Europa

Europa (1991) Danish : Lars von Trier ♥♥♥♥

ผู้กำกับ Lars von Trier ได้รับการเปิดเผยจากมารดาก่อนเสียชีวิต บุคคลที่เลี้ยงดูเขามาเป็นเพียงพ่อบุญธรรม เมื่อมีโอกาสพบเจอหน้าบิดาแท้ๆ กลับถูกปฏิเสธต่อต้าน นั่นคือจุดเริ่มต้นความสิ้นหวัง ไม่ต่างจากยุโรป/เยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง, คว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

Europa (1991) หรือชื่อเข้าฉายสหรัฐอเมริกา Zentropa (1991) คือหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับ Lars von Trier แพรวพราวด้วยลูกเล่น เทคนิคภาพยนตร์ นำพาผู้ชมราวกับถูกสะกดจิต ล่องลอยเข้าไปในความทรงจำ ขึ้นรถไฟสายสมมติ Zentropa ออกเดินทางสู่ยุโรป เยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีสภาพเสื่อมโทรม ปรักหักพัง บางครั้งชีวิตอาจมีสีสัน แต่ส่วนใหญ่พบเห็นเพียงความสิ้นหวัง

For the first time you experience the fear of being on a train with no possibility of getting off, and no idea of where the journey may end.

เสียงผู้บรรยายโดย Max von Sydow

มีภาพยนตร์มากมายที่ใช้รถไฟสื่อถึงการเดินทางของชีวิต! แต่สำหรับชาวยุโรปช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง รถไฟกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งหายนะ ‘ขบวนแห่งความตาย’ ไม่มีทางที่ชาวยิวเมื่อขึ้นโดยสาร จะสามารถดิ้นหลบหนี เอาตัวรอดพ้นจากโศกนาฎกรรม

เฉกเช่นเดียวกับภาพยนตร์ Europa (1991) เมื่อขึ้นโดยสารขบวนรถไฟสาย Zentropa ไม่มีทางที่ผู้ชมจะสามารถคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆนานา ทั้งๆเรื่องราวเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ใช่ว่าชาวเยอรมันทุกคนจะสามารถปรับตัว ยินยอมรับความพ่ายแพ้

ผมมีความสองจิตสองใจเล็กๆว่าจะเขียนถึง Epidemic (1987) ผลงานลำดับที่สองของ Europa Trilogy แต่เพราะขี้เกียจจัดเลยช่างแม้ง อย่างไรเสียมันก็เพียงความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณ ยุโรปในสภาพเสื่อมโทรมทราม เลยข้ามมาเขียน Europa (1991) ครั้งสุดท้ายของ Lars von Trier ก่อนปล่อยละวางทุกสรรพสิ่งอย่าง


Lars von Trier (เกิดปี 1956) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Danish เกิดที่ Kongens Lyngby, Denmark เป็นบุตรบุญธรรมของ Ulf Trier เมื่อตอนมารดาใกล้เสียชีวิต ค.ศ. 1989 สารภาพว่าบิดาแท้จริงคือ Fritz Michael Hartmann อดีตสมาชิกกลุ่มต่อต้านนาซี และเคยทำงานกระทรวงกิจการสังคม (Ministry of Social Affairs)

โตขึ้นร่ำเรียนทฤษฎีภาพยนตร์ยัง University of Copenhagen ต่อด้วยสาขาการกำกับ National Film School of Denmark ปีสุดท้ายตัดสินใจเพิ่ม ‘von’ เข้าไปกึ่งกลางชื่อ (แบบเดียวกับ Erich von Stroheim และ Josef von Sternberg) บนเครดิตผลงานจบการศึกษา Images of Liberation (1982) ความยาว 57 นาที เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin ส่วนของ Panorama

หลังสำเร็จการศึกษา Trier กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Element of Crime (1984) ติดตามด้วย Epidemic (1987) และภาพยนตร์โทรทัศน์ Medea (1988) [จากบทของ Carl Theodor Dreyer] ซึ่งได้เสียงตอบรับระดับนานาชาติดีล้นหลาม ทำให้ผกก. Lars von Trier สามารถหางบประมาณจากการร่วมทุนหลายๆประเทศ (ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, เดนมาร์ก และสหรัฐอเมริกา) สำหรับสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องถัดไป Europa (1991)

Europa is probably the most commercial film I’ve made. And I don’t mind that. On the contary, I’ve had enormous freedom to develop my ideas, despite the budget of 26 million Danish crows, which is five times more than on The Element of Crime, my previously most expensive production.

Lars von Trier

สำหรับไตรภาค ‘Europa Trilogy’ คือความหมกมุ่นของผกก. Lars von Trier ต่อประเทศ Germany และ Europe ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

I’m obsessed with Germany. For Denmark, it’s a very big neighbour. Germany is a symbol. It is Europe.

Denmark has always been very influenced by Germany. The was was a big humiliation because there was no resistance whatsoever in the beginning, it came later on. It was quite traumatic for many Danes.

แนวคิดของ ‘Europa Trilogy’ เริ่มขึ้นเมื่อตอนสรรค์สร้าง Epidemic (1987) ซึ่งตอนฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้มีการตีพิมพ์ ‘Manifesto’ อธิบายแนวคิดไตรภาคยุโรป และให้คำนิยามโดยย่อ (Subheadings) ดังต่อไปนี้

  • The Element of Crime (1984) เรียกว่า Substance, Non-Organic
  • Epidemic (1987) เรียกว่า Substance, Organic
  • Europa (1991) เรียกว่า Substance, Conceptual

We wanted the three films in the trilogy to be entirely different from an aesthetic point of view. The subheadings most clearly represent some kind of working hypothesis, or a navigation point for the working process.

สำหรับ Europa (1991) ผกก. Lars von Trier ได้แรงบันดาลใจจาก Amerika (1927) นวนิยายเรื่องแรก(ที่เขียนไม่เสร็จ ตีพิมพ์ภายหลังเสียชีวิต)ของ Frank Kafka, เล่าเรื่องชายหนุ่มชาวเยอรมัน ถูกบีบบังคับให้ต้องเดินทางไปปักหลักอยู่ New York City จำต้องปรับตัว เรียนรู้วัฒนธรรม พบเจอสิ่งต่างๆคาดไม่ถึงมากมาย แต่หนังสือไร้ซึ่งตอนจบเพราะไม่รู้จะเขียนให้ตัวละครลงเอยเช่นไร … สองจิตสองใจว่าจะลงเอยอย่าง Happy หรือ Bad Ending

I love Kafka. He was a great influence and I chose the title ‘Europa’ as an echo of Amerika. It’s really the same story told in reverse.

นอกจากนี้ผกก. Lars von Trier ยังทำการผสมผสานประสบการณ์ส่วนตัว หลังจากเพิ่งได้พบเจอหน้าบิดาแท้ๆของตนเอง รู้สึกผิดแผก แปลกแยก ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถยินยอมรับกันและกัน แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถปฏิเสธต่อต้าน … ก็เหมือนเรื่องราวของหนัง Leopold Kessler ชายหนุ่มชาวอเมริกัน ด้วยความที่มีเชื้อสายเยอรมัน เดินทางกลับแผ่นดินบรรพบุรุษด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง แต่สุดท้ายกลับถูกทรยศหักหลังจากทุกคนรอบข้าง

บทหนัง (Scenario) ของ Vørsel ความยาวกว่า 600+ หน้ากระดาษ พร้อมภาพวาด Storyboard อีกว่า 800+ แผ่น เต็มไปด้วยโครงสร้าง รายละเอียดการทำงาน เทคนิคภาพยนตร์ต่างๆ เวลาถ่ายทำจริงเลยแทบไม่มีการปรับแก้ไขอะไร … นี่ผิดแผกแตกต่างจากสไตล์การทำงานยุคหลังๆโดยสิ้นเชิงเลยนะครับ!

แซว: หลังเสร็จจาก Europa (1991) ผกก. von Trier ร่วมก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหว Dogme 95 เตรียมที่จะละทอดทิ้งแนวทางสรรค์สร้างภาพยนตร์รูปแบบเดิม ไม่เอาอีกแล้วบทหนังหนาเท่าพจนานุกรม


หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ณ เยอรมันภายใต้การยึดครองฝ่ายพันธมิตร (Allied-occupied Germany), เรื่องราวของ Leopold Kessler (รับบทโดย Jean-Marc Barr) ชายหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ด้วยอุดมการณ์อันมุ่งมั่นต้องการเดินทางกลับมาทำงานบนแผ่นดินบรรพบุรุษ ได้รับความช่วยเหลือจากลุง Uncle Kessler (รับบทโดย Ernst-Hugo Järegård) เข้าทำงานผู้ควบคุมขบวนรถไฟ (Train Conductor) ของบริษัท Zentropa

ช่วงระหว่างฝึกงานพนักงานรถไฟนั้น Leopold ได้พบเจอตกหลุมรักสาวเยอรมัน Katharina Hartmann (รับบทโดย Barbara Sukowa) บุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัท Zentropa แต่เบื้องหลังเธอเป็นสมาชิกกลุ่มใต้ดิน Nazi ชื่อว่า Werwolf ก่อการร้ายด้วยการวางระเบิดสถานที่สำคัญ เป้าหมายหลักเพื่อขับไล่ชาวอเมริกันออกจากผืนแผ่นดินเยอรมัน

ความรักที่ Leopold มีให้ต่อ Katharina ด้วยความบริสุทธิ์จริงใจ แต่เธอกลับตอบแทนเขาด้วยการแสร้งทำเป็นถูก Werwolf จับกุมตัว ล่อหลอกให้เขาวางระเบิดขบวนรถไฟ ทำให้ต้องเลือกระหว่างความรัก หรืออุดมการณ์ชีวิต แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจเช่นไร เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความท้อแท้สิ้นหวัง จมปลักอยู่ในความมืดมิด


Jean-Marc Barr (เกิดปี 1960) นักแสดงสัญชาติ French-American เกิดที่ Bitburg, West Germany มารดาเป็นชาวฝรั่งเศส บิดาทำงานกองทัพสหรัฐอเมริกา ขณะนั้นประจำการอยู่ West German, ภายหลังย้ายมาฝรั่งเศส ค.ศ. 1968 ตามด้วย California ปี ค.ศ. 1974 (ทำให้สามารถพูดเยอรมัน-ฝรั่งเศส-อังกฤษ), โตขึ้นเข้าเรียนปรัชญา University of California ก่อนเปลี่ยนความสนใจด้านการแสดง Paris Conservatoire ต่อด้วย Guildhall School of Music and Drama, จากนั้นได้งานการแสดงโรงละครฝรั่งเศส ซีรีย์โทรทัศน์ เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ The Big Blue (1988), ร่วมงานขาประจำ Lars von Trier ตั้งแต่ Europa (1991), Breaking the Waves (1996), Dancer in the Dark (2000), Dogville (2004), Manderlay (2005), Nymphomaniac (2013) ฯ

รับบท Leopold Kessler หนุ่มแว่นหน้าใส ไร้เดียงสาต่อโลก เอ่อล้นด้วยอุดมการณ์ อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกาดีๆ กลับเลือกเดินทางสู่เยอรมันหลังสงคราม ได้รับโอกาสเข้าฝึกงานผู้ควบคุมขบวนรถไฟ (Train Conductor) พนักงานตู้โดยสารชั้นหนึ่ง แต่หลังจากพบเจอตกหลุมรักสาวเยอรมัน Katharina ทำให้ถูกลากเข้ามาพัวพันเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างความรัก หรืออุดมการณ์ชีวิต

ไม่ใช่แค่การสวมแว่นทำให้ตัวละครมากด้วยหลักการ (idealistic) ใบหน้าที่ดูละอ่อนวัยยังเพิ่มความสดใสซื่อ (naïve) ออกเดินทางสู่เยอรมันเพื่อค้นหารากเหง้า ตัวตนเอง (self-discovery) แต่สิ่งค้นพบกลับคือโลกความจริงที่แสนเหี้ยมโหดร้าย ยุโรปหลังสงครามโลกยังคงเป็นดินแดนอันตราย ไฮไลท์การแสดงของ Marr คือความลุกรี้ร้อนรน กระวนกระวายหลังภรรยาโดนลักพาตัว ถูกบีบบังคับให้ต้องวางระเบิดสะพานรถไฟ เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวละครนี้มีความใกล้เคียงผกก. Lars von Trier มากน้อยเพียงไหน? บ้าอุดมการณ์ หมกมุ่นรากเหง้า เดินทางกลับหาชาติกำเนิด (แต่ความใสซื่อไร้เดียงสานี่ไม่น่าใช่สักเท่าไหร่) โดยเฉพาะช่วงท้ายเมื่อเกิดความตระหนักว่าตนเองก็แค่หุ่นเชิดชัก ถูกใครต่อใครทรยศหักหลัง เกิดการปะทุระเบิดอย่างรุนแรง … เหมือนเป๊ะกับอุปนิสัยเสียๆของ Lars von Trier


Barbara Sukowa (เกิดปี 1950) นักแสดงสัญชาติ German เจ้าของฉายา ‘Meryl Streep แห่งเยอรมัน’ เกิดที่ Bremen, West Germany หลังจากร่ำเรียนการแสดงกับ Max Reinhardt เริ่มมีผลงานละครเวทีตั้งแต่ปี 1971 เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากซีรีย์ Berlin Alexanderplatz (1980), ตามด้วย Lola (1981), Marianne and Juliane (1981), Rosa Luxemburg (1986), Europa (1991), Voyager (1991), Johnny Mnemonic (1995), Hannah Arendt (2012), Two of Us (2019) ฯลฯ

รับบท Katharina Hartmann หญิงสาวสวยชาวเยอรมัน ผู้มีความลึกลับและน่าหลงใหล เป็นบุตรของผู้ก่อตั้งบริษัทรถไฟ Zentropa แต่เพราะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากบิดา จึงมักแสดงความเยือกเย็นชา ประชดประชันด้วยการเข้าร่วมกลุ่มใต้ดิน Nazi ชื่อว่า Werwolf กลางวันทำเหมือนคนปกติ อ่อนโยน จริงใจ แต่ค่ำคืนเมื่อไหร่กลับเหี้ยมโหดร้าย จอมบงการ ใช้มารยาหญิงล่อหลอก Leopold Kessler เพื่อให้ปฏิบัติภารกิจตามเป้าหมาย

ผมรู้สึกว่า Sukowa มีความเจิดจรัสยิ่งกว่าตอนแสดงภาพยนตร์แจ้งเกิด Lola (1981) อาจเพราะการเป็นสมาชิก Werwolf ทำให้เธอราวกับมีสองตัวตนที่แตกต่าง แม้ผู้ชมไม่มีโอกาสพบเห็นร่างหมาป่า แต่ย่อมสัมผัสถึงเล่ห์ เสน่ห์ มารยาหญิง ลีลาในการล่อหลอกฝ่ายชาย ใช้เรือนร่างกายทำให้อีกฝ่ายติดกับดัก ใครหลงเข้ามายุ่งเกี่ยวข้องแว้ง ย่อมไม่สามารถดิ้นหลบหนีโดยง่ายดาย … ขณะเดียวกันยามกลางวัน การแสดงความรักต่อ Leopold มันช่างหอมหวน ตลบอบอวล โรแมนติก-อีโรติก ยั่วสวาทผู้ชมให้ลุ่มหลง ตกหลุมรัก

ตัวละครนี้ไม่ใช่แค่ Femme Fatale หรือ Vamp (จริงๆควรเรียกว่า Werewolf น่าจะตรงกว่า) สำหรับดูดเลือด สูบจิตวิญญาณ ล่อหลอกบุรุษให้กลายเป็นหุ่นเชิดชัก ผมยังมองว่าผกก. Lars von Trier ต้องการสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันครอบครัว-การเมือง (ระดับมหภาค-จุลภาค) เป็นสิ่งไม่สามารถแบ่งแยกแยะออกจากกัน แต่งงานกับฉันก็ต้องเลือกในสิ่งที่เป็นตัวฉัน (จริงๆมันก็ไม่จำเป็นเช่นนั้น)


แม้จะไม่ใช่นักแสดงในหนัง แต่เสียงบรรยายของ Max von Sydow มีความหนักแน่น ลุ่มลึก ทรงพลัง ไม่ใช่แค่จิตแพทย์/นักสะกดจิต แต่ราวกับเสียงของพระเจ้า (Max von Sydow เคยแสดงเป็นพระเยซูคริสต์ภาพยนตร์ The Greatest Story Ever Told (1965)) คอยชี้นำทางผู้ชมให้บังเกิดความเข้าใจเรื่องราว และเชื่อมต่อแต่ละเหตุการณ์เข้าด้วยกัน

แซว: เมื่อพูดถึงเสียงของพระเจ้า Max von Sydow จะมีความหนักแน่น ลุ่มลึก ทรงพลัง ตรงกันข้ามกับ Morgan Freeman ที่รู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย เบาสบายหฤทัย

ถ่ายภาพโดย Henning Bendtsen, Edward Kłosiński, Jean-Paul Meurisse

งานภาพของหนังมีความบ้าระห่ำ แพรวพราวด้วยเทคนิคที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกล่องลอย เหนือจริง (Surreal) ราวกับอยู่ในจินตนาการเพ้อฝัน! ตั้งแต่การใช้สีสันตัดกับภาพขาว-ดำ ฉายผ่านเครื่อง Rear-Projection ขยับเคลื่อนเลื่อนกล้องอย่างไร้ทิศทาง ด้วยความเยิ่นยาวนาน (Long Take) รวมถึงออกแบบฉากให้มีลักษณะ Expressionist เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพักของเยอรมันภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

We used a lot of back-projection, because I love how Hitchcock used it in film like Vertigo. Back-projection creates a dreamlike effect because it’s so unreal. It divides the images into different layers, which in Europa we exaggerated by using color and black-and-white.

Lars von Trier

หลายคนอาจครุ่นคิดว่าสีสันที่พบเห็นในหนัง อาจผ่านกรรมวิธีคล้ายแบบ Schindler’s List (1993) [ตรงกันข้าม Steven Spielberg ได้แรงบันดาลใจการใช้ภาพสี-ขาวดำจาก Europa (1991)] แต่ให้ลองสังเกตว่าช็อตที่มีสีสัน พื้นหลังมักเป็นภาพลอยๆจากการฉายด้วยเครื่อง Rear-Projection ฉายภาพขาว-ดำ(ที่ถ่ายไว้ก่อน)บนฉากเบื้องหลัง แล้วเพิ่มนักแสดงเข้าไปเบื้องหน้า แล้วถ่ายทำด้วยฟีล์มสี … การเลือกใช้อัตราส่วนภาพ Anamorphic Widescreen (2.35:1) ก็เพื่อสร้างความบิดๆเบี้ยวๆ สัมผัสเหนือจริงให้กับการฉาย Rear-Projection นี้เอง!

ซึ่งความท้าทายที่สุดของงานถ่ายภาพ ก็คือการซ้อนทับหลายๆชั้น (Superimposition) ผกก. Lars von Trier เล่าว่า Europa (1991) มีจำนวนมากถึง 7 ชั้น! … แต่ผมยังขบครุ่นคิดไม่ออกว่าช็อตฉากไหน

In Europa we were working on image superimposition. Sometimes we had up to seven layers of images, in black and white and color. The main thing, though, is that we can combine two images filmed with different lenses. With a background shot on a wide-angle, we create an unsettling effect that isn’t immediately noticeable, but which affects the audience.

แม้พื้นหลังของหนังจะคือประเทศเยอรมัน แถมเป็นโปรเจคร่วมทุนสร้างนานาชาติ แต่ผกก. Lars von Trier ปักหลักทำงาน Nordisk Film Risby Studierne ตั้งอยู่ Albertslund, Sjælland ประเทศ Denmark ระยะเวลาถ่ายทำระหว่างมีนาคม – สิงหาคม ค.ศ. 1990


ใครเคยรับชม The Element of Crime (1984) ย่อมรู้สึกมักคุ้นกับเสียงบรรยาย ราวกับจิตแพทย์/นักจิตวิทยากำลังพูดชี้นำ ทำการสะกดจิต แต่เอ๊ะ? เสียงดังกล่าวกำลังสะกดจิตใจใคร? … คำตอบก็คือผู้ชม แนวคิดคล้ายๆ ‘Breaking the Fourth Wall’ เพื่อเป็นการอารัมบท นำเข้าสู่เรื่องราว ออกเดินทาง(โดยขบวนรถไฟ)เข้าไปในโลกของหนัง ดินแดน Europa สมมติว่าคือเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

สำหรับชาวยุโรปในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างที่ผมเกริ่นนำไปแล้วว่า รถไฟคือสัญลักษณ์แห่งหายนะ ‘ขบวนแห่งความตาย’ เมื่อนาซีกวาดต้อนชาวยิวขึ้นขบวนรถไฟ ไม่มีทางที่พวกเขาจะสามารถดิ้นหลบหนี เบื้องหน้าช่างมืดมิดมองไม่เห็นหนทาง … การเกริ่นนำของหนังด้วยภาพทางรถไฟกำลังเคลื่อนไป จึงมอบสัมผัสอันตราย หายนะ สร้างความหวาดระแวง วิตกจริต ถูกสะกดจิตให้ออกเดินทางสู่ช่วงเวลามืดมิดที่สุดแห่งมนุษยชาติ

รถไฟชั้นหนึ่ง ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา สำหรับผู้โดยสารมีฐานะ ชนชั้นสูง ถือเป็นหน้าตาบริษัทรถไฟ และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ! แต่การมีอยู่ของมันแลกด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ความทุกข์ยากลำบากของชนชั้นล่าง แบบภาพช็อตนี้ที่ให้แรงงาน(ทาส)ดึงลากตู้โดยสารชั้นหนึ่งออกจากโรงเก็บ พวกเขาเหล่านี้ต่างหากเปรียบดั่งเชื้อเพลิง หัวรถจักร นำทางประเทศชาติสู่ความเจริญอย่างแท้จริง!

วินาทีที่ขบวนรถไฟชั้นหนึ่งถูกลากออกมา บทเพลง Once Upon A Time in Germany สร้างความฮึกเหิม ลำพอง ต้องการให้บังเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นเยอรมัน แต่ลึกๆผมกลับรู้สึกว่าผกก. Lars von Trier ต้องการแดกดัน ประชดประชัน นี่ก็แค่รถไฟชั้นหนึ่ง มันจะยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น??

วินาทีที่ขบวนรถไฟชั้นหนึ่งถูกลากออกมาจากโรงเก็บ สังเกตว่าใบหน้าของ Leopold ถ่ายทำด้วยฟีล์มสี! ขณะที่ดวงจันทร์พื้นหลังยังคงเป็นภาพขาว-ดำ ฉายผ่านเครื่อง Rear-Projection

เท่าที่ผมสังเกตการถ่ายทำด้วยฟีล์มสี มักช่วงขณะที่ตัวละครบังเกิดความซาบซึ้ง ประทับใจ ต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตรู้สึกเหมือนมีสีสัน ถือเป็นลักษณะหนึ่งของ ‘Expressionism’

เมื่อครั้น Leopold แรกพบเจอ Katharina นั่นคือความประทับใจ ตกหลุมรักแรกพบ แน่นอนว่าหนังต้องถ่ายภาพเธอด้วยฟีล์มสี และมีการจัดแสงฟุ้งๆด้วยนะ

หลายคนอาจไม่ทันสังเกตมายากล ความน่าพิศวงของช็อตนี้ เป็นส่วนผสมระหว่างนักแสดง (ภาพสี) และภาพฉายจากเครื่อง Rear-Projection (ภาพขาว-ดำ)

  • ภาพแรก Leopold ยืนประชิดกล้อง ขณะที่ Katharina คือภาพฉายจากเครื่อง Rear-Projection
  • ภาพสองทั้ง Leopold และ Katharina ต่างยืนอยู่หน้ากล้องเช่นกัน
  • ภาพสาม Katharina ยังคงยืนอยู่ด้านด้าน แต่ Leopold เปลี่ยนมาเป็นภาพฉายจากเครื่อง Rear-Projection

นี่ไม่ใช่แค่การ ‘show off’ ของผกก. Lars von Trier เท่านั้นนะครับ แต่เป็นการนำเสนอ ‘Mise-en-scène’ ถึงการแสดงออกภายนอก-สิ่งซ่อนเร้นภายในจิตใจ ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับคำสนทนาขณะนั้นๆ

  • Katharina เมื่อยืนอยู่เบื้องหลัง คอยสังเกตการทำงานของ Leopold และเมื่อพูดว่าสำเนียงเยอรมันของอีกฝ่ายน่าสนใจ จึงเดินออกจากเฟรมแล้วมายืนหน้ากล้อง (ภาพสี)
  • Leopold ย้ายไปยืนอยู่เบื้องหลังเพื่อกล่าวถึงความมุ่งมั่น อุดมการณ์ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ ตอบคำถาม Katharina ว่าทำไมถึงตัดสินใจเดินทางมาเยอรมัน

หนึ่งในลูกเล่นของ Rear-Projection คือสามารถนำฟุตเทจที่ถ่ายทำไว้แล้วมาตัดต่อ แทรกตัวอักษร เพียงแค่ต้องซักซ้อม ‘Timing’ กับนักแสดงเบื้องหน้า เพื่อว่าเวลาเปลี่ยนเฟรม/เปลี่ยนภาพพื้นหลัง จะได้ผลลัพท์ออกมาตรงตามความต้องการ

อย่างภาพช็อตนี้ Leopold หลังเสร็จภารกิจปูเตียงห้องโดยสาร Katharina ออกมานั่งตรงโถงทางเดิน พื้นหลังปรากฎตัวอักษร Werwolf (หรือ Werewolf) ชื่อองค์กรใต้ดิน Nazi ที่เขาเพิ่งพบเห็นภาพติดตาฝังใจ ไม่ใช่ว่าสงครามสิ้นสุดลงแล้วไม่ใช่หรือ

เกร็ด: Werwolf เป็นองค์กรที่มีอยู่จริง! ก่อตั้งขึ้นช่วงปลายปี ค.ศ. 1944 โดย Heinrich Himmler ในตอนแรกใช้ชื่อ Unternehmen Werwolf (Operation Werwolf) ปฏิบัติการก่อกวน ตัดกำลัง ทำลายเสบียง ระเบิดสะพาน หลบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง เพื่อสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้ฝ่ายสัมพันธมิตร ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง องค์กรนี้ก็ไร้ซึ่งผู้นำ แต่ยังมีสมาชิกบางคนไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ จึงพบเห็นปฏิบัติการต่อต้านฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่เรื่อยๆ ก่อนค่อยๆเลือนหายไป

Leopold ได้รับชักชวนให้มาร่วมรับประทานอาหารเย็นกับสมาชิกครอบครัว Hartmann ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทรถไฟ Zentropa สำหรับซีเควนซ์บนโต๊ะอาหาร ถ่ายทำแบบ ‘Long Take’ โดยทำการเคลื่อนเลื่อนกล้องวนรอบโต๊ะ โดยมี Leopold คือจุดศูนย์กลาง ทุกคนต่างให้ความสนใจ อยากพูดคุย รับรู้จักอีกฝั่งฝ่าย

ผมแอบแปลกใจเล็กๆที่หนังเลือกใช้โต๊ะกลมแทนโต๊ะสี่เหลี่ยม ซึ่งสามารถแบ่งแยกวิทยฐานะ/สถานะทางสังคมได้อย่างชัดเจน แต่จุดประสงค์ซีเควนซ์นี้อาจต้องการสื่อถึง ‘โลกหมุนรอบ Leopold’ เป็นบุคคลที่สามารถตัดสินโชคชะตาของสมาชิกทั้งหมดบนโต๊ะอาหารแห่งนี้

ค่ำคืนนี้มีการระเบิดโรงงานแห่งหนึ่ง ฟังคำอธิบายมันช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าสลด สงสารเห็นใจ แต่หนังไม่ได้มีงบประมาณมากมายขนาดนั้น เลยทำได้แค่ให้พวกเขายืนจับจ้อง เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และแสงวูบวาบ (พร้อมเสียงระเบิด) แค่นั่นก็เพียงพอเข้าใจได้ว่าบังเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

ซึ่งหลังจากแสงวาปสีขาวปรากฎขึ้นมา กล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลังเพื่อถ่ายให้เห็นรางรถไฟ และกำลังมีขบวนรถไฟเคลื่อนพานผ่านใบหน้าของ Leopold เพื่อสื่อว่าตัวเขาก็แค่มนุษย์ตัวเล็กๆ เป็นเพียงลูกจ้าง ไม่ได้มีสถานะอะไรสูงส่ง

การมาถึงของ Colonel Harris (รับบทโดย Eddie Constantine) แห่งกองทัพสหรัฐอเมริกา เพื่อนำแบบสอบถาม ‘ความเป็นนาซี’ มาให้กับ Max Hartmann (รับบทโดย Jørgen Reenberg) ผู้ก่อตั้งบริษัทรถไฟ Zentropa (บิดาของ Katharina) สำหรับพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายมีความเห็นอกเห็นใจชาวยิวมากน้อยเพียงไหน

ซึ่งพอ Colonel Harris พบเจอ Leopold ซึ่งถือเป็นชาวอเมริกันเช่นเดียวกัน ลากตัวมาพูดคุย ให้คำแนะนำ แต่ตลอดระยะเวลาที่พวกเขาสนทนา กล้องถ่ายมุมเงยเห็นเพดาน ราวกับคำสั่งจากเบื้องบน พยายามควบคุมครอบงำ บีบบังคับให้ชายหนุ่มต้องปฏิบัติตาม

เหตุผลที่เด็กชายคนนี้ (ไม่ว่าจะจากด้านหน้าหรือหลัง) ปรากฎสีสัน ผมไม่อยากสปอย เลยบอกได้แค่ว่าเพราะเขาคือบุคคลที่ได้กระทำบางสิ่งอย่าง พบเห็นโดย Leopold (ที่ก็ถ่ายด้วยฟีล์มสีเช่นกัน) แล้วกลายเป็นปม ‘Trauma’ จดจำฝังใจไม่รู้ลืมเลือน … ผู้ชมก็เช่นเดียวกัน!

Leopold กลับมาที่บ้านครอบครัว Hartmann เพื่อประจักษ์เหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งระหว่างเฝ้ารอคอยเวลานั้น เขามุดลงใต้โต๊ะเพื่อเกี้ยวพาราสีกับ Katharina

  • เบื้องหลังฉายผ่าน Rear Projection พบเห็นผู้ใหญ่สองคนกำลังเล่นหมากรุก … ชวนให้นึกถึงหมากรุกแห่งความตายของ The Seventh Seal (1957)
  • เบื้องหน้าใต้โต๊ะ ถ่ายภาพสีระหว่าง Leopold แอบเกี้ยวพาราสีกับ Katharina

ประเด็นคือทำไมต้องทำลับๆล่อๆ มุดลงมาใต้โต๊ะ หรือสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มันไม่ถูกต้องเหมาะสม ขัดแย้งต่อกฎหมายบ้านเมือง? แต่เหตุการณ์นี้สร้างสีสันให้กับ Leopold อย่างแน่นอน! … ผมมองนัยยะมุดใต้โต๊ะ คือการกระทำสิ่งชั่วร้ายอย่างแน่นอนนะครับ ซึ่งสะท้อนเข้ากับองค์กรใต้ดิน Wereolf ของ Katharina และเธอยังฉุดลากพา Leopold ให้ตกต่ำลงเช่นกัน

แบบสอบถามความเป็นนาซี ชวนให้ผมนึกถึงโคตรภาพยนตร์ไซไฟ Blade Runner (1982) ที่ก็มีการถาม-ตอบในเชิงจิตวิทยา เพื่อค้นหาว่าอีกฝั่งฝ่ายเป็นมนุษย์หรือหุ่นยนต์

ความน่าสนใจของซีเควนซ์นี้อยู่ที่ผกก. Lars von Trier รับเชิญในบทชายชาวยิว กล่าวอ้างว่า Max Hartmann คือผู้มีพระคุณ ให้สถานที่หลบซ่อนตัวช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แต่แท้จริงแล้วใช่หรือไม่ สังเกตปฏิกิริยาสีหน้า ท่าทาง รวมถึงการตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตหลังจากนี้ ดูแล้วไม่มีทางเป็นจริงอย่างแน่นอน!

เช่นนั้นแล้ว Colonel Harris ทำเช่นนี้ไปทำไม? คำตอบก็คือ Max Hartmann เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรถไฟ Zentropa จึงถือว่ามีความสำคัญที่ต้องทำให้รอดพ้นทุกข้อครหา เพื่อการยึดครองเยอรมันดำเนินไปด้วยความสงบราบรื่น … แต่ก็สร้างความท้อแท้สิ้นหวังให้กับชายสูงวัยผู้นี้

ส่วนเหตุผลที่ผกก. Lars von Trier รับเชิญในบทบาทนี้ เพราะต้องการสะท้อนเหตุการณ์ที่เขาได้พบเจอบิดาตัวจริง! ปฏิกิริยาของพ่อก็คงประมาณนี้เลย อ้ำอึ้ง บึ้งตึง กระอักกระอ่วน ไม่อยากยินยอมรับอีกฝั่งฝ่าย แต่ไม่ได้ถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตายนะครับ

ไฮไลท์ของซีเควนซ์ ‘Love and Suicide’ คือการเคลื่อนเลื่อนกล้องจากชั้นบนภาพขาว-ดำ (Katharina ลากพา Leopold มาร่วมรักบนโมเดลรถไฟจำลอง) ลงมาชั้นล่างภาพสี (บิดากำลังอาบน้ำ โกนหนวด ก่อนตัดสินใจเชือดแขนฆ่าตัวตาย) เพื่อทำการเปรียบเทียบทั้งสองสิ่งคือหนึ่งเดียวกัน

การร่วมรักบนโมเดลรถไฟจำลอง เหมือนต้องการสื่อว่าความรักอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง (ในอุดมคติของ Leopold) แต่ความเป็นจริงเมื่อกล้องเคลื่อนเลื่อนลงมาห้องน้ำชั้นล่าง สามารถสื่อถึงสิ่งที่ซุกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ กลับกำลังบังเกิดเหตุการณ์เลวร้าย นาฬิกานับถอยหลังแห่งความตาย และพอเกมหมากรุกมีคนพูดว่า ‘Checkmate’ นั่นคือจุดจบโศกนาฎกรรม

หรือจะมองว่าซีเควนซ์นี้เป็นการบอกใบ้ครึ่งหลังของหนัง ความรักระหว่าง Leopold และ Katharina สุดท้ายลงเอยด้วยการถูกทรยศหักหลัง และเขาก็แสดงอาการคลุ้มคลั่งไม่แตกต่างจากเหตุการณ์บังเกิดขึ้นนี้สักเท่าไหร่!

แซว: ซีนที่ผมชื่นชอบมากสุดก็คือระหว่าง Katharina กำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้า พร้อมๆพูดบอก Leopold ว่าตนเองคือสมาชิกองค์กร Werwolf นั่นถือเป็นการเปิดเผยตัวตนภายใน (เปลือยทั้งร่างกายและจิตใจ)

เพราะเคยแต่ทำงานบนขบวนโดยสารชั้นหนึ่ง ซึ่งมีความหรูหรา สะดวกสบาย ไม่ได้ยุ่งยากลำบากอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วขบวนรถไฟยังมีชั้นสอง ชั้นสาม ซึ่งหลังการเสียชีวิตของ Max Hartmann ทำให้เขาได้พบเห็นสภาพเป็นจริงที่โหดร้าย … นึกว่าขบวนรถไฟมุ่งสู่ค่ายกักกัน

เบรคฉุกเฉินสำหรับหยุดขบวนรถไฟ สังเกตว่ามันจะมีสีแดงโดดเด่นขึ้นมา ขณะที่ Leopold (และลุง Uncle Kessler) ตลอดทั้งช็อตนี้เป็นเพียงภาพขาว-ดำ แน่นอนว่าต้องฉายจากเครื่อง Rear-Projection … ส่วนมือที่ดึงเบรคฉุกเฉินของใครก็ไม่รู้ละ ล่อหลอกผู้ชมให้ครุ่นคิดว่าคือ Leopold ได้อย่างแนบเนียนสุดๆ

เพราะยังอยู่ในช่วงเคอร์ฟิว จึงมีคำสั่งห้ามการชุมนุม ด้วยเหตุนี้งานศพของ Max Hartmann แม้เป็นบุคคลสำคัญ ผู้ก่อตั้งบริษัทรถไฟ Zentropa ก็ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ด้วยเหตุนี้ครอบครัวจึงครุ่นคิดแผนการ ขอความช่วยเหลือจาก Leopold ให้ช่วยหยุดขบวนรถไฟที่ Darmstadt แล้วนำโลงศพเคลื่อนลงยังสุสานรถไฟ มีผู้คนมากมายเดินทางมาไว้อาลัย ก่อนถูกตำรวจขับไล่ กวาดต้อน สลายการชุมนุม

แน่นอนว่าช็อตขอแต่งงานย่อมต้องถ่ายทำด้วยฟีล์มสี! พื้นผิวน้ำด้านหลังสะท้อนแสงระยิบระยับ (ฉายผ่านเครื่อง Rear-Projection ด้วยภาพขาว-ดำ) แต่ไม่ใช่ Leopold ที่เป็นคนเอ่ยกล่าว กลับคือ Katharina บอกว่า “Marry me, please.” มันช่างเต็มไปด้วยลับลมคมใน ใครกันจะไปอดใจไหว

แต่แปลกที่ฉากแต่งงานในวิหาร Chojna Cathedral (พื้นหลังฉายผ่านเครื่อง Rear-Projection เช่นเดียวกัน) ส่วนใหญ่ถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำ มีเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีเท่านั้นถ่ายทำด้วยภาพสี นี่เป็นการบอกใบ้อะไรหลายๆอย่าง

บนเตียงหลังแต่งงาน Leopold กับ Katharina ไม่ได้มีฉากร่วมรักอะไรกัน แต่ฝ่ายชายเหมือนกำลังฝันร้าย แสงไฟกระพริบติดๆ-ดับๆ แถมเงารั้วตาข่ายปกคลุมทั่วเตียงให้ความรู้สึกเหมือนถูกควบคุมขัง ติดกับดัก ไม่สามารถดิ้นหลบหนีพ้น … นี่เป็นช็อตบอกใบ้ลางร้ายเช่นเดียวกัน

หนึ่งในความฝัน(ร้าย)ที่หนังนำเสนอ คือภาพใบหน้าขนาดใหญ่เต็มเฟรมของ Katharina แสดงถึงอิทธิพลมากล้นต่อ Leopold แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนเธอสามารถควบคุม ครอบงำ ชี้ชักนำ ทำให้เขาค่อยๆสูญเสียอุดมการณ์มุ่งมั่น ก้มหัวศิโรราบ สูญเสียความเป็นตัวของตนเอง

นี่เป็นกลวิธีนำเสนอที่แยบยล Leopold ได้รับโทรศัพท์จากภรรยา Katharina แล้วปรากฎภาพผู้รับปลายสาย ด้วยการฉายผ่านเครื่อง Rear-Projection ซึ่งพอคุยเสร็จสิ้นเขาวางหู เดินจากไป ก็เปิดเผยใครบางคน (พี่ชายของ Katharina) ยืนหลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง

การเดินทางกลับมาบ้านครอบครัว Hartmann (ตามคำนัดหมายของภรรยา) สังเกตว่ามุมกล้องตั้งแต่ Leopold เดินเข้ามา ล้วนถ่ายจากเบื้องบน/ชั้นบนก้มลงมา สร้างความรู้สึกแปลกๆ ราวกับเหมือนมีใครหลบซ่อนอยู่เบื้องบน จัดฉากเหตุการณ์นี้ และเมื่อเดินมาพบเห็นศพผู้เสียชีวิต (พี่ชายของ Katharina) ก็ปรากฎภาพสี ติดตาฝังใจ

เพราะโดนล่อหลอกว่า Katharina ถูกองค์กรใต้ดิน Werwolf จับเป็นตัวประกัน บีบบังคับให้ Leopold ต้องลอบวางระเบิด ทำลายสะพาน แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ต่างจากซีนนี้ที่เขาและเธอ แม้มุ่งหน้าทิศทางเดียวกัน แต่กลับอยู่บนรถไฟคนละขบวน ถึงจุดพลัดพราก กำลังแยกจาก มุ่งสู่อุดมการณ์/เป้าหมายที่แตกต่างกัน

เพราะความรักต่อ Katharina ทำให้ Leopold หน้ามืดตามัว ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้เธอกลับคืนมา (หมวกพนักงานถูกลมพัดปลิวหาย = สูญเสียอุดมการณ์เป้าหมายของตนเอง) แต่หลังจากกดระเบิดเวลา กระโดดลงขบวนรถไฟ ทิ้งตัวลงนอน เหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืน จู่ๆเกิดความตระหนักว่านั่นไม่ใช่สิ่งถูกต้อง จึงรีบวิ่งกลับขึ้นรถไฟ ปลดระเบิดเวลาได้ทันท่วงที!

Now relax. I want you to sink down into the soft cool grass on the railbed. Look up. Look at the stars. See how the stars resemble illuminated cities on a map. Or maybe it is the fading lights of human lives. But you are here to help the lights burn brighter. Not to put them out. At any prize you must make this good again.

เสียงบรรยายที่ทำให้ Leopold เกิดความตระหนักถึงว่าสิ่งที่กระทำอยู่นี้ไม่ถูกต้อง

แซว: ใครช่างสังเกตจะพบเห็นดาวตกอยู่หลายครั้งทีเดียว (ท้องฟ้าด้านหลังฉายด้วยเครื่อง Rear Projection)

มีอยู่หลากหลายเหตุการณ์คู่ขนาน บังเกิดขึ้นระหว่างไคลน์แม็กซ์บนขบวนรถไฟสายนี้ จุดประสงค์หลักๆเพื่อสร้างความเร่งรีบร้อนรน เพราะตัวละครต้องทำหลายๆสิ่งอย่างพร้อมกัน จึงเต็มไปด้วยความสับสน กระวนกระวาย ผู้ชมสามารถสัมผัสอารมณ์ดังกล่าวได้โดยง่าย หลักๆประกอบด้วย

  • หน้าที่พนักงานของ Leopold ขัดสีฉวีวรรณรองเท้า เสริฟของว่าง ปูเตียงนอน และให้บริการลูกค้ารถไฟ
  • พอดิบพอดีทำงานมาครบกำหนด Uncle Kessler จึงนัดหมายเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ Leopold สอบเป็นผู้ควบคุมขบวนรถไฟ
  • และขณะเดียวกัน Leopold ถูกบีบบังคับให้ต้องวางระเบิด ทำลายสะพาน เพื่อภรรยาสุดที่รัก Katharina จะรอดพ้นจากเงื้อมมือองค์กรใต้ดิน Werwolf

หลังจากที่ Leopold หยุดชนวนระเบิด ล้มเลิกความตั้งใจทำลายสะพาน เขาถูกลากเข้ามาสอบสัมภาษณ์ ตอบคำถามเกี่ยวกับระเบียบรถไฟโดยทันที … ผมมองความต่อเนื่องของสองซีนนี้ ทำให้รู้สึกว่าการสอบสัมภาษณ์ (รวมถึงสอบปฏิบัติปูเตียงนอน) ไม่ต่างจากการถูกตำรวจซักทอด ซักไซ้ไล่เรียงความผิดที่ก่อ สร้างความตึงเครียด หวาดกังวล จนเป็นลมล้มพับ ร่างกายไม่สามารถแบกรับสิ่งต่างๆถามโถมเข้าใส่

แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่าการสารภาพความจริงทั้งหมดของ Katharina ในตอนแรกถ่ายภาพขาว-ดำ แล้วระหว่างที่ Leopold เดินผ่านหน้ากล้องแอบตัดเปลี่ยนเป็นภาพสี เพื่อแสดงถึงช่วงเวลาไม่อยากจดจำ แต่มันกลับฝังลึกทรวงใน กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหาใบหน้าทั้งสอง จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเขาลุกขึ้นเปิดหน้าต่าง ต้องการอากาศสดชื่น เพราะรู้สึกอึดอัด คับข้องใจ

I’m sorry to say this, but I’ve got this rotten feeling that everyone’s been screwing me ever since I got here. That makes me mad. And now it’s my turn to say something!

Leopold Kessler

จุดแตกหักของ Leopold เริ่มจากเขวี้ยงทิ้งหมวกลำลอง (ไม่ยินยอมถูกใครควบคุมครอบงำ บีบบังคับอีกต่อไป) ขโมยปืนจากเจ้าหน้าที่ จากนั้นกราดยิงขึ้นเพดาน เดินผ่านสารพัดห้องผู้โดยสาร Refreshments? Bed making? ใส่อารมณ์เกรี้ยวกราดกับ Shoe shine? ระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่งออกมา

ภาพที่ Leopold ถือปืนแล้วพื้นหลังฉายภาพใบหน้าขนาดใหญ่ผ่าน Rear-Projection ล้อกับตอนกลางเรื่องที่มีเด็กชายถือปืน ยิงผู้โดยสาร และกดระเบิดรถไฟ (เด็กคนนั้นน่าจะเป็นสมาชิก Werwolf กระมังนะ)

ความตายของ Leopold เชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง ผมเองก็คนหนึ่ง! เพราะตอนต้นเรื่องเสียงบรรยายล่อหลอกว่ากำลังสะกดจิตใครสักคน แต่พอมาถึงตอนจบนี้บุคคลนั้นกลับจมน้ำเสียชีวิต แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง? สุดท้ายหนังต้องการสะกดจิตใคร?? คำตอบผมอธิบายไปตั้งแต่ต้นแล้วว่า หนังต้องการสะกดจิต’ผู้ชม’นั่นเองนะครับ

ตอนจบนี้เป็นการนับถอยหลังเพื่อทำการปลุกตื่น หวนกลับสู่โลกความจริง แต่ความตายของตัวละคร ทำให้การเดินทาง/ภาพยนตร์เรื่องนี้จดจำฝังใจ ใครจะไปหลงลืมเลือน

You want to wake up, to free yourself of the image of Europa. But it is not possible.

จากบทสัมภาษณ์ของ ผกก. Lars von Trier กล่าวว่ามีช็อตที่ทำการซ้อนภาพ (Superimposition) จำนวนมากสุด 7 ชั้น ผมครุ่นคิดว่าน่าจะช็อตสุดท้ายนี้กระมัง (แต่ผมนับได้แค่ 6 ชั้น) ถ่ายภาพทิวทัศน์ Europa ภายนอกดูสวยงามตา แต่ภายใต้พื้นผิวน้ำกลับมีบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้น … เป็นช็อตสุดท้ายที่สื่อถึง ‘Europa’ ตรงตามวิสัยทัศน์ผกก. Lars von Trier

  • พระอาทิตย์
  • ท้องฟ้ายามค่ำคืน
  • ตึกรามบ้านช่อง
  • พื้นผิวน้ำ
  • แสงสะท้อนพื้นผิวน้ำระยิบระยับ
  • ใครบางคนล่องลอยอยู่ใต้ผิวน้ำ

ตัดต่อโดย Hervé Schneid (เกิดปี 1956) สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่นๆ อาทิ Europa (1991), Orlando (1992), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Jean-Pierre Jeunet ตั้งแต่ Delicatessen (1991), The City of Lost Children (1995), Amélie (2001), ผลงานอื่นๆ อาทิ Europa (1991), Orlando (1992), Alien: Resurrection (1997) ฯ

เริ่มต้นด้วยเสียงบรรยายของจิตแพทย์/นักสะกดจิต Max von Sydow (หรือจะมองว่าเสียงของพระเจ้าก็ได้กระมัง) ระหว่างขบวนรถไฟกำลังเคลื่อนแล่น พยายามพูดชี้นำ เพื่อพาผู้ชมเข้าไปยังดินแดนชื่อว่า Europa (จะมองว่าในความทรงจำ หรือจินตนาการเพ้อฝันก็ได้เช่นกัน)

เมื่อเข้าสู่ Europa จะนำเสนอผ่านมุมมองตัวละคร Leopold Kessler ชายหนุ่มชาวอเมริกัน เชื้อสายเยอรมัน เดินทางกลับมาทำงานบนแผ่นดินบรรพบุรุษ ณ เยอรมันภายใต้การยึดครองฝ่ายพันธมิตร (Allied-occupied Germany) ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับความช่วยเหลือจากลุง Uncle Kessler เข้าฝึกงานพนักงานรถไฟของบริษัท Zentropa ต้องเผชิญหน้าบททดสอบมากมายก่อนได้รับอนุมัติเป็นผู้ควบคุมขบวนรถไฟ

  • การมาถึงของ Leopold Kessler
    • Leopold เดินทางมาถึงเยอรมัน ได้รับความช่วยเหลือจากลุง Uncle Kessler เข้าฝึกงานพนักงานรถไฟของบริษัท Zentropa
    • เรียนรู้การทำงาน ฝึกงานเป็นพนักงานควบคุมขบวนรถไฟ
    • พบเจอกับ Katharina ได้รับชักชวนรับประทานอาหารเย็น
  • Leopold กับตระกูล Kessler
    • ระหว่างรับประทานอาหารเย็น ได้พบเจอผู้คนมากมาย
    • เหตุการณ์ลอบวางระเบิดบนขบวนรถไฟ
  • ความตายของผู้ก่อตั้ง Zentropa
    • Leopold ได้รับการเชื้อเชิญมาที่บ้านของ Katharina อีกครั้ง
    • พบเห็นการตรวจสอบทางการ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ก่อตั้ง Zentropa กับชาวยิวคนหนึ่ง
    • Katharina เกี้ยวพา Leopold v. ความตายของบิดา/ผู้ก่อตั้งบริษัท Zentropa
    • Leopold หยุดขบวนรถไฟเพื่อส่งศพผู้ก่อตั้งบริษัท Zentropa
  • ชีวิตคู่ของ Leopold & Katharina
    • Katharina ตอบตกลงแต่งงานกับ Leopold
    • Katharina ถูกลักพาตัว แล้วทำให้ Leopold โดนแบล็กเมล์จาก Werwolf
    • งานบริการลูกค้าบนขบวนรถไฟ v. บททดสอบผู้ควบคุมขบวนรถไฟ v. วุ่นๆวายๆกับการวางระเบิดสะพาน
    • เมื่อความจริงเปิดเผย Leopold จึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

โครงสร้างดำเนินเรื่องไม่ได้มีความสลับซับซ้อน แถมมีเสียงบรรยายชี้นำทางผู้ชมให้เกิดความเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งทำให้หนังมีความลื่นไหล ล่องลอยไป ราวกับอยู่ในความเพ้อฝัน และบางครั้งหลากหลายเหตุการณ์คู่ขนานก็ถาโถมเข้าใส่ตัวละคร โดยเฉพาะช่วงไคลน์แม็กซ์ประกอบด้วย งานบริการลูกค้าบนขบวนรถไฟ v. บททดสอบผู้ควบคุมขบวนรถไฟ v. วุ่นๆวายๆกับการวางระเบิดสะพาน … ซีเควนซ์ที่ผมประทับใจมากสุดคือตอน Katharina เกี้ยวพา Leopold v. ความตายของบิดา/ผู้ก่อตั้งบริษัท Zentropa


เพลงประกอบโดย Joachim Holbek (เกิดปี ค.ศ. 1957) สัญชาติ Danish เกิดที่ Kongens Lyngby, Denmark ร่วมงานผู้กำกับ Lars von Trier ตั้งแต่ Medea (1988), Europa (1991), Manderlay (2005) ฯ

งานเพลงของหนังจะมีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรง คลุ้มบ้าคลั่ง บีบเค้นคั้น ตรงไปตรงมา! บรรเลงโดยใช้เต็มวงออร์เคสตรา เรียกว่าไร้ความประณีประณอมทางเสียงเพลง (อาจเพราะเรื่องราวนำพาผู้ชมเข้าไปในความทรงจำ/เพ้อฝันจินตนาการ เสียงได้ยินจึงสะท้อนความรู้สึกภายใน ไม่จำเป็นต้องปกปิดซ่อนเร้นอะไรใดๆ) และที่สำคัญคือพยายามเคารพคารวะสไตล์ Bernard Herrmann (โดยเฉพาะภาพยนตร์ Vertigo (1958))

Once Upon A Time in Germany จัดเต็มอารมณ์ที่สร้างความฮึกเหิม ลำพอง เยอรมันในอดีตเคยยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ไม่ต่ำต้อยกว่าชาติอื่นใด แต่ปัจจุบันเป็นได้เพียงผู้พ่ายแพ้สงคราม ก้มหัวศิโรราบต่อมหาอำนาจพันธมิตร นี่คือช่วงเวลาเล็กๆสำหรับรื้อฟื้น หวนระลึกความทรงจำ เมื่อได้พบเห็นขบวนรถไฟชั้นหนึ่งที่สามารถกอบกู้ ฟื้นฟู ซ่อมแซมสำเร็จ ในแววตาพวกเขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น สักวันเยอรมันต้องหวนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!

Through the Train and to Hell และหลายๆบทเพลงที่ฉายให้เห็นการเดินทาง/รางรถไฟยามค่ำคืน จะมีการบรรเลงสองตัวโน๊ตสลับไปมา ฟังเหมือนเสียงขยับเคลื่อนไหวของขบวนรถไฟกระฉึก-กระฉัก ขณะเดียวกันมันยังละม้ายคล้ายเสียงนาฬิกานับถอยหลังติก-ติก และเสียงหัวใจเต้นตุบ-ตับ สร้างความลึกลับ สัมผัสพิศวง ภยันตรายซุกซ่อนเร้น

บทเพลงที่ทำการเคารพคารวะ Bernard Herrmann บิดาแห่งท่วงทำนอง Suspense ได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ The Tower ถ้าคุณสามารถสัมผัสถึงความละม้ายคล้าย Vertigo (1958) ก็แสดงว่าเริ่มจับต้องสไตล์ลายเซ็นต์ของคีตกวีเลื่องชื่อได้แล้วนะครับ

เดี๋ยวนะ! บทเพลงชื่อ Happy Theme แต่ไฉนท่วงทำนองเริ่มต้นถึงเต็มไปด้วยสองโน๊ตแห่งความลึกลับ พิศวง ราวกับมีบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้นระหว่าง Leopold และ Katharina นี่เป็นการบอกใบ้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอย่างชัดเจน แม้ท่วงทำนองแห่งความสุขจะบรรเลงติดตามมา เสียงลึกลับนั้นกลับยังคงคลอประกอบพื้นหลังอย่างกลมกลืน แนบเนียน เฝ้ารอคอยวันเปิดเผยความจริงออกมา

Kat’s Theme เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เสียงไวโอลินกรีดบาดลึกทรวงใน ชักชวนให้ผู้ชมฉงนสงสัย มันเกิดห่าเหวอะไรขึ้นกับเธอ ถึงทำให้ต้องจมปลักอยู่กับความทุกข์เศร้าโศก ยินยอมทรยศหักหลังแม้กระทั่งชายคนรัก(รวมถึงบิดา) เพียงเพราะไม่สามารถยินยอมรับความพ่ายแพ้สงคราม? หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น?

Ending Song ชื่อว่า Europa Aria แต่งโดย Joachim Holbek, ขับร้องโดย Nina Hagen & Philippe Huttenlocher, เนื้อคำร้องมีส่วนผสมระหว่างภาษาเยอรมันกับอังกฤษ ซึ่งผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่ หาข้อมูลได้แค่ในส่วนคำร้องภาษาอังกฤษ (ของ Nina Hagen) ประมาณนี

I played on the beach
and all of a sudden
a bull fierce and mighty
I trembled, I sighed.
I’m wanting you, needing you, pleading you,
but should know better
I’m fearing you, hating you, wanting you,
but should know better.

Europa (1991) นำเสนอการเดินทางย้อนอดีต หวนระลึกความทรงจำ หรือจะมองว่าเป็นจินตนาการเพ้อฝันของผกก. Lars von Trier ถึงเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การยึดครองฝ่ายพันธมิตร (Allied-occupied Germany) เป็นช่วงเวลาที่มีความเหนือจริงยิ่งนัก เพราะชาวเยอรมันรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทน ไม่ใช่ทุกคนจะก้มหัวศิโรราบ ยินยอมรับความพ่ายแพ้ บ้างรวมกลุ่มเพื่อต่อสู้ขัดขืน ต้องการทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง

Leopold Kessler ชายหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ด้วยอุดมการณ์มุ่งมั่นเดินทางกลับแผ่นดินบรรพบุรุษ เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูบูรณะให้ประเทศชาติหวนกลับสู่ความยิ่งใหญ่ แต่การกระทำดังกล่าวทำให้เขาเหมือนเหยียบเรือสองแคม ไม่ใช่ว่าได้ประโยชน์จากสองฝ่าย กลับตกอยู่ในสภาวะกล้ำกลืนฝืนทน ไม่รู้จะเลือกลงเรือลำไหน เพราะต่างพยายามปกปิดรูรั่ว ใกล้จมลงทั้งสองลำ

แบบเดียวกับสองผลงานก่อนหน้า ‘Europa Trilogy’ สิ่งที่ผกก. Lars von Trier ต้องการนำเสนอออกมานั้น เปรียบเทียบเยอรมันคือตัวแทนยุโรป (ในสายตาชาว Danish) ดินแดนเคยเป็นศูนย์กลางอารยธรรม ประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ยืนยาว แต่การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง พ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ทุกสิ่งอย่างล่มสลาย พังทลาย จิตใจของผู้คนก็เสื่อมทรามลงเฉกเช่นเดียวกัน

การนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองชายหนุ่มอเมริกัน อุดมการณ์มุ่งมั่น แต่เมื่อเผชิญหน้าความเป็นจริง ต้องเลือกระหว่างฝั่งฝ่ายหนึ่งใด กลับไม่สามารถครุ่นคิดตัดสินใจ สูญเสียเป้าหมายชีวิต แสดงพฤติกรรมคลุ้มบ้าคลั่งออกมา! นี่คือลักษณะเสียดสี แดกดัน ประชดประชันฝ่ายสัมพันธมิตรของผกก. Lars von Trier

เมื่อปี ค.ศ. 2011 ผกก. Lars von Trier ระหว่างตอบคำถามนักข่าว บอกว่าตนเองมีความเข้าใจ/เห็นอกเห็นใจ Adolf Hiter นั่นทำให้เขาถูกแบน (Persona non grata) ห้ามเข้าร่วมเทศกาลหนังเมือง Cannes ยาวนานหนึ่งปีเต็ม

I thought I was a Jew for a long time and was very happy being a Jew … Then it turned out that I was not a Jew … I found out that I was really a Nazi which also gave me some pleasure.

What can I say? I understand Hitler. He did some wrong things, absolutely, but I can see him sitting there in his bunker at the end … I sympathise with him, yes, a little bit.

But come on, I am not for the second world war, and I am not against Jews. I am very much for Jews; well not too much because Israel is a pain in the ass. But still, how can I get out of this sentence … OK I’m a Nazi.

Lars von Trier

คำกล่าวของ Lars von Trier ดูทีเล่นทีจริง หยอกล้อ ประชดประชันตามประสานักเลงภาพยนตร์! แต่เรื่องพรรค์นี้ยังมีความละเอียดอ่อนแม้ในปัจจุบัน มุมมองเห็นอกเห็นใจ Nazi และ Adolf Hitler เป็นสิ่งต้องห้าม สะดีดสะดิ้ง จะเป็นจะตาย … ย้อนกลับมา Europa (1991) คำพูดดังกล่าวทำให้เราเกิดความเข้าใจว่า ชายหนุ่มอเมริกัน อุดมการณ์มุ่งมั่น ต้องการช่วยเหลือฟื้นฟูเยอรมัน นั่นก็คือผกก. Lars von Trier เองนะแหละ!

การเดินทางกลับสู่แผ่นดินบรรพบุรุษของ Leopold Kessler ไม่แตกต่างจากผกก. Lars von Trier หลังรับรู้ความจริงเกี่ยวกับบิดา ติดต่อพบหา เห็นว่าพวกเขาพบเจอหน้ากันทั้งหมด 4 ครั้ง ก่อนถูกปฏิเสธมีปฏิสัมพันธ์ใดๆกันอีก! นั่นไม่ต่างจากการถูกทรยศหักหลัง เป็นใครก็คงแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง … การกระทำตอนจบของ Leopold = ปฏิกิริยาของผกก. Lars von Trier หลังจากถูกทอดทิ้งจากบิดาแท้ๆ

ยุโรปมันช่างหมดสิ้นหวัง! ไม่ว่าจะหลังสงครามโลกหรือในปัจจุบัน แม้เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้า สร้างความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน แต่มันกลับสวนทางกับสภาพจิตใจมนุษย์ คุณธรรม-ศีลธรรมตกต่ำทรามลงทุกวี่วัน คิดคดทรยศหักหลัง เต็มไปด้วยความคอรัปชั่น ราวกับโรคระบาดแพร่หลาย ใกล้ถึงหายนะ วันสิ้นโลกาวินาศ

  • The Element of Crime (1984) เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในความทรงจำ ทำการสำรวจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ สูญเสียตัวตนเองให้กับสภาพแวดล้อมรอบข้าง
    • Non-Organic น่าจะสื่อถึงผลกระทบทางจิตวิทยาจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง
  • Epidemic (1987) เรื่องราว ‘film within film’ (เลือนลางระหว่างชีวิตจริง-สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้น) บทหนังที่พัฒนาขึ้นส่งผลกระทบ/ติดต่อไปยังโลกความจริง ราวกับโรคระบาดแพร่หลายในวงกว้าง
    • Organic น่าจะคือปัจจัยภายนอก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
  • Europa (1991) เรื่องราวอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ จากเคยมีอุดมการณ์มุ่งมั่น เมื่อเรียนรู้จักโลกความเป็นจริงที่เลวร้าย ทำให้สูญเสียตัวตนเอง และตัดสินใจทำลายล้างทุกสรรพสิ่งอย่าง
    • Conceptual สำรวจแนวคิด/ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์

วิวัฒนาการของ ‘Europa Trilogy’ ในความเข้าใจของผมเอง เริ่มต้นที่ The Element of Crime (1984) เกิดขึ้นในความทรงจำ สิ่งที่ทำให้สูญเสียอัตลักษณ์ตัวตน, Epidemic (1987) เลือนลางระหว่างบทหนัง-เหตุการณ์จริง, และ Europa (1991) นำเสนอประวัติศาสตร์จับต้องได้ แต่มีความเลือนลาง ล่องลอยอยู่ในความทรงจำ/เพ้อฝันจินตนาการ

ไตรภาคแรกของผกก. Lars von Trier แพรวพราวด้วยลูกเล่น เทคนิคภาพยนตร์ ถือเป็นการลองผิดลองถูก ค้นหาอัตลักษณ์ตัวตน แต่หลังจากนี้อะไรๆจะเปลี่ยนแปลงไป ทำไมภาพยนตร์มันต้องยุ่งยาก มากมาย วุ่นวาย ช่างหัวแม้ง Dogme 95 คือการทำลายล้างทุกสรรพสิ่งอย่าง … ก็เหมือนตอนจบ Europa (1991) ไม่ใช่แค่ตัวละครแสดงอาการคลุ้มคลั่ง แต่เสียงบรรยายยังปลุกตื่นผู้ชมกลับสู่โลกความจริง


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับถือว่าดีล้นหลาม เหมือนจะเป็นตัวเต็งคว้ารางวัล Palme d’or แต่กลับพ่ายแพ้ให้ Barton Fink (1991) ของสองพี่น้อง Coen ซึ่งผู้กำกับ Lars von Trier แสดงความไม่พึงพอใจด้วยการลุกขึ้นชูนิ้วกลาง แถมยังพูดแซะประธานกรรมการปีนั้น Roman Polanski เรียกว่า ‘the midget’

  • Jury Prize เคียงข้าง Hors la vie (1991)
  • Technical Grand Prize
  • Best Artistic Contribution

อิทธิพลของ Europa (1991) พบเห็นได้ชัดเจนมากๆจาก Schindler’s List (1993) (เห็นว่า Steven Spielberg เคยชักชวน Lars von Trier มาทำงาน Hollywood แต่เจ้าตัวบอกปัดปฏิเสธ) และอาจรวมถึง The Pianist (2002) ของผกก. Roman Polanski (นี่สร้างความประหลาดใจให้ผมมากๆว่า ทำไม Polanski ถึงไม่ผลักดันให้หนังคว้ารางวัล Palme d’Or)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K ตรวจสอบอนุมัติพร้อม Commentary โดย Lars von Trier รวบรวมอยู่ใน Boxset ไตรภาค Lars von Trier’s Europe Trilogy ของค่าย Criterion Collection

ส่วนตัวชื่นชอบความแพรวพราวของหนังอย่างมากๆ เป็นการเดินทางที่ราวกับรถไฟเหาะ ตื่นเต้น ท้าทาย คาดไม่ถึง! โดยเฉพาะการแสดงของ Barbara Sukowa ตราตรึงยิ่งกว่า Lola (1981) และบรรยากาศหลอนๆ ล่องลอย ดินแดน Europa ของผกก. Lars von Trier เรียกได้ว่าเหลือเพียงความหมดสิ้นหวัง

ปล. ระวังสับสนกับภาพยนตร์ Europa Europa (1990) ของผู้กำกับ Agnieszka Holland เรื่องนี้อาจไม่ได้แพรวพราวเทคนิคเทียบเท่า แต่ก็มีความดีเด่นในตนเองโดยเฉพาะ Julie Delpy

จัดเรต 18+ บรรยากาศอัดอั้น ตึงเครียดในเยอรมันหลังสงครามโลก ความรุนแรง ก่อการร้าย

คำโปรย | Europa หลังสงครามโลกครั้งที่สองของ Lars von Trier คือดินแดนแห่งความหมดสิ้นหวัง
คุณภาพ | วิจิศิป์
ส่วนตัว | ตกอยู่ในความสิ้นหวัง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: