Faces (1968)

Faces

Faces (1968) hollywood : John Cassavetes ♥♥♥♥

ภาพยนตร์ที่จะกระชาก’หน้ากาก’สังคมอเมริกัน เปิดเผยธาตุแท้ตัวตน ปลุกให้ตื่นจากความเพ้อใฝ่ฝัน เพราะโลกความจริงนั้นเต็มไปด้วยสิ่งอัปลักษณ์ หาได้งดงามสวยเลิศหรูเลยสักนิด!

วงการ Hollywood ยุคสมัย Classical สามารถเรียกได้ว่า ‘โรงงานขายฝัน’ สรรค์สร้างภาพยนตร์ด้วยมายาคติ ‘American Dream’ ชักชวนเชื่อให้ผู้ชมเคลิบเคลิ้มลุ่มหลงใหล หลอกตัวเองไปวันๆว่าฉันสามารถเป็นโน่นนี่นั่น ตราบใดไม่ละทอดทิ้งความทุ่มเทพยายาม สักวันย่อมมีโอกาสประสบพบเจอความสำเร็จ … เหล่านี้ช่างเป็นสิ่งตรงกันข้ามโลกความจริงเสียเหลือเกิน!

John Cassavetes ถือเป็นบุคคลหนึ่งที่ล่วงรับรู้ธาตุแท้วงการ Hollywood ซึ่งสะท้อนค่านิยมชวนฝันของสังคมอเมริกัน ปฏิเสธยินยอมรับก้มหัวให้ เรื่องอะไรฉันต้องคล้อยทำตาม แสดงความขบถด้วยการสรรค์สร้างภาพยนตร์ไม่สนหัวใคร เรื่องของกูมึงจะทำไม! พยายามอย่างยิ่งนำเสนอข้อเท็จจริง กระชากหน้ากากมายาคติ นั่นหาใช่สิ่งน่าอับอายขายนี้หน้าเลยสักนิด

Faces คือภาพยนตร์ที่พลิกโฉมหน้า ถือกำเนิดวงการอินดี้ ‘Independent Filmmaker’ แห่งสหรัฐอเมริกา, ด้วยทุนสร้างรวมแรงลงขันจากผองเพื่อน อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือล้วนหยิบยืมมา ทีมงานหน้าใหม่มือสมัครเล่น นักแสดงเป็นกันเองไม่รับค่าตัว ด้วยเรื่องราวเจ๋งๆชวนหัว และตัวผู้กำกับมากด้วยวิสัยทัศน์ เพียงเท่านี้ก็สามารถรังสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ยิ่งใหญ่ยักษ์ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

แต่การจะรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ ด้วยฟีล์ม 16mm แม้ผ่านการบูรณะมาแล้วคุณภาพยังคงสุดแสนห่วย, ระยะภาพ Close-Up สร้างความกระอึกกระอักกระอ่วน, และนักแสดงบีบเค้นคั้นถ่ายทอดอารมณ์อันบ้าคลั่งเสียสติแตก คนโลกสวยจัดๆคงมิอาจอดทนรับไหวแน่ๆ


John Nicholas Cassavetes (1929 – 1989) ผู้กำกับ/นักแสดงสัญชาติ Greek-American เกิดที่ New York City พ่อเป็นชาวกรีก จนถึงอายุ 7 ขวบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักประโยค, เนื่องจากเรียนไม่เก่งเลยตัดสินใจเป็นนักแสดง เข้าศึกษายัง American Academy of Dramatic Arts จากอาจารย์ Don Richardson จบออกมากำกับ เขียนบทละครเวที ทั้งยังสอนการแสดง Method Acting พัฒนาบทภาพยนตร์/กำกับเรื่องแรก Shadows (1959) จากทุนสร้างส่วนตัว $40,000 เหรียญ แม้ไม่ทำเงินแต่คว้ารางวัล Critics Award จากเทศกาลหนังเมือง Venice, สำหรับการแสดงเริ่มต้นจากซีรีย์โทรทัศน์เกรด B ผลงานสร้างชื่อคือ Rosemary’s Baby (1968), The Dirty Dozen (1967), The Fury (1978)  ฯ

