Fitzcarraldo (1982)

Fitzcarraldo

Fitzcarraldo (1982) German : Werner Herzog ♥♥♥♥♥

(16/11/2018) Fitzcarraldo เหมือนเป็นคนไม่เอาอ่าว ชอบพูดจาเพ้อฝันไร้สาระ จึงทำให้มักโดนใครๆหัวเราะเยาะ ดูถูกเหยียดหยาม ตั้งมั่นสัตย์สัญญากับตนเอง สักวันหนึ่งฉันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น เข็นเรือขึ้นภูเขาข้ามฟากฝั่งแม่น้ำ นำพานักร้องโอเปร่ามาเปิดการแสดงท่ามกลางป่าดงดิบแห่งนี้, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ถึงการกระทำของ Brian Sweeney Fitzgerald สุดท้ายแล้วจะคือความไร้สาระ ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ใดๆตามมา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ของ Werner Herzog ได้กลายเป็นตำนานลือเล่าขาน ทรงคุณค่ายิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา ที่แม้หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่สนุกเท่าไหร่ เต็มไปด้วยความอึดอัดทรมาน แต่ก็อดไม่ได้ต้องยกย่องในความทะเยอทะยาน เพ้อใฝ่ฝัน คลุ้มคลั่ง แม้งคนบ้าชัดๆ สร้างขึ้นมาได้อย่างไร!

ผมเกิดความลุ่มหลงใหล Fitzcarraldo ตั้งแต่ล่วงรู้จักว่ามีหนังชื่อนี้ด้วย คุ้นๆว่าตอนหาอ่านบทความวิจารณ์ Aguirre, The Wrath Of God (1972) ได้รับการอ้างอิงถึงจากผลงานผู้กำกับคนเดียวกัน แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ละ แค่ชื่อก็เต็มไปด้วยความลึกลับ พิศวง น่าค้นหา

Carlos Fermín Fitzcarrald (1862 – 1897) เกิดที่ San Luis, Ancash บิดาเป็นพ่อค้าเชื้อสาย Irish-American แต่งงานกับภรรยาชาว Peruvian อาศัยอยู่ Iquitos, Peru พอเติบโตขึ้นมีโอกาสออกสำรวจเขต Madre de Dios, Peru ค้นพบเจอต้นยางขึ้นอยู่เต็มไปหมด การจะนำผลผลิตออกจากป่ารวดเร็วสุดคือการขนส่งทางเรือจากแม่น้ำ Rio Mishagua (ในหนังคือ Ucayali River) แต่เพราะกระแสอันเชี่ยวกราก ทำให้ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ กระนั้นมีอีกวิธีหนึ่งคือหาทางขนส่งลำเลียงมาให้ถึงรอยต่อแม่น้ำ Rio Manu (ในหนังคือ Pachitea River)

วิธีการก็คือเข็นลากเรือจากฝั่ง Rio Mishagua ณ จุดแคบสุด ข้ามป่าเขาระยะทาง 8 ไมล์ (13 กิโลเมตร) ลงสู่ Rio Manu แล้วใช้เรือลำนั้นขนยางจาก Madre de Dios ล่องกลับมาจุดตั้งต้น แบกย้อนสู่ Rio Mishagua ขึ้นเรืออีกลำเลียงมาถึง Iquitos

Fitzcarrald ว่าจ้างคนงาน 200 คน ทาสชาวอินเดียแดงอีกกว่า 1,000 คน ขนย้ายเรือขนาด 30 ตัน แยกชิ้นส่วนแล้วไปประกอบยังแม่น้ำอีกฟากฝั่ง กว่าจะเสร็จสำเร็จมีคนตายกว่าร้อย เจ็บป่วยอีกนับไม่ถ้วน

เรือขนาด 30 ตัน ก็ประมาณเท่านี้นะครับ ที่พบเห็นในหนังมัน 300 ตัน บ้าไปแล้ว!

แม้การขนย้ายเรือข้ามฟากฝั่งแม่น้ำของ Fitzcarrald จะประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ต่อมาตัวเขากลับประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากเรือล่มเมื่อปี 1897 ทุกสิ่งอย่างอุตส่าห์ทุ่มเทพยายามสร้างมา จมหายไปอย่างสูญสิ้นคุณค่าความหมาย

ภาพถ่ายสภาพหลงเหลือ เรือ Contamana ของ Fitzcarrald อัปปางตั้งแต่ปี 1897

Werner Herzog (เกิดปี 1942) ผู้กำกับสัญชาติ German เกิดที่ Werner Stipetić, Munich บ้านหลังเก่าถูกระเบิดถล่มพังทลายไร้ที่อยู่อาศัย ใช้ชีวิตเติบโตขึ้นด้วยความทุกข์ยากลำบาก ดิ้นรนทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาตัวรอด ได้รู้จักภาพยนตร์ครั้งแรกตอนอายุ 13 (ปีเดียวกับที่รู้จัก Klaus Kinski อาศัยอยู่อพาร์ทเม้นต์เดียวกัน) ปีถัดมาตัดสินใจแน่วแน่ต้องการเป็นผู้กำกับ ศึกษาเรียนรู้วิธีถ่ายหนังจาก Encyclopedia, หลังเรียนจบมัธยมทำงานกะดึกโรงงานผลิตเหล็ก นำค่าแรงที่ได้ใช้เป็นทุนส่วนตัวออกท่องเที่ยวยุโรป แอฟริกาเหนือ บินไปสหรัฐอเมริกา ถ่ายทำสารคดี และภาพยนตร์เรื่องแรก Signs of Life (1968) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin คว้ารางวัล Silver Bear Extraordinary Prize of the Jury ได้รับการจับตามองโดยทันที

ระหว่างการถ่ายทำ Aguirre, the Wrath of God (1972) ผู้กำกับ Herzog มีโอกาสรับฟังเรื่องเล่าของ Carlos Fermín Fitzcarrald จากนักธุรกิจคนหนึ่งใน Peru เกิดความสนใจแต่ตัวเขายังไม่รีบร้อนหวนกลับสู่ป่า Amazon ให้ความสนใจกับโปรเจคอื่นๆ จนกระทั่งเสร็จจาก Nosferatu the Vampyre (1979) และ Woyzeck (1979) ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี เลยหวนกลับมาเริ่มต้นพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่องนี้

“What interested me was one thing Fitzcarraldo did. He crossed an isthmus from one river system into another with a boat. They disassembled the boat and put it together again on the other river”.

– Werner Herzog

เรื่องราวของ Brian Sweeney Fitzgerald (รับบทโดย Klaus Kinski) หลังจากประสบความล้มเหลวจากโปรเจคสร้างทางรถไฟสาย Trans-Andean กำลังมองหาเป้าหมายใหม่ ขณะนั้นทำธุรกิจขายน้ำแข็งพอเอาตัวรอดถูไถ แต่พอได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับกิจการค้ายาง มีบริเวณหนึ่งยังไม่ได้รับการจับจอง ค้นพบปัญหาคือกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากไม่มีใครผ่านไปได้ แต่เขามองเห็นแม่น้ำอีกสายใกล้ๆกันน่าเสี่ยงลงทุน เพียงแค่ว่าต้องขนย้ายเรือข้ามภูเขาสู่อีกฟากฝั่งหนึ่งเท่านั้นเอง

นำแสดงโดย Klaus Kinski ชื่อจริง Klaus Günter Karl Nakszynski (1926 – 1991) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Zoppot, Free City of Danzig (ปัจจุบันประเทศ Poland) พ่อคืออดีตนักร้องโอเปร่าแต่ไม่ประสบความสำเร็จเลยผันตัวมาเป็นเภสัชกร ย้ายมาอยู่ Berlin ปี 1931 อาศัยอยู่ในแฟลตเล็กๆ พออายุ 17 สมัครทหารสังกัด German Wehrmacht ออกรบเพียงสองวันถูกจับโดยทหารอังกฤษ เชลยค่ายกักกัน Camp 186 ที่ Berechurch Hall เมือง Colchester, Essex ระหว่างนั้นมีโอกาสเป็นนักแสดง รู้สึกว่าน่าจะเอาดีด้านนี้ได้ หลังสงครามจบหวนกลับเยอรมันออกทัวร์กับคณะ Offenburg ตามด้วยละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Morituri (1948), บทเล็กๆใน Doctor Zhivago (1965), For a Few Dollars More (1965), เริ่มมีชื่อเสียงระดับโลกจากการร่วมงานกับ Herzog ทั้งหมด 5 เรื่อง Aguirre: The Wrath of God (1972), Woyzeck (1978), Nosferatu the Vampyre (1979), Fitzcarraldo (1982) และ Cobra Verde (1987)

รับบท Brian Sweeney ‘Fitzcarraldo’ Fitzgerald ชาวไอริชอาศัยอยู่ Iquitos, Peru หลงใหลในการแสดง Opera เพ้อคลั่งอยากสร้าง Opera House ท่ามกลางป่าดงพงไพรแห่งนี้, ได้กำลังใจ แรงผลักดันจากแฟนสาว Molly (รับบทโดย Claudia Cardinale) ไม่ว่าเขาจะทำอะไรส่งเสริมสนับสนุนทุกสิ่งอย่าง แม้ในธุรกิจค้ายาง จ่ายค่าที่ดิน ซื้อเรือสำราญจาก Don Aquilino วาดฝันสักวันจะประสบพบความสำเร็จ ตอกหน้าพวกคนชนชั้นสูงที่ชอบหัวเราะ เย้ยเยาะ ถากถาง ดูถูกความเพ้อฝันของผู้อื่น

ทั้งๆที่ Kinski คือขาประจำของ Herzog แต่ไม่อยากนำพาคู่หูคนนี้เข้าป่าอีกเท่าไหร่ (เข็ดหลากจากการถ่ายทำ Aguirre ที่พี่แกแสดงความคลุ้มคลั่ง ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด ควบคุมสติไม่ค่อยอยู่อีก) ด้วยเหตุนี้ตอนแรกติดต่อ Jack Nicholson ให้ความสนใจอย่างมาก แต่เรียกร้องค่าตัว $5 ล้านเหรียญ จะเอาเงินจากไหน? ได้นักแสดง Jason Robards ถ่ายทำไปประมาณ 40% ป่วยโรคบิด หมอสั่งห้ามเข้าป่าอีก จำต้องสรรหานักแสดงคนใหม่, ถึงจุดๆหนึ่ง Herzog ตั้งใจจะนำแสดงเองแล้วด้วย แต่ก็หวนระลึกถึง Kinski เอาก็เอาว่ะ! เริ่มต้นนับหนึ่งถ่ายทำใหม่ทั้งหมด

ระหว่าง Aguirre กับ Fitzcarraldo สองบทบาทขั้วตรงข้าม ก้าวร้าว-หน่อมแน๋ม แต่ลึกๆแล้วเหมือนกันคือเต็มไปด้วยความเพ้อฝันทะเยอทะยาน ระดับคลุ้มคลั่งเสียสติแตก ซึ่งผมมีความชื่นชอบประทับใจเรื่องหลังมากกว่า เพราะตัวละครเริ่มจากการถูกเย้ยเยาะถากถาง แปรสภาพเป็นแรงผลักดันให้ประสบความสำเร็จ แม้สุดท้ายจะต้องกลืนกินศักดิ์ศรีของตนเอง แต่ก็ขอจบแบบ ‘Grande’ อลังการตราตรึง เพื่อให้ได้พบเห็นรอยยิ้มมาด้วยคราบน้ำตา

Claudia Cardinale (เกิดปี 1938) นักแสดงหญิงสัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ La Goulette, Tunis หลังจากชนะการประกวด ‘Most Beautiful Italian Girl in Tunisia’ เมื่อปี 1957 ได้รางวัลเป็นการเซ็นสัญญาสู่วงการภาพยนตร์อิตาเลี่ยน มีชื่อเสียงโด่งดังกับ Rocco and His Brothers (1960), Girl with a Suitcase (1961), The Leopard (1963), 8½ (1963), The Pink Panther (1963), Fitzcarraldo (1982) ฯ

รับบท Molly ชู้รักของ Fitzcarraldo แม่เล้าเจ้าของซ่องโสเภณีที่ Iquitos ก็ไม่รู้หลงเสน่ห์อะไรถึงเอ่อล้นด้วยศรัทธา เชื่อมั่น รักมากชายคนนี้ ทุ่มเทกายใจมอบทุกสิ่งอย่างให้ คงอยากพบเห็นเขาประสบความสำเร็จ ตอกหน้าพวกคนชนชั้นสูงที่ชอบหัวเราะ เย้ยเยาะ ถากถาง ดูถูกความเพ้อฝันของผู้อื่น

มีด้วยหรือผู้หญิงแบบนี้? เลี้ยงผู้ชายให้เป็นแมงดา ทุ่มเทเสียสละกายใจทุกสิ่งอย่างมอบให้ คือผมไม่เคยเจอคนแบบนี้เข้ากับตัวเลยเกิดความลุ่มหลงใหลหญิงสาวลักษณะนี้เป็นพิเศษ นั่นแปลว่าเธอต้องเห็นอะไรดีงามในตัวเขา ไม่ใช่ที่ภาพลักษณ์หน้าตาภายนอกอย่างแน่นอน สตรีเช่นนี้ถือว่างามแท้จากภายในที่สุดเลยละ

เกร็ด: สาวๆโสเภณีที่ปรากฎในหนัง เธอทำอาชีพนี้จริงๆนะ เห็นว่ามีการจ้างให้ร่วมเดินทางเข้าป่าไปด้วย -รายได้อย่างงาม- เพื่อระบายความตึงเครียดระหว่างการทำงานกับชาวพื้นเมือง

“The Dominician padre advised me to have prostitutes in the camp because after months and months of having the crew in the camp they might go after the women down in the villages and that would really cause problems”.

ถ่ายภาพโดย Thomas Mauch สัญชาติเยอรมัน เพื่อนสนิท/ขาประจำของ Herzog ร่วมงานกันตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก Signs of Life (1968), สำหรับเรื่องนี้ทั้งหมดถ่ายทำด้วยแสงธรรมชาติ และไม่มีการบันทึกเสียง (ใช้การพากย์ทับภายหลังการถ่ายทำ)

แซว: เรื่องนี้ Herzog ไม่ได้ขโมยกล้องใครมาใช้นะครับ ทำหนังประสบความสำเร็จมากพอ จนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้สร้างเสียที

ข้อดีของการไม่ต้องลักขโมยกล้องถ่ายภาพจากใคร ทำให้ Herzog มีโอกาสใช้หยิบสอยเครื่องมือคุณภาพดีๆ กล้อง Arriflex 35 BL3 ขนาดภาพ 1.85:1 ส่วนการบันทึกเสียงมีทั้ง Sound-on-Film และพากย์ทับทีหลัง

เริ่มต้น Fitzcarraldo ล่องเรือลำกระเปียกมารับชมโอเปร่ายัง Teatro Amazonas Opera House หรือ Amazon Theatre, Manaus ประเทศ Brazil แต่ช่วงท้ายเขานำพาทั้งคณะขึ้นล่องเรือสำราญ เปิดการแสดงยัง Iquitos, Peru

อุปรากรเรื่อง Ernani (1844) แต่งโดย Giuseppe Verdi มีทั้งหมด 4 องก์ ดัดแปลงอ้างอิงจากบทละครโศกนาฎกรรม Hernani (1830) แต่งโดย Victor Hugo

เรื่องราวโดยย่อ,  Don Juan of Aragon เคยมียศศักดิ์ฐานะชนชั้นสูง แต่พ่ายแพ้สงครามต่อ Don Carlo กษัตริย์แห่งสเปน เลยรวบรวมสมัครพรรคพวกกลายเป็นมหาโจร เปลี่ยนชื่อเป็น Ernani วันหนึ่งครุ่นคิดรำพันถึงหญิงสาวคนรัก Elvira ที่ถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับ Don Silva ตั้งใจลอบเข้าไปลักพาตัว แต่กลับพบเจอ Don Carlo ที่วางแผนขโมย Elvira ไปครองคู่เช่นกัน

ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อ Don Carlo กำลังจะกลายเป็นองค์จักรพรรดิแห่ง Holy Roman Empire ถ้าต้องการแต่งงานกับ Elvira คงไม่มีใครหักห้ามได้ Ernani จึงขอความช่วยเหลือจาก Don Silva บอกว่าถ้าร่วมมือกันก็คงสามารถแก่งแย่งชิงเธอกลับคืนมาได้ แต่เรื่องอะไรฉันต้องร่วมมือกับคู่แข่งหัวใจ Ernani เลยมอบสัตย์สาบาน สองสัปดาห์หลังจากนี้จะฆ่าตัวตายถ้าสามารถช่วยเหลือ Elvira สำเร็จลุล่วง

ซีนที่ปรากฎในหนังคือองก์สุดท้าย Elvira และ Ernani เพิ่งได้แต่งงานครองคู่รัก แต่ถือว่าครบกำหนดสัญญาที่เคยให้ไว้กับ Don Silva ส่งมอบกริชสำหรับฆ่าตัวตาย หญิงสาวมาพบเห็นเข้าพยายามหักห้าม แต่สุดท้ายลูกผู้ชายก็มิอาจเสียสัตย์ สิ้นลมหายใจในอ้อมกอด บอกกับเธอว่าจงมีชีวิตต่อไป

เกร็ด: ตัวจริงของ Enrico Caruso (1873 – 1921) เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ว่ากันว่าเขาเคยมาแสดงที่ Amazon Theatre เสียด้วยนะ

Amazon Rubber Boom (1879 – 1912) ช่วงเวลาที่มีการค้นพบต้นยางในป่า Amazon ก่อให้เกิดกระแสนิยม ธุรกิจกรีดยาง ส่งออก ทำรายได้มหาศาล บริษัทใหญ่สุดขณะนั้นคือ Peruvian Amazon Company แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแลกมากกับการใช้แรงงานทาสพื้นเมืองอย่างป่าเถื่อน อาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ประมาณการณ์อินเดียแดง 50,000 คน หลังทศวรรษดังกล่าวหลงเหลือเพียง 8,000 คน

หนึ่งในผลพลอยได้จากความร่ำรวยของธุรกิจค้ายาง คือนำภาษีมาสร้าง Amazon Theatre (Teatro Amazonas) ได้รับการเสนอโดย ส.ส. Antonio Jose Fernandes เมื่อปี ค.ศ. 1881 ตั้งใจให้เป็น ‘Jewel’ เพชรเม็ดงามกลางป่าดงดิบ แต่กว่าจะได้รับอนุมัติ เริ่มสร้าง ค.ศ. 1884 – 1896 ด้วยสถาปัตยกรรม Renaissance Revival บรรจุผู้ชมได้ 701 คน รอบปฐมทัศน์วันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1897 แสดงอุปรากรอิตาเลี่ยนเรื่อง La Gioconda ผลงานของ Amilcare Ponchielli, ปัจจุบันถือเป็นบ้าน/สถานที่การแสดงหลักของ Amazonas Philharmonic Orchestra

จุดจบของกระแสนิยม Amazon Rubber Boom เกิดขึ้นหลังจากสหราชอาณาจักร สามารถเพาะพันธุ์ยางขึ้นได้ที่มาเลเซีย, ศรีลังกา และทวีปแอฟริกา (ไม่รู้รวมถึงประเทศไทยด้วยรึเปล่านะ) ซึ่งคุณภาพเห็นว่าดีเยี่ยมกว่ากันมากจึงได้รับความนิยมสูงขึ้น กระนั้นหลายทศวรรษถัดมาก็เกิด Second Rubber Boom (1942-1945) แข่งกันส่งออกยางอย่างสุดมันส์!

บทเพลงที่ตัวละครเปิดจากเครื่องเล่น คือเสียงร้องจริงๆของ Enrico Caruso ชื่อเพลง Bella Figlia del Amore จากองก์สามของโอเปร่าสามองก์ Rigoletto (1851) ผลงานประพันธ์ของ Giuseppe Verdi ดัดแปลงจากบทละคร Le roi s’amuse (1832) [แปลว่า The King Amuses Himself หรือ The King Has Fun] แต่งโดย Victor Hugo

ถึงกระนั้นฉากนี้หลายคนอาจประทับใจกลับเสียงกลองพื้นเมืองที่ล่องลอยมากับสายลม แต่แท้จริงคือ Record บันทึกจากประเทศ Burundi ทวีปแอฟริกา ไม่ได้เกี่ยวกับกับชาวอินเดียแดง ทวีปอเมริกาใต้ แม้แต่น้อย!

สำหรับอินเดียแดงที่มาเป็นตัวประกอบ กรรมกรตัดต้นไม้ทำทาง รวมแล้วเกือบๆ 1,000 คน ค่าจ้างประมาณ 2 ดอลลาร์ต่อวันต่อหัว ส่วนใหญ่ล้วนมาจากดินแดนห่างไกล สวัสดิการเข้าขั้นเลวร้าย ตามมีตามเกิด อาหาร ยา น้ำเปล่าไม่เพียงพอ สิ่งบันเทิงมีเพียงเตะฟุตบอล ผู้หญิงก็ไม่เพียงพอ (ส่วนใหญ่พอไม่มีอะไรทำก็เมามาย) คงคาดคิดกันไม่ถึงด้วยว่าจะใช้เวลายาวนานหลายเดือนเกินกว่า 6 เดือน กว่าจะเข็นลากเรือข้ามแม่น้ำได้สำเร็จ

หนึ่งคนเสียชีวิตจากโรคมาลาเรีย, คนหนึ่งถูกงูพิษกัด เลือกตัดขาตัวเองรอดตายหวุดหวิด, นอกจากนี้ก็บาดเจ็บเล็กน้อยถึงสาหัสจากการทำงาน

Klaus Kinski เมื่อต้องอาศัยอยู่ในป่านานๆ ก็เริ่มเกิดอาการเกรี้ยวกราดคลุ้มคลั่ง แต่ไม่ใช่อย่างไร้สาเหตุ เพราะสวัสดิการในกองถ่ายย่ำแย่ถึงขีดสุด ไร้ซึ่งน้ำสะอาด อาหารการกินถูกหลักอนามัย ไหนจะโรคภัย อากาศร้อน ยุงตอนกลางอีก

“We lacked fruit, vegetables and drinking water. Whenever possible, I caught fish in the river, roasting them on a wood fire”.

พฤติกรรมก้าวร้าวฉุนเฉียวของ Kinski สร้างความหงุดหงิดรำคาญให้กับชาวพื้นมืออย่างมาก ถึงขนาดหัวหน้าเผ่าเข้ามาพูดคุยผู้กำกับ Herzog อาสาฆาตกรรมแม้งเลยไหม น่าสนแต่อย่าเลย เดี๋ยวหนังถ่ายทำไม่เสร็จ

Sequence นี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อสะท้อนบรรยากาศอันตึงเครียดดังกล่าว Herzog จงใจไม่บอกให้ Kinski รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน สีหน้าของเขาแบบว่า …อะไรว่ะเนี่ย กรุจะรอดไหม… จริงๆผู้กำกับคงไม่รู้ด้วยซ้ำนะว่า หัวหน้าเผ่าจะกระทำร้ายอะไรต่อนักแสดงหรือเปล่า

วิธีการจริงๆที่ Herzog ใช้ในการเข็นลากเรือขึ้นเขา คือรถแทรกเตอร์ ‘Bulldozer’ กี่คันก็ไม่รู้ละช่วยกันผลักดันขึ้นไปทีละเล็กละน้อย ไม่มีทางเลยนะแค่ที่คนหมุนรอกหลักสิบจะสามารถลากเรือหนักกว่า 300+ ตันขึ้นเนินสูงเกือบๆ 40 องศานี้ได้

สมัยก่อนการทำอะไรบ้าบิ่นขนาดนี้ หรือแม้ตอนที่ผู้กำกับ Herzog สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ฟังดูคลุ้มคลั่งไม่น่าเป็นไปได้ แต่ปัจจุบันนี้ถ้าใครติดตามข่าวสักหน่อย ล่าสุดวิศวกรจีนทำการขนย้ายคอนโดสูงหลายชั้นด้วยเรือ! หรือการสร้างสะพานสูงเชื่อมระหว่างสองเทือกเขา นั่นเหนือจินตนาการกว่าหนังเรื่องนี้เสียอีกนะ!

เกร็ด: ชื่อเรือ Molly Aida
– Molly คือชื่อหญิงสาวคนรักของ Fitzcarraldo
– Aida (1871) คือชื่ออุปรากรสี่องก์ ประพันธ์โดย Giuseppe Verdi, เรื่องราวย้อนยุค 3,000 ปีก่อน ณ กรุงอิยิปต์โบราณ Aida คือชื่อเจ้าหญิงของ Ethiopian ถูกจับกลายเป็นทาส แต่ผู้บังคับบัญชาการทหาร Radamès กลับตกหลุมรักเธอ เลือกไม่ได้ระหว่างหญิงสาวกับความจงรักภักดีต่อกษัตริย์แห่งอิยิปต์ [เรื่องราวนี้สะท้อนถึงตัวละคร Fitzcarraldo ขณะนั้นเลือกไม่ได้ระหว่างหญิงสาวคนรัก กับความเพ้อใฝ่ฝันที่ตนเอง]

มีเรือทั้งหมด 3+1 ลำที่สร้างขึ้น
– ลำปกติที่ใช้แล่นในแม่น้ำ เริ่มจากสภาพทรุดโทรมได้รับการปรับปรุงทาสีใหม่หมด
– ลำสองออกแบบให้มีน้ำหนักเบา สำหรับเข็นลากขึ้นเขา
– ลำสามออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทาน สามารถชนของฝั่งโน่นนี่นั่นจนมีสภาพชำรุดทรุดโทรม พบเห็นเอียงกะเท่เร่ในฉากสุดท้าย
– อีกลำคือเรือโมเดลจำลอง จะพบเห็นเฉพาะฉากนี้ เคลื่อนไหลลงตามกระแสน้ำ

เรือลำที่สองในช่วงขณะแล่นผ่านกระแสน้ำเชี่ยวกราก เพราะต้องถ่ายทำจากภายในเรือด้วย มีตากล้องและผู้ช่วยทั้งหมดหกคน แม้จะรอดหมดแต่ครึ่งหนึ่งได้รับบาดเจ็บ หนึ่งในนั้นคือตากล้อง Thomas Mauch ไม่รู้ไปทำอะไรเข้ามือฉีกขาด ใช้เวลาผ่าตัดนานสองชั่วโมงครึ่ง ไร้ยาสลบ! กรีดร้องลั่นถึงขนาดต้องให้หนึ่งในโสเภณี กดใบหน้าเขาบนเต้าปทุมถันของตนเอง

ฉากจบที่ผมชื่นชอบโปรดปรานมากสุดในภาพยนตร์,จากอุปรากรสามองก์ I Puritani (1835) [แปลว่า The Puritans] ประพันธ์โดย Vincenzo Bellini, เรื่องราวมีพื้นหลังประเทศอังกฤษ ช่วงสงครามกลางเมือง ค.ศ. 1640s ผลลัพท์ทำให้ประเทศแบ่งออกเป็นสองฝั่งฝ่าย
– ผู้สนับสนุนระบอบกษัตริย์ (Royalists)
– ผู้สนับสนุนรัฐสภา (Puritans)

เรื่องราวความรักหนุ่มสาว ที่โชคชะตาทำให้พวกเขาอยู่คนละฝั่งฝ่ายสนับสนุน หญิงสาว Elvira ถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับ Riccardo (Royalist ด้วยกัน) แต่เธอกลับตกหลุมรัก Arturo (ได้รับการเปิดเผยตอนหลังว่าสนับสนุน Puritans)

หนังนำเสนอบทเพลง A te, o cara จากองก์หนึ่ง ซีนสาม

“In you beloved, love led me in secrecy and tears, now it guides me to your side”.

ตัดต่อโดย Beate Mainka-Jellinghaus สัญชาติเยอรมัน ขาประจำของ Herzog ตั้งแต่เรื่องแรก Signs of Life (1968)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Brian Sweeney Fitzgerald แบ่งเป็นองก์ละเอียดๆได้ดั่งนี้
– Prologue, Fitzcarraldo กับ Molly เดินทางไปรับชมการแสดงอุปรากรที่ Amazon Theatre
– องก์ 1 การดูถูกเหยียดหยาม จบที่ Fitzcarraldo ได้รับการปลดปล่อยตัวจากคุก
– องก์ 2 พบเห็นช่องทางแห่งความฝัน ธุรกิจค้ายาง ซื้อที่ดิน ซื้อเรือ
– องก์ 3 ออกเดินทางมุ่งสู่เป้าหมาย
– องก์ 4 เข็นเรือขึ้นภูเขา
– องก์ 5 ความสำเร็จหรือล้มเหลว
– Epilogue, ปิดท้ายด้วยการเติมเต็มอีกความฝันหนึ่ง นำอุปรากรมาเปิดการแสดงยัง Iquitos, Peru

ผู้ชมสมัยนี้อาจรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหน่ายกับความเชื่องชักช้า ชวนให้หลับใหล ค่อยๆเล่าเรื่องดำเนินคืบหน้าไปทีละเล็กน้อยเกิ้น อารัมบทยาวเหยียด กว่าจะเริ่มออกเดินทางผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เข็นลากเรือขึ้นเขาก็สองชั่วโมง มันจะช้าไปไหน!

แต่ผมจะบอกว่าการตัดต่อของหนังนี้ มีความพอดิบพอดี ลงตัวระดับ Masterpiece คือค่อยๆบรรจงร้อยเรียงเรื่องราว สร้างสัมผัสบรรยากาศ เรือค่อยๆล่องผ่านโค้งน้ำอย่างเชื่องช้า ลากขึ้นเนินเขาอย่างเยือกเย็น ถ้าผู้ชมมิได้เริ่มจากการปรับตัวให้เข้ากับจังหวะ’ลมหายใจ’ของหนัง ถึงฉากนั้นคงไม่ ‘Breathtaking’อย่างแน่นอน

นัยยะความเชื่องช้าของการตัดต่อ ยังสอดคล้องกับสำนวน ‘กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว’ พอดูจบจะรับรู้สึกเลยว่า การเข็นเรือข้ามเขา แม้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่คนปกติ ธรรมดาสามัญ จะครุ่นคิดกระทำได้จริงๆ

สำหรับงานเพลง ส่วนใหญ่จะนำท่อนเล็กๆจากอุปรากรชื่อดัง สะท้อนรสนิยมชื่นชอบของผู้กำกับ Werner Herzog, ส่วนบทเพลงอื่นๆ ล้วนนำจากอัลบัมเก่าๆของ Popol Vuh เหมือนจะไม่ได้ขอให้แต่งเพลงใหม่ใดๆสำหรับหนัง

Wehe Khorazin (แปลว่า Woe to Khorazin, หายนะที่เกิดขึ้นกับเมือง Khorazin) ดังขึ้นสองครั้งในหนัง ล้วนขณะร้อยเรียง/แพนนิ่งภาพธรรมชาติป่าเขาพงไพร ให้สัมผัสที่ ‘พระเจ้าไม่ได้อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้’
– ตอน Opening Credit พร้อมคำบรรยายประกอบ “Cayahuari Yacu, the jungle Indians call this country, the land where God did not finish Creation”.
– เช้าวันที่ชาวอินเดียแดงอยู่ๆก็หายตัวกันไปอย่างลึกลับ (ก่อนค่อยๆเดินกลับมาเข็นลากเรือต่อ)

Als Lebten Die Engel Auf Erden (แปลว่า As the angels lived on earth) ดังขึ้นเมื่อตอน Fitzcarraldo และ Molly เดินทางกลับถึง Iquitos, Peru สัมผัสของบทเพลงมอบความเพ้อฝัน ราวกับดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ สถานที่ซึ่งเทวดา นางฟ้า อาศัยอยู่อย่างสุขสำราญ ว่าไปสะท้อนชื่อเพลงได้ตรงตัวมากๆ

สำหรับ Opera ที่นำมาใช้ในหนัง ประกอบด้วย
– Verdi: Ernani
– Verdi: Le roi s’amuse
– Leoncavallo: Pagliacci
– Puccini: La bohème
– Strauss: Death and Transfiguration
– Ravel: Daphnis et Chloë
– Bellini: I puritani

นำบทเพลง Bella Figlia Dell’amore ฉบับแผ่นครั่ง ขับร้องโดย Enrico Caruso มาให้รับฟัง ไว้สำหรับเปิดไล่ผี/ชาวอินเดียแดง แต่ผู้ชมสมัยนี้ได้ยินแล้วคงจะ หลอกหลอนกับเสียงร้องแทบขาดใจ

นอกจากบทเพลงประกอบ อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นคือ Sound Effect เสียงสายน้ำไหล จิ้งหรีดเรไร นกร้อง (ไม่ใช่แค่สายพันธุ์เดียวนะ) มีความเพลิดเพลิน เป็นธรรมชาติ ราวกับอยู่ในป่าดงพงไพรจริงๆ

ผู้กำกับ Werner Herzog หลังสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จสำเร็จ เรียกตัวเองว่า ‘Conquistadors of the Useless’ ผู้พิชิตแห่งความไร้สาระ เอ่อล้นภาคภูมิใจ ได้ทำในสิ่งที่คงไม่มีมนุษย์หน้าไหน กล้าบ้าบิ่น สร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพยนตร์ในรูปแบบนี้ ให้ยิ่งใหญ่กว่าได้อีกแล้ว

ถึงกระนั้น Herzog ก็ไม่ใช่ผู้กำกับคนแรกหรือคนสุดท้าย กับภาพยนตร์แนว มนุษย์ vs. ธรรมชาติ
– Robert J. Flaherty กำกับเรื่อง Nanook of the North (1922)
– Merian C. Cooper & Ernest B. Schoedsack กำกับเรื่อง Chang: A Drama of the Wilderness (1927)
– Mikhail Kalatozov กำกับเรื่อง Letter Never Sent (1959)
– Alejandro G. Iñárritu กำกับ The Revenant (2015)
ฯลฯ

แต่เป้าหมายของ Herzog ทำในสิ่งที่ไม่มีใครไหน ปกติธรรมดาสามัญ จักสามารถกระทำแสดงออกมาได้ อย่างการเข็นลากเรือข้ามภูเขา การันตีได้เลยว่า Hollywood คงไม่วันครุ่นคิดสร้างใหม่ Remake หนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ทำไมมนุษย์ถึงชอบหัวเราะเยาะ ดูถูก ถากถางผู้อื่น? โลกทัศนคติของคนสมัยก่อน มีการแบ่งชนชั้น ฐานะ ศักดินา เผ่าพันธุ์ วงศ์ตระกูลอย่างเด่นชัดเจน รวมถึงชาย-หญิง ไม่มีใครเกิดมาเท่ากัน บุคคลผู้มีความเฉลียวฉลาด ครอบครองเทคโนโลยี องค์ความรู้สูงกว่า ย่อมได้เปรียบจึงสามารถเอารัดเอาเปรียบ กอบโกยผลประโยชน์สู่ตนเอง และเมื่อสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ ลำดับต่อไปก็คือกลายเป็นพระเจ้าผู้สร้างเสียเอง

แรงผลักดันของ Fitzcarraldo คือการพิสูจน์ตนเองให้ได้รับยอมรับจากพวกที่ชอบหัวเราะเยาะเย้ย ดูถูก ถากถาง เมื่อไหร่ที่เขาประสบพบเจอความสำเร็จสมหวังดั่งฝัน คงทำให้ใครๆแปรเปลี่ยนมายกย่องสรรเสริญ ชีวิตคงเต็มไปด้วยความสุขสำราญ เชิดหน้าชูตา ภาคภูมิพึงพอใจในตนเอง

การมีตัวตนของ Molly หญิงสาวผู้มีความงดงามจากภายใน รักเสียสละทุ่มเทกายใจทั้งชีวิตให้กับ Fitzcarraldo ว่าไปเป็นการสะท้อนความ ‘สายตายาว’ มองอะไรใกล้ตัวไม่ค่อยเห็น มัวแต่จับจ้องไปข้างหน้าสุดแสนไกล ออกเดินทางถึง/ไม่ถึง สุดท้ายก็ต้องหวนกลับมาจุดเริ่มต้น วังเวียนวนวัฏจักรชีวิต ดิ้นรนไปเพื่ออะไร?

บทเรียนของการเข็นลากเรือขึ้นภูเขา ไม่ใช่แค่เรื่องความทุ่มเทพยายาม หรือพิสูจน์ตนเองให้ได้รับการยอมรับ แต่คือเปิดโลกทัศน์ทางความคิด ครุ่นสิ่งนอกกรอบ เรียนรู้ที่จะกล้าเสี่ยง ท้าทายโชคชะตา (หรือแม้แต่ความตาย) ดื่มด่ำกับมันระหว่างทาง พอถึงสุดท้ายจักได้อิ่มหนำสุขสำราญ

สิ่งสำคัญสุดไม่ใช่เป้าหมายหรือความสำเร็จ/ล้มเหลว แต่คือบทเรียนรู้ระหว่างการเดินทาง พบเห็นเข้าใจความหมาย ‘ชีวิต’ มากน้อยเพียงไหน? ปรับประยุกต์สู่ตนเอง ยึดถือปฏิบัติ และอาจส่งทอดต่อ ให้เป็นประโยชน์ประสบการณ์ต่อผู้อื่น

ถึง Fitzcarraldo จะสามารถเข็นลากเรือข้ามภูเขาได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสุดท้ายจะสมหวังดั่งปรารถนา คือมันก็ไม่ใช่โชคชะตาที่กลั่นแกล้งหรอกนะ ให้มองว่าเมื่อถึงจุดสูงสุดก็ต้องตกหล่นลงมาดีกว่า ดั่งวนวังเวียนวัฏจักรชีวิตหวนกลับคืนสู่สามัญจุดเริ่มต้น บทเรียนดังกล่าวทำให้เขาเพียงพอแล้วกับการนี้ กระนั้นขอทิ้งท้ายแบบไม่ให้ทุกสิ่งสูญเสียเปล่า เติมเต็มอีกความเพ้อฝันหนึ่ง แค่นี้ตอนนี้อิ่มหนำ ยิ้มร่า พึงพอใจ

เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Best Director (พ่ายรางวัล Palme d’Or ให้กับ Missing และ Yol) และเป็นตัวแทน West German เข้าชิง
– Golden Globes: Best Foreign Film
– BAFTA Award: Best Foreign Language Film
– ขณะที่ Oscar ก็เป็นตัวแทนเช่นกัน แต่ไม่ได้เข้ารอบใดๆ

มีสารคดี 2-3 เรื่องที่รวบเรียบเรียงการถ่ายทำงานของภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงฟุตเทจไม่ใด้ใช้ในหนังด้วย
– Burden of Dreams (1982) กำกับ/ถ่ายทำโดย Les Blank หนึ่งในทีมงานที่ถูกว่าจ้างให้ทำสารคดีเบื้องหลังหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ
– Portrait Werner Herzog (1986) รวบรวมโดย Werner Herzog ร้อยเรียงชีวประวัติของผู้กำกับ
– My Best Fiend (1999) รวบรวมโดย Werner Herzog อุทิศให้เพื่อนสนิทผู้ล่วงลับ Klaus Kinski

ไม่ใช่แค่นัยยะความหมาย ‘เข็นเรือขึ้นภูเขา’ เพียงอย่างเดียวที่ทำให้ผมชื่นชอบ Fitzcarraldo, ไดเรคชั่นผู้กำกับ Werner Herzog, การแสดงโคตรสมจริงของ Klaus Kinski, รอยยิ้มหวานของ Claudia Cardinale, บทเพลงประกอบสร้างบรรยากาศอันเย็นยะเยือกของ Popol Vuh

ความพิเศษของ Fitzcarraldo ที่ผมยกให้เป็นหนังโปรด เกิดขึ้นแทบจะนาทีสุดท้ายของหนัง เมื่อเสียงขับร้องบทเพลง A te, o cara ดังกึกก้องบนเรือสำราญขณะกำลังล่องแล่น Klaus Kinski คาบเคี้ยวซิการ์ขนาดใหญ่โต โบกไม้โบกมือให้กับสุดที่รัก Claudia Cardinale ไม่รู้ทำไมหัวอกสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาไหลเอ่อ ซาบซึ้งตื้นตันกินใจอย่างที่สุด

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถึงการกระทำของ Fitzcarraldo จะคือความไร้สาระ แต่สามารถเป็นบทเรียนสอนใจทุกคนถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท พยายาม อย่างน้อยให้มันสำเร็จถึงจุดจบ แม้อาจจะไม่สมหวังก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว

จัดเรต 13+ กับเสียงหัวเราะเยาะเย้ย การกระทำเสี่ยงตายไร้สาระ และความคลุ้มคลั่งเสียสติแตก

คำโปรย | “ถึงเรื่องราวการกระทำของ Fitzcarraldo จะคือความไร้สาระ แต่ Werner Herzog และ Klaus Kinski ได้กลายเป็นตำนานทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา”
คุณภาพ | เตร์พี
ส่วนตัว | รื่


Fitzcarraldo (1982) : Germany – Werner Herzog

(4/4/2016) คงไม่มีผู้กำกับ-นักแสดงคนไหนที่บ้าไปกว่า Werner Herzog และ Klaus Kinski อีกแล้ว เขาได้นำพาเรือขนาด 300 ตัน เคลื่อนข้ามภูเขาจากแม่น้ำสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่ง นี่มันหนัง หรือสารคดี หรือเรื่องจริง เพื่ออะไร! นี่เป็นหนังที่มีความท้าทายที่สุดในโลก ผลลัพท์ออกมามันยิ่งใหญ่ สมจริงและสัมผัสได้ ดูจบอาจพบว่าหนังอาจจะไม่มีคุณค่าอะไร แต่ผมจัดให้ นี่เป็นหนังเรื่องที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถ้ามนุษย์ไม่มีความฝัน จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร

ผมไม่ได้ชอบ Aguirre, the Wrath of God เท่าไหร่นัก เพราะผลลัพท์ของหนังที่จบด้วยความล้มเหลว มันเลยทำให้รู้สึกผิดหวังไปกับหนังด้วย กระนั้นมันก็ทำให้ผมได้รู้จัก Fitzcarraldo หนังที่นักวิจารณ์หนังต่างประเทศมักจะพูดคู่กับ Aguirre เสมอ ผมจึงลองเสี่ยงอีกครั้งกับ Fitzcarraldo ความสุดยอดของมันทำให้กลายหนังเรื่องโปรดเรื่องใหม่ของผมเลย และทัศนคติต่อผู้กำกับ Herzog ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่ใช่แค่คนบ้าธรรมดาๆ แต่บ้ามากๆ และเต็มไปด้วยความฝัน เขาชอบทำอะไรท้าทายทั้งตัวเอง และต่อคนรอบข้าง ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะทำได้ และดันทำสำเร็จด้วย จะไม่ให้เรียกว่ายอดคนได้ยังไง ผลลัพท์ที่ออกมาในหนังทำให้ผมขนลุก เพราะทุกวินาทีในนั้นเรารู้ว่ามันคือภาพจริงๆ ชีวิตของทีมงานที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ถ้าเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยก็อาจมีคนตายได้จริงๆ ยิ่งดูหัวใจยิ่งสั่นระทึก ผมจะไม่เฉลยว่า พวกเขาย้ายเรือข้ามเขาสำเร็จหรือไม่ แต่ทุกวินาทีในหนัง มันทำผมหัวใจเต้นไม่หยุด มันช่างมหัศจรรย์อะไรปานนี้ ทำไปได้ยังไง

ในหน้าประวัติศาสตร์ Carlos Fermín Fitzcarrald คือผู้มีตัวตนอยู่จริง ในยุค 1890s เขาได้ทำการเคลื่อนย้ายเรือขนาดใหญ่ จากแม่น้ำสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่งจริง เมื่อ Herzog ได้ยินเรื่องราวนี้เข้า มันคงทำให้เขาเนื้อเต้นที่จะทำอะไรแบบนี้บ้าง จึงได้เริ่มเขียนบทและหาทุนสร้าง ในความเป็นจริงคือ เรือที่ Fitzcarrald เคลื่อนข้ามเขานั้นหนักแค่ 30 ตัน และเขาก็ถอดชิ้นส่วนต่างๆออกก่อนขนข้ามเขา แต่หนังเรื่องนี้ ใช้เรือหนัก 300 ตัน มันจะเป็นไปได้ยังไง!

นักแสดงที่รับบทเป็น Fitzcarrald คนแรกคือ Jason Robards ว่ากันว่าเขาได้ถ่ายหนังไปแล้วกว่า 40% แต่ดัดป่วยเป็นไข้ป่าและต้องออกจากกองถ่ายไปพักรักษาตัว เมื่อหายแล้วหมอห้ามไม่ให้เขากลับไปถ่ายหนังในป่าอีก Herzog จึงต้องหานักแสดงใหม่ ซึ่งเขาพิจารณานักแสดงอย่าง Jack Nicholson หรือแม้แต่รับบทเอง แต่เมื่อได้ติดต่อกับ Klaus Kinski เขาก็ตบปากรับคำทันที แน่นอนว่าเมื่อได้ Kinski มา หมอนี่ตัวสร้างปัญหาเลย เขาป่วนกองถ่าย เมาโวยวายในกองถ่าย ต่อว่าทีมงานเรื่องคุณภาพอาหาร มีปากเสียงกับนักแสดงพื้นเมืองที่เข้ามาวุ่นวายกับเขา ปัญหารุนแรงขนาดว่า หัวหน้าชาวพื้นเมืองยื่นขอเสนอต่อ Herzog ว่าจะฆ่า Kinski ให้ แต่ Herzog ขอไว้ เพราะเขาต้องการถ่ายหนังให้เสร็จ บรรยากาศความตึงเครียดนี้ ถูกใส่ไว้ในหนังด้วยในฉากที่ ชาวพื้นเมืองห้อมล้อมนักแสดงขณะพวกเขากำลังทานอาหารบนเรือ ฉากนี้สมจริงมากๆ เพราะนักแสดงอย่าง Kinski รู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ ไม่รู้พี่แกเอาตัวรอดจนถ่ายเสร็จได้ยังไง

ปกติแล้วนักแสดงที่มีปัญหากับผู้กำกับ พวกเขามักจะไม่ยอมทำงานร่วมกันอีก แต่ไฉน Herzog กับ Kinski ถึงร่วมงานกันถึง 5 เรื่อง (Fritzcarraldo นับเป็นเรื่องที่ 4) กลายเป็นนักแสดงและผู้กำกับคู่บุญกันเสียงั้น มีคนใกล้ชิดของทั้งสองเคยออกมาให้ความเห็นว่า การที่ทั้งสองสามารถร่วมงานกันได้ เพราะต่างเข้าใจปัญหาซึ่งกันและกัน ไม่มีใครกำกับ Kinski ให้แสดงได้ ซึ่งผู้กำกับ Herzog ก็ไม่เคยกำกับการแสดงเขา อยากเล่นอะไรก็เล่นไป อยากพูดอะไรก็พูดไป บทหนังของ Herzog เขียนไว้แค่ Guideline เท่านั้น ซึ่งเอื้อประโยชน์กับนิสัยของ Kinski มาก และความบ้าของ Kinski ที่ผู้กำกับน้อยคนจะคุมเขาอยู่ได้ ก็มี Herzog นี่แหละที่สามารถบังคับให้เขาทำอะไรในสิ่งที่ผู้กำกับคนอื่นทำไม่ได้ (เช่น เอาปืนจ่อหัวขู่ฆ่าถ้าไม่ยอมแสดง) … มิตรภาพของทั้งสองเป็นอะไรที่ผมประทับใจมากๆ

สำหรับบท Fitzcarrald ชื่อนี้มันอ่านว่าอะไรกัน เนื่องจากคนพื้นเมืองในเปรูอ่านออกเสียงแบบนี้ไม่ได้ จึงเปลี่ยนเป็น Fitzcarraldo (Fritz-car-ral-do) ชื่อดูไม่น่ามีความหมายอะไร หน้าตาของ Kinski ก็หลอนเข้าขั้น แถมย้อมผมบลอนอีก หมอนี่เป็นคนบ้าแน่นอน แต่ไม่ได้บ้าแบบใน Aguirre นะครับ เป็นเหมือนเด็กเก็บกดมากกว่า ประมาณสมัยเด็กโดนแกล้งมาเยอะ โตขึ้นก็ยังถูกแกล้งอยู่ จึงต้องการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองก็ทำได้ ผมเจอตัวละครแบบนี้เยอะมากในอนิเมะญี่ปุ่น (เช่น Nobita ใน Doremon) สิ่งที่เขาทำจึงเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีวันทำได้ หรือไม่สามารถทำได้ และด้วยความชื่นชอบในเพลง Opera จุดเริ่มต้นของความเป็นไปไม่ได้แรกคือ เอาการแสดง Opera ไปแสดงในป่า ใครๆคงถามจะไปเล่นให้สัตว์ป่าฟังหรือยังไง … ใช่ครับ Opera เป็นสัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์ ขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งสากล (ที่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าแม้แต่สัตว์ก็ชอบฟังเพลงคลาสสิค) ที่ใครก็ฟังได้ เมื่อฟังแล้วจะกลายเป็นคนศิวิไลซ์ขึ้นมาทันที

มีคนวิเคราะห์ไว้ว่าหนังเรื่องนี้ดูเป็นของ Kinski มากกว่าของ Herzog เพราะ Kinski แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง เมื่อเขาเข้ามา Take-Over รับบทนำ ก็เปลี่ยนแปลงการแสดงเพื่อให้เป็นไปในแนวทางของตนเอง(ที่อยากเล่น) การแสดงของเขาถือว่ายอดเยี่ยมไม่มีที่ติ ตัวละครนี้จะตรงข้ามกับ Aguirre ซึ่ง Kinski ก็สามารถทำให้เราสัมผัสได้ว่าเขาเป็นได้ทั้ง Fitzcarraldo และ Aguirre สิ่งที่ผู้กำกับ Herzog ทำคือเป็นแค่คนคอยจัดการให้เกิดเรื่องราวในหนัง Kinski คือใจความของหนัง จุดนี้ผมไม่เถียงนะครับ เพราะถ้าไม่ได้ Kinski ผมก็นึกไม่ออกเลยว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาแบบไหน เขายกระดับของตัวละครไปถึงจุดที่ Jack Nicolson ทำกับหนังเรื่อง The Shining ได้ถึงที่สุดจริงๆ

ถ่ายภาพโดย Thomas Mauch คนเดียวกับที่ถ่าย Aguirre หนังเรื่องนี้ถือว่ามีงานภาพที่สวยงามมากๆ ช่วงแรกๆอาจจะไม่เห็นเท่าไหร่ Mauch ผมถือว่าเขาเป็นช่างภาพที่เก่งเรื่องการถ่ายธรรมชาติออกมาให้ดูดี ได้บรรยากาศสมจริง ในป่าขณะกำลังล่องในแม่น้ำ การเคลื่อนกล้องช้าๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่บนเรือ และเรือกำลังค่อยๆแล่นไป ช่วงที่เข็นลากขึ้นเขา ภาพเรือที่ค่อยๆเคลื่อนขึ้น เลือกมุมกล้องในการนำเสนอได้สวยงามมากๆ และการค่อยๆเคลื่อนที่ของมัน ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความยาก ความหนักของเรือ ผมกลั้นหายใจลุ้นระทึกไปกับมันด้วย กลัวเชือกขาดเสียจริง ถ้าเชือกขาด คนที่อยู่บริเวณนั้นตายเรียบแน่นอน เทียบกันกับ Aguirre แล้วผมเลือกไม่ได้ครับว่าเรื่องไหนภาพสวยกว่า มีจุดเด่นต่างกัน ถือว่าสุดยอดทั้งคู่

หนังเรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำ 5 ปี ได้ฟุตเทจกว่า 500 ชั่วโมง หลังจากทีมงานนั่งดูกันตาแฉะเหลือเลือกมา 12 ชั่วโมง Lambis Haralambidis เอาไปตัดต่อครั้งแรกเหลือ 5 ชั่วโมง Beate Mainka-Jellinghaus เอาไปตัดต่ออีกครั้งเพื่อให้จบที่ 157 นาที รวมเวลาที่ใช้เวลา 6 สัปดาห์ เหตุที่ใช้เวลาตัดต่อแค่นี้เพราะต้องทำให้เสร็จฉายตามกำหนด ผมว่าถ้าให้เวลากับการตัดต่อมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นหนังมีรายละเอียดที่สมจริงมากขึ้นไปอีก หนังแบ่งออกเป็น 2 part ช่วงแรกคือการเกริ่นเรื่องจนถึงก่อนเริ่มออกเดินทาง เป็นการแนะนำตัวละคร ที่มาที่ไปและสาเหตุของเรื่อง ช่วงสองคือตั้งแต่เริ่มออกเรือ เข็นเรือขึ้นขาจนจบ การตัดต่อค่อนข้างจะใจใจเย็น ให้เวลากับคนดูได้ซึมซับบรรยากาศ ความรู้สึกในแต่ละฉาก หนังไม่ช้าเท่าของ Andrei Tarkovsky แต่มี long-take หลายฉากที่ให้เวลากับคนดูหายใจ (แต่บางทีก็กลั้นหายใจ) ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากๆเลยครับ

เพลงประกอบใช้บริการของ Popol Vuh วงดนตรีเดียวกับที่ทำเพลงให้ Aguirre โดยหยิบจากอัลบัม Die Nacht der Seele (1979) และ Sei still, wisse ich bin (1981) ผมชอบเสียงรัวกลองขณะที่เรือกำลังล่องอยู่ในป่ามาก มันเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นตุบๆ ยาวนานอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ปกติเสียงรัวกลองมันจะใช้กับเตรียมการต่อสู้ หรือกำลังรบพุ่ง แต่หนังใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่สมจริง

ที่เด็ดสุดๆคือการเปิดเพลง Opera จากเครื่องเสียงร้องโดย Enrico Caruso ในป่า ขณะกำลังแล่นเรือ และลากเรือขึ้นเขา มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมากๆ จะว่าไม่เหมาะก็ไม่ใช่ แต่มันสร้างระดับให้กับหนัง ผมเรียกจังหวะพวกนั้นว่า “คลาสสิค” ดูหรูหรา มีสไตล์ ทำให้หนังมีความศิวิไลซ์ขึ้นทันที Opera ที่ได้ยินในหนัง ประกอบด้วยเรื่อง Ernani ของ Verdi, Pagliacci ของ Leoncavallo, La boheme ของ Puccini, I puritani ของ Bellini และ Death and Transfiguration ของ Richard Strauss เชื่อว่าที่เขียนมาคงมีไม่กี่คนที่รู้จัก แทบทั้งนั้นเป็น Opera ที่แสดงใน Germany แน่ละครับนี่หนัง Germany ก็ต้องใช้ของในชาติตัวเองนะแหละ ลองหาใน Youtube ดูนะครับ ผมเองเพลงของ Caruso ที่บรรเลงตอนจบมาใส่ไว้ให้ฟังกัน เป็น Opera ที่ไพเราะมากๆ

ฉากจบกับเสียงร้อง Opera บนเรือ ผมชอบฉากนี้มากๆ มันเจ๋งสุดๆไปเลย ถือว่านี่เป็นฉากจบที่สวยงามมากที่สุดเรื่องหนึ่ง Fitzcarraldo ปากคาบซิกการ์ สวมหมวก มือเท้าเก้าอี้สีแดง ใบหน้าเชิดขึ้นมองไปข้างหน้า รอยยิ้ม สีหน้า อารมณ์ มันเหมือนกับว่าเขาทำความฝัน ……. (สำเร็จ/ไม่สำเร็จ) เสียงร้องที่บาดไปถึงขั้วหัวใจ ดูแล้วเหมือนกำลังลอยได้ ใกล้ตื่นจากความฝัน เสียงร้องมันมี “คลาส” มีระดับ ไพเราะ เสนาะหู นี่เป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยเจอกับหนังเรื่องไหนมาก่อน ทำไมถึงจบแบบนี้ไปหาคำตอบในหนังเอาเองนะครับ

เหตุที่ผมชอบ Fitzcarraldo มากกว่า Aguirre ก็เพราะหนังมีการเกริ่นเรื่องแนะนำตัวละคร เล่าที่มาที่ไป ใน Aguirre มาถึงก็เริ่มเดินอยู่ในป่าเลย ยังไม่ทันตั้งตัวอะไร เรื่องก็ดำเนินไปแล้ว Fitzcarraldoให้เวลาอธิบายโน่นนี่นั่น เล่าที่มาที่ไปอย่างใจเย็น ให้เราเข้าใจตัวละคร ทำไมเขาเป็นอย่างนั้น ตัวละคร Fitzcarraldo ผมเห็นใจเขานะ เป็นเหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจ โชคดีทีเขามีหญิงสาว (นำแสดงโดย Claudia Cardinale) ที่เป็นคนคอยสนับสนุนและให้กำลังใจเขาอยู่ตลอด ถ้าไม่มีตัวละครนี้ Fitzcarraldo จะไม่สามารถเอาตัวรอดได้เลย สิ่งที่ Fitzcarraldo ตอบแทนเธอ คือการทำให้ความฝันของเขาให้สำเร็จ

การใส่ Opera เข้ามาในหนัง ทำหนังหนังเรื่องนี้มี “คลาส” ที่แปลกใหม่มากๆ ใครกันจะไปเปิด Opera ในป่า มันเทียบเท่ากับการเปิด Wagner ขณะทหารเข้าสงครามใน Apocalypse Now เลย การใส่ความแปลกใหม่นี้เป็นการสร้างความโดดเด่นให้กับหนัง เรื่องราวของหนังมันก็ไม่เหมือนใครแล้ว แต่วิธีการเล่าเรื่องกลับโดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่มีใครที่จะกล้าเล่าแบบนี้ ทั้งๆที่มันก็ดูไม่มีอะไรมาก แต่ก็ยกระดับให้หนังดูมีคุณค่าในเชิงศิลปะที่ลึกล้ำ ยากที่ใครจะทำตามหรือเลียนแบบได้ นี่คือหนังของ Herzog เขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับคนโปรดของผมไปแล้ว

อการเข็นครกข้ามภูเขา เชื่อว่าคนดูทุกคนจะตั้งคำถาม เพื่ออะไร? ทำแล้วได้อะไร? คำตอบคือไม่มีใครได้อะไรจากการทำแบบนี้เลยนะครับ มีสารคดีเรื่องหนึ่งของ Herzog เขาพูดถึงตัวเองว่าเป็น Conquest of the Useless อันนี้จริงแท้แน่นอน แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาทำใน Fitzcarraldo มันเป็นมากกว่าแค่ความเพ้อฝัน หรือความทะเยอทะยานที่บ้าคลั่ง หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการทำสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดจะทำกัน เหมือนกับที่ Columbus ล่องเรือแล้วคนพบทวีปอเมริกา เหมือนกับที่อริสโตเติลเชื่อว่าโลกกลม นี่คือหนังที่ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้อีกแน่นอน ดังนั้นคุณค่าของมันคือความเป็นหนึ่งเดียว ความเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่สุด หนังเรื่องนี้ ณ ตอนฉายอาจจะมีผู้คนจำนวนมากไม่เห็นค่าของมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมชเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่า นี่เป็นหนังที่มีคุณค่ามากๆ เพราะเราได้เห็นความทะเยอทะยานในระดับที่ ถ้าไม่แน่จริง กล้าจริง ไม่มีใครทำได้ มีคนเคยพูดไว้ ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้ถึงที่สุด หนังเรื่องนี้คือที่สุดของความเป็นไปได้ เป็นความฝันที่ทำสำเร็จกลายเป็นจริง นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มันควรค่ากับการเป็น “หนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ดูหนังเรื่องนี้ จะเห็นความทะุเยอทะยานที่เป็นที่สุดของผู้กำกับ ถ้าไม่ใช่คนที่บ้าสุดๆจริงคงไม่สามารถทำหนังเรื่องนี้ได้ เอาความบ้านี้เปลี่ยนเป็นแรงพลังผลักดันในใจของเรา ให้ทำในสิ่งที่เราฝัน อยากทำ ให้ได้สำเร็จเหมือนที่ Herzog และ Kinski ทำกับหนังเรื่องนี้นะครับ

หนังภาพสีสวยสด คนสมัยใหม่สามารถดูได้แน่นอน 1982 ถือว่าไม่เก่ามาก ผมจึงแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคนนะครับ เด็กเล็กอาจดูไม่เข้าใจ โตขึ้นมาหน่อยก็ดูได้ ก่อนจะดูให้ทำความเข้าใจก่อนสักนิดว่า ภาพทุกอย่างในหนังคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากความทะเยอทะยานของผู้กำกับ ไม่มี CG ไม่มี Special Effect ช่วย ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำไปหา Aguirre, the Wrath of God มาดูก่อน จะทำให้คุณจะเข้าใจตัวตนของผู้กำกับมากขึ้น จัดเรต 13+ สำหรับภาพความรุนแรงนิดหน่อย

คำโปรย : “Fitzcarraldo หนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย กำกับโดย Werner Herzog นำแสดงโดย Klaus Kinski จากสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ถูกทำสำเร็จในหนังเรื่องนี้ เข็นเรือข้ามภูเขา มันจะเป็นทำได้ยังไง หนังเรื่องนี้ทำได้”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบFAVORI

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of