Foolish Wives (1922)

Foolish wives

Foolish Wives (1922) hollywood : Erich von Stroheim ♥♥♥♡

หนังเงียบเรื่องนี้ทำเงินไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่เป็นเรื่องแรกที่ใช้ทุนสร้างเกิน $1 ล้านเหรียญ, อีกหนึ่ง Holy Grail ของ Erich von Stroheim ความยาวต้นฉบับ 32 reel (384 นาที) ถูกสตูดิโอ Universal ตัดออกไปตอนฉายแค่ 14 reel (210 นาที) หลงเหลือถึงปัจจุบัน 142 นาทีเท่านั้น, “ต้องดูให้ได้ก่อตาย”

Foolish Wives เป็นภาพยนตร์สอนหญิงที่มีสาระมากๆ นำเสนอเรื่องราวของชายผู้หนึ่งเรียกตัวเองว่า Count Wladislaw Sergius Karamzin (รับบทโดย Erich von Stroheim) ได้ใช้เล่ห์เสน่ห์ของตนหลอกล่วงลวงหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว สามีฐานะร่ำรวย เพื่อจะต้มตุ๋นรีดไถสูบเลือดเนื้อเงินทอง เพื่อนำไปสนองความต้องการของตนเอง

Erich von Stroheim (1885 -1957) นักแสดงผู้กำกับชาว Austrian เกิดที่เวียนนา ชนชั้นกลาง ขอให้เพื่อนๆเรียกตัวเองว่า Von เพราะออกเสียงเหมือนคนชั้นสูง เดินทางมา Hollywood เป็นผู้ช่วยของ D.W. Griffith ก่อนจะมีผลงานกำกับเรื่องแรก Blind Husbands (1919) ตามมาด้วย The Devil’s Pass Key (1920) ที่ได้รับการยกย่องว่า ‘One of the best photodramatic productions of the year’ และ Foolish Wives (1922) เป็นผลงานลำดับที่สาม

ทั้งชีวิต Stroheim กำกับภาพยนตร์ทั้งหมด 9 เรื่อง มี 8 เรื่องเป็นหนังเงียบ สูญหายไปหนึ่ง (The Devil’s Pass Key) อีก 4 เรื่องถูกสตูดิโอนำไปตัดต่อใหม่ (Foolish Wives, Greed, The Wedding March, Queen Kelly), อีก 2 ยังสร้างไม่เสร็จถูกบีบให้เปลี่ยนผู้กำกับ (Merry-Go-Roun, Walking Down Broadway) และอีก 2 เรื่องสุดท้ายออกฉายโดยยังสร้างไม่เสร็จ (Blind Husbands, The Merry Widow) ผมว่า Stroheim ไม่น่ามาเป็นผู้กำกับเลยนะ วิสัยทัศน์ของเขาล้ำหน้าเกินยุคสมัยไปหน่อย กอปรกับความหัวรั้นหัวแข็งทำให้สตูดิโอผู้สร้างเอือมระอา (เลวร้ายยิ่งกว่า Orson Welles อีกกระมัง)

Stroheim ได้รับฉายาว่า ‘perfectionist’ คือทุกอย่างต้องสมจริงสมบูรณ์แบบ รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่นว่า อาหารอย่างปลาคาเวียร์ แชมเปญ ต้องใช้ของจริงเท่านั้น จะให้เอาอย่างอื่นมาทำเนียนแทนนั้นไม่ได้ โดยเขาเชื่อว่า ‘เพราะนักแสดงรู้ถึงความแตกต่าง ฉันรู้ว่ามันต่าง ผู้ชมเช่นกันก็จะรู้ได้’

“Because my actors will know the difference, I will know the difference, and the camera will know the difference.”

เกร็ด: เงินปลอมที่ใช้ในหนัง Stroheim ว่าจ้างทีมงานให้พิมพ์ออกมาเหมือนของจริงมาก จนก่อนวันเปิดกล้องเขาถูกจับ เพราะตำรวจคิดว่าทำผิดกฎหมายลักลอบพิมพ์ธนบัตรปลอม โชคดีได้รับการปล่อยตัวเพราะ Stroheim ยืนยันว่าใช้ถ่ายหนังเท่านั้น!

จากทุนสร้างแรกที่ Universal วางแผนไว้ $250,000 ทะยานเพิ่มขึ้นไปหลายเท่าตัว ใช้เวลาถ่ายทำ 11 เดือน ได้ฟีล์มยาว 320,000 ฟุต และใช้เวลาตัดต่ออีก 6 เดือน ประมาณงบที่ใช้ไปอยู่ที่ $1.225 ล้านเหรียญ เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้ทุนสร้างเกิน $1 ล้านเหรียญ (ในยุคนั้นถือว่าเป็นเงินมหาศาลเลยละ) หมดไปกับการออกแบบสร้างฉากภายใน, พื้นหลังเมือง Monte Carlo, ทะเลสาบจำลองที่ Universal Studios, และตัวประกอบเข้าฉากมีทั้งหมดกว่า 15,000 คน

Universal ได้ส่ง Irving Thalberg โปรดิวเซอร์หนุ่มที่อนาคตจะกลายเป็นผู้บริหารสตูดิโอ เข้ามาประกบควบคุม Stroheim เมื่อตอนที่หนังเริ่มใช้ทุนสร้างเกินไปมาก (กลัวจะมากถึงขั้นล้มละลาย) แถมยังมีการข่มขู่บอกว่าจะเปลี่ยนตัวผู้กำกับ แต่ Stroheim หาได้เกิดความหวาดหวั่นไม่ เพราะเขาเป็นนักแสดงนำของหนัง ถ้าจะแทนเขาด้วยนักแสดงคนอื่นย่อมไม่ได้อยู่แล้ว (เพราะถ่ายไปมากแล้ว) ซึ่ง Thalberg ฉลาดล้ำกว่านั้น เขาสังเกตโปรดักชั่นหนังอย่างละเอียด จนเมื่อพบว่าได้ถ่ายทำมากพอมีเรื่องราวตัดต่อให้เสร็จได้ ก็ทำการปิดยึดกล้องไปเลย ไม่ปล่อยให้เสียเวลาสิ้นเปลืองงบประมาณของสตูดิโออีกต่อไป

เกร็ด: ผลจากการกระทำนี้ทำให้ Thalberg ได้กลายเป็น Head of Production ของ Universal Pictures โดยทันที (ก่อนกลายเป็นผู้บริหารในอีกไม่กี่ปีถัดมา)

ถ่ายภาพโดย William H. Daniels กับ Ben F. Reynolds แม้งานภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพนิ่ง แต่มีระดับที่หลากหลาย อาทิ Long-Shot, Medium-Shot และ Close-Up ซึ่งจะใช้การตัดต่อสลับไปมาเพื่อสร้างภาษาภาพขึ้นมาได้อย่างสวยงาม

Title Card ออกแบบโดย Marian Ainslee กับ Walter Anthony ต้องถือว่าการใส่ข้อความบรรยายที่ขึ้นมามีความน่าสนเท่ห์ไม่น้อย ไม่ใช่แค่บทสนทนาระหว่างตัวละครพูดคุยกัน แต่จะมีอารัมภบทเหมือนเวลาอ่านหนังสือ/นิยาย จะมีคำบรรยายประมาณว่า ‘สายน้ำไหลเชี่ยว สายลมเอื่อยเฉี่อย แสงแดดทอประกายแสง’ กับหนังเรื่องนี้เป็นแบบนั้นเลยนะครับ จะมีสิ่งที่ผมขอเรียกว่า Establish Title Card ขึ้นข้อความเกริ่นถึงธรรมชาติก่อนเข้าหลายๆฉาก ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านนิยายเล่มที่ชื่อ Foolish Wives

มุมมองการเล่าเรื่องจะเป็นของ Count Karamzin ที่ได้พบเจอกับหญิงสาว … ก็ไม่รู้กี่คนในหนัง แทบทั้งนั้นพวกเธอจะต้องถูกเกี้ยวพาราณี ใช้คำพูดโป้ปดหลอกลวงเพื่อเอาเงิน นี่เป็นการสะท้อนเสียดสี ประชดประชันผู้หญิงที่เชื่อใจคนง่าย สำหรับพวกเธอเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่กับชายหนุ่มหาได้เห็นค่าของพวกเธอไม่

นี่เป็นเรื่องน่าเห็นใจ แต่บางขณะก็น่ารำคาญเสียเหลือเกิน ทำไมผู้หญิงเหล่านี้ช่างโง่งมยิ่งนัก (มันก็เลยกลายเป็นชื่อหนัง Foolish Wives) ถึงว่าไปสมัยนี้ผมว่าก็ไม่ต่างเท่าไหร่หรอกนะ เพียงแต่เรามีบทเรียนจากอดีต เกิดความระมัดระวังตัวมากขึ้น (โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องเงิน) กระนั้นวิธีการของมิจฉาชีพก็มีลูกเล่นหลากหลายมากขึ้นเช่นกัน บางทีถึงขนาดหลวมตัวไว้เนื้อเชื่อใจไปแล้วมาถูกหักหลังแบบนี้ ยากเหลือเกินที่จะเชื่อยอมรับได้ว่าคนพวกนี้เห็นเงินสำคัญกว่าความรู้สึก/คุณธรรมประจำใจ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” บทเรียนจากหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นสาระประโยชน์สอนชีวิต โดยเฉพาะกับคุณผู้หญิงทั้งหลาย ‘อย่าหลงเชื่อใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องเงิน’ แม้แต่คนใกล้ตัวที่ชอบปากหวานขายขนมจีบ ในใจคนเหล่านั้นส่วนใหญ่ขมยิ่งกว่าบอระเพ็ดเสียอีก

ส่วนตัวแค่ชอบหนังนะครับ จะให้หลงรักคงยากเสียหน่อย เพราะผมค่อยไม่ชอบเรื่องราว/ตัวละคร ประเภทที่การกระทำลวงล่อหลอกผู้อื่นแบบนี้, ส่วนคุณภาพก็ถือว่ายอดเยี่ยมแม้ไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็สวยงามลงตัว (ผมให้คะแนนแค่ SUPERB เพราะคิดว่าฉบับเต็มคงสมบูรณ์แบบกว่านี้ แม้จะไม่มีโอกาสได้รับชมก็เถอะ)

แนะนำกับหญิงสาวทุกท่าน ขอให้เรื่องราวนี้เป็นบทเรียน อย่าได้พบเจอเกิดขึ้นในชีวิตจริงเลย, คอหนังเงียบ ชื่นชอบความคลาสสิก เนื้อเรื่องแฝงแนวคิด, รู้จักชื่นชอบ Erich von Stroheim ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับพฤติกรรมหลอกลวงของตัวเอก

TAGLINE | “Foolish Wives นิทานสอนหญิงของ Erich von Stroheim เป็น Holy Grail ที่เกือบสมบูรณ์แบบ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of