Cassavetes ถือเป็นผู้กำกับรุ่นบุกเบิกหนังอินดี้ Art-House น่าจะเพราะความหงุดหงิดขุ่นเคืองคับข้องกับ Hollywood ที่จู้จี้จุกจิกจากผลงานเคยสร้าง Too Late Blues (1961) และ A Child Is Waiting (1963) หลังจากนั้นเลยเลิก! ตัดขาดสตูดิโอ สรรหาทุนสร้างด้วยตนเองตามมีตามเกิด นักแสดงก็วงในใบหน้าคุ้นเคย และด้วยปรัชญาการทำงาน ‘ทำหนังที่ตนต้องการ’

“I don’t give a fuck what anybody says. If you don’t have time to see it, don’t. If you don’t like it, don’t. If it doesn’t give you an answer, fuck you. I didn’t make it for you anyway”.

– John Cassavetes

ด้วยเหตุนี้ Cassavetes จึงได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในผู้กำกับทรงอิทธิพลที่สุดแห่งครึ่งหลังศตวรรษ 20 ผลงานโดดเด่น อาทิ Faces (1968), Husbands (1970), A Woman Under the Influence (1974), The Killing of a Chinese Bookie (1976), Opening Night (1977), Love Streams (1984) ฯ

สำหรับ Faces นำเสนอวันแห่งการแตกหักของ Richard Forst (รับบทโดย John Marley) เริ่มต้นเช้าเข้าร่วมประชุมสรุปงาน ตกเย็นดื่มด่ำเมามายกับผองเพื่อน แล้วไปต่อยังบ้านสาวโสเภณี Jeannie Rapp (รับบทโดย Gena Rowlands) หนีกลับก่อนมีเรื่องถกเถียงภรรยา Maria Forst (รับบทโดย Lynn Carlin) แล้วตัดสินใจพูดบอกขอเลิกราหย่าร้าง


นำแสดงโดย John Marley ชื่อเกิด Mortimer Marlieb (1907 – 1984) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ครอบครัวเชื้อสาย Russian-Jewish เรียนไม่ทันจบ City College of New York ลาออกมาเป็นนักแสดงละครเวที ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครทหารในสังกัด Signal Corps มีโอกาสแสดงหนังชวนเชื่อ Native Land (1942) ปลดประจำการออกมาเลยมุ่งสู่ Hollywood เริ่มจากบทสมทบมากมาย สนิทสนมกับ Cassavetes ร่วมงานกับเรื่อง A Child Is Waiting (1963), Faces (1968), เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor เรื่อง Love Story (1970)

รับบท Richard Forst ชายสูงวัยที่โคตรเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ วางมาดพระราชา เย่อหยิ่งจองหองอวดดี ขณะนั้นกำลังมีความเบื่อหน่ายในชีวิต หงุดหงิดรำคาญภรรยาที่เอาแต่เรียกร้องโน่นนี่นั่น ถ้าเธอไม่ทำตามคำสั่งฉันก็ขอเลิกราหย่าร้างเสียดีกว่า ใช้เวลาครึ่งคืนที่เหลือหมกตัวอยู่กับสาวโสเภณี Jeannie Rapp กลับมาบ้านพบว่าที่อดีตภรรยากับชู้รัก สะดีดสะดิ้งทำเป็นยินยอมรับไม่ได้กลัวการสูญเสียหน้า

ผมแทบไม่เคยพบเห็นชายวัยย่างเข้าหกสิบ แล้วมีความกระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวยเหมือนคนหนุ่มสักเท่าไหร่ ซึ่งต้องชมเลยว่า Marley แสดงออกมาได้เป็นธรรมชาติมากๆ คงใช้พละพลังไม่น้อยถึงสามารถตะโกนโหวกเหวก หัวเราะสุดแรงเกิด และเกรี้ยวกราดโกรธแบบคลุ้มคลั่งเสียสติแตกขนาดนั้น!

การแสดงของ Marley ได้รับยกย่องคว้ารางวัล Volpi Cup: Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Venice แต่กลับถูกมองข้ามโดยสิ้นเชิงจาก Golden Globe และ Oscar สาเหตุน่าจะเพราะผู้ชมยินยอมรับความตัณหากลับของตัวละครไม่ได้แน่ๆ ขอเลิกราภรรยาแล้วไปหมกตัวอยู่กับโสเภณี ช่างเป็นการกระทำที่โคตรเห็นแก่ตัว ขัดแย้งต่อหลักศีลธรรมจรรยาโดยสิ้นเชิง!

Virginia Cathryn ‘Gena’ Rowlands (เกิดปี 1930) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Madison, Wisconsin แม่เคยเป็นนักแสดงละครเวทีในชื่อ Lady Rowlands, โตขึ้นเข้าเรียน Unniversity of Wisconsin ได้เป็นสมาชิกชมรม Kappa Kappa Gamma จบออกมามุ่งสู่ New York City ศึกษาต่อ American Academy of Dramatic Arts พบเจอแต่งงานกับ Cassavetes ตั้งแต่ปี 1954 (จนเขาเสียชีวิต) เข้าสู่วงการจากละครเวที ตามด้วย Broadway ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The High Cost of Loving (1958), ขาประจำร่วมงานกับสามีทั้งหมด 10 ครั้ง ได้รับการจดจำสูงสุดคือ A Woman Under the Influence (1974), Opening Night (1977) และ Gloria (1980)

รับบท Jeannie Rapp ถึงทำงานโสเภณีแต่ก็มีความครุ่นคิดอ่านเป็นมนุษย์ ไม่ยินยอมให้บุรุษหรือใครหน้าใดปฏิบัติแสดงออกต่อตนด้วยการดูถูกเหยียดหยาม พูดจาส่อเสียดหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง นั่นทำให้เธอตกหลุมรัก Richard Forst ที่ชัดเจนว่าพยายามสร้างภาพสวมหน้ากากให้ตนเองดูดี มีความสนุกสนานครึกครื้นฮาเฮ เพราะเพิ่งพบเจอร่วมรักครั้งแรกตัวตนแท้จริงเลยยังมิได้เปิดเผยออกมา กระทั่งยามเช้าถึงค่อยตระหนักเข้าใจ น้ำตาเลยหลั่งไหลพรากๆออกมา

ความกล้าบ้าบิ่นสุดเหวี่ยงของตัวละครนี้อาจเทียบรัศมีฝั่งบุรุษไม่ได้ แต่มันจะมีวินาทีที่ Rowlands เมื่อพบเห็นการกระทำบางอย่าง แสดงออกด้วยสีหน้ารังเกียจขยะแขยง ยินยอมรับพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้ มันช่างมีความตราตรึงทรงพลัง ขนลุกขนพอง เสียวสันหลังวาปโดยทันที

อาจเพราะผมเพิ่งรับชม A Woman Under the Influence มาไม่นาน พบเห็น Rowlands อีกครั้งในบทบาทนี้เลยรู้สึกว่าเทียบไม่เท่า แต่ก็มีความตราตรึงจากสีหน้าที่ผมอธิบายไป อย่างน้อยก็ควรได้เข้าชิงลุ้นรางวัลอะไรบ้าง … แต่ก็ถูก SNUB โดยสิ้นเชิง!

Lynn Carlin ชื่อจริง Mary Lynn Reynolds (เกิดปี 1938) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles พ่อเป็นผู้จัดการธุรกิจให้กับสตูดิโอแห่งหนึ่งใน Hollywood ซึ่งพอเธอเติบโตขึ้นก็ทำงานเป็นเลขานุการ ได้รับการชักชวนจากผู้กำกับ Cassavetes แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด Faces (1968) เลยหันมาเอาดีด้านนี้ ผลงานถัดๆมาอาทิ …tick…tick…tick… (1970), Taking Off (1971), Battle Beyond the Stars (1980) ฯ

รับบท Maria Forst ภรรยาของ Richard เป็นแม่บ้านที่คอยรับใช้ รองมือรองเท้าสามียาวนานกว่า 14 ปี กระทั่งรู้สึกว่าตนเองสมควรได้รับอิสรภาพอะไรบ้าง ซึ่งพอพูดบอกความคิดนั้นออกไปกลับถูกเขาขอเลิกราหย่าร้าง ทีแรกหัวเราะลั่นเพราะนึกว่ามาเล่นๆ แต่เมื่อยืนกรานแท้จริงครึ่งคืนหลังเลยโทรนัดเพื่อนๆออกไปปาร์ตี้สังสรรค์ เกี้ยวนำพาชายแปลกหน้า Chet (รับบทโดย Seymour Cassel) เสร็จสรรพยามเช้าทานยานอนหลับเกินขนาด ตั้งใจจะฆ่าตัวตายประชดสามี

