Eros + Massacre

Eros + Massacre (1969) hollywood : Yoshishige Yoshida ♥♥♥♥

ภาพยนตร์ระดับมหากาพย์ (ความยาว 216 นาที) ที่ทำการถกเถียงปรัชญาการเมือง + เรื่องส่วนบุคคล, พวกนักปฏิวัติพยายามเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียม แต่พอเป็นเรื่องส่วนตัว เสรีในรัก (Free Love & Free Sex) รวมถึงการปลดแอกทางเพศ (Sexual Liberation) กลับถูกปฏิเสธต่อต้านด้วยความรุนแรง อาฆาตแค้น ลอบสังหาร

นำเสนอเรื่องราวของ Sakae Ōsugi (1885-1923) นักอนาธิปไตย (Anarchist) สัญชาติญี่ปุ่น หนึ่งในแกนนำการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียม รวมถึงยังยึดถือหลักการดังกล่าวในชีวิตส่วนตัว ครองรักกับผู้หญิงสามคน! แต่งงานภรรยาคนแรก เกือบถูกคนรักที่สองฆาตกรรม ก่อนโดนตำรวจวิสามัญร่วมกับแฟนคนที่สาม (และหลานชายวัย 6 ขวบ) ในช่วงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ 1923 Great Kantō earthquake มีคำเรียกเหตุการณ์ดังกล่าว 甘粕事件 อ่านว่า Amakasu Jiken แปลว่า Amakasu Incident … อธิบายย่อๆก็คือ ตำรวจฉกฉวยโอกาสระหว่างแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ วิสามัญฆาตกรรมพวกหัวรุนแรงทางการเมืองที่เป็นภัยคุกคาม

เกร็ด: อนาธิปไตย (Anarchy) คือสังคมที่ไม่มีรัฐบาล อาจหมายถึงสังคมหรือคนกลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธการจัดลำดับชั้น (Hierarchy) ต้องการลดทอนหรือยกเลิกรัฐบาลและสถาบันในรูปแบบดั้งเดิม สนับสนุนให้สังคมปกครองตนเอง (Self-Governance) ผ่านสถาบันแบบสมัครใจ หรือสังคมไร้รัฐ

แม้เรื่องราวชีวิตของ Sakae Ōsugi จะโด่งดังในทศวรรษ 20s แต่ทว่าความสนใจผกก. Yoshida คือความสัมพันธ์กับสถานการณ์โลกปัจจุบันนั้น (ทศวรรษ 60s) ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการเรียกร้องทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม รวมถึงการปลดแอกทางเพศ (Sexual Liberation) จึงใช้วิธีนำเสนอสไตล์ Fellini กระโดดไปมาระหว่างอดีต+ปัจจุบัน (Past+Present), เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง+ปรุงแต่งสร้างเรื่องราว (Reality+Fictional), จุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมเกิดความตระหนักว่าการเมือง=เรื่องส่วนบุคคล (Political = Personal)

Eros + Massacre (1969) เป็นภาพยนตร์แนวทดลอง (Experimental) ที่แพรวพราวไปด้วย ‘Mise-en-scène’ จัดเต็มลูกเล่น เทคนิคภาพยนตร์ เห็นว่าเป็นผลงานเรื่องแรกของผกก. Yoshida นำออกฉายต่างประเทศ เลยทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยกย่องสรรเสริญระดับมาสเตอร์พีซ!

แต่การจะรับชมผลงานเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด (จัดความยากระดับสูงสุด) นอกจากลีลาการนำเสนอสไตล์ Fellini ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกำแพงสามชั่วโมงครึ่งที่อาจทำให้หลายคนเบือนหน้าหนี รวมถึงประเด็นรักๆใคร่ๆ เมียหลายคน สนทนาเรื่องเพศ และชื่อหนัง Eros คงกีดกันพวกมือสากปากถือศีลได้พอสมควร … แนะนำให้ลองหาผลงานอื่นๆของผกก. Yoshida มาเปิดโลกทัศน์เสียก่อนนะครับ จะได้รับรู้ตนเองว่าควรเตรียมพร้อมเช่นไร หรือมีความสามารถในการรับชมเพียงพอหรือไม่

สิ่งน่าสนใจมากๆของหนังอยู่ช่วงครึ่งหลัง (ประมาณชั่วโมงสุดท้าย) ขอเรียกว่า ‘Alternate Climax’ นั่นเพราะผกก. Yoshida ทำการดัดแปลงเรื่องราวของ Sakae Ōsugi อย่างหลวมๆ จึงทดลองนำเสนอจุดจบ ความตายที่มีโอกาสเป็นไปได้ 1) เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง 2) ตายแบบนามธรรม และ 3) ถูกฆาตกรรมในความฝัน … ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเดี๋ยวมาวิเคราะห์กัน!


Yoshishige Yoshida, 吉田 喜重 (1933-2022) หรือบางครั้งใช้ชื่อ Kijū Yoshida ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Fukui หลังจากบ้านถูกทำลายจากการโจมตีทางอากาศช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งทั้งสอง ครอบครัวอพยพมาปักหลักอาศัยในกรุง Tokyo, ด้วยความหลงใหลในภาพยนตร์ฝรั่งเศส จึงเข้าศึกษาวรรณกรรมฝรั่งเศส University of Tokyo จบออกมาสมัครทำงานสตูดิโอ Shōchiku เริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Keisuke Kinoshita, จนกระทั่งมีโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Good-for-Nothing (1960) กลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับรุ่น Shōchiku Nouvelle Vague รุ่นเดียวกับ Nagisa Oshima และ Masahiro Shinoda ก่อนจะถูกเหมารวมเรียก Japanese New Wave

Yoshida เหมือนจะไม่ค่อยชอบฉายา New Wave เพราะมองว่าผลงานของตนเองในยุคแรก ถูกจำกัด ครอบงำโดยสตูดิโอ แต่หลังเสร็จสิ้น Escape from Japan (1964) จึงลาออกจาก Shōchiku แล้วก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง Gendai Eigasha ร่วมงานขาประจำกับศรีภรรยา Mariko Okada ผลงานเด่นๆ อาทิ A Story Written with Water (1965), Woman of the Lake (1966), The Affair (1967), Eros + Massacre (1969), A Promise (1986) ฯ

เพราะเคยพานผ่านหายนะจากสงครามโลกครั้งที่สอง ความสนใจของผกก. Yoshida จึกมักเกี่ยวกับปัญหาสังคม จิตวิทยา การมีตัวตน ตั้งคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสม (ปรัชญา) และความหลงใหลในภาพยนตร์ฝรั่งเศส จึงรับอิทธิพลเกี่ยวกับการทดลอง (Experimental) มองหาวิธีการดำเนินเรื่องที่ผิดแผกแตกต่าง (Avant-Garde) ไม่ยึดติดกับรูปแบบ โครงสร้าง (non-Narrative) และเนื้อหามักท้าทายแนวคิด ขนบกฎกรอบทางสังคม เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับผู้ชม(สมัยนั้น)

สำหรับ エロス+虐殺 อ่านว่า Erosu purasu gyakusatsu แปลว่า Eros + Massacre (หรือจะเขียนว่า Eros plus Massacre) ผกก. Yoshida ร่วมงานนักเขียนขาประจำ Masahiro Yamada ดัดแปลงหยาบๆจากชีวประวัติ Sakae Ōsugi นักอนาธิปไตย (Anarchist) ที่มีชื่อเสียงระดับตำนานในญี่ปุ่น ไม่เพียงเรื่องความรักกับหญิงสาวสองสามคน ยังถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยไม่ชอบธรรม

Reflecting on the present is also reflecting on the future: it is at the same time wanting to change the present and seizing a hold of that which will become the future. This is the subject of the film, and not Ōsugi as a historical character per se. The fundamental theme is: how to change the world, and what is it that needs to be changed? Reflecting on the present situation through the medium of an era already past, I came to believe that Ōsugi’s problems continue to be ours.

Yoshishige Yoshida

ความสนใจของผกก. Yoshida ไม่ใช่นำเสนอเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่ต้องการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอดีต-ปัจจุบัน ภาพสะท้อนยุคสมัยที่ทุกสิ่งอย่างกำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป แนวคิดเคยรุนแรง สุดโต่ง ค่อยๆได้รับการยินยอมรับ สังคมให้การส่งเสริมสนับสนุน Ōsugi ถือว่าเป็นคนหัวก้าวหน้าที่สามารถจินตนาถึงอนาคต

In making this film, I wanted to transform the legend of Ōsugi by means of the imaginary. Sure enough, Ōsugi was oppressed by the power of the state in his political activities. But most of all, he spoke of free love, which has the power to destroy the monogamous structure, then the family, and finally the state. And it was this very escalation that the state could not allow. It was because of this crime of the imaginary (or “imaginary crime”) that the state massacred Ōsugi. Ōsugi was someone who envisioned a future.


พื้นหลังช่วงทศวรรษ 1910s เรื่องราวของ Sakae Ōsugi (รับบทโดย Toshiyuki Hosokawa) นักอนาธิปไตย (Anarchist) ผู้มีความเชื่อในรักเสรี (free love & free sex) มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงสามคน ประกอบด้วย

  • แต่งงานกับภรรยาคนแรก Hori Yasuko
  • คู่ขาคนที่สอง Itsuko Masaoka (รับบทโดย Yūko Kusunoki) มาจากครอบครัวมีฐานะ ใช้เวลาว่างทำงานบรรณาธิการนิตยสารสตรี (Feminist) 青鞜 อ่านว่า Seitō แปลว่า Bluestocking, จนกระทั่งวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1916 น่าจะด้วยความอิจฉาริษยา พยายามจะฆาตกรรมชายคนรัก Ōsugi ณ โรงน้ำชาแห่งหนึ่งใน Hayama, Kanagawa ผลลัพท์ทำให้เธอถูกตัดสินโทษจำคุกนาน 4 ปี ก่อนลดโทษเหลือแค่ 2 ปี
  • สำหรับแฟนคนที่สาม Noe Itō (รับบทโดย Mariko Okada) ก่อนหน้านี้แต่งงานอยู่กินกับ Tsuji Jun มีบุตรร่วมกันสองคน Makoto และ Ryūji แต่หลังจากฝ่ายชายสอนให้รู้จักสิทธิสตรี ระหว่างทำงานบรรณาธิการนิตยสาร Seitō จึงค่อยๆเหินห่าง เลิกราหย่าร้าง ก่อนย้ายมาอยู่อาศัยกับ Ōsugi มีบุตรร่วมกันอีก 4 คน

นอกจากนี้หนังยังเล่าเรื่องคู่ขนานกับสองนักศึกษา Eiko Sokutai และ Kiwamu Wada ในช่วงทศวรรษ 60s ระหว่างศึกษาค้นคว้าทฤษฎีการเมือง ทำให้ได้เรียนรู้จักเรื่องราวของ Ōsugi เริ่มต้นด้วยการสัมภาษณ์ถาม Mako (บุตรสาวของ Noe และ Tsuji) แล้วจำลองภาพเหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้น (มีทั้งถ่ายทำภาพยนตร์ และในลักษณะ Performance Art) เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิสตรี (feminisit) และรักเสรี (free love & free sex)


Toshiyuki Hosokawa, 俊之 細川 (1940-2011) นักแสดง ดีเจ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Fukuoka แล้วมาเติบโตยัง Yamaguchi สอบเข้าคณะรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ Gakushuin University แต่เรียนไม่ทันจบหันเหความสนใจสู่การแสดง เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงละคอนเวทีคณะ Bungakuza, แจ้งเกิดกับภาพยนตร์ Eros + Massacre (1969), ผลงานเด่นๆ อาทิ Zatoichi Meets Yojimbo (1970), Miyamoto Musashi (1973), The Makioka Sisters (1983) ฯ

รับบท Sakae Ōsugi นักปฏิวัติผู้มากรัก พยายามยึดถือปฏิบัติอุดมการณ์อนาธิปไตย (Anarchist) ทั้งการเมืองและเรื่องส่วนตัว แม้ปากบอกจะมอบความรักให้พวกเธอทั้งสามอย่างเท่าเทียม แต่ความเป็นจริงแค่เพียงเบื่อหน่ายภรรยาคนแรก สนเงินๆทองๆคู่ขาคนที่สอง และเอ็นดูรักใคร่แฟนคนสามมากกว่าใคร

ผมยังคงติดตาภาพลักษณ์ชายแปลกหน้าจาก Flame and Women (1967) มาเรื่องนี้ก็ยังไม่โกนหนวดโกนเครา แต่ต้องถือเป็นเสน่ห์ของ Hosokawa ช่วยเสริมความเฉลียวฉลาด เหมือนนักปราชญ์ เวลาพูดแสดงความคิดอ่าน ฟังดูหรูหรา หัวก้าวหน้า สร้างความลุ่มหลงใหล คลุ้มคลั่งไคล้ โดยเฉพาะกับหญิงสาวละอ่อนวัย ยังไร้เดียงสาต่อโลกความจริงที่โหดร้าย

จริงอยู่ว่าแนวคิด ทฤษฎีของ Ōsugi ฟังดูเลิศหรู ล้ำยุคสมัย แต่บางเรื่องมันอุดมคติเกินไป ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริง พยายามเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ แต่กลับใช้กฎสามข้อมาเป็นข้ออ้าง สร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง นั่นคือพฤติกรรมเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม … คือถ้ามนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับแนวคิดเสรีภาพ โดยไม่มีอะไรมาควบคุม หยุดยับยั้ง เช่นนั้นแล้วมันจะต่างอะไรกับเดรัจฉาน?


