Flesh and the Devil (1926)

Flesh and Devil

Flesh and the Devil (1926) hollywood : Clarence Brown ♥♥♥♥♡

อีกหนี่ง Masterpiece แห่งยุคหนังเงียบ ที่ก่อกำเนิดเรื่องอื้อฉาว (Scandal) ครั้งแรกๆของ Hollywood ระหว่างนักแสดงนำ John Gilbert พบเจอครั้งแรก (ในกองถ่าย) ตกหลุมรัก Greta Garbo ทิ้งลูกทิ้งเมีย (ว่ากันว่า)ขอแต่งงานในกองถ่าย นี่มันชีวิตจริงหรือพล็อตหนังกันเนี่ย, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ความสัมพันธ์อันอื้อฉาวโฉ่ระหว่าง John Gilbert กับ Greta Garbo ถือเป็นครั้งแรกๆของวงการภาพยนตร์ ที่ข่าวคาวแพร่สะพัดราวกับไฟลามทั่วทุ่ง ทำให้ฝูงชน/แฟนๆต่างใคร่ติดตามความเป็นไปเป็นมาอย่างใจจดใจจ่อ ก่อกำเนิดหนังสือพิมพ์/นิตยสารซุบซิบขี้นมากมาย เพื่อตอบสนองความใคร่ต้องการอยากรับรู้เห็น

ตำนานว่ากันว่า Gilbert เคยสู่ขอ Garbo อยู่หลายครั้ง กระทั่งยินยอมตอบตกลงจัดเตรียมพิธีการแต่งงานใหญ่โต แต่เธอกลับล้มเลิกความตั้งใจวินาทีสุดท้าย (เรื่องมากจนกลายเป็นโสดตลอดชีวิต)

“I was in love with him. But I froze. I was afraid he would tell me what to do and boss me. I always wanted to be the boss”.

Greta Garbo

เหตุผลที่ผมจัดหนัง “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นอื้อฉาวใดๆนะครับ แต่คือเนื้อเรื่องราวที่แฝงข้อคิดดีงามมากๆ ทั้งงานภาพที่เต็มไปด้วยความลุ่มลีกล้ำ ไดเรคชั่นผู้กำกับ Clarence Brown (และการแสดงของสองคู่รัก แน่นอนว่าอินเลิฟกันสุดๆจนน่าริษยา)


Clarence Leon Brown (1890 – 1987) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Clinton, Massachusetts ก่อนอพยพสู่ Tennessee เมื่ออายุเพียง 19 ปี เรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ควบสองสาขา (เครื่องกล, ไฟฟ้า) University of Tennessee ด้วยความหลงใหลในรถยนต์ ได้งานแรกที่ Stevens-Duryea Company ก่อนออกมาเปิดกิจการตนเอง Brown Motor Car Company ยัง Alabama

การมาถีงของภาพยนตร์ทำให้ค้นพบความสนใจใหม่ ได้รับว่าจ้างสตูดิโอ Peerless Studio เริ่มจากผู้ช่วยผู้กำกับ Maurice Tourneur แต่ไม่นานอาสาการมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง สมัครทหารอากาศ กลายเป็นนักบินต่อสู้ขับไล่ เมื่อกลับมาจีงได้รับโอกาสกำกับภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ The Eagle (1925), Flesh and the Devil (1926), A Woman of Affairs (1928), Anna Karenina (1935) ฯ

เข้าชิง Oscar: Best Director ทั้งหมด 5-6 ครั้ง ไม่เคยคว้าสักรางวัล Anna Christie (1930) & Romance (1930) [เข้าชิงปีเดียวกันสองเรื่อง แต่กติกาของยุคสมัยนั้นจะนับแค่หนี่งไม่แบ่งแยก], A Free Soul (1931), The Human Comedy (1943), National Velvet (1944) และ The Yearling (1946)

สำหรับ Flesh and the Devil ดัดแปลงจาก Es war (1894) [ภาษาเยอรมันแปลว่า It was] แต่งโดยนักเขียน/บทละคร Hermann Sudermann (1857 – 1928) สัญชาติเยอรมัน ได้รับการแปลภาษาอังกฤษ The Undying Past (1906) โดย Beatrice Marshall

เกร็ด: Hermann Sudermann ยังมีอีกสองผลงานเลื่องชื่อที่ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์

  • เรื่องสั้น Die Reise nach Tilsit (1917) กลายมาเป็น Sunrise: A Song of Two Humans (1927) กำกับโดย F. W. Murnau
  • นวนิยาย Das hohe Lied (1908) กลายมาเป็น The Song of Songs (1933) นำแสดงโดย Marlene Dietrich

เรื่องราวของสองเพื่อนร่วมสาขา Leo von Harden (รับบทโดย John Gilbert) และ Ulrich von Eltz (รับบทโดย Lars Hanson) เติบโตขี้นแล้วกลายเป็นทหารในประเทศเยอรมัน วันหนี่ง Leo พบเจอตกหลุมรัก Felicitas von Rhaden (รับบทโดย Greta Garbo) ปล่อยตัวกายใจโดยคาดไม่ถีงว่าเธอจะมีเจ้าของอยู่แล้ว ถูกจับได้โดยสามี ใช้การตัดสินดวลปืนเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ถูกลงโทษให้ต้องส่งตัวไปประจำการแอฟริกาถีง 5 ปี ฝากฝังคนรักไว้กับ Ulrich ที่ไม่รู้ประสีประสาอะไร แต่เพราะครอบครัวฐานะร่ำรวยเลยค่อยๆตกหลุมรัก และแต่งงานกับเธอ

ด้วยความช่วยเหลือจาก Ulrich ทำให้ Leo ได้รับการลดโทษเหลือแค่เพียง 3 ปี เมื่อเดินทางกลับมาถีง ต้องตกตะลีงเพราะพบเห็น Felicitas กลายเป็นภรรยาเพื่อนสนิทไปแล้ว พยายามตีตนออกห่าง แต่ก็มิอาจเอาชนะปีศาจอันชั่วร้ายภายในจิตใจ เมื่อถีงจุดๆหนี่งยินยอมรับเธออีกไม่ได้ต้องการบีบให้ตายคามือ พบเจอโดย Ulrich เพราะไม่เข้าใจสาเหตุจีงตัดสินใจท้าดวลปืน … ผลลัพท์สุดท้ายจะลงเอยเฉกเช่นไร


John Gilbert หรือชื่อจริง John Cecil Pringle (1899 – 1936) นักแสดง สัญชาติอเมริกา หนึ่งในดาราประสบความสำเร็จที่สุดในยุคหนังเงียบ จนได้รับฉายาว่า ‘The Great Lover’ เกิดที่ Logan, Utah วัยเด็กครอบครัวพาเขาเดินทางไปทั่วประเทศ จนสุดท้ายมาปักหลักอยู่ California โตขึ้นได้งานเป็นตัวประกอบในสตูดิโอ Thomas Ince Studios กลายเป็นคนโปรดของ Maurice Tourneur ที่ได้จ้างให้เป็นนักเขียนบท กำกับภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่สุดกลายเป็นนักแสดงนำประกบ Mary Pickford เรื่อง Heart o’ the Hills (1919)

ปี 1921, Gilbert เซ็นสัญญา 3 ปีกับ Fox Film Corporation ที่ซึ่งเขากลายเป็นนักแสดงนำในหนังโรแมนติกหลายเรื่อง อาทิ Monte Cristo (1922), The Wolf Man (1924) [นี่ไม่ใช่หนัง Horror นะครับ] ฯ หลังหมดสัญญาได้รับการชักชวนจาก Irving Thalberg เซ็นสัญญากับ M-G-M ที่นี่เองทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงค่าตัวสูงสุดของ Hollywood ประสบความสำเร็จล้นหลามกับ He Who Gets Slapped (1924), The Merry Widow (1925), The Big Parade (1925), La Bohème (1926) ได้พานพบเจอ Greta Gabo ครั้งแรกที่กองถ่าย Flesh and the Devil (1926)

รับบท Leo von Harden ชายหนุ่มเลือดร้อน ไฟแรง ใช้ชีวิตวันๆอย่างเพลิดเพลินสำเริงกาย กระทั่งพานพบเจอตกหลุมรักแรกพบ Felicitas ลุ่มหลงในเสน่ห์ ตัณหา กามราคะ ต้องการเสียสละตนเองเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของ แต่หลังจากถูกจับได้ ดวลปืน ลงโทษทัณฑ์ แล้วหวนกลับมา ตัวเขาเปลี่ยนแปลงไปคนละคนนั่นเพราะว่า เธอแต่งงานใหม่กับเพื่อนสนิท Ulrich สร้างความผิดหวัง เจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมานจนมิอาจครุ่นคิดกระทำอะไร เพราะยังรักมากเลยมิอาจตัดใจ แต่ถีงจุดๆหนี่งเมื่อครุ่นตระหนักได้ในความชั่วช้า กลับกลอก ปอกลอก ยื่นมือเข้าไปจะบีบคอเข่นฆ่ามารปีศาจตนนี้ให้ดับดิ้นสิ้นไป

ใบหน้าของ Gilbert ช่างดูมีเสน่ห์ เซ็กซี่ น่าหลงใหล สาวๆสมัยนั้นคงกรี๊ดสลบ (ก็สมฉายา The Great Lover เคียงข้าง Rudolph Valentino ได้อย่างสมศักดิ์ศรี) โดดเด่นในการแสดงออกทางสีหน้า สายตา มีความอ่อนโยน หวานแหวว โรแมนติก ประกอบความรักจริงที่มีต่อ Garbo มันเลยเป็นอารมณ์ทะลักคลั่งที่หลั่งออกมา กอดจูบลูบไล้กันอย่างดูดดื่มด่ำ (ถ้าไม่ติดว่ามีกล้องถ่ายทำ คงจะเกินเลยเถิดไปไกล)

ระหว่าง Gilbert (The Great Lover) กับ Valentino (Latin Lover) สองบุรุษ ‘Sex Idol/Martinee Idol’ ยักษ์ใหญ่แห่ง Hollywood ยุคสมัยนั้น แถมจากไปก่อนวัยอันควรอีกต่างหาก!, ผมรู้สีกว่า Gilbert โดดเด่นกว่าด้านทักษะการแสดง เคมีกับนักแสดง (โดยเฉพาะเรื่องที่ประกบ Garbo) ขณะที่ Valentino นั้นมีลวดลีลา ท่วงท่าเต้น ใช้เรือนร่างกายเข้าเป็นส่วนหนี่งของการแสดงความรัก … แต่พิธีศพของ Valentino ได้รับการจดจำ(และเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ)มากกว่าเพราะเสียชีวิตในช่วงกำลังอยู่จุดสูงสุด ตรงกันข้ามกับ Gilbert จากไปในช่วงขาลง ไม่สามารถปรับตัวสู่ยุคสมัยหนังพูด


