Foolish Wives

Foolish Wives (1922) hollywood : Erich von Stroheim ♥♥♥♡

(1/6/2023) ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้ทุนสร้างเกิน $1 ล้านเหรียญ! เบิกบานปลายจนสตูดิโอ Universal ต้องหั่นความยาวจากต้นฉบับ 32 reel (384 นาที) หลงเหลือถึงปัจจุบันแค่ 117 นาที กลายเป็นอีกโศกนาฎกรรมแห่งวงการภาพยนตร์, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ซึ่งฟุตเทจที่โปรดิวเซอร์หั่นทิ้งออกจากต้นฉบับนั้น มักถูกนำไปทำลายเพื่อสกัดเอาสาร Silver Nitrate ไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมอื่นๆ … ฟีล์มสมัยก่อนจะมีส่วนผสมสาร Silver Nitrate ซึ่งเป็นวัตถุระเบิด ติดไฟง่าย การนำไปทำลายจึงมีความสะดวกกว่าเก็บรักษา (ฟีล์มปัจจุบันเปลี่ยนส่วนผสมมาเป็นสาร Silver Halide ที่มีความปลอดภัย ไม่ติดไฟง่ายอีกต่อไป)

Foolish Wives (1922) ถือเป็นอีกหนึ่ง ‘holy grail’ ภาพยนตร์ที่(บางส่วน)หายสาปสูญของ Erich von Stroheim เพราะมีหลายๆฉากถูกตัดตอนจากสตูดิโอ หลงเหลือเพียงภาพนิ่งที่ภายหลังมีคนพยายามนำมาทำ ‘reconstruct’ แปะติดปะต่อพร้อมคำบรรยาย เพื่อให้ผู้ชมสมัยใหม่ได้มีโอกาสรับชมใกล้เคียงต้นฉบับดั้งเดิมมากที่สุด

เกร็ด: Erich von Stroheim เป็นผู้กำกับอาภัพที่สุดในวงการภาพยนตร์เลยก็ว่าได้ ผลงานของเขามักประสบโชคชะตากรรมอย่าง …

  • The Devil’s Pass Key (1920) ฟีล์มสูญหาย
  • Foolish Wives (1922) ฟุตเทจบางส่วนถูกทำลาย
  • Merry-Go-Round (1923) เปลี่ยนตัวผู้กำกับ
  • Greed (1924) ฟุตเทจบางส่วนถูกทำลาย
  • The Merry Widow (1925) ฟุตเทจส่วนใหญ่สูญหาย
  • The Wedding March (1928) ฟีล์มสูญหายไปครึ่งเรื่อง
  • Queen Kelly (1932) ก็ถูกนำไปตัดต่อใหม่

ผมตัดสินใจปรับปรุงบทความนี้ ในโอกาสที่หอภาพยนตร์นำ Foolish Wives (1922) มาฉายเทศกาลหนังเงียบ ประเทศไทย ครั้งที่ ๗ วันเสาร์ที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา เพราะเรื่องราวมีใจความสอนหญิง (จริงๆก็สอนชายได้ด้วยเช่นกัน) ให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยม เพทุบาย ไม่ตกเป็นเหยื่อ ถูกหลอกลวงโดยนักต้มตุ๋น เปรียบเทียบยุคสมัยนี้ก็คล้ายอย่างแก๊งค์ Call-Center ใช้คำลวงล่อหลอก จนเหยื่อยินยอมโอนเงินโดยไม่รับรู้ตัวเอง

กลับมารับชมคราวนี้ ผมรู้สึกว่าเรื่องราวของหนังดูล้าหลังพอสมควร (ก็แน่ละ หนังสร้างขึ้นเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว!) นั่นเพราะคนสมัยก่อนยังไร้เดียงสาต่อโลก แทบไม่เคยมีประสบการณ์กับเรื่องพรรค์นี้ (ขโมยกับโจรก็ไม่ได้ชุกชุมสักเท่าไหร่) แต่ปัจจุบันพวกนักต้มตุ๋นมีมากมายหลายรูปแบบ … ถึงอย่างนั้นผมมองว่า Foolish Wives (1922) ยังคงมีสาสน์สาระสอนหญิง(ชาย) สมควรค่า “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” จงอย่าหลงเชื่อคนง่าย และอย่ามองใครแค่เพียงเปลือกภายนอก


Erich Oswald Hans Carl Maria von Stroheim ชื่อเกิด Erich Oswald Stroheim (1885 -1957) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ครอบครัวเป็นชาวยิว ชนชั้นกลาง เปิดกิจการร้านขายหมวก แต่มักขอให้เพื่อนๆเรียกตัวเองว่า von เพราะออกเสียงเหมือนผู้ดีมีสกุล, พอโตขึ้นหลบหนีเกณฑ์ทหาร อพยพขึ้นเรือ SS Prinz Friedrich Wilhelm มาถึงสหรัฐอเมริกา แล้วแอบอ้างว่าตนเองคือ Count Erich Oswald Hans Carl Maria von Stroheim und Nordenwall ทำงานเป็นเซลล์แมนขายของยัง San Francisco ตามด้วย Los Angeles

ค.ศ. 1914 เดินทางมาถึง Hollywood ในยุคบุกเบิกวงการภาพยนตร์ เริ่มต้นทำงานสตั๊นแมน ตัวประกอบ ขึ้นเครดิตครั้งแรก Old Heidelberg (1915), จากนั้นได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ D.W. Griffith รวมถึงรับบทสมทบ Intolerance (1916), หลังสงครามโลกครั้งหนึ่ง เขียนบท/กำกับผลงานเรื่องแรก Blind Husbands (1919), ติดตามมาด้วย The Devil’s Pass Key (1920) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว]

สำหรับ Foolish Wives (1922) อ่านจากชีวประวัติของ von Stroheim ก็รู้สึกว่าแรงบันดาลใจน่าจะมาจากประสบการณ์ตรง นำเอาด้านมืด(ของตนเอง)มาเป็นบทเรียนสอนใจผู้ชม แล้วผสมๆเข้ากับวรรณกรรมอมตะของ Fyodor Dostoevsky และ Gustave Flaubert

I was inspired by the works of Dostoevsky and Flaubert. I wanted to make a film that was a moral fable and that would explore the dark side of human nature. I wanted to show how people can be corrupted by their own desires.

Erich von Stroheim

ความสำเร็จด้านรายรับของ Blind Husbands (1919) และ The Devil’s Pass Key (1920) ทำให้สตูดิโอ Universal Film Manufacturing Company มีความกระตือรือล้นจะต่อสัญญากับ von Stroheim ยินยอมมอบทุนตั้งต้น $250,000 เหรียญ สำหรับโปรเจค Working Title ชื่อว่า Monte Carlo ทำการก่อสร้างคาสิโน สถานบันเทิง ให้มีความหรูหร่า โอ่อ่า ฟู่ฟ่า ลอกเลียนแบบ French Riviera ยังสถานที่ Monterey Peninsula (ห่างจาก Hollywood กว่าสามร้อยไมล์) เพื่อให้ติดวิวทิวทัศน์มหาสมุทร Pacific (แทนชายฝั่ง Mediterranean)

ผมครุ่นคิดว่า von Stroheim มีจุดประสงค์เคลือบแอบแฝงในการเลือกสถานที่ห่างไกลจาก Hollywood เพราะไม่ต้องการให้โปรดิวเซอร์เข้ามายุ่งย่ามก้าวก่าย สามารถถ่ายทำอะไรก็ได้ตามใจ ใช้ข้ออ้างความเป็น ‘perfectionist’ ทุกอย่างต้องสมจริง สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่างปลาคาเวียร์ แชมเปญ ชุดนักแสดง หรือแม้แต่เงินปลอม ยังต้องพิมพ์ออกมาให้ดูเหมือนจริง (จนถูกตำรวจล้อมจับ เพราะครุ่นคิดว่าลักลอบพิมพ์ธนบัตรปลอม)

Because my actors will know the difference, I will know the difference, and the camera will know the difference.

Erich von Stroheim

นั่นเองทำให้ทุนสร้างหนังค่อยๆเบิกบานปลายไปเรื่อยๆ จนสตูดิโอ Universal ต้องส่งโปรดิวเซอร์หนุ่มไฟแรง Irving Thalberg เข้ามาประกบตัวต่อตัว คอยต่อรองโน่นนี่นั่น ข่มขู่ว่าจะไล่ออก แต่ von Stroheim ก็เผื่อแผนไว้แล้วด้วยการให้ตนเองรับแสดงบทนำ ไล่ออกกลางคันไม่ได้เด็ดขาด! ด้วยเหตุนี้เขาจึงคอยเฝ้าสังเกตการณ์ พบเห็นถ่ายทำครบถ้วนตามบทหนัง ฟุตเทจเพียงพอสำหรับการตัดต่อ ก็ยึดกล้องปิดกองถ่ายทันที ไม่ให้มีการเพิ่มเติมอะไรอีก

Irving Thalberg: “I have seen all the film and you have all you need for the picture. I want you to stop shooting”.
Erich von Stroheim: “But I have not finished as yet”.
Irving Thalberg: “Yes, you have. You have spent all the money this company can afford. I cannot allow you to spend any more.”
Erich von Stroheim: “If you were not my superior, I would smash you in the face”.
Irving Thalberg: “Don’t let that stop you”.

เกร็ด: ความมีประสิทธิภาพในการทำงานของ Irving Thalberg ทำให้ได้รับเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของ Universal ต่อโดยทันที แถมยังมีความหาญกล้าที่จะขับไล่ Erich von Stroheim ระหว่างการถ่ายทำ Merry-Go-Round (1923) … เห็นว่าเป็นครั้งแรกในวงการภาพยนตร์ที่โปรดิวเซอร์ขับไล่ผู้กำกับออกจากกองถ่าย!


เรื่องราวของชายคนหนึ่งอ้างว่าตนเองคือ Count Wladislaw Sergius Karamzin (รับบทโดย Erich von Stroheim) ร่วมกับญาติที่ก็อ้างว่าคือ Princess Vera Petchnikoff และ Her Highness Olga Petchnikoff ปักหลักอาศัยอยู่คฤหาสถ์หรู Monte Carlo

หลังจากได้ยินข่าวการมาถึงของนักการทูตชาวอเมริกัน Count Karamzin จึงหาหนทางเข้าหาภริยาท่านทูต Helen Hughes (รับบทโดย Miss DuPont) ใช้เล่ห์เหลี่ยม มารยาเสน่ห์ ร่วมกับญาติๆทำการหว่านล้อม ล่อลวง หลอกเอาเงิน และวางแผนจะข่มขืนกระทำชำเรา แต่โชคดีเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ (โดยสาวรับใช้ Maruschka ที่ก็ถูกล่อลวงเงินจาก Count Karamzin) จึงทำให้สามารถเอาตัวรอดพ้น แล้วผลกรรมก็หวนกลับมาสนองบรรดานักต้มตุ๋นเหล่านั้น


หลังจากได้อ่านชีวประวัติของ von Stroheim ก็ทำให้ผมแยกแยะไม่ออกระหว่างเขากับตัวละคร Count Karamzin ต่าง(เคย)เป็นนักต้มตุ๋น (จริงๆผมว่า von Stroheim ก็ยังถือเป็นนักต้มตุ๋น ล่อหลอกสตูดิโอให้จ่ายเงินสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้) สร้างภาพ วางมาด เตะท่าผู้ดีเยอรมัน แต่ลับหลังเมื่อไหร่ก็ปล่อยไก่ ทำท่าหัวเราะเยาะเย้ย ประสบความสำเร็จในการล่อหลอกใครต่อใครนับไม่ถ้วน

I see Count Karamzin as a tragic figure. He is a man who is driven by his own desires, and he is ultimately destroyed by his own ambition. He is a man who is both loved and hated, and he is ultimately alone.

Erich von Stroheim

คำกล่าวดังกล่าวของ von Stroheim ล้วนเป็นการพูดถึงตัวตนเอง! กระทำสิ่งต่างๆเพื่อตอบสนองสันชาตญาณ ความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการร่ำรวย สุขสบาย กลายเป็นผู้ดีมีสกุลด้วยการหลอกตัวเอง ไต่เต้าสู่จุดสูงสุดโดยไม่สนวิธีการ นั่นทำให้โชคชะตานำพาสู่ความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน

บทบาท Count Karamzin กลายเป็นภาพจำติดตัว von Stroheim หลายๆผลงานการแสดงหลังจากนี้ มักรับบทผู้ดี/ทหารเยอรมัน (แม้เจ้าตัวแทบจะพูดเยอรมันไม่ได้ก็ตามเถอะ!) ต้องวางมาด เตะท่า ทำตัวหัวสูงส่ง กลายเป็นตำนานกับ La Grande Illusion (1937) และ Sunset Boulevard (1950)


Miss DuPont ชื่อเกิด Patricia Hannon (1894-1973) นักแสดง/ออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่น สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Frankfort, Kentucky แม้ในเครดิต Foolish Wives (1922) จะอ้างว่า Erich von Stroheim เป็นผู้ค้นพบเจอ แต่เธอเคยมีผลงานหลายเรื่องก่อนหน้านั้น ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งกับหนังเงียบ จนกระทั่งการมาถึงของยุคสมัยหนังพูด (Talkie) พอดิบดีได้แต่งงานใหม่เลยตัดสินใจร่ำลาจากวงการภาพยนตร์

รับบทภริยาท่านทูต Helen Hughes ยังดูสวยสาว บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ไม่ทันมารยาของ Count Karamzin หลงเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นคนดี จึงยินยอมมอบเงินให้ไปใช้หนี้ แต่สุดท้ายกลับโดนล่อลวง เกือบจะถูกข่มขืน บทเรียนครั้งนี้คงจดจำฝังใจไม่รู้ลืมเลือน

การแสดงของ DuPont มีความเป็นธรรมชาติอย่างคาดไม่ถึง! (ตรงกันข้ามตัวละครของ von Stroheim ที่ดูปั้นแต่ง วางมาด เตะท่าอย่างชัดเจน) มีความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาต่อโลก ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจเมื่อถูกล่อหลอกโดย Count Karamzin ลุ้นระทึกและเป็นกำลังใจให้เธอสามารถเอาตัวรอดพ้นเหตุการณ์ร้ายๆเหล่านั้น

นักวิจารณ์สมัยนั้นยกย่องสรรเสริญการแสดงของ DuPont ว่ามีความซับซ้อนแต่ดูเป็นธรรมชาติ ภายนอกเข้มแข็งแต่ก็เปราะบาง คือหนึ่งในเหตุผลทำให้ Foolish Wives (1922) คือหนังเงียบยอดเยี่ยมตลอดกาล … ขณะนั้น!

Miss DuPont is a tour-de-force. She is mesmerizing to watch, and she brings a level of realism to the character that is rare in film. She is a woman who is both strong and vulnerable, and she brings out all of the nuances of the character. Her performance is a revelation, and it is one of the reasons why Foolish Wives is considered to be one of the greatest silent films ever made.

นักวิจารณ์จาก The Hollywood Reporter

ถ่ายภาพโดย Ben F. Reynolds และ William H. Daniels (1901-70) รายหลังคือขาประจำผกก. Erich von Stroheim และ Greta Garbo ผลงานเด่นๆ อาทิ Foolish Wives (1922), Greed (1924), The Temptress (1926), Flesh and the Devil (1926), Queen Kelly (1928), Grand Hotel (1931), Queen Christina (1933), Camille (1936), Ninotchka (1939), The Naked City (1948) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography

ด้วยข้อจำกัดยุคสมัยนั้น ส่วนใหญ่จึงเพียงตั้งกล้องถ่ายภาพระยะไกล-กลาง-ใกล้ ด้วยมุมกล้องที่บางครั้งดูแปลกตาพอสมควร, แพนนิ่งซ้าย-ขวาเพื่อเก็บภาพพาโนราม่า French Riviera (จริงๆคือ Monterey Peninsula ติดมหาสมุทร Pacific) และมีการละเล่นแสง-เงา ได้กลิ่นอายหนังนัวร์อยู่เล็กๆ

I wanted to create a realistic and visually stunning image of Monte Carlo. I knew that I couldn’t do that with a real location, so I decided to build a miniature set. It took several months to complete, but it was worth it. The set was so realistic that it fooled many people into thinking that it was a real location.

Erich von Stroheim

ความหรูหราอลังการงานสร้าง ‘extravagant’ ในภาพยนตร์ Foolish Wives (1922) ไม่ใช่แค่สะท้อนความละโมบโลภมาก ‘greed’ ของผกก. von Stroheim เท่านั้นนะครับ! แต่ยังสะท้อนอิทธิพลยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ Roaring Twenties (ให้นึกถึงหนัง The Great Gatsby (2013) หรืออย่าง Babylon (2022)) ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างสุดเหวี่ยง บ้าคลั่ง ดังกึกก้อง … จริงๆยังสามารถเหมารวมอิทธิพลของ Intolerance (1916) ที่ von Stroheim เคยทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ D. W. Griffith ก็ได้เหมือนกัน

I wanted to make a film that would be a feast for the eyes and a feast for the senses. I wanted to create a world that was completely different from the real world. I wanted to create a world that was extravagant and over-the-top.

Erich von Stroheim

ซึ่งการนำเสนอความหรูหราแบบเว่อวังอลังการ ‘over-the-top’ ยังอาจสร้างความตระหนักให้กับผู้ชม ถึงการกินหรูอยู่สบาย จับจ่ายใช้สอยอย่างสุรุ่ยสุร่าย จักทำให้เราติดนิสัยเห็นแก่ตัว หลงตนเอง โอ้อวดเก่ง พร้อมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว หรือความเหมาะสม กลายเป็นทาสวัตถุนิยม จมปลักเงินๆทองๆจนมองไม่เห็นอะไรอื่นอีกต่อไป

จะมีอยู่สองสามครั้งที่หนังถ่ายภาพผ่านผ้าบางๆ พบเห็นลวดลายพื้นผิว (Texture) เหมือนจะสื่อถึงสิ่งต้องห้ามสำหรับ Count Karamzin เกิดความตระหนัก รับรู้ว่ายังไม่ควรแตะต้อง กระทำการล่วงละเมิด เกินเลยเถิด ซึ่งขณะนั้นๆก็พยายามหยุดยับยั้ง อดกลั้นฝืนทน รักษาภาพลักษณ์ เพื่อเฝ้ารอคอยเวลา สบโอกาสเมื่อไหร่จะเติมเต็มตัณหา-ราคะ โดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น!

มีการจัดแสง-เงามืดอยู่สองฉาก ที่สร้างความประหลาดใจให้ผมมากๆ ถือว่าล้ำยุคสมัยนั้นอย่างคาดไม่ถึง

  • ครั้งแรกระหว่างหลบฝนยังกระท่อมร้างห่างไกล เมื่อใครต่อใครนอนหลับหมด Count Karamzin ลุกขึ้นมากำลังถอดเสื้อผ้า เตรียมจะข่มขืน Helen Hughes ภาพถ่ายจากด้านนอก(กระท่อม)ปกคลุมด้วยความมืดมิด พบเห็นเพียงหน้าต่าง แสงไฟ และเงาเลือนลาง สร้างสัมผัสอันตราย ไร้หนทางหลบหนี หญิงสาวจะเอาตัวรอดได้หรือไม่?
  • อีกครั้งระหว่าง Count Karamzin มาเยี่ยมเยียน Marietta ในห้องนอนปกคลุมด้วยมืดมิด เพียงแสงสว่างลอดผ่านช่องว่างหน้าต่าง ดูราวกับซี่กรงขัง เหมือนถูกจองจำ สักวันฉันต้องได้ครอบครองเป็นเจ้าของเธอ

สำหรับซีนงดงามที่สุดของหนัง! ระหว่างสาวรับใช้ Maruschka กำลังจะกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย ด้วยวิธีการถ่ายย้อนแสงอาทิตย์ ทำให้พบเห็นภาพดำมืดมิด (ราวกับภาพเงา ‘silhouette’) แสดงถึงความสิ้นหวังภายในจิตใจตัวละคร และสร้างความคลุมเคลือให้กับผู้ชมว่าเธอกำลังจะทำอะไรกันแน่?? (ยุคสมัยนั้นไม่สามารถถ่ายให้เห็นการฆ่าตัวตายอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน นั่นรวมถึงจุดจบกรรมสนองกรรมของ Count Karamzin ด้วยนะครับ)

ใครเคยรับชมภาพยนตร์ของ D. W. Griffith ย่อมรับรู้ถึง ‘Title Card’ ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำอธิบายเยิ่นเยอะจนขี้เกียจอ่าน นั่นคงคือสิ่งที่ผกก. von Stroheim ไม่ต้องการอย่างรุนแรง! จึงพยายามทำออกมาให้กระชับ รวบรัด ปรากฎขึ้นน้อยครั้ง เฉพาะข้อความสำคัญๆ (ให้อิสระผู้ชมคาดเดาว่าตัวละครพูดคุยอะไรกัน) และมีความสำบัดสำนวนราวกับบทกวี … ออกแบบโดย Marian Ainslee และ Walter Anthony

เครดิตตัดต่อเริ่มด้วย ‘director’s cut’ ของ Erich von Stroheim ความยาว 17,000 ฟุต, 32 reel (384 นาที), จากนั้นสตูดิโอ Universal มอบหมายให้ Arthur Ripley ตัดแต่งหนังจนหลงเหลือความยาว 14 reel (210 นาที) และ 10 reel (150 นาที), ส่วนฉบับ ‘reconstruct’ ที่หารับชมในปัจจุบันตัดต่อโดย Arthur Lennig จาก American Film Institute

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Count Karamzin นำเสนอสารพัดเล่ห์เพทุบาย ที่นักต้มตุ๋นกระทำการลวงล่อหลอกภริยานักการทูต Helen Hughes เพื่อให้สามารถหลงเชื่อสนิทใจ จนยินยอมกระทำสิ่งต่างๆตามคำร้องขอ โดยไม่เกิดความระแวดระวังภยันตราย

  • อารัมบท แนะนำตัวละคร
    • แนะนำตัวละคร Count Karamzin และบรรดาผองญาตินักต้มตุ๋น
    • การเดินทางมาถึง Monte Carlo ของนักการทูตชาวอเมริกัน
    • หลังจาก Count Karamzin ได้ยินข่าวคราวดังกล่าว จึงเลือกภริยานักการทูตเป็นเหยื่อต้มตุ๋นรายถัดไป
  • การเกี้ยวพาราสี
    • Count Karamzin พยายามหาหนทางตีสนิท เกี้ยวพาราสีภริยานักการทูต Helen Hughes
    • ร่วมออกงานสังคมยามบ่าย และล่องเรือยามค่ำคืน
  • เมื่อเริ่มสนิทสนมชิดเชื้อ
    • วันถัดมา Count Karamzin ชักชวน Helen เดินทางท่องเที่ยวชนบท พอดีฝนตกสะพานขาด
    • ค่ำคืนนั้น Count Karamzin พยายามจะฉกฉวยโอกาสกับ Helen แต่ยังทำไม่สำเร็จ
  • เปิดเผยสันดานธาตุแท้
    • Count Karamzin ทำการล่อหลอกเอาเงินจากสาวรับใช้ Maruschka
    • จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมเยือน Marietta
    • แล้วพา Helen เข้าบ่อนการพนัน
  • แผนการอันชั่วร้าย
    • Count Karamzin แอบนัดหมาย Helen ให้มาพบเจอยังคฤหาสถ์ของตนเอง
    • เมื่อมาถึงพยายามพูดจาหว่านล้อม ขอหยิบยืมเงิน จากนั้นจู่โจมเข้าไปข่มขืน
    • แต่แล้วจู่ๆเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ หลบหนีกันจ้าละหวั่น
  • ผลกรรมของนักต้มตุ๋น
    • สามีของ Helen แสดงความไม่พึงพอใจต่อ Count Karamzin จึงทำการชกต่อย ณ บ่อนการพนัน
    • ค่ำคืนนั้น Count Karamzin แอบขึ้นห้องไปหา Marietta
    • เช้าวันถัดมา ขณะที่ Count Karamzin สูญหายตัวไปอย่างลึกลับ ญาติๆของเขาถูกตำรวจควบคุมตัว

หนึ่งในอิทธิพลที่ von Stroheim รับจาก D. W. Griffith คือลูกเล่นระหว่างการเปลี่ยนซีน (Film transition) แต่เขาก็ได้พัฒนาแนวคิดของ Iris Shot ใน Foolish Wives (1922) ขึ้นไปอีกระดับ! ให้ตัวละครเหมือนถูกห้อมล้อม ติดกับดัก ตระหนักว่าถูกทรยศหักหลัง บางครั้งก็ใช้เพื่อแสดงความสัมพันธ์อันใกล้ชิด (Intimacy) หรือเพื่อจับจ้องบางสิ่งอย่างในเฟรมนั้นๆ

I used the iris shot in Foolish Wives to create a sense of claustrophobia. I wanted the audience to feel trapped, just like the characters in the film. I also used the iris shot to emphasize certain moments in the film. For example, I used it to emphasize the moment when the character of Evelyn Brent realizes that she has been betrayed. I also used it to create a sense of intimacy between the characters and the audience. I wanted the audience to feel like they were right there with the characters, experiencing everything they were experiencing.

Erich von Stroheim

I wanted to show the foolishness of people who are always striving for something beyond their reach. The people in Foolish Wives are all trying to be something they’re not, and they all end up paying the price.

Erich von Stroheim

แม้ชื่อหนัง Foolish Wives (1922) จะพยายามชี้นำผู้ชมให้เกิดความเข้าใจว่า ภรรยาที่ถูกต้มตุ๋นหลอกลวง คือบุคคลโง่เขลา อ่อนเยาว์วัย ไม่ประสีประสาต่อโลกสมัยใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกตัวละครในหนัง ต่างมีความ ‘foolish’ ในแง่มุมแตกต่างกันไป

อย่างตัวละคร Count Karamzin ถือว่าเป็นบุคคลเฉลียวฉลาด วาทะศิลป์เลอเลิศ เข้าใจจิตวิทยาผู้อื่น แต่แทนที่จะนำเอาความรู้ความสามารถไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคม กลับกระทำสิ่งโง่เขลา ‘foolish’ ด้วยการเลือกเส้นทางอาชญากร ต้มตุ๋มหลอกลวงผู้อื่น เพื่อนำเงินๆทองๆมาสนองตัณหาส่วนตน

หรือสาวรับใช้ Maruschka ผู้เต็มไปด้วยความหวังลมๆแล้งๆ เพ้อใฝ่ฝันอยากแต่งงานกับ Count Karamzin แต่กลับถูกหว่านล้อม ล่อหลอกจนหลงคารม ยินยอมมอบเงินเก็บสองพันฟรังก์ ก่อนตระหนักถึงความโง่เขลา ‘foolish’ เลยแสดงอาการเกรี้ยวกราด จุดไฟเผาคฤหาสถ์ และตัดสินใจกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย

การที่มนุษย์กระทำสิ่งโง่เขลา ‘foolish’ มักเกิดจากการถูกกระตุ้น (Impulsive), เพิกเฉยเฉื่อยชา (Ignorant), สะเพร่าบ้าบิ่น (Reckless), ไม่ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบางอย่าง (Under the Influence)

  • การถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ โลภะ โทสะ โมหะ ทำให้ไม่สามารถควบคุมตนเอง ขาดสติหยุดยับยั้งชั่งใจ
  • บางคนไม่ค่อยยี่หร่ากับอะไร ใครว่ามาก็ว่าไป ไม่คิดหน้าคิดหลัง เห็นพ้องคล้อยตามกระแส ปราศจากความเป็นตัวของตนเอง
  • บุคคลที่ชื่นชอบความเสี่ยง ท้าทาย บางครั้งจึงมักกระทำสิ่งบ้าบิ่น อันตราย ต้องการพิสูจน์ตนเองว่าฉันทำได้
  • อิทธิพลจากการถูกกดดัน บีบบังคับ ไม่ก็จากสิ่งมึนเมา เหล้า ยาเสพติด ทำให้ขาดสติ ไม่สามารถควบคุมตัวตนเอง

สำหรับ Count Karamzin (หรือผู้กำกับ von Stroheim) เป็นบุคคลเต็มไปด้วยแรงกระตุ้น ทะเยอทะยาน มีความเพ้อใฝ่ฝัน ต้องการไต่เต้าสู่จุดสูงสุด ด้วยการกระทำสิ่งบ้าบิ่น เสี่ยงอันตราย ปลอมตัวเป็นท่าน Count (เรียกตนเองว่า von) ต้มตุ๋นหลอกลวงผู้อื่น (สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้) เพื่อชีวิตจักได้อยู่สุขสบาย ไม่ต้องยี่หร่าอะไรใคร

เอาจริงๆผมว่า von Stroheim ตระหนักรับรู้การกระทำของตนเองว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แต่เขามิอาจควบคุม หักห้ามใจ เพราะมันเป็นสันชาตญาณติดตัวมาตั้งแต่เด็ก (ที่ชอบให้เพื่อนๆเรียกตนเองว่า von) การสรรค์สร้างภาพยนตร์ก็เฉกเช่นเดียวกัน เพื่อตอบสนองรสนิยม ธาตุแท้ตัวตน ได้กระทำสิ่ง ‘extravagant’ กินหรูอยู่สบาย แม้แค่เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนถูกสตูดิโอโต้ตอบกลับ ก็เพียงพอตอบสนองตัณหา เติมเต็มความต้องการของหัวใจ

ผลกรรมของ Count Karamzin เกิดจากความหลงตนเอง ครุ่นคิดว่าฉันเก่ง เพราะเคยล่อหลอกต้มตุ๋นผู้คนมากมาย หลบหนีเอาตัวรอดมาแล้วหลายครั้ง แต่สุดท้ายกลับถูกคนใกล้ตัว/สาวรับใช้ทรยศหักหลัง หมัดเดียวยังไม่หลากจำสักเท่าไหร่ ปีนป่ายขึ้นห้องหญิงสาวเลยถูกเป่าขมอง แล้วจับยัดลงท่อระบายน้ำ

มีนักวิจารณ์ที่ไม่ค่อยชอบหนัง ทำการประชดประชันว่า Foolish Wives ควรเรียกว่า Foolish Director เสียมากกว่า

Foolish Wives should be called Foolish Director. Erich von Stroheim, who wrote the screen play, directed the picture and plays the leading role, has been guilty of a grievous blunder in attempting to make a six-hour film out of a story that could have been told in two hours. The result is a tedious and tiresome production which will bore even the most patient spectator.

นักวิจารณ์ Mordaunt Hall ตีพิมพ์ลงนิตยสาร The New York Times

แต่ผมว่า von Stroheim ห่างไกลจากคำว่า Foolish Director มันค่อนข้างชัดเจนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คือการฉกฉวยโอกาสจากสตูดิโอ (ก็คล้ายๆ James Cameron สรรหาข้ออ้างสร้าง Titanic (1997) แต่จุดประสงค์แท้จริงคือต้องการทุนสำรวจซากเรืออับปาง) เอาจริงๆสมควรเรียกว่า Foolish Universal Studio เสียมากกว่า!

แถมการกระทำหลังจากนั้นของ Universal ด้วยการนำเอาฟีล์มต้นฉบับ ‘director’s cut’ มาหั่นแล้วหั่นอีกจนหลงเหลือเพียงโครงกระดูก เพื่อลดเวลา-เพิ่มรอบ-ฉายซ้ำ-ทำกำไรกลับคืน (แต่ก็ยังขาดทุนย่อยยับ) กาลเวลาได้ทำให้คนรุ่นหลังชี้หน้าด่าพ่อล่อแม่ นั่นคือการกระทำที่โง่เง่าเต่าตุ่น ‘foolishness’ กลายเป็นโศกนาฎกรรมแห่งวงการภาพยนตร์


ตามรายงานของสตูดิโอ Universal ระบุว่าทุนสร้างหนังคือ $1,103,736.38 ระยะเวลาถ่ายทำ 11 เดือนกับหกวัน ตัวประกอบ 15,000+ คน ได้ฟุตเทจความยาว 320,000+ ฟุต และใช้เวลาตัดต่ออีกหกเดือน, ไม่มีตัวเลขรายรับ แต่นิตยสาร Variety รายงานว่าทำเงินสูงสุดอันดับ 8 ของปี แต่ด้วยทุนสร้างสูงลิบลิ่วขนาดนั้น คงไม่น่าจะทำกำไรคืนมาอย่างแน่นอน

  • ต้นฉบับดั้งเดิม ‘director’s cut’ ความยาว 17,000 ฟุต, 32 reel (384 นาที) เห็นว่าเคยได้รับการฉายจำนวนสองรอบ/สองค่ำคืน ณ Beverly Hills Hotel ผู้มีโอกาสรับชมต่างยกย่องสรรเสริญ
  • แต่หลังจากนั้นสตูดิโอ Universal กลับตัดสินใจตัดต่อใหม่ หลงเหลือความยาว 14 reel (210 นาที) ออกฉายรอบปฐมทัศน์ยัง Astor Theatre ณ New York City เสียงตอบรับเหมือนจะไม่ค่อยดี
  • จึงยังทำการหั่นโน่นนี่นั่นออกไปจนเหลือ 10 reel (150 นาที) เพื่อออกฉายโรงภาพยนตร์ทั่วไป
  • และปี ค.ศ. 1928 (ไม่รู้เครดิตตัดต่อ) ยังมีอีกฉบับออกฉายใหม่ 7 reel (117 นาที) กลายเป็นฟีล์มสุดท้ายที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อปี ค.ศ. 1973 นักอนุรักษ์ภาพยนตร์ David Shepard จาก Film Preservation Associates ได้ทำการรวบรวมฟีล์มหนังจากแหล่งต่างๆ จากนั้นแทรกแซมภาพนิ่งให้กับซีนขาดหาย (เครดิตตัดต่อโดย Arthur Lennig จาก American Film Institute) อ้างอิงจากบทหนังและตารางถ่ายทำ (Call Sheet) ความยาว 147 นาที กลายเป็น Laserdisc และ VHS โดย Kino International เมื่อปี ค.ศ. 1989

และเนื่องในโอกาสครบรอบร้อยปีของ Foolish Wives (1922) ได้มีการนำเอาฉบับสมบูรณ์ที่สุดของ David Shepard มาทำการบูรณะคุณภาพ 4K ได้รับทุนสนับสนุนจาก Morris and Gwendolyn Cafritz Foundation สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Kino Lorber และ Flicker Alley

หวนกลับมารับชมสองผลงานของ von Stroheim ขณะที่ผมมีความชื่นชอบประทับใจ Greed (1924) มากๆขึ้นกว่าเก่า, Foolish Wives (1922) กลับรู้สึกค่อนข้างน่าผิดหวัง ไม่เพียงแค่เรื่องราวเฉิ่มเฉยล้าหลัง แต่หลายสิ่งอย่างยังดูขาดๆเกินๆ ส่วนหนึ่งอาจเพราะข้อจำกัดยุคสมัย แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่คือการเข้ามายุ่งวุ่นวายของสตูดิโอ ทำให้หนังหลงเหลือเพียง ‘โครงกระดูก’

I am disgusted with the way Foolish Wives has been butchered. It is a crime. They have taken the heart out of it. It is like taking the bones out of a chicken. I am not going to make any more pictures for Universal. They have destroyed my career.

Erich von Stroheim

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” บทเรียนจากภาพยนตร์เรื่องนี้อาจดูโบราณคร่ำครึ เฉิ่มเชยล้าหลัง แต่ไฉนหลายคนกลับยังหลงเชื่อคนง่าย โอนเงินให้แก๊งค์ Call-Center ออกข่าวไม่เว้นวัน! นั่นแปลว่ามนุษย์เรายัง ‘Foolish’ ขาดความตระหนักรู้ เชื่อใจใครง่ายเกินไป นิทานสอนหญิง(ชาย)เรื่องนี้จึงยังคงทรงคุณค่า ข้อคิดมีความร่วมสมัยเหนือกาลเวลา

จัดเรต pg กับพฤติกรรมต้มตุ๋นหลอกลวง

คำโปรย | Foolish Wives นิทานสอนหญิง(ชาย)ของ Erich von Stroheim แม้ดูโบราณคร่ำครึ เฉิ่มเชยล้าหลัง แต่ข้อคิดยังมีร่วมสมัยเหนือกาลเวลา
คุณภาพ | นิทานสอนหญิง(ชาย)
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: