Eddie the Eagle (2016)

Eddie the Eagle

Eddie the Eagle (2016) hollywood : Dexter Fletcher ♥♥♥

(mini Review) ‘The most important thing in the Olympic Games is not to win but to take part’ สำหรับมหาอำนาจบางชาติ ความพ่ายแพ้ถือเป็นสิ่งยอมรับไม่ได้ แต่ก็มีนักกีฬาอีกหลายชาติ ที่ชาตินี้ขอแค่ได้เข้าร่วมโอลิมปิกก็เพียงพอแล้ว, Michael ‘Eddie’ Edwards เจ้าของฉายา Eddie the Eagle นักกีฬา Ski Jumper ทีมชาติ British เข้าร่วมแข่งขันใน 1988 Calgary Winter Olympic, Canada เขาไม่ได้มาเพื่อชนะ แค่ขอได้เข้าร่วมเท่านั้น

อีกหนึ่งหนังสร้างแรงบันดาลใจ เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่มีสูตรสำเร็จราวกับเปิดตำราเรียน นักกีฬาที่ไม่มีใครคาดหวังอะไรมาก่อน ต้องการแสดงออกซึ่งการมีตัวตน เข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ แล้วชนะได้รางวัลหรืออาจพ่ายแพ้แต่สร้างความประทับใจ,โครงสร้างลักษณะนี้ใครดูหนังแนวกีฬาบ่อยๆคง ‘เบื่อ’ แบบเอือมละอา ผมดูหนังเรื่องนี้เมื่อวันก่อน อุตส่าห์คาดหวังว่า หนังปี 2016 แล้ว จะมีรูปแบบอะไรใหม่ให้เห็นบ้าง สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม เปลี่ยนแค่ตัวละคร ประเภทกีฬา และวิธีการนำเสนอนิดหน่อย, บางคนอาจคิดว่า สูตรสำเร็จมันก็ดีอยู่แล้ว ตราบใดที่ยังหากินได้ มันผิดตรงไหน … ก็ใช่ครับ ถ้าคุณไม่ได้ดูหนังบ่อยเท่าผมคงไม่ติดใจอะไรมาก นี่เป็นหนังที่ขายความบันเทิงชั้นยอด แต่ในแง่ความเป็นศิลปะ คงไม่เต็มอิ่มสำหรับคอหนังตัวจริงแน่ๆ

สกีกระโดด (Ski Jumping) เป็นกีฬาที่อันตรายมากๆ (รู้สึกว่า Winter Sport จะมีแต่กีฬาอันตรายๆแทบทั้งนั้นเลย) มีต้นกำเนิดจากประเทศ Norway จากการไถลลงเนินเขาหิมะเป็นประเพณีพื้นบ้าน ต่อมาได้พัฒนากลายเป็นกีฬาแข่งขันสากล ได้รับการบรรจุในโอลิมปิกตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการแข่งขัน (ปี 1924), นักกีฬาจะยืนอยู่บนยอดเขาที่มีทางลาดยาว แล้วกระโดดลงมา ซึ่งใครสามารถกระโดดได้ไกลที่สุดโดยไม่เสียหลักจะเป็นฝ่ายชนะ, ความสูงที่มีการแข่งขันประกอบด้วย normal hill (NH) และ large hill (LH) ในปี 1988 กำหนดความสูง normal hill 70 เมตร และ large hill 90 เมตร แต่ปัจจุบันนับตั้งแต่ 1992 normal hill เปลี่ยนเป็น 90 เมตร และ large hill 120 เมตร, ชาติมหาอำนาจของกีฬานี้คือ Finland และ Norway

ในประวัติศาสตร์ของ Great Britain ก่อนหน้านี้มีนักกีฬา Ski Jumping เพียง 3 คนเท่านั้น เข้าร่วมแข่งขันในปี 1924 โอลิมปิกฤดูหนาวครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าทำไมกีฬาประเภทนี้ถึงไม่ได้รับความนิยมในอังกฤษ, Eddie ผู้มีความต้องการเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก แต่ไม่ผ่านการคัดเลือกจากกีฬาประเภทอื่นเลย เขาเห็นโอกาสที่จะสามารถเป็นตัวแทนทีมชาติได้ จึงเริ่มฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งกีฬาประเภทนี้, แต่ช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับเริ่มต้นเล่น Ski Jumping คือ 6 ขวบ Eddie เริ่มกระโดดครั้งแรกตอน 22 ก็แน่ละมันจะไปถึงระดับแชมป์ได้ยังไง, เขาใช้การซิกแซก เล่นแง่กับกฎระเบียบของคณะกรรมการโอลิมปิก Britain ที่ล้าหลัง เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสและสามารถกลายเป็นตัวแทนทีมชาติเข้าร่วมโอลิมปิกได้สำเร็จ

1988 Calgary Winter Olympic, Canada ในการแข่งขัน หลังจาก Eddie กระโดดครั้งแรกสำเร็จ ด้วยสถิติที่เป็น Personal Best เขาดีใจอย่างออกนอกหน้า สยายแขนตีปีกราวกับอินทรี นั่นทำให้เขาได้รับฉายาว่า The Eagle ทั้งๆที่อันดับของตัวเองนั้นคือที่โหล่ นี่ทำให้สื่อมวลชนแขนงต่างๆให้ความสนใจเขาอย่างมาก ทำไมผู้แพ้ถึงแสดงออกได้เว่อขนาดนี้ เกินหน้าเกินตานักกีฬาที่ได้เหรียญทองเสียอีก, นี่สร้างความไม่พอใจให้กับคณะกรรมการโอลิมปิก Great Britain มากๆ เพราะพวกเขามองเห็นเป็นความอับอายขายหน้า, จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงในคณะกรรมการโอลิมปิกสากล International Olympic Committee (IOC) ซึ่งแนวคิดของ Pierre de Coubertin บิดาของโอลิมปิกยุคใหม่ ได้กล่าวไว้ว่า

The most important thing in the Olympic Games is not to win but to take part, just as the most important thing in life is not the triumph but the struggle. The essential thing is not to have conquered but to have fought well.

หลังจบการแข่งขันครั้งนี้ IOC ได้สร้างกฎที่ชื่อ The Eddie “The Eagle” Rule นักกีฬาที่จะสามารถแข่งโอลิมปิกได้ ต้องเคยแข่งขันในระดับนานาชาติ และได้อันดับ 30% (ถ้ามีแข่ง 100 คน ต้องได้อันดับ 33 ขึ้นไป) หรือถ้ามีผู้เข้าแข่งขันจำนวนมาก ต้องไม่เกินอันดับ 50, นั่นทำให้ Eddie ไม่สามารถผ่านเข้าแข่งขันโอลิมปิกครั้งต่อๆไปได้อีกเลย

ในมุมของผู้ชม นี่ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ สมัยนี้นักกีฬาส่วนใหญ่ที่ไปโอลิมปิก แทบทั้งนั้นตั้งใจจะคว้าชัย ได้เหรียญรางวัลมาครอบครอง แต่ผู้ชนะในทุกการแข่งขันมีเพียง 3-4 คน/ทีม ผู้พ่ายแพ้ก็ต้องผิดหวังกลับบ้าน นี่ถือเป็นค่านิยมสมัยปัจจุบันที่สะท้อนแนวคิดสังคมทุนนิยม และคุณค่าของ ‘ทอง’ ‘เงิน’ ‘ทองแดง’, สมัยก่อนการได้เป็น Olympian (นักกีฬาที่ลงแข่งขันโอลิมปิก) เท่านี้ก็ถือว่าคือความฝันสูงสุดของนักกีฬาหลายๆคนแล้ว การได้เหรียญรางวัลเปรียบเสมือนเป็นของแถม, เราคงย้อนเวลากลับไปเอาแนวคิดเดิมมาใช้คงไม่ได้ เพราะสมัยนี้ผมมองว่า โอลิมปิก เป็นเรื่องของทุนนิยม (ผิดกับสมัยก่อนเป็นที่เรื่องของการเมือง) เราจึงคงไปต่อว่าอะไรผู้ชนะไม่ได้ แต่อย่ามองข้ามผู้แพ้นะครับ เพราะพวกเขาก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์โอลิมปิกเช่นกัน

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ เป็นตอนที่ Eddie และ Matti ‘The Flying Finn’ Nykänen (นัก Ski Jumper ทีมชาติ Finland ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก) คุยกันในลิฟท์ขณะขึ้นไปกระโดด High Mountain, ถ้าเปรียบเหมือนนาฬิกา ฉันอยู่ 1 โมง นายอยู่ 11 โมง เราใกล้กันกว่าคนอื่น ชัยชนะพ่ายแพ้เป็นเรื่องของพวกที่ด้อยกว่า คนอย่างเรากระโดดเพื่อปลดปล่อยจิตวิญญาณ ถ้าไม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็คงจะเสียใจไปตลอดชีวิต, นี่แหละครับ อัจฉริยะกันคนบ้า แบ่งกันด้วยเส้นบางๆ

กำกับโดย Dexter Fletcher เขาเป็นนักแสดงสัญชาติอังกฤษ ที่ได้รับโอกาสจาก Matthew Vaughn มากำกับหนังเรื่องนี้, เขียนบทโดย Sean Macaulay และ Simon Kelton, ถ่ายภาพโดย George Richmond เด่นสุดคือการทำให้รู้สึกว่า Ski Jumping ที่ระดับความสูงต่างกัน มีบรรยากาศที่ต่างกัน, ตัดต่อโดย Martin Walsh (V for Vendetta-2006, Clash of the Titans-2010, Cinderella-2015), เพลงประกอบโดย Matthew Margeson, นำแสดงโดย Taron Egerton (Kingsman: The Secret Service-2004), Huge Jackman (พี่แกแทนที่จะมาเป็นซุปเปอร์ซับ แต่ก็ไม่เด่นกว่าพระเอก Taron Egerton เลย และจริงๆ Eddie ไม่มีโค้ชนะครับ ตัวละครนี้เพิ่มเข้ามา), Christopher Walken มาเป็น Cameo อดีตโค้ชของ Huge Jackman, Jim Broadbent รับบทเป็นโฆษกสนาม วิจารณ์การแข่งขันของนักกีฬา

แนะนำกับนักกีฬาทุกประเภท ดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ, จัดเรต PG มีการพูดจาดูถูกถากถางนิดหน่อย และระวังอย่างให้เด็กเอาไปลอกเลียนแบบ

TAGLINE | “Eddie the Eagle เป็นหนังที่ไม่สามารถหลุดกรอบโครงสร้างของแนวกีฬา แต่มีความบันเทิงที่สนุกใช้ได้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of