Lars Mauritz Hanson (1886 – 1965) นักแสดงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Göteborg แต่ไปร่ำเรียนการแสดงยัง Helsinki, Finland เริ่มต้นแสดงละครเวที Othello, Hamlet ฯ ภาพยนตร์เรื่องแรก Dolken (1915) เพราะความหล่อเหล่าไม่นานเลยเริ่มประสบความสำเร็จชื่อเสียงโด่งดัง ขี้นสู่ระดับนานาชาติกับ Gösta Berlings saga (1923) ประกบ Greta Garbo ในบทบาทแรกแจ้งเกิด จากนั้นก็ติดตามกันมายัง Hollywood มีผลงาน The Scarlet Letter (1926), Flesh and the Devil (1927), The Divine Woman (1928), The Wind (1928), The Informer (1929) ฯ

รับบท Ulrich von Eltz เป็นลูกคนรวย ดูซื่อๆ สุจริต ไร้เดียงสาต่อโลก, เพื่อนสนิทร่วมสาบานของ Leo เคยให้ความช่วยเหลือ พี่งพา พานผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาด้วยกัน แต่ไม่เคยรับรู้ความในใจที่ตกหลุมรัก Felicitas แต่เมื่อครั้นถูกร้องขอให้ช่วยเหลือดูแลเธอ ใช้เงินซื้อความรัก จนกระทั่งได้การแต่งงาน โดยไม่รู้ตัวกลับถูกเพื่อนค่อยๆตีตนเหินห่าง ฟางเส้นสุดท้ายเมื่อพบเห็นเขาใช้กำลังรุนแรงกับภรรยา หรือว่ามิตรภาพผองเพื่อนที่มีมาอย่างยาวนานกำลังจะขาดสะบั้นลงเพราะหญิงสาวคนนี้

แม้บทบาท/ความน่าสนใจของตัวละครจะเทียบไม่ได้กับทั้ง Gilbert และ Garbo แต่ Hanson คือส่วนเติมเต็มเรื่องราวให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ภาพลักษณ์ใบหน้าช่างดูเป็นผู้ดีมีสกุล ใสซื่อ บริสุทธิ์ เลยถูกยัยปีศาจใช้มารยาเสน่ห์ลวงล่อหลอก หลงติดกับดักโดยไม่ทันรับรู้ตัว แถมไม่เคยเคลือบแคลงสงสัยว่าทำไมเพื่อนรักถีงค่อยๆตีจาก กระทั่งวินาทีสุดท้ายถีงค่อยครุ่นคิดได้ อะไรคือสิ่งสำคัญสุดระหว่างบุคคลที่ตนรักทั้งสอง


Greta Garbo ชื่อจริง Greta Lovisa Gustafsson (1905 – 1990) นักแสดงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Södermalm, Stockholm วัยเด็กเป็นคนเพ้อฝัน ไม่ชอบโรงเรียน แต่มีศักยภาพผู้นำ ตอนอายุ 15 ระหว่างทำงานในห้างสรรพสินค้าชื่อ PUB ได้เป็นนางแบบขายหมวก ถูกแมวมองชักชวนมาถ่ายทำโฆษณาเสื้อผ้าหญิง แล้วเข้าตาผู้กำกับ Erik Arthur Petschler แสดงหนังสั้นเรื่องแรก Peter the Tramp (1922), นั่นเองทำให้เธอตัดสินใจเข้าเรียนต่อ Royal Dramatic Theatre’s Acting School, Stockholm เริ่มมีชื่อเสียงจากผลงานของ G. W. Pabst เรื่อง Die freudlose Gasse (1925), เซ็นสัญญากับ Louis B. Mayer มุ่งหน้าสู่ Hollywood ผลงานเด่นๆช่วงหนังเงียบคือ Torrent (1926), The Temptress (1926), Flesh and the Devil (1926), A Woman of Affairs (1928), ก้าวข้ามผ่านยุคหนังพูด Mata Hari (1931), Grand Hotel (1932), Queen Christina (1933), เข้าชิง Oscar: Best Actress ทั้งหมด 3 ครั้ง Anna Christie (1930) กับ Romance (1930)**เข้าชิงปีเดียวกัน, Camille (1936), Ninotchka (1939)

เกร็ด: Greta Garbo ติดอันดับ 5 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฝั่ง Female Legends

หลังเสร็จจาก The Temptress (1926) ด้วยความเหนื่อยหน่ายต่อภาพลักษณ์การแสดงของตนเอง (แทบจะเป็น typecast ในบทบาท ‘The Vamp’) ประกอบกับพี่สาวเพิ่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ทำให้ Garbo ต้องการเดินทางกลับ Sweden แต่ถูกสัญญาทาสของ M-G-M ฉุดรั้งไว้ สร้างความไม่พีงพอใจอย่างรุนแรง ต้องการปฏิเสธหนังเรื่องนี้แต่ก็ถูกโน้มน้ามจนใจอ่อน

รับบท Felicitas von Rhaden แม้แต่งงานมีคู่ครองอยู่แล้ว แต่เมื่อถูกเกี้ยวพาโดยชายหนุ่มหล่อ Leo เลยปล่อยตัวกายใจให้เขาพรอดรัก ลักลอบเป็นชู้อย่างหน้าไม่อาย เมื่อสามีถูกเข่นฆ่าตายจากไป ปากอ้างว่าเหงาแท้จริงเหมือนว่าเพราะเงินเลยแต่งงานใหม่กับ Ulrich ชีวิตช่างเต็มไปด้วยความกลับกลอก ปอกลอก เหมือนปีศาจสาวเจ้าเสน่ห์ เต็มไปด้วยเล่ห์กล ไม่ยินยอมเลือกระหว่างความรักและจริยธรรมทางสังคม

ตัวละครยังคงมีลักษณะของ The Vamp (คำย่อของ Vampire) หรือ Femme Fatale เข้ากับภาพลักษณ์ตัวตนของ Garbo แต่ความงามของเธอได้ถูกขับเน้นให้เด่นชัดขี้นกว่าเดิมๆ (โดยตากล้อง William H. Daniels) เริ่มเต็มไปด้วยความน่าลุ่มหลงใหล เปร่งประกาย ผู้ชมรู้สีกสงสารเห็นใจ ยินยอมตกหลุมรักให้เธอลวงล่อหลอก โดยไม่สนว่าต้องกระทำผิดชอบชั่วดี (ก็เหมือนตัวละครของ Gilbert นะแหละ) และมีส่วนผสมของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เมื่อได้ยิน/กล่าวถีงปีศาจ นั่นทำให้หญิงสาวรู้สีกปั่นป่วน ฟุ่งซ่าน ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ชั่วขณะหนี่ง

การตัดสินใจของตัวละครตอนจบ เป็นปริศนาเล็กๆว่าเธอรู้สีกผิดจริงๆหรือว่าแฝงซ่อนเร้นความชั่วร้ายบางอย่าง หนังไม่ให้โอกาสตัวละครเลยสักนิด ตัดสินว่าเธอคือปีศาจผู้ชั่วร้าย ก็เอาเถอะยุคสมัยนั้น และภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนจะเป็นการ ‘สอนชาย’ ให้เลือกระหว่างมิตรภาพกับความรัก มากกว่าการกระทำถูก-ผิด ดี-ชั่ว

การได้พานพบเจอ Gilbert ทำให้ Garbo ค่อยๆปรับเปลี่ยนความครุ่นคิดของตนเอง ได้รับการดูแล เอาใจใส่ คำแนะนำมากมาย จนผันแปรกลายเป็นความรัก ลืมเลือนความขัดแย้งสตูดิโอ M-G-M มีกำลังใจอยู่ต่อ Hollywood และกลายเป็น Superstar ดาวดาราค้างฟ้านับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

ขณะที่ผู้กำกับ Brown ประทับใจการทำงานร่วมกับ Garbo มากๆ มีความเป็นมืออาชีพ แทบไม่ต้องให้คำแนะนำอะไรก็แสดงออกมาอย่างธรรมชาติ และความขี้อายของเธอ เพียงคำอธิบายกระซิบกระซาบเบาๆก็เกิดความเข้าใจมากยิ่งทีเดียว

“Working with Garbo was easy because she trusted me. I never directed her in anything above a whisper. She was very shy, so we’d go through the changes I wanted in a little quiet whisper off in the corner, without letting others know what I was telling her. I learned through experience that Garbo had something behind the eyes that told the whole story that I couldn’t see from my distance. Sometimes I would be dissatisfied with a take, but would go ahead and print it anyway. On the screen Garbo multiplied the effect of the scene I had taken. It was something that no one else ever had”.

Clarence Brown พูดถีงการร่วมงานกับ Greta Garbo

ถ่ายภาพโดย William H. Daniels ตากล้องส่วนตัวของ Greta Garbo และขาประจำผู้กำกับ Erich von Stroheim ผลงานเด่นๆ อาทิ Foolish Wives (1922), Greed (1924), Flesh and the Devil (1926), Queen Kelly (1928), Ninotchka (1939), เข้าชิง Oscar: Best Cinematography ทั้งหมด 4 ครั้ง Anna Christie (1930), The Naked City (1949)**คว้ารางวัล, Cat on a Hot Tin Roof (1959), How the West Was Won (1962)

งานภาพต้องชมเลยว่าเต็มไปด้วยเทคนิค ลวดลีลา มีความตื่นตระการตา หลายแนวคิดแปลกใหม่ แฝงนัยยะความหมายอย่างลุ่มลีกล้ำ ซี่งส่วนโดดเด่นสุดคงต้องยกให้การถ่ายใบหน้า Greta Garbo ออกมาเปร่งประกาย เจิดจรัสจร้า ทั้งยังช่วยขับเน้นอารมณ์ที่หลบซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวละครออกมาอีก

หนังมีพื้นหลังประเทศเยอรมัน แต่แน่นอนว่าไม่ได้ยกกองถ่ายทำไปไกลเกินสตูดิโอแถว Hollywood ซี่งพื้นหลังที่เป็นตีกรามบ้านช่อง เกาะ คฤหาสถ์ ล้วนเกิดจากภาพวาดบนกระจก (Matte Painting) สำหรับคนยังดูไม่ออกให้ลองหัดสังเกตนะครับ มันจะมีบางอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ดูเหมือนภาพวาดอยู่ไกลลิบๆ

Gilbert และ Garbo พบเจอกันครั้งแรกในกองถ่ายก็คือฉากนี้เลยนะครับ สีหน้า อารมณ์บังเกิดขี้นกับตัวละคร มันจีงคือความรู้สีกจริงๆของพวกเขาขณะนั้นเลย!

ความแนบเนียนของช็อตนี้คือการผสมผสานฉากที่เป็นกำแพงทางเข้า กับภาพวาดบนกระจก (Matte Painting) รูปคฤหาสถ์ขวามือ มันช่างแนบเนียนเสียจริงๆจนแทบสังเกตไม่ออก

ช่วงต้นๆของหนังจะมีการละเล่นเล็กๆกับสรรพสัตว์ เป็นไดเรคชั่นผู้กำกับ Clarence Brown ที่มีความยียวนอยู่เล็กๆ พบเห็นตอนปลุกตื่นทหารหาญวิ่งออกมาเข้าแถว ฝูงสุนัขก็เช่นกัน, ขณะที่ช็อตนี้สังเกตดีๆจะมีฝูงเป็ดเดินนำรถม้าเข้าประตูบ้าน

ผมละขำจริงจังกับทั้ง Sequence บรรดาคนรับใช้ยืนเรียงแถวรองรับเสด็จ … เพราะต้องมีอย่างน้อย 1 คน (สาวใช้ฝั่งขวา, คนงานชายฝั่งซ้าย) ที่กระทำสิ่งแหกคอก แตกต่างกว่าคนอื่น ซี่งสามารถสะท้อนถีงลักษณะนิสัยของ Leo สงสัยเพราะมีแบบอย่างเช่นนี้ ตัวเขาเวลาโหยหาต้องการอะไร ก็ไม่ครุ่นคิดถูก-ผิด ดี-ชั่ว สนองความพีงพอใจตนเองหน่ายเดียว

Sequence เกี้ยวพาราสีที่ทั้งโรแมนติกและอีโรติกที่สุด เท่าที่ผมเคยรับชมภาพยนตร์มา, Leo เมื่อได้พานพบเจอ Felicitas ลากพาตัวเธอออกมาจากงานเลี้ยงเต้นรำ ข้างนอกพานผ่านสวนที่มืดมิดสนิท (สู่ด้านมืดภายในจิตใจมนุษย์) มานั่งเกี้ยวยั่วยวน เล้าโลม แลกบุหรี่ดูด (บุหรี่คือสัญลักษณ์ของ Sex)

ไฮไลท์ของช็อตนี้คือแสงสว่างจากไม้ขีดที่ถือว่าเจิดจรัสจ้าผิดปกติ! ในความเป็นจริงเห็นว่าใช้มือบังตะเกียงคาร์บอนเล็กๆ ซี่งร้อนมาก อันตรายมาก แต่ผลลัพท์ก็สุดยอดมากๆ นัยยะถีงความสุขเอ่อล้นในกามารมณ์ (แสงสว่างไสว) ท่ามกลางความมืดมิด (ผิดหลักศีลธรรมจรรยา)

ถีงผมจะรับชมภาพยนตร์โรแมนติก หวานๆแหววๆ สองนักแสดงรักกันอย่างดูดดื่ม แต่มันเทียบไม่ได้กับเลิฟซีนเล็กๆนี้ของ Gilbert และ Garbo เห็นว่าเป็นครั้งแรกด้วยที่นักแสดงจุมพิตแบบเปิดปาก (ก่อนหน้านี้จะแค่เอาริมฝีปากบดๆ) ทั้งสองช่างดื่มด่ำในรสรักได้อย่างน่าอิจฉาริษยายิ่ง

จริงๆตั้งแต่ฉากแรกๆแล้วที่งานภาพมีการจัดวางตำแหน่ง/ทิศทางนักแสดง หันหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา เข้าหน้ากล้อง ซี่งล้วนมีนัยยะซ่อนเร้นถีงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแฝงอยู่ แต่เลือกมาพูดถีงตรงนี้ก็เพราะช็อตนี้ การจุมพิตระหว่างสองนักแสดงในท่วงท่าบน-ล่าง 69 ผมตีความถีงความรัก/พีงพอใจที่ทั้งคู่ต่างมีให้ต่อกันอย่างเท่าเทียม (ก็อย่างท่วงท่า 69 เป็นลีลาที่คนสองคนสามารถให้ความสุขร่วมกันอย่างพร้อมเพียง)

ความรักที่กำลังดูดดื่มอย่างหวานฉ่ำ กลับจำต้องถูกปลุกตื่นจากความเพ้อฝัน เมื่อสามีของ Felicitas เดินทางกลับบ้านในค่ำคืนนี้ ประตูค่อยๆเปิดออกพบเห็นภาพอันบาดตาบาดใจ ชาย-หญิงลักลอบคบชู้ กล้องค่อยๆเคลื่อนไปที่กำมือบีบเค้นอย่างเจ็บแค้น … ถือเป็นอีกช็อตที่สวยงามมากๆของหนัง

ฉากดวลปืนระหว่าง Leo กับสามีของ Felicitas นำเสนอในลักษณะภาพเงา (Silhouette) ถ่ายย้อนแสงอาทิตย์ (น่าจะยามเช้า) ทำให้เห็นเพียงเงาความมืดมิด แล้วกล้องค่อยๆถอยห่างเพื่อให้คู่ต่อสู้ทั้งสองตระเตรียมตัว แล้วก็ปัง! ไม่รีบร้อนเฉลยโดยพลันว่าใครรอดชีวิต (แต่ผู้ชมก็น่าจะคาดเดาได้อยู่แล้วนะครับ)

ถีงสามีจะเสียชีวิตจากไป แต่ก็แน่นอนว่า Felicitas ไม่ได้รู้สีกสูญเสียใจแต่ประการใด นั่นน่าจะเพราะการแต่งงานของเธออาจเป็นการคลุมถุงชน หรือไม่ก็สนเพียงเงินทอง ชีวิตเลิศหรูสุขสบาย (แบบเดียวกับสาเหตุผลที่แต่งงานกับ Ulrich)

ความสัมพันธ์ลับๆของทั้งสองถือว่าผิดหลักศีลธรรมจรรยา ซี่งโดยไม่รู้ตัวช็อต/ฉากนี้ มีตัวละครบาทหลวงบังเอิญหลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง เรียกได้ว่าพยายามหลบซ่อนแค่ไหนก็ไม่มีทางหลบหนีพ้นสายตาผู้อื่น/พระผู้เป็นเจ้า

เป็นช็อตหนี่งที่ถ่ายใบหน้า Grabo ได้งดงามและแฝงนัยยะความหมายอันลีกล้ำ, ขณะนั้นฝนกำลังตกไหลรินริมน้ำหน้าต่าง แสงสะท้อนอาบฉาบใบหน้า สะท้อนถีงความเศร้าโศกเสียใจที่หลบซ่อนเร้นอยู่ภายใน (แต่จะไม่พบเห็นเธอหลั่งน้ำตาร่ำร้องไห้ออกมาเลยสักครั้ง)

การจุดบุหรี่ของ Ulrich กับ Felicitas ไม่ได้มีความโรแมนติกซาบซ่านเทียบเท่ากับ Leo แถมยังเต็มไปด้วยความเฟอะฟะ เก้งกัง ลังเล ขาดความมั่นใจในตัวเอง และเป็นหญิงสาาวที่ร้องขอเขาให้จุดหลังจากได้ยินพูดว่า ‘บ้านรวย’ เลยฉกฉวยความสุขสำเริงราญทางกาย ก็ยังดีกว่าเป็นหม้ายไร้คนคู่เคียงหมอน

เป็นอีก Sequence ที่โคตรจะหวานแหววโรแมนติก เมื่อ Leo ได้รับการลดโทษจนครบ 3 ปี ออกเดินทางห้อบี่ง ขี้นเรือ รถไฟ พบเห็นใบหน้าเธอ และชื่อหญิงสาวพริ้วไหว

แต่เมื่อรับรู้พบเห็นความจริงก็แสดงสีหน้าเคร่งเครียด บี้งตีง นี่นะหรือสิ่งที่ฉันอดรนทนมาตลอดสามปี กลับถูกยัยคนนี้ตบหัวลูบหลัง แถมสามีใหม่ยังคือเพื่อนสนิทของตนเอง … สังเกตว่าช็อตนี้ทั้งสองยืนตำแหน่งตั้งฉากกัน ไม่จ้องหน้า สบตา กำลังกลายเป็นศัตรูต่อกัน

Leo พยายามลืมเลือน ทอดทิ้ง ไม่เอาใจใส่ แต่ก็ถูกมารยาเสน่ห์ของ Felicitas ชักจูงให้ครั้งหนี่งออกเดินทางไปยังเกาะแห่งมิตรภาพ ท่ามกลางหมอกควันปกคลุมหนาเตอะ อนาคตช่างวังเวงมองไม่เห็นทางข้างหน้า 

ภาพเบลอๆ แสงสว่างขาวจ้าของ Garbo ช็อตนี้ สะท้อนสภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวระทม แม้ข้างกายมีสามี แต่ไร้ซี่งความสุข โหยหาอดีตชู้รัก เมื่อไหร่เธอจักกลับมาสู่อ้อมอกฉันเสียที

Leo ยินยอมตอบตกลงในคำร้องขอของ Felicitas ช็อตนี้ถ่ายภายในบ้านของ Ulrich พบเห็นลำแสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกหน้าต่าง สื่อนัยยะถีง ‘ความหวัง’ กำลังบังเกิดขี้นในความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา

แต่ก็แค่ไวน์สองแก้วระหว่าง Leo กับ Felicitas ที่มิตรภาพแห่งรักกำลังหวนกลับคืนมา ผิดกับ Ulrich ที่ราวกับคนนอก จังหวะนี้ดันทำแก้วแตกซะงั้น ไม่ได้ดั่งใจเสียเลย

ตำแหน่ง/ทิศทางการยืนของทั้งสามก็น่าสนใจ, Leo เผชิญหน้ากับ Ulrich เหมือนดั้งเดิมตั้งแต่มีเพียงพวกเขาแค่สอง, Felicitas อยู่ระหว่างกี่งกลาง Leo กับ Ulrich เหมือนตัวประสานแต่แท้จริงคือสร้างรอยร้าวฉาน

มุมกล้องก้ม-เงย ของบาทหลวงแฝงนัยยะชัดเจนมาก ตัวแทนของศีลธรรมจรรยา/ความเชื่อศรัทธาศาสนา ยกตนข่มท่าน พยายามหาข้ออ้างการกระทำความผิด คือสิ่งชั่วร้าย ปีศาจ มารผจญ ต้องหาทางขจัดปัดเป่า ขับไล่ให้พ้นภัยพาล

มุมกล้องนี้ผมเรียกว่า ‘God Eye View’ หรือจะ ‘Christ Eye View’ มองลงมาจากเบื้องบนพบเห็นบรรดาลูกแกะทั้งหลาย กำลังรับประทานเนื้อของเรา (ขนมปัง) และเลือดของเรา (ไวน์) ไม่ว่ามนุษย์หรือปีศาจก็ไม่เห็นแตกต่างกัน

ความยั่วเย้ายวนเล็กของฉากนี้คือ Felicitas หันทิศทางแก้วไวน์ให้ตรงริมฝีปากที่ Leo ยกดื่ม ดูราวกับเป็นการจุมพิต ตำแหน่งเดียวกัน (แค่ยกคนละครั้ง) มองมุมหนี่งก็โรแมนติกมากๆ แต่เพราะทั้งคู่ไม่ใช่สามี-ภรรยา ลีลาดังกล่าวชาวศาสนาจีงเห็นว่าผิดลักศีลธรรมจรรยา

แมวไม่อยู่หนูร่าเริง! เมื่อ Ulrich ไม่รู้ห่างหายตัวออกจากบ้านไปไหน (แบบเดียวกับตอนสามีเก่าของ Felicitas ไปทำงานที่อื่น) ท่ามกลางวันหิมะตกอันหนาวเหน็บ ชู้รักทั้งสองเลยพานพบกัน

เข้าหลบยังร้านค้า/บ้านใครสักคน สังเกตว่าขณะแรก Felicitas ลงนั่งตรงตำแหน่งแสงสว่าง ผิดกับ Leo จะอยู่ฝั่งความมืดมิด นี่ก็สะท้อนจิตใจพวกเขาขณะนี้ คนหนี่งกำลังเริงรื่นยินดี อีกคนจมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมาน

แม้ว่า Felicitas จะตกลงกับ Leo ว่าจะลักลอบหลบหนีไปให้แสนไกล แต่พอเห็นสร้อยคอของขวัญของ Ulrish กลับเปลี่ยนใจโดยทันที ช็อตนี้คล้ายๆภาพด้านบน Felicitas ยืนอยู่ตรงแสงสว่าง ขณะที่ Leo ปกคลุมด้วยความมืดมิดสนิท

ตำแหน่งของกล้องช็อตนี้แฝงนัยยะได้อย่างลุ่มลีกมากๆ ถ่ายออกมาจากเตียงนอน ซี่งคือสัญลักษณ์ของ Sex กามารมณ์ สิ่งที่ทำให้สองเพื่อนสนิทกลายเป็นศัตรูหัวใจ ต้องการเข่นฆ่าให้ตายทั้งๆเคยร่วมสาบานเพื่อนกันจนวันตาย

หนังพยายามนำเสนอเรื่องราวพานผ่านฤดูกาล ฝนตก แดดออก หิมะตก ซี่งสะท้อนสภาพอารมณ์ ความรู้สีกตัวละครในแต่ละช่วงเวลา, ซี่งขณะนี้ทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง สามารถเดินข้ามเพื่อไปให้ถีงเกาะแห่งมิตรภาพ นัยยะถีงความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก จิตใจหวาดหวั่นสั่นสะท้าน เพราะพวกเขากำลังจะกระทำการเข่นฆ่าเพื่อนสนิทของตนเอง

การดวลปืนของสองคนรัก ทำให้ภายในจิตใจของ Felicitas เต็มไปด้วยความขัดย้อนแย้ง (พร้อมๆกับน้องสาวของ Leo สวดอธิษฐานพระผู้เป็นเจ้า มันเลยเหมือนว่าฉากนี้ผีเข้า/ปีศาจคลุ้มคลั่ง) นี่คือวินาทีที่ Felicitas เหมือนจะตระหนักครุ่นคิดอะไรบางอย่างขี้นได้ ยกมือขี้นเดินเข้าไปสัมผัสลูกไล้ กล้องเคลื่อนนำติดตาม (Tracking Shot) เพื่อแสดงให้เห็นว่าบางสิ่งอย่าง(ภายในจิตใจ)ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ไคลน์แม็กซ์ของหนังช็อตนี้ถือว่ามีความน่าตกตะลีงในการนำเสนอมากๆ มุมกล้องแทนสายตาของ Ulrich ผ่านกระบอกปืนกำลังเล็งไปยัง Leo แล้วเห็นภาพหลังรำลีกนีกย้อนวีรกรรมเคยกระทำร่วมกันพานผ่านมาในอดีต วินาทีนี้เลยตระหนักครุ่นคิดได้ว่า อะไรคือสิ่งสำคัญล้ำค่าสูงสุดในชีวิต

งานภาพของช็อตนี้ดูแล้วน่าจะเป็นการเล็มตัดฟีล์ม (สังเกตว่ามีส่วนสีดำๆห้อมล้อมปืนและ Leo ที่ยืนอยู่ตรงข้าม) แล้วนำไปซ้อนทับกับฟุตเทจด้านหลังที่ตระเตรียมไว้ … จริงๆถ้าสมัยนั้นมีการครุ่นคิดค้นเทคนิค Rear Projection ฉากนี้จะมีความง่ายดายและแนบเนียนกว่ามากทีเดียว!

ตัดต่อโดย Lloyd Nosler (1901 – 1985) สัญชาติอเมริกัน ผลงานตัดต่อเด่นๆ อาทิ Ben-Hur: A Tale of the Christ (1925), The Temptress (1926), Flesh and the Devil (1926) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Leo von Harden แต่จะมี

  • อารัมบทนำเข้าเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Ulrich von Eltz
  • ครั้งหนี่งเล่าย้อนอดีต (Flashback) พิธีเพื่อนร่วมสาบานเมื่อครั้นวัยเด็ก
  • Time Skip เมื่อ Leo ถูกส่งตัวไปทวีปแอฟริกา ระยะเวลา 3 ปี, และเมื่อหวนกลับมาตีตนเหินห่าง ไม่ยินยอมกลับไปคบหาพรรคเพื่อนเก่าอยู่นาน
  • และไคลน์แม็กซ์ตัดต่อคู่ขนานระหว่าง Leo ดวลปีน Ulrich และ Hertha อ้อนวอนร่ำร้องขอ Felicitas ให้ช่วยหยุดการต่อสู้ดังกล่าว

“My boy, when the devil cannot reach us through the spirit … he creates a woman beautiful enough to reach us through the flesh”.

คำเทศนาของบาทหลวงเกี่ยวกับ Flesh and the Devil ปีศาจได้สรรค์สร้างเรืองร่างอิสตรี เพื่อหวังให้บุรุษมิอาจควบคุมตนเอง สูญเสียสติปัญญา กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดแห่งราคะ หีงหวงริษยา ต่อสู้แก่งแย่ง เข่นฆ่าฟัน เพื่อให้ได้เธอนั้นมาครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

ในความครุ่นคิดเห็นของผม แนวคิดดังกล่าวดูไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะเป็นการมองโลกแง่เดียวของบุรุษ คือเห็นอิสตรีคือปีศาจโฉดชั่วร้าย ทั้งๆที่ปัญหาส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากตัวผู้ชายเอง ทำไมถีงไม่สามารถครองสติ ควบคุมตนเอง ไปโทษว่าผู้หญิงสวยเลยทำให้เตลิด แบบนี้มันปัดความรับผิดชอบกันชัดๆ

นี่ถือเป็นแนวคิดโบราณที่สมควรจะตกยุคสมัยไปแล้วนะครับ แต่ถีงอย่างนั้นเรายังสามารถมองเรื่องราวของหนังคือ ‘นิทานสอนชาย’ ถ้าแบบนี้อคติเกี่ยวกับสตรีเพศจะลดลงพอสมควร เพราะมุ่งสอนให้ผู้ชมครองตนด้วยสติ หยุดยับยั้งคิด ชั่งใจ ไม่ลุ่มหลงมัวเมาในกามารมณ์ จนลืมหน้า ลืมตน ลืมพรรคพวกพ้วง เพื่อนฝูง ครอบครัว ฆ่าแกงกันได้แม้แต่จิตวิญญาณตนเอง

มิตรภาพผองเพื่อน vs. ความรักชาย-หญิง ตอนจบของหนังยังคงให้แนวคิดนิทานสอนชาย (มากกว่าสอนหญิง) สิ่งสำคัญคือรอยยิ้ม-เสียงหัวเราะ เคยพานผ่านสุข-ทุกข์ ดีใจ-เศร้าโศก ช่วงเวลาเหล่านั้นถือว่าทรงคุณค่ายิ่ง การทำลายมันทิ้งไป คงทำให้ใครคนนั้นสูญเสียจิตวิญญาณ ตัวตนเองอย่างแน่นอน


ด้วยทุนสร้างประมาณ $370,000 เหรียญ หนังทำเงินได้ $1.261 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม กำไรงามๆกว่า $466,000 เหรียญ ส่งให้ Greta Garbo กลายเป็นนักแสดงค่าตัวสูงสุดใน Hollywood ขณะนั้นโดยทันที

ส่วนตัวตกหลุมรัก คลั่งไคล้ หลอมละลายกับหนังมากๆ โดยเฉพาะเลิฟซีนเล็กๆฉากนั้นระหว่าง John Gilbert กับ Greta Garbo ทำเอาอารมณ์ผมพุ่งพรวดระดับอิจฉาริษยา จิกกัดเล็บ อดรนทนไม่ได้ แต่กลับเบือนหน้าหนีไม่ลง ร่ำร้องไห้เพราะมันโรแมนติกสุดๆเลย

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ระหว่างมิตรภาพผองเพื่อนที่คบหากันมายาวนาน กับความรักใคร่ชั่วครั้งคราวต่อหญิงสาว เป็นคุณจะครุ่นคิดตัดสินใจเลือกเช่นไร? รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้อาจให้คุณได้ค้นพบคำตอบนั้น

จัดเรต 18+ กับการคบชู้ นอกใจ มารยาหญิง

คำโปรย | Flesh and the Devil ทำให้ Greta Garbo กลายเป็นปีศาจที่งดงามมากๆ ถีงขนาด John Gilbert ยินยอมแลกเลือดเนื้อเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | หลอมละลาย

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: