยชน์ในสายงานที่ทำอยู่

จัดเรต 13+ มีฉากติดเรท และการตัดต่อแบบ Montage ทำให้เกิดความรู้สึกไม่น่าอภิรมย์บางอย่าง

TAGLINE | “Earth คือหนังที่มีความงดงามดังบทกวี ทั้งงานภาพ การแสดง และเรื่องราวที่แฝงใจความอันลึกซึ้ง”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of