Four Weddings and a Funeral

Four Weddings and a Funeral (1994) hollywood : Mike Newell ♥♥♥♥

มหกรรมการเข้าร่วมงานแต่งงานของ Hugh Grant เป็นทั้งเพื่อนเจ้าบ่าว ผู้มาร่วมงาน อดีตคนรัก(ของเจ้าสาว) และ… เต็มไปด้วยความหลากหลายทางอารมณ์ สนุกสนาน หวานขม เศร้าโศกเสียใจ ก่อนชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถาม งานเลี้ยงเหล่านี้มันมีความสำคัญอะไร?

นักเขียนบท Richard Curtis เล่าว่าได้แรงบันดาลใจภาพยนตร์เรื่องนี้จากประสบการณ์ตรง ในรอบ 11 ปี เข้าร่วมงานแต่งงานทั้งหมด 65 ครั้ง! นั่นไม่ใช่ตัวเลขที่คนโสดจะอดรนทนไหวหรอกนะ

โลกยุคสมัยนี้ค่านิยมเกี่ยวกับการแต่งงาน (รวมถึงงานบวช งานศพ ฯลฯ) เป็นอะไรที่น่าเบื่อหน่ายถึงขีดสุด พอเห็นใครต่อใครทำกัน เห็นพวกดาราทำกัน ก็เพ้อฝันอยากทำตามแบบนั้นบ้าง ถึงขนาดกู้หนี้ยืมสิน ขายวัวขายควาย ขายไร่ขายนา จำนองบ้านรถ แม้แต่สินสอดยังติดต่อเช่ามา เพื่ออะไรกัน? อวดร่ำอวดรวย? ตามเทรนด์แฟชั่น? สนองตัณหา? ครั้งหนึ่งในชีวิต? น้ำแตกก็เลิกรา!

ผมไม่ได้เข้าร่วมอะไรก็ตามที่เรียกว่างานเลี้ยงมาประมาณสิบกว่าปีแล้ว เมื่อก่อนเคยชอบของฟรีอยู่ แต่พอเติบโตขึ้นก็ตระหนักว่าทุกสิ่งอย่างล้วนมีค่าใช้จ่าย ถ้าต้องไปงานอะไรๆก็ต้องเอาเงินใส่ซอง ตามมารยาทสังคม อย่างน้อยก็ต้องห้าร้อยหรือพัน (ใส่แบงค์ยี่สิบมันคงจะ…) ไม่ใช่แค่ผู้จัดงานหรอกนะ คนร่วมงานก็จะหมดบั้นท้ายโดยไม่รู้ตัว

แต่เอาเถอะครับ ใครมีเงินก็จัดไป มันเป็นสิทธิ์ของเขา และมันก็เป็นสิทธิ์ของเราจะเข้าร่วมหรือไม่ร่วม ใครเลิกคบเพื่อนเพราะไม่ยอมไปงาน ไม่ใส่ซอง จ่ายเงินน้อย ก็ตระหนักว่าหมอนั่นแค่เพื่อนหาแดก น้ำแตกก็แยกทาง สัมภเวสีอิ่มแล้วก็จากไป ไม่ต้องก่อเวรก่อกรรมอะไรกับมันอีก

Four Weddings and a Funeral (1994) เป็นภาพยนตร์ที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย หาญกล้าท้าขนบประเพณียุคสมัยนั้น เต็มไปด้วยลูกเล่นในการนำเสนอ สอดแทรกมุกตลกตกเก้าอี้มากมาย (ใครฟังภาษาอังกฤษออกจะตระหนักถึงความลึกล้ำมากๆ) รวมถึงความหลากหลายทางอารมณ์ แถมด้วยเพลงประกอบฮิตติดหู ผลลัพท์ประสบความสำเร็จอย่างไม่มีใครคาดคิด ทั้งรายรับและคำวิจารณ์

แซว: การแบ่งเรื่องราวออกเป็นสี่งานแต่งงาน(และงานศพ) นำเสนอผ่านมุมมอง(ของตัวละครเข้าร่วมงาน)ที่แตกต่างกัน ว่าไปดูละม้ายคล้ายโครงสร้างของ Rashômon (1950) แล้วใช้การปะติดปะต่อรายละเอียดต่างๆเข้าด้วยกันแบบ Playtime (1967)


ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Richard Whalley Anthony Curtis (เกิดปี 1956) นักเขียนบท สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Wellington, New Zealand บิดาเป็นผู้บริหารบริษัท Unilever ทำให้ช่วงวัยเด็กเดินทางไปหลายประเทศ ออสเตรเลีย สวีเดน ฟิลิปปินส์ ก่อนปักหลักอยู่ Berkshire ตั้งแต่อายุ 11 ปี, โตขึ้นเข้าเรียนวรรณกรรมภาษาอังกฤษ Christ Church, University of Oxford รู้จักสนิทสนม Rowan Atkinson ระหว่างเข้าร่วม Experimental Theatre Club

หลังเรียนจบร่วมกับ Atkinson เขียนบทรายการวิทยุ ซิทคอม Blackadder (1983-89) คอมเมอดี้ ละครโทรทัศน์, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Tall Guy (1989), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Four Weddings and a Funeral (1994), Bean (1997), Notting Hill (1999), Bridget Jones’s Diary (2001), Love Actually (2003) ฯ

Curtis เริ่มพัฒนาบทหนัง Four Weddings and a Funeral (1994) เมื่อตอนอายุ 34 ปี โดยนำจากประสบการณ์ตรง เข้าร่วมงานแต่งงานนับครั้งไม่ถ้วนในรอบสิบปี! และยังเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยมีหญิงสาวที่เพิ่งพบเจอขอเขาแต่งงาน ด้วยความอ้ำๆอึ่งๆ ครุ่นคิดว่าเธอพูดเล่น แต่ภายหลังก็รู้สึกสูญเสียดายที่ไม่ได้ตอบตกลง

หลังพัฒนาพล็อตเรื่องคร่าวๆเพื่อนำไปยื่นขอทุนสร้าง ปรากฎว่าไม่มีสตูดิโอไหนอยากให้การสนับสนุน เพราะแค่ชื่อก็ไม่เป็นมงคลสักเท่าไหร่ ใครกันจะอยากรับชมหนังที่มีการแต่งงานถึงสี่ครั้ง! โชคดีมีโปรดิวเซอร์คนรู้จัก Duncan Kenworthy รวบรวมทุนได้จาก PolyGram Filmed Entertainment, Channel Four Films และ Working Title Films แต่ก็ยังน้อยว่างบประมาณตั้งไว้พอสมควร


Michael Cormac Newell (เกิดปี 1945) ผู้กำกับภาพยนตร์/ซีรีย์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ St Albans, Hertfordshire, โตขึ้นสอบเข้าสาขาภาษาอังกฤษ Magdalene College, University of Cambridge จากนั้นฝึกฝนการละคร Granada Television จบออกมาได้รับโอกาสกำกับวาไรตี้ ซีรีย์โทรทัศน์ เริ่มมีชื่อเสียงจาก Bad Blood (1981), Dance with a Stranger (1985), Enchanted April (1991), Four Weddings and a Funeral (1994), Mona Lisa Smile (2003), Harry Potter and the Goblet of Fire (2005) ฯลฯ

เมื่อ Newell เข้ามาคุมบังเหียรโปรเจคนี้ ได้ให้คำแนะนำมากมายแก่ Curtis ปรับแก้ไขบทถึง 17 ฉบับ สร้างรายละเอียดกับทุกตัวละคร ไม่ใช่แค่ครุ่นคิดคำพูดตลกๆสามสี่บรรทัด แต่ต้องเชื่อมโยงความสัมพันธ์ สรรค์สร้างมิตรภาพระหว่างตัวละคร ทำให้เรื่องราวเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา แม้อยู่ภายใต้โครงสร้างดำเนิน 4 พิธีแต่งงานและ 1 งานศพ

I come from a school where making it funny is what matters. Mike was obsessed with keeping it real. Every character, no matter how small, has a story, not just three funny lines. It’s a romantic film about love and friendship that swims in a sea of jokes.

Richard Curtis กล่าวถึงอิทธิพลของผู้กำกับ Mike Newell ต่อบทภาพยนตร์

เกร็ด: Curtis ไม่ได้ให้ตัวละครกล่าวถึงอาชีพการงานของตัวเอง เพราะชีวิตจริงคงไม่มีเพื่อนคนไหนเอาเรื่องการทำงานมาพูดคุยกันในงานแต่งงาน (หรืองานศพ) หรอกนะ!

สำหรับชื่อหนัง สตูดิโอมีความพยายามอย่างมากที่จะเปลี่ยนจาก Four Weddings and a Funeral เป็นอย่างอื่น เสนอแนะ True Love and Near Misses, Loitering in Sacred Places, Skulking Around, Rolling in the Aisles จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถสร้างความพึงพอใจแก่ Curtis สุดท้ายก็ตัดสินใจใช้ชื่อเดิมนะแหละ!


หนุ่มโสดสนิท Charles (รับบทโดย Hugh Grant) เริ่มจากเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวตื่นสายเกือบมาเข้าพิธีไม่ทัน แรกพบเจอตกหลุมรักสาวสวยชาวอเมริกัน Carries (รับบทโดย Andie MacDowell) ค่ำคืนนั้นหลังจากร่วมรักหลับนอน ตื่นเช้ามาจู่ๆเธอพูดขอแต่งงาน ด้วยความยังมึนๆงงๆ สับสนในตนเอง ครุ่นคิดว่าแค่เรื่องล้อเล่นเลยตอบปัดปฏิเสธ

เดือนถัดมาเข้าร่วมอีกงานแต่งงาน, Charles มีโอกาสพบเจอ Carries ที่มาพร้อมกับคู่หมั้น จากเคยระริกระรี้กลายเป็นผิดหวัง รู้สึกสูญเสียดายอย่างมาก แต่เธอก็ร่ำลาเขาด้วยค่ำคืนอันหวานฉ่ำอีกครั้ง

หลายเดือนถัดมาทั้งสองมีโอกาสพบเจอกันอีก แต่ครานี้ Carries มาพร้อมการ์ดแต่งงาน จำใจต้องเข้าร่วมแม้ลึกๆเริ่มตระว่าตนเองตกหลุมรักเธอคนนี้หัวปลักหัวปลำ เคยพยายามจะพูดขอ (ไม่แต่งงานกับหมอนั่นได้ไหม) แต่ก็ไม่หาญกล้าเพียงพอ (รู้สึกว่าเทียบประสบกามชีวิตของเธอไม่ได้) ครุ่นคิดว่าว่าต่อจากนี้คงถึงเวลาต้องหาคู่ครองอย่างจริงๆจังๆเสียที

และอีกหลายเดือนถัดมา Charles กำลังจะกลายเป็นเจ้าบ่าว หญิงสาวคนนั้นหวนกลับมาพบเจอหน้าอีกครั้ง เล่าข่าวคราวว่าได้เลิกราสามี นั่นสร้างความอ้ำอึ้ง คาดไม่ถึง อีกไม่กี่นาทีจะเข้าพิธีสมรส แต่หัวใจของฉันกลับเต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเล จะทำอะไรยังไงต่อไปดี?

(Backstories นำจาก Deleted Scene) Charles (Hugh Grant) เป็นเพื่อนสนิทของ Matthew (John Hannah) และ Fiona (Kristin Scott Thomas) ร่ำเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน โดยมี Gareth (Simon Callow) คืออาจารย์ของพวกเขา, ส่วน Scarlett (Charlotte Coleman) วันหนึ่งพบเจอหลบซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะอาหารที่บ้านของ Charles แล้วก็อาศัยอยู่สถานที่แห่งนี้ไม่ยอมไปไหน


Hugh John Mungo Grant (เกิดปี 1960) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Hammersmith, London โตขึ้นได้ทุนเข้าเรียนต่อที่ New College, Oxford ทำให้ได้รับโอกาสเป็นนักแสดงหนังเรื่อง Privileged (1982) ตามด้วย Maurice (1987), แต่กระแสเงียบๆเซาๆจนครุ่นคิดจะออกจากวงการ กระทั่งได้รับเลือกแสดงนำ Four Weddings and a Funeral (1994) โด่งดังพลุแตก ผลงานเด่นติดตามมาอื่นๆ อาทิ Sense and Sensibility (1995), Notting Hill (1999), Bridget Jones’s Diary (2001), About a Boy (2002), Love Actually (2003), Florence Foster Jenkins (2016) ฯ

รับบท Charles หนุ่มหล่อชาวอังกฤษ บุคลิกเนิร์ดๆ ทรงผมยุ่งๆ สวมแว่นหนาเตอะ (แต่จะถอดออกเมื่อตอนหลีสาว) อาศัยอยู่กับน้องสาว ดูเป็นคนเรื่อยๆเฉื่อยๆ วันๆเอาแต่เฮฮาปาร์ตี้ ไม่เคยครุ่นคิดจริงจังเรื่องการแต่งงาน แต่ก็เริ่มเหนื่อยหน่ายเพราะวันหยุดต้องตื่นเช้า(เพื่อไปงานแต่งงาน)แทบทุกสัปดาห์ กระทั่งครานี้แรกพบเจอตกหลุมรัก Carrie ก็เฝ้ารอคอยและคาดหวังโอกาสจะได้พบเจอหน้ากันอีก

ตัวเลือกแรกของบทบาทนี้ก็คือ Alex Jennings ที่ตอบตกลงเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อโปรเจคมีความล่าช้าเพราะยังไม่สามารถสรรหางบประมาณเพียงพอ เลยจำต้องถอนตัวเพื่อไปรับงานอื่นต่อ, อีกตัวเลือกที่เคยติดต่อไปคือ Alan Rickman แต่เจ้าตัวปฏิเสธที่จะทดสอบหน้ากล้อง, หลังจากนั้นก็มีการออดิชั่นอยู่เกือบปี มีนักแสดงกว่า 70 คนก่อนมาถึง Hugh Grant ส่งเทปเมื่อครั้นตนเองเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวงานแต่งงานของพี่ชาย

I wasn’t really getting any work at all, and then to my great surprise this script came through the letterbox from my agent, and it was really good. And I rang on and said there must be a mistake, you’ve sent me a good script.

Hugh Grant

ผู้เขียนบท Richard Curtis สร้างตัวละครนี้โดยอ้างอิงจากตัวเขาเอง ตอนแรกก็ไม่โอเคกับ Grant เพราะรู้สึกว่าหล่อเกินไป แต่หลังจากได้รับการโน้มน้าวจากโปรดิวเซอร์และผู้กำกับ Newell เลยยินยอมตอบตกลงก็ได้

ผมครุ่นคิดว่านี่คือครั้งแรกที่ Hugh Grant เล่นเป็น Hugh Grant (ถ้าบอกว่าคล้ายๆ Nic Cage เล่นเป็น Nic Cage หลายคนน่าจะร้องอ๋อ) หนุ่มหล่อ เนิร์ดๆ เขินๆอายๆ ไร้เดียงสาต่อความรัก มักทำอะไรผิดพลาดบ่อยครั้งก่อนจะสามารถแอ้มสาวที่ชื่นชอบ ครองรักแต่งงาน ถือเป็นภาพจำ Charisma ที่จะติดตัวพี่แกมาจนถึงปัจจุบันเลยละ (แทบจะเคยไม่เปลี่ยนแปลงเลยมั้งนะ)

เกร็ด: แม้ขณะนั้น Grant จะพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เลยได้รับค่าตัวเพียง £35,000 ปอนด์ (แล้วถูกนายหน้าของตนเองขูดเลือดไป £5,000 ปอนด์) ไม่มีรายงานว่าหลังความสำเร็จล้นหลามของหนัง ได้รับโบนัสเพิ่มอีกเท่าไหร่ แต่ก็การันตีความมั่นคงในอาชีพการงานขึ้นโดยพลัน!


Rosalie Anderson MacDowell (เกิดปี 1958) นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Gaffney, South Carolina ระหว่างร่ำเรียน Winthrop University ได้รับการค้นพบโดยแมวมอง Wilhelmina Model จับเซ็นสัญญาโมเดลลิ่งกับ Elite Model Management ได้เป็นนางแบบนิตยสารดังๆมากมาย กระทั่งมีโอกาสแสดงภาพยนตร์ Greystoke: The Legend of Tarzan, Lord of the Apes (1984), เลยหันมามุ่งมั่นเอาดีด้านการแสดง ฝึกฝน Method Acting ยัง Actors Studio แล้วโด่งดังกับ Sex, Lies, and Videotape (1989), Green Card (1990), Short Cuts (1993), Groundhog Day (1993), Four Weddings and a Funeral (1994) ฯ

รับบท Carrie สาวสวยชาวอเมริกัน เปรียบดั่งนกน้อยโบยบิน ใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ ตอบสนองตัณหาพึงพอใจส่วนตน เมื่อชื่นชอบตกหลุมรักใครก็ตรงรี่เข้าหา เกี้ยวพาราสี หลังร่วมรักหลับนอนก็สู่ขอแต่งงาน คาดว่าคงต้องการลงหลักปักฐานจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่นอย่างที่ใครๆเข้าใจ

ตัวเลือกแรกของบทบาทนี้ก็คือ Jeanne Tripplehorn เห็นว่าตอบตกลงแล้วด้วย แต่ขอถอนตัวไม่กี่วันก่อนเริ่มถ่ายทำเพราะมารดาเสียชีวิต, Marisa Tomei ก็บอกปัดเพราะปู่ป่วย, Sarah Jessica Parker ไม่ต้องการเดินทางข้ามทวีป, สำหรับ Andie MacDowell ขณะนั้นเดินทางมากรุงลอนดอนเพื่อโปรโมทภาพยนตร์ Groundhog Day (1993) พอได้อ่านบทหนังก็ตอบตกลงโดยทันที

การเลือกนักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เพราะมักถูกมองว่ามีอิสรภาพในการครุ่นคิดแสดงออก หาญกล้าทำสิ่งต่างๆโดยไม่สนกฎกรอบ ขนบประเพณีทางสังคม (เหมือนหญิงสาวชาวอังกฤษ) โดยเฉพาะการสนทนาถึงประสบการณ์ทางเพศ พานผ่านผู้ชายมาแล้วกี่คน … นี่สะท้อนค่านิยมทางสังคม ‘femenist’ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในยุคสมัยนั้นด้วยนะครับ

MacDowell ถือเป็นอีกนักแสดง ‘Sex Symbol’ ในช่วงทศวรรษ 90s พานผ่านบทบาทที่ถูกกระทำ(ชำเรา)มามาก ตัวละครจึงมีความน่าเชื่อถือในการแสดงความยั่วเย้ายวน รัญจวนใจ เป็นฝ่ายเกี้ยวพาราสีพระเอก รวมถึงเอ่ยปากสู่ขอชายหนุ่ม (นี่เป็นสิ่งที่ยังพบเห็นได้น้อยในยุคสมัยนั้น) แต่ผมไม่คิดว่าหญิงสาวประเภทนี้เหมาะจะแต่งงานกับใครหรอกนะ ลงเอยแบบตอนจบของหนังถือว่าสมเหตุสมผลไม่น้อย (การแต่งงาน เปรียบเหมือนการสร้างพันธนาการ/กรงขัง ไม่มีทางที่เจ้านกน้อยจะยินยอมถูกจับให้สูญเสียอิสภาพ, ซึ่งการที่ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ร่วม(และมีบุตร)โดยไม่แต่งงาน ก็เหมือนกรงที่เปิดประตูทางออกไว้ ให้เธอสามารถเข้า-ออก โดยไม่รู้สึกว่าตนเองสูญเสียอิสรภาพ)

เกร็ด: MacDowell ยินยอมลดค่าตัวลงถึง 75% แต่ต้องจ่ายก่อน $250,000 เหรียญ (ก็ยังมากสุดในบรรดาทีมงานทั้งหมด) ซึ่งหลังจากความสำเร็จล้นหลามของหนัง ได้รับโบนัสรวมกว่า $3 ล้านเหรียญ


Michael Coulter (เกิดปี 1952) ตากล้องสัญชาติ Scottish เกิดที่ Glasgow เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากการชักชวนของพี่เขย Charles Gormley เริ่มจากเป็นเด็กขนฟีล์ม ถือฉาก ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรก That Sinking Feeling (1979), ผลงานเด่นๆ อาทิ Four Weddings and a Funeral (1994), Sense and Sensibility (1995), Notting Hill (1999), Love Actually (2003) ฯ

ด้วยงบประมาณที่จำกัด ทำให้หนังต้องรัดเข็มขัดพอสมควร เสื้อผ้า ชุดสูท หรือแม้แต่ชุดแต่งงาน ใช้การหยิบยืม เอามาเอง ตามมีตามเกิดสุดๆ (เหมือนแหวนของคู่แต่งงานแรก) เช่นกับกับสถานที่ถ่ายทำ ไม่สามารถเดินทางไปไกลเกินกว่ากรุงลอนดอน (ฉากแต่งงานที่สก็อตแลนด์ ก็ถ่ายทำในอังกฤษนะครับ)

  • งานแต่งงานแรก: St Michael’s Church Betchworth, Reigate, Surrey
    • งานเลี้ยง: Goldingtons, Hertfordshire
  • งานแต่งงานสอง: Old Royal Naval College, Greenwich, London
    • งานเลี้ยง: Luton Hoo Estate
  • งานแต่งงานสาม: St. Peter and St. Paul’s Church
    • งานเลี้ยง: Rotherfield Park, Hampshire
  • งานศพ: St Clements Church, Essex
  • งานแต่งงานสี่: St Bartholomew-the-Great, West Smithfield, London

ลีลาการถ่ายภาพอาจไม่ได้มีความหวือหวาอะไร เน้นจัดเก็บบรรยากาศ รายละเอียด พยายามทำให้ตัวละครอยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง เว้นพื้นว่าง ระยะห่าง โคลสอัพเมื่อต้องการให้ผู้ชมสัมผัสถึงความรู้สึกของตัวละคร


ผมมีความชื่นชอบอารัมบทมากๆ เริ่มจากนาฬิกาปลุกแต่ Charles ไม่ยอมตื่น แล้วหนังตัดไปหาเพื่อนๆของเขาที่ต่างลุกขึ้น อาบน้ำแต่งตัว ตัดไปอีกคนกำลังรับประทานอาหาร เตรียมตัวออกเดินทาง (ไปร่วมพิธีแต่งงาน) แล้วค่อยกลับย้อนมาหาพระเอก ทั้งๆเป็นเพื่อนสนิทเจ้าบ่าวกลับยังสลบไสล ลืมตาขึ้นมองมองนาฬิกาแล้วรำพัน Oh, fuck!

แซว: นึกว่าดูอนิเมะที่เด็กๆมักตื่นสายไปโรงเรียน คาบขนมปังวิ่งออกจากบ้าน

เชื่อไหมครับว่าผู้ชมสมัยนั้นมีความอ่อนไหวกับการพูดคำหยาบคายมากๆ รอบทดลองฉายแค่พอตัวละครพูดประโยคนี้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ก็ถึงขนาดมีคนเดินออกจากโรงภาพยนตร์โดยทันที! (หนังได้เรต R ก็ด้วยเหตุผลนี้ละ) ตลอดทั้งเรื่องมีการพูด f-word จำนวน 28 ครั้ง! แทบทั้งหมดพ่นออกมาจากปากของ Charles

แซว: จริงๆแล้วหนังมีการใช้คำว่า fuck มากว่านั้นอีก แต่เพราะกลัวจะไม่สามารถนำออกฉายสหรัฐอเมริกา หลายครั้งจึงมีการเลี่ยงไปใช้อีกคำสถบ bugger ซึ่งเป็นไวพจน์สำเนียงอังกฤษ (ความรุนแรงเท่ากัน แต่ชาวอเมริกันจะไม่สำเนียกสักเท่าไหร่)

เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ทันสังเกต หลังเสร็จจากพิธีการในโบสถ์ของคู่แต่งงานแรก พวกเขาไปถ่ายรูปหมู่กันยัง … สุสาน RIP ทำเอาผมหัวเราะท้องแข็ง นึกว่าจะมีงานศพต่อเลยทันที

คนซ้ายมือถือกล้องคือ Tom (รับบทโดย James Fleet) หนึ่งในเพื่อนของ Charles ที่ก็โสดสนิท เกี้ยวพาราสีใครไม่เป็น รำพันว่าอาจต้องโสดตลอดชีวิต แต่ช่วงท้ายเมื่อได้พบกับลูกพี่ลูกน้อง ญาติห่างๆ ทำให้ตกหลุมรักแรกพบ … หลายคนอาจรู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งไม่เหมาะสม ขัดต่อหลักศีลธรรม มโนธรรม แต่มันผิดอะไร??

ส่วนคนขวาคือ Bernard Delaney (รับบทโดย David Haig) ที่จะกลายเป็นเจ้าบ่าวในงานแต่งงานที่สอง (แล้วก็มี Tom เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว) ซึ่งถ้าใครช่างสังเกตจะพบว่าเขาเกี้ยวพา Lydia Hibbot (รับบทโดย Sophie Thompson) ไม่ถึงเดือนก็แต่งงานกันเลย OMS (One Month Stand)

อายุไม่ใช่ปัญหาของ Gareth (รับบทโดย Simon Callow) แค่เสื้อก็มีความจัดจ้าน แรดร่าน เต็มที่ในสุดสถานการณ์ ตรงกันข้ามกับคู่ขา Matthew (รับบทโดย John Hannah) ดูสงบเสี่ยม เรียบร้อย … ค่อนข้างชัดเจนอยู่นะว่าใครคือคิง-ควีน

สำหรับ Scarlett (รับบทโดย Charlotte Coleman) น้องสาวของ Charles พยายามทำตัววัยสะรุ่น จัดจ้าน แรดร่าน ปล่อยตัวปล่อยใจ อ่อยเหยื่อไปทั่ว (ไม่ต่างจาก Gareth) มันอาจแรงไปสักหน่อยจนทำให้ไม่มีหนุ่มๆอยากเข้าใกล้ แต่เธอก็จะได้พบหนุ่มหล่อลำ k.ใหญ่ สนองตัณหาความใคร่ในอีกไม่ช้านาน

Fiona (รับบทโดย Kristin Scott Thomas) เหตุผลที่เธอชอบใส่สวมชุดสีดำ เพราะต้องการไว้อาลัยให้กับความรู้สึกของตนเองที่ตกหลุมรักแรกพบ Charles แต่กลับไม่เคยได้รับการตอบสนองความรู้สึกดังกล่าว ทำให้จิตใจค่อยๆแห้งเหี่ยวเฉา จนเมื่อพูดสารภาพความจริงกับเขา ก็บอกว่าทุกสิ่งอย่างสายไปแล้วละ

ถึงอย่างนั้นหลังการเสียชีวิตของ Gareth ก็ทำให้เธอตระหนักได้ถึงบางอย่าง และในงานแต่งงานของ Charles ก็ได้ปรับเปลี่ยนชุดสวมใสมาเป็นลวดลายดอกไม้สีสันสดใส (แต่ก็ยังสวมหมวกขนาดใหญ่เหมือนเพื่อปกปิดบางอย่างไว้ภายใน)

Hugh Grant ลงทุนเรียนภาษามือสำหรับสื่อสารกับ David รับบทโดย David Bower (เกิดปี 1969) นักแสดงสัญชาติ Welsh มีความพิการหูหนวกตั้งแต่กำเนิด สามารถสื่อสารภาษามือ เข้าเรียนด้านการแสดงยัง British Theatre of the Deaf จากนั้นกลายเป็นนักเต้น ออกแบบท่าเต้น และแสดงละครใบ้

การใส่ตัวละครหูหนวก (แสดงโดยนักแสดงหูจริงๆ) เพื่อสื่อถึงปัญหาด้านการสื่อสาร การทำความเข้าใจผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่แค่คนปกติ-หูหนวกเท่านั้นนะครับ แต่ยังหนุ่มโสดทั้งหลายที่ไม่มีคู่ครอง สาเหตุก็เพราะการสื่อสาร ความเข้าใจ มิอาจปรับตัวให้เกิดความต้องการที่ตรงกัน

ภาพวาดด้านหลังคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ (1533-1603, ครองราชย์ 1558-1603) ทรงได้รับฉายาราชินีพรหมจารี (The Virgin Queen) เนื่องจากการไม่ทรงอภิเษกสมรสตลอดพระชนม์ชีพ! … แฝงนัยยะอะไรก็ลองไปครุ่นคิดดูเองนะครับ

ขณะนั้น Rowan Atkinson (หรือที่ใครๆรู้จักในชื่อ Mr. Bean) ถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควรแล้วนะครับ มารับเชิญภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่รับค่าตัว ได้รับการชักชวนจากเพื่อนสนิท Richard Curtis รับบทบาทหลวงฝึกหัด Father Gerald เห็นว่าเป็นบทบาทที่เจ้าตัวชื่นชอบมากๆที่สุดด้วยละ

จะว่าไปความสัมพันธ์ระหว่าง Bernard กับ Lydia ก็เต็มไปด้วยความเร่งรีบร้อนรน ไม่ต่างจากหลวงพ่อ Father Gerald สักเท่าไหร่ พูดผิดพูดถูก สื่อสารไม่ค่อยเข้าใจ แต่เมื่อเข้าห้องหอก็สามารถเติมเต็มความต้องการของกันและกัน

ผมไม่ค่อยแน่ใจความสัมพันธ์ระหว่าง Henrietta กับ Charles ดูเหมือนจะเคยเป็นอดีตคนรัก ผ่านการร่วมรักหลับนอน แล้วเขาก็ตีจากเธอไป เปลี่ยนไปคบหาหญิงอื่น, ซึ่งช่วงขณะนี้ Charles เพิ่งอกหักจาก Carrie การแสดงออกของเขาจึงเต็มไปด้วยความสับสน ว้าวุ่นวาย ควบคุมคำพูดจาไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับ Henietta เลยถูกโต้ตอบกลับถึงพฤติกรรม ‘serial monogamy’ คือเหตุผลให้พวกเขาเลิกรา และต่างยังครองตัวเป็นโสดจนถึงปัจจุบัน

เกร็ด: การมีคู่สมรสคนเดียวเชิงชั่วระยะ (Serial monogamy) หมายถึงบุคคลสองคน/สัตว์ที่เมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างกัน แล้วปฏิเสธมีความสัมพันธ์กับใครอื่นในช่วงเวลานั้น จนกว่าจะบอกเลิกรา แยกกันอยู่ ถึงค่อยไปมีความสัมพันธ์ใหม่กับผู้อื่น ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้จะเวียนวนซ้ำไปซ้ำมา ราวกับกลเกมแห่งความรัก ปฏิเสธลงหลักปักฐานกับใครยืนยาว

ในบรรดาคู่รักทั้งหมด ผมชื่นชอบสุดก็คือ David กับ Serena (รับบทโดย Robin McCaffrey) เพราะการที่ฝ่ายหนึ่งหูหนวกเป็นใบ้ ไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูดคุยกับใคร แต่หญิงสาวพยายามจะ ‘เรียนรู้’ ภาษามือ แสดงถึงการให้ความสนใจ ยินยอมปรับตัวเข้าหา สามารถเริ่มต้นพูดคุย แม้สนทนาผิดๆถูกๆ (สลับตัวอักษร M กับ N จาก make เป็น nake, nice เป็น mice) สักวันพวกเขาก็จักสามารถเข้าใจกันและกัน

ผมคุ้นๆกับภาพวาดด้านหลัง Fiona มากๆเลยนะ แต่ยังนึกไม่ออกว่าเคยพบเห็นจากไหน แต่จากท่วงท่าการยืน ก็ชัดเจนเลยว่าต้องการสื่อถึงความละม้ายคล้าย สัมพันธ์กับบางอย่างกับตัวละคร

นี่เป็นอีกฉากที่ผมได้ยินว่าทำการปฏิวัติการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีศพไปโดยสิ้นเชิง Matthew ร่ายบทกวี Funeral Blue (1938) ประพันธ์โดย Wystan Hugh Auden (1907-79) สัญชาติอังกฤษ เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ของตนเองกับคู่ขา Gareth ได้อย่างซาบซึ้ง น้ำตาคลอ

Stop all the clocks, cut off the telephone,
Prevent the dog from barking with a juicy bone,
Silence the pianos and with muffled drum
Bring out the coffin, let the mourners come.

Let aeroplanes circle moaning overhead
Scribbling on the sky the message ‘He is Dead’.
Put crepe bows round the white necks of the public doves,
Let the traffic policemen wear black cotton gloves.

He was my North, my South, my East and West,
My working week and my Sunday rest,
My noon, my midnight, my talk, my song;
I thought that love would last forever: I was wrong.

The stars are not wanted now; put out every one,
Pack up the moon and dismantle the sun,
Pour away the ocean and sweep up the wood;
For nothing now can ever come to any good.

Funeral Blues

โบสถ์แห่งนี้ชื่อว่า St Clements Church ตั้งอยู่บริเวณเขตอุตสาหกรรม West Thurrock, Essex ทางฝั่งตะวันออกของประเทศอังกฤษ

การเลือกสถานที่แห่งนี้ก็คงเพื่อถ่ายให้ติดปล่องควันจากโรงงานด้านหลัง นัยยะถึงการปลดปล่อย เผาทำลาย ไปสู่สุขคติ/สรวงสวรรค์ ซึ่งจะพอดิบพอดีขณะกำลังเคลื่อนย้ายร่างของ Gareth ออกจากโบสถ์ เตรียมนำไปฝังยังสุสานตามประเพณีชาวคริสต์

นอกจากนี้การเสียชีวิตโดยฉับพลันของ Gareth นำมาสู่พิธีศพครั้งนี้ ได้สร้างความ ‘ตระหนัก’ ให้บรรดาหนุ่มโสดทั้งหลาย พยายามเร่งรีบมองหาคู่ครอง เพราะไม่อยากใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ตกตายไปโดยไม่ใครกล่าวสุนทรพจน์งานศพให้

นี่เป็นช็อตที่ผมชอบมากๆเลยนะ เอาจริงๆก็ตั้งแต่นาฬิกาปลุกเต็มบ้าน พอมาถึงโบสถ์ St Bartholomew-the-Great ค่อยตระหนักว่าเป็นครั้งแรกที่ Charles ตื่นก่อนเวลา! ทำให้พวกเขามีเวลาเตรียมตัว ดื่มกาแฟ ทานอาหารเช้า ยัง…สุสานอีกแล้ว! แต่ผมมองนัยยะของช็อตนี้คือ เพื่อนกันตราบจนวันตาย

เกร็ด: St Bartholomew-the-Great เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1123 ตั้งอยู่ Smithfield, London แต่เพิ่งพบเห็นในสื่อภาพยนตร์ครั้งแรก Four Weddings and a Funeral (1994) ซึ่งหลังจากนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทั้งนักท่องเที่ยว คู่แต่งงาน รวมถึงหนังอีกหลายเรื่องก็ถ่ายทำฉากแต่งงานยังสถานที่แห่งนี้!

วินาทีที่ Charles โดนตบลงไปนอนสลบบนพื้น สังเกตว่าในตำแหน่งที่มีป้ายชื่อ (เหมือนสุสาน) จากนั้นกล้องถ่ายจากมุม God Eye’s View ค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง ราวกับวิญญาณกำลังหลุดล่องลอยออกจากร่าง ซึ่งคือวินาทีที่เขาได้รับอิสรภาพจากพันธนาการแต่งงาน ไม่จำเป็นต้องยึดถือมั่นในขนบกฎกรอบ ประเพณี ศาสนา สังคม และตัวตนเองอีกต่อไป

การจุมพิตท่ามกลางสายฝน (เป็นแรงบันดาลใจให้ The Notebook (2004)) สำหรับผมแล้วไม่ตราตรึงเท่าขณะที่กล้องเคลื่อนเลื่อนไปบนท้องฟากฟ้า จากนั้นสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา ราวกับต้องการสื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Charles และ Carrie เป็นสิ่งที่ขัดบัญชาสวรรค์ พระเป็นเจ้าไม่ยินยอมรับ!

Do you think after we’ve dried off after we’ve spent lots more time together, you might agree not to marry me?

And do you think not being married to me might maybe be something you could consider doing for the rest of your life?

ยิ่งอ่านยิ่งงงๆ ตกลงจะอยู่หรือไม่อยู่? จะแต่งหรือไม่แต่ง? สร้างความสับสนและเรียกเสียงหัวเราะให้ผู้ชม! เอาเป็นว่าสิ่งที่หนังต้องการสื่อถึงก็คือ มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องเข้าพิธีสมรส แต่งงานตามประเพณี ศาสนา หรือจดทะเบียนตามข้อกฎหมาย แค่คนสองบังเกิดความพึงพอใจ ก็สามารถครองคู่อยู่ร่วมรักหลับนอน ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสร้างพิธีรีตอง งานเลี้ยงรับรอง ทำสิ่งต่างๆให้เหน็ดเหนื่อยว้าวุ่นวายกายใจ

ช่วงปัจฉิมบท จะมีการร้อยเรียงภาพคู่ชีวิตของตัวละครทั้งหลาย (สุดท้ายทุกคนก็ต่างมีใครเคียงข้างกาย) แต่ที่เซอร์ไพรส์และเรียกเสียงหัวเราะดังลั่น (ถ้าเป็นเมืองไทยคงโดนแบนห้ามฉาย!) นั่นคือภาพของ Fiona กับ Prince Charles น่าจะเป็นการตัดต่อภาพกระมัง

ตัดต่อโดย Jon Henry Albert Gregory (1944-2021) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Lahore, British Raj แล้วมาเติบโตที่อังกฤษ เริ่มต้นทำงานกับ Ealing Studios จากนั้นกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Mike Leigh อาทิ Naked (1993), Secrets & Lies (1996), Mr. Turner (2014) ฯ ผลงานเด่นๆอื่นๆ Four Weddings and a Funeral (1994), In Bruges (2008), Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (2017) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยมีตัวละคร Charles เป็นจุดศูนย์กลางระหว่างเข้าร่วม 4 งานแต่งงาน +1 งานศพ จากมุมมอง(ผู้เข้าร่วม)ที่แตกต่างกันไป พบเจอผู้คนทั้งหน้าเก่า-หน้าใหม่ ปะติดปะต่อผ่านการสนทนาเล็กๆ ที่จะค่อยๆพัฒนาสานสัมพันธ์สู่ความเป็นไปได้ไม่รู้จบ

  • เดือนพฤษภาคม, งานแต่งงานระหว่าง Angus กับ Laura ณ Somerset เข้าร่วมในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว
    • ความวุ่นวายในพิธีแต่งงาน
    • งานเลี้ยงหลังพิธีแต่งงาน
    • ค่ำคืน ONS (One Night Stand)
    • และเช้าวันถัดมา
  • เดือนสิงหาคม, งานแต่งงานระหว่าง Bernard กับ Lydia ณ London ในฐานะคนรู้จักฝ่ายชาย
    • ความวุ่นวายในพิธีแต่งงาน
    • งานเลี้ยงหลังพิธีแต่งงาน
    • อีกค่ำคืน ONS (One Night Stand)
    • และเช้าวันถัดมา
  • งานแต่งงานระหว่าง Carries กับ Hamish ณ Scotland ในฐานะคนรู้จักฝ่ายหญิง
    • เดือนกันยายน, เป็นสัปดาห์แรกที่ Charles ไม่ได้ต้องตื่นเช้าเข้าร่วมงานแต่งงาน แต่ก็ได้รับซองของ Carries
    • นัดเดทระหว่าง Charles และ Carries (ก็น่าจะเรียกว่าเดทได้อยู่นะ)
    • เดือนตุลาคม, พิธีแต่งงานระหว่าง Carries กับ Hamish
    • งานเลี้ยงหลังพิธีแต่งงาน เกิดเหตุไม่คาดฝันกับ Gareth
  • 1-2 วันถัดมา งานศพของ Gareth
  • สิงหาคมปีถัดมา, งานแต่งงานระหว่าง Charles กับ Henrietta ในฐานะเจ้าบ่าว
    • ความวุ่นวายก่อนพิธีแต่งงาน
    • การมาถึงของ Carries สร้างความว้าวุ่นวายใจให้ Charles จนในที่สุดตัดสินใจล้มเลิกการแต่งงาน
    • เหตุการณ์หลังงานล่ม Charles และ Carries ต่างก็ทำตามเสียงเรียกร้องหัวใจได้สักที!

นอกจากโครงสร้างดำเนินเรื่องที่ละม้ายคล้าย Rashômon (1950) รายละเอียดต่างๆของหนังก็มีการปะติดปะต่อมุกตลก ฉากสนทนาเล็กๆน้อยๆ ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน โดดเด่นอย่างมากๆช่วงงานเลี้ยงหลังพิธีแต่งงาน ตัดสลับไปมาระหว่างพูดคุยคนโน้น เกี้ยวพาคนนี้ โยกเต้นกลางเวที ฯ เก็บบรรยากาศงานเลี้ยงได้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน … ไม่ย่อหย่อนไปกว่า Playtime (1967)

ปล: พบเห็นไดเรคชั่นงานแต่งงานของ Four Weddings and a Funeral (1994) ชวนให้ระลึกถึง The Deer Hunter (1978) ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างตรงกันข้าม! เรื่องนั้นเน้นถ่ายทำแบบ Long Take ด้วยการแพนนิ่ง-ซูมมิ่ง เป็นอีกวิธีเก็บบรรยากาศงานแต่งงานได้ตราตรึงไม่แพ้กัน


สำหรับบทเพลงประกอบหนัง เต็มไปด้วย’เพลงชาติ’ประจำงานแต่งงานมากมาย ทั้งคลาสสิก ดนตรีพื้นบ้าน ป๊อป ร็อค แจ๊ส คอรัส ฯ เมื่อวางขายรวมอัลบัมก็ได้รับความนิยมถล่มทลายโดยทันที! แต่ผมขอเลือกมาแค่บทเพียงเดียวที่กลับมาโด่งดังถล่มทลายเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้

Love Is All Around (1967) บทเพลงแนว Rock and Roll แต่งโดย Reg Presley ต้นฉบับขับร้องโดยวงร็อคสัญชาติอังกฤษ The Troggs เคยไต่ขึ้นสูงสุดอันดับ 5 ชาร์ท UK Singles Chart, อันดับ 7 ชาร์ท US Billboard Hot 100

ฉบับที่ใช้ในหนัง Remix โดย Wet Wet Wet วงร็อคสัญชาติ Scottish ปรากฎว่าได้รับความนิยมถล่มทลาย ติดอันดับ 1 ชาร์ท UK Singles Chart ยาวนานถึง 15 สัปดาห์!

ต้นฉบับของ The Troggs มีความเป็น 60s คลาสสิก โยกศีรษะตามเบาๆ แต่ก็ยอมรับว่า Remix ของ Wet Wet Wet มีความหวานแหวว โรแมนติก ทำให้หัวใจเบิกพองโต (สำหรับคนกำลังตกหลุมรัก) กลายเป็นบทเพลงรักอมตะ รับฟังปัจจุบันก็ยังไพเราะเพราะพริ้ง

เกร็ด: เมื่อตอน Richard Curtiss กำกับ Love Actually (2003) ได้ดัดแปลงบทเพลง Love Is All Around ให้กลายเป็น Christmas Is All Around ขับร้องโดย Billy Mack

สำหรับ Soundtrack ของหนังแต่งโดย Sir Richard Rodney Bennett (1936-2012) คีตกวีเพลงชาวอังกฤษ เกิดที่ Broadstairs, Kent มารดาเป็นนักเปียโนร่ำเรียนจากคีตกวี Gustav Holst ด้วยเหตุนี้เลยหลงใหลในเสียงเพลงตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าศึกษา Royal Academy of Music มีผลงานทั้ง Symphony, Opera, Ballet, ภาพยนตร์, ซีรีย์โทรทัศน์ อาทิ Far from the Madding Crowd (1967), Nicholas and Alexandra (1971), Murder on the Orient Express (1974), Four Weddings and a Funeral (1994) ฯลฯ

ในอัลบัมจะไม่มีเขียนว่า Main Theme แต่ทุกบทเพลง Soundtrack ของหนังจะมีกลิ่นอาย ท่วงทำนองที่มอบสัมผัสคล้ายๆกัน คือความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เวิ้งว่างเปล่าภายใน โหยหาใครสักคนเคียงข้างกาย เพื่อเติมเต็มส่วนขาดหายของจิตวิญญาณ

The Morning After คือบทเพลงที่ Charles ตื่นเช้าขึ้นแล้วพบเจอเธอคนนั้นนอนอยู่เคียงข้างกาย ด้วยเหตุนี้เมโลดี้ (Main Theme) ที่มีความโดดเด่นชัดเจน เหมือนการค้นพบคู่ชีวิต บุคคลที่จะอาศัยอยู่เคียงข้างกัน … แต่นั่นก็เหมือนกับความเพ้อฝัน

การแต่งงาน เป็นพิธีการซึ่งบุคคลสองคนรวมเข้ากันในการสมรสหรือสถาบันที่คล้ายกัน ตามจารีตประเพณีที่แตกต่างกันตามวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา ประเทศ และชนชั้นทางสังคม, พิธีการแต่งงานส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนคำสาบานโดยคู่สมรส การมอบของขวัญ (ของถวาย แหวนหมั้น แหวนแต่งงาน สิ่งที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ ดอกไม้ เงินทอง ฯ) ประกาศการแต่งงานต่อสาธารณะโดยผู้มีอำนาจหรือผู้นำ และมักตามด้วยงานเลี้ยงแต่งงาน

ตามความเชื่อชาวตะวันตก พิธีแต่งงานถือว่ามีความจำเป็นและสำคัญอย่างมากๆ เพราะอิทธิพลทางศาสนา พยายามสร้างค่านิยม ‘ชวนเชื่อ’ อ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ เป็นการรวมทั้งสองคนเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อสร้างครอบครัว สร้างประชากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และดำเนินชีวิตครอบครัวอย่างดีงาม ด้วยเหตุนี้คริสตชนจึงแต่งงานได้เพียงครั้งเดียว ไม่สามารถหย่าร้าง ยกเว้นคู่ครองจะเสียชีวิตไปแล้ว

พระ​ผู้​ทรง​สร้าง​มนุษย์​แต่​เดิม​นั้นทรง​สร้าง​ให้​เป็น​ชาย​และ​หญิง และ​ตรัส​ว่า ‘เพราะ​เหตุ‍นี้ ผู้‍ชาย​จะ​ละ​บิดา​มารดา​ไป​ผูก​พัน​อยู่​กับ​ภรรยา และ​เขา​ทั้ง‍สอง​จะ​เป็น​เนื้อ​เดียว‍กัน’ ด้วย‍เหตุ‍นี้​เขา​ทั้ง‍สอง​จึง​ไม่​เป็น​สอง​ต่อ‍ไป แต่​เป็น​เนื้อ​อัน​เดียว‍กันเพราะ‍ฉะนั้น​สิ่ง​ซึ่ง​พระ‍เจ้า​ทรง​ผูก‍พัน​กัน​แล้ว อย่า​ให้​มนุษย์​ทำ​ให้​พราก​จาก​กัน​เลย

Matthew 19:4-6

แม้เรื่องราวของ Four Weddings and a Funeral (1994) จะนำเสนอ 4 งานแต่งงาน + งานศพ แต่เนื้อหาสาระเกี่ยวกับหนึ่งชายโสดที่ต้องแสร้งว่าเบิกบาน ท่าทางสนุกสนานร่าเริง แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา พบเห็นรอยยิ้มอิ่มสุขของผู้อื่น คือความทุกข์ทรมานของตนเอง! เมื่อไหร่ฉันจักได้พบเจอคู่ครองรัก แต่งงาน อาศัยอยู่เคียงข้างกันตราบจนวันตาย

ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามแสดงให้เห็นถึง ‘อิทธิพล’ ของพิธีแต่งงาน ที่ได้ควบคุมครอบงำสามัญสำนึกมนุษย์ และสะท้อนค่านิยมของคนยุคสมัยนั้น(นี้) จนกลายเป็นเทรนด์แฟชั่น ประเพณีปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา โดยไม่มีใครครุ่นคิดถึงความจำเป็น ข้อดี-ข้อเสีย ทำไปเพื่ออะไร? ไม่แต่งงานได้ไหม? หวาดกลัวการไม่ยินยอมจากผู้อื่นในสังคม! … เสียงเห่าหอนของหมูหมากาไก่ช่างน่ารำคาญ หนวกหูยิ่งนัก!

Four Weddings and a Funeral (1994) พยายามทำลายวิถีความเชื่อดังกล่าว ด้วยการโน้มน้าวให้ผู้ชมขบครุ่นคิด ตั้งคำถามถึงความจำเป็น? เรียนรู้จักความสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ One Night Stand (ONS), Friend with Benefit (FWB) ฯ รวมถึงอิสรภาพทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไป (Homo, Bi, LGBT+) โลกยุคสมัยใหม่ไม่มีความจำเป็นที่เราจักต้องหมกมุ่นยึดติดแนวคิด/พิธีการแต่งงานอีกแล้วละ!

ต่อให้ฝนตกฟ้าผ่า พระเป็นเจ้าไม่ยินยอมรับ แล้วมันผิดอะไรที่คนสองจะตกหลุมรัก ตัดสินใจใช้ชีวิตครองคู่อยู่ร่วมกัน โดยไม่สนหัวพิธีกรรมทางศาสนา!


หนังประเมินงบประมาณอยู่ที่ $8 ล้านเหรียญ ในตอนแรกก็ได้รับการอนุมัติเต็มจำนวน แล้วก็ถูกตัดทอนลงเรื่อยๆจนเหลือเพียง $4.