Fitzcarraldo (1982)

Fitz

Fitzcarraldo (1982) : Germany – Werner Herzog

คงไม่มีผู้กำกับ-นักแสดงคนไหนที่บ้าไปกว่า Werner Herzog และ Klaus Kinski อีกแล้ว เขาได้นำพาเรือขนาด 300 ตัน เคลื่อนข้ามภูเขาจากแม่น้ำสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่ง นี่มันหนัง หรือสารคดี หรือเรื่องจริง เพื่ออะไร! นี่เป็นหนังที่มีความท้าทายที่สุดในโลก ผลลัพท์ออกมามันยิ่งใหญ่ สมจริงและสัมผัสได้ ดูจบอาจพบว่าหนังอาจจะไม่มีคุณค่าอะไร แต่ผมจัดให้ นี่เป็นหนังเรื่องที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถ้ามนุษย์ไม่มีความฝัน จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร

ผมไม่ได้ชอบ Aguirre, the Wrath of God เท่าไหร่นัก เพราะผลลัพท์ของหนังที่จบด้วยความล้มเหลว มันเลยทำให้รู้สึกผิดหวังไปกับหนังด้วย กระนั้นมันก็ทำให้ผมได้รู้จัก Fitzcarraldo หนังที่นักวิจารณ์หนังต่างประเทศมักจะพูดคู่กับ Aguirre เสมอ ผมจึงลองเสี่ยงอีกครั้งกับ Fitzcarraldo ความสุดยอดของมันทำให้กลายหนังเรื่องโปรดเรื่องใหม่ของผมเลย และทัศนคติต่อผู้กำกับ Herzog ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่ใช่แค่คนบ้าธรรมดาๆ แต่บ้ามากๆ และเต็มไปด้วยความฝัน เขาชอบทำอะไรท้าทายทั้งตัวเอง และต่อคนรอบข้าง ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะทำได้ และดันทำสำเร็จด้วย จะไม่ให้เรียกว่ายอดคนได้ยังไง ผลลัพท์ที่ออกมาในหนังทำให้ผมขนลุก เพราะทุกวินาทีในนั้นเรารู้ว่ามันคือภาพจริงๆ ชีวิตของทีมงานที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ถ้าเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยก็อาจมีคนตายได้จริงๆ ยิ่งดูหัวใจยิ่งสั่นระทึก ผมจะไม่เฉลยว่า พวกเขาย้ายเรือข้ามเขาสำเร็จหรือไม่ แต่ทุกวินาทีในหนัง มันทำผมหัวใจเต้นไม่หยุด มันช่างมหัศจรรย์อะไรปานนี้ ทำไปได้ยังไง

ในหน้าประวัติศาสตร์ Carlos Fermín Fitzcarrald คือผู้มีตัวตนอยู่จริง ในยุค 1890s เขาได้ทำการเคลื่อนย้ายเรือขนาดใหญ่ จากแม่น้ำสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่งจริง เมื่อ Herzog ได้ยินเรื่องราวนี้เข้า มันคงทำให้เขาเนื้อเต้นที่จะทำอะไรแบบนี้บ้าง จึงได้เริ่มเขียนบทและหาทุนสร้าง ในความเป็นจริงคือ เรือที่ Fitzcarrald เคลื่อนข้ามเขานั้นหนักแค่ 30 ตัน และเขาก็ถอดชิ้นส่วนต่างๆออกก่อนขนข้ามเขา แต่หนังเรื่องนี้ ใช้เรือหนัก 300 ตัน มันจะเป็นไปได้ยังไง!

นักแสดงที่รับบทเป็น Fitzcarrald คนแรกคือ Jason Robards ว่ากันว่าเขาได้ถ่ายหนังไปแล้วกว่า 40% แต่ดัดป่วยเป็นไข้ป่าและต้องออกจากกองถ่ายไปพักรักษาตัว เมื่อหายแล้วหมอห้ามไม่ให้เขากลับไปถ่ายหนังในป่าอีก Herzog จึงต้องหานักแสดงใหม่ ซึ่งเขาพิจารณานักแสดงอย่าง Jack Nicholson หรือแม้แต่รับบทเอง แต่เมื่อได้ติดต่อกับ Klaus Kinski เขาก็ตบปากรับคำทันที แน่นอนว่าเมื่อได้ Kinski มา หมอนี่ตัวสร้างปัญหาเลย เขาป่วนกองถ่าย เมาโวยวายในกองถ่าย ต่อว่าทีมงานเรื่องคุณภาพอาหาร มีปากเสียงกับนักแสดงพื้นเมืองที่เข้ามาวุ่นวายกับเขา ปัญหารุนแรงขนาดว่า หัวหน้าชาวพื้นเมืองยื่นขอเสนอต่อ Herzog ว่าจะฆ่า Kinski ให้ แต่ Herzog ขอไว้ เพราะเขาต้องการถ่ายหนังให้เสร็จ บรรยากาศความตึงเครียดนี้ ถูกใส่ไว้ในหนังด้วยในฉากที่ ชาวพื้นเมืองห้อมล้อมนักแสดงขณะพวกเขากำลังทานอาหารบนเรือ ฉากนี้สมจริงมากๆ เพราะนักแสดงอย่าง Kinski รู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ ไม่รู้พี่แกเอาตัวรอดจนถ่ายเสร็จได้ยังไง

ปกติแล้วนักแสดงที่มีปัญหากับผู้กำกับ พวกเขามักจะไม่ยอมทำงานร่วมกันอีก แต่ไฉน Herzog กับ Kinski ถึงร่วมงานกันถึง 5 เรื่อง (Fritzcarraldo นับเป็นเรื่องที่ 4) กลายเป็นนักแสดงและผู้กำกับคู่บุญกันเสียงั้น มีคนใกล้ชิดของทั้งสองเคยออกมาให้ความเห็นว่า การที่ทั้งสองสามารถร่วมงานกันได้ เพราะต่างเข้าใจปัญหาซึ่งกันและกัน ไม่มีใครกำกับ Kinski ให้แสดงได้ ซึ่งผู้กำกับ Herzog ก็ไม่เคยกำกับการแสดงเขา อยากเล่นอะไรก็เล่นไป อยากพูดอะไรก็พูดไป บทหนังของ Herzog เขียนไว้แค่ Guideline เท่านั้น ซึ่งเอื้อประโยชน์กับนิสัยของ Kinski มาก และความบ้าของ Kinski ที่ผู้กำกับน้อยคนจะคุมเขาอยู่ได้ ก็มี Herzog นี่แหละที่สามารถบังคับให้เขาทำอะไรในสิ่งที่ผู้กำกับคนอื่นทำไม่ได้ (เช่น เอาปืนจ่อหัวขู่ฆ่าถ้าไม่ยอมแสดง) … มิตรภาพของทั้งสองเป็นอะไรที่ผมประทับใจมากๆ

สำหรับบท Fitzcarrald ชื่อนี้มันอ่านว่าอะไรกัน เนื่องจากคนพื้นเมืองในเปรูอ่านออกเสียงแบบนี้ไม่ได้ จึงเปลี่ยนเป็น Fitzcarraldo (Fritz-car-ral-do) ชื่อดูไม่น่ามีความหมายอะไร หน้าตาของ Kinski ก็หลอนเข้าขั้น แถมย้อมผมบลอนอีก หมอนี่เป็นคนบ้าแน่นอน แต่ไม่ได้บ้าแบบใน Aguirre นะครับ เป็นเหมือนเด็กเก็บกดมากกว่า ประมาณสมัยเด็กโดนแกล้งมาเยอะ โตขึ้นก็ยังถูกแกล้งอยู่ จึงต้องการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองก็ทำได้ ผมเจอตัวละครแบบนี้เยอะมากในอนิเมะญี่ปุ่น (เช่น Nobita ใน Doremon) สิ่งที่เขาทำจึงเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีวันทำได้ หรือไม่สามารถทำได้ และด้วยความชื่นชอบในเพลง Opera จุดเริ่มต้นของความเป็นไปไม่ได้แรกคือ เอาการแสดง Opera ไปแสดงในป่า ใครๆคงถามจะไปเล่นให้สัตว์ป่าฟังหรือยังไง … ใช่ครับ Opera เป็นสัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์ ขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งสากล (ที่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าแม้แต่สัตว์ก็ชอบฟังเพลงคลาสสิค) ที่ใครก็ฟังได้ เมื่อฟังแล้วจะกลายเป็นคนศิวิไลซ์ขึ้นมาทันที

มีคนวิเคราะห์ไว้ว่าหนังเรื่องนี้ดูเป็นของ Kinski มากกว่าของ Herzog เพราะ Kinski แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง เมื่อเขาเข้ามา Take-Over รับบทนำ ก็เปลี่ยนแปลงการแสดงเพื่อให้เป็นไปในแนวทางของตนเอง(ที่อยากเล่น) การแสดงของเขาถือว่ายอดเยี่ยมไม่มีที่ติ ตัวละครนี้จะตรงข้ามกับ Aguirre ซึ่ง Kinski ก็สามารถทำให้เราสัมผัสได้ว่าเขาเป็นได้ทั้ง Fitzcarraldo และ Aguirre สิ่งที่ผู้กำกับ Herzog ทำคือเป็นแค่คนคอยจัดการให้เกิดเรื่องราวในหนัง Kinski คือใจความของหนัง จุดนี้ผมไม่เถียงนะครับ เพราะถ้าไม่ได้ Kinski ผมก็นึกไม่ออกเลยว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาแบบไหน เขายกระดับของตัวละครไปถึงจุดที่ Jack Nicolson ทำกับหนังเรื่อง The Shining ได้ถึงที่สุดจริงๆ

ถ่ายภาพโดย Thomas Mauch คนเดียวกับที่ถ่าย Aguirre หนังเรื่องนี้ถือว่ามีงานภาพที่สวยงามมากๆ ช่วงแรกๆอาจจะไม่เห็นเท่าไหร่ Mauch ผมถือว่าเขาเป็นช่างภาพที่เก่งเรื่องการถ่ายธรรมชาติออกมาให้ดูดี ได้บรรยากาศสมจริง ในป่าขณะกำลังล่องในแม่น้ำ การเคลื่อนกล้องช้าๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่บนเรือ และเรือกำลังค่อยๆแล่นไป ช่วงที่เข็นเรือขึ้นเขา ภาพเรือที่ค่อยๆเคลื่อนขึ้น เลือกมุมกล้องในการนำเสนอได้สวยงามมากๆ และการค่อยๆเคลื่อนที่ของมัน ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความยาก ความหนักของเรือ ผมกลั้นหายใจลุ้นระทึกไปกับมันด้วย กลัวเชือกขาดเสียจริง ถ้าเชือกขาด คนที่อยู่บริเวณนั้นตายเรียบแน่นอน เทียบกันกับ Aguirre แล้วผมเลือกไม่ได้ครับว่าเรื่องไหนภาพสวยกว่า มีจุดเด่นต่างกัน ถือว่าสุดยอดทั้งคู่

หนังเรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำ 5 ปี ได้ฟุตเทจกว่า 500 ชั่วโมง หลังจากทีมงานนั่งดูกันตาแฉะเหลือเลือกมา 12 ชั่วโมง Lambis Haralambidis เอาไปตัดต่อครั้งแรกเหลือ 5 ชั่วโมง Beate Mainka-Jellinghaus เอาไปตัดต่ออีกครั้งเพื่อให้จบที่ 157 นาที รวมเวลาที่ใช้เวลา 6 สัปดาห์ เหตุที่ใช้เวลาตัดต่อแค่นี้เพราะต้องทำให้เสร็จฉายตามกำหนด ผมว่าถ้าให้เวลากับการตัดต่อมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นหนังมีรายละเอียดที่สมจริงมากขึ้นไปอีก หนังแบ่งออกเป็น 2 part ช่วงแรกคือการเกริ่นเรื่องจนถึงก่อนเริ่มออกเดินทาง เป็นการแนะนำตัวละคร ที่มาที่ไปและสาเหตุของเรื่อง ช่วงสองคือตั้งแต่เริ่มออกเรือ เข็นเรือขึ้นขาจนจบ การตัดต่อค่อนข้างจะใจใจเย็น ให้เวลากับคนดูได้ซึมซับบรรยากาศ ความรู้สึกในแต่ละฉาก หนังไม่ช้าเท่าของ Andrei Tarkovsky แต่มี long-take หลายฉากที่ให้เวลากับคนดูหายใจ (แต่บางทีก็กลั้นหายใจ) ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากๆเลยครับ

เพลงประกอบใช้บริการของ Popol Vuh วงดนตรีเดียวกับที่ทำเพลงให้ Aguirre โดยหยิบจากอัลบัม Die Nacht der Seele (1979) และ Sei still, wisse ich bin (1981) ผมชอบเสียงรัวกลองขณะที่เรือกำลังล่องอยู่ในป่ามาก มันเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นตุบๆ ยาวนานอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ปกติเสียงรัวกลองมันจะใช้กับเตรียมการต่อสู้ หรือกำลังรบพุ่ง แต่หนังใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่สมจริง

ที่เด็ดสุดๆคือการเปิดเพลง Opera จากเครื่องเสียงร้องโดย Enrico Caruso ในป่า ขณะกำลังแล่นเรือ และลากเรือขึ้นเขา มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมากๆ จะว่าไม่เหมาะก็ไม่ใช่ แต่มันสร้างระดับให้กับหนัง ผมเรียกจังหวะพวกนั้นว่า “คลาสสิค” ดูหรูหรา มีสไตล์ ทำให้หนังมีความศิวิไลซ์ขึ้นทันที Opera ที่ได้ยินในหนัง ประกอบด้วยเรื่อง Ernani ของ Verdi, Pagliacci ของ Leoncavallo, La boheme ของ Puccini, I puritani ของ Bellini และ Death and Transfiguration ของ Richard Strauss เชื่อว่าที่เขียนมาคงมีไม่กี่คนที่รู้จัก แทบทั้งนั้นเป็น Opera ที่แสดงใน Germany แน่ละครับนี่หนัง Germany ก็ต้องใช้ของในชาติตัวเองนะแหละ ลองหาใน Youtube ดูนะครับ ผมเองเพลงของ Caruso ที่บรรเลงตอนจบมาใส่ไว้ให้ฟังกัน เป็น Opera ที่ไพเราะมากๆ

ฉากจบกับเสียงร้อง Opera บนเรือ ผมชอบฉากนี้มากๆ มันเจ๋งสุดๆไปเลย ถือว่านี่เป็นฉากจบที่สวยงามมากที่สุดเรื่องหนึ่ง Fitzcarraldo ปากคาบซิกการ์ สวมหมวก มือเท้าเก้าอี้สีแดง ใบหน้าเชิดขึ้นมองไปข้างหน้า รอยยิ้ม สีหน้า อารมณ์ มันเหมือนกับว่าเขาทำความฝัน ……. (สำเร็จ/ไม่สำเร็จ) เสียงร้องที่บาดไปถึงขั้วหัวใจ ดูแล้วเหมือนกำลังลอยได้ ใกล้ตื่นจากความฝัน เสียงร้องมันมี “คลาส” มีระดับ ไพเราะ เสนาะหู นี่เป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยเจอกับหนังเรื่องไหนมาก่อน ทำไมถึงจบแบบนี้ไปหาคำตอบในหนังเอาเองนะครับ

เหตุที่ผมชอบ Fitzcarraldo มากกว่า Aguirre ก็เพราะหนังมีการเกริ่นเรื่องแนะนำตัวละคร เล่าที่มาที่ไป ใน Aguirre มาถึงก็เริ่มเดินอยู่ในป่าเลย ยังไม่ทันตั้งตัวอะไร เรื่องก็ดำเนินไปแล้ว Fitzcarraldoให้เวลาอธิบายโน่นนี่นั่น เล่าที่มาที่ไปอย่างใจเย็น ให้เราเข้าใจตัวละคร ทำไมเขาเป็นอย่างนั้น ตัวละคร Fitzcarraldo ผมเห็นใจเขานะ เป็นเหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจ โชคดีทีเขามีหญิงสาว (นำแสดงโดย Claudia Cardinale) ที่เป็นคนคอยสนับสนุนและให้กำลังใจเขาอยู่ตลอด ถ้าไม่มีตัวละครนี้ Fitzcarraldo จะไม่สามารถเอาตัวรอดได้เลย สิ่งที่ Fitzcarraldo ตอบแทนเธอ คือการทำให้ความฝันของเขาให้สำเร็จ

การใส่ Opera เข้ามาในหนัง ทำหนังหนังเรื่องนี้มี “คลาส” ที่แปลกใหม่มากๆ ใครกันจะไปเปิด Opera ในป่า มันเทียบเท่ากับการเปิด Wagner ขณะทหารเข้าสงครามใน Apocalypse Now เลย การใส่ความแปลกใหม่นี้เป็นการสร้างความโดดเด่นให้กับหนัง เรื่องราวของหนังมันก็ไม่เหมือนใครแล้ว แต่วิธีการเล่าเรื่องกลับโดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่มีใครที่จะกล้าเล่าแบบนี้ ทั้งๆที่มันก็ดูไม่มีอะไรมาก แต่ก็ยกระดับให้หนังดูมีคุณค่าในเชิงศิลปะที่ลึกล้ำ ยากที่ใครจะทำตามหรือเลียนแบบได้ นี่คือหนังของ Herzog เขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับคนโปรดของผมไปแล้ว

อการเข็นครกข้ามภูเขา เชื่อว่าคนดูทุกคนจะตั้งคำถาม เพื่ออะไร? ทำแล้วได้อะไร? คำตอบคือไม่มีใครได้อะไรจากการทำแบบนี้เลยนะครับ มีสารคดีเรื่องหนึ่งของ Herzog เขาพูดถึงตัวเองว่าเป็น Conquest of the Useless อันนี้จริงแท้แน่นอน แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาทำใน Fitzcarraldo มันเป็นมากกว่าแค่ความเพ้อฝัน หรือความทะเยอทะยานที่บ้าคลั่ง หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการทำสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดจะทำกัน เหมือนกับที่ Columbus ล่องเรือแล้วคนพบทวีปอเมริกา เหมือนกับที่อริสโตเติลเชื่อว่าโลกกลม นี่คือหนังที่ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้อีกแน่นอน ดังนั้นคุณค่าของมันคือความเป็นหนึ่งเดียว ความเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่สุด หนังเรื่องนี้ ณ ตอนฉายอาจจะมีผู้คนจำนวนมากไม่เห็นค่าของมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมชเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่า นี่เป็นหนังที่มีคุณค่ามากๆ เพราะเราได้เห็นความทะเยอทะยานในระดับที่ ถ้าไม่แน่จริง กล้าจริง ไม่มีใครทำได้ มีคนเคยพูดไว้ ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้ถึงที่สุด หนังเรื่องนี้คือที่สุดของความเป็นไปได้ เป็นความฝันที่ทำสำเร็จกลายเป็นจริง นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มันควรค่ากับการเป็น “หนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ดูหนังเรื่องนี้ จะเห็นความทะุเยอทะยานที่เป็นที่สุดของผู้กำกับ ถ้าไม่ใช่คนที่บ้าสุดๆจริงคงไม่สามารถทำหนังเรื่องนี้ได้ เอาความบ้านี้เปลี่ยนเป็นแรงพลังผลักดันในใจของเรา ให้ทำในสิ่งที่เราฝัน อยากทำ ให้ได้สำเร็จเหมือนที่ Herzog และ Kinski ทำกับหนังเรื่องนี้นะครับ

หนังภาพสีสวยสด คนสมัยใหม่สามารถดูได้แน่นอน 1982 ถือว่าไม่เก่ามาก ผมจึงแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคนนะครับ เด็กเล็กอาจดูไม่เข้าใจ โตขึ้นมาหน่อยก็ดูได้ ก่อนจะดูให้ทำความเข้าใจก่อนสักนิดว่า ภาพทุกอย่างในหนังคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากความทะเยอทะยานของผู้กำกับ ไม่มี CG ไม่มี Special Effect ช่วย ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำไปหา Aguirre, the Wrath of God มาดูก่อน จะทำให้คุณจะเข้าใจตัวตนของผู้กำกับมากขึ้น จัดเรต 13+ สำหรับภาพความรุนแรงนิดหน่อย

คำโปรย : “Fitzcarraldo หนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย กำกับโดย Werner Herzog นำแสดงโดย Klaus Kinski จากสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ถูกทำสำเร็จในหนังเรื่องนี้ เข็นเรือข้ามภูเขา มันจะเป็นทำได้ยังไง หนังเรื่องนี้ทำได้”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบFAVORI

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of