Faces

Faces (1968) hollywood : John Cassavetes ♥♥♥♥♡

(20/2/2025) ภาพยนตร์ที่จะกระชาก “หน้ากาก” สังคมอเมริกัน เปิดเผยสันดานธาตุแท้ ปลุกตื่นจากความฝัน เพราะโลกความจริงนั้นเต็มไปด้วยสิ่งอัปลักษณ์ การสร้างภาพ ลวงหลอกตนเอง

Hollywood คือโรงงานขายฝัน (Dream Factory) สรรค์สร้างภาพยนตร์ด้วยมายาคติ “American Dream” ชักชวนเชื่อให้ผู้ชมเคลิบเคลิ้มหลงใหล หลอกตัวเองไปวันๆว่าฉันสามารถเป็นโน่นนี่นั่น ตราบไม่ละทอดทิ้งความมุ่งมั่น สักวันย่อมต้องมีโอกาสประสบพบเจอความสำเร็จ … แต่โลกความจริงมีไม่ถึง 1% กระทำสำเร็จตามความฝัน!

ความสำเร็จของ Shadows (1959) ทำให้โอกาสจาก Hollywood ไหลมาเทมาหาผกก. Cassavetes สรรค์สร้างสองผลงานภายใต้สตูดิโอ Too Late Blues (1961) และ A Child Is Waiting (1963) พบเห็นเบื้องหลังที่มีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการของนายทุน พยายามต่อสู้ดิ้นรน แต่ก็มิอาจต้านทานระบบ จึงตัดสินใจก้าวออกมา หวนกลับหาเส้นทางเก่า ภาพยนตร์อิสระ/นอกกระแส (Independent Film) ไม่ต้องงอนง้ออะไรใคร

Faces (1968) คือภาพยนตร์เรื่องที่สองของผกก. Cassavetes ใช้วิธีการเดียวกับ Shadows (1959) ระดมทุนจากเพื่อนฝูง เครื่องไม้เครื่องมือล้วนหยิบยืมมา ด้วยทีมงานสมัครเล่น ไร้ฝ่ายเทคนิค เน้นขายการแสดงเป็นหลัก! … นำเอาบทเรียนจากตอนสรรค์สร้าง Shadows มาพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น ‘สไตล์ Cassavetes’

แต่การจะรับชมภาพยนตร์ ‘สไตล์ Cassavetes’ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด! ทั้งคุณภาพฟีล์มขาว-ดำ 16mm เม็ดทราย (Grain) สิ่งรบกวน (Noise) ล้วนสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ, บ่อยครั้งถ่ายภาพใบหน้าระยะใกล้ (Close-Up Shot) สร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน นักแสดงถ่ายทอดอารมณ์อย่างรุนแรง บ้าคลั่ง ไม่บันยะบันยัง คนโลกสวยจัดๆคงมิอาจอดรนทนไหว … ไม่ใช่ภาพยนตร์เหมาะสำหรับเด็กและสตรีมีครรภ์

ผมหวนกลับมารับชมหนังเรื่องนี้ เพราะครุ่นคิดว่าอาจยังมีความเข้าใจบางอย่างตกหล่นหาย ก่อนพบว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากเก่ามากนัก เลยเพียงปรับปรุงบทความให้ดูทันสมัยใหม่ขึ้นเท่านั้นเอง


John Nicholas Cassavetes (1929-89) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Greek-American เกิดที่ New York City บิดา-มารดาเป็นผู้อพยพชาวกรีก จนอายุ 7 ขวบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักประโยค, เนื่องจากสนทนาไม่ได้ เรียนไม่เก่ง เลยตัดสินใจดำเนินรอยมารดาเป็นนักแสดง เข้าศึกษายัง American Academy of Dramatic Arts พบเจอว่าที่ศรีภรรยา Gena Rowlands, เริ่มทำงานฟากฝั่งละครเวที แสดงซีรีย์ หนังเกรดบี ช่วงปี ค.ศ. 1956 ก่อตั้ง Acting Workshop ร่วมกับ Burt Lane (บิดาของนักแสดง Diane Lane) เพื่อโต้ตอบเทคนิค Method Acting ของ Lee Strasberg ตั้งชื่อว่า The Cassavetes-Lane Drama Workshop แล้วสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Shadows (1959)

ความสำเร็จของ Shadows (1959) ทำให้ผกก. Cassavetes ได้รับการติดต่อจากหลากหลายสตูดิโอ Hollywood มีโอกาสสรรค์สร้าง Too Late Blues (1961) และ A Child Is Waiting (1963) แต่ล้วนถูกโปรดิวเซอร์ครอบงำ โดยเฉพาะโปรเจคหลังสูญเสียสิทธิ์ในการตัดต่อสุดท้ายให้(โปรดิวเซอร์) Stanley Kramer จึงครุ่นคิดหวนกลับมาสรรค์สร้างภาพยนตร์อิสระ/นอกกระแส (Independent Film)

Making A Child Is Waiting was like drowning painlessly. It was a slow death. Shadows kept haunting me all the time I was trying to make like a big Hollywood director. You have to be absolutely dedicated to what you’re doing. It has to be extremely personal to survive the method itself. I’ve since learned I’m just not temperamentally suited to that kind of ball game. I can’t fake anything, see. I simply don’t make it as a commercial director. I have a terrible temper. I was not easy to work with. I didn’t choose to be independent, but I do like being my own boss. It’s hard to be on the outside, and yet that’s where you really want to be. It’s much harder to be on the inside and part of the Establishment.

I vowed then I would never again be involved with something I didn’t care about. I won’t direct another film unless I have complete control over it. I mean everything. The freedom we had with Shadows came because it was our film. And we could do with it as we pleased. Take our time and play with it. Hassle and argue over shots. Try things. Ideally, I guess the only happy way to make a film is to use your own money. Maybe that’s what I’ll do!

John Cassavetes

ด้วยอารมณ์หงุดหงิดหัวเสียต่อ(โปรดิวเซอร์) Kramer ระหว่างโดยสารเครื่องบินกลับบ้าน ครุ่นคิดพัฒนาเรื่องราวของคนไม่ยินยอมเสียหน้า! ตั้งใจทำออกมาในลักษณะบทละคอนสามองก์ (Three-Act Play) ก่อนค้นพบว่าการหาเงินโปรดักชั่นละคอนเวทียุ่งยากพอๆกับภาพยนตร์ … สุดท้ายก็เปลี่ยนมาพัฒนาบทหนังตั้งชื่อ Working Title ว่า The American Marriage ชื่ออื่นๆ อาทิ The Marriage, Inside-Out, The Dynosaurs ก่อนมาลงลงเอย Faces

Did you ever think about what a guy would say to a hooker when he wakes up in her bed the next morning?

สิ่งแตกต่างจาก Shadows (1959) คือผกก. Cassavetes ไม่ได้ให้นักแสดงทำการดั้นสดบทพูดอีกต่อไป! ทุกรายละเอียด บทสนทนา ล้วนถูกเขียนไว้ในบทหนัง ซึ่งพอเริ่มพัฒนาเรื่องราวเป็นรูปเป็นร่าง นัดหมายมาซักซ้อมอ่านบท (Rehearsal แต่จริงๆคือ Read-Through หรือ Table Reading) แล้วปรับแก้ไขตามความคิดเห็นของนักแสดง … ตอนก่อนเริ่มถ่ายทำ บทหนังเพิ่งเสร็จไปสองร้อยกว่าหน้ากระดาษ! แต่นั่นแค่ครึ่งหนึ่งของเรื่องราว ถ่ายทำไป เขียนเพิ่มไป ปรับแก้ไขตลอดระยะเวลาโปรดักชั่น

Many people feel that all of John’s scripts were improvised and that just isn’t true. There are a lot of different opinions of what improvisation means – a lot of people think it means you just say anything you want to, whereas usually it’s based on a storyline: you know what the thrust of the scene is, then it’s rehearsed and turned into something. That is the way they worked in Shadows. When John screened it for the first time he didn’t like part of it so he went back and shot some more. I think he would have kept reshooting and editing for the rest of his life!

Gena Rowlands

ทุนสร้างของหนังนอกจากควักกระเป๋าของ Cassavetes และศรีภรรยา Gena Rowlands (จากค่าตัวรับเล่นหนัง) พวกเขายังหยิบยืมจากผองเพื่อน คนรู้จัก และกู้ยืมธนาคาร Bank of American เริ่มต้นงบประมาณ $10,000 เหรียญ ความล่าช้าสามปีเบิกบานไปจนถึง $225,000 เหรียญ (บางแหล่งข่าวว่า $275,000 เหรียญ)

เกร็ด: ผกก. Cassavetes ต้องรับงานแสดงถึง 5 เรื่อง! เพื่อนำค่าตัวมาใช้เป็นทุนสร้างหนัง แม้ไม่มีระบุว่าเรื่องไหนบ้าง แต่ถ้าดูจากปีแถวๆนั้นก็คงจะ Devil’s Angels (1967), The Dirty Dozen (1967), Rosemary’s Baby (1968) ฯ


เรื่องราวในหนึ่งวัน-หนึ่งคืนของชายสูงวัย Richard Forst (รับบทโดย John Marley) ผู้บริหารบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง เช้าเข้าร่วมประชุมสรุปงาน ตกเย็นดื่มด่ำเมามายกับเพื่อนสนิท Fred Draper (รับบทโดย Fred Draper) แล้วไปต่อยังบ้านโสเภณีสาว Jeannie Rapp (รับบทโดย Gena Rowlands) ต่างแข่งขันกันขายขนมจีบ เกี้ยวพาราสี แต่รอบนี้ยังไม่มีใครชนะ ดึกดื่นแยกย้ายกันกลับบ้าน

พอกลับมาถึงบ้าน Richard มีเรื่องทะเลาะวิวาท แสดงความไม่พึงพอใจพฤติกรรมภรรยา Maria Forst (รับบทโดย Lynn Carlin) ป่าวประกาศจะเลิกราหย่าร้าง “I want a divorce!” แต่จริงๆเพียงสรรหาข้ออ้าง ค่ำคืนนี้ต้องการหลบหนีไปหลับนอนค้างแรมที่บ้านของ Jeannie Rapp

แต่ขณะนั้นเธอกำลังให้การต้อนรับ Jim McCarthy (รับบทโดย Val Avery) และลูกน้อง Joe Jackson (ที่มาพร้อมกับ Stella เพื่อนของ Jeannie) การมาถึงของ Richard สร้างความอิจฉาริษยา ไม่พึงพอใจให้ Jim พยายามอวดเบ่งหน้าที่การงาน รายได้หลายแสนเหรียญต่อปี ก่อนรับรู้ว่าอีกฝ่ายคือหัวหน้าบริษัทการเงินของตนเอง จึงยินยอมรับความพ่ายแพ้โดยดี

ขณะเดียวกัน Maria ตัดสินใจออกเที่ยวกับสามเพื่อนสาวยัง Whisky a Go Go ตกเบ็ดชายหนุ่มรูปงาม Chet (รับบทโดย Seymour Cassel) พามาที่บ้าน หลังเพื่อนๆแยกย้ายกันกลับ ก็ถึงเวลาร่วมรักหลับนอน … เช้าวันใหม่เมื่อสามีเดินทางกลับมาพบเห็น มันจึงหลงเหลือหนทางออกเดียวเท่านั้น!


John Marley ชื่อจริง Mortimer Leon Marlieb (1907-84) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York City ในครอบครัวผู้อพยพ Russian-Jewish โตขึ้นยังไม่ทันสำเร็จการศึกษา City College of New York ลาออกมาดำเนินตามความฝัน เริ่มจากเป็นนักแสดงละคอนเวที, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครทหาร Signal Corps ได้เล่นหนังชวนเชื่อ Native Land (1942) พอปลดประจำการออกมาเลยออกเดินทางสู่ Hollywood เคยร่วมงานผกก. Cassavetes ภาพยนตร์ A Child Is Waiting (1963), Faces (1968), ผลงานเด่นๆ อาทิ America America (1963), Love Story (1970), The Godfather (1972) [ตื่นขึ้นมาพบเจอศีรษะม้าตัวโปรด], Tribute (1980) ฯ

รับบท Richard ‘Dickie’ Forst ชายสูงวัยผู้มีความเย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว หลงตนเอง เพราะเป็นผู้บริหารบริษัทการเงินชื่อดัง ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย อำนาจล้นฟ้า ชอบวางมาดพระราชา แต่ขณะนั้นกำลังเบื่อหน่ายภรรยาที่เอาแต่เรียกร้องโน่นนี่นั่น ปฏิเสธร่วมเพศสัมพันธ์มาหลายปี ค่ำคืนนี้ถึงจุดแตกหัก ถ้าเธอไม่ทำตามคำสั่งฉัน เราเลิกกันเสียดีกว่า! ใช้เวลาครึ่งคืนที่เหลือหมกตัวอยู่กับโสเภณีสาว Jeannie Rapp เช้ากลับมาบ้านพบ(อดีต)ภรรยากับชายชู้ สะดีดสะดิ้ง จะเป็นจะตาย ทำเป็นรับไม่ได้ กลัวการสูญเสียหน้า

ริ้วรอยเหี่ยวย่น ทรงผมขาวหงอก อายุอานามย่างหกสิบ ชายสูงวัยระดับนี้ควรรู้จักพอได้แล้ว แต่ทว่า Marley ยังคงปึ๋งปั๋ง ระริกระรี้ กระปรี้กระเปร่า ทำตัวเหมือนคนหนุ่ม พร้อมละเล่นเกมจีบสาว ตะโกนโหวกเหวก กระโดดโลดเต้น ร้องรำทำเพลง … คงเพราะของขาดมานาน ภรรยาไม่ยอมทำการบ้าน จึงโหยหาใครสักคน ปลดปล่อยอารมณ์อัดอั้น พอดีวันนั้นถึงจุดแตกหัก เลยไม่สนห่าเหวอะไรอีกต่อไป!

การแสดงของ Marley ต้องถือว่ามีความเหนือมนุษย์! อายุขนาดนั้นยังสามารถสำแดงพลัง-อารมณ์ ผมรับชมแล้วหัวใจจะวายตาย ตาแก่คนนี้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเยอะแยะ ไม่แปลกที่ตอนเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice ชาวอิตาเลี่ยนเลื่องชื่อเรื่องการตะโกนโหวกเหวกโวยวาย จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม คว้ารางวัล Volpi Cup: Best Actor แต่กลับถูกมองข้ามโดยสิ้นเชิงจาก Golden Globe และ Oscar … สงสัยผู้ชม(อเมริกัน)สมัยนั้นยังรับไม่ได้ต่อพฤติกรรมเสื่อมทราม ตาแก่ตัณหากลับ หมกมุ่นมักมากราคะ กระทำสิ่งขัดแย้งต่อขนบวิถีทางสังคม

Virginia Cathryn ‘Gena’ Rowlands (1930-2024) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Madison, Wisconsin มารดาคือนักแสดงละครเวที Lady Rowlands, โตขึ้นเข้าเรียน University of Wisconsin ได้เป็นสมาชิกชมรม Kappa Kappa Gamma ยังไม่ทันสำเร็จการศึกษาเดินทางสู่ New York City เพื่อเข้าเรียนการแสดง American Academy of Dramatic Arts พบเจอแต่งงานกับ John Cassavetes ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954, เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงละคอนเวที Broadway ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The High Cost of Loving (1958), ร่วมงานขาประจำสามีทั้งหมด 10 ครั้ง อาทิ Faces (1968), A Woman Under the Influence (1974), Opening Night (1977), Gloria (1980), Love Streams (1984) ฯ

รับบทโสเภณี Jeannie Rapp มีความสวยสาว เจ้าเสน่ห์ ขี้เล่นซุกซน เป็นที่หลงใหลของบรรดาชายสูงวัย ต้องการครอบครอง ร่วมรักหลับนอน แต่เธอก็ชอบเล่นเนื้อเล่นตัว ฉันไม่ใช่หญิงขายบริการ ไม่ยินยอมให้ใครหน้าใดปฏิบัติต่อตนด้วยคำพูด-ท่าทางดูถูกเหยียดหยาม ส่อเสียด หมิ่นเกียรติ และศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง, นั่นทำให้เธอตกหลุมรัก Richard Forst เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตน สำแดงความเป็นสุภาพบุรุษ ยินยอมให้เขาหลับนอนค้างคืน จนกระทั่งยามฟ้าสาง หน้ากากอสวมไว้หลุดออกมา หมอนี่ไม่ได้ต่างจากพวกผู้ชายคนไหน น้ำตาเลยหลั่งไหลพรากๆออกมา

โสเภณีก็มีหัวใจ! บทบาทนี้ชวนให้ผมนึกถึง Giulietta Masina จากภาพยนตร์ Nights of Cabiria (1957) แต่ภาพลักษณ์ของ Rowlands ไม่ได้ใสซื้อไร้เดียงสา เหมือนคนพานผ่านอะไรมากมา เลยสังเกตเห็นสันดานธาตุแท้พวกผู้ชาย สำแดงอาการรังเกียจขยะแขยง พยายามขับไล่ ผลักไส สิ่งที่ตัวละครโหยหาไม่ใช่เงินทอง หรือความสุขสนองตัณหาเพียงข้ามคืน แต่ใครคนหนึ่งสามารถเติมเต็มความต้องการหัวใจ

ในตอนแรกผมครุ่นคิดว่า Jeannie น่าจะรับรู้กลเกมของ Richard Forst หมอนี่ก็สวมหน้ากากไม่ต่างจากคนอื่น แต่กลับกลายเป็นว่าเธอหลงกลเข้าอย่างจัง เพิ่งมารับรู้ตอนเช้าเมื่อเขาถอดหน้ากาก สำแดงธาตุแท้ตัวตนที่แตกต่างตรงกันข้าม น้ำตาหญิงสาวสำแดงอารมณ์ผิดหวัง บางคนอาจรู้สึกสงสารเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่คงสมน้ำหน้า ไม่มีทางที่โสเภณีจะพบเจอรักแท้

บทบาทของ Rowlands ผมรู้สึกว่าโดดเด่นไม่น้อยกว่า Lynn Carlin (ที่รับบทภรรยา Maria Frost) แต่กลับถูกมองข้ามจากทุกสถาบัน อาจเพราะผู้ชมสมัยนั้นไม่เข้าใจความซับซ้อนตัวละคร พบเห็นการแสดงที่หยาบกระด้าง จับต้องไม่ได้ ร้องไห้ออกมาทำไม?

Lynn Carlin ชื่อจริง Mary Lynn Reynolds (เกิดปี ค.ศ. 1938) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California บิดาเป็นผู้จัดการธุรกิจให้กับสตูดิโอแห่งหนึ่งใน Hollywood ซึ่งพอเธอเติบโตขึ้นก็ได้ทำงานเลขานุการ Robert Altman หลังถูกไล่ออกได้รับการชักชวนจากผู้กำกับ John Cassavetes แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด Faces (1968) เลยหันมาเอาดีด้านนี้ …tick…tick…tick… (1970), Taking Off (1971), Battle Beyond the Stars (1980) ฯ

รับบท Maria Forst ภรรยาของ Richard ทำงานเป็นแม่บ้าน คอยรับใช้ รองมือรองเท้าสามียาวนานกว่า 14 ปี กระทั่งรู้สึกว่าตนเองสมควรได้รับสิทธิ โอกาส ความเท่าเทียมกันบ้าง แต่พอบอกกล่าวความคิดนั้นออกไป กลับถูกเขาขอเลิกราหย่าร้าง ทีแรกหัวเราะลั่นเพราะนึกว่าแค่พูดเล่นๆ จนเมื่อเขายืนกราน ค่ำคืนนี้ออกไปหลับนอนนอกบ้าน จึงโทรนัดเพื่อนๆออกไปสังสรรค์ เกี้ยวนำพาชายแปลกหน้า Chet เสร็จกามกิจตั้งใจจะฆ่าตัวตายประชดสามี

แม้ไม่มีเคยประสบการณ์ด้านการแสดง แต่สีหน้าไร้ปฏิกิริยาของ Carlin ไม่รู้จะทำอะไรยังไงหลังถูกสามีขอหย่า นั่นมีความเรียบง่าย ตรงไปตรงไปตรงมา จากนั้นสวมหน้ากากปกปิดความรู้สึก สรรหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ เที่ยวผับบาร์ ร่วมรักชายหนุ่ม แต่เมื่อเช้าตื่นขึ้นมา ก็มิอาจทำใจยินยอมรับความจริง เลยครุ่นคิดอยากจะฆ่าตัวตาย

อายุอานามย่างสูวัยกลางคน แต่ Carlin ยังดูสวยสาว MILF (ตรงกันข้ามกับ John Marley ที่ดูแก่หงัก) และเธอยังเป็นเจ้าแม่แฟชั่น เสื้อผ้าหน้าผม แต่งองค์ทรงเครื่อง ล้วนทันสมัยใหม่ (รับชมปัจจุบันแฟชั่นเหล่านั้นตกยุคไปหมดแล้ว) ซึ่งนั่นสามารถเปรียบได้กับหน้ากาก สตรีเพศต้องคอยรักษาภาพลักษณ์อยู่ตลอดเวลา กระทั่งพานผ่านค่ำคืนถูกสามีขอหย่า กระทำสิ่งขัดต่อศีลธรรมจรรยา ใบหน้าแท้จริง(ที่มีสภาพเละตุ้มเป๊ะ)จึงถูกเปิดเผยออกมา

ผมไม่ค่อยเข้าใจว่า Carlin ที่ไร้ประสบการณ์แสดง จะเล่นดีกว่าขุ่นแม่ Gena Rowlands ยังไง? บทบาทไม่ได้มีความซับซ้อน แค่เพียงสวมหน้ากาก(ทำหน้านิ่งๆ ไร้ปฏิกิริยาแสดงออก)หลอกผู้ชมได้อย่างสนิทใจ คาดไม่ถึงจะพยายามฆ่าตัวตาย … สงสัยเพราะบิดาของเธออาจมีเส้นสายใน Hollywood ช่วยผลักดันให้บุตรสาวเข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress

Seymour Joseph Cassel (1935-2019) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Detroit, Michigan บิดาเป็นเจ้าของไนท์คลับ ส่วนมารดาคือนักแสดงในสังกัด ไม่นานนักแต่งงานใหม่กับนักบิน U.S. Army Air Forces ย้ายไปอยู่ Panama จนอายุห้าขวบถึงถูกส่งกลับมา Detroit อาศัยอยู่กับคุณย่า, พอเติบใหญ่อาสาสมัครทหารอยู่สามปี ก่อนได้งานละคอนเวที แล้วเข้าร่วม The Cassavetes-Lane Drama Workshop แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Shadows (1959) กลายเป็นนักแสดงขาประจำผกก. John Cassavetes ผลงานเด่นๆ อาทิ Faces (1968), The Killing of a Chinese Bookie (1976), Opening Night (1977), Love Streams (1984) ฯ

รับบท Chet นักเต้นอะโกโก้ (À gogo) เทพบุตรสุดหล่อที่มีความใคร่สนใจ Maria Forst ยินยอมติดตามมาถึงบ้านพร้อมสามสาวใหญ่ หน้าที่ของเขาคือพยายามโน้มน้าว เล่นละคอนตบตา ล่อหลอกคนอื่นให้เดินทางกลับบ้านไป แล้วเมื่อหลงเหลือเธอกับฉัน เราสองจึงเป็นของกันและกัน

แซว: ผมละโคตรอยากรู้ว่า Chet ทำอย่างไรถึงสลัดหลุดบรรดาสาวใหญ่ โดยเฉพาะคนสุดท้ายที่ไปส่งกลับบ้าน มันช่างน่าพิศวงเสียจริง!

ภาพลักษณ์ของ Cassel สามารถเป็น ‘Matinée idol’ หล่อลากดิน กระชากใจสาวๆ (สมัยนั้น) ใครพบเห็นย่อมบังเกิดภาพจำ หมอนี่ต้องเป็นเพลย์บอย นิสัยกะล่อนปลิ้นปล้อน เชื่อถือไม่ได้ สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความใคร่

ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ ลีลาการแสดงของ Cassel รอยยิ้มช่วยสร้างสีสันให้กับหนัง (สมควรแก่การได้ชิง Oscar: Best Supporting Actor) ตัวละครอื่นดูเคร่งขรึม สีหน้าจริงจัง หมอนี่ดูสบายๆ ผ่อนคลาย ร่าเริงสดใส รับรู้ตนเองว่าต้องได้แอ้มเธอแน่ๆ ทิศทางสายตา ภาษากายบ่งชี้ชัดเจนว่าไม่สนอื่นใด

เครดิตถ่ายภาพโดย Al Ruban (เคยเป็นผู้ช่วยตากล้อง Shadows (1959)) เลือกใช้กล้องมือถือ (Hand-Held) Eclair NPR 16mm ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สามารถขยับเคลื่อนย้ายได้ง่าย และถ่ายทำแบบ High-Contrast (มีความสว่าง-มืดกว่าปกติ)

แต่เห็นว่าผู้กำกับและนักแสดงแทบทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการขยับเคลื่อนกล้อง ทำให้ออกมาในสไตล์ Cinéma Vérité หรือคือ Observational Cinema คล้ายๆการบันทึกภาพสารคดี ราวกับเป็นอีกบุคคลหนึ่งอยู่ร่วมในเหตุการณ์ พบเห็นสิ่งต่างๆเกิดขึ้นดำเนินไป

There wasn’t one technician on the entire film. There wasn’t anybody who knew how to run a camera … we made eight million mistakes but it was exciting and fun.

John Cassavetes

หนังใช้เวลาถ่ายทำนานแปดเดือน (รวมเวลาซักซ้อมการแสดงที่ก็กินเวลาหลายเดือน) ปักหลักอยู่บ้านของผกก. Cassavetes (ที่ Hollywood Hills) และ Lady Rowlands (บ้านมารดาของ Gena Rowlands ที่ Los Angeles) ซึ่งเธอยังทำอาหารวันละสองมื้อเลี้ยงนักแสดงและทีมงานจำนวน 25 คน

เกร็ด: ว่ากันว่า Steven Spielberg ได้มีโอกาสฝึกงานเป็นผู้ช่วยกองถ่ายภาพยนตร์อยู่สองสัปดาห์ โดยไม่ได้รับค่าจ้างและเครดิต


งานภาพของหนังไม่ได้มีการใช้เทคนิค ลูกเล่นภาพยนตร์ใดๆ เพียงหาตำแหน่งที่สามารถถ่ายทำการแสดง บันทึกเรื่องราวบังเกิดขึ้นในซีนนั้นๆ แต่จะมีสองสิ่งที่พบเห็นบ่อยครั้ง

  • หนังชื่อ Faces แน่นอนว่าต้องเต็มไปด้วยภาพถ่ายใบหน้า ระยะใกล้ (Close-Up Shot) เพื่อถ่ายทอดปฏิกิริยาอารมณ์ ความรู้สึกจากภายใน ชักชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิด สังเกตว่านั่นคือหน้ากาก? หรือตัวตนแท้จริง?
  • ด้วยความที่นักแสดงแทบทุกคนมีส่วนร่วมในการขยับเคลื่อนกล้อง หลายๆครั้งจึงพบเห็นมุมมอง ‘Point-of-View’ ผ่านสายตาตัวละคร (ที่ถือกล้อง)

อย่างภาพชุดนี้ร้อยเรียงใบหน้า (Close-Up Shot) บรรดาพวกผู้บริหาร นายทุน ระหว่างรอรับชมภาพยนตร์ แต่ละคนก็แก่ๆ หัวหงอก เต็มไปริ้วรอยเหี่ยวย่น วางมาดเย่อหยิ่ง ทะนงตน หลงตนเอง (ชวนนึกถึงโคตรหนังเงียบ La Passion de Jeanne d’Arc (1928)) มีการพูดถึงหลักเกณฑ์ การพิจารณา จะพิพากษาตัดสินอนุมัติทุนสร้างหนังอะไรยังไง? … นี่คงคือสิ่งที่ผกก. Cassavetes เคยประสบพบเจอเมื่อนำโปรเจคหนังมายื่นเสนอ แล้วถูกตัดสินพิพากษา ตอบปฏิเสธโดยคนกลุ่มนี้นี่แหละ!

อารัมบทนี้จบลงด้วยการเริ่มต้นฉายหนัง Roll It! แต่แทนที่จะพบเห็นภาพยนตร์ฉายบนจอโปรเจคเตอร์ กลับเป็นข้อความ(ชื่อหนัง) FACES เลื่อนจากล่างขึ้นบน แล้วตัดเข้าสู่ฉากถัดไปของหนัง นี่ก็หมายความว่าสิ่งที่คนเหล่านี้กำลังพิจารณา ก็คือภาพยนตร์เรื่องนี้แหละ! … จะมองเป็นหนังซ้อนหนังหรือก็แล้วแต่

ตอนที่เพื่อนร่วมงาน Freddie รับรู้ตนเองแล้วว่าค่ำคืนนี้ Jeannie คงไม่เลือกเขา กล้องถ่ายจากด้านหลัง ยืนตำแหน่งย้อนแสง ร่างกายปกคลุมด้วยความมืดมิด จากนั้นถอดหน้ากากเปิด เผยธาตุแท้ตัวตน พูดสอบถามราคาค่าตัว “What do you charge?” นั่นทำให้ปาร์ตี้วันนี้จบสิ้นลงโดยพลัน

ปล. ลวดลายพื้นห้อง (และชุดเดรสตัวแรกของ Jennie) มีลักษณะสลับลายขาว-ดำ มันช่างดูลายตา ราวกับภาพลวงตา มายาที่ตัวละครต่างลุ่มหลงระเริง สองสิ่งขั้วตรงข้ามที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!

หลังจากที่ศรีภรรยา Maria Forst แสดงข้อเรียกร้อง ความต้องการของตนเองต่อสามี “I’m talking about it from a woman’s point of view.” ตั้งแต่วินาทีนั้น Richard เริ่มพูดยอกย้อน ล้อเลียน ก้าวเดินมาห้องครัวเปิดตู้เย็น หยิบเบียร์ขึ้นซด แล้วกล่าวเสียดสี แดกดัน ประชดประชัน เต็มไปด้วยถ้อยคำว่าร้าย บ่งบอกว่านั้นคือสิ่งที่เขายินยอมไม่ได้! สำแดงธาตุแท้ตัวตน ทำลายหน้ากากตนเอง ป่าวประกาศว่าฉันเชื่อในวิถีชายเป็นใหญ่ ปิตาธิปไตย (Patriarchy) อวดอ้างอำนาจบารมีล้นฟ้า สตรีเพศต้องก้มหัวศิโรราบ ก้มหน้าปิดปากเดินตามหลัง

วินาทีที่ Richard พูดบอกขอหย่าร้าง “I want a divorce!” ถ่ายจากมุมมอง Point-of-View ของภรรยา Maria พบเห็นสามียืนอยู่ตรงประตู ห้องด้านหลังปกคลุมอยู่ในความมืดมิด สื่อตรงถึงจิตใจด้านมืด ไม่หลงเหลือความเชื่อมั่น/หนทางออกความสัมพันธ์

ปฏิกิริยาแรกของ Maria คือไม่เชื่อ หัวเราะลั่น ฟังดูเป็นเรื่องตลกขบขัน นั่นเพราะ Richard เป็นคนทำทุกสิ่งอย่างเพื่อรักษาหน้าตา การทำเช่นนี้จักทำให้สูญเสียทุกสิ่งอย่าง แต่พอเขายืนกรานว่าครุ่นคิดจริงจัง กล้องค่อยๆซูมเข้าหา นั่นทำให้เธอหยุดขำ หัวเราะไม่ออก พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำอะไรยังไง คาดไม่ถึงว่าวันนี้จักมาถึง

หลังนักธุรกิจรายหนึ่ง Jim McCarthy แสร้งเข้ามาในห้องนอนของ Jeannie แล้วปัดทรงผมยุ่งๆ ปล่อยชายเสื้อผ้าหลุดลุ่ย จากนั้นก้าวออกจากห้อง สำแดงออกต่อเพื่อนร่วมงานราวกับว่า ข้าเพิ่งแอ้มสาวมา! ใบหน้าหญิงสาวเกิดอาการตกตะลึง คาดไม่ถึง ต้องทำขนาดนี้เชียวฤาเพื่ออวดอ้าง สร้างภาพ รักษาหน้าตาของตนเอง

ช็อตที่มีความตราตรึง ทรงพลังที่สุดของหนัง! ยามเช้าที่บ้านของ Jeannie เพิ่งตระหนักถึงตัวตนของ Richard แท้จริงแล้วไม่ได้แตกต่างจากชายคนอื่น หาใช้เจ้าชายขี่ม้าขาว พร้อมเติมเต็มความรักที่ขาดหาย เลยอ้างว่านำขยะมาทิ้ง (Richard = ขยะสังคม) ส่งเสียงร้องเพลง(Jeanie with the Light Brown Hair)กลบเกลื่อน กล้องซูมเข้าหาใบหน้า ธารน้ำตาค่อยๆหลั่งไหลออกมา

หลังจาก Chet ช่วยชีวิต Maria จากความพยายามฆ่าตัวตายได้สำเร็จ ทั้งสองนั่งพูดคุยสนทนา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายชายระบายความรู้สึกอัดอั้น แสดงความคิดเห็น “Nobody has the time to be vulnerable to each other.” พยายามแนะนำให้เธอเรียนรู้จักการปกป้องตนเอง “Nobody cares.” “We protect ourselves.” มันฟังดูไม่เหมือนการให้กำลังใจ แต่กลับเคลือบแฝงวิธีคิดเกี่ยวกับชีวิตที่น่าสนใจ

ตัวละคร Chet มีความตรงกันข้ามกับ Richard นอกจากเรื่องอายุ ริ้วรอยเหี่ยวย่น คนหนุ่ม-ชายสูงวัย ยังอุปนิสัยใจคอ พยายามเอาอกเอาใจ ปรนเปรอนิบัติหญิงสาว ด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ไม่ใช่เย่อหยิ่ง ทะนงตน หรือเพียงเล่นละคอนตอบตาไปวันๆ (Richard = Alpha Male vs. Chet = Beta Male)

ภาพสุดท้ายของหนังถ่ายบริเวณบันได Maria นั่งอยู่ด้านบน Richard นั่งอยู่ด้านล่าง หันไปทางซ้าย หันไปทางขวา เดินลง-ขึ้น หลีกทาง-ก้าวข้าม ต่างฝ่ายต่างมีเส้นทางชีวิต เพียงจุดบุหรี่แห่งความสุขให้กันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนต่างฝ่ายต่างแยกย้าย ดำเนินไปตามหนทางของตนเอง

ตัดต่อโดย Al Ruban & Maurice McEndree, ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Richard Forst (และภรรยา Maria) ในระยะเวลา 1 วัน 1 คืน อาจจะเรียกว่าวันสิ้นสุดทางรักฉันท์สามี-ภรรยา

  • อารัมบท, เช้าไปประชุมงาน
  • หัวค่ำ, Richard & Freddie เดินทางมาที่บ้านของ Jennie ดื่มด่ำสังสรร ละเล่นเกม ขายขนมจีบ แข่งกันทำสิ่งต่างๆเพื่อเอาชนะใจเธอ
  • เที่ยงคืน, Richard กลับมาบ้าน โต้เถียงภรรยา Maria ก่อนตัดสินใจขอหย่าร้าง
  • ดึกดื่น, Richard หวนกลับหา Jennie แล้วทำการขับไล่ Jim McCarthy
  • ดึกดื่น2, Maria นัดหมายเพื่อนสาวไปนั่งดื่ม Whisky a Go Go แล้วหิ้วชายหนุ่ม Chet กลับมาบ้าน
  • เช้าวันใหม่,
    • Maria ทานยานอนหลับ ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย แต่ได้รับความช่วยเหลือจาก Chet
    • Richard เปิดเผยตัวตนแท้จริง ก่อนร่ำลาจาก Jennie
  • ปัจฉิมบท, Richard กลับมาบ้านพบเจอ Maria กับชู้รัก

ด้วยฟุตเทจความยาวกว่า 250,000 ฟุต ประมาณ 115+ ชั่วโมง (มากกว่า Shadows หลายเท่าตัว!) ใช้เวลาเป็นปีกว่าๆจะได้ฉบับตัดต่อแรกความยาว 183 นาที ก่อนเล็มฉากโน่นนี่นั่นจนเหลือความยาว 130 นาที ซึ่งส่วนเกินทั้งหลายเห็นว่าผกก. Cassavetes ตัดสินใจทำลายทิ้ง แต่ภายหลังมีค้นพบฟุตเทจฉากแรก (Opening Scene) ความยาว 17 นาที รวมอยู่ใน Special Feature แผ่น Blu-Ray ของค่าย Criterion


ในส่วนของเพลงประกอบจะมีทั้ง Original Soundtrack อยู่ 2 บทเพลงประพันธ์โดย Jack Ackerman (Love Is All You Really Want และ Love Has Conquered Man) ส่วนที่เหลือจะมาจากศิลปินมีชื่อ แต่ทั้งหมดล้วนเป็น ‘Diegetic Music’ พบเห็นตัวละครขับร้อง เริงระบำ ดังจากผับบาร์ อะโกโก้ (À gogo) ไม่ก็เครื่องเล่นแผ่นเสียง

Jeanie with the Light Brown Hair (1854) บทเพลงแนว Parlor Song (สำหรับนักร้องสมัครเล่น ทำการแสดงในห้องนั่งเล่น เน้นความสนุกสนานครื้นเครง เป็นกันเอง) แต่งโดย Stephen Foster (1826-64) เขียนถึงภรรยา Jane McDowell เนื้อร้องบอกใบ้ความสัมพันธ์อันเหินห่าง เราสองอาจครองรักกันได้อีกไม่นาน

แซว: มันชัดเจนมากๆว่าการตั้งชื่อตัวละคร Jeannie Rapp ก็เพื่ออ้างอิงถึงบทเพลงนี้โดยเฉพาะ!

I dream of Jeanie with the light brown hair,
Borne, like a vapor on the summer air;
I see her tripping where the bright streams play,
Happy as the daisies that dance on her way.
Many were the wild notes her merry voice would pour.
Many were the blithe birds that warbled them o’er:
Oh, I dream of Jeanie with the light brown hair,
Floating, like a vapor, on the soft summer air.

I long for Jeanie with a day-dawn smile,
Radiant in gladness, warm with winning guile;
I hear her melodies, like joys gone by,
Sighing round my heart over the fond hopes that die:—
Sighing like the night wind and sobbing like the rain,—
Wailing for the lost one that comes not again:
Oh, I long for Jeanie, and my heart bows low,
Never more to find her where the bright waters flow.

I sigh for Jeanie, but her light form strayed
Far from the fond hearts round her native glade;
Her smiles have vanished and her sweet songs flown,
Flitting like the dreams that have cheered us and gone.
Now the nodding wild flowers may wither on the shore
While her gentle fingers will cull them no more:
Oh, I sigh for Jeanie with the light brown hair,
Floating, like a vapor, on the soft summer air.

หลังประกาศหย่าร้างภรรยา Robert Frost เดินทางมายังบาร์ The Losers Club เพื่อโทรศัพท์หา Jeannie ศิลปินบทเวทีขับร้องบทเพลง Love Has Conquered Man แต่ง/ขับร้องโดย Jack Ackerman, Julie Gamble

ในหนังผมฟังเพลงนี้ไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่ เพราะเสียงอื้ออึงในผับบาร์ (ดีที่สุดของการบูรณะเสียงแล้วกระมัง) แถมลีลาเคลื่อนกล้องก็เบี่ยงเบนความสนใจไม่น้อย จนกระทั่งอ่านเนื้อคำร้องถึงตระหนักว่าแฝงสาระข้อคิด ไม่เพียงพาดพิงถึง Robert และบรรดาชายสูงวัย(ในหนัง) ยังเตือนสติผู้ชม(โดยเฉพาะบุรุษทั้งหลาย)ว่าหญิงสาว/ความรักไม่ใช่สิ่งที่ใครสามารถครอบครอง ตรงกันข้าม Love Has Conquered Man

WOMAN: Wars have come and wars have gone
History, it goes on and on
Ever since this world began
Love not war has conquered man

MAN: Caesar tried to gain control
Through his wealth
and through his gold

WOMAN: Yeah, then Cleo played her hand
And love conquered just as planned

MAN: Henry Windsor went to eight

WOMAN: He knew how to celebrate

MAN: But when he reached for nine and thn

BOTH: Love not war then conquered him
Give up, you’re through
You’ll never get away from it
Why try, I’m telling you
This lovin’ stuff is here with us
till the day we die

MAN: Stonewall Jackson played it rough

WOMAN: Love to him was kiddie stuff

MAN: Yeah, but Stoney swore that he’d never fall

WOMAN: But love cracked that old Stonewall

BOTH: Give up, you’re through
You’ll never get away from it
Why try, I’m telling you
This lovin’ stuff is here with us
till the day we die
We’re …

MAN: Talking to you, friends
Love’s goin’ to get you
In the end

WOMAN: It’s all part of nature’s plan

BOTH: Love will always conquer man
Love will always conquer man
Love will always conquer man
Love…

Maria ติดต่อหาเพื่อนสาวใหญ่ พากันไปท่องเที่ยว Whisky a Go Go เริงระบำบทเพลง Skate-A-Ling แต่งโดย Bob Leonard ทำการแสดงโดย Stu Gardner Trio (ของ Stuart Gardner) บรรเลงเพลงร็อค จังหวะเมามันส์ แทบอยากลุกขึ้นมาเริงระบำ

Ow!
I said everybody
Throw up your hands now
Oh, yeah, yeah, yeah, yeah

I heard of skate-a-ling
Skate-a-ling
Skate-a-ling, skate-a-ling
Skate-a-ling, oh!

Ow!
I said everybody
Throw up your hands now
Oh, yeah, yeah, yeah, yeah

หลังกลับจาก Whisky a Go Go สาวใหญ่ทั้งสี่ได้ลากพาชายหนุ่มรูปงาม Chet เปิดแผ่นเสียงบทเพลงบลู Life is Funny แต่งโดย Al Smith, ขับร้องโดย Jimmy Reed, รวมอยู่ในอัลบัม Big Boss Man (1968)

You know, life’s so funny, baby
Don’t even know where I’m gonna run
You know, life’s so funny, baby
Don’t even know where I’m gonna run

หลายบทเพลงที่ Chet ขับร้อง-เล่น-เต้นรำ มันช่างมีความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง อลเวง ทำให้บรรดาสาวใหญ่ทั้งหลายรู้สึกกระปรี้กระเป่า สดชื่น ชีวิตชีวา ซึ่งผมครุ่นคิดว่า Seymour Cassel น่าจะทำการดั้นสด แต่งเนื้อร้องขึ้นใหม่ โดยอ้างจากท่วงทำนองบทเพลง Strip Polka (1942) แต่งโดย Johnny Mercer

บทเพลง Closing Credit ชื่อว่า Never Felt Like This Before แต่ง/ขับร้องโดย Charlie Smalls, เหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นทั้งหมด มันเป็นความรู้สึกไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน

Have you felt like this before
Never felt like this before
Never felt like this before

I see you in the storm
And you hold me in your arms
And I feel safe and warm
I want you always by my side

Don’t you ever let me leave
Or get away from you
I’m gonna stick like glue
‘Cause you knew what I was after

Now the time is for laughter
What you doin’ standin’ way over there
I want you to come stand over here
And never leave me here alone

Have you felt like this before
Never felt like this before
Never felt like this before

Faces (1968) นำเสนอความสัมพันธ์แตกร้าวระหว่างสามี-ภรรยา ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาหลายสิบปี จนวันนี้ถึงจุดแตกหัก มิอาจอดกลั้นฝืนทน ถึงเวลากระชากหน้ากาก เปิดเผยความต้องการแท้จริง “I want a divorce!” หวังว่าจะจากกันโดยดี ไปตามหนทางใครทางมัน

ตัวละครใน Faces (1968) ต่างเต็มไปด้วยบุคคลสวมใส่หน้ากาก พยายามอวดอ้าง เบ่งบารมี ครุ่นคิดว่าฉันมีความยิ่งใหญ่ สูงส่งเหนือใคร โดยเฉพาะ Robert Frost ผู้บริหารบริษัทการเงิน ชอบทำตัวราวกับพระราชา เทพยดาบนท้องฟ้า ชี้นิ้วออกคำสั่งลูกน้อง บีบบังคับให้ใครต่อใครต้องก้มหัวศิโรราบ ยินยอมกระทำตามคำสั่งโน่นนี่นั่น

ไม่ใช่แค่สถานที่ทำงานเป็นเจ้าคนนายคน แต่พอกลับมาบ้านก็ปฏิบัติต่อภรรยา Maria Frost ไม่ต่างจากทาสรับใช้ ต้องคอยปรนเปรอนิบัติ ดูแลงานบ้านงานเรือน เสิร์ฟอาหาร ล้างจาน ซักเสื้อผ้า ฯ น่าจะไม่เคยขาดตกบกพร่อง ยกเว้นเรื่องเพศสัมพันธ์ แก่แล้วรู้จักเจียมตัวเสียบ้าง! นั่นทำให้สามีเก็บกด อดกลั้น ต้องหาหนทางระบายอารมณ์อัดอั้น

นั่นคือเหตุผลที่ Robert แอบนอกใจภรรยา ต้องการครอบครองโสเภณีสาว Jeannie Rapp ด้วยวิธีการอันแยบยล กลเกมความรัก หว่านโปรยเสน่ห์ ใช้น้ำเสียงพร่ำพรอดโรแมนติก พยายามแสดงออกว่าฉันแตกต่างจากชายอื่นใด จนทำให้เธอหลงติดกับดัก ค่ำคืนนี้หลังได้ร่วมรัก ตัวตนแท้จริงของเขาจึงเปิดเผยออกมา

ตรงกันข้ามกับภรรยา Maria เธอมีเพียงเสื้อผ้าหน้าผม การแต่งองค์ทรงเครื่องที่คือหน้ากากความสวย ไม่ได้ใช้ปกปิดตัวตนเหมือนสามี เมื่อถูกขอหย่า ปฏิกิริยาแรกคือไม่เชื่อ ครุ่นคิดว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่พอเขายืนกรานจริงจัง สีหน้าของเธอจึงสะท้อนความรู้สึกภายในอย่างตรงไปตรงมา หลังจากนี้ถึงสร้างหน้ากากขึ้นมาปกปิดความสิ้นหวัง ไปเที่ยวกับผองเพื่อน ทำเหมือนไม่มีอะไรบังเกิดขึ้น หว่านโปรยเสน่ห์ชายหนุ่มรูปงาม จนสามารถร่วมเพศสัมพันธ์ แต่นั่นก็มิอาจคลายความระทม ขื่นขม จมอยู่ในความทุกข์ทรมาน

Faces (1968) สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่หน้ากากสหรัฐอเมริกากำลังถูกกระชากออกมา ตั้งแต่รัฐบาลเบื้องบน ยันประชาชนเบื้องกลาง-ล่าง ความจริงหลายๆอย่างได้รับการเปิดโปงสู่สาธารณะ สั่นคลอนการเป็นหมาอำนาจ ความฝันอเมริกันมันก็ช่างลวงโลก ยุคสมัยแห่งการสวมหน้ากาก หลอกตนเอง รวมถึงเรื่องรักแท้มีจริงหรือเปล่า?

Jeannie Rapp เป็นตัวละครที่ผมมีความรักใคร่เอ็นดูเป็นพิเศษ โสเภณีพยายามติดตามหารักแท้ แต่เธอหลงติดกับดักลวงตาของ Robert Frost ครุ่นคิดว่าคือบุคคลสุภาพอ่อนน้อม พร้อมมอบความรัก ซื่อสัตย์ จริงใจ รวมถึงสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียม จนกระทั่งหลังเสร็จกามกิจ เช้าวันใหม่ยังไม่ทันไรหางโผล่ออกมา ทำให้เธอมิอาจกลั้นหลั่งธารน้ำตา

ผกก. Cassavetes เริ่มต้นพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด หลังเกิดความขัดแย้ง(โปรดิวเซอร์) Stanley Kramer ทำให้สูญสิทธิ์ในการตัดต่อสุดท้ายภาพยนตร์ A Child Is Waiting (1963) [จริงๆส่วนหนึ่งอาจเพราะตัวของ Cassavetes ที่มีความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ ตัดต่อนานแล้วยังไม่เสร็จสักที โปรดิวเซอร์จึงต้องเข้ามาแทรกแซง] นั่นทำให้เราสามารถเปรียบเทียบตัวละคร Robert Frost = จอมเผด็จการ Kramer (เหมารวมโปรดิวเซอร์ ผู้บริหารสตูดิโอ) แรกๆก็ทำตัวน่ารักดี บอกให้การส่งเสริมสนับสนุนทุกสิ่งอย่าง แต่พอร่วมงานไม่นานก็เริ่มหางโผล่ เรียกร้องโน่นนี่นั่น บีบบังคับให้ทำนั่นโน่นนี่ อวดอ้างอำนาจบารมี ทำตัวยิ่งใหญ่ล้นฟ้า ทุกคนต้องก้มหัวศิโรราบ ปฏิบัติตามคำสั่งถ้ายังอยากอยู่ในแวดวง Hollywood

I wrote Faces out of a lot of anger and dismay with society. I was really angry at our age and especially at those adults who without thinking go to discotheques, without thinking join into anything that is fashionable and without any understanding. I wanted to show the inability of people to communicate; what small things will do to people; how people can’t handle certain things that they hear and read in newspapers, see in films; and how, when they are not prepared to think with their own minds and to feel, how all this can become tragic circumstances. Old ladies trying to be young, shaking their fat asses. Men trying to be sexually attractive. All these old people acting like kids. People are afraid to be themselves, until they become other people, and they can never become themselves again. The change that overcomes all of us is so subtle it’s frightening. There’s where the frustration is: we never see where and how we started; how we got so mechanical; or what to do about it. You beat your brains out trying to find some way that you can encompass what people are feeling rather than what they are led to think.

John Cassavetes

ครั้งก่อนที่ผมเขียนบทความนี้ ได้วิเคราะห์หนังในทิศทางตรงกันข้าม! เปรียบเทียบผกก. Cassavetes = Robert Frost ชายผู้ไม่ยินยอมสูญเสียหน้า โหยหาอิสรภาพจากศรีภรรยา (ตัวแทนของ Hollywood ที่มีความโบราณคร่ำครึ ยึดติดกันวิถีผัวเดียวเมียเดียว) แล้วมาครองรักสาวโสเภณี (ตัวแทนวงการภาพยนตร์อิสระ/นอกกระแส ทำอะไรก็ได้ตามใจ)

  • ซีนสุดท้ายของหนัง Maria ก้าวลงบันได นั่นเป็นการพยากรณ์จุดจบยุคสมัย Classical Hollywood
  • ตรงกันข้ามกับ Richard ก้าวขึ้นบันได ชัยชนะ+ความสำเร็จของผกก. Cassavetes ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

วลีเด็ดของหนัง “I want a divorce!” ไม่ใช่ว่าผกก. Cassavetes ต้องการหย่าร้างศรีภรรยา Gena Rowlands (มันก็มีความขัดแย้งรุนแรงอยู่บ้าง แต่เวลามีปัญหาต่างพูดบอกออกมาตรงๆจนไม่มีอะไรติดค้างคาใจ “Gena and I have always disagreed out in the open, we never hold back.”) แต่คือจุดแตกหักความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Hollywood ไม่เอาอีกแล้ว ไม่ขอยุ่งเกี่ยว ไม่ต้องการร่วมรักหลับนอนด้วยกันอีก ถึงเวลาแยกย้าย ทางใครก็ทางมัน … แต่ไม่กี่ปีให้หลังพี่แกก็หวนกลับไปสร้างหนัง Hollywood พร้อมคำอธิบายว่าไม่มีใครสามารถหลบหนีออกจากระบบ T_T

I don’t think anybody in Europe knows that America really exists beyond what Hollywood shows them. So we would like to try to show them what Americans are really like… bad and good.

ขณะที่ Shadows (1959) ถือเป็นจุดกำเนิดภาพยนตร์อิสระ/นอกกระแสในสหรัฐอเมริกา, Faces (1968) คือผลงานที่ทำให้ Independent Film กลายเป็นที่รู้จักไกลทั่วโลก ประเทศนี้ไม่ได้มีดีแค่ Hollywood อีกต่อไป ยุคสมัยใหม่กำลังดำเนินมาถึง

การที่หนังสามารถตีความได้หลากหลาย ในทิศทางแตกต่างตรงกันข้าม มันอาจไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สร้าง แต่สำแดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพผกก. Cassavetes วิวัฒนาการก้าวกระโดดขึ้นจากผลงานก่อนหน้า พัฒนา ‘สไตล์ Cassavetes’ จนได้รับการจดจำจากนานาอารยะ

นี่คงคือสิ่งที่ผู้กำกับ Cassavetes ต้องการพูดบอกกับวงการภาพยนตร์ ซึ่งสะท้อนถึงตนเองเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ก็มัวแต่หมกมุ่นยึดติดอยู่กับระบบสตูดิโอ กว่าจะค้นพบสามารถสร้างหนังด้วยรูปแบบวิธีการนี้ได้ มันอาจไม่ Mass เข้าถึงผู้ชมทั่วไป ก็หาใช่เรื่องสลักสำคัญ แค่เพียงได้ทำในสิ่งที่รักและชื่นชอบ แค่นี้ก็เพียงเกินพอสุขสำราญกายใจ


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice เห็นว่าคว้ามาทั้งหมด 5 รางวัล แต่ผมหาข้อมูลได้แค่สี่รางวัล ประกอบด้วย

  • Volpi Cup: Best Actor (John Marley)
  • Pasinetti Award: Best Film
  • Giovanni Vega Golden Plaque (จากนักวิจารณ์ Sicilian)
  • Golden Oar (จาก Center of Human Relations)

สำหรับ Oscar แม้ได้เข้าชิงสามสาขา แต่ทว่า John Marley กลับหลุดโผล ไม่ได้เข้าชิงเสียอย่างนั้น

  • Best Supporting Actor (Seymour Cassel)
  • Best Supporting Actress (Lynn Carlin)
  • Best Original Screenplay

แม้เสียงตอบรับจะดียอดเยี่ยม แต่กลับไม่มีใครอยากซื้อไปฉายสักเท่าไหร่ จนกระทั่งผกก. Cassavetes ยินยอมขายเท่าทุนให้กับ Continental Distributing มูลค่า $250,000 เหรียญ พอออกฉายกระแสปากทำเงินได้เรื่อยๆ ในระยะเวลา 4 ปี ประมาณการณ์รายรับ $6 ล้านเหรียญ

ทีแรกผมนึกว่าฉบับของ Criterion ผ่านการบูรณะเรียบร้อยแล้ว (บูรณะแค่เสียง) แต่ทว่ากลับแค่ HD Digital Transfer จากฟีล์ม 35mm ที่ทำการ Blow Up จากต้นฉบับ 16mm คุณภาพย่ำแย่ตามสภาพ … แต่เม็ดทราย สิ่งรบกวนของภาพ ช่วยเสริมบรรยากาศดิบๆ เถื่อนๆ สันดานธาตุแท้มนุษย์ได้เป็นอย่างดี

เผื่อใครสนใจคอลเลคชั่น John Cassavetes: Five Films (1958-1977) วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2013 ประกอบด้วย Shadows (1959), Faces (1968), A Woman Under the Influence (1974), The Killing of a Chinese Bookie (1976) และ Opening Night (1977)

เกร็ด: Faces (1968) คือภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Steve Buscemi, Aki Kaurismäki, Sean Baker, Josh & Benny Safdie ฯ

หวนกลับมารับชมคราวนี้รู้สึกหลงใหลคลั่งไคล้ยิ่งๆขึ้นกว่าเก่า เข้าใจจุดประสงค์แท้จริงของผกก. Cassavetes มันช่างเจ็บแสบ จี้แทงใจดำ โคตรสะใจกับการกระชากหน้ากากเดนมนุษย์ เปิดเผยสันดานธาตุแท้ตัวตน เบื้องหลังความจริงของวงการภาพยนตร์ และต้องซูฮกทีมนักแสดง John Marley, Gena Rowlands, Lynn Carlin ทำไมไม่มีใครเคยได้รับรางวัล Oscar เลยสักคน?

จัดเรต 18+ พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก กลับกลอกปอกลอก เปิดเผยสันดานธาตุแท้มนุษย์

คำโปรย | Faces กระชากหน้ากากมนุษย์ เปิดเผยเบื้องหลังความจริงของวงการภาพยนตร์
คุณภาพ | ลุ้ลั่
ส่วนตัว | กระชากใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: