For a Few Dollars More (1965)

For a Few Dollars More

For a Few Dollars More (1965) Italian : Sergio Leone ♥♥♥♥

การได้ Lee Van Cleef มาเสริมทัพ Clint Eastwood เป็นคู่หูใน ‘นักล่าเพชรตัดเพชร’ ภาคสองของ Dollars Trilogy ทำให้ Spaghetti Western เรื่องนี้มีเสน่ห์ โคตรเท่ห์ยิ่งขึ้นกว่าเดิม, เรื่องราวของสองนักล่าค่าหัวที่ไม่ได้อยากร่วมงาน แค่บังเอิญมีเป้าหมายเดียวกัน กระนั้นก่อนที่พวกเขาจะจับมือเป็นพันธมิตร ก็ต้องจ้องหน้าท้าประลอง ดวลปืนยิงหมวกกันเสียก่อน

ด้วยความสำเร็จอันล้นหลามของ A Fistful of Dollars (1964) แค่เฉพาะในอิตาลีก็ทุบสถิติทำเงินสูงสุดตลอดกาลไปแล้ว เพียงพอให้ผู้กำกับ Sergio Leone ได้รับการสนับสนุนทุนสร้างภาคต่อโดยพลัน แต่ก่อนอื่นต้องไปลากตัว Clint Eastwood กลับมาให้ได้ก่อน

เพราะขณะนั้นหนังยังไม่มีฉบับภาษาอังกฤษ และกำลังมีคดีฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์กับสตูดิโอ Toho ของญี่ปุ่น Leone เลยนำฟีล์มฉบับภาษาอิตาเลี่ยน จัดฉายรอบพิเศษให้กับ Eastwood และผองเผื่อนได้รับชมที่ CBS Production Center, Los Angeles แม้เจ้าตัวจะไม่ได้คาดหวังอะไรมากแต่หลังจากดูจบ เสียงตอบรับปฏิกิริยาของทุกคนมีสีหน้าแช่มชื่นเบิกบาน สร้างความประหลาดใจให้อย่างมาก

“Everybody enjoyed it just as much as if it had been in English”

ถึงจะไม่ค่อยมีความประทับใจในการร่วมงานครั้งแรกมากนัก แต่ Eastwood ก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง ยินดีที่จะร่วมงานกับ Leone อีกครั้ง คราวนี้ได้ค่าตัวเพิ่มเป็น $50,000 เหรียญ

“Yeah, I’ll work for that director again”

ด้วยความที่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่จะคัทลอก Sanjuro (1962) ที่เป็นภาคต่อของ Yojimbo (1961) ของผู้กำกับ Akira Kurosawa มาอีกแน่ Leone เลยตัดสินใจคิดสร้างเรื่องราวขึ้นใหม่ร่วมกับ Fulvio Morsella ก่อนมอบหมายให้ Luciano Vincenzoni ใช้เวลาเพียง 9 วันพัฒนาบทภาพยนตร์ และ Sergio Donati ขัดเกลาบทสนทนา

El Indio (รับบทโดย Gian Maria Volontè) มหาโจรผู้นำกลุ่มหัวรุนแรงนอกกฎหมาย ได้รับการช่วยเหลือหลบหนีออกจากคุกคุมขัง ถูกตั้งค่าหัวสูงถึง $10,000 เหรียญ กลายเป็นที่สนใจของ Colonel Douglas Mortimer (รับบทโดย Lee Van Cleef) และชายนิรนาม Manco (รับบทโดย Clint Eastwood) ที่บังเอิญมาพบเจอกันที่เมือง El Paso เพราะต่างคาดการว่า Indio ต้องกำลังวางแผนปล้นธนาคาร El Paso อยู่เป็นแน่

Clint Eastwood หวนกลับมารับบท ชายนิรนาม ที่ครานี้เป็นนักล่าค่าหัว (Bounty Hunter) ต้องการเงินหมื่นเพื่อใช้ปักหลักตั้งตัว ไม่ได้อยากเป็นพันธมิตรกับ Mortimer แต่เพราะคู่ต่อสู้มีมากเกินเลยต้องตามน้ำ แอบปลอมตัวเข้าร่วมกลุ่ม El Indio เพื่อเป็นหนอนบ่อนไส้จากภายใน แม้แผนการจะล้มเหลวภายหลังถูกจับได้ แต่ก็ยังได้รับโอกาสแก้มือแบบมึนๆ