Mariko Okada, 茉莉子 岡田 (เกิดปี 1933) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Shibuya-ku, Tokyo เป็นบุตรของนักแสดงหนังเงียบ Tokihiko Okada แต่บิดาเสียชีวิตตั้งแต่เธออายุหนึ่งขวบ เลยต้องอพยพสู่ Kyoto วัยเด็กมีนิสัยขี้อาย ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร ช่วงเรียนมัธยมปลายได้เข้าร่วมชมรมการแสดง เกิดความหลงใหลในสื่อภาพยนตร์จากการรับชมหนังเงียบ The Water Magician (1933) [นั่นทำให้เธอเพิ่งรับรู้ว่าบิดาคือนักแสดงหนังเงียบ] หลังเรียนจบเดินทางสู่ Tokyo ได้รับการฝากฝังจากลุงฝึกฝนการแสดง Toho Gakuen College of Drama and Music ยังไม่ถึงเดือนเข้าตาผกก. Mikio Naruse ได้รับบทนางรอง Dancing Girl (1951), ติดตามด้วย Husband and Wife (1953), Floating Clouds (1955), หลังหมดสัญญา Toho ย้ายมาอยู่สตูดิโอ Shochiku ร่วมงานผกก. Yasujirō Ozu เรื่อง Late Autumn (1960), An Autumn Afternoon (1962), จนกระทั่งผลงานเรื่องที่หนึ่งร้อย Akitsu Springs (1962) แต่เป็นครั้งแรกร่วมงานกับสามี Yoshishige Yoshida

รับบท Noe Itō แต่งงานอยู่กินกับ Tsuji Jun ตั้งแต่อายุ 15 เพื่อว่าจะได้มีโอกาสร่ำเรียนต่อ สำเร็จการศึกษา ซึ่งเขายังมอบเสรีภาพในการครุ่นคิด ตัดสินใจ ทำอะไรๆด้วยตนเอง ระหว่างเป็นบรรณาธิการนิตยสารสตรี Seitō พบเจอตกหลุมรัก Ōsugi ซึมซับรับแนวคิดเสรีรัก (free love & free sex) เลยตัดสินใจเลิกราหย่าร้าง ทอดทิ้งบุตรชาย-สาว แล้วย้ายไปพักอาศัยอยู่กันคนรักใหม่

แม้ผมจะรู้สึกว่า Okada แก่เกินกว่าตัวละครไปพอสมควร (ตัวละครอายุไม่ถึง 20 แต่ Okada ใกล้ย่าง 35 ปี) ภาพลักษณ์ไม่มีความละอ่อนวัย ไร้เดียงสา แต่ฝีไม้ลายมือ ประสบการณ์ด้านการแสดงถือว่าจัดจ้าน โดยเฉพาะเมื่อเกิดความอิจฉาริษยา (ตอนจับได้ว่า Tsuji แอบมีความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทวัยเด็ก) ทั้งใบหน้า ปฏิกิริยาท่าทาง น้ำเสียงการพูด แสดงความรู้สึกเอ่อล้นออกมานอกจอ ผู้ชมสัมผัสได้ถึงอารมณ์ปั่นป่วน ดั่งพายุคลุ้มคลั่ง ไม่สามารถยินยอมรับการกระทำ

เช่นเดียวกับครึ่งหลัง การมาถึงโดยไม่บอกกล่าวของ Itsuko สร้างความไม่พึงพอใจ แสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ทำตัวเหมือนเด็กน้อยเอาแต่ใจ แม้จะไม่รุนแรงคลุ้มคลั่งเท่าคราก่อน แต่กลับทำให้ได้รับบทเรียนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ฆาตกรรมในชีวิตจริง!

เกร็ด: นอกจากรับบท Noe เหตุการณ์ในปัจจุบันช่วงทศวรรษ 60s ยังรับบทบุตรสาว Mako Itō ขณะถูกซักสัมภาษณ์โดย Eiko ตอนต้นเรื่อง (ส่วนครึ่งหลังที่ตัวละคร Noe ปรากฎตัวในปัจจุบันทศวรรษ 60s แล้วแต่ว่าจะมองเป็นความฝัน โลกคู่ขนาน จิตวิญญาณล่องลอย หรือจำลองเหตุการณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ ก็ตามสบายเลยนะครับ)


Yūko Kusunoki, 子楠侑 (เกิดปี 1933) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงละครเวที มีผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Intentions of Murder (1964), Whirlpool of Women (1964), House of Terrors (1965), Thirst for Love (1967), Goke, Body Snatcher from Hell (1968), Eros + Massacre (1969), Dodes’ka-den (1970) ฯ

รับบท Itsuko Masaoka มาจากครอบครัวชนชั้นกลาง การศึกษาสูง ฐานะการเงินมั่นคง เลยใช้เวลาว่างทำงานบรรณาธิการนิตยสาร Seitō เขียนบทความเรียกร้องสิทธิสตรี พยายามครุ่นคิดหาวิธีเกี้ยวพาราสี Ōsugi ด้วยการใช้เงินล่อซื้อ จนกระทั่งเกิดความอิจฉาริษยา Noe เพราะชายคนรักให้ความสำคัญอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่า เลยพยายามจะฆาตกรรมอีกฝ่าย แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงในความเพ้อฝัน

ในบรรดาสามคนรักของ Ōsugi หน้าตาของ Kusunoki ดูเหมือนนางร้าย ส่งสายตาริษยา เต็มไปด้วยมารยาหญิง ชอบใช้คำพูดล่อลวง ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อหาวิธีโน้มน้าวชายคนรัก ให้เขาพักอาศัยอยู่ร่วมกับตนเองในค่ำคืนนี้ ก่อนที่ความอิจฉาริษยา จะถูกทำให้ด้อยค่า กลายเป็นหญิงไร้ราคา ไม่สามารถอ้อนวอนร้องขอคืนดี จึงระบายความรู้สึกอัดอั้นภายในออกมา

เกร็ด: ตัวละครนี้มีต้นแบบจาก Ichiko Kamichika แต่เพราะเธอยื่นฟ้องร้องผกก. Yoshida ว่านำชีวิตส่วนตัวมาทำให้เสียชื่อเสียง (คงรับไม่ได้กับความริษยาของตัวละคร) เลยจำต้องปรับเปลี่ยนรายละเอียดพอสมควรเพื่อให้หนังสามารถออกฉาย

ชีวิตจริงของ Ichiko Kamichika, 市子 神近 (1888-1981) เกิดที่ Nagasaki ครอบครัวมีฐานะยากจน โตขึ้นฝึกหัดครู ณ Tsuda University เลยมีโอกาสทำงานบรรณาธิการนิตยสาร Seitō พบเจอกับ Ōsugi ประมาณปี ค.ศ. 1914 เริ่มมีความสัมพันธ์กันปีถัดมา คาดว่าด้วยความอิจฉาริษยา Noe จึงพยายามลอบฆาตกรรมด้วยการใช้มีดทิ่มแทง วันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1916 ถูกตัดสินโทษจำคุกสี่ปี ลดหย่อนเหลือสอง พอออกจากเรือนจำทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสารสตรี Nyonin Geijutsu ต่อด้วย Tane maku Hito พบเจอ แต่งงานใหม่กับ Atsushi Suzuki (มีบุตรสามคน), ภายหลังสงคราม ลงสมัครพรรคการเมือง Leftist Socialist Party of Japan ชนะการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1953 มีส่วนร่วมออกกฎหมาย Prostitution Prevention Law (1957) น่าเสียดายไม่เคยได้รับเลือกสมัยสอง ก่อนเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1981


ถ่ายภาพโดย Motokichi Hasegawa, 長谷川元吉 (เกิดปี 1940) จากเคยเป็นช่างภาพนิ่งในสตูดิโอโปรดักชั่นของผกก. Yoshishige Yoshida ตั้งแต่ A Story Written with Water (1965), เก็บสะสมประสบการณ์จนได้รับเครดิตถ่ายภาพ Eros + Massacre (1969), Heroic Purgatory (1970), Coup d’État (1973) ฯ

งานภาพของหนังจัดจ้านด้วยลูกเล่น ลีลา ภาษาภาพยนตร์ แพรวพราว ‘Mise-en-scène’ ทั้งทิศทาง มุมกล้อง การเคลื่อนไหว (แพนนิ่ง, ซูมมิ่ง, แทร็คกิ้ง ฯ) ตำแหน่งนักแสดง บ่อยครั้งมักเดินไปเดินมา หันซ้ายหันขวา จัดแสงสว่าง-มืด ระยะใกล้-กลาง-ไกล ใช้ประโยชน์จาก Anamorphic Widescreen (2.35:1) และความคมเข้มของภาพขาว-ดำ (Monochrome) ได้อย่างงดงาม วิจิตรศิลป์

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอึ่งทึ่ง คือความพยายามสรรหามุมกล้องที่เต็มไปด้วย(เล่ห์)เหลี่ยม มุม ใช้ประโยชน์จากสถานที่ หลายครั้งถ่ายลอดผ่านช่องแคบๆ มีอะไรบางอย่างมาบดบังการมองเห็น โดดเด่นที่สุดคือการเปลี่ยนตำแหน่ง นักแสดงเดินไปเดินมา ทำให้รายละเอียดภาพเกิดการเปลี่ยนแปลง แทบไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง นี่เป็นการกำกับที่โคตรๆบ้าระห่ำ ทุกช็อตฉากล้วนแฝงนัยยะซ่อนเร้น

ด้วยความที่เรื่องราวจะมีการกระโดดไปมาระหว่างทศวรรษ 1910s และ 1960s สำหรับคนที่ยังไม่สามารถจดจำใบหน้านักแสดง (บางฉากยังมีการผสมผสานระหว่างอดีต-ปัจจุบัน คลุกเคล้าเข้าด้วยกัน) วิธีการสังเกตง่ายๆ ประกอบด้วย

  • เสื้อผ้าสวมใส่ และการแสดง
    • ตัวละครจากทศวรรษ 1910s แทบทั้งหมดล้วนใส่ยูกาตะ (Yukata), กิโมโน (Kimono) ชุดประจำชาติญี่ปุ่น ส่วนการแสดงก็จะดูเป็นธรรมชาติโดยปกติทั่วไป
    • ผิดกับหลังสงครามโลก ช่วงทศวรรษ 60s ตัวละครสวมเสื้อผ้าสมัยใหม่ ใส่กางเกง กระโปรง การแสดงก็ดูเก้งๆกังๆ นักแสดงราวกับหุ่นเชิดชัก น้ำเสียงผ่านการปรุงแต่ง ใส่อารมณ์รุนแรง กระแทกกระทั้น รู้สึกฝืนธรรมชาติยิ่งนัก
  • ฉากพื้นหลัง
    • ทศวรรษ 1910s ตัวละครอาศัยอยู่ในบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นสมัยก่อน เวลาออกไปภายนอกก็มักพานผ่านธรรมชาติ สวนสาธารณะ ดอกซากุระกำลังเบิกบาน
    • 1960s เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง ตึกระฟ้าสูงใหญ่ ตัวละครอาศัยอยู่ในหอพัก โรงแรม แทบไม่หลงเหลือความเป็นญี่ปุ่น
  • สไตล์การถ่ายภาพ
    • ด้วยความที่ทศวรรษ 1910s ถือเป็นอดีต ประวัติศาสตร์พานผ่านมาแล้ว งานภาพจึงมักมีบรรยากาศหวนระลึก (Nostalgia) แม้ยังคงแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ตามสไตล์ Yoshida แต่ยังสร้างสัมผัสความเป็นธรรมชาติ
    • ขณะที่ 1960s มักพบเห็นมุมกล้อง การจัดองค์ประกอบที่ดูผิดแผกแปลกตา ทำการทดลองรูปแบบใหม่ๆ ‘Avant Garde’ เพื่อสร้างสัมผัสนามธรรม

หนังเริ่มต้นด้วย Eiko พยายามสัมภาษณ์ Miko (บุตรสาวของ Noe ขณะนั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่) สังเกตว่ามีการตัดสลับสับเปลี่ยนมุมกล้องไปมา จุดประสงค์เพื่อให้พบเห็นตัวละคร+เรื่องราวจากแง่มุมต่างๆ นั่นคือความพยายามของผกก. Yoshida ไม่ต้องการให้ผู้ชมตัดสินตัวละครแค่เพียงด้านเดียว นำเสนอความน่าจะเป็นไปได้ เชื่อมโยงระหว่างอดีต+ปัจจุบัน เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง+ปรุงแต่งเรื่องราวสร้างสรรค์ขึ้น

ระหว่างการสัมภาษณ์ Eiko ขึ้นเครื่องบินออกเดินทางมุ่งสู่ … (มีการพูดบอกช่วงต้นครึ่งหลังว่าเดินทางไปยัง Hakata และ Imajuku) สังเกตว่ามีการปรับแสงขาวให้ดูสว่างจร้า(กว่าปกติ) ราวกับความทรงจำอันเลือนลาง ก้าวเดินผ่านป่าโปร่ง หาดทราย และเขื่อนกั้นน้ำไหล บางสิ่งอย่างที่เคยถูกปิดกั้นในอดีต กำลังจะได้รับการเปิดเผยออกมา

การเดินทางของ Eiko ยังย้อนรอยกับ Noe ที่อีกประเดี๋ยว(ระหว่างสนทนาท่ามกลางทุ่งดอกซากุระกับ Ōsugi)จะโดยสารรถไฟชินคันเซ็ง ออกเดินทางจากบ้านเกิดมุ่งสู่ Tokyo

หลังเสร็จการสัมภาษณ์ (แต่ผู้ชมจะไม่ได้ยินคำตอบใดๆจากปากของ Mako) สังเกตว่ามีการแบ่งแยก ‘split screen’ พบเห็นผู้สัมภาษณ์ Eiko (พื้นขาว) และผู้ให้สัมภาษณ์ Mako (พื้นดำ) อยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน … พื้นหลังคนละสี ไม่จำเป็นว่าต้องตีความถึงสภาพจิตใจสว่าง+มืด แต่สามารถครอบจักรวาลถึงสองสิ่งขั้วตรงข้าม ปัจจุบัน+อดีต เรื่องแต่ง+เหตุการณ์จริง Eros+Massacre ฯลฯ

และที่น่าสนใจคือสองภาพหลัง Mako หลังเสร็จจากสัมภาษณ์ได้พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับมารดาของมารดา สังเกตว่าจากฉากพื้นดำ ถ่ายจากระยะไกล (Long Shot) → เปลี่ยนมาเป็นพื้นหลังขาว ระยะประชิดใกล้ (Close-Up) สามารถสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพ อดีตสู่ปัจจุบัน และเธอยังชี้นิ้วสบตาหน้ากล้อง (Breaking the Fourth Wall) พูดบอกว่า YOU! นี่ไม่ใช่แค่จะเปรียบเทียบถึง Eiko=Mako (หรือจะ Eiko=Noe) แต่ผู้ชมก็ถือเป็นส่วนหนึ่งด้วยเช่นกัน ในอนาคตคุณอาจโอบรับอุดมการณ์เช่นเดียวกับตัวละคร

Kiwamu เคาะประตูห้องพักในโรงแรม เพื่อติดตามหาว่า Eiko อยู่แห่งหนไหน เข้ามาพบเจอเธอกำลังร่วมรักชายวัยกลางคน ผู้กำกับภาพยนตร์ ทำการยั่วราคะด้วยการเอาปากไซร้ไปไซร้มาทั่วเรือนร่างกาย ผมรู้สึกว่ามันเป็นรสนิยมทางเพศที่ค่อนข้างแปลก เพราะโดยปกติฝ่ายหญิง/โสเภณี มักปรนปรนิบัติฝ่ายชาย ในบริบทนี้เลยสามารถสะท้อนความเปลี่ยนแปลงยุคสมัย สตรีสามารถเป็นผู้นำเรื่องเพศ

ขณะเดียวกันการที่ Kiwamu สามารถจับจ้องมองพวกเขาโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ (แต่ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความลุ่มร้อน และมีการกล่าวถึงไฟที่กำลังแผดเผาด้วยนะ) นี่สามารถสะท้อนแนวคิดรักเสรี อิสรภาพทางเพศ ค่านิยมทางสังคมรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 60s … และจะว่าไปเหตุการณ์นี้สอดคล้องเข้ากับตอนที่ Noe พบเห็นสามี Tsuji กำลังกอดจูบลูบไล้เพื่อนสาว Chiyoko แล้วเกิดอาการไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง

ชายวัยกลางคนสอบถาม Kiwamu อนาคตจะทำอะไร? ทีแรกตอบว่าอยากแต่งงานกับผู้หญิงสักคน ก่อนเปลี่ยนคำพูดใหม่ถึงเรียนจบแล้วทำงานอะไร? จากนั้นมีขึ้นเสียงใส่อารมณ์เล็กน้อย ก่อนได้รับคำตอบว่า ไม่รู้ ไม่อะไรที่อยากจะทำ!

ผมรู้สึกว่าโลกยุคสมัยนี้ก็ไม่แตกต่างกันนัก ผู้ใหญ่มักตั้งคำถามกับเด็กๆ โตขึ้นอยากทำอะไร? แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกคนจะมีความฝัน เป้าหมายชีวิต รับรู้ตนเองว่าอยากทำอะไร ประเด็นคือมันจำเป็นต้องมีด้วยฤา? นี่สะท้อนมุมมองครุ่นคิดที่แตกต่างระหว่างคนสองรุ่น (ภาพช็อตนี้มีกระจกสองบานเล็ก-บานใหญ่) ทำไมต้องคาดหวัง? กำหนดเป้าหมายปลายทาง? ปล่อยชีวิตดำเนินไปอย่างอิสระเสรี โชคชะตาฟ้ากำหนดไม่ได้หรืออย่างไร???

นี่ไม่น่าจะคือเหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้นจริง ผมเลยมองในเชิงสัญลักษณ์ (นามธรรม) หรือการจำลองเหตุการณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ โดยแฝงนัยยะถึงการต่อสู้ แก่งแย่งชิง และสังเกตว่าเครื่องแต่งกายของสองฟากฝั่ง (ชุดกีฬา vs. ยูกาตะ) สามารถเป็นตัวแทนยุคสมัย 1960s vs. 1910s

แซว: กล้องจงใจปกปิดใบหน้าผู้เข้าร่วมแข่งขัน นี่ถือเป็นการเหมารวมฝูงชนโดยไม่เจาะจงตัวบุคคล และจะว่าไปเลือกตำแหน่งสุดขอบ สามารถสื่อถึงความสุดโต่ง (Radical) ของทั้งสองกลุ่มเช่นกัน!

ระหว่างกำลังอาบน้ำ ชำระล้างร่างกาย Eiko บังเกิดอารมณ์ทางเพศ จึงเริ่มใช้มือตนเองลูบไล้เรือนร่างกาย พอกล้องค่อยๆเคลื่อนจากบนลงล่าง (มีแสงขาวปกปิดอวัยวะเพศ) ปรากฎมือที่สอง-สาม-สี่ นี่สื่อถึงจินตนาการ แสงสว่างจร้าๆ เพ้อฝันถึงรักเสรี (free love & free sex) … นี่ก็ถือเป็นอีกภาพเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้ผู้ชมทำความเข้าใจมุมมอง ความครุ่นคิดตัวละครที่ผิดแผกแตกต่างจากค่านิยมทั่วไปของสังคม

ผมขี้เกียจลงรายละเอียดการสนทนาระหว่าง Noe กับ Ōsugi แต่เลือกสถานที่ที่ดอกซากุระกำลังเบ่งบาน สะท้อนความสัมพันธ์ของทั้งคู่อย่างตรงไปตรงมา! และส่วนใหญ่พบเห็นภาพ ‘Two Shot’ ใบหน้าสองนักแสดงอยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน พวกเขาก้าวออกเดิน สลับตำแหน่งนำหน้า เคียงข้าง ติดตามหลัง ปรับโฟกัสระยะใกล้-ไกล บางครั้งใช้เลนส์ระยะไกล (Telephoto Lens) เพื่อให้รักษาระยะห่างเวลาตัวละครระหว่างเดินเข้าหาหน้ากล้อง … ลองไปสังเกตรายละเอียดกันดูเองนะครับ

ระหว่างที่ Noe กับ Ōsugi กำลังสนทนาท่ามกลางทุ่งดอกซากุระบาน มีการแทรกภาพหญิงสาวกำลังรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟชินคันเซ็ง หลายคนอาจบังเกิดข้อสงสัย ดูจากสถานที่ที่มีความทันสมัยใหม่ (Modern) และรถไฟชินคันเซ็งเปิดให้บริการครั้งแรกปี ค.ศ. 1964 มันจึงไม่น่าจะใช่เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1910s

จุดประสงค์การเดินทางนี้เพื่ออะไร? คำอธิบายของ Noe ต่อ Ōsugi จะเกิดขึ้นหลังจบการแทรกซีนนี้ แล้วหวนกลับไปพูดคุยกันท่ามกลางทุ่งดอกซากุระบาน อธิบายว่าเธอตัดสินใจทอดทิ้งสามีคนแรก ยังไม่ทันแต่งงาน ขึ้นรถไฟมุ่งสู่ Tokyo เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ … กล่าวคือนี่เป็นการซ้อนทับอดีต-ปัจจุบัน Noe หลบหนีแต่งงานเมื่อช่วงทศวรรษ 1910s ด้วยการขึ้นรถไฟสู่อนาคต 1960s (จะว่าไปความสัมพันธ์ของ Noe กับ Tsuji และ Ōsugi พวกเขามีแนวคิดเรื่องรักเสรีมาจากอนาคตก็ได้กระมัง)

เรื่องราวในช่วงทศวรรษ 1960s นอกจากสองนักศึกษา Eiko & Kiwamu ทำการค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับ Sakae Ōsugi ยังมีการนำเสนอคู่ขนาน บ่อยครั้งพบเห็นถ่ายทำโฆษณา+ภาพยนตร์ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบตรงๆถึงผกก. Yoshida สรรค์สร้างภาพยนตร์ Eros + Massacre (1969) ลักษณะคล้ายๆ ‘film within film’

ผมแนะนำว่าเราไม่ต้องไปสนใจรายละเอียด ‘film within film’ มากก็ได้นะครับ แค่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่ต้องการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์จริงๆ + ภาพยนตร์ปลอมๆที่อยู่ในหนัง แค่นั้นก็เพียงพอแล้วละ!

หนึ่งในลายเซ็นต์ผกก. Yoshida ใช้ประโยชน์จากสถานที่ ด้วยการหาอะไรบางอย่างมาห้อมล้อมกรอบตัวละคร อย่างขณะนี้การสนทนาระหว่างสามี Tsuji กับ Noe

  • ภาพแรก Tsuji ห้อมล้อมอยู่ในกรอบหน้าต่าง สื่อถึงตัวเขาที่การแต่งงาน ทำให้ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อจำกัดโน่นนี่นั่น ผิดกับฝ่ายหญิง Noe เมื่อได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ทำให้เปิดมุมมองโลกกว้าง (มีคำเรียกประตู 障子, Shoji)
  • หลังจากตระหนักรับรู้ว่าตนเองอยู่ในภายใต้กรอบจำกัด Tsuji จึงพยายามหาวิธีก้าวออกสู่ภายนอก (ย้ายมาฟากฝั่ง Noe) ซึ่งก็คือใช้เวลาว่างบรรเลงเครื่องดนตรี Shakuhachi นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพ
  • แต่วิธีการดังกล่าวมันใช้ได้แค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว มุมกล้องตัดเปลี่ยนมายังหน้าต่างอีกบาง ดูราวกับซี่กรงขัง พบเห็น Tsuji เดินมายังชิงช้าโยก (ที่บุตรชายกำลังเล่นอยู่) พูดอธิบายถึงสิ่งซ้ำๆ วนไปวนมา ปล่อยปละละวาง ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง

ปล. มุมมองชีวิต อิสรภาพของ Tsuji คือการปล่อยปละละวาง ไม่ยึดติดกับสิ่งทางโลก เลือกใช้ชีวิตอย่างล่องลอย เรื่อยเปื่อย อยู่ไปวันๆอย่างไร้เป้าหมาย … นี่อาจฟังดูสอดคล้องคำสอนศาสนาพุทธ แต่มันไม่ได้มีความใกล้เคียงเลยนะครับ การปล่อยละวาง ไม่ยึดติดทางโลก ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างล่องลอย เรื่อยเปื่อย ตรงกันข้ามคือมีเป้าหมายอย่างชัดเจนคือการบรรลุหลุดพ้น ฝึกสมาธิ ฝึกจิตใจ ไม่ต้องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสังสารอีกต่อไป

ยิ่งพูดคุย Tsuji ก็ยิ่งก้าวเดินออกห่างจาก Noe ไปไกลเรื่อยๆ นั่นเพราะสิ่งที่เขาค้นพบคือการเข้าถึงธรรมชาติ เรียนรู้จักสร้างความสงบสุข พึงพอใจให้กับตนเอง

ผิดกับ Noe ที่ยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม แต่มุมกล้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ (จากมุมมองของ Tsuji ที่ก้าวเดินออกห่าง) ทำให้พบเห็นกิ่งก้านไม้บดบังตัวละคร นั่นสื่อถึงสิ่งกีดขวาง ความเหินห่างที่ทำให้เธอไม่สามารถติดตามสามี ใกล้ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องพลัดพรากจากกัน

การขายตัวของ Eiko เริ่มต้นด้วยการพาลูกค้าเดินขึ้นบันได ไต่สู่สรวงสวรรค์ (มีการจัดแสงให้ดูฟุ้งๆ ขาวสว่างจร้า) จากนั้นพวกเขาหยอกล้อเล่น ค่อยๆถอดเสื้อผ้า หนึ่งในช็อตน่าสนใจก็คือฝ่ายหญิงดึงไทด์ของฝ่ายชาย นี่เป็นอีกครั้งแสดงให้เห็นถึงสตรีสามารถเป็นผู้นำเรื่องเพศ

ระหว่างที่ Eiko ถูกตำรวจควบคุมตัว เป็นผู้ต้องสงสัยค้าประเวณี เธอไม่เชิงตอบปฏิเสธ แค่บอกว่าบุคคลนั้นอาจไม่ใช่ตนเอง มีรายละเอียดเล็กๆตอนที่เธอนั่งอยู่ แล้วลุกขึ้นมาใบหน้าอาบฉาบด้วยแสงสว่างจร้า เหมือนเพื่อต้องการยืนยันคำพูด ความสุจริตใจของตนเอง เป็นโสเภณีขายตัวมันผิดอะไร?

หนึ่งในประโยคที่ผมรู้สึกว่าเฉียบคมที่สุดของหนัง “That’s just mental masturbation!” คำกล่าวของ Ōsugi สามารถสะท้อนถึงพวกนักเลงคีย์บอร์ดในปัจจุบัน เก่งแต่พูด อยากได้โน่นนี่นั่น แต่ทั้งหมดไม่ต่างจากการสำเร็จความใคร่ทางความคิด เวลาเอาจริงไม่ต่างจากพวกปากว่าตาขยิบ ทำอะไรไม่เคยเป็นชิ้นเป็นอัน

ฉากก่อนหน้าที่ Eiko แม้เป็นผู้ต้องสงสัย ถูกตำรวจซักไซร้ไล่เรียง แต่ได้รับการปล่อยตัวเพราะโสเภณีไม่ได้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงต่อประเทศ, ผิดกับ Ōsugi ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำต่อต้านรัฐบาล แม้ยังไม่ได้ทำอะไร เป็นเพียงผู้ต้องสงสัย แค่ ‘mental masturbation’ กลับถูกจับกุม คุมขัง ติดคุกบ่อยครั้ง

ในบรรดาคนรักทั้งสามของ Ōsugi บุคคลน่าสงสารที่สุดคือภรรยา(คนแรก) Hori Yasuko สังเกตจากสีหน้า ปฏิกิริยาท่าทางของเธอขณะเดินทางมาเยี่ยมเยียนสามีในเรือนจำ ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้เขาหันมาเหลียวแล แต่เจ้าตัวกลับใช้ข้ออ้าง “I don’t draw a distinction between love and the movement” หรือก็คือการเมือง = เรื่องส่วนตัว … สังเกตว่าช็อตที่ Ōsugi พูดประโยคนี้ เพื่อนร่วมห้องขังของเขาต่างหันหลังให้ นั่นคือการไม่ยินยอมรับแนวคิดดังกล่าว

Noe เมื่อแรกพบเจอ Haruko Hiraga นามปากกา Aicho กล้องถ่ายภาพสะท้อนพื้นผิวน้ำ แสงสว่างดูจร้าๆ (ระหว่างการสนทนาจะมีการเปรียบเปรยผู้หญิงเหมือนดั่งภาพสะท้อนแสงสว่าง) นี่คือช่วงเวลาแห่งความประทับใจของ Noe ได้พบเจอไอดอลของตนเอง และกำลังจะมีโอกาสเข้าร่วมเป็นสมาชิก เรียกร้องสิทธิสตรี (Feminist) สร้างความเสมอภาคเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม

In the beginning, woman was the sun, today the woman is the moon, dependent on supplanting the other and reflecting other people’s light. We must recover our hidden light.

เกร็ด: ตัวละคร Haruko Hiraga ได้แรงบันดาลใจจาก Hiratsuka Raichō ชื่อเกิด Hiratsuka Haru, 平塚 明 (1886-1971) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง และครุ่นคิดชื่อนิตยสาร Seitō

เมื่อตอนที่ Noe ได้รับมอบหมายให้เป็นบรรณาธิการคนใหม่ เธอร้องขอ Aicho ต้องการจะเปิดหน้าต่าง เพื่อชื่นชมความงดงามของทิวทัศน์ภายนอก ทั้งไม่ได้มีอะไรที่ดูงดงามตา แต่คือสัญลักษณ์ของการได้รับอิสรภาพ ทำในสิ่งที่ตนเองเพ้อใฝ่ฝันมาแสนนาน

ถึงอย่างนั้น Noe ก็ชื่นชมทัศนียภาพภายนอกได้ไม่นาน ก็พบเจอศัตรูหัวใจ Itsuko Masaoka อีกฝ่ายเพิ่งตัดสินใจลาออกจากบรรณาธิการนิตยสาร Seitō (Noe เลยได้รับตำแหน่งดังกล่าวแทน) สาเหตุเพราะหมดความเชื่อมั่นศรัทธา ครุ่นคิดเห็นว่าวิธีการของกลุ่มไม่ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรใดๆ … เป็นบุคคลขวางหูขวางตา ทำลายช่วงเวลาแห่งความทรงจำ

รถสองคันสวนทางบนทางข้ามรถไฟ (รถไฟคือสิ่งเชื่อมโยง/การเดินทางของเวลา พบเห็นทั้ง 1910s และ 1960s) ฝ่ายหนึ่งพยายามขอความช่วยเหลือ โรงพยาบาลอยู่แห่งหนไหน? อีกฝ่ายบอกไม่รู้ ไม่สนใจ ทำไมไม่ปล่อยให้เธอตกตายไป?

หลายคนอาจรู้สึกว่าคำกล่าวของ Kiwamu ช่างมีความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไร้มารยาท แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของฉากนี้ต้องการย้อนรอยกับซีนก่อนหน้า Noe ร่วมออกเดินทางกับ Aicho และสวนทางกับศัตรูหัวใจ Itsuko แค่เห็นหน้าก็ไม่ถูกโชคชะตา

หลังจาก Ōsugi หลบหนีผู้ติดตามมายังบ้านของ Itsuko พูดบอกกฎสามข้อ เพื่อเป็นข้อตกลงความสัมพันธ์สามสี่เส้า แต่สังเกตว่าปฏิกิริยาท่าทางฝ่ายหญิง พยายามถอดเสื้อคลุมวางลงบนเตียง ใช้สารพัดวิธีเพื่อโน้มน้าว เกลี้ยกล่อมเกลา หวังว่าค่ำคืนนี้เขาจะยินยอมร่วมรักหลับนอน ได้ครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

แทนที่จะถ่ายทำการร่วมรัก Sex Scene ระหว่าง Ōsugi & Itsuko หนังใช้วิธีตัดกลับมาทศวรรษ 1960s นำเสนอภาพสองนักศึกษา Kiwamu & Eiko กำลังวิ่งเล่น กรีดร้องลั่น ทำท่าทางประหลาดๆ จากบริเวณใต้สะพาน ตะเกียกตะกาย ปีนป่ายเนินดิน พานผ่านบริเวณก่อสร้าง และจำลองเหตุการณ์ตรึงไม้กางเขน (จุดไคลน์แม็กซ์ของ Sex = ขึ้นสู่สรวงสวรรค์)

การนำเสนอ Sex Scene ในลักษณะนี้ถือว่าแปลกประหลาด โคตรๆพิศดาร สมดั่งคำเรียกสไตล์ Avant-Garde ท้าทายให้ผู้ชมขบครุ่นคิดจินตนาการ และถ้าเราทำการเปรียบเปรียบ “การเมือง = เรื่องส่วนบุคคล” เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์สามารถสื่อได้ถึง Political Violence (การใช้ความรุนแรงทางการเมือง) การถูกตรึงไม้กางเขนคือการเสียสละ(ชีพ)เพื่ออนาคตลูกหลาน

The imaginary perception caused the action at that very moment. I can visualise the crime in front of my eyes. That’s the one true crime.

คำกล่าวนี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอธิบายถึง ‘imaginary crime’ อาชญากรรมทางความคิด ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบการเมืองบ้านเราที่พรรคการเมืองหนึ่งยังไม่ได้ทำอะไรสักสิ่งอย่าง แค่เพียงแนวคิดเห็นแตกต่าง แต่กลับถูกพวกผู้อำนาจสุมหัว รวมตัว ร่วมกันหาวิธีกีดกัน ขับไล่ ผลักไส พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้ศัตรูต้องถูกยุบพรรค

ความตายของ Ōsugi ก็เฉกเช่นเดียวกัน ทั้งๆที่วันๆเอาแต่ ‘mental masturbation’ กลับถูกพวกตำรวจหัวรุนแรง ฉกฉวยโอกาสวิสามัญฆาตกรรม แล้วอ้างว่ากระทำไปเพราะมิอาจต่อต้านขัดขืน “irresistible urge to protect his country” ต้องการปกป้องภัยคุกคามต่อประเทศชาติ

สำหรับ Itsuko นี่ก็ถือเป็น ‘imaginary crime’ พยายามใช้คำพูดข่มขู่ เรียกร้องข้อตกลงของตนเองต่อ Ōsugi ว่าจะฆ่าให้ตายถ้าพวกเขาต้องเลิกราหย่าร้าง แต่ความครุ่นคิดก็คือความครุ่นคิด ไม่ใช่สิ่งผิดอะไร ขณะเดียวกันกระตุ้นอารมณ์ทางเพศฝ่ายชาย ให้ได้ร่วมรักหลับนอนกันอีกรอบ … สมดังชื่อหนัง Eros + Massacre

เรื่องราวของ Makoto (เพื่อนสาวของ Eiko ที่เขียนจดหมายบอกจะฆ่าตัวตาย) พยายามเกี้ยวพาราสีผู้กำกับภาพยนตร์ สรรหาข้ออ้างให้เขาร่วมหลับนอนกับตน … วิธีการช่างไม่แตกต่างจาก Itsuko ล่อลวง Ōsugi แต่เหตุผลที่เธอทำไม่สำเร็จเพราะฝ่ายชายมีเพรียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง ไม่ได้ต้องการเงินทอง หรือมีแรงจูงใจอะไรให้ต้องตอบสนองความต้องการของเธอ

สำหรับโชคชะตากรรมของ Makoto มีการเปิดเผยไปแล้วก่อนหน้านี้ เมื่อตอนรถสองคันสวนทางกันบนทางข้ามรถไฟ สาเหตุที่เอาไว้ตรงนั้นเพราะรถคันที่สวนมา พูดสอบถามถึงโรงพยาบาลอยู่ไหน? เลยแทรกให้เห็นภาพความตาย แต่ขณะนั้นผู้ชมยังไม่รับรู้ว่าใคร ค่อยมาเฉลยเอาตอนนี้ พร้อมอธิบายเหตุผลของการกระทำไปในตัว

รักแท้แพ้ชิดใกล้! ด้วยความที่ Noe แทบไม่เคยอยู่บ้าน ปรนปรนิบัติสามี Tsuji ผิดกับ Chiyoko แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง ทั้งยังโอบอุ้ม ละเล่นกับลูกๆ จนในที่สุดเขาก็ไม่สามารถหักห้ามใจ ภาพของเธอ (ที่สะท้อนในกระจก) ได้ติดตราฝังอยู่ภายใน

ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้มีความซื่อสัตย์ต่อสามี แต่พอ Noe พบเห็นเขากำลังกอดจูบลูบไล้ Chiyogo แสดงสีหน้าโกรธ รังเกียจ ไม่พึงพอใจ กลายเป็นจุดแตกหัก ข้ออ้างในการเลิกราหย่าร้าง

นี่เป็นซีนที่ผมรู้สึกว่าทรงพลังที่สุดของหนัง Noe ในสภาพโกรธ รังเกียจ ไม่พึงพอใจสามีอย่างรุนแรง แสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน แต่แทนที่เธอจะระบายความคลุ้มคลั่งภายในออกมา กลับใช้การโยกไกวชิงช้า ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด (เหล็กขึ้นสนิม) สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของเธอกับสามี มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ใกล้ถึงจุดพังทลาย

ค่ำคืนแห่งความแบ่งแยก แทบจะทุกจะช็อตฉากพยายามจัดวางตัวละครให้อยู่ภายในกรอบห้อมล้อมห้อม ต่างคนก็ต่างมีมุมมอง คิดเห็นส่วนบุคคล แถมยังปิดกั้นผู้อื่น ไม่มีใครยอมใคร จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะโต้ถกเถียง หนทางออกเดียวเท่านั้นคือแยกทาง หย่าร้าง

Itsuko เดินทางไปยังสำนึกพิมพ์ Mainichi แต่สังเกตจากความหรูหรา อาคารสูง ดูมีความโมเดิร์น ไม่ค่อยเหมือนสิ่งก่อสร้างจากทศวรรษ 1910s แต่เราสามารถตีความแบบเดียวกับตอน Noe ขึ้นรถไฟชินคันเซ็ง สถานที่แห่งนี้คือสำนักพิมพ์ที่ราวกับมาจากอนาคต จึงมีความหรูหรา หัวก้าวหน้า ทันสมัยใหม่

ระหว่างที่ Itsuko เดินทางมาสำนึกพิมพ์ พบเจอกับเพื่อนร่วมคณะปฏิวัติของ Ōsugi พยายามพูดคุยโน้มน้าว ร้องขอให้ช่วยสังเกตพฤติกรรมผิดปกติของอีกฝ่าย แต่โดยไม่รู้ตัวเธอเองนี่แหละคือตัวการที่ทำให้เขากลายเป็นสายลับ

Noe ต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับผู้ชายทุกคน เลยเดินทางไปที่บ้านของ Hori Yasuko (ภรรยาคนแรก) แต่ปรากฎว่า Ōsugi ไม่ได้อยู่ที่นี่ ตลอดทั้งซีนนี้มักถ่ายติดกำแพง รั้วบ้าน กั้นแบ่งทั้งสองออกจากกัน และยังพบเห็นเพียงใบหน้า (ส่วนคอขึ้นไป) เหมือนว่าพวกเธอต่างพยายามเชิดหน้าใส่กัน

ผกก. Yoshida ดูเหมือนจะชื่นชอบการใช้ร่ม พบเห็นบ่อยครั้งในผลงานหลายๆเรื่อง และยังต้องเลื่อนหมุนมาบดบังใบหน้าตัวละคร แทนความอับอาย ไม่ต้องการยินยอมรับความจริง นั่นคือเหตุผลที่ Noe หันหลังให้กับ Hori ปฏิเสธฟังอีกคำพูดอีกฝ่าย … ทั้งๆเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น!

แต่หลังจากสารพัดคำตำหนิต่อว่าของ Hori สุดท้ายแล้วเหมือนเธอจะยินยอมรับ ทำใจกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น แม้ฝนยังตกอยู่กลับลดร่มลง แล้ว Noe เดินตรงเข้าไปกางร่ม ยืนอยู่เคียงข้างกัน กล้องถ่ายผ่านรั้วเหล็ก เพื่อสื่อถึงการร่วมหัวจมท้าย ลงเรือลำเดียวกัน

ในขณะที่ Hori พบเห็นเพียงฉากภายนอก ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าบ้าน พูดคุยท่ามกลางสภาพอากาศฝนตกพรำ, เมื่อมาถึงยังบ้านของ Itsuko พบเห็นเพียงฉากภายในห้องพัก หลายครั้งมักถ่ายติดคาน เพดาน ซึ่งสามารถสื่อถึง(เล่ห์)เหลี่ยม มุม มารยาหญิง(ของ Itsuko) ไม่เชื่อคำพูดของ Noe ไร้น้ำหนัก เลื่อนลอย ขาดความน่าเชื่อถือ

Itsuko ระหว่างยืนอยู่ตรงบันได ตั้งคำถามความรักคืออะไร?

  • คำตอบของเธอ “รักคือการครอบครอง เป็นเจ้าของกันและกัน” สังเกตว่ามีการจัดแสงฟุ้งๆ สว่างจร้า ภาพอันเลือนลาง อาจสื่อถึงแนวคิดที่มีความเฉิ่มเฉย ล้าหลัง กำลังค่อยๆเลือนหายตามกาลเวลา
  • ตรงกันข้ามกับ Noe ต่อต้านว่า “รักไม่ใช่การครอบครอง” ไม่มีใครเป็นของกันและกัน ภาพของเธอก็ดูขาวสว่าง แต่ไม่เลือนลางเท่ากับ Itsuko

นี่คือฉากความตายของ Ōsugi ถูกรุมล้อม วิสามัญฆาตกรรมโดยตำรวจที่ฉกฉวยโอกาสระหว่างเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ค.ศ. 1923 แต่ตำแหน่งที่หนังแทรกใส่ซีนนี้ ระหว่างที่ Noe กำลังจะตัดขาดความสัมพันธ์กับบรรดาชายคนรัก และความฟุ้งๆ ขาวโพลนของภาพ อาจทำให้หลายคน (รวมถึงผมเอง) รู้สึกเหมือนฝัน นิมิตความตาย คือเหตุผลให้เธอหวนกลับไปครองรักกับเขา … จะตีความแบบไหนก็ได้เหมือนกัน

ผมก็ไม่รู้ Kiwamu งอนตุ๊บป่องอะไรกับ Eiko ถึงเข้าไปหลบซ่อนในห้องน้ำ (อาจเพราะเธอปฏิเสธร่วมรักกับเขา) แต่พฤติกรรมดังกล่าวละม้ายคล้าย Noe ที่ต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับบรรดาชายคนรัก

สำหรับการจุดไฟเผาฟีล์ม ตามด้วยรับชมภาพถ่ายหายนะจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ (ฟีล์มถูกเผาทำลาย=หายนะเหตุการณ์แผ่นดินไหว) นี่ถือเป็นบทสรุปย่นย่อ อารัมบทจุดจบเรื่องราวทศวรรษ 1910s = จุดจบครึ่งแรกของหนัง (แต่ยังไม่ใช่จุดจบของหนังนะครับ)

แม้หนังจะเสนอฉาก Ōsugi ถูกรุมล้อม วิสามัญฆาตกรรมไปก่อนหน้านี้แล้ว (ในเชิงรูปธรรม) แต่เมื่อตัดกลับมาทศวรรษ 1960s ยังมีการจำลองภาพเหตุการณ์ พร้อมเสียงบรรยายเล่าเรื่อง ทำออกมาเชิงสัญลักษณ์ (นามธรรม) ในสไตล์ ‘Avant-Garde’ หรือว่าจะมองว่าคือฟุตเทจถ่ายทำภาพยนตร์ก็ได้กระมัง

สาเหตุที่ต้องนำเสนอสองครั้ง จริงๆก็อธิบายไปหลายครั้งแล้วเพื่อสร้างความคู่ขนาน สองสิ่งขั้วตรงข้าม และเป็นการเน้นย้ำให้ผู้ชมตระหนักรับรู้เหตุการณ์บังเกิดขึ้นจริง

และนี่เป็นความพยายามซ้อนทับ Eiko เข้ากับภาพฟุตเทจหายนะจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ อดีตอันเลือนลาง ความทรงจำหลงเหลือเพียงภาพถ่าย แต่ยังสามารถส่งผลกระทบ สร้างอิทธิพลให้กับหนุ่ม-สาว คนรุ่นใหม่ๆ

ครึ่งหลังของหนังเริ่มต้นที่ Noe เดินทางมาถึงทศวรรษ 1960s นี่ย่อมคือเหตุการณ์สมมติ หรือจะมองว่าเป็นการจำลองถ่ายทำภาพยนตร์ก็ได้กระมัง นั่นเพราะตัวจริงของ Noe ถูกวิสามัญฆาตกรรม เสียชีวิตไปพร้อมๆกับชายคนรัก Ōsugi ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923 ซึ่งเหตุผลการปรากฎตัวของเธอก็เพื่อทำการซ้อนทับระหว่างเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง+ปรุงแต่งสร้างเรื่องราว (Reality+Fictional) ชักชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิดว่าถ้าตัวละครยังมีชีวิตมาถึงปัจจุบัน(นั้น) พบเห็นความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น จะรับรู้สึกอะไร ยังไง เช่นไร

การที่ Eiko พยายามจะสัมภาษณ์ Noe ย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องที่เธอทำการซักไซร้ไล่เรียง Miko (บุตรสาวของ Noe) ปรับเปลี่ยนสถานที่จากภายในห้องมืด ออกมาเป็นทิวทัศน์ภายนอก ท้องฟ้าขาวสว่าง

และระหว่างก้าวเดินสัมภาษณ์ ยังย้อนรอยกับ Ōsugi และ Noe เดินทอดน่องท่ามกลางทุ่งดอกซากุระบาน ปรับเปลี่ยนมาเป็นทุ่งดอกหญ้า ที่มีความรกชัญ

การถกเถียงระหว่าง Ōsugi กับเพื่อนร่วมคณะปฏิวัติ

  • ในตอนแรก Ōsugi นั่งนิ่งเฉยอยู่ตรงเก้าอี้ ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆระหว่างที่เพื่อนร่วมคณะปฏิวัติ พยายามพูดโน้มน้าวให้เขาเกิดความตระหนัก ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง ขัดต่อหลักศีลธรรม เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับชู้รัก Itsuko และ Noe ปล่อยปละละเลยภรรยาแท้ๆ Hori นี่นะหรือความรักเท่าเทียม??
  • “มิตรสหาย” คือคำพูดที่ทำให้ Ōsugi ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินวกไปวนมา พยายามอธิบายเหตุผล ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง = เรื่องส่วนตัว เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกแยะออกจากกัน

Ōsugi, Noe และ Aicho พากันมาเดินเล่นริมชายเล ระหว่างพูดคุยสนทนา Aicho ตัดสินใจส่งมอบนิตยสาร Seitō ให้กับ Noe เป็นผู้สืบสานต่อจากตนเอง … อาจเพราะ Aicho มาจากครอบครัวมีฐานะ นิตยสารนี้เพียงแค่งานอดิเรก พอถึงวันหนึ่งเกิดความเบื่อหน่าย ทีแรกตั้งใจจะยุบทิ้ง แต่เลือกส่งมอบให้คนรุ่นใหม่ เพื่อว่าจะได้ทำอะไรๆแตกต่างจากเดิม

การเข้ามารับตำแหน่งบรรณาธิการใหญ่ (Editor-in-Chef) ของ Noe เปรียบเสมือนเงาที่บดบังรัศมี แสงอาทิตย์ แต่ถึงอย่างนั้น Aicho ขอให้เธอก้าวถอยห่าง ปฏิเสธอยู่ภายใต้ร่มเงาของใคร

มีอยู่สองสามครั้งในช่วงครึ่งหลังที่พบเห็น Tsuji และบุตรชาย ก้าวเดินเรื่อยเปื่อยริมถนน ริมชายหาด พร้อมเป่าเครื่องดนตรี Shakuhachi ช่างดูเคว้งคว้าง ล่องลอย ความทรงจำเลือนลาง ราวกับวิญญาณที่ติดตามมาหลอกหลอน Noe หลังจากตัดสินใจทอดทิ้งพวกเขาเพื่อมาอาศัยอยู่กับ Ōsugi

แซว: ช่วงครึ่งแรก Tsuji พบเห็นอาศัยอยู่แต่ในบ้าน แต่ครึ่งหลังกลับก้าวออกเดินไปยังสถานที่ต่างๆ แถมยังล่องผ่านกาลเวลาเสียด้วยนะ

ทั้งๆทริปนี้ควรมีแค่เราสอง แต่การมาถึงของ Itsuko สร้างความไม่พึงพอใจต่อ Noe ถึงขนาดก้มหน้าก้มตา ปฏิเสธรับประทานอาหารเย็น แล้วงอนตุ๊บป่องหนีกลับอพาร์ทเม้นท์ แต่ดันหลงลืมกุญแจ (ทิ้งไว้ตรงที่นั่งริมชายหาด คาดว่า Itsuko ผ่านมาพอดีเลยเก็บมาให้) โทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือ Ōsugi ถึงอย่างนั้นกลับถูกขัดจังหวะจากเสียงขบวนรถไฟเคลื่อนผ่าน และ Itsuko จงใจตัดขาดสัญญาณโทรศัพท์

ปฏิกิริยาของ Noe คลื่นเหียนวิงเวียน วิ่งออกไปอาเจียน เหมือนว่าจะตั้งครรภ์ (อารมณ์ฉุนเฉียวก็เช่นเดียวกัน) แต่หนังกลับไม่ได้จุดประเด็นนี้ขึ้นมามากกว่านี้ เพียงให้เธอยืนเหม่ออยู่ริมชานชาลา จับจ้องมองรถไฟเคลื่อนผ่านตัดหน้า ก็ไม่รู้ครุ่นคิดอะไร อาจย้อนรอยความสัมพันธ์กับ Tsuji ใกล้ถึงเวลาเลิกราหย่าร้าง

ย้อนรอยตอนที่ Eiko กำลังอาบน้ำแล้วบังเกิดอารมณ์ทางเพศ มีมือมากมายพยายามสัมผัสลูบไล้เรือนร่างกาย, คราวนี้เปลี่ยนมาเป็น Itsuko เดินตรงมายังหน้ากระจก แอบอิง สัมผัสใบมีด และมีเหมือนเลือดไหลย้อยลงมา นี่น่าจะคือความฝัน (ของ Itusko) จินตนาการถึง(ความพยายาม)ฆาตกรรม หนทางออกเดียวเท่านั้นสำหรับรักสามสี่เส้า

Itsuko ยังคงใช้วิธีการเดียวกับครึ่งแรก พยายามใช้เงินล่อหลอก ซื้อใจ แต่คราวนี้กลับพูดไม่เข้าหู Ōsugi นั่นเพราะเธอเกิดความหลงระเริง พยายามใส่ร้ายป้ายสี Noe และเหมือนจะทำผิดกฎข้อสาม เข้ามายุ่งย่ามก้าวก่ายในเรื่องเสรีภาพทางเพศ เขาจึงโต้ตอบด้วยการเอาเงินฟาดหน้า ตัดขาดความสัมพันธ์ ต่อจากนี้เราสองไม่ใช่คนรักกันอีกต่อไป

หลังจากที่ Ōsugi ขับไล่ Itsuko มีการตัดไปภาพของ Noe กำลังเดินกินลมชมวิวบริเวณกำแพงคลื่น หนึ่งในช็อคน่าสนใจคือเรือใบกำลังแล่นผ่านช่องแคบ อาจจะสื่อถึงเส้นกั้นแบ่งความสัมพันธ์อะไรบางอย่าง

ผกก. Yoshida อธิบายเหตุผลการนำเสนอความพยายามฆาตกรรม Sakae Ōsugi ทั้งสามครั้ง ดังต่อไปนี้

  • Itsuko ใช้มีดกรีดคอ พยายามจะฆาตกรรม Ōsugi นี่เป็นการอ้างอิงเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง นำเสนออย่างตรงไปตรงมา แต่ก็แทรกใส่ภาษาภาพยนตร์อย่างการวิ่งไล่ เริงระบำความตาย พังประตูบานเลื่อน (襖, Fusuma) แต่ก็ไม่มีใครเสียชีวิต
  • ความพยายามครั้งสอง Itsuko อ้างว่าได้ทำการทิ่มแทง Ōsugi แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการแสดง แสร้งว่าล้มลง ชักดิ้นชักงอ จุดประสงค์เพื่อทำการเปรียบเปรยกับเรื่องการเมือง ดังคำกล่าวของ Ōsugi
    • “Revolution means self-denial in order to eliminate the self. Death approaches with a hidden blade, murmuring love and fear, just like you do. It’s frightening for ordinary people, but nothing comes close to this ecstasy.”
  • ส่วนการลงมือของ Noe ทำการเข่นฆ่า Ōsugi ให้ตกตายคามือ สิ้นใจเมื่อทิ้งตัวออกนอกบ้าน เหตุการณ์นี้ถือเป็นจินตนาการเพ้อฝัน ความน่าจะเป็นไปได้ เพื่อนำสู่อิสรภาพแท้จริงของชีวิต

Murder attempt in the second part of the film – the knife penetrating Ōsugi’s neck, filmed in a realistic manner: this is the plain and simple representation of the narrative.

In filming this attempt a second time, my intention was to destroy this narrative, to deform the actual event, in order to enter into Ōsugi: I thought that maybe Ōsugi preferred to be killed –in contrast to what the first version of the attempt showed. It comes right after he starts to consider the destruction of the revolution he desired; it was after this destruction that he began to speak of free love, in other words, of an imaginary crime. In this version of the attempt, then, it should not come about because of jealousy, not due to a psychological element, but from a political cause. Thus I had Ōsugi say: “Revolution is only the renunciation of the self,” or “in love and terror, there is ecstasy.” In having Ōsugi say this, I wanted the spectator to feel the absence of revolution in the present situation.

For the third version of the attempt, I tried to show the contrary view, namely Noe, the attacker. In opposition to Kurosawa, it is always the renunciation of the self that is important for me: it is only this way that communication with Noe and Itsuko is possible, and only by means of it that one is able to think the future… I introduced the imaginary. The principle is the same as for the third attempt: a perpetual effort to go beyond the other, in order to arrive at a true freedom; as in the third attempt, here is expressed that eternal movement, the intent to exceed each other.

Yoshishige Yoshida

การนำเสนอความตายหลากหลายรูปแบบของ Ōsugi (ต้องนับรวมอีกสองครั้งก่อนหน้า ถูกตำรวจล้อมฆ่า และภาพจำลองเหตุการณ์) ผมมองว่าผกก. Yoshida ต้องการให้ผู้ชมขบครุ่นคิด ตั้งคำถามถึงการเสียชีวิต ทำไมถึงถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยตำรวจหัวรุนแรง และถึงแม้ตัวตาย กลับกลายเป็นอมตะนิรันดร์

คั่นระหว่างการนำเสนอความตายของ Ōsugi สองนักศึกษา Eiko & Kiwamu พยายามทำการลอกเลียนแบบ เริ่มจากท่วงท่าแขวนคอ นอนกลิ้งเกลือก เปลือยกาย จุดไฟเผาเสื้อผ้า ฯ ด้วยความเชื่อว่า “Death was the greatest pleasure” และใช้กล้องถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ชมเกิดความตระหนักว่าทั้งหมดนี้คือการแสดง

Spring. March. Survivors of the hanging dance among the flowers.

ผู้กำกับภาพยนตร์ตัดสินใจใช้ฟีล์มหนังแขวนคอตาย หลายคนอาจมองว่ามันไม่สมเหตุสมผล เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เพราะครึ่งหลังไม่มีการนำเสนออะไร จู่ๆทำไมถึงคิดสั้นฆ่าตัวตาย? จริงๆครึ่งแรกมีการบอกใบ้อยู่นิดหน่อย ตอนที่ผู้กำกับภาพยนตร์ทอดทิ้งแฟนสาว Makoto เธอเลยกระทำอัตวินิบาต ทำให้พอคาดเดาได้ว่าเมื่อเขารับรู้เหตุการณ์บังเกิดขึ้น ก็เลยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล

แต่ถ้าเรามองในเชิงสัญลักษณ์ การฆ่าตัวตายของผู้กำกับภาพยนตร์ ถือว่าย้อนรอยเข้ากับจุดจบของ Ōsugi แต่ไม่ได้หมายถึงผกก. Yoshida จะกระทำอัตวินิบาตนะครับ เพียงต้องการสื่อถึงความตายคืออิสรภาพแท้จริง (True Freedom) จิตวิญญาณล่องลอยออกจากกายเนื้อ มุ่งสู่ความเป็นนิจนิรันดร์

นี่เป็นอีกฉากที่ผสมผสานอดีต+ปัจจุบัน หรือจะมองว่า Eiko ย้อนเวลากลับสู่อดีต เพื่อย้อนรอยกับการเดินทางสู่อนาคตของ Noe พบเห็นความตายของ Ōsugi, Noe และหลานชาย ตั้งคำถามไม่ใช่กับตัวละครแต่คือผู้ชม คุณสามารถทำความเข้าใจได้หรือเปล่า ความตายของทั้งสามเกิดจากอะไร? ถูกวิสามัญโดยตำรวจ? สังหารทางการเมือง? หรือมีนัยยะอะไรมากกว่านั้น?

หนังจบลงด้วยภาพถ่ายรวมนักแสดง และ Eiko & Kiwamu ก้าวออกจากสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ เพื่อเป็นการเลือนลางระหว่างการปรุงแต่ง สรรค์สร้างขึ้น (Fictional) เพียงอ้างอิงหลวมๆจากเหตุการณ์จริง (Reality) เพื่อให้ผู้ชมสามารถครุ่นคิด ต่อยอด เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอดีต+ปัจจุบัน ส่งผลกระทบ+ขัดย้อนแย้ง โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

คำกล่าวประโยคสุดท้าย “I wonder if he can hear his own cries” คือคำประชดประชันของผกก. Yoshida ถึงกองเซนเซอร์ หน่วยงานรัฐ บุคคลที่เคยมีอคติต่อต้าน Sakae Ōsugi คงจะหัวอกแตกตายเมื่อได้พบเห็นความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา ค่านิยมโลกยุคสมัยใหม่ที่เป็นไปตามวิสัยทัศน์นักปฏิวัติเหล่านี้

ตัดต่อโดย Hiroyuki Yasuoka,

เอาจริงๆถ้าเราสามารถแยกแยะระหว่างสองช่วงเวลา 1910s vs. 1960s จะพบว่าเรื่องราว(แต่ละ Timeline)ดำเนินไปเกือบจะเป็นเส้นตรง และเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งสองช่วงเวลา มักมีความสัมพันธ์บางอย่างเชื่อมโยงใยถึงกัน

ครึ่งแรกของหนังมีความท้าทายในการรับชมอย่างมากๆ เพราะนอกจากจะกระโดดสลับไปมาระหว่าง 1910s vs. 1960s เรื่องราวในทศวรรษ 1910s ยังมีการสลับสับเปลี่ยนมุมมองตัวละครอยู่หลายครั้ง แต่จุดศูนย์กลางจะคือ Sakae Ōsugi และ Noe Itō ต้องมีใครคนหนึ่งปรากฎอยู่ในซีนนั้นๆ

  • อารัมบท 1960s
    • (1960s) Eiko สัมภาษณ์ถาม Miko เกี่ยวกับเรื่องราวของมารดาผู้ล่วงลับ Noe
      • (1960s) ตัดสลับกับ Miko ขึ้นเครื่องบินออกเดินทางสู่ …
    • Opening Credit
    • (1960s) เพื่อนนักศึกษาหนุ่ม Kiwamu ติดตามหา Eiko ที่กำลังให้บริการลูกค้าในโรงแรมแห่งหนึ่ง
    • (ภาพเชิงสัญลักษณ์) นักกีฬาสองทีม แก่งแย่งอัฐิของ Ōsugi
    • (1960s) Miko อาบน้ำด้วยอารมณ์ทางเพศพลุกพร่าน
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง Noe กับ Sakae Ōsugi และสามี Tsuji
    • (1910s) Noe พบเจอกับ Ōsugi เดินพูดคุยผ่านสวนดอกซากุระ
      • (1910s) แทรกภาพการเดินทางของ Noe ขึ้นรถไฟชินคันเซ็น
    • (1960s) Kiwamu และ Eiko สนทนาระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์
    • (1910s) Noe สนทนากับสามี Tsuji พูดคุยถึงสิทธิสตรี เสรีภาพในความสัมพันธ์
    • (1960s) Eiko กับลูกค้าคนใหม่ ขายตัวในห้องพัก
    • (1960s) Eiko ถูกตำรวจจับ ซักไซร้ไล่เรียง ก่อนได้รับการปล่อยตัว
  • Ōsugi กับหญิงคนรักทั้งสาม
    • (1910s) Ōsugi ในเรือนจำกับผองเพื่อนร่วมคณะปฏิวัติ ถกเถียงว่าเราควรทำอะไรสักอย่างหรือไม่ ก่อนจบลงที่ภรรยาคนแรก Hori Yasuko แวะมาเยี่ยมเยียน
    • (1910s) Tsuji พูดคุยกับ Chiyoko เพื่อนสนิทวัยเด็กของภรรยา Noe
    • (1910s) Noe พบเจอบรรณาธิการนิตยสารสตรี Seitō ได้รับมอบหมายให้เป็นบรรณาธิการ
    • (1960s) Kiwamu ขับรถพา Eiko ตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ
    • (1910s) Ōsugi พบเจอกับ Itsuko อธิบายกฎสามข้อของรักเสรี
    • (1960s) Kiwamu และ Eiko โลดแล่น เริงระบำใต้สะพาน ก่อนจบลงด้วยการเลียนแบบตรึงไม้กางเขน
    • (1960s) Eiko สนทนากับผู้กำกับภาพยนตร์
    • (1910s) Itsuko พยายามซื้อใจ Ōsugi ด้วยเงินทอง และขู่ฆ่าถ้าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจบลง
    • (1960s) ภรรยาพยายามซื้อใจสามี (คนที่เคยมาใช้บริการ Eiko) แต่จนแล้วจนรอด เขากลับไม่ยินยอมพร้อมใจ
  • จุดแตกหักของ Noe กับสามี Tsuji
    • (1910s) Tsuji ไม่สามารถหักห้ามใจกับ Chiyoko
    • (1910s) Noe บังเอิญพบเห็นเข้า แสดงความไม่พึงพอใจต่อ Tsuji
    • (1910s) Noe ต้องการบอกเลิกรา Ōsugi เดินทางมาที่บ้าน(ของฝ่ายชาย)พบเจอภรรยา Hori ต่อด้วยบ้านของ Itsuko เคลียร์ปัญหาทางใจ
      • (1910s) Itsuko แวะเวียนมายังสำนักพิมพ์ บังเอิญพบเจอเพื่อนนักปฏิวัติของ Ōsugi พยายามพูดคุยโน้มน้าวให้เธอสังเกตพฤติกรรมอีกฝ่าย ว่าเป็นคนทรยศหรือไม่
    • (1910s หรือความฝัน) Noe พบเห็น Ōsugi ถูกรุมกระทำร้ายจนเสียชีวิต
    • (1910s) Noe บอกร่ำลาสามี Tsuji
    • (1960s) Eiko ปลอบประโลม Kiwamu จากนั้นรับชมภาพนิ่งหายนะจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
    • (ภาพเชิงสัญลักษณ์) บทสรุปเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับ Ōsugi, Noe และหลานชายวัยหกขวบ

ถ้าคุณสามารถผ่านครึ่งแรกของหนัง (ประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ) ที่เต็มไปความวุ่นๆวายๆ กระโดดไปกระโดดมา ครึ่งหลังของหนังแทบจะสบายๆ อาจมีความซับซ้อนนิดหน่อยตรง ‘Alternate Climax’ แต่นอกนั้นทำความเข้าใจไม่ยากเท่าไหร่ … นี่ถือเป็นสไตล์ผกก. Yoshida ชอบทำครึ่งแรกให้ดูยุ่งยาก สลับซับซ้อน เพื่อจะได้ตรงเข้าสู่ไคลน์แม็กซ์โดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม

  • (ภาพเชิงสัญลักษณ์) Eiko สัมภาษณ์ถาม Noe ถึงความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน จากนั้นก้าวออกเดิน ก่อนหยุดเหม่อมองอะไรบางอย่าง
  • (1910s) เพื่อนร่วมคณะปฏิวัติของ Ōsugi พยายามโน้มน้าวให้เขาล้มเลิกใช้ชีวิตในวิถีเสรีรัก
  • (1910s) Ōsugi, Noe และ Aicho เดินเล่นริมชายเล จากนั้น Aicho ตัดสินใจมอบนิตยสาร Seitō ให้กับ Noe
  • (1910s) Ōsugi และ Noe กลับมาบ้านพัก แล้วจู่ๆ Itsuko เดินทางมาเยี่ยมเยียน สร้างความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง
  • (1910s) Noe ตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน แต่ลืมกุญแจ เลยโทรศัพท์มาบอกกับ Ōsugi ทีแรกตั้งใจเอาไปให้ แต่ถูกซื้อใจโดย Itsuko
  • (ภาพเชิงสัญลักษณ์) Itsuko ฝันถึงมีดดาบ เลือดไหลอาบ
  • (1910s) Itsuko พยายามจะซื้อใจ Ōsugi แต่คราวนี้เขาปฏิเสธ ขับไล่ ตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกรา
  • (1910s) จุดจบที่เป็นไปได้ของ Ōsugi
    • [เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง] Itsuko ใช้มีดกรีดคอ Ōsugi ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เขายังสามารถเริงระบำ เอาตัวรอดชีวิต
      • (1960s) Kiwamu ถือกล้องถ่ายทำ Eiko ที่พยายามแสร้งทำเป็นแขวนคอตาย แต่สุดท้ายกลับเป็น Kiwamu ที่แสร้งทำเป็นแขวนคอตาย
    • [นามธรรม] Itsuko อธิบายความตายของ Ōsugi ให้กับ Noe เข่นฆาตกรรมทางจิตวิญญาณ
      • (1960s) Eiko ทำการเผาฟีล์มภาพยนตร์ แล้วร่วมรัก Kiwamu ท่ามกลางกองเพลิง
    • [ความฝัน] Noe กระทำการฆาตกรรม Ōsugi ให้ตกตายไปจริงๆ
  • (1960s) Kiwamu และ Eiko ก้าวออกเดินไปยังสนามกีฬา
  • (ภาพเชิงสัญลักษณ์) Eiko พบเห็นความตายของ Ōsugi, Noe และหลานชาย
  • (1960s) ในสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ ผู้กำกับใช้ม้วนฟีล์มแขวนคอตาย
  • (1960s) ภาพถ่ายรวมนักแสดง Kiwamu และ Eiko ก้าวออกจากสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์

ในขณะที่ครึ่งแรกของหนัง เรื่องราว(ในช่วงทศวรรษ 1910s)ดำเนินไปน่าจะระยะเป็นปีๆ พานผ่านหลากหลายมุมมองตัวละคร แต่ครึ่งหลังกลับหลงเหลือเพียง 1 วัน 1 คืน นำเข้าสู่เหตุการณ์วันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1916


เพลงประกอบโดย Toshi Ichiyanagi, 慧 一柳 (1933-2022) คีตกวี นักเปียโน สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kobe บิดาเป็นนัก Cellist มารดาสอนเปียโนให้ตั้งแต่ยังเล็ก สมัยเรียนมัธยมแต่งเพลงเข้าประกวด Mainichi Music Competition คว้ารางวัลชนะเลิศสามปีซ้อน จนได้เดินทางไปศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา Juilliard School และ The New School for Social Research ระหว่างนั้นคบค้าสมาคมกับกลุ่ม Neo-Dada Organizers หลงใหลในบทเพลงแนว Avant-Garde, มีผลงานซิมโฟนี ออร์เคสตรา อุปรากร Chamber Music และเพลงประกอบภาพยนตร์ร่วมงานขาประจำผกก. Yoshishige Yoshida อาทิ Farewell to the Summer Light (1968), Eros + Massacre (1969), Heroic Purgatory (1969) ฯ

ผกก. Yoshida ดูมีความหลงใหลในสไตล์เพลง Avant-Garde กล้าทดลอง มองหาทำนองดนตรีแปลกๆ ไม่เน้นความไพเราะ แต่สร้างสัมผัสขัดแย้ง กระตุ้นความรู้สึกบางอย่าง ซึ่งโดยไม่รู้ตัวสอดคล้องเข้ากับลูกเล่น ลีลาภาพยนตร์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร

งานเพลงของ Eros + Massacre (1969) ถือว่ายกระดับสไตล์เพลง Avant-Garde ขึ้นไปอีกขั้น! ด้วยการนำเอาเสียงประหลาดๆ (เคาะกระแป๋ง หรืออะไรสักอย่าง) มาผสมผสานเข้ากับท่วงทำนองไวโอลินประสานเสียง จุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับแนวคิดของหนัง คลุกเคล้าสองช่วงเวลา 1910s (ประสานไวโอลิน) + 1960s (เสียงสมัยใหม่ Avant-Garde) ราวกับว่ามันคือสิ่งหนึ่งเดียวกัน! … ลองรับฟัง Main Theme (1)

เครื่องดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่น Shakuhachi ช่างมีเสียงที่หนัก ลุ่มลึก สามารถใช้พรรณาความรู้สึกตัวละคร Tsuji Jun (สามีคนแรกของ Noe Itō) เวลาเป่าแต่ละครั้งฟังดูเศร้าหมอง ปากบอกเชื่อในรักเสรี แต่กลับโหยหาใครสักคนมาเติมเต็มความว่างเปล่าของจิตใจ และช่วงท้ายของหนังได้แปรสภาพสู่เสียงเพรียกแห่งความตาย กลายเป็นความหลอกหลอน หวาบหวิว สั่นสะท้านทรวงใน

อีกบทเพลงที่ดังขึ้นระหว่าง Interval ชื่อว่า Jazz Rock บรรเลงโดยวง Apryl Fool แนวดนตรี Psychedelic Rock ฟังดูหลอกหลอน คล้ายๆเสียงออร์แกนบรรเลงในโบสถ์ เพลงประกอบงานศพ สร้างสัมผัสหายนะ ความตาย สิ่งชั่วร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา … ครึ่งหลังของหนังก็นำเข้าสู่เหตุการณ์ ‘Massacre’

หนังความยาวสามชั่วโมงครึ่ง แต่มีเพลงประกอบแค่ 4-5 เพลง รวมๆแล้วสิบนาทีกว่าๆ (จริงๆเฉพาะบทเพลง Interval ก็นานกว่า 5 นาทีไปแล้ว!) นั่นแสดงว่าส่วนใหญ่ของหนังเลือกใช้ความเงียบงัน สำหรับสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน และเสียงประกอบ (Sound Effect) ล้วนแฝงนัยยะความหมายบางอย่าง

  • เสียงฝักบัว น้ำไหล (ระหว่างอาบน้ำ) ทำให้อารมณ์ทางเพศของ Eiko พลุกพล่าน
  • เช่นเดียวกับเสียงรถไฟเคลื่อนผ่านหน้าบ้านของ Tsuji Jun ทำให้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ทางเพศกับ Chiyoko
  • แล้วพอ Noe มาพบเห็นเข้ากับตา เข้าไปโยกชิงช้า ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด (เหล็กขึ้นสนิม) ไม่ค่อยได้ใช้งาน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของเธอกับสามี มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ใกล้ถึงจุดพังทลาย
  • ฝนตกปรอยๆระหว่าง Noe เดินทางไปบอกเลิกรา ยุติความสัมพันธ์กับ Ōsugi สามารถสื่อถึงสภาพจิตใจของเธอที่มีความเศร้าโศก ร่ำไห้อยู่ภายใน
  • ฟังเหมือนเสียงรถราวิ่งผ่าน (แต่มันมีความหวิวๆ วิ้วๆ เหมือนบางสิ่งอย่างปลิดปลิว) ในความฝันของ Noe พบเห็น Ōsugi ถูก(ตำรวจ)รุมกระทำร้ายจนเสียชีวิต
  • เสียงรถไฟขัดจังหวะการคุยโทรศัพท์ของ Noe และ Ōsugi นี่สามารถสะท้อนถึง Itsuko ที่ก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนโดยไม่รู้เวล่ำเวลา
    • ขณะเดียวกันยังเป็นเสียงแทนความรู้สึกพลัดพรากจากลา ราวกับว่า Noe กำลังจะสูญเสีย Ōsugi จากไปชั่วนิรันดร์

Sakae Ōsugi นักอนาธิปไตย หนึ่งในแกนนำเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียม และยังยึดถือหลักการดังกล่าวมาปรับใช้ในชีวิตส่วนตัว ปฏิเสธแนวคิดผัวเดียวเมียเดียว (Monogamy) ครองรักกับผู้หญิงสามคน (Polygamy) ด้วยการออกกฎสามข้อ แยกกันอยู่, เงินใครเงินมัน และไม่ก้าวก่ายเรื่องเพศระหว่างกัน

ทฤษฎีของ Ōsugi ถือเป็นอุดมคติ (Idealistic) ทั้งทางการเมืองและเรื่องส่วนตัว (Political=Personal) แต่ในทางปฏิบัติ โลกความจริงนั้น (Realistic) คนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถให้การยินยอมรับ เพราะต่างคนต่างมีมุมมอง คิดเห็น ความเชื่อที่แตกต่าง ไม่มีทางที่เราจะรักใครชอบใครได้อย่างเท่าเทียม หรือเป็นอิสระต่อกันโดยไม่เกี่ยวข้องแว้ง

ความสนใจผกก. Yoshida ต่อเรื่องราวชีวประวัติ Ōsugi ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1910s-20s เพราะต้องการสะท้อนความสัมพันธ์กับประเทศญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง 1960s ซึ่งแนวคิด/อุดมการณ์หลายอย่างของ Ōsugi ราวกับได้ถูกสืบสาน รักษา ต่อยอด แปรสภาพจากเคยสุดโต่ง (Radical) มาเป็นสิ่งที่ผู้คนสมัยใหม่ให้การยินยอมรับ ทั้งเรื่องสิทธิสตรี รักเสรี ความเสมอภาคเท่าเทียมทางเพศ ฯ

ชื่อหนัง Eros + Massacre สามารถตีความได้หลากหลาย สองสิ่งที่ดูไม่มีความละม้ายคล้าย แตกต่างตรงกันข้าม แต่กลับสามารถเติมเต็ม กลายเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

  • Eros ในปกรณัมกรีก เป็นพระเจ้าแห่งความรัก ความปรารถนา และความดึงดูดทางเพศ
  • Massacre คือการสังหารหมู่ เข่นฆ่า วิสามัญฆาตกรรม รวมเรียกว่าความตาย

ในมุมของ Eros สะท้อนความสัมพันธ์ชายหนึ่งหญิงสาม พวกเขาเชื่อในสิทธิ เสรีภาพ และความรักเสรี (free love & free sex) ไม่จำกัดตนเองอยู่ภายใต้กฎกรอบ สังคม ศีลธรรม แม้ทางทฤษฎีจะมีความน่าสนใจดี แต่การปฏิบัติเป็นไปได้ยากยิ่งนัก ไม่มีทางที่เขาและเธอจักอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง สันติสุข ย่อมบังเกิดความข้ดแย้ง ครุ่นคิดแตกต่าง Sakae Ōsugi รักใคร่เอ็นดู Noe Itō มากกว่าใครอื่น สร้างความอิจฉาริษยา ไม่พึงพอใจต่อ Itsuko Masaoka นำไปสู่การลอบสังหาร ก่อนถูกวิสามัญฆาตกรรม Massacre โดยพวกเห็นต่างทางการเมือง

การเลือกชื่อหนังนี้ ยังทำให้เราสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ (+) ของสองสิ่งขั้วตรงข้ามที่สามารถเติมเต็มกันและกัน ซึ่งนั่นถือเป็นทิศทางที่ผกก. Yoshida พยายามนำเสนออกมา อดีต+ปัจจุบัน (1910s+1960s), เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง+ปรุงแต่งสร้างเรื่องราว (Reality+Fictional), คำพูดทฤษฎี+ในทางปฏิบัติ (Theory+Practice), และโดยเฉพาะการเมือง+เรื่องส่วนบุคคล (Political+Personal)

น่าเสียดายที่ผมไม่มีรายละเอียดชีวิตส่วนตัวของผกก. Yoshida และภรรยา Mariko Okada เลยบอกไม่ได้ว่าทั้งสองโอบรับแนวคิดของ Ōsugi มากน้อยเพียงไหน เท่าที่หาข้อมูลได้มีแค่เรื่องการทำงาน ในบทสัมภาษณ์กล่าวถึงพวกเขาแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกกัน

Q: How was it for you working with your wife?

First thing I can say is that, during the shoot, my wife was Okada-san, the same way as it had been before we got married. Moreover, I never told her anything about my work while on set or even prior to the actual shooting, when I was writing the script. When I thought of her as an actress, it was strictly professional.

Q: You mean that from the moment you are on set, in a way, she was no longer your wife but the actress Mariko Okada?

That is right. We were not even eating together there, as I had my own working schedule and things I needed to take care of with the other members of the crew, and she was with the other actresses and actors.

Yoshishige Yoshida

หนังฉายรอบปฐมทัศน์ที่ฝรั่งเศส (ไม่ได้เข้าร่วมเทศกาลใดๆ) เสียงตอบรับเป็นยังไงไม่รู้ แต่สร้างความไม่พึงพอใจให้กับ Ichiko Kamichika ทำการยื่นฟ้องผกก. Yoshida ว่านำเสนอเรื่องราวที่มีความรุนแรง ล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัว (พูดง่ายๆก็คือไม่ชอบคาแรคเตอร์ของตนเอง) ผลลัพท์ทำให้ต้องตัดทิ้งรายละเอียดหลายๆอย่าง ปรับเปลี่ยนชื่อตัวละครเป็น Ituko Masaoka (ด้วยการพากย์เสียงทับใหม่) เหลือความยาว 165 นาที (2 ชั่วโมง 45 นาที) แต่เธอยังคงปฏิเสธประณีประณอม ถึงอย่างนั้นศาลตัดสินเข้าข้างจำเลย อนุญาตให้หนังออกฉายได้ตามปกติ … มีคำเรียกคดีความนี้ว่า “Eros Plus Massacre Case”

จนกระทั่งปี ค.ศ. 2002 (25 ปีภายหลังการเสียชีวิตของ Kamichika) ผกก. Yoshida จึงนำเอา ‘Original Cut’ มาออกฉายสู่สาธารณะ แต่เพราะฟีล์มเก็บไว้นานมาก บางส่วนเสียหายหนัก ประมาณกันว่ามีฉากสูญหายไปประมาณ 9 นาที เหลือความยาว 216 นาที (3 ชั่วโมง 36 นาที)

ฉบับ Blu-Ray ของค่าย Arrow Films จัดจำหน่ายเมื่อปี 2017 มีข้อความขึ้นแค่ว่า Digital Transfers นั่นหมายถึงหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ เพียงสแกนภาพจากฟีล์มเป็นดิจิตอล คุณภาพ HD (High-Definition) ผ่านการตรวจสอบโดยผกก. Yoshishige Yoshida รวบรวมอยู่ใน Boxset ไตรภาค “Kijû Yoshida: Love + Anarchism” ประกอบด้วย Eros + Massacre (1969), Heroic Purgatory (1970) และ Coup d’État (1973)

ผมรู้สึกโชคดีที่หลายวันก่อนเพิ่งรับชม Flame and Women (1967) ทำให้เข้าใจแนวคิด ลูกเล่นภาพยนตร์ สไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Yoshida ทำให้สามารถอดรนทนผ่านสามชั่วโมงครึ่งของ Eros + Massacre (1969) ได้อย่างไม่ยากเย็น!

ครึ่งแรกอาจดูสับสน มึนงง เรื่องราวกระโดดไปมา ยังจับใจความอะไรไม่ค่อยได้ พยายามอดรนทนจนถึงครึ่งหลัง ผมถือเป็นไฮไลท์ ‘Alternate Climax’ อาจละม้ายคล้าย Last Year at Marienbad (1961) แต่แนวคิด วิธีการไม่ซ้ำแบบใคร ท้าทายผู้ชมจะสามารถขบครุ่นคิด ทำความเข้าใจเหตุผล ค้นพบความงดงามระดับมาสเตอร์พีซ

จัดเรต 18+ กับภาพเปลือย ร่วมเพศสัมพันธ์ พูดคุยถกเถียงเรื่องเสรีภาพทางเพศ (และการเมือง)

คำโปรย | Eros+Massacre ถกปรัชญาการเมือง+เรื่องส่วนตัว วิสัยทัศน์ผู้กำกับ Yoshishige Yoshida ช่างลึกล้ำ+เหนือกาลเวลา
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ลึกล้ำ+เหนือกาลเวลา

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
1 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
1 Comment authors
Oazsaruj Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
Oazsaruj
Guest
Oazsaruj

หนังญี่ปุ่นยุคนั้นมีความละเมียดละไม สมจริง ล้ำลึก พอมาดูยุคนี้ที่เจอแต่หนังเมโลดราม่าที่ต้องเล่นเกินไว้ก่อนแถมพล็อตเรื่องซ้ำซาก ไม่ค่อยมีใครจะทำอะไรใหม่ๆ มีผู้กำกับหยิบมือเท่านั้นที่โดดเด่น

%d bloggers like this: