Él (1953) Mexican : Luis Buñuel ♥♥♥♥

บทเรียนสอนหญิง การจะแต่งงานกับใครสักคนอย่ามองแค่เปลือกภายนอก รูปร่างหน้าตา วิทยฐานะ หรือชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เพราะตัวตนแท้จริงของอีกฝั่งฝ่าย เมื่อได้รับการเปิดเผยออกมา อาจทำให้ชีวิตตกนรกบนดิน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Él ภาษาสเปนแปลว่า He, เขาผู้นั้น ในบริบทของหนังต้องสื่อถือ Francisco Galván de Montemayor ชายวัยกลางคน มองจากภายนอกดีพร้อมทุกสิ่งอย่าง รูปร่างหน้าตา (มั้งนะ) วิทยฐานะ ร่ำรวยมหาเศรษฐี ผู้มีสกุลนา แต่ตัวตนแท้จริงกลับเต็มไปด้วยความวิปลาส ขี้อิจฉาริษยา หวาดระแวงภรรยา(ที่ไปฉกแย่งชิงเธอมา) กลัวจะไปคบชู้นอกใจ จึงพยายามกักขังหน่วงเหนี่ยว พูดคำเสียๆหายๆ ใช้กำลังความรุนแรง ประเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย จนท้ายสุดมีสภาพไม่ต่างจากคนบ้า คลุ้มคลั่งเสียสติแตก

ผมแอบตกตะลึงอยู่เล็กๆว่า Luis Buñuel จงใจตั้งชื่อตัวละคร Francisco เพื่อเปรียบเทียบตรงๆถึงจอมพล Francisco Franco (1892-1975) ผู้นำเผด็จการแห่งรัฐสเปน (Estado Español) ตั้งแต่ปี 1936-75 และยังสถาปนาตนเอง ‘Él Caudillo’ ใครสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ก็จักพบเห็นความลุ่มลึกล้ำของหนัง (หนังของ Buñuel มักพาดพิงประเด็นการเมืองอยู่เสมอๆนะครับ)

นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังยังมีความใกล้ตัว ใกล้หัวใจ หนึ่งในน้องสาว Conchita แต่งงานสามีนิสัยหวาดระแวง (แบบเดียวกับตัวละคร) เมื่อมีโอกาสแรกพบเจอ Luis Buñuel (ไม่รู้มาก่อนว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ) เพียงแค่ยิ้มกริ่ม (ด้วยใบหน้าอันยียวนกวนบาทา) บังเกิดความไม่พอใจ ถึงขนาดหยิบปืนขู่จะฆ่า

“it may be the film I put the most of myself into. There is something of me in the protagonist”.

Luis Buñuel

แม้ว่า Él (1953) จะไม่ใช่ผลงานยอดเยี่ยมลำดับต้นๆของ Buñuel ยังพบเห็นความขาดๆเกินๆ ด้วยข้อจำกัดทุนสร้าง ระยะเวลาถ่ายทำ รายละเอียดสิ่งสัญลักษณ์ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ผลลัพท์ไม่ประสบความสำเร็จใดๆตอนออกฉาย แต่ก็เด่นชัดเจนใน ‘สไตล์ Buñuel’ และเมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านไป ก็กลายเป็นที่โปรดปรานของบรรดานักวิจารณ์จาก Cahiers du cinéma


Luis Buñuel Portolés (1900 – 1983) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Calanda, Aragon เป็นบุตรคนโตมีน้อง 6 คน, เมื่อตอนอายุได้ 4 ขวบครี่ง ครอบครัวอพยพย้ายสู่ Zaragoza ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะ ชนชั้นกลาง ถูกส่งไปศีกษาร่ำเรียนเป็นบาทหลวงยัง Colegio del Salvador แต่หลังจากได้พานพบเห็นอะไรบางอย่าง จึงหมดสิ้นเสื่อมศรัทธาในศาสนา, อายุ 16 เข้าเรียนต่อยัง University of Madrid แรกเริ่มคณะเกษตร เปลี่ยนมาวิศวะ สุดท้ายคือปรัชญา ระหว่างนั้นมีโอกาสสนิทสนมชิดเชื้อ Salvador Dalí และนักกวี Federico García Lorca สามสหายรวมกลุ่มตั้งชื่อ La Generación del 27

ความสนใจในภาพยนตร์ของ Buñuel เริ่มตั้งแต่สมัยยังเด็ก เติบโตขี้นมีโอกาสรับชม Der müde Tod (1921) ของผู้กำกับ Fritz Lang เกิดความใคร่สนใจอย่างรุนแรง เลยหันมาอุทิศตนเองเพื่อสรรค์สร้างภาพยนตร์, เมื่อปี 1925 มุ่งสู่กรุง Paris (ยุคสมัยนั้นถือเป็นเมืองหลวงงานศิลปะ) แรกเริ่มได้งานเลขานุการ International Society of Intellectual Cooperation หมดเวลาและเงินไปกับภาพยนตร์และโรงละคร (3 ครั้งต่อวัน) นั่นเองทำให้มีโอกาสพบเจอศิลปินมากมาย พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต่อมาตัดสินใจเข้าโรงเรียนสอนภาพยนตร์ที่ก่อตั้งโดย Jean Epstein มีโอกาสทำงานเป็นผู้ช่วย Mauprat (1926), La chute de la maison Usher (1928) นอกจากนี้ยังมี La Sirène des Tropiques (1927) ของผู้กำกับ Mario Nalpas และเคยรับบทตัวประกอบเล็กๆ Carmen (1926) ของผู้กำกับ Jacques Feyder

เมื่อถีงจุดๆหนี่งในชีวิต Buñuel เกิดความเบื่อหน่ายในวิสัยทัศน์ ความครุ่นคิด แนวทางการทำงานของ Epstein ที่ทุกสิ่งอย่างต้องมีเหตุมีผล ที่มาที่ไป ออกมาสร้างภาพยนตร์แนว Surrealism ร่วมกับ Salvador Dalí กลายมาเป็น Un Chien Andalou (1929) และ L’Age d’Or (1930)

การมาถึงของจอมพล Francisco สงครามกลางเมือง Spanish Civil War (1936-39) และภาพยนตร์/สารคดี Las Hurdes (1933) ถูกแบนห้ามฉายในสเปน ทำให้ Buñuel ตัดสินใจเดินทางมุ่งสู่ Hollywood ครุ่นคิดพัฒนาหลากหลายโปรเจคแต่ก็ไม่เป็นรูปเป็นร่างสักเรื่อง จนกระทั่งได้รับชักชวนจากโปรดิวเซอร์ Oscar Dancigers อพยพย้ายมาประเทศ Mexico ตั้งแต่ปี 1946 เริ่มต้นสรรค์สร้าง Gran Casino (1947), El Gran Calavera (1949), และพัฒนาสไตล์จนโดดเด่นชัดตั้งแต่ Los olvidados (1950)

แทบทุกโปรเจคของ Buñuel ในประเทศ Mexico ช่วงระหว่างปี 1946-64 มักมาจากโปรดิวเซอร์ ใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายทำอย่างรวดเร็ว (โดยเฉลี่ยไม่เกิน 1 เดือน) แน่นอนว่าค่าจ้างย่อมไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็เพียงพอให้ชีวิตและครอบครัวดำเนินไป

“Here in Mexico, I have become a professional in the film world. Until I came here I made a film the way a writer makes a book, and on my friends’ money at that. I am very grateful and happy to have lived in Mexico, and I have been able to make my films here in a way I could not have in any other country in the world. It is quite true that in the beginning, caught up by necessity, I was forced to make cheap films. But I never made a film which went against my conscience or my convictions. I have never made a superficial, uninteresting film”.

Luis Buñuel

หลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำ Robinson Crusoe (1954) ผู้กำกับ Buñuel จีงเริ่มมองหาโปรเจคถัดไป ค้นพบนวนิยายกี่งอัตชีวประวัติ Pensamientos (1926) แต่งโดย Mercedes Pinto (1883-1976) นักเขียนสัญชาติ Spanish โดยนำประสบการณ์ของตนเองระหว่างฟ้องหย่าสามีที่ป่วยโรคหวาดระแวง

Buñuel ดัดแปลงบทร่วมกับ Luis Alcoriza (1918-92) นักแสดง/นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์ เกิดที่ Badajoz, Extremadura ประเทศ Spain แล้วอพยพหนี Spanish Civil War (1936-39) มาปักหลักอยู่ Mexico ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับ Buñuel กลายเป็นเพื่อนสนิทสนม ร่วมงานกันตั้งแต่ Los olvidados (1950) จนถีง El ángel exterminador (1962)


เรื่องราวของชายวัยกลางคน Francisco Galván de Montemayor (รับบทโดย Arturo de Córdova) ตกหลุมรักแรกพบ Gloria Vilalta (รับบทโดย Delia Garcés) เกิดความมุ่งมั่นตั้งใจ ในชีวิตนี้ต้องไม่ต้องการอื่นใดนอกจากครอบครอง/แต่งงานกับเธอ พยายามเกี้ยวพาราสี โน้มน้าวจิตใจหญิงสาว จนสามารถฉกแย่งชิงจากคู่หมั้น Raul Conde (รับบทโดย Luis Beristáin)

แต่เพียงแค่เริ่มต้น Honeymoon ระหว่างเดินทางบนรถไฟ Francisco ก็เริ่มแสดงธาตุแท้จริงออกมา ขี้หีงหวง อิจฉาริษยา จากนั้นเริ่มใช้ความรุนแรง กักขังหน่วงเหนี่ยว ปฏิเสธไม่ให้ใครอื่นพบเจอหน้า ครั้งหนี่งถีงขนาดเกือบผลักตกลงจากหอระฆัง วิ่งหนีเอาชีวิตรอดจนบังเอิญพบเจอกับ Raul เล่าความจริงทั้งหมดแต่ก็ยังพร้อมอดรนทน เชื่อว่าสักวันหนี่งอาการหวาดระแวงของสามีจะค่อยๆดีขี้น


Arturo de Córdova ชื่อจริง Arturo García Rodríguez (1907-73) นักแสดงสัญชาติ Mexican เกิดที่ Mérida, Yucatán เริ่มต้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์ช่วงทศวรรษ 30s โด่งดังกับหนัง Action Adventure เคยมุ่งมั่นจะไปโด่งดัง Hollywood อาทิ The Count of Monte Cristo (1942), For Whom the Bell Tolls (1943), Frenchman’s Creek (1944) ฯ แต่พอรู้สีกว่าไม่ค่อยได้รับโอกาสเลยหวนกลับบ้านเกิด แล้วกลายเป็นตำนาน หนี่งใน Iconic แห่งวงการภาพยนตร์ Mexican

รับบท Francisco Galván de Montemayor ชายวัยกลางคน มองจากภายนอกมีความดีพร้อมทุกสิ่งอย่าง รูปร่างหน้าตา วิทยฐานะ ร่ำรวยมหาเศรษฐี และเป็นผู้มีสกุลนาม ได้รับการยินยอมรับจากสังคม แต่หลังจากตกหลุมรักแรกพบ Gloria ก็พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ เมื่อสามารถฉกแย่งชิงสำเร็จ ค่อยๆบังเกิดความหวาดระแวง วิตกจริต ครุ่นคิดว่าใครต่อใครต่างใคร่หมายปองภรรยา อีกทั้งยังหลงผิดไปว่าเธอกำลังคบชู้นอกใจ จีงกักขังหน่วงเหนี่ยว ใช้กำลังความรุนแรง เปิดเผยธาตุแท้จริงภายในออกมา

ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์และ Charisma ของ Córdova ดูเป็นผู้ดีมีสกุลนา ยังคงหล่อเหลาแม้ก้าวเข้าสู่วัยกลางคน ด้านการแสดงก็ถือว่ายอดเยี่ยมในระดับคาดไม่ถีงเลยละ เพราะโดยปกติ ‘สไตล์ Buñuel’ มักไม่ค่อยให้นักแสดงปลดปล่อยความสามารถขนาดนี้ แต่อาจเพราะเป็นบทบาทที่ต้องปรับเปลี่ยนแปลงอารมณ์แทบทุกนาที โดยเฉพาะฉากพิมพ์จดหมาย มีความคลุ้มบ้าคลั่ง จนแทบเสียสติแตก ทำเอาผมหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว … มันเป็นฉากที่ดูเหนือจริง (Surreal) แต่ไม่ห่างจากความเป็นจริงของผู้ป่วยโรคหวาดระแวงสักเท่าไหร่


Delia Amadora García Gerboles (1919-2001) นักแสดงสัญชาติ Argentine เกิดที่ Buenos Aires, ตั้งแต่เด็กฝีกฝนการแสดงยัง Labardén Children’s Theatre ติดตามด้วย Conservatorio Nacional de Música y Arte Escénico (National Conservatory of Music and Performing Arts) ได้ขี้นเวทีตั้งแต่อายุ 8 ขวบ, ส่วนภาพยนตร์เริ่มต้นโด่งดังทันทีกับ Viento Norte (1937) ด้วยภาพลักษณ์หญิงสาวอ่อนวัยไร้เดียงสา งดงามราวกับนางฟ้า (elfin beauty) แต่ภายในกลับเปราะบาง ค่อยๆเรียนรู้ที่จะเติบโตและเข้มแข็งแกร่ง

Garcés ถือเป็นอีกนักแสดง Iconic ในยุค Golden Age of Argentine Cinema (1940–60) น่าเสียดายเธอเลือกที่จะไม่โกอินเตอร์ แต่ก็เคยเดินทางไปถ่ายหนังยัง Mexico และกลายเป็นตำนานกับ Él (1952)

รับบท Gloria Vilalta สาวสวยผมสั้น ตกหลุมในความดื้อรั้น ตรงไปตรงมาของ Francisco จีงยินยอมเลิกราคู่หมั้น Raul แต่หลังแต่งงานค่อยๆพบเห็นสันดานธาตุแท้ ช่วงแรกๆก็พยายามอดรนทน ไปๆมาๆกลับยิ่งเลวร้ายขี้นกว่าเก่า แถมบุคคลรอบข้างต่างถูกล้างสมองจนไม่มีใครพี่งพาได้ แบะในที่สุดเมื่อถูกสามีประทุษร้าย จีงตัดสินใจหลบหนีเอาตัวรอด ทอดทิ้งเขาไปในที่สุด

ทั้งภาพลักษณ์และการแสดงของ Garcés ทำให้ผมระลีกนีกถีง Vivien Leigh สาวสวยดั่งนางฟ้า ที่มักถูกฉุดคร่าลงมาเผชิญหน้าสิ่งชั่วร้ายบางอย่าง ถีงอย่างนั้น Garcés ก็พยายามควบคุมตนเอง (ไม่ระริกระรี้แบบ Leigh จนกลายสภาพเป็นนางมารร้าย) เชื่อมั่นว่าความรักจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แม้ท้ายสุดจะล้มเหลว ก็ยังคงห่วงหาอาลัย หวนกลับมาเยี่ยมเยือน มิอาจตัดขาดความสัมพันธ์ (หรือเพราะบุตรชายคนนั้นคือลูกของสามีเก่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน)


ถ่ายภาพโดย Gabriel Figueroa (1907-97) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติ Mexican เกิดที่ Mexico City, โตขึ้นร่ำเรียนการวาดรูป Academy of San Carlos และไวโอลิน National Conservatory แต่เมื่อครอบครัวประสบปัญหาการเงิน ทำให้ต้องลาออกมาทำงานยังสตูดิโอ Colonia Guerrero แรกเริ่มออกแบบสร้างฉาก จากนั้นกลายเป็นผู้ช่วยช่างภาพนิ่ง Juan de la Peña, José Guadalupe Velasco, ก่อนออกมาเปิดสตูดิโอ(ถ่ายภาพนิ่ง) แล้วได้รับคำชักชวนให้เข้าสู่วงการภาพยนตร์ มีโอกาสเดินทางไป Hollywood ศึกษาการทำงานของ Gregg Toland จากเรื่อง Splendor (1935) เลยมุ่งมั่นเอาดีด้านนี้ แจ้งเกิดโด่งดังทันทีกับ Allá en el Rancho Grande (1936), ผลงานเด่นๆ อาทิ María Candelaria (1944), The Fugitive (1947), The Pearl (1947), The Unloved Woman (1949), Los Olvidados (1950), Nazarín (1959), The Exterminating Angel (1962), The Night of the Iguana (1964) ** ได้เข้าชิง Oscar: Best Cinematography

แม้ทศวรรษนั้นจะเป็นยุคทอง Golden Age of Mexican cinema (1936-56) อุตสาหกรรมภาพยนตร์ Mexican ขนาดใหญ่อันดับสามของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกาและอินเดีย) แต่กลับเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ทุนสร้างน้อยนิด ฟีล์มหายากราคาแพง (เพียงพอสำหรับถ่ายทำได้ 1-2 เทคเท่านั้น) ค่าจ้างนักแสดง/ทีมงานก็ไม่มากมายเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จึงเน้นปริมาณและความเร็ว (ยุคทองของเมืองไทยก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่)

ด้วยเหตุนี้ Buñuel จึงพัฒนาสไตล์ของตนเองเพื่อให้สอดคล้องข้อจำกัดดังกล่าว ด้วยการออกคำสั่งนักแสดงโดยละเอียด ขยับซ้าย-ขวา เดินหน้า-หลัง ทุกอิริยาบท อากัปกิริยา ยืนพูดกำกับอยู่ข้างหลังกล้อง (ไม่มีการบันทึกเสียง Sound-On-Film ทั้งหมดพากย์ทับหลังการถ่ายทำ) สำหรับ Él (1953) ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น!

เริ่มต้นพิธีกรรมล้างเท้าที่เรียกว่า Maundy หรือ Pedelavium นิยมทำกันวันพฤหัสบดี (Maundy Thursday) ก่อนถึงสุดสัปดาห์วัน Easter (วันอาทิตย์แรกหลังพระจันทร์เต็มดวงในเดือน 4) ในคัมภีร์ไบเบิ้ลให้คำอธิบายว่า เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่านาย-บ่าว สามี-ภรรยา ไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร

If I then, your Lord and Teacher, have washed your feet, you also ought to wash one another’s feet. For I have given you an example, that you should do as I have done to you. Most assuredly, I say to you, a servant is not greater than his master; nor is he who is sent greater than he who sent him. If you know these things, blessed are you if you do them.

John 13:14–17 (NKJV)

แต่ผมเห็นช็อตนี้ในหนังของ Buñuel ก็อดไม่ได้จะต้องนึกถึง L’Age d’Or (1930) ซึ่งต่างเป็นการเสียดสีล้อเลียนพฤติกรรมของคริสตจักร และบรรดาสาวกทั้งหลาย ซึ่งแนวคิดของพิธีกรรมนี้ถือว่าน่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติพวกคนเหล่านี้ต่างปากว่าตาขยิบกันทั้งนั้น เรียวขาของหญิงสาวยังดูน่าหลงกอดจูบลูบไล้กว่าอีก

แซว: ค่อนข้างชัดเจนว่า Francisco เป็นพวก Fetishism ก็น่าจะเริ่มต้นจากพิธีกรรมฉากนี้ ทำให้มีอารมณ์ร่านราคะต่อหญิงสาว

คฤหาสถ์ของ Francisco สร้างขึ้นเมื่อปี 1900 โดยบิดา(ของ Francisco)ที่เป็นวิศวกร ออกแบบตามรสนิยม ชื่นชอบส่วนตัว ภายนอกดูเหมือนป้อมปราการ ปกปิดซ่อนเร้นภายในที่เต็มไปด้วยลวดลายประหลาดๆ ดูอัปลักษณ์พิศดาร แถมปลูกต้นไม้ไว้กลางบ้าน แต่กลับมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

แน่นอนว่าคฤหาสถ์หลังนี้ย่อมสะท้อนตัวตนของเจ้าของ ภายนอกมีความมั่นคง ไม่มีใครสามารถสั่นคลอนภาพลักษณ์ที่สร้างมา แต่ภายในนั้นไซร้กลับดูอัปลักษณ์พิศดาร เหมือนมีบางสิ่งอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายใต้

หอระฆัง นอกจากเป็นสถานที่ชมวิวทิวทัศน์ ยังสำหรับเคาะระฆัง/ส่งเสียงกึกก้องไปทั่วอาณาบริเวณ แต่ในบริบทของหนังนี้ผมมองว่า(เสียงระฆัง)เป็นการปลุกตื่นสามัญสำนึกของหญิงสาว เตือนสติว่าพฤติกรรมหวาดระแวงของสามีมาถึงขีดสุดจุดอันตราย ถึงขั้นประทุษร้าย พร้อมเข่นฆ่าถึงตาย

แซว: เห็นฉากหอระฆัง ทำให้ผมละนึกถึง Vertigo (1958) และเรื่องราวในฉากนั้นก็มีความละม้ายคล้ายคลึงฉากนี้พอสมควร (แค่ว่านางเอกดิ้นรนหลุดพ้น โชคดีไม่โดนผลักตก)

ไฮไลท์ของหนังคือฉากพิมพ์จดหมาย (อะไรก็ไม่รู้ละ) เพราะแทบทุกสิบวินาที Francisco ก็จะสลับสับเปลี่ยนอารมณ์ ประเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวฉันพิมพ์ เดี๋ยวเธอพิมพ์ เดี๋ยวนั่ง-เดี๋ยวลุกเดิน ฯลฯ เรียกว่าหมดสูญสิ้นสติ สมาธิ สัมปชัญญะ มิอาจควบคุมตนเอง เข้าใกล้ระดับคลุ้มบ้าคลั่ง แบบนี้น่าจะอาการหนักแล้วนะ

มันน่าสนใจทีเดียวว่าทำไมหญิงสาว Gloria ถึงยังอดรนทนสามี อ้างว่าเพราะรักจึงเกิดความสงสารเห็นใจ เอาจริงๆผมว่ามันฟังไม่ขึ้นสักเท่าไหร่ ลึกๆในจิตใจอาจมีความชื่นชอบความรุนแรง ‘ซาดิสต์’ โดยเฉพาะตอนโดนข่มขืนร้องลั่น แต่วันถัดมาราวกับไม่มีอะไรบังเกิดขึ้น (นึกถึง Vivien Leigh ในฉากนั้นของ Gone With The Wind (1939) ขึ้นมาโดยพลัน)

โรคหวาดระแวงของ Francisco พัฒนามาถึงจุดที่พยายามเข่นฆ่าภรรยา เตรียมเชือก มีดโกน พร้อมเผด็จศึกในค่ำคืนนี้ แต่เสียงกรีดร้องลั่นดังสั่นบ้าน ทำให้เขาบังเกิดสติหยุดยับยั้งชั่งใจ แต่ทุกสิ่งอย่างมันก็สายเกิดแก้ไข เพราะ Gloria มิอาจยินยอมรับ อดรนทนอยู่กับเขาได้อีกต่อไป, ฉากนี้โดดเด่นกับความมืดมิดตั้งแต่เตรียมย่อง จนเข้ามาในห้อง ช้าๆเนิบๆ แต่ผู้ชมพบเห็นแล้วหัวใจสั่นระริกรัว กลัวว่ามันจะเบิดโศกนาฎกรรมขึ้นจริงๆ

หลังจากค่ำคืนนั้น Gloria ขนข้าวของหนีออกจากบ้าน ผมสังเกตว่าภาพหนังมีความสว่างเจิดจร้ากว่าปกติเล็กน้อย (น่าจะเป็นการเปิดรูรับแสงให้กว้างขึ้น) ซึ่งสะท้อนเข้ากับสภาพของ Francisco ที่ได้สูญเสียตนเองไปเรียบร้อยแล้ว พยายามออกติดตามหา หวังว่าทุกสิ่งอย่างจะหวนกลับมาเหมือนเดิม แต่…

ช็อตสุดท้ายที่ผมนำมานี้มีความน่าสนใจไม่น้อย ถ่ายจากภายในร้านขายของเล่น พบเห็น Francisco กำลังยืนเกาะกระจก (มองหา Gloria เผื่อแอบอยู่ในร้าน) นี่แอบสะท้อนถึงรสนิยมส่วนตัว การเลี้ยงดูแลของครอบครัว น่าจะถูกตามใจให้ของเล่นมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาก็เลยติดนิสัย อยากได้อะไรก็ต้องหาหนทางครอบครองเป็นเจ้าของให้จงได้

เมื่อมาถึงยังโบสถ์ (สถานที่แรกพบเจอ Gloria) กลับเหมือนว่าทุกคนกำลังหัวเราะเยาะเย้ย Francisco (จริงๆคือพบเห็นภาพหลอน) นั่นทำให้เขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป ถึงขนาดเข้าไปกระทำร้ายบาทหลวง (เพื่อนตนเองแท้ๆ) จนผู้คนต้องเข้าไปฉุดกระชาก ห้ามปราม และจับส่งโรงพยาบาลบ้า

นอกจากเป็นการย้อนรอยฉากแรกของหนัง Francisco เคยได้รับความนับหน้าถือตาจากผู้คนในสังคม มาขณะนี้เขาได้กลายเป็นตัวตลก ถูกใครต่อใครหัวเราะเยาะเย้ย นั่นสามารถสื่อว่าทุกสิ่งอย่างยังสถานที่แห่งนี้(โบสถ์/คริสตจักร)ล้วนคือภาพลวงตา แท้จริงนั้นซ่อนเร้นความวิปลาส อัปลักษณ์พิศดาร ในระดับคลุ้มบ้าคลั่งเสียสติแตก … หนังของ Buñuel ถ้าไม่ปู้ยี้ปู้ย้ำคริสตจักรก็กระไรอยู่นะ

แม้ว่าเปลือกภายนอกของ Francisco จะดูสงบลงหลังจากกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน แต่สภาพร่างกายและจิตใจยังเต็มไปด้วยข้อกังขา ช็อตจบนี้พบเห็นเขาเดินเดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา ตุปัดตุเป๋ไปมา อาการหวาดระแวงมันสามารถส่งผลต่อสภาพร่างกายในลักษณะนี้ได้ด้วยฤา?? … นอกจากเป็นนำเสนอเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย-จิตใจ ยังอาจมองว่าทิศทาง(ของประเทศ)ต่อจากนี้จะมีความบิดเบี้ยว ไม่สามารถดำเนินตรงๆได้อีกต่อไป

เกร็ด: ว่ากันว่า Luis Buñuel รับเชิญเป็นหนึ่งในบาทหลวง ใครตาดีๆก็ลองจับจ้องมองหากันดูนะครับ

ตัดต่อโดย Carlos Savage (1919-2000) สัญชาติ Mexican ขาประจำของ Luis Buñuel ตั้งแต่ Los Olvidados (1950), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ La guerra santa (1979), El principio (1973) ฯ

หนังเริ่มต้นโดยใช้มุมมองสายตาของ Francisco เคลื่อนจากเท้าเด็กชายสู่เรียวขาหญิงสาว เงยหน้าขึ้นมาแรกพบเจอตกหลุมรักเธอคนนั้น พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ เมื่อสำเร็จสมหวังก็สลับสับเปลี่ยนมุมมอง Gloria เล่าเรื่องย้อนอดีต (Flashback) ให้กับอดีตแฟนหนุ่ม Raul ถึงพฤติกรรมหวาดระแวง/วิตกจริตของสามี หลังดำเนินเรื่องราวมาถึงปัจจุบันก็หวนกลับสู่มุมมอง Francisco จนจบสิ้น

  • องก์หนึ่ง มุมมองของ Francisco พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้เธอมาครอบครองเป็นเจ้าของ
    • แนะนำตัวละคร และคฤหาสถ์ของ Francisco
    • พูดจาโน้มน้าว Gloria แอบติดตามไปจนพบเจอแฟนหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนเก่า เลยครุ่นคิดแผนการอันชาญฉลาด
    • จัดงานเลี้ยงเชิญคนมาเข้าร่วมมากมาย อวดอ้างสรรพคุณ โน้มน้าว Gloria จนเธอใจอ่อนยินยอมรับรัก
  • องก์สอง มุมมองของ Gloria เล่าย้อนอดีต (Flashback) ถึงพฤติกรรมหวาดระแวง/วิตกจริตของสามี
    • ช่วงการ Honeymoon มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนชาย(ของ Gloria)
    • กลับมาบ้านถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว พอจัดงานเลี้ยงก็หลงผิดคิดว่าภรรยาเกี้ยวพา/อ่อยเหยื่อทนายสุดหล่อ
    • เริ่มถูกใช้กำลัง ความรุนแรง ข่มขืน ทำให้ Gloria พยายามเรียกร้องขอความช่วยเหลือ แต่ทุกคนรอบข้างล้วนถูกล้างสมองโดย Francisco
    • พามาที่หอระฆัง เกือบผลักตกลงเบื้องล่าง
  • องก์สาม มุมมองของ Francisco
    • อาการหวาดระแวงของ Francisco เลวร้ายลงทุกวี่วัน
    • ต้องการพิมพ์จดหมาย แต่ไม่สำเร็จสักที
    • ครุ่นคิดจะฆาตกรรมภรรยา แต่พอไม่สำเร็จเธอจึงหลบหนีออกจากบ้าน
    • Francisco พยายามติดตามหา มาจนถึงโบสถ์ เข้าใจผิดครุ่นคิดว่าทุกคนต้องการทำร้ายตนเอง
  • ปัจฉิมบท หลายปีถัดจากนั้น Gloria และสามี Raul เดินทางมาเยี่ยมเยือน Francisco รักษาตัวอยู่ในวิหารแห่งหนึ่ง อาการดีขึ้นกว่าเดิมแต่ยังคงเดินเซไปเซมา

ลักษณะหนัง ‘สไตล์ Buñuel’ จะสามารถแบ่งเรื่องราวออกเป็นตอนๆ ที่มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ Él (1953) ก็คือพฤติกรรมหวาดระแวงของ Francisco ที่จะค่อยๆทวีความรุนแรง คลุ้มคลั่งเสียสติแตก โดยเริ่มจากเล่าผ่านมุมมองของ Gloria (องก์สอง) ยังอยู่ในขอบเขตที่เธอยินยอมรับได้อยู่ แต่พอเข้าองก์สามก็ดำเนินมาถึงขีดสุดความอดรนทน

การที่องก์สองเปลี่ยนมาเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ Gloria เป็นวิธีที่จักสร้างความพิศวง ฉงนสงสัยให้ผู้ชม มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับเธอถึงมีสภาพเฉกเช่นนั้น ซึ่งหนังก็จะค่อยๆเปิดเผยรายละเอียดออกทีละเล็ก (ผ่านเรื่องเล่าย้อนอดีต) สร้างแรงดึงดูด ความน่าสนใจ อยากรับรู้และติดตามไปจนจบ


เพลงประกอบโดย Luis Hernández Bretón สัญชาติ Mexican, โดยปกติแล้ว ‘สไตล์ Buñuel’ มักมีเพียง diegetic music ไม่ก็ Sound Effect เพื่อสื่อนัยยะบางสิ่งอย่าง แต่สำหรับ Él (1953) จักได้ยินเพลงประกอบอยู่บ่อยครั้ง เพื่อแทนความรู้สึกภายในจิตใจ อาการคลุ้มบ้าคลั่งของ Francisco ซึ่งคอยสร้างความหวาดระแวง วิตกจริตให้ผู้ชม สิ่งชั่วร้ายค่อยๆคืบคลานเข้ามา (ให้รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยแทนหญิงสาว ทำไมถึงต้องประสบพบเจอเรื่องร้ายๆเหล่านี้ด้วย)

สำหรับ Sound Effect ถือว่าเป็นอีกตัวละครสำคัญในหนัง ‘สไตล์ Buñuel’ มักโดดเด่นชัดเจนขึ้นมาเมื่อต้องการสะท้อนบางสิ่งอย่างภายในจิตใจตัวละคร อาทิ ระฆัง (ปลุกตื่นบางสิ่งอย่างในจิตใจ Gloria), เสียงเคาะไม้ (การเรียกร้องความสนใจของ Francisco), เครื่องพิมพ์ดีด (จิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอย ผันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ), เสียงหัวเราะของผู้คนในโบสถ์ (ทำให้ Francisco เต็มไปด้วยความคลุ้มบ้าคลั่ง มิอาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไป) ฯลฯ


หวาดระแวง (Paranoia) คือภาวะผิดปกติทางความคิด ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยอย่างไร้เหตุผล รู้สึกว่ามีคนจ้องจับผิด ครุ่นคิดกระทำร้าย ทรยศหักหลังตนเองอยู่ตลอดเวลา จึงปฏิเสธไม่ไว้วางใจผู้อื่นใด อาการป่วยดังกล่าวมีคำเรียก โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบหวาดระแวง (Paranoid Personality Disorder) สำหรับผู้ป่วยในระดับขั้นต้น ยังสามารถรักษาหายด้วยวิธีจิตบำบัด เริ่มจากการเรียนรู้ที่จะยินยอมรับข้อบกพร่อง เพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองและผู้อื่น รวมทั้งฝึกฝนวิธีรับมือกับอารมณ์ ให้แสดงออกอย่างเหมาะสมกาละเทศะ

อาการหวาดระแวงของ Francisco มองผิวเผินมีต้นสาเหตุจากภรรยายังสวย สาว ไม่ต้องการให้ชายอื่นแลเหลียวมอง และกลัวกรรมตามตอบสนอง (เพราะไปฉกแย่งชิงเธอมาจากชายอื่น เลยกลัวว่าจะถูกย้อนรอยกลับเข้าหาตนเอง) แต่ผมมองปัญหาลึกๆมาจากครอบครัว การเลี้ยงดู และศรัทธาศาสนา

ต้นตระกูลของ Francisco สรรค์สร้างคฤหาสถ์หลังนี้ แสดงถึงความร่ำรวย ประสบความสำเร็จ เป็นผู้มีหน้ามีตา ได้รับการยกย่องจากคนในสังคม แล้วก็คงเลี้ยงดูแลบุตรชายอย่างเอาอกตามใจ อยากได้อะไรต้องได้ (นั่นทำให้พอตกหลุมรักหญิงสาว เขาจึงทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ) สร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี (ถึงตนเองกระทำสิ่งชั่วร้าย ก็สามารถกลบเกลื่อน บิดเบือนด้วยคำพูด เงินทอง อ้างความเป็นผู้ดีมีสกุล ชนชั้นสูงส่งกว่าใครอื่น) และใช้ข้ออ้างศีลธรรม คำสอนศาสนา พระเป็นเจ้าสามารถให้อภัยทุกสิ่งอย่าง!

ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากเกี่ยวกับบรรยากาศรัฐสเปน ภายใต้การปกครองของจอมพล Francisco Franco เพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็น่าจะสัมผัสรับรู้ได้อยู่แล้ว วิถีชีวิตภายใต้ระบอบเผด็จการนั้นเป็นเช่นไร ซึ่งหนังพยายามนำเสนอสภาวะทางจิตใจ สภาพจิตวิทยาของทั้งท่านผู้นำ ทำไมถึงแสดงออกพฤติกรรมเหล่านั้น? และบุคคลผู้ยินยอม(อดรนทน)อยู่ภายใต้ระบอบดังกล่าว เพื่ออะไรกัน?

แถมให้นิดนึงเพราะหลายคนอาจมองข้ามตัวละครนี้ Butler ผู้ดูแลส่วนตัว ขี้ข้าราชบริพาร มีหน้าที่เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว ก้มหน้าเชื่อรับฟังคำสั่งเจ้านาย ช่างไม่ต่างจากสุนัขรับใช้ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่สนถูกผิด ศีลธรรมใดๆ

สำหรับ Luis Buñuel อาจไม่ได้มีความคลุ้มคลั่งระดับเดียวกับ Francisco แต่ชีวิตของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต ได้รับอิทธิพลจากครอบครัว (บ้านร่ำรวย) การเลี้ยงดู (อย่างตามอกตามใจ) และโดยเฉพาะคริสตจักร (วัยเด็กถูกส่งไปศีกษาร่ำเรียนบาทหลวง แต่หลังจากได้พานพบเห็นบางสิ่งอย่าง จึงหมดสูญสิ้นเสื่อมศรัทธาโดยพลัน) องค์กรศาสนาที่ซ่อนเร้นความฉ้อฉล คอรัปชั่น ปากอ้างหลักศีลธรรม กลับบิดเบือนคำสอนสั่งพระเป็นเจ้า สนเพียงความต้องการพึงพอใจส่วนตนเท่านั้น

เช่นเดียวกับศรีภรรยา Jeanne Rucar แน่นอนว่า Buñuel ไม่ได้เหี้ยมโหดร้ายแบบเดียวกับที่พบเห็นในหนังหรอกนะ ​(ทั้งสองแต่งงานกันปี 1934 ครองคู่อยู่ร่วมตราบจนวันตาย) แต่ถ้าในกองถ่ายภาพยนตร์ละก็ เลื่องลือชาในความเผด็จการ เรื่องมากแบบสุดโต่ง ออกคำสั่งนักแสดงทุกท่วงท่าอิริยาบท ขยับซ้าย-ขวา เงย-ก้มหน้า ลุก-ยืน-เดิน จนมีสภาพไม่ต่างกับหุ่นเชิดชัก (ของผู้กำกับ) … นี่คือไดเรคชั่น ‘สไตล์ Buñuel’ แต่มันก็ยังไม่เลวร้ายขนาด Robert Bresson หรอกนะ

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า Buñuel ถูกแบล็คลิสต์ หรือเป็นบุคคลต้องห้ามของประเทศ Spain หรือเปล่านะ? เพราะตลอดช่วงเวลาในรัชสมัยจอมพล Francisco Franco (ปกครองรัฐสเปน ตั้งแต่ปี 1936-75) แทบไม่เคยหวนกลับบ้านเกิด ลงหลักปักฐานยัง Mexico ละทอดทิ้งสัญชาติเดิมเมื่อปี 1949 เอาตัวรอดด้วยการสรรค์สร้างภาพยนตร์ทุนต่ำ เน้นความเร็วในการถ่ายทำ (ช่วงระหว่างปี 1946-64 สรรค์สร้างภาพยนตร์ถึง 20 เรื่อง!) ด้วยเหตุนี้ผลงานออกมาจึงมีทั้งดีโคตรๆ และห่วยบรรลัย แต่ก็ได้พัฒนา ‘สไตล์ Buñuel’ จนมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร


เมื่อตอนออกฉายใน Mexico หนังล้มเหลวทั้งรายรับและเสียงตอบกลับจากนักวิจารณ์ ผู้ชมต่างหัวเราะลั่นในพฤติกรรมสุดวิปลาสของตัวละคร แต่หลังเดินทางสู่เทศกาลหนังเมือง Cannes สร้างความประทับใจให้จิตแพทย์ Jacques Lacan (1901-81) ใช้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวอย่างการศึกษาอาการป่วยหวาดระแวง

ก็นับจากนั้นเสียงตอบรับของ Él (1953) ค่อยๆดีเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ปัจจุบันยังคง 100% เว็บมะเขือเน่า และบรรดานักวิจารณ์จากนิตยสาร Cahiers du Cinema เมื่อปี 1999 โหวตติดอันดับ 87 ชาร์ท ‘100 essential films of all time’ (เป็นหนังเรื่องเดียวของ Buñuel ที่ติดชาร์ทนี้)

Él (1953) และ Cet obscur objet du désir (1977) ผมถือว่าคือสองพี่น้องที่มีหลายๆองค์ประกอบคล้ายคลึงกันมากๆ

  • This Strange Passion (1953) มีความรุนแรงทางอารมณ์ ตรงไปตรงมา แต่คลุ้มบ้าคลั่งกว่า
  • That Obscure Object of Desire (1977) แพรวพราวด้วยเทคนิค ลีลา ภาษาภาพยนตร์ และยังคือการประมวลผลทั้งชีวิตของ Luis Buñuel รวบรวมไว้ในผลงานเรื่องสุดท้าย

ผมแอบรู้สึกเสียดายที่ดันไปรับชม Cet obscur objet du désir (1977) ก่อนหน้า Él (1953) มันเลยเกิดการเปรียบเทียบ พบเห็นความแตกต่างในคุณภาพอย่างชัดเจน แต่ทั้งสองเรื่องก็ดีเด่นในแบบเฉพาะของตนเอง แค่ว่าโดยส่วนตัวมิอาจหลงใหลคลั่งไคล้ Él (1953) ได้มากกว่านี้เท่านั้นแล

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่บทเรียนสอนหญิง จะแต่งงานกับใครควรต้องรู้จักตัวตนอีกฝั่งฝ่ายอย่างถ่องแท้จริง ขณะเดียวกันมันก็สามารถสอนชายได้ด้วยเช่นกัน อย่าไปแสดงอาการเป็นเจ้าค่ำเจ้าของ หึงหวง หวาดระแวง วิตกจริตเกินกว่าเหตุ เราควรที่จะรักแบบเพียงพอดี มอบพื้นที่ชีวิตให้แก่กัน นั่นต่างหากคือหนทางครองคู่อย่างยั่งยืน ตราบจนวันตาย

จัดเรต 18+ ความหวาดระแวง (paranoid) แปรสภาพสู่วิตกจริต คลุ้มบ้าคลั่ง เสียสติแตก

คำโปรย | Él คือผลงานใกล้ตัว ใกล้หัวใจ ใกล้คลุ้มบ้าคลั่งที่สุดของ Luis Buñuel
คุณภาพ | ล้หั
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: