Europa Europa (1990)

Europa Europa

Europa Europa (1990) German : Agnieszka Holland ♥♥♥♡

ความน่ารักน่าชังของ Julie Delpy ขโมยซีนในหนังรางวัล Golden Globe: Best Foreign Language Film ไปเต็มๆ โดดเด่นกว่าเรื่องราวสุดมหัศจรรย์น่าทึ่งของ Solomon Perel เด็กชายหนุ่มเชื้อสายยิว ที่เอาตัวรอดผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการแปรพักตร์เปลี่ยนข้างไปเรื่อยๆ และยังเข้าร่วม Hitler Youth โดยไม่มีใครจับผิดได้

ยุวชนฮิตเลอร์ (Hitlerjugend หรือ Hitler Youth) เป็นองค์การเยาวชนของพรรคนาซีในประเทศเยอรมนี ประกอบด้วยเยาวชนชายเชื้อสายอารยัน อายุระหว่าง 14 ถึง 18 ปี นำมาเข้าค่าย ฝึกอบรม เสี้ยมสั่งสอน ปลูกฝังแนวคิด ล้างสมอง ให้ยึดถือเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรค และท่านผู้นำ Adolf Hitler เพื่อเติบโตขึ้นจะได้เป็นแกนนำหลักของประเทศชาติต่อไป, ซึ่งหลังจากนาซียอมจำนนพ่ายแพ้สงครามเมื่อปี 1945 องค์การนี้ถือว่าสิ้นสุดสภาพโดยพฤตินัย

เชื่อว่าหลายคนอาจพอคาดเดาได้ว่า Europa Europa น่าจะมีส่วนผสมของ Black Comedy ในเชิงเสียดสีล้อเลียน ประชดประชัน เพราะเด็กชายหนุ่มที่มีเชื้อสายยิวเนี่ยนะ จะสามารถเข้าร่วมกลุ่ม Hitler Youth ได้อย่างไรกัน? แต่จะบอกว่านี่คือเรื่องจริงอิงชีวประวัติของ Solomon Perel เลือกได้เขาคงไม่อยากเข้าร่วมหรอก แต่โชคชะตาชีวิตมันจับพลัดจับพลูโดยบังเอิญเสียเหลือเกิน ดิ้นรนจนสามารถเอาตัวรอดมาเล่าเรื่องราวสุดมหัศจรรย์น่าทึ่งนี้ให้ชาวโลกได้มีโอกาสรับรู้

ฉากสุดท้ายที่เป็นภาพของชายสูงวัย ขับร้องเพลงอยู่ริมแม่น้ำ นั่นคือตัวจริงๆของ Solomon Perel ยังคงมีชีวิตอยู่ตอนหนังออกฉาย

ดัดแปลงจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Solomon Perel (เปิดปี 1925) เรื่อง Ich war Hitlerjunge Salomon (I Was Hitler Youth Salomon) ตีพิมพ์ปี 1983 (ฉบับแปลภาษาอังกฤษใช้ชื่อ Europa Europa) ไปเข้าตาโปรดิวเซอร์ Artur Brauner หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Holocaust รีบติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์โดยทันที แต่กว่าจะหาทุนสร้างได้ต้องสูญเวลาไปกว่า 7 ปี ทำให้นักแสดงชุดแรกที่วางตัวไว้อายุเกินกันหมด

มอบหมายหน้าที่กำกับให้ Agnieszka Holland (เกิดปี 1948) นักเขียน ผู้กำกับหญิง สัญชาติ Polish เกิดที่ Warsaw ด้วยความสนใจด้านภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก สอบติด Film and TV School of the Academy of Performing Arts, Prague เข้าสู่วงการโดยเป็นผู้ช่วย Krzysztof Zanussi และ Andrzej Wajda, กำกับฉายเดี่ยวเรื่องแรก Provincial Actors (1978) คว้ารางวัล International Critics Prize เทศกาลหนังเมือง Cannes, ผลงานเด่นๆ อาทิ Angry Harvest เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film, Europa Europa (1991) คว้า Golden Globe: Best Foreign Language Film, In Darkness (2011), Pokot (2017) ฯ

Solomon ‘Sally’ Perel (นำแสดงโดย Marco Hofschneider) เด็กชายหนุ่มเชื้อสาย Jews เติบโตอาศัยอยู่ Peine, Germany เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้ประทุขึ้น ครอบครัวเห็นท่าไม่ดีเลยอพยพสู่ Łódź, Poland แต่สถานการณ์ยังคงไม่ดีขึ้น ทำให้ Solomon และพี่ชาย ออกเดินทางสู่ตะวันออก พลัดพรากจาก บังเอิญไปพบเจอกองทัพสหภาพโซเวียต ถูกจับเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เรียนภาษารัสเซียและรู้จักอุดมการณ์ของ Communist

แต่แล้ว Nazi ก็สามารถโจมตียึดครองส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตสำเร็จ ทำให้ Solomon ถูกจับได้ เขาแอบอ้างว่าตัวเป็นเป็นชาวอารยันแท้ๆที่ถูกรัสเซียจับกุมขังไว้ชื่อ Josef ‘Jupp’ Peters ทีแรกไม่มีใครอยากเชื่อ แต่บังเอิญกลายเป็นคนแปลภาษา แล้วหนึ่งในตัวประกันที่จับได้คือ Yakov Dzhugashvili ลูกชายของ Joseph Stalin ใครๆจึงมองเขาคือตัวนำโชควีรบุรุษ แถมยังทำดีความชอบในการสงคราม เลยได้รับการส่งตัวสู่ Berlin เข้าร่วมองค์การ Hitler Youth

ระหว่างนั้นพบเจอตกหลุมรัก Leni Latsch (รับบทโดย Julie Delpy) แต่เพราะเธอเชื้อสายอารยันแท้ๆ มีทัศนคติอุดมการณ์เพื่อพรรคนาซีอย่างหนักแน่นมั่นคง ทำให้เขาไม่กล้าเปิดเผยบอกตัวตนแท้จริงของตนเอง ทั้งสองเลยต้องเลิกรากันอย่างชอกช้ำใจ และขณะนั้นสงครามใกล้ถึงจุดสิ้นสุด กองทัพรัสเซียบุกเข้ามาประชิดกรุง Berlin ทำให้เขายกธงขาวยอมจำนน เอาตัวรอดมาด้วยความบังเอิญพบเจอพี่ชายที่พลัดพรากจาก รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวแทบไม่หลงเหลือใคร ตัดสินใจออกเดินทางออกจาก Germany ไปสู่ Palestine กลายเป็นพลเมือง Israel

เดิมนั้นผู้รับบท Solomon Perel คือ René Hofschneider (เกิดปี 1960) แต่เพราะความล่าช้าของโปรเจค ทำให้เขาแก่เกินวัย แต่บังเอิญมีน้องชาย Marco Hofschneider (เกิดปี 1969) โตถึงวัยพอดี เลยส้มหล่นได้รับบทนี้แทน ส่วน René ก็เปลี่ยนมารับบท Isaak พี่ชายของ Solomon แทน

ต้องถือว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาบารมีล้วนๆ ที่ทำให้ Solomon Perel สามารถเอาตัวรอดตายผ่านเหตุการณ์ต่างๆนานามาได้ แปรพักตร์เปลี่ยนข้าง ไม่รัสเซียก็นาซี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่อให้เขาพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงสักขนาดไหนก็มิอาจทำได้ คือตัวตนแท้จริงที่เป็นชาวยิว เพราะตอนแรกเกิดอายุ 8 วัน ต้องเข้าพิธีขริบ (Circumcision) นี่คือสิ่งตีตราว่าเป็นชาวยิว มิอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้เอง

Hofschneider เป็นนักแสดงสมัครเล่น ไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจอะไร (แม้จะมีผลงานตามมาบ้างประปราย แต่ไม่นานก็เลือนหายไปตามกาลเวลา) ซึ่งไดเรคชั่นของหนังก็ไม่ได้เน้นขายความสมจริงอยู่แล้ว บางครั้งดูเคอะเขิน ฝืนธรรมชาติ พาลให้เกิดความขบขำขัน มองเป็น Dark Comedy ก็พอได้อยู่

Julie Delpy (เกิดปี 1969) นักร้อง นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris พ่อ-แม่ต่างเป็นนักแสดง ทำให้ตั้งแต่เด็กเติบโตด้วยความรักในงานศิลปะ หลงใหลในภาพยนตร์ของ Ingmar Bergman งานศิลปะของ Francis Bacon โตขึ้นเข้าเรียน New York University’s Tisch School of the Arts ได้รับการค้นพบโดย Jean-Luc Godard แสดงเรื่อง Détective (1985), ตามด้วย La Passion Béatrice (1987) เข้าชิง César Award for Most Promising Actress, เป็นที่รู้จักทั่วยุโรปจาก Europa Europa (1990) แม้จะพูดภาษาเยอรมันไม่ได้ ขยับปากเป็นภาษาอังกฤษ แล้วใช้การพากย์ทับเอา

รับบท Leni เพราะเกิดเป็นลูกผู้หญิง เลยมิอาจเข้าร่วม Hitler Youth แต่ก็มีความรักคลั่งในอุดมการณ์ของพรรคนาซี หว่านโปรยเสน่ห์ให้หนุ่มๆอารยัน เลือกเพื่อให้เป็นพ่อพันธุ์ ผลิตลูกหลายให้กับประเทศรุ่นถัดไป

ความน่ารักของ Delpy ในวัยกำลังสวยสะพรั่ง ย่อมทำให้ใครๆต่างเคลิบเคลิ้มหลงใหล แต่ลึกๆภายในของตัวละครกลับเป็นพวกอุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่ง สะท้อนถึงจิตใจมีความอัปลักษณ์พิศดาร ที่ยั่วยวนทำไปไม่ใช่เพื่อความรักใคร่ตัณหาอย่างแน่นอน, ผมว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกของ Solomon Perel เพราะถ้าเขาเปิดเผยตัวตนแท้จริงให้เธอรับรู้ร่วมรัก ย่อมต้องถูกเปิดโปง จับเข้าค่ายกักกัน หรือไม่ก็รมแก๊สพิษ ประหารชีวิตอย่างแน่นอน

จริงๆผมหลงใหล Delpy มาตั้งแต่ Before Sunrise (1995) แต่เพิ่งเคยได้รับชมผลงานเรื่องนี้ที่ถือว่าแจ้งเกิดระดับนานาชาติ ตราตรึงสุดก็คือการจูบแลกลิ้นและสายตาร่านสวาท ที่ฟินชิบหาย! เธอเล่นหนังเรื่องนี้ตอนอายุ 20 ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้วนะ

ถ่ายภาพโดย Jacek Petrycki สัญชาติ Polish, งานภาพเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายอลม่าน ก็ไม่รู้จะเร่งรีบร้อนรวดเร็วไปไหน โฉบเฉี่ยวฉวัดเฉวียน สะท้อนเรื่องราวชีวิต อารมณ์วัยรุ่นของ Solomon Perel ที่ถูกโชคชะตาจับไปวางฝั่งโน้นนี้ เอาแน่เอานอนตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้สักอย่าง

ในบางไดเรคชั่นมันช่างน่าปวดเศียรเวียนเกล้าเสียเหลือเกิน อย่างตอนเสียตัวครั้งแรกของ Solomon กับเจ้าหน้าที่เยอรมันสาวใหญ่บนรถไฟ พวกเขามันทำบ้าอะไรเนี่ย! ใจหนึ่งก็ขำ แต่อีกหนึ่งกลับขำไม่ออก มันอัปลักษณ์พิศดาร ไร้รสนิยมเสียเหลือเกิน (แล้วเจ๊นั่นไม่ได้สังเกตหรือว่าไอ้จ้อนของ Solomon ผ่านการขลิบมา)

อีกครั้งหนึ่งที่น่าหงุดหงิด คือตอน Solomon ได้ยินความจริงของ Leni ผ่านแม่ของเธอ ทำให้เขาต้องสารภาพออกมาว่าเป็นชาวยิว, ชายหนุ่มศีรษะพิงผนังห้อง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ขณะที่แม่ของ Leni ก้มหน้าก้มตามองพื้นดิน คือมันก็ดูสมเหตุสมผล เพราะ Solomon ราวกับต้องการถามพระเจ้า มันเกิดบ้าอะไรขึ้น ส่วนแม่เหมือนกำลังตกนรกทั้งเป็น แต่ความเยิ่นเย้อ ยืดยาวของฉากนี้ มันฟูมฟายแบบน่าเกลียดมากๆ แล้วทั้งสองก็กอดจูบกันกลม ราวกับจะ Incest

ตัดต่อโดย Isabelle Lorente, Ewa Smal เล่าเรื่องโดยใช้มุมมองและเสียงบรรยายของ Solomon Perel ทั้งหมด

หนังมีความรวดเร็วฉับไวในการตัดต่ออย่างยิ่ง คาดว่า ASL คงไม่น่าเกิน 3 วินาที ไม่ค่อยมีการแช่ภาพทิ้งไว้นานๆ นี่ยังคงสะท้อนเรื่องราวชีวิต และอารมณ์วัยรุ่นของ Solomon Perel ที่มักจะสลับเปลี่ยนแปลงฝั่งข้างไปมาอยู่เรื่อยๆ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้

สองครั้งในหนังที่แทรกใส่ Dream Sequence ซึ่งล้วนเป็นการสะท้อนความต้องการที่อยู่ในภายในจิตใจ Sexual Desire ของ Solomon ออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา
– ฝันแรกตอนที่ Solomon จำใจต้องเข้าร่วมกับ Wehrmacht เป็นล่ามแปลภาษารัสเซียให้ทหารเยอรมัน ภาพที่เห็นอยู่ในโบสถ์ ซึ่ง Hitler กับ Stalin เต้นรำวงไปด้วยกัน เสมือนว่าพวกเขาสามารถจับมือเป็นพันธมิตรกันเสียอย่างนั้น
– ฝันที่สองตอนฉี่รดที่นอน (เพราะอยากดึงหนังที่ถูกขลิบออกไป ให้กลับมาปกปิดอวัยวะเพศ แต่ทำไม่ได้ และมันทรมานมากด้วยจนควบคุมปัสสาวะไว้ไม่อยู่) ภาพที่เห็นคือบนโต๊ะอาหาร ครอบครัวของเขากำลังกินไข่ และไม่มีใครอยากให้ความสนใจ Solomon อีกแล้ว, นัยยะนี้สื่อถึง ตัวเขาไม่อยากเป็นชาว Jews อีกแล้ว เลยถูกคนในครอบครัวต่อต้านหันหลังให้

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบไดเรคชั่นของหนังสักเท่าไหร่ ทั้งๆที่ใช้เสียงบรรยายของตัวละครเพื่อเข้าใจความคิดอ่าน แต่ไม่อาจทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราว แค่มองเห็น สังเกตการณ์ หัวเราะขบขัน เครียดลุ้นระทึกไปกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น และสัมผัสถึงความมหัศจรรย์ของชีวิตคนๆหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง

เพลงประกอบโดย Zbigniew Preisner สัญชาติ Polish ขาประจำของ Krzysztof Kieślowski,

บทเพลงมุ่งขับเน้นความเจ็บปวด บาดลึก เสียดแทงเข้าไปในจิตใจ ฟังแล้วแสบแก้วหูฉะมัด รู้สึกรวดร้าวทรมานแทนตัวละคร ที่ก็ไม่รู้จะดำเนินชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอดยังไง ก็ได้แค่ต้องปล่อยล่องลอยไปตามสายตามธาราแห่งโชคชะตา

“Who was my friend? Who was my enemy? How could they be kind to me and at the same time kill others so horribly? What set us apart? A simple foreskin?”

ใจความของ Europa Europa คือข้อคำถามที่ Solomon Perel ครุ่นคิดสงสัยจากการเปลี่ยนแปรพักตร์ฝักฝ่ายไปเรื่อย ใครกันที่คือมิตร? ใครกันที่คือศัตรู? ตัวเขาพบเจอเพื่อนแท้ในหมู่ทหารเยอรมัน (เพื่อนทหารที่เป็นเกย์ พอรับรู้ว่าเขาขลิบเป็นยิว ก็สัญญาไม่ยอมปริปากใดๆ), เพื่อนทรยศจากรัสเซีย (ยังดีที่ไม่มีใครนอกจากเขาฟังภาษารัสเซียออก), แถมแฟนสาวยังจริตจัด รักมากแต่คบไม่ได้, เหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันวุ่นวายมากเกินที่เขาจะทนรับไหว เลยตัดสินใจหนีออกมาจากสถานที่แห่งขัดแย้งนั้น สู่โลกใบใหม่ที่คือดินแดนของพรรคพวกเดียวกันเอง

ตอนจบของหนัง บทเพลงที่ Solomon Perel ตัวจริงขับร้องเป็นภาษา Hebrew คือท่อนหนึ่งของ Psalm 133 แปลคำร้องได้ว่า

“See now, how good and how pleasant is the dwelling of brothers, moreover, in unity.”

เห็นไหมโลกใบใหม่ของชาวยิว (ที่ Israel) ช่างมีความร่มรื่น สุขกายสบายใจ แถมมีความเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว ไม่ต้องดิ้นรนทนต่อความขัดแย้ง สับสนวุ่นวายอลม่าน แค่นี้ก็เหลือเฟือเกินพอสำหรับชีวิตแล้ว

ความน่าอัศจรรย์ในเรื่องราวชีวิตของ Solomon Perel เป็นการตบหน้าทั้งคอมมิวนิสต์และนาซี ฉาดใหญ่ๆให้เสียค่าโง่เลยก็ว่าได้ ขนาดว่าครูผู้เชี่ยวชาญเรื่องรูปลักษณ์เชื้อชาติพันธุ์ เรียก Solomon ออกไปหน้าชั้นเรียน ใช้โน่นนี่นั่นวัดอัตราส่วน ไม่ยักรู้การเป็นชาวยิววัดกันได้ด้วยตัวเลขสมการ แต่ที่ไหนได้ข้อสรุป East-Baltic ชายหนุ่มเหลือบตาเงยหน้าขึ้น ราวกับเป็นการขอบคุณพระเจ้า รอดตายมาได้อย่างปาฏิหารย์, นี่เป็นฉากที่ผมขำหนักสุดในหนังแล้วนะ

รับชมหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง Unbreakable (2000) ของผู้กำกับ M. Night Shyamalan และมังงะเรื่อง Tottemo! Luckyman คือมันก็มีความเป็นไปได้นะแหละ ที่จะมีบุคคลผู้โคตรโชคดี ฟ้าประทานมาให้พบเจอเรื่องบังเอิญ จับพลัดจับพลู เอาตัวรอดผ่านเรื่องร้ายๆชิบหายมาได้ คือพอมันเป็นเรื่องจริงก็ต้องเรียกปาฏิหารย์นะแหละครับ ไม่มีคำอื่นใดสามารถอธิบายได้ และตอนจบทำให้เขาค้นพบเจอหนทางชีวิตของตนเองด้วย

ไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่หนังทำเงินในอเมริกา $5.6 ล้านเหรียญ, และแม้จะคว้ารางวัล Golden Globe Award: Best Foreign Language Film มาครองได้ แต่ประเทศ Germany กลับไม่ยอมส่งเป็นตัวแทนเข้าชิง Oscar เหตุผลสามารถคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะนี่เป็นหนังที่มีความ ‘ทรยศ’ ต่อชาวเยอรมัน ทำให้เกิดความอับอายขายหน้ามากกว่าภาคภูมิใจ

กระนั้นหนังได้ยังรับอีกโอกาสให้เข้าชิง Oscar สาขา Best Writing, Screenplay Based on Material Previously Produced or Published ปีถัดมา 1992 พลาดรางวัลให้กับ The Silence of the Lambs (1991)

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ จนกระทั่งพระเอกพบเจอกับตัวละครของ Julie Delpy หญิงสาวได้ขโมยทุกสิ่งอย่าง และหัวใจของผมไปเลยละ ต่อให้ไดเรคชั่นจะเละเทะ วุ่นวาย ขำบ้างไม่ขำบ้างแค่ไหน เธอคนเดียวทำให้โลกสวยขึ้นทันตา

แนะนำกับคอหนัง Wars Drama แนว Survival จับพลัดจับพลูเอาตัวรอดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, หลงใหลในความตลกร้าย Black Comedy, แฟนๆนักแสดง Julie Delpy ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

จัดเรต 15+ กับความตลกร้าย ทั้งขำออกและขำไม่ออกกับการเหยียดชาวยิวของนาซี

TAGLINE | “Europa Europa ทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด จนพลาดโอกาสแอ้มสาว Julie Delpy ไปอย่างน่าเจ็บใจ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of