ตัวละครนี้ถือว่าสวมหน้ากากให้กับอารมณ์เจ็บปวดรวดร้าวของตนเอง กล่าวคือเมื่อถูกสามีบอกเลิกภายในย่อมทุกข์ทรมาน แต่กลับชักชวนผองเพื่อนไปปาร์ตี้สังสรรค์ น่าจะโดยไม่บอกกล่าวใครว่าเกิดอะไรขึ้น ร่วมรักชายแปลกหน้าเพื่อทรมานตนเอง และทานยาฆ่าตัวตายสะท้อนความสิ้นหวังหมดอาลัยในชีวิต

แม้ไม่ใช่ยังสาว แต่ภาพลักษณ์ของ Carlin ดูเป็นผู้หญิงนำเทรนด์แฟชั่นที่มีเสน่ห์ลุ่มหลงใหล โดดเด่นในการใช้ภาษากายถ่ายทอดความต้องการแทนคำพูด แค่เพียงส่งสายตาที่เหลือคือรอเวลาขับไล่เพื่อนฝูงให้กลับบ้านไป ช่วงเวลาเป็นตายหน้ากากแห่งความอับอายเลยถูกกระชากหลุดออกมา

แซว: เครื่องสำอางค์แต่งหน้าและทรงผมอันฟูฟ่อง เปรียบได้กับหน้ากากที่คอยรักษาภาพลักษณ์ เป็นคนมีทุกสิ่งอย่างเพรียบพร้อมสมบูรณ์ กระทั่งผ่านค่ำคืนแห่งการถูกสามีบอกเลิก ใบหน้าแท้จริงมีสภาพเละตุ้มเป๊ะดูไม่ได้

Seymour Joseph Cassel (เกิดปี 1935) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Detroit, Michigan บิดาเป็นเจ้าของไนท์คลับ ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่เด็กเลยสนิทสนมกับนักแสดงมากมาย จนมีโอกาสรู้จักผู้กำกับ Cassavetes ร่วมงานในผลงานเรื่องแรก Shadows (1958) และอีกหลายครั้งจนเป็นขาประจำ

รับบท Chet นักเต้นอะโกโก้ เทพบุตรสุดหล่อที่มีความใคร่สนใจ Maria Forst ยินยอมมาบ้านพร้อมอีกสามสาวใหญ่ หน้าที่ของเขาคือต้องพยายามโน้มน้ามขับไล่คนอื่นให้กลับไป ใช้มารยาเสน่ห์เล่นบทเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ในที่สุดก็ได้แอ้มหลับนอนข้างกาย เช้ามาตื่นตระหนกตกใจ ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อช่วยเหลือให้เธอรอดพ้นจากความตาย

แซว: ผมละโคตรอยากรู้ว่า Chet ทำอย่างไรถึงสลัดหลุดสาวใหญ่คนสุดท้ายที่ไปส่งกลับบ้าน มันช่างน่าพิศวงเสียจริง!

ภาพลักษณ์อันหล่อเหลาเซ็กซี่ของ Cassel เป็นจุดขายที่ใครพบเห็นย่อมรับรู้ได้ทันทีว่า หมอนี่ไม่มีจุดประสงค์อื่นนอกจากฟาดฟันแอ้มสาว ลีลาการแสดงออกเต็มไปด้วยลับลมคมใน แต่ทิศทางสายตาบ่งชี้ชัดเจนว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นใคร่สนใจ ที่เหลือคือการเล่นละครตบตา สร้างภาพมายาลวงหลอกผู้อื่นแล้วกระชากความจริงออกมา น้อยคนนักจักสามารถยินยอมรับสิ่งดังกล่าวได้

เครดิตถ่ายภาพโดย Al Ruban แต่เห็นว่าผู้กำกับและนักแสดงแทบทุกคนต่างมีส่วนร่วมในการขยับจับควบคุมกล้อง ให้ออกมาในลักษณะ Cinéma Vérité หรือคือ Observational Cinema คล้ายๆการบันทึกภาพสารคดี ราวกับเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ พบเห็นสิ่งต่างๆเกิดขึ้นดำเนินไป

ด้วยทุนสร้างที่ไม่เยอะเท่าไหร่ ทำให้ต้องใช้กล้อง Hand-Held ฟีล์ม 16mm น้ำหนักเบาขยับเคลื่อนไหวโดยง่าย แต่คุณภาพตามมีตามเกิด สถานที่ถ่ายทำหลักๆก็บ้านของ Cassavetes อีกหลังก็ของแม่ยายภรรยา Gena Rowlands

สองสิ่งที่พบเห็นบ่อยครั้งในหนัง ประกอบด้วย
– ระยะภาพ Close-Up จับจ้องใบหน้าตัวละคร (ตรงกับชื่อหนัง Faces) เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกจากภายในออกมา และชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดสังเกตว่า นั่นคือหน้ากากหรือตัวตนแท้จริง
– มุมมอง Point-of-View ถ่ายจากตำแหน่งทิศทางของตัวละครหนึ่ง (อาจจะพบเห็นเสี้ยวส่วนหนึ่งของร่างกาย) จับจ้องมองให้ความสนใจอีกตัวละครหนึ่ง

อย่างภาพช็อตนี้ Gena Rowlands คงเป็นผู้ถือกล้องวางบนโซฟาข้างๆตนเอง ถ่ายมุมขึ้นเงยติดเพดาน ชายสองคนพยายามแสดงความอวดอ้างดี เพื่อให้ค่ำคืนนี้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของเธอเพียงผู้เดียว

วินาทีที่เพื่อนร่วมงานของ Richard Forst เกิดความอิจฉาริษยา เริ่มรับรู้ตนเองแล้วว่าค่ำคืนนี้เธอคงไม่เลือกเขา มันจะพอดิบพอดีกับภาพช็อตนี้ ซึ่งตัวละครยืนตำแหน่งย้อนแสงปกคลุมด้วยความมืดมิด จากนั้นจึงถอดหน้ากากเปิดเผยธาตุแท้ตัวตน พูดขึ้นด้วยประโยคสะท้อนความต้องการจริงๆ

“What do you charge?”

ลวดลายพื้นบ้านหลังนี้ (และชุดเดรตตัวแรกของ Jennie) สลับขาวดำมันช่างลายตา หรือคือภาพมายาที่ตัวละครต่างลุ่มลงระเริงอาศัยอยู่

หลังจากที่ศรีภรรยา Maria Forst แสดงความคิดเห็นต้องการของตนเองต่อสามี

“I’m talking about it from a woman’s point of view”.

สังเกตว่า Richard Forst ดูเหมือนเริ่มต้นจากการพูดย้อนล้อเลียน แต่จากนั้นเดินตรงมาห้องครัว เปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ขึ้นซด แล้วเริ่มกล่าวประชดประชัน ถ้อยคำเต็มไปด้วยการเสียดสีว่าร้าย แสดงถึงนั่นคือสิ่งที่เขายินยอมไม่ได้

วินาทีพูดบอกเลิกขอหย่าร้าง ถ่ายจากมุมมอง Point-of-View ของหญิงสาว ซึ่งปฏิกิริยาแรกเริ่มคือไม่เชื่อหัวเราะลั่น แต่เมื่อถูกตอกย้ำเลยกลายเป็นหัวเราะไม่ออก

ตำแหน่งที่ Richard Forst ยืนอยู่คือตรงประตู และด้านหลังปิดไฟมืดมิดสนิท นั่นสะท้อนมุมมองของเขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่หลงเหลือทางออกอื่นใดนอกจากเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ช็อตที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่าทรงพลังตราตรึงที่สุดของหนัง! หลังจากลูกค้ารายหนึ่งของ Jeannie Rapp แม้ไม่ได้ทำอะไรแต่ปัดทรงผมยุ่งๆ ปล่อยชายเสื้อผ้าหลุดลุ่ย แล้วไปแสดงออกต่อเพื่อนร่วมงานราวกับว่า ข้าเพิ่งแอ้มสาวมา! นั่นสร้างความอึ้งทึ่งตกตะลึง ต้องขนาดนี้เลยหรือเพื่อรักษาหน้าของตนเอง

ผู้ชายเพียงคนเดียวกับสาวใหญ่ถึงสี่คน ช็อตนี้พวกเธอต่างยืนทึ่มทื่อด้วยอาการกระอักกระอ่วน คงต่างครุ่นคิดคาดหวังว่าจักได้แอ้ม Chet ครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

ผมมองฉากนี้เหมือนเกมที่ชักชวนให้ผู้ชมค้นหาว่า สาวใหญ่คนไหนที่จะได้แอ้มชายหนุ่ม ซึ่งหนังก็ได้ทิ้งคำใบ้เล็กๆผ่านมุมมอง Point-Of-View ของ Maria Forst เล่นหูเล่นตากับ Chet เท่านี้ก็เพียงพอให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ว่า สุดท้ายแล้วใครจะลงเอยกับใคร

เช้าวันถัดมามีสองสิ่งบังเกิดขึ้นกับสองสาว ซึ่งสะท้อนกับโลกความจริงมิได้เป็นดั่งฝัน และพวกเธอมิอาจยินยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
– Jeannie Rapp ร่ำร้องไห้เศร้าเสียใจ เพราะตัวตนแท้จริงของ Richard Forst ก็มิได้แตกต่างอะไรกับชายคนอื่นที่เธอทอดทิ้งมาเมื่อคืน
– Maria Forst กินยาฆ่าตัวตาย ประชดชีวิตตนเองและสามี

ภาพช็อตนี้ถ่ายผ่านห้องที่ปกคลุมด้วยความมืดมิด เปิดประตูห้องน้ำไว้เล็กน้อยพบเห็น Chet กำลังช่วยชีวิต Maria โอกาสรอดตายช่างน้อยนิด เส้นยาแดงผ่าแปด

สำหรับ Richard และ Maria นี่คงเป็นจุดจบสำหรับชีวิตคู่ของพวกเขา ภาพสุดท้ายของหนังยังตำแหน่งบันได ต่างจุดบุหรี่ส่งให้กัน เธอนั่งบน เขานั่งล่าง หันขวา-ซ้าย เดินลง-ขึ้น หลีกทาง-ก้าวข้าม เรียกได้ว่าเป็นการสวนทางทัศนคติ ชีวิตทั้งสองคงไม่หวนกลับมาอยู่ร่วมกันอีก

ตัดต่อโดย Al Ruban และ Maurice McEndree ดำเนินเรื่องในระยะเวลา 1 วัน 1 คืน ผ่านมุมมองสามี Richard Forst และภรรยา Maria ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 เหตุการณ์ใหญ่ๆ
– อารัมบท, ที่ทำงานของ Richard
– ตอนแรก, ประกอบด้วย Richard เพื่อนร่วมงาน ต่างต้องการแอ้ม Jennie ที่บ้านของเธอ
– ตอนสอง, Richard โต้เถียงกับ Maria ที่บ้านของพวกเขา
– ตอนสาม, Richard กำลังต้องการ Jennie แต่เธอมีเพื่อนใหม่สามคนที่บ้านไม่ยอมกลับสักที
– ตอนสี่, สี่สาวไปเที่ยวผับบาร์ แล้วหิ้วหนึ่งหนุ่ม Chet มาที่บ้านของ Maria
– ตอนห้า, เช้าวันใหม่ เมื่อ Richard ร่ำลา Jennie กลับบ้านมาพบเจอ Maria และชู้รัก Chet

ถ้าถือว่าเหตุการณ์ขณะ Richard ขอหย่ากับ Maria คือจุดหมุนของหนัง ครึ่งหลังจะพบเห็นเรื่องราวที่สะท้อนสวนทางกันและกัน
– Richard นัดพบเจอ Jennie และหาหนทางขับไล่อีก 3 คนให้ออกจากบ้าน
– Maria พาเพื่อนๆอีกสามไปเที่ยวผับบาร์ หิ้วผู้ชายกลับมา และให้เขาหาวิธีขับไล่คนอื่นกลับบ้านไป

ตัดต่อแรกสุดของหนังว่ากันว่ายาวกว่า 6 ชั่วโมง ก่อนตัดต่อหลงเหลือ 183 นาที ฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนัง Toronto ขณะที่ฉายจริงยาว 130 นาที และบางฉบับ 147 นาที หลงเหลือถึงปัจจุบันเพียง
– ฉบับฉายทั่วไป 130 นาที
– Blu-Ray/DVD ของ Criterion เพิ่มเติม Alternate Opening รวมความยาว 147 นาที

หนังถือว่าไม่มีบทเพลงประกอบ นอกเสียจาก Diegetic Music ที่ตัวละครขับร้อง ได้ยินในผับบาร์ และเปิดฟังจากแผ่นเสียง อาทิ
– Love Is All You Really Want แต่งโดย Jack Ackerman
– Strip Polka แต่งโดย Johnny Mercer
– East London Town (This Lonely Town) แต่งโดย Howlett Smith และ Lennoy Ruffin
– Skate-A-Ling แต่งโดย Bob Leonard
– Life Is Funny แต่งโดย Al Smith
– Never Felt Like This Before แต่งโดย Charlie Smalls
– Love Has Conquered Man แต่งโดย Julie Gambol และ Jack Ackerman

ขณะที่บทเพลงได้รับการจดจำสูงสุดของหนัง Jeanie with the Light Brown Hair (1854) แต่งโดย Stephen Foster ไม่รู้เป็นความจงใจตั้งชื่อตัวละครให้ตรงกับบทเพลงนี้เปล่านะ

ผู้กำกับ John Cassavetes สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้หลังจากที่พยายามนำโปรเจคไปเสนอต่อหลายสตูดิโอใหญ่ๆ แต่ถูกบอกปัดปฏิเสธจนไม่สามารถหาทุนสร้างได้ นั่นคงทำให้เขารู้สึกสูญเสียหน้า ตระหนักว่าความเป็นจริงมันช่างตรงกันข้ามกับสิ่งเพ้อใฝ่ฝัน

Faces คือเรื่องราวของบุคคลผู้ต้องการเอาชนะ (หรือก็คือ Cassavetes) ไม่ยินยอมสูญเสียหน้า หรือต้องมาก้มหัวรับความพ่ายแพ้ต่อใคร พยายามสร้างภาพลักษณ์ พิสูจน์ตนเองให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ก็ยังดีกว่าท้อแท้สิ้นหวังไม่ทำอะไร

สังคมอเมริกันยุคสมัยนั้นถือว่าไม่แตกต่างจากเรื่องราว/ตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่ บุรุษยังคงเป็นช้างเท้าหน้า วางตัวดั่งพระราชา สวมใส่หน้ากากสร้างภาพลักษณ์เลิศหรูหรา สะท้อนถึงมายาคติแห่งความเพ้อใฝ่ฝัน เพื่อให้ตนเองนั้นเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่ง โดยไม่สนคำนึงว่าผู้อยู่เบื้องหลังจะมีชีวิตเฉกเช่นไร

“I don’t think anybody in Europe knows that America really exists beyond what Hollywood shows them. So we would like to try to show them what Americans are really like… bad and good”.

– John Cassavetes

เราสามารถเปรียบเทียบตัวละครได้ประมาณนี้
– สามี Richard Forst คือผู้กำกับ John Cassavetes ที่ช่างเผด็จการ หลงตัวเอง ต้องการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆให้กับชีวิต
– ภรรยา Maria Forst ตัวแทนของวงการ Hollywood เช่นกันมีความลุ่มหลงใหลในตนเอง เริดเชิดหยิ่งหัวเราะเยาะเย้ยสามีเมื่อถูกขอหย่า (ไม่คิดว่าคนอย่าง Cassavetes จะพูดจริงทำจริง) เลยหันไปคบชู้กับชายหนุ่ม Chet (ตัวแทนของนักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่) และเช้าวันถัดมาครุ่นคิดสั้นฆ่าตัวตาย (พยากรณ์จุดจบของยุคสมัย Classical Hollywood)
– ส่วนคนรักใหม่ Jeannie Rapp นำแสดงโดย Gena Rowlands ซึ่งคือภรรยาตัวจริงของผู้กำกับ Cassavetes เทียบได้กับวงการ Indy ซึ่งสามารถครุ่นคิดทำอะไรตามใจไม่ต้องง้อใคร

ช็อตสุดท้ายของหนัง
– จะมีขณะที่ Maria เดินลงบันได นั่นเช่นกันเป็นการพยากรณ์จุดจบของยุคสมัย Classical Hollywood
– ขณะที่ Richard เดินขึ้นบันได สะท้อนถึงชัยชนะ ความสำเร็จของผู้กำกับ Cassavetes ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

“I think we’re making fools of ourselves.”

นี่คงคือสิ่งที่ผู้กำกับ Cassavetes ต้องการพูดบอกกับวงการภาพยนตร์ ซึ่งสะท้อนถึงตนเองเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ก็มัวแต่หมกมุ่นยึดติดอยู่กับระบบสตูดิโอ กว่าจะค้นพบสามารถสร้างหนังด้วยรูปแบบวิธีการนี้ได้ มันอาจไม่ Mass เข้าถึงผู้ชมทั่วไป ก็หาใช่เรื่องสลักสำคัญ แค่เพียงได้ทำในสิ่งที่รักและชื่นชอบ แค่นี้ก็เพียงเกินพอสุขสำราญกายใจ


จากทุนตั้งต้น $10,000 เหรียญ ค่อยๆพอกพูนในระยะเวลาสามปีจนสูงถึง $275,000 เหรียญ แต่ยังถือว่าน้อยนักเมื่อเทียบกับโปรดักชั่น Hollywood ยุคสมัยนั้น … น่าเสียดายไม่มีรายงานรายรับ แต่ทำเงินแค่ไหนก็หาได้อยู่ในความสนใจของผู้กำกับ Cassavetes อยู่แล้ว!

แซว: ว่ากันว่าผู้กำกับ Cassavetes ต้องรับจ็อบแสดงหนัง Hollywood ถึง 5 เรื่อง เพื่อนำค่าตัวมาใช้เป็นทุน ไม่มีระบุว่าเรื่องไหนบ้าง แต่ถ้าดูจากปีแถวๆนั้นก็น่าจะ Devil’s Angels (1967), The Dirty Dozen (1967), Rosemary’s Baby (1968) ฯ

เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ามา 2 รางวัล
– Volpi Cup: Best Actor (John Marley)
– Pasinetti Award

สำหรับ Oscar ได้เข้าชิงสามสาขา ไม่ได้ลุ้นรางวัลใดๆ
– Best Supporting Actor (Seymour Cassel)
– Best Supporting Actress (Lynn Carlin)
– Best Writing, Story and Screenplay – Written Directly for the Screen

เกร็ด: Faces (1968) เป็นภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Steve Buscemi, Aki Kaurismäki

เกร็ด 2: ว่ากันว่า Steven Spielberg ได้มีโอกาสฝึกงานเป็นผู้ช่วยกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่สองสัปดาห์ แบบไม่ได้รับเครดิต

ไม่รู้เพราะผมรับชมผลงานของ Cassavetes มาหลายเรื่องแล้วหรือเปล่า จึงเกิดภูมิต้านทานต่อไดเรคชั่นหนังค่อนข้างสูง สำหรับ Faces (1968) เลยชื่นชอบมากเป็นพิเศษ โคตรสะใจการกระชากหน้ากากเดนมนุษย์ และการแสดงของ John Marley, Gena Rowlands, Lynn Carlin ทรงพลังตราตรึงเสียจริง!

แนะนำคอหนัง Art House ผู้สร้างภาพยนตร์อินดี้ คนทำงานเบื้องหลังทั้งหลาย, หลงใหลการแสดงของ John Marley, Gena Rowlands, Lynn Carlin

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศอันตึงเครียด ความคลุ้มคลั่งเสียสติแตกของตัวละคร

คำโปรย | John Cassavetes ทำการกระชากหน้ากากของ Faces เปิดเผยสิ่งเท็จจริงที่สุดแห่งวงการภาพยนตร์ 
คุณภาพ | ลุ้ลั่รึ
ส่วนตัว | รู้สึกสะใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of