Fanny and Alexander (1982)

Fanny and Alexander

Fanny och Alexander (1982) Swedish : Ingmar Bergman ♥♥♥♥

(18/2/2018) โลกทั้งใบของผู้กำกับ Ingmar Bergman ได้ถูกบรรจุใส่ลงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผ่านมุมมองของเด็กหญิง-ชาย Fanny กับ Alexander พบเห็น เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย, สุข-ทุกข์, ดี-ชั่ว, รวย-จน, คน-ผี (และปีศาจ) ด้วยคำถามทิ้งท้าย ชีวิตคืออะไร?, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Amarcord (1973), Fanny and Alexander (1982), Ran (1985) ฯ คงมีอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่เคยได้รับชม คือผลงานที่เกิดจาก ‘วัยวุฒิ’ ของผู้กำกับระดับศิลปิน/ปรมาจารย์ เก็บรวบรวมสะสมประสบการณ์ชีวิต แนวคิด-ทัศนคติ และเทคนิคสร้างภาพยนตร์ นำมาประมวลผลกลายมาเป็นผลงาน Masterpiece กึ่งๆอัตชีวประวัติของตนเอง สร้างตอนแก่ ดูยาก(ทุกเรื่อง) อัดแน่นไปด้วยรายละเอียด มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรรับชมผลงานเก่าก่อน และรู้จักชีวประวัติของผู้กำกับนั้นคร่าวๆ ถึงจะสามารถเข้าถึงสาสน์สาระสำคัญแห่งชีวิตที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้

Ingmar Bergman สร้าง Fanny and Alexander เมื่อตอนวัย 60 กว่าๆ รับรู้ตัวเองว่าคงอาจมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน (แต่ก็มีชีวิตอยู่ได้อีกเกือบ 30 ปี เสียชีวิตปี 2007) ร่างกายจิตใจเริ่มเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า นำเอาประสบการณ์ชีวิต/การทำงาน แนวคิด ทัศนคติ รสนิยม ความทรงจำ และเพ้อฝันแฟนตาซี สรุปประมวลผลทุกสิ่งอย่างถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานกึ่งอัตชีวประวัติเรื่องสุดท้าย ที่มีความสวยงามสมบูรณ์แบบไร้ข้อตำหนิ

เป็นความตั้งใจเล็กๆตั้งแต่ตอนที่ผมเขียนบทความเรื่องนี้เมื่อคราก่อน อยากจะหาฉบับ TV miniseries ความยาว 312 นาทีมารับชม แม้ต้องเตรียมตัวเผื่อเวลาอย่างยิ่ง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าการรอคอย เพราะมีหลายสิ่งอย่างเติมเต็มฉบับฉายโรงภาพยนตร์ 188 นาทีที่ขาดหายไป

ก่อนรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ควรสรรหาผลงานอื่นของ Ingmar Bergman มาศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจอย่างน้อย 4-5 เรื่องขึ้นไป เพราะมีหลายสิ่งอย่างที่ทั้งอ้างอิงมา ต่อยอดแนวคิด และใช้ซ้ำ (Reuse) จะได้มองเห็นภาพรวม และเกิดความเข้าใจต่อหนังเรื่องสุดท้ายนี้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น, ไม่รู้จะดูเรื่องไหนก่อน ก็ขอแนะนำให้ไล่เรียงตามปีจาก Smiles of a Summer Night (1955), The Seventh Seal (1957), Wild Strawberries (1957), Winter Light (1963), Persona (1966), Cries and Whispers (1972), Autumn Sonata (1978) ฯ

Ernst Ingmar Bergman (1918 – 2007) ปรมาจารย์ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Swedish เกิดที่ Uppsala ทางตะวันตกของประเทศ พ่อ Erik Bergman เป็นพระผู้สอนศาสนาในนิกาย Lutheran ของชาวเดนมาร์ก (ต่อมาได้กลายเป็น Chaplain/อนุศาสนาจารย์ของกษัตริย์สวีเดน) ส่วนแม่มาจากครอบครัวฐานะร่ำรวย มีพี่ชาย Dag และน้องสาว Margareta, ชีวิตวัยเด็กไร้ความสุขสบาย ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดศาสนา เคยถูกพ่อขังในตู้เสื้อผ้าที่มืดมิดหลายครั้ง ตอนอายุ 9 ขวบ นำเอาของเล่นไปแลกซื้อตะเกียงวิเศษ (Magic Lantern) จากนั้นก็เกิดความหลงใหลในหุ่นเชิด หุ่นกระบอก วันว่างๆมักเที่ยวไปรับชมการแสดงละคร และภาพยนตร์

“Film as dream, film as music. No art passes our conscience in the way film does, and goes directly to our feelings, deep down into the dark rooms of our souls.”

โตขึ้นเข้าเรียน Stockholm University College สาขาวรรณกรรม แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับเพื่อนๆนักแสดง ว่างๆก็ไปดูหนัง เรียนไม่จบปีสุดท้ายเพราะพ่อรับรู้พฤติกรรมเข้า ออกมาทำงานในโรงละครเวที เขียนบท ผู้ช่วย และกำกับ Caspar’s Death ไปเข้าตาสตูดิโอ Svensk Filmindustri ชักชวนมาให้เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Hets (1944) กำกับโดย Alf Sjöberg ฉายเดี่ยวเรื่องแรก Crisis (1946) จากนั้นได้รับโอกาสสร้างภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง ประสบความสำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง ลองผิดลองถูกมาก็เยอะ จนกระทั่ง Smiles of a Summer Night (1955) ประสบความสำเร็จครั้งแรกในระดับนานาชาติ ออกฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes (โดยที่ Bergman ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหนังของตนถูกส่งไป) สามารถคว้ารางวัล Best Poetic Humor

เมื่อปี 1976 ผู้กำกับ Bergman ถูกทางการสวีเดนจับกุมข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี (ภายหลังถอนฟ้องเพราะไม่พบเจอความผิดปกติอะไร) นี่สร้างความร้าวฉาน ขายหน้า สติแตก (Nervous Breakdown) ตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า (Deep Depression) ประกาศกร้าวจะเลิกสร้างภาพยนตร์ในประเทศบ้างเกิดตนเอง ออกทัวร์ยุโรป The Serpent’s Egg (1977), Autumn Sonata (1978)

ประมาณปี 1979 ขณะกำลังพัฒนาบท From the Life of the Marionettes (1980) เกิดความคิดที่จะรวบรวมทุกสิ่งอย่างในชีวิตตนเอง ความทรงจำสมัยวัยเด็ก สร้างภาพยนตร์กึ่งๆอัตชีวประวัติอีกเรื่อง Fanny and Alexander แล้วประกาศรีไทร์จากวงการภาพยนตร์จริงๆ

“I don’t have the strength any more, neither psychologically nor physically”.

ได้ความยาวบทแรกประมาณพันกว่าหน้า นำเสนอต่อโปรดิวเซอร์ Jörn Donner ที่สัญญาจะหาทุนสร้างให้ได้ ถ้าเลือกโปรดักชั่นถ่ายทำในประเทศสวีเดนทั้งหมด, ก็ไม่รู้ Bergman เกิดความลังเลใจบ้างหรือเปล่าถึงยินยอมตอบตกลงกลับบ้านเกิดของตนเอง แต่ด้วยทุนสร้างที่เสนอไปจำนวนมหาศาล กลายเป็นสถิติสูงสุดของประเทศสวีเดนขณะนั้น คงล่อตาล่อใจเขาเป็นพิเศษ

เรื่องราวมีพื้นหลังปี 1907 เริ่มต้นในค่ำคืน Christmas Eve งานเลี้ยงรวมญาติของครอบครัว Ekdahls เจ้าของกิจการโรงละคร มีฐานะค่อนข้างมั่งมีร่ำรวย ประกอบด้วย

Helena Ekdahl (รับบทโดย Gunn Wållgren) แม่/ย่า ปูชนียบุคคลสุดท้ายของครอบครัว Ekdahls แม้จะสูงวัยชราภาพมากแล้ว แต่ยังเข้มแข็งแรง เป็นที่พึ่งพึงได้สำหรับลูกๆหลานๆทุกคนในครอบครัว, คิดว่าน่าจะเป็นเธอนี่แหละ หลังจากได้รับฟังคำของ Emelie, สาวใช้ Maj, และผี Oscar ไหว้วานขอให้เพื่อนสนิท Isak ช่วยเหลือลักพาตัวหลานๆทั้งสองหลบหนีออกจากบ้านของ Bishop

เกร็ด: ผู้กำกับ Ingmar Bergman เขียนบทนี้ต้องการอ้างอิงจากย่าของตนเองแต่ … มันก็หลายปีผ่านไปจดจำอะไรไม่ได้แล้ว เลยนึกถึงคุณป้า Ingrid Bergman ก็ไม่รู้ทั้งสองมีโอกาสพูดคุยกันด้วยหรือเปล่า แต่ร่างกายเธอไม่ไหวจะแสดงแล้ว ป่วยโรคมะเร็งเสียชีวิตปี 1982 (ก่อนหนังออกฉาย)

Isak Jacobi (รับบทโดย Erland Josephson) เพื่อนสนิทรุ่นเดียวกับ Helena ถ้าไม่เพราะเธอแต่งงานไปก่อนพวกเขาคงได้ครองรักกัน จริงๆก็เหมือนแอบลักลอบเป็นชู้ มีสัมพันธ์ภาพแนบแน่น แต่เพราะวัยวุฒิแก่มากแล้วของทั้งคู่ จึงพยายามไม่หมกมุ่นมากเรื่องพรรค์นี้นัก ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆหลานๆ, Isak ให้ความช่วยเหลือครอบครัว Ekdahl ในหลายๆเรื่อง รวมถึงเป็นผู้ลักพาตัวหลานๆทั้งสองหลบหนีออกจากบ้านของ Bishop มาอาศัยหลบภัยอยู่ในร้านขายของเก่าของตนเอง

Oscar Ekdahl (รับบทโดย Allan Edwall) ลูกชายคนโตของครอบครัว Ekdahl เป็นผู้จัดการโรงละคร สามีของ Emelie มีลูกสองคน Alexander กับ Fanny, กำลังจะรับบทเป็น Hamlet’s Ghost ในการแสดงละครชุดล่าสุด แต่ยังไม่ทันไรเขาก็กลายเป็นผีไปจริงๆ แถมไม่ยอมไปผุดไปเกิด เพราะความเป็นห่วงภรรยาและลูกๆทั้งสอง หวนกลับมาปรากฎตัวหลายครั้งทีเดียว

Emelie Ekdahl (รับบทโดย Ewa Fröling) ภรรยาของ Oscar แม่ของ Alexander กับ Fanny เพราะรักสามีมากเลยมิอาจทำใจเมื่อเขาจากไป หมดอาลัยท้อแท้สิ้นหวัง โดดเดี่ยวอ้างว้างเดียวดายไร้ที่พึ่ง รับฟังคำปลอบประโลมของ Bishop Edvard หลงใหลในหนทางแห่งชีวิต ยินยอมรับการแต่งงานใหม่ย้ายไปอยู่อาศัยร่วมกัน แต่นั่นทำให้เธอค้นพบตัวตนแท้จริงของซาตานในคราบนักบุญ รู้สึกผิดที่ทำให้ลูกๆต้องพานพบความลำบาก ขอความช่วยเหลือแม่ยายลักพาตัวพวกเขาจากไป ส่วนตัวเองอดรนทนชดใช้กรรมอีกสักพัก ก่อนโชคชะตาจะพลิกผันแบบคาดไม่ถึง

Bishop Edvard Vergérus (รับบทโดย Jan Malmsjö) บาทหลวงของครอบครัว Ekdahl ปรากฎตัวเข้ามาในช่วงการจากไปของ Oscar ตกหลุมรัก Emelie เห็นโอกาสในการชี้ชักนำเธอให้แต่งงานอยู่ร่วมกัน แต่ตัวจริงกลับคอรัปชั่น ปลิ้นปล้อน หลอกลวง ปากพูดอย่างแต่ใจคิดไปอีกอย่างคล้ายคนสองหน้า แถมคนในครอบครัว พี่น้อง/คนใช้ตระกูล Vergérus ยังเต็มไปด้วยความริษยา นางอิจฉา ชั่วร้ายกาจ ก็ไม่รู้เก็บกดอะไรกันมา ศาสนาไม่ได้ช่วยจรรโลงอะไรให้แม้แต่น้อย

เกร็ด: ตัวละคร Bishop คัทลอกแปะวางจาก Erik Bergman พ่อของตนเอง

Carl Ekdahl (รับบทโดย Börje Ahlstedt) ลูกชายคนรองของครอบครัว Ekdahl เป็นคนสุขุม เฉลียวฉลาด แต่เก็บกดรุนแรง เหมือนว่าจะเป็นอาจารย์สอนอะไรสักอย่าง แต่ชีวิตกลับพลิกผันตกต่ำ (ไม่รู้เพราะ)แต่งงานกับ Lydia Ekdahl (รับบทโดย Christina Schollin) ภรรยาเชื้อสาย German ที่ไม่ค่อยมีใครในครอบครัวชื่นชอบนัก แถมชีวิตคู่ของพวกเขาเต็มไปด้วยความรวดร้าวราน มีเรื่องไร้สาระให้ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ทุกวัน ลูกหลานไม่มีให้ถนอมน้ำใจ แต่เพราะรักกันมากเลยยังทนกันไหวอยู่

Gustav Adolf Ekdahl (รับบทโดย Jarl Kulle) ลูกชายคนเล็กของครอบครัว Ekdahl เป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจกว้าง แต่พูดปากตรงกับใจ(มากไปหน่อย) แต่งงานกับภรรยา Alma Ekdahl (รับบทโดย Mona Malm) มีลูกสาว Eva Ekdahl (รับบทโดย Angelica Wallgren) แต่ชีวิตกามารมย์ยังไม่รู้จักความเพียงพอดี แสวงหาเมียน้อย ได้คนใช้ Maj (รับบทโดย Pernilla August) มีทารกน้อยด้วยกันหนึ่งคน มอบกิจการร้าน Cafe ให้เธอดูแล (ที่เหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจนัก)

Alexander Ekdahl (รับบทโดย Bertil Guve) ลูกชายคนโตวัย 11 ขวบ ของ Oscar กับ Emily เป็นคนน่ารักสดใสสมวัย แต่มีอารมณ์ละเอียดอ่อน (น่าจะกำลังเข้าวัยรุ่น) เมื่อพ่อจากไปเกิดความหวาดกลัวการสูญเสีย (และความมืด) เกลียดชังพ่อเลี้ยง Bishop Edvard ต่อต้านทุกสิ่งอย่าง แต่มักพ่ายแพ้เพราะจิตวิญญาณยังไม่เข้มแข็งเท่า นั่นทำให้เขาโกรธเกลียดพระเจ้า แต่การได้มีโอกาสรู้จัก Ismael Retzinsky (รับบทโดย Stina Ekblad) นำภาพนิมิตมาให้เห็น ก็สามารถพยากรณ์ไกลๆได้ว่า สักวันคงสามารถกอบกู้คืนศรัทธาความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม [ก็แน่ละ ตัวละครนี้สามารถแทนได้ด้วยผู้กำกับ Ingmar Bergman เองเลย], Guve ถูกเรียกตัวมาทดสอบบท หลังผู้กำกับเห็นการแสดงในภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องหนึ่ง เห็นว่าเจ้าตัวไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า Ingmar Bergman คือใคร ได้รับเลือกโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่เป็นเรื่องราวชีวประวัติของผู้กำกับ

“I asked Ingmar later why he chose me. He said it was because I acted with my eyes”.

และน้องสาวคนเล็ก Fanny Ekdahl (รับบทโดย Pernilla Allwin) เธอไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมาก แต่คอยจับจ้องมองอยู่ห่างๆอย่างมิอาจทำอะไรได้ แต่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน เป็นกำลังใจให้พี่ชายอยู่ห่างๆ, Allwin ได้รับเลือกเป็น Fanny เพราะเมื่อตอนมาคัดเลือกนักแสดง พบเจอ Guve ครั้งแรกมีสายตาข่มกันราวกับเป็นศัตรูคู่กัด ‘Sibling Rivalry’

ในความตั้งใจแรกของผู้กำกับ Bergman ต้องการให้ Liv Ullmann (รับบท Emelie), Max von Sydow (รับบท Bishop Edvard) ขาประจำที่เคยร่วมงานกันมากว่า 2-3 ทศวรรษก่อน แต่ต่างหาเวลาว่างไม่ได้ ติดโน่นนี่นั่น พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ขณะที่นักแสดงขาประจำอื่นที่มารับเชิญในบทเล็กๆ อาทิ

Gunnar Björnstrand ในบท Filip Landahl หนึ่งในนักแสดงละครเวที แก่สุดในกลุ่ม, Björnstrand เห็นว่าเริ่มความจำเสื่อม เป็น Alzheimer จำบทไม่ค่อยได้ แต่ตัวละครนี้เหมือนจะไม่มีบทพูดเสียเท่าไหร่

Harriet Andersson รับบท Justina คนใช้ยัยตัวร้ายของตระกูล Vergérus เธอคือคนที่นำเรื่องเล่าของ Alexander ไปฟ้อง Bishop บทเล็กๆแต่แย่งซีนไปเต็มๆ

รวมๆแล้วประมาณ 60 ตัวละครที่มีบทพูด ตัวประกอบอื่นๆอีก 1,200 คน เป็นสถิติโปรดักชั่นขนาดใหญ่ที่สุดของภาพยนตร์สัญชาติ Swedish ขณะนั้น

ถ่ายภาพโดย Sven Nykvist ขาประจำของ Bergman นี่เป็นผลงานที่สองคว้า Oscar: Best Cinematography ถัดจากเรื่อง Cries and Whispers (1973) โดดเด่นการเลือกใช้สีสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก ตัวตนของผู้อยู่อาศัย, การเคลื่อนกล้องไปมาโดยรอบ, และจัดองค์ประกอบฉาก มีความสวยลงตัว และนัยยะบางอย่างแฝงอยู่เสมอ

ทั้งๆที่ร่วมงานกันมายาวนานจนกลายเป็นเพื่อนสนิท แต่ระหว่างถ่ายทำ Nykvist ต้องการขอลาไปร่วมงานศพภรรยาเก่า แต่ Bergman กลับไม่อนุญาต ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบได้ นี่สร้างรอยบาดหมางขัดแย้งที่เหมือนจะประสานกันไม่ติดอีกเลย

ออกแบบ Art Director โดย Anna Asp เริ่มจากวาดภาพร่าง สร้างโมเดลจำลอง Miniature และก่อสร้างจริงรวมๆแล้วประมาณ 6 เดือน
– บ้านของครอบครัว Ekdahl นำแรงบันดาลใจจากอพาร์ทเม้นท์ย่าทวดของผู้กำกับที่ Uppsala ในสไตล์ Art Nouveau สีสันสวยสดใส ลวดลายชดช้อย,
– บ้านของ Bishop อ้างอิงจากโบสถ์/ปราสาท เน้นโทนขาวซีดแห้งแล้ง,
– ร้านขายของเก่าของ Isak ราวกับเขาวงกต (Labyrinth-Style) เต็มไปด้วยของเล่นตกแต่งมากมายและลึกลับซับซ้อน

ฉาก Prologue เริ่มจากโรงละครหุ่นจิ๋วที่เด็กชาย Alexander จับจ้องมองจากข้างหลังอย่างใคร่พิศวง จากนั้นลุกขึ้นออกเดินค้นหาผู้อื่น เรียกชื่อน้องสาว แม่ แต่เหมือนว่าเขาจะอยู่ตัวคนเดียวในบ้านหลังนี้ นึกว่าผีหลอกรีบหลบซ่อนตัวใต้โต๊ะ ได้ยินเสียงนาฬิกา หุ่นรูปปั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา พบเห็นยมทูตลากง้าว (Scythe) จบลงที่เสียงคนใช้เทน้ำแข็งดังลั่น และย่าสอบถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

หนังของ Bergman มักเริ่มต้นด้วยความพิศวงคล้ายๆกันนี้, ผมตีความเป็นการพยายามบอกว่า เรื่องราวต่อจากนี้คือละครแต่เหมือนชีวิตจริง ใส่ความเพ้อฝันจินตนาการเข้าไปด้วย จนกลายเป็นสิ่งแยกออกจากกันมิได้ (ในโลกใบนี้มีทั้ง มนุษย์, ผี, ปีศาจ ฯ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน)

ครอบครัวใหญ่ระดับนี้ เราจะเห็นครบพร้อมหน้าเพียงสองครั้งใหญ่ๆเท่านั้น คือขณะรับประทานอาหาร และตอนถ่ายรูปหมู่

มีอยู่หลายครั้งทีเดียวที่เป็นฉากนั่งล้อมวงบนโต๊ะอาหาร
– อาหารเย็นค่ำคืน Christmas Eve โต๊ะสี่เหลี่ยมผ้าปูสีแดง ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมไม่แบ่งแยกเจ้านายคนใช้ (คงเพราะนี่เป็นค่ำคืนแห่งความยินดีปรีดาบุตรของพระเจ้ามาเกิด ทุกคนเลยมีสิทธิเสมอภาคเท่าเทียม)
– อาหารเช้ากับวันถัดมา (เป็นธรรมเนียมของชาวคริสต์ เช้าวันที่ 25 ธันวาคม จะต้องรับประทานอาหารกันพร้อมหน้าก่อนไปโบสถ์) ครานี้จะมีเฉพาะคนในครอบครัว โต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้ากลม ผ้าปูสีขาวมีลายพาดกลางสีแดง ย่านั่งหัวโต๊ะ ไล่เรียงตามวัยวุฒิ
– บนโต๊ะอาหารของบ้าน Vergérus โต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผ้าปูสีขาวขุ่น สามี-ภรรยานั่งฝั่งตรงข้าม เด็กๆนั่งด้านยาวตรงข้ามกับญาติ
– Epilogue โต๊ะกลมใหญ่ ผ้าปูสีขาวสว่างสดใส ต้อนรับการกลับบ้านของ Emelie และทารกน้อยสองคน ทุกคนนั่งร่วมโต๊ะกันทั้งเจ้านายคนใช้

ฉากนั่งฟังดนตรีหรืออ่านหนังสือ/บทกวี นับตั้งแต่ Smiles of a Summer Night (1955) กลายเป็นไดเรคชั่นยอดนิยม ที่จะให้ทุกคนมานั่งรวมตัวอยู่ในช็อตเดียวกัน

นี่เป็นช็อตที่สะท้อนกับภาพแรกของหนัง (ที่ Alexander จ้องมองโรงละครหุ่นจิ๋ว) ชีวิตก็เหมือนละคร ละครก็เหมือนชีวิต ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ต่างอะไรกับ โลกความจริง-เพ้อฝันแฟนตาซี

Bergman เป็นผู้กำกับที่ชื่นชอบการนำใบหน้าของตัวละครมาถูไถ ซ้อนทับกัน (เด่นๆเลยคือหนังเรื่อง Persona) ช็อตนี้ Oscar-Emelie วางตำแหน่งตั้งฉาก นัยยะของสิ่งตรงกันข้าม (มีชีวิต-ความตาย) แนบชิดสนิทคือการเป็นของกันและกัน (สามี-ภรรยา)

เสียงกรีดร้องไห้ของแม่ เป็นอะไรที่โหยหวนรวดร้าวราว ทรมานใจยิ่งนัก สะท้อนถึงความปั่นป่วนคลื่นคลั่งภายในจิตใจของเธอ ซึ่งสิ่งที่เด็กๆมองเห็นผ่านประตูเปิดแย้มเล็กๆ ราวกับภาพความทรงจำของพ่อที่กำลังจะค่อยๆลบเลือนลางจางหายไป

บ้านใหม่ ผัวใหม่ แนวคิดใหม่ๆ ออกแบบฉากภายในให้ทุกสิ่งขาวโพลนแต่ดูเก่า เสื่อมโทรม เขลอะเปื้อน ให้สัมผัสของความไม่บริสุทธิ์ เบื้องลึกภายในอาจมีบางสิ่งอย่างชั่วร้ายแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่

ขณะที่แสงเทียนในบ้านของตระกูล Ekdahl โดดเด่นชัดเจนแม้มีจำนวนมาก แต่เทียนสีขาวในบ้านหลังนี้กลมกลืนไปกับพื้นหลังจนแทบสังเกตมองอะไรไม่เห็น ทุกอย่างคือความพร่ามัวลวงหลอกตา

ขณะที่บ้านพักต่างอากาศของครอบครัว Ekdahl ที่ก็ใช้โทนขาวเช่นกัน แต่มีความสะอาด สว่าง สดใส มองเห็นสีเขียวขจีจากภายนอก ให้สัมผัสแตกต่างกันราวกับสวรรค์-นรก

ขณะที่ร้านขายของเก่า/บ้านของ Isak เต็มไปด้วยสิ่งของอะไรมากมายก็ไม่รู้เต็มไปหมด ชวนให้สับสนหลงทางราวกับเขาวงกต เน้นโทนสีแดง ให้สัมผัสของปีศาจความชั่วร้าย แต่สถานที่แห่งนี้มีเพียงความทรงจำเท่านั้น มิอาจกระทำอะไรกับใครได้

เวลาพ่อ(ที่เป็นผี) โผล่มาทุกครั้ง การจัดแสงจะมีความขุ่นมัว เบลอๆราวกับความเพ้อฝัน จะถือได้ว่านั่นคือแฟนตาซีจินตนาการของเด็กชายก็ได้ แต่ทุกครั้งล้วนมาดีให้คำแนะนำ แต่ถ้าเป็นผีตัวอื่นเหมือนจะมาร้ายราวกับภาพหลอนทั้งติดตาทั้งนั้น

พระเจ้ามีจริงหรือเป็นหุ่นเชิดที่มนุษย์สร้างขึ้น? นี่เป็นคำถามวัยเด็กของผู้กำกับ Ingmar Bergman เพราะการได้เรียนรู้จักศรัทธาจากพ่อที่เข้มงวด ทำให้เขาเลิกเชื่อศรัทธาเรื่องพระเจ้าตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ก่อนจะหวนกลัวมายึดถือมั่นคงไม่เคยเปลี่ยนหลังจากสร้างหนังเรื่อง Winter Light (1962)

ในบรรดาผลงานการถ่ายภาพของ Sven Nykvist ในผลงานของผู้กำกับ Bergman ถ้าเฉพาะภาพสีที่ส่วนตัวชื่นชอบสุดคือ Autumn Sonata > Fanny and Alexander > Cries and Whisper

ตัดต่อโดย Sylvia Ingemarsson, ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ Alexander และ Fanny (แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของ Alexander)

ฟุตเทจที่ Bergman มีอยู่ในมือ ความยาวกว่า 24 ชั่วโมง ตัดต่อเหลือ 5 ชั่วโมง ตั้งใจจะนำฉบับนี้ออกฉายแต่ถูกโปรดิวเซอร์คัดค้านเพราะเยิ่นยาวนานหลายตอนเกินไป ตัดลงเหลือ 312 นาที แบ่งเป็น 4 ตอน แต่ยังถูกร้องขอให้ตัดอีกเพื่อสามารถฉายโรงภาพยนตร์ได้ 188 นาที

ในฉบับ TV miniseries มีการแบ่งออกฉายเป็น 4 ตอน 5 องก์ (ไม่นับรวม Prologue/Epilogue)
– Prologue: ในโลกของ Alexander
– Act 1: Familjen Ekdahl firar jul, The Ekdahl Family Celebrates Christmas ชั่วโมงเต็มๆกับค่ำคืน Christmas Eve จบสิ้นที่เช้าวันใหม่
– Act 2: Vålnaden, The Wraith การเสียชีวิตที่คาดไม่ถึงของพ่อ
– Act 3: Uppbrottet, The Breakup พบเจอแต่งงานใหม่ของแม่
– Act 4: Sommarens händelser, The Summer’s Events ความทุกข์ทรมานของลูกในการปรับตัวเข้าสู่บ้านใหม่
– Act 5: Demonerna, The Demons ปีศาจลักพาตัวเด็กชาย-หญิง ออกจากบ้านของซาตาน
-Epilogue งานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว และการเริ่มต้นตัดสินใจทำอะไรใหม่ๆด้วยตนเองอีกครั้ง

ทุกครั้งของการเริ่มต้น/ขึ้นองก์ใหม่ พื้นหลังของข้อความจะเป็นภาพของสายน้ำไหล ซึ่งคงมีนัยยะถึงลำธารแห่งชีวิตที่เคลื่อนไปไม่มีหยุดนิ่ง กล้องจะค่อยๆเลื่อนแพนขึ้นให้เห็นภาพธรรมชาติ/โบสถ์/หรือเมือง แล้วแต่เรื่องราวของตอนนั้นๆจะนำทางไป

ความจริงกับความฝันแฟนตาซีของหนังเรื่องนี้ ผสมผสานรวมอยู่ในโลกใบเดียวกัน ไม่ได้มีการแบ่งแยกด้วยการตัดต่อหรือเล่าภาพ Flashback (เว้นฉากหนึ่งในจินตนาการของเด็กชาย จากเรื่องเล่าของลุง Isak) ซึ่งก็สิ่งซับซ้อนระดับหนังของ Federico Fellini ผู้ชมน่าจะสามารถจำแนกออกได้ไม่ยาก

ด้วยสไตล์ของ Bergman ชอบให้นักแสดงปลดปล่อยความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ กับบทพูดสนทนาอันยาวเหยียดหลายนาทีด้วย Long-Take อาจมีกล้องค่อยๆซูมเคลื่อนเข้าไป เพื่อสร้างสัมผัสทางอารมณ์ มากกว่าที่จะค่อยตัดสลับไปมากับใบหน้าผู้ฟังให้เห็นสีหน้าปฏิกิริยาแสดงออก

ในบรรดาฉากที่ถูกตัดออก และผมคิดว่าน่าเสียดายสุด พบเจอเฉพาะในฉบับ TV Miniseries คือการโต้เถียงต่อรองกันระหว่าง Carl & Gustav กับ Bishop Edvard ที่ต่างงัดไพ่ในมือออกมาข่มขู่ท้าดวลคู่ต่อสู้ แต่ทั้งหมดก็ถูกกินเรียบด้วยไพ่ตาย Emelie ของ Bishop ซึ่งถ้าคนไม่เคยรับชมฉบับฉายโรงภาพยนตร์มาก่อน คิดว่าพอถึงวินาทีนี้จะเกิดอาการช็อค อึ้งทึ่ง อ้าปากค้างไปเลย ไม่คิดว่าเธอจะกล้าพูดออกมาเช่นนั้น (แต่คิดว่าน่าจะรู้ๆกันอยู่ ว่าเป็นการถูกบีบบังคับจาก Bishop ให้พูดออกมาเช่นนั้น)

สำหรับเพลงประกอบ มีการเลือกใช้เพลงคลาสสิกมีชื่อทั้งหมด รวบรวมเรียบเรียงโดย Daniel Bell

บทเพลงแรกสุดใน Prologue คือ Schumann: Piano Quintet in E-flat Major, Op. 44, 2nd Movement นำฉบับของ Arthur Rubinstein มาให้รับฟัง, เพลงนี้ให้สัมผัสภายนอกที่สงบนิ่งเยือกเย็นชา (เข้ากับช่วงฤดูหนาวของหนังพอดี) แต่ภายในปั่นป่วนรวดร้าวระทม เหมือนสายน้ำด้านบนไหลเอื่อย แต่ภายในปั่นป่วนคลุ้มคลั่ง

(ถ้าเริ่มต้นฟังแล้วไม่คุ้นหู ประมาณนาที 2 คือที่ใช้ในหนังนะครับ)

สำหรับเพลงฟลุตของ Bishop คือ Bach: Sonata in E-flat Major for Flute Siciliano, BWV 1031 ให้สัมผัสที่ล่องลอยราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์ แต่ตรงกันข้าม สถานที่แห่งนั้นราวกับนรกบนดิน

บทเพลง Benjamin Britten: Third Suite for Cello, Op. 87 จากเฉพาะท่องที่ 7 Recitativa Fantastico (ประมาณนาที 12:20) เสียงเชลโล่ดังขึ้นสองครั้งในขณะ
– ผี Oscar มาเยี่ยมแม่ที่บ้านช่วงฤดูร้อนเพื่อขอความช่วยเหลือ
– และขณะที่ Isak ร้องเรียกปาฏิหารย์ให้เกิดขึ้นจากการช่วยเหลือ Fanny กับ Alexander ออกจากบ้านของ Bishop

เราสามารถมองบทเพลงนี้ สะท้อนถึงแฟนตาซี/ปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นได้ ร่างของ Fanny กับ Alexander ที่นอนเหมือนเป็นศพอยู่ในห้อง นั่นน่าจะเกิดจากฝีมือของผี Oscar สร้างภาพหลอนให้เกิดขึ้นเป็นแน่

จริงๆหนังควรชื่อว่า Alexander and Fanny เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่เป็นในมุมมองของเด็กชายเสียมากกว่า แต่คงเพราะขึ้นด้วย Fanny ฟังดูมีความไพเราะคล้องจองกว่า (ผมรู้สึกเช่นนั้นนะ)

ถึงเรื่องราวของหนังจะอ้างอิงจากอัตชีวประวัติของผู้กำกับ Ingmar Bergman แต่ก็มีส่วนผสมที่เพิ่มเติมเสริมแต่งให้มีความสวยงามของภาษาภาพยนตร์เข้าไปด้วยมาก

อย่างในส่วนจินตนาการแฟนตาซีที่ดูเหมือนไม่น่าเข้ากันได้ แต่เราสามารถตีความผีพ่อ (และอีกหลายๆผี) คือจิตใต้สำนึกของตัวละคร ความหวาดกลัว ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งติดตัวจดจำไปจนวันตาย แบบเดียวกับคำพูดของผี Bishop ช่วงท้าย

“You can’t escape me.”

เพราะความทรงจำของเราต่อใครบางคน เมื่อประทับตราฝังอยู่ในสมอง/จิตใจแล้ว ไม่มีวันที่จะลบเลือนลางจางหายจากไปได้ชั่วนิรันดร์

ใครที่เคยอ่านหรือรับชมละครเวที/ภาพยนตร์เรื่อง Hamlet ของ Williams Shakespeare คงจดจดจำผีพ่อที่เป็นกษัตริย์ได้ ซึ่งถ้าเทียบตัวละครแบบตรงๆ มีคำพูดประโยคหนึ่งของ Emelie บอกกับ Alexander

“Don’t act Hamlet, my son. I’m not Queen Gertrude, your kind stepfather is no king of Denmark, and this is not Elsinore Castle, even if it does look gloomy”.

Alexander เทียบเท่า Prince Hamlet, แม่ Emelie คือ Queen Gertrude, ส่วน Bishop Edvard คล้ายกับ King Claudius มีศักดิ์เป็นลุงที่ลอบปรงพระชนม์อดีตกษัตริย์ King Hamlet, และผีพ่อ คือวิญญาณอาฆาตที่มาปรากฎตัวต่อหน้า Prince Hamlet ขอทวงคืนความยุติธรรมฆ่าล้างแค้นให้กับตนเอง

เรื่องราวอาจไม่ได้สะท้อนกันตรงๆ แต่มีความคล้ายคลึงเล็กๆ แฝงนัยยะโลกความจริงกับเรื่องราวแฟนตาซีเพ้อฝัน มีความกลมกลืนเข้าด้วยกันราวกับเป็นสิ่งเดียว, ซึ่งบทเรียนข้อคิดคติสอนใจที่บทละคร Hamlet มีให้กับผู้ชม/ผู้อื่น คือเรื่องของความอาฆาตแค้น หาใช่สิ่งที่เป็นผลดีสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นต่อบุคคลใดๆ … นี่คงเป็นสิ่งที่ผู้กำกับ Bergman ครุ่นคิดได้บอกกับตนเอง ทัศนคติต่อพ่อเมื่อครั้นวัยเด็ก ต่อให้โกรธเกลียดอาฆาตแค้นอยากฆ่าให้ตาย แต่แค่คิดไปก็หาใช่สิ่งมีคุณค่าอะไรต่อชีวิตแม้แต่น้อย

มีความเป็นไปได้สูงที่ตัวละคร Alexander/ผู้กำกับ Ingmar Bergman อาจมีปม Oedipus Complex เด็กติดแม่ เพราะสภาพสังคมแวดล้อมที่เขาเติบโตขึ้น ญาติๆน้องๆ คนใช้ก็รายล้อมมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ซึ่งตอนท้ายของหนังเด็กชายอายุ 11 ขวบ เข้าไปนอนพิงตักย่า ดูไม่น่าเชื่อว่าเติบโตขึ้นจะกลายเป็นผู้มีความต้องการทางเพศอย่างสูง แต่งงานทั้งหมด 5 ครั้ง (ชู้อีกไม่รู้เท่าไหร่) มีลูกๆทั้งหมด 9 คน (เยอะพอๆกับญาติๆในหนังเรื่องนี้อีกนะ)

ไม่ต้องดูไกล กับลุงๆอาๆ ของพวกเขาทั้งสาม ต่างสะท้อนบางสิ่งอย่างออกมา
– กับพ่อ Oscar เต็มเปี่ยมด้วยความรัก แต่ด่วนจากเร็วไปหน่อย
– แม่ผู้อ้างว้างโดดเดี่ยว เมื่อหัวใจขาดรักจึงรีบแสวงหา ก็ไม่รู้ร่านราคะหรือไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก
– พ่อเลี้ยง Bishop โหดโฉดชั่วเลวลึก ใช้กำลังรุนแรงเผด็จการ
– อา Carl แต่งงานมีภรรยาแต่ไร้ทายาท วันๆมีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งเหมือนจะพึ่งพอไม่ได้เท่าไหร่
– อา Gustav มีเมียอยู่แล้วไม่พอ ต้องมีชู้/เมียน้อย ได้ลูกติดมาอีกหนึ่ง ฝีปากกล้าแต่หน้าไม่อาย

สำนวน ‘ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น’ ไม่ใช่แค่ พ่อ-แม่ กับลูก แต่ยังเหมารวมได้ทั้งเครือญาติ ตระกูลนี้ไม่มีใครมีความปกติดีสักคน ต่างเป็นแบบอย่างเลวๆให้กับเด็กๆที่กำลังเติบโตได้พบเห็น หลายครั้งที่กล้องเลื่อนเคลื่อนซูมเข้ามาสู่สายตาของพวกเขา เพื่อกำลังจะบอกว่านี่ฉันมองเห็นอยู่นะ จะจดจำภาพที่เกิดขึ้นฝังติดตราตรึงในขั้วหัวใจไม่มีลืมเลือน

ประเด็นศาสนาเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ แต่จะขอคัทลอกแนวคิดเกี่ยวกับตัวละคร Ismael ที่เป็นชื่อผู้ชายแต่ใช้นักแสดงหญิงรับบท (รับบทโดย Stina Ekblad) พูดสำเนียง Finno-Swedish (ชาวต่างชาติที่ไหนจะไปแยกออก) กับคำพูดประโยคที่ว่า

“Perhaps we are the same person”.

เหมือนเป็นความพยายามสื่อถึงกาย-จิตวิญญาณ (Alexander คือกาย, Ismael คือใจ) ทั้งสองเคลื่อนหน้าเข้าใกล้จนซ้อนทับ ราวกับจะกลืนกินกลายเป็นสิ่งเดียวกัน, ซึ่ง Ishmael ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นชื่อบุตรเลว ‘Bastard Son’ ของ Abraham การกระทำของเขาคล้ายคลึงกับ Hamlet ไม่ต่างกันเท่าไหร่

สำหรับประโยคสุดท้ายของหนัง ตัดตอนมาจากท่อนหนึ่งของบทละคร A Dream Play (Ett drömspel) เขียนโดย August Strindberg สัญชาติ Swedish เมื่อปี 1901 เปิดการแสดงครั้งแรกปี 1907 เป็นบทละครที่ได้รับการยกย่องและทรงอิทธิพลสุดของผู้เขียน

“Everything can happen, everything is possible and probable. Time and place do not exist; on a significant bases of reality, the imagination spins, weaving new patterns; a mixture of memories, experiences, free fancies, incongruities and improvisations.”

ชีวิตคืออะไร? ในมุมมองของผู้กำกับ Ingmar Bergman คือความเป็นไปได้ น่าจะเป็นทุกรูปแบบ เวลาและสถานที่ไม่ใช่สิ่งมีตัวตนความสำคัญอะไร จินตนาการ ประสบการณ์ ความทรงจำ เป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต

เมื่อความสูงวัยใกล้ฝั่งรอวันตายเข้ามาเยี่ยมเยือน สิ่งหนึ่งที่ Bergman พบเห็นแล้วเกิดความอิจฉาริษยาที่สุด นั่นคือวัยเด็กและความอ่อนเยาว์ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เขาเลือกสร้างหนังเรื่องนี้โดยใช้มุมมองของเด็กชาย-หญิง มันเหมือนว่ายิ่งอายุมากเท่าไหร่ ชีวิตก็เหมือนหวนย้อนกลับคืนสู่ช่วงเวลาวัยนั้น

แต่มันก็เท่านั้นสำหรับชีวิตของคนๆหนึ่ง มีเกิดก็ต้องมีตาย วนเวียนวนเป็นวัฎจักรไม่มีจบสิ้น ติดอยู่ในกรงกรอบ การแข่งหนู (Rat’s Race) ไม่เคยคิดแสวงหาวิธีการที่จะหลุดออกขณะยังมีชีวิตอยู่ คาดหวังว่าเมื่อตายไปพระเจ้าจะนำพาจิตวิญญาณของเขาออกจากวิถีแห่งสังสารวัฎนี้เอง

ด้วยทุนสร้าง 40 ล้าน SEK (=$6 ล้านเหรียญ) สูงสุดของประเทศขณะนั้น ในสวีเดนออกฉายทั้งฉบับ TV miniseries และ Theatrical Film กลายเป็นภาพยนตร์ได้รับความนิยมสูงสุดในผลงานของผู้กำกับ Bergman, ฉายอเมริกาทำเงินได้ $6.7 ล้านเหรียญ, ยอดผู้ชมในฝรั่งเศส 374,208 คน

ออกฉายในเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ารางวัล
– FIPRESCI Prize (ยอดเยี่ยมของนักวิจารณ์)

เข้าชิง Oscar 6 สาขา คว้ามา 4 รางวัล
– Best Foreign Language Film ** คว้ารางวัล
– Best Director
– Best Original Screenplay
– Best Cinematography ** คว้ารางวัล
– Best Art Direction ** คว้ารางวัล
– Best Costume Design ** คว้ารางวัล

ต้องถือว่าหนังถูก SNUB ไม่ได้เข้าชิงในสาขา Best Picture (ผู้ชนะปีนั้นคือ Terms of Endearment), บทดั้งเดิมพ่ายให้ Tender Mercies และสาขาผู้กำกับ James L. Brooks

(Oscar มันเป็นรางวัลของชาวอเมริกันนะครับ ไม่แปลกอะไรสักเท่าไหร่ที่ Ingmar Bergman ต่อให้ยิ่งใหญ่ขนาดไหนจะถูกสถาบันนี้มองข้าม)

ระหว่างรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ผมเกิดเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ‘อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ ต้องพบเจอเรื่องราวอันสันสนวุ่นวาย บ้าคลั่งเสียสติขนาดนี้?’ คำตอบที่ครุ่นคิดได้คือ ‘ก็เพราะพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆกลุ่มหนึ่ง’ โดยไม่รู้ตัวผมรู้สึกสมเพศเวทนา ละเหี่ยเศร้าใจ นี่คือที่สุดแล้วสินะที่ชาวตะวันตกครุ่นคิดได้

สำหรับชาวพุทธฝั่งตะวันออก ชีวิตมีมากกว่าแค่ความสุขพึงพอใจในโลกชาตินี้ เพราะทุกการกระทำผลกรรมมันสามารถส่งต่อไปยังโลกหลังความตาย ชาติหน้าถัดๆไป ไม่ได้สิ้นสุดจบลงแค่นี้แล้วได้ขึ้นสวรรค์/ตกนรกชั่วนิรันดร์

การใส่ตัวละคร ‘ผี’ เข้ามาในหนัง ทำให้เกือบแล้วที่ผู้กำกับ Ingmar Bergman จะค้นพบสัจธรรมความจริงของชีวิต แต่สุดท้ายแล้วเขากลับมองมันเป็นเพียงจินตนาการแฟนตาซี แล้วลงเอยด้วยการรำพันความรู้สึกของตนเองยามชรา ‘ชีวิตมันก็มีเท่านี้สินะ!’

กระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ยังควรค่า “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” สามารถเป็นบทเรียนสอนใจ แนะนำวิธีการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม อยู่อย่างไรให้เป็นสุขกายใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจดีงามต่อกัน ซึ่งเมื่อไหร่ถ้าคุณมองเห็นบางสิ่งอย่างนอกเหนือจากนั้น หลุดออกจากโลกทั้งใบของผู้กำกับ Bergman ก็จะเห็นสัจธรรมความจริงของสากลจักรวาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนะนำกับคอหนัง Period, Melodrama, เทศกาลคริสต์มาส, เกี่ยวกับครอบครัว (แต่ไม่เหมาะกับการให้เด็กเล็กรับชมนะ), ชื่นชอบงานภาพสวยๆของ Sven Nykvist, บทละคร Hamlet, แฟนๆผู้กำกับ Ingmar Bergman ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับความคอรัปชั่นในจิตใจมนุษย์

TAGLINE | “Fanny and Alexander คือโลกทั้งใบของผู้กำกับ Ingmar Bergman”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE


Fanny and Alexander

Fanny and Alexander (1982)

(3/3/2016) นี่คือความตั้งใจจะกำกับเป็นเรื่องสุดท้ายของ Ingmar Bergman มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เขาพยายามบอกคนดูว่า นี่เรื่องสุดท้ายจริงๆนะ แต่กลายเป็นเขาไปกำกับ tv-series อีกหลายเรื่องหลังจากนี้แทน ทำให้นี่เป็นหนังฉายโรงเรื่องสุดท้าย (แม้จะไม่ได้ตั้งใจทำให้มันเป็นหนังฉายโรงตั้งแต่แรกก็เถอะ) มีเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว และการใช้อำนาจของผู้นำ ที่ดูง่ายที่สุดของ Bergman การันตีด้วย 4 รางวัลจาก Academy Award รวมถึง Best Foreign Language Film

ความตั้งใจคือให้ Fanny and Alexander เป็นหนังฉาย tv-movie เลยจัดเต็ม คิดอะไรได้ใส่มาหมด แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นทำให้ Bergman ต้องตัดต่อให้สั้นลงเพื่อฉายโรงหนังก่อน ได้ความยาว 188 นาที (3 ชั่วโมงนิดๆ) เท่านี้ก็ถือว่าดูเหนื่อยแล้ว ตอนฉายอาจเพราะหนังทำรายได้ไม่เข้าเป้า จึงถูกตัดต่ออีกเวอร์ชั่นให้กลายเป็น mini-series 4 ตอนฉาย รวมความยาว 312 นาที เห็นว่าเอาเวอร์ชั่นนี้ไปฉายในโรงด้วย ทำให้ ณ ตอนนั้นหนังเรื่องนี้เป็นหนังฉายโรงที่มีความยาวมากที่สุดในโลก (ปัจจุบันสถิตินี้โดยทำลายไปแล้ว)

เรื่องราวในหนัง เป็นเหตุการณ์ที่ 2 พี่น้อง Fanny กับ Alexander ได้ประสบพบเจอ ซึ่งมาจากเรื่องราววัยเด็กของ Ingmar Bergman เองเลย เขาและน้องสาวที่มีชีวิตวัยเด็กอยู่กับพ่อที่เข้มงวดมากๆ (คล้ายๆกับเหตุการณ์ในหนังที่พ่อเลี้ยงคนหนึ่งของ Fanny และ Alexander เข้มงวดกับพวกเขามาก)

สาสน์ในหนังโดยเฉพาะช่วงแรกๆที่เป็นงานปาร์ตี้รวมญาติพี่น้อง ลุงป้าน้าอาในวันคริสต์มาส เราจะเห็นตัวละครทั้งคนแก่ ผู้ใหญ่และเด็กๆ เราจะเห็นผู้สูงวัยในหนังพูดประมาณ “นี่เราก็แก่ลงไปเยอะ” หรือ “ฉันทำอะไรสู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้แล้ว” คำพูดประมาณนี้ฟังดูเหมือนตัดพ้อ แต่จริงๆคือสิ่งที่ Bergman ใช้เป็นตัวแทนพูดออกมาถึงตัวของเขา ว่าเขาแก่จริงๆ ฉากเต้นรำก็มีตัวละครหนึ่งที่เกือบจะเป็นลมเพราะเหนื่อย … ช่วงนี้เราจะเห็นเหมือน death flag เต็มไปหมด ในหนังอาจจะมีคนตายแค่ไม่กี่คน แต่ death flag ที่ผมบอกคือ สาสน์ที่ Bergman ใส่ไว้เพื่อบอกว่า เขาจะไม่กำกับหนังอีกแล้วนะ นี่คือเรื่องสุดท้ายจริงๆ

สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดาย คือ 2 นักแสดงขาประจำของ Bergman ไม่สามารถมาร่วมแสดงหนังเรื่องนี้ได้ นี่เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากๆ ทั้ง Liv Ullmann ที่ติดเล่นหนังเรื่องอื่นอยู่จนหาเวลามาไม่ได้และ Max von Sydow ที่ไม่ได้รับโน๊ตคอนเฟิร์มเพราะผู้จัดการเขาเข้าใจผิดพลาด เลยจำเป็นต้องคัดเลือกนักแสดงใหม่ คือ Ewa Fröling ที่เล่นเป็นแม่ของ Fanny และ Alexander และ Jan Malmsjö เล่นเป็น Bishop พ่อเลี้ยงของ Fanny กับ Alexander หลายครั้งผมเคยคิดนะ ถ้า Bergman คัดเลือกนักแสดงใหม่ในหนังทุกๆเรื่องของเขา วงการหนัง Swedish คงได้นักแสดงเก่งๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย อย่าง 2 นักแสดงที่เลือกมาใหม่นี้ผมว่าสุดยอดเลย เล่นดีมากๆ บทของ Ewa เธอสวยมากๆ ข้างนอกเข้มแข็ง ข้างในอ่อนแอ สภาพตอนที่เธอดูโทรมๆนี่หลอนไม่น้อย ส่วน Jan หมอนี่น่ากลัวมากๆ โหดลึก ผมเดาได้ตั้งแต่แรกเลยว่าหมอนี่มันต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ

สำหรับ 2 นักแสดงเด็ก Bertil Guve เล่นเป็น Alexander และ Pernilla Allwin เล่นเป็น Fanny ทั้งสองดูเหมือนจะไม่ชอบการแสดงเท่าไหร่ ไม่รู้เพราะสิ่งที่พวกเขาได้เจอในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า Bergman เลือก 2 นักแสดงนี้มาได้ตรงมาก (ก็แน่ละ) ยิ่งช่วงการลงโทษ Alexander นี่บีบคั้นหัวใจมาก ทีแรกผมไม่คิดว่า Alexander จะยอมแพ้นะ แต่สุดท้ายแล้วเด็กจะไปสู้กับผู้ใหญ่ได้ยังไง นี่คงเป็นเหตุการณ์ที่จำฝังใจ Bergman อย่างมากแน่ๆ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังรู้สึกแปลกๆ คือมันมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้น เช่นว่า เด็กๆที่อยู่ในกล่อง แต่ทำไมถึงยังเห็นนอนอยู่ในห้อง หรือฉากจินตนาการถึงไฟไหม้ ที่มันดูจะบังเอิญไปหน่อยหรือเปล่า ใช่ว่าหนังมีความผิดพลาดหรือยังไง มีนักวิเคราะห์มองไว้ว่า หนังเรื่องนี้ที่มีองค์ประกอบเหมือนแฟนตาซี เพราะมันเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับความทรงจำของเด็ก 2 คน ซึ่งมันจะมีบางเหตุการณ์ที่ทั้งสองไม่ได้เห็นด้วยตา จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเลยจินตนาการสิ่งที่เกิดขึ้นหรืออยากให้มันเป็น และบางครั้งพวกเขาอาจจะจำเหตุการณ์แท้ๆไม่ได้ว่ามันเป็นยังไง เลยสมมติมันขึ้นมา ถ้าเรามองหนังเรื่องนี้คือความทรงจำของ Bergman แล้วอธิบายด้วย 2 เหตุผลนี้ ก็ถือเป็นสิ่งที่คนดูน่าจะอะลุ่มอะหล่วยให้กับความไม่สมเหตุสมผลบางอย่างได้ มีบางคนเสนอแนะให้มองว่า ตระกูล Jacobi  ที่ช่วย Alexander กับ Fanny ไว้นั้นอาจจะมีความสามารถพิเศษบางอย่าง บ้านของเขาเต็มไปด้วยตุ๊กตา และ Ismael ที่ดูเหมือนมีพลังพิเศษบางอย่าง พวกเขาจึงสามารถทำในสิ่งที่ดูเหนือธรรมชาติเป็นจริงได้

ออกแบบฉากโดย Anna Asp และ Susanne Lingheim ฉากหนังเรื่องนี้ถือว่าสวยมากๆ มี 3 ฉากที่เป็นจุดดำเนินเรื่อง บ้านของย่า ที่เต็มไปด้วยสิ่งของมากมาย โทนสีแดง ผ้าลายลูกไม้ บ้านของ Bishop ที่ไม่มีของอะไรเลย บ้านโล่งๆ สีซีดๆ ราวกับบ้านผีสิง และบ้านของ Jacobi ที่ช่วยเด็กทั้ 2 ไว้ เต็มไปด้วยของเล่นและตุ๊กตา ออกแบบเสื้อผ้าโดย Marik Vos-Lundh ยุคสมัยในหนังคือ 1907-1909 มีชุดสวยๆมากมาย สีเสื้อผ้าในบ้านย่า จะเป็นโทนสดใส มีตั้งแต่สีขาวไปจนชมพู ส่วนบ้าน Bishop จะโทนสีเข้มๆ ทั้งการออกแบบฉากและเสื้อผ้า ได้ Oscar ทั้งคู่นะครับ

Sven Nykvist เคยได้ Oscar มาแล้วครั้งหนึ่งจากการถ่ายภาพเรื่อง Cries and Whispers (1973) นี่ถือเป็นตัวที่ 2 หนังเรื่องนี้แทบไม่มีการถ่ายภาพนอกอาคารหรือภาพวิวทิวทัศน์เลย แทบทุกฉากจะดำเนินเรื่องในบ้าน ความยอดเยี่ยมของการถ่ายภาพ คือสามารถเค้นเอาความสวยงามของการออกแบบฉาก เสื้อผ้าหนังผม ออกมาได้อย่างโดดเด่น อาจจะดูเหมือนไม่ใช้เทคนิคอะไรมากนัก แต่การจัดแสงสีให้ลงตัวพอดีในแต่ละฉาก ผมว่าเจ๋งมากๆ มันทำให้เรารู้สึกถึงบรรยากาศสถานที่นั้นอย่างเป็นธรรมชาติอย่างสมจริง (เรียกแนวนี้ว่า Naturalism)

เพลงประกอบโดย Daniel Bell ในหนังอาจจะมีไม่กี่เพลง แต่เพลงของหนังเหมือนกับเรากำลังฟังเพลงก่อนนอน กล่อมให้หลับอยู่ บรรยากาศแนว Period ในหนังยิ่งดูยิ่งง่วงครับ แถมเนื้อเรื่องมันก็ยังกะละครหลังข่าว (เมโลดราม่าแบบหนักๆ)

ผมดูเวอร์ชั่น 188 นาทีนะครับ รู้สึกว่าแค่นี้ก็พอแล้วละ เห็นสิ่งที่ Bergman ต้องการนำเสนอแล้ว เวอร์ชั่น 300+ นาทีนั่นคงมีเหตุการณ์ต่างๆใส่เพิ่มเข้ามาเสริมประเด็นหลักให้แน่นขึ้น ช่วงฉากที่ Alexander ถูกลงโทษ จริงๆฉากนี้มันก็ไม่ได้มีอะไรเลย แต่ Bergman กลับเล่าเรื่องให้เรารู้สึกว่ามันมีความรุนแรงแฝงอยู่ในการกระทำนั้นมากกว่าเพื่อให้สำนึกผิด กลายเป็นว่าฉากนี้มันดูรุนแรงเกินจริงไปเสียอย่างนั้น ผมดูฉากนี้แล้วรู้สึกเจ็บแทน Alexander เลยละครับ ทำให้ผมรู้สึกโชคดีมากๆที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวแบบนั้น นี่คือความสวยงามที่หนังเรื่องนี้ ถึงผมจะไม่ได้ชอบมากถึงขั้นกลายเป็นหลงรัก (คงเพราะมันเป็นหนัง Period และ melodrama ที่ไม่ใช่แนวโปรดเลย) แต่ก็พูดได้ว่านี่เป็นหนังที่ดีมากๆ

เชื่อว่าช่วงแรกๆ คนดูอาจยังจับทางไม่ได้ว่าหนังจะมีเรื่องราวเป็นยังไง คนที่ดูหนังของ Bergman มาหลายๆเรื่องเห็นช่วงนี้ก็จะอมยิ้มกลิ่น และรู้สึกเสียใจนิดๆ ว่านี่คือสุดท้ายจริงๆหรือ ความสนุกมันจะเริ่มต้นตั้งแต่จบวันคริสต์มาสครับ ช่วงแรกแค่แนะนำตัวละครให้เรารู้จักและบอกนิสัย พฤติกรรมของพวกเขาว่าเป็นยังไง เมื่อเข้าสู่กลางเรื่องก็จะรู้เลยละครับ ว่านี่เป็นหนังที่เล่าถึงการใช้อำนาจของผู้นำครอบครัว มีทั้งที่สุดโต่ง ใช้อย่างเข็มงวด ใช้ความรุนแรง (แบบพ่อเลี้ยง Bishop ที่ต้องการให้ลูกทำตามที่ตนสั่ง) และอย่างปล่อยปละละเลยจนเลยเถิด (แบบ Carl ที่ภรรยายอมให้สามีมีชู้ เลี้ยงกิ๊กได้จนทำเอาเมียน้อยท้อง) มันไม่ง่ายที่จะใช้อำนาจปกครองให้พอดี หนังนำเสนอภาพในมุมของครอบครัวซึ่งทำให้ผู้ชมย้อนมองดูตัวเอง ยิ่งถ้าคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวคุณต้องคิดให้ได้ทันทีเลยนะครับ ว่าคุณเป็นแบบตัวละครใดในหนังหรือเปล่า ภาพที่เราเห็นในหนังเป็นมุมมองของสองพี่น้อง สิ่งที่ึรอบข้างปฏิบัติต่อเขามันย่อมจำติดตาไปจนเขามีครอบครัว นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ เราอาจจะไม่เห็นคำตอบจากหนังว่าควรทำอย่างไร เพราะแต่ละครอบครัวก็คงมีเรื่องราว ปัญหาและวิธีแก้ปัญหาต่างกัน สิ่งนี้เป็นการบ้านที่เราต้องไปขบคิดต่อเอาเองนะครับ

ใครที่ครอบครัวมีพ่อหรือแม่ที่โหดๆ เข้มงวด คิดว่าดูหนังเรื่องนี้คงชอบมากๆแน่ เพราะมันจะตรงกับตัวเองสุดๆ แนะนำหนังกับคนที่ชอบ melodrama หนังแนวครอบครัว หรือแนว Period หนังปี 1982 ภาพสีสวยสดดูได้ไม่เครียดมาก เรื่องราวเข้าใจได้ไม่ซับซ้อน เป็นหนังของ Bergman ที่ดูง่าย (น่าจะเกือบที่สุด) ระดับ masterpiece แค่อาจจะยาวหน่อย ถ้าใครชอบดูหนังยาวๆคงจะชอบ จะดูเวอร์ชั่นไหนก็ได้ถ้ามีเวลา ผมจัดหนังเรื่องนี้ในระดับ Highly Recommend นะครับ หนังมีสาสน์ที่ดีมากๆกับทุกครอบครัว แนะนำให้หามาดูเมื่อมีโอกาส จัดเรต 15+ สำหรับความรุนแรงที่อาจจะไม่มากแต่ถูกทำให้มันรุนแรงไปเสียหน่อย

คำโปรย : “Fanny and Alexander หนัง Drama-Period เรื่องสุดท้ายของ Ingmar Bergman เนื้อเรื่องที่เข้มข้น การถ่ายภาพ ออกแบบฉาก ชุดเสื้อผ้าที่จัดเต็ม นี่เป็นหนังที่มีแฝงแนวคิดการใช้อำนาจในครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of