เกร็ด: Manco ภาษาสเปน แปลว่า แขนข้างเดียว ‘one handed’ นี่สะท้อนถึงนิสัยของตัวละครที่นิยมใช้แขนซ้ายข้างเดียว ดื่มเหล้า กินข้าว หยิบจับโน่นนี่นั่น ขณะที่แขนขาจับปืนอยู่ใต้ Poncho ตลอดเวลา

ภาพลักษณ์ของ Eastwood แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง (ขนาด Poncho จากภาคที่แล้วโดนยิงพรุนช่วงท้าย สังเกตดีๆก็ยังคงเห็นรูอยู่ ได้ซักบ้างรึเปล่าเนี่ย!) แค่ Charisma ความเท่ห์อย่างเดียวก็เพียงพอเหลือเฟือ ไม่ต้องใช้การแสดงออกอะไรมากมาย

กระนั้นครั้งนี้ Eastwood ได้ฉีกกระฉากอุดมการณ์ หลักการ ของตัวละครจากภาคก่อน และต้นฉบับชายนิรนามของ Toshiro Mifune ใน Yojimbo/Sanjuro คือความสนใจที่มีเรื่อง ‘เงิน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงจะบอกว่ากำจัดคนชั่วก็ต้องมีสินน้ำใจแลกเปลี่ยน แต่มันเหมือนตัวละครได้ถูกครอบงำด้วยอำนาจเงินไปเสียแล้ว ยิ่งกับ The Good, the Bad and the Ugly จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แปรสภาพจากคนดีแท้กลายเป็น คนชั่วที่อ้างว่าทำความดี

Clarence Leroy Van Cleef Jr. (1925 – 1989) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Somerville, New Jersey โตขึ้นสมัครเป็นทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประจำเรือดำน้ำ USS Incredible ตำแหน่ง Sonarman ปลดประจำการออกมาทำงานเป็นนักแสดงละครเวทีอยู่ที่ Little Theater Group, New Jersey ได้โอกาสแสดงภาพยนตร์ รับบทตัวร้ายสมทบใน High Noon (1952) แม้ไม่มีบทพูดแต่ภาพลักษณ์โดยเฉพาะจมูกกับดวงตาสองสีได้รับความสนใจมากๆ กระนั้นช่วงทศวรรษ 50s กลายเป็น Typecast ในบทตัวร้ายลูกกระจ๊อก จนกระทั่งได้ร่วมงาน Dollars Trilogy สองภาคหลัง กลายเป็น Superstar เคียงข้าง Clint Eastwood โดยทันที

รับบท Colonel Douglas Mortimer เริ่มต้นด้วยการอ่านไบเบิ้ลแต่ภาพลักษณ์ไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนเคร่งศาสนาแต่อย่างใด ภายหลังถึงรู้ว่าแท้จริงคือนักล่าค่าหัว มีความเฉลียวฉลาด รอบรู้ สุขุมเยือกเย็น มากประสบการณ์ จนสามารถอ่านแผนการของผู้อื่นออกโดยง่าย แต่ใช่ว่าจะไม่มีผิดพลาด กระนั้นเป้าหมายของเขาสำหรับการต่อสู้จัดการกับ El Indio ไม่ใช่เรื่องของเงินทอง แต่เป็นความแค้นส่วนตัวที่มหาโจรผู้นี้เคยพรากชีวิตน้องสาวสุดที่รักยิ่งไป แต่จะมีโอกาสทำสำเร็จหรือไม่ก็ต้องไปลุ้นกัน

เดิมนั้นบทนี้ Leone ติดต่อ Henry Fonda, Charles Bronson, Lee Marvin ฯ ต่างบอกปัดปฏิเสธ (เพราะหนังยังไม่ได้เข้าฉายอเมริกาด้วยแหละ เลยยังไม่มีใครรู้จัก) ก่อนมาลงเอย Van Cleef ที่นับตั้งแต่ How the West Was Won (1962) ผันตัวไปเป็นนักแสดงละครโทรทัศน์ ในตอนแรกตอบตกลงเพราะคิดว่าคงแค่ตัวประกอบถ่ายทำไม่กี่วัน ที่ไหนได้กลายเป็น Co-Star คู่หูพระเอก เป็นการได้รับบทนำครั้งแรกในชีวิตเลย

การมาของ Van Cleef ผมว่าลุงแกเท่ห์ระเบิดกว่า Eastwood เยอะเลยนะ ยืงปืนได้ไกลกว่า เฉลียวฉลาดอ่านเกมออก เปิดกุญแจไขตู้เซฟได้ แถมตอนจบมีปมกับตัวร้าย นี่มันบทพระเอกชัดๆ แต่กลับเป็นได้แค่พระรอง มันเป็นเรื่องของบารมีล้วนๆเลยนะ

Van Cleef เคยให้สัมภาษณ์รู้สึกเป็นพระคุณอย่างมากในการได้เล่นหนังเรื่องนี้ เพราะความสำเร็จทำให้ชีวิตของเขาดีวันดีคืน ไม่ต้องดิ้นรนเหมือนแต่ก่อน รวมทั้งมีโอกาสรับบทนำจากหนัง Spaghetti Western อีกหลายเรื่องจนเงินเหลือ ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายช่วงบั้นปลาย

เกร็ด: ตัวละครของ Eastwood เรียก Van Cleef ว่า ‘old man’ แต่ทั้งสองอายุต่างกันแค่ 5 ปีเท่านั้น

Gian Maria Volontè (1933 – 1994) นักแสดงยอดฝีมือสัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Milan โตขึ้นที่ Turin พ่อเป็นเจ้าหน้าที่ Fascist ส่วนแม่มาจากครอบครัวฐานะร่ำรวย โตขึ้นเดินทางสู่กรุง Rome เข้าเรียนการแสดงที่ Accademia Nazionale di Arte Drammatica Silvio D’Amico เริ่มจากละครเวที รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Sotto dieci bandiere (1960), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Dollars Trilogy ทั้งสามภาค, คว้า Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes เรื่อง La Mort de Mario Ricci (1983), ตามด้วย Silver Bear: Best Actor จากเรื่อง The Moro Affair (1986)

รับบท El Indio มหาโจรค่าหัว $10,000 เหรียญ ได้ยินเรื่องเล่าของเพื่อนนักโทษร่วมห้องขังเกี่ยวกับตู้เซฟธนาคารที่ El Paso เมื่อออกจากคุกได้แล้ว รวบรวมสมัครพรรคพวกเก่า เพื่อวางแผนโจรกรรมครั้งใหญ่, ถือเป็นผู้ร้ายโรคจิตเล็กๆ มีปมคือหญิงสาวที่ตนชื่นชอบ ตกหลุมรักชายอื่น ขณะกำลังฉุดคร่าข่มขืน เธอกลับยิงปืนฆ่าตัวตาย ด้วยเหตุนี้จึงมีความหลงใหลในเสียงเพลงของนาฬิกาพก (Watch Chimes) เพราะนั่นคือช่วงเวลามีความสุขที่สุดของชีวิต จบเพลงเมื่อไหร่ต้องมีคนตาย

แต่ความบ้าคลั่งที่สุดของ Indio คือการวางแผนให้ลูกน้องทั้งหลายที่ปล้นธนาคารมาด้วยกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องมีเศษส่วนหารเยอะกับเงินก้อนดังกล่าว จึงตัดสินใจปล่อยสองนักล่าค่าหัวที่จับได้ ให้ทำการเข่นฆ่าแกงกันเองจนเหลือคนสุดท้าย ศัตรูคือ Mortimer พี่ชายของหญิงสาวที่ตนเคยตกหลุมรัก ขณะกำลังชิงความได้เปรียบก็มีชายนิรนามอีกคนเดินเข้ามาเป็นกรรมการตัดสิน

แม้ Volontè จะบอกว่าไม่ได้ใช้ความสามารถมากนักในการแสดง Dollars Trilogy แต่ต้องถือว่าโดยเฉพาะกับหนังเรื่องนี้ El Indio เป็นตัวร้ายที่โหดเหี้ยมอันตราย ชั่วช้าเลวทราม ร้ายไปถึงทรวง ได้รับการยกย่องว่า ‘most diabolical Western villain of all time’

ตอนที่ Indio เปิดฟังเสียงเพลงนาฬิกาพก ใบหน้ามีความเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย เต็มไปด้วยความสุขสำราญ ราวกับขณะร่วมรักกับหญิงสาว แต่พอจบเพลงเมื่อไหร่ก็กลับมาหน้าบึ้งตึง อาการเครียดหนักจนปวดหัวคงเพราะสองอารมณ์ความรู้สึกนี้มันตรงกันข้าม สร้างความขัดแย้งปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในจิตใจส่งผลออกทางกาย

เกร็ด: Ennio Morricone แต่งบทเพลง Watch Chimes ขึ้นประกอบหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ กลายเป็นตำนานติดหูจนมีคนไปทำเป็นเสียงนาฬิกาจริงๆ นำเอาคลิปรีวิวใน Youtube มาให้ชมกัน เห็นว่ามีขายใน Amazon

Klaus Kinski นักแสดงยอดฝีมือสัญชาติ German มีบทสมทบในหนังเรื่องนี้ด้วย รับบท Wild ชายหลังค่อมที่คอยจะหาเรื่องกับ Mortimer แต่ก็พยายามอดกลั้นถึงที่สุด จนกระทั่งเมื่อมีโอกาสก็เลย…, เห็นความ ‘Wild’ ของตัวละครนี้ นี่คือภาพลักษณ์ของ Kinski ที่ติดตัวเขาในผลงานแทบทุกเรื่อง ผมเคยให้ฉายาชายคนนี้ว่า ‘หมาบ้าแห่งประเทศ German’

ลักษณะการถ่ายทำยังคงเป็น MOS (Mit-Out Sound) ไม่มีการบันทึกเสียงใดขณะถ่ายทำ ใช้การพากย์ทับและใส่เสียง Sound Effect/Soundtrack ภายหลังการถ่ายทำ อันจะทำให้หลายครั้งปากลิปซิงค์ไม่ตรงกับเสียงพูด

เกร็ด: คำว่า MOS มีสองแหล่งที่มา
– จากผู้กำกับสัญชาติ German ไม่ Ernst Lubitsch ก็ Fritz Lang ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกถามว่า จะถ่ายทำหนังอย่างไร พูดออกมาว่า ‘mit out sprechen!’ (แปลว่า to speak with out)
– อีกแหล่งหนึ่งบอกว่ามาจาก Erich von Stroheim ผู้กำกับสัญชาติ Austrian พูดว่า Ve’ll shoot dis mid out sound.

ถ่ายภาพโดย Massimo Dallamano (1917 – 1976) จากตากล้อง หลังจากร่วมงานกับ Leone เรื่อง A Fistful of Dollars (1964) กับ For a Few Dollars More (1965) ผันตัวเป็นผู้กำกับ [ไม่ได้ถ่าย The Good, the Bad and the Ugly (1966)]

หนังยังคงเลือกสถานที่ถ่ายทำยังประเทศสเปนเป็นส่วนใหญ่
– ครานี้ปักหลักอยู่ที่ Yucca City, Almería สร้างเมือง El Paso ขึ้นมา ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในชื่อ Mini Hollywood,
– Los Albaricoques เมืองที่เคยถ่ายทำภาคก่อน กลายมาเป็น Aguas Calientes ในฉากไคลน์แม็กซ์,
– ขณะที่ฉากภายในส่วนใหญ่กลับไปถ่ายทำยังอิตาลี Cinecittà Studios, Rome

เริ่มต้นมาช็อตแรก เป็นการทดลอง Extreme Long Shot ไกลสุดเท่าที่ภาพถ่ายจะสามารถเก็บรายละเอียดมองเห็นการเคลื่อนไหว ได้ยินเสียงผิวปาก ตามด้วยเสียงปืน เห็นคนหล่นจากหลังม้า ไม่ต้องบอกก็น่าจะรับรู้กันได้ นี่คือการลอบสังหาร แนะนำนิยามอาชีพนักล่าค่าหัว (Bounty Hunter)

ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Leone ไปแล้วกับการถ่ายภาพสุด Extreme ทั้งไกลโคตรๆ (Extreme Long Shot) และใกล้โคตรๆ (Extreme Close-Up) สองขั้วสุดโต่งตรงกันข้าม ซึ่งเรื่องราวในหนังก็จะสะท้อนไดเรคชั่นนี้ด้วย มีทั้งตัวละครที่เป็นคนดีโคตรๆ และเxยโคตรๆเช่นกัน

ผู้กำกับคงชื่นชอบการเล่นกับ ‘ระยะ’ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะไฮไลท์ฉากที่ผมคลั่งไคล้ประทับใจสุดของหนัง คือการเผชิญหน้าครั้งแรกของสองคู่หู วิธีละลายพฤติกรรมของเขาอาจสร้างความฉงนสงสัยให้กับเหล่าเด็กๆที่แอบหลบซ่อนมองสังเหตุการณ์อยู่ อธิบายง่ายๆคือเป็นการท้าดวลเพื่อข่มขวัญกันและกัน เริ่มด้วยชายนิรนามยิงปืนโดนหมวกของผู้พันปลิวไปเรื่อยๆจนถึงระยะไกลสุดที่ข่มได้ แต่จากตำแหน่งนั้นถูกสวนกลับด้วยปืนยิงได้ระยะไกลกว่า นี่ไม่ใช่การท้าดวลที่ว่าใครเล็งปืนแม่นกว่า เก่งกว่า หรืออาวุธข้าเจ๋งกว่า แต่เป็นการทักทาย ทำความรู้จัก เรียนรู้ความสามารถซึ่งกันและกัน ผลลัพท์ต่อจากนี้คือความเคารพนับถือ เชื่อมือ จากอยู่ไกลๆไม่เคยรู้จัก กลายมาประชิดสนิทระยะใกล้ แต่ใช่ว่าพวกเขาจะไว้วางใจซึ่งกันและกัน

เห็นว่า Leone ได้แหกกฎธรรมเนียมปฏิบัติของ Hollywood สมัยนั้นโดยไม่รู้ตัว อันประกอบด้วย ถ่ายผู้ยิงกับผู้ถูกยิงในช็อตเดียวกัน (ทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจผิดๆ ว่าอาจมีการฆ่ากันตายขึ้น), ม้าถูกยิงล้มลง (ทรมานสัตว์), คนสูบกัญชา (ผิดกฎหมาย), ฉากข่มขืน ฯ นั่นเพราะประเทศอิตาลีไม่มีกฎข้อบังคับ Hays Code ให้ยึดถือเป็นแบบอย่าง เหล่านี้คือข้อจำกัดของภาพยนตร์ Hollywood โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

ตัดต่อโดย Eugenio Alabiso กับ Giorgio Serrallonga, ใช้การเล่าเรื่องสลับไปมาในมุมมองของพระเอก คู่หู และตัวร้าย

หนังให้เวลากับการแนะนำตัวละคร เพื่อให้ผู้ชมเกิดความรู้จักมักคุ้น เริ่มต้นจาก Mortimer ส่งไม้ต่อให้ชายนิรนาม ก่อนปิดท้ายด้วยตัวร้าย El Indio แล้วทุกคนจะมารวมตัวพบเจอกันที่ El Paso ก่อนจะไปปิดท้ายไคลน์แม็กซ์ที่ Agua Caliente

หลายครั้งทีเดียวจะมีการแทรกภาพย้อนอดีต Flashback ของ El Indio แต่เป็นในลักษณะฉายซ้ำหลายรอบ แต่จะค่อยๆเปิดเผยรายละเอียดมากขึ้นทีละน้อย จนครั้งสุดท้ายถึงนำเสนอทั้ง Sequence อธิบายที่มาที่ไปและเหตุผลความบ้าๆบอๆของตัวละครนี้ (แต่พระเอกทั้งสองจะไม่มีย้อนอดีตของตนเองนะครับ ให้ผู้ชมเกิดความคลุมเคลืออยู่อย่างนั้น)

สำหรับไฮไลท์การตัดต่อ ย่อมหนีไม่พ้นช่วงไคลน์แม็กซ์ เริ่มจากสองตัวละครจับจ้องดูเชิง ตัดสลับไปมาในระยะใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จากครึ่งตัว ถึงคอ และใบหน้า (ถ้าเป็นภาคสามจะถึงระดับ ECU ดวงตาเลยนะ) นี่เป็นภาษาภาพยนตร์ของการสร้างอารมณ์เข้มข้น (Intense) กดดัน ลุ้นระทึก ให้เกิดกับผู้ชมจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้

เพลงประกอบโดย Ennio Morricone ใช้วิธีการเดียวกับ A Fistful of Dollars คือแต่งขึ้นก่อนแล้วนำไปใช้ในกองถ่าย และมีการตัดต่อในลักษณะที่เรียกว่า ‘หนังประกอบเพลง’

เสียงแรกที่ได้ยินจาก Main Theme ของหนัง มาจากเครื่องดนตรีชื่อ Jew’s harp (หรือ Jaw Harp, Mouth Harp, Ozark Harp, Juice Harp) เป็นเครื่องดนตรีประเภท Lamellophone (ใช้ลิ้นเล่น) ทำจากเหล็กหรือไม้ไผ่ จับใส่ปากแล้วดีด เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิมของเอเชียและชาว Turkic แพร่หลายมาถึงอิตาลีชาว Sicilian ก่อนเป็นที่รู้จักทั่วโลกโดย Frederick the Great, Jew’s harp เป็นเครื่องดนตรีที่ให้สัมผัสของการกระโดดโลดโผน เด้งดึ๋งไปมาเหมือนโยโย่ สะท้อนถึงตัวพฤติกรรมของละคร ที่มักโผล่โน่นนี่นั่นโดยไร้หลักแหล่งเร่ร่อนไปเรื่อยๆ (แต่จะไม่ใช่ลักษณะล่องลอยเพราะขาดความต่อเนื่องลื่นไหล)

ไฮไลท์ของบทเพลงนี้ คือเสียงประสานระหว่างการผิวปากกับ Jew’s Harp มีลักษณะสะท้อนถึงสองตัวละครหลักของหนัง (ชายนิรนาม กับคู่หู Mortimer) ซึ่งเสียงกีตาร์ไฟฟ้าที่มักเล่นแทนสลับกับการผิวปาก ย่อมแทนได้ด้วยตัวร้าย El Indio ดังนั้นใจความของบทเพลงนี้ ให้สัมผัสของการต่อสู้ ผจญภัย เผชิญหน้าประจันบาน ไร้ซึ่งความหวาดกลัวเกรง

ถึงหนังเรื่องนี้จะไม่มีบทเพลง The Ecstasy of Gold เป็นไฮไลท์ไคลน์แม็กซ์ แต่เสียงเพลงนาฬิกาพก Watch Chimes ชวนให้ขนลุกขนพองอย่างยิ่ง

ครั้งแรกของบทเพลงนี้ La Resa Dei Conti (แปลว่า The Settling of Accounts, วันแห่งการชำระแค้น) เริ่มต้นจาก Watch Chimes เป็นการเริ่มต้นนับถอยหลัง ตามด้วยเสียงดีดกีตาร์สายอ่อนรัวๆ แล้วอยู่ดีๆเปลี่ยนเป็นเสียงออร์แกนที่ใช้ในโบสถ์ (นัยยะถึงความตายแน่นอน) ตามด้วยเสียงเป่าทรัมเป็ตของ Michele Lacerenza ก่อนจบลงด้วยเสียงของ Watch Chimes อีกครั้ง

(ลักษณะของเพลงนี้ ชวนให้ระลึกถึง Davy Jones Theme จากเรื่อง Pirate of the Caribbean: Dead Man Chest แต่งโดย Hans Zimmer เป็นอย่างยิ่ง)

ได้ยินอีกครั้งใน Final Duel สูตรคล้ายๆกัน เริ่มต้นจาก Watch Chimes ตามด้วยเสียงดีดกีตาร์สายอ่อนรัวๆจุดต่างคือ ‘Now we start!’ เสียงเป่าทรัมเป็ตในตำนานของ Michele Lacerenza ดังขึ้นมาต่อเลยไม่มีเสียงออร์แกน วินาทีนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและโอกาส นี่สิถึงเป็นการต่อสู้ที่มีความเสมอภาพสูสี ก่อนปิดท้ายด้วยเสียง Watch Chimes ที่ค่อยๆเงียบเบาลง แล้วก็ปัง!

เรื่องราวของหนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีอะไรมาก พระเอกพบเจอคู่หู ร่วมกันต่อสู้มหาโจร แก้ล้างแค้นทวงคืนความยุติธรรม สุดท้ายได้มิตรภาพและผลกำไรกลับคืนมา

จุดขายของหนัง Western ส่วนใหญ่ในทศวรรษนี้ มักไม่ใช่เนื้อเรื่องที่สอดแทรกแนวคิด หรือการสะท้อนเสียดสีนำเสนอปัญหาสังคม แต่มักขายความหล่อเท่ห์ ดูดีมีสไตล์ เก่งเก๋า เฉลียวฉลาด หลักแหลมหักมุม เป้าหมายเพื่อดึงดูดผู้ชมให้เกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ ตีตั๋วทำเงินมหาศาล, ด้วยเหตุนี้ภาพยนตร์แนว Spaghetti Western ส่วนใหญ่จึงมักไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์ เพราะมันขาดสมดุลในองค์ประกอบอื่นๆ พระเอกหล่อเท่ห์ยิงปืนเก่ง แต่เนื้อเรื่องกลับเละเทะยิ่งกว่าสับปะรด กระนั้นดันทำเงินมหาศาลถล่มทลาย เป็นผมก็กุมขมับ สงสัยว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นในรสนิยมของผู้ชม ของอร่อยๆคุณภาพดีมีประโยชน์กลับไม่สน ดันหลงใหลในอาหารเน่าๆบูดๆ (ถึงคนไทยจะชอบกินปลาร้าเน่าๆ แต่บางทีของที่ดูเหมือนห่วยกลับโคตรอร่อย นั่นเรียกว่า ‘Cult’ วัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มนะครับ)

For a Few Dollars More แปลว่า ‘ขออีกสองสามเหรียญ’ เป็นชื่อหนังที่สื่อถึงความโลภละโมบไม่รู้จักพอ เล็กๆน้อยๆสองสามเหรียญก็ยังจะเอา ขณะเดียวกันก็อาจแปลได้ว่า สองสามเหรียญสุดท้ายก็จะเพียงพอแล้วละ ซึ่งเป้าหมายของหนัง ต่อสู้กับมหาโจรที่มีค่าหัวสูงถึง $10,000 เหรียญ (+ค่าหัวพวกพ้อง + เงินที่ปล้นมา) มันไม่ได้ a Few Dollars เลยสักนิดนะ

นี่เป็นหนังที่ว่ากันตามตรงอาจหาสาระอะไรไม่ได้มากเท่ากับความบันเทิง ภาพลักษณ์หล่อเท่ห์ระเบิด แต่มีสิ่งหนึ่งที่แฝงไว้เด่นชัดมากคือ ‘ค่านิยม’ สิ่งที่ผู้กำกับ Leone นำเสนอใส่ไว้อาจโดยไม่ตั้งใจนัก คือทัศนคติที่เขามองหนังอเมริกัน นำจุดเด่นทั้งหลายดึงมาใส่ พยายามเลียนแบบปรับให้เข้ารสนิยมประเทศของตนเอง

“Where life had no value, death, sometimes, had its price. That is why the bounty killers appeared.”

ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ ‘ประเมินค่าไม่ได้’ ด้วยตัวเลขหรือเงินทองทรัพย์สินใดๆ แต่สำหรับบุคคลที่มีค่าหัว มักเป็นผู้กระทำความชั่วเลวทราม จัดว่าคือคน ‘ไร้คุณค่า’ จำเป็นอย่างยิ่งต้องถูกจับ กำจัด ประหาร ตัดตอนชีวิต

นักล่าค่าหัว (Bounty Hunter) ถือได้ว่าเป็นอาชีพที่หากินกับสิ่งไร้คุณค่า เหมือนกับอีแร้ง ไฮยีน่า จ้องจับเหยื่อที่มีความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ามิสามารถขัดขืนต่อกรใดๆได้ แต่ใช่ว่าการกระทำของพวกเขาหรือสัตว์เหล่านี้จะไร้คุณค่าแต่ประการใด ต่างคือสมาชิกในห่วงโซ่อาหาร ว่าไปก็เหมือนผู้ปิดทองหลังพระ ผดุงความยุติธรรมนำพาสันติสุขมาสู่โลกอยู่เบื้องหลัง แค่ว่าพอติดเสร็จแล้วก็ลอกทองกลับไปทั้งแถบ

ผมไม่ได้อยากจะตั้งคำถามว่า นักล่าค่าหัว เป็นอาชีพที่ดีหรือเปล่า? การฆ่าคนเป็นสิ่งผิดอยู่แล้วไม่ต้องบอกใครก็รู้ได้ แต่ในกรณีที่คนชั่วมันเกลื่อนเมือง กฎหมาย นายอำเภอมิอาจจัดการอะไรได้ คำถามคือวิถีของพวกเขาเหล่านี้ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ จะถือเป็นสิ่งมีคุณค่า สังคมยอมรับได้หรือเปล่า?

ด้วยทุนสร้าง $600,000 เหรียญ ออกฉายหลังภาคแรกเพียง 5 เดือน ทุบสถิติทำเงินสูงสุดเดิมของ A Fistful of Dollars ลงได้อย่างรวดเร็ว, หลายปีถัดมาเมื่อออกฉายในอเมริกา ทำเงินเพิ่มได้อีก $15 ล้านเหรียญ กำไรมหาศาลทีเดียว

ในบรรดา Dollars Trilogy ต้องถือว่า For a Few Dollars More เป็นภาพยนตร์ที่มีความสง่างาม ซับซ้อนกว่า A Fistful of Dollars กระชับรัดกุม ลงตัวกว่า The Good, the Bad and the Ugly และไดเรคชั่นของ Sergio Leone อยู่ในช่วงกำลังเบ่งบาน อันทำให้หลายคนอาจชื่นชอบเรื่องนี้ที่สุดในไตรภาค

แต่เหตุผลที่ผมคลั่งไคล้ The Good, the Bad and the Ugly กว่ามากๆ เพราะความตื่นตระการตา ‘Spectacular’ และการผสมผสานสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากความเป็น Western เข้าไปในหนังด้วย (American Civil Wars) สมกับชื่อแนวจับไฉ่ Spaghetti Western ที่สุดแล้ว

จริงๆอีกเหตุผลหนึ่งคือลำดับการรับชม เพราะผมดู The Good, the Bad and the Ugly ก่อนหน้า For a Few Dollars More พอถึงฉากไคลน์แม็กซ์เลยแบบว่า มันเดินวนๆแบบเดียวกันเลยนี่หว่า เพราะความ ‘Spectacular’ ของภาคสามมันโคตรอลังการ มาพบกับวงกลมเล็กกว่าของภาคสอง มันเลยไม่ยิ่งใหญ่ทรงพลังเท่าที่ควร

แนะนำกับคอหนัง Cowboy Western ครบสูตรแหกคุก-ปล้น-ฆ่า, ทิวทัศน์ภาพถ่ายสวยๆ ตัดต่อเฟี้ยวๆ เพลงประกอบเพราะๆของ Ennio Morricone, แฟนๆผู้กำกับ Sergio Leone และนักแสดงนำ Clint Eastwood, Lee Van Cleef สมทบด้วย Klaus Kinski ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ เพราะความรุนแรง ทรยศหักหลัง และการตาย (แต่เพราะไม่ค่อยมีเลือดเลยไม่ถึงเรต R)

TAGLINE | “For a Few Dollars More คือช่วงเวลาเบ่งบานในสไตล์ของผู้กำกับ Sergio Leone เรื่องราวธรรมดาทั่วไป แต่ Clint Eastwood กับ Lee Van Cleef โคตรเท่ห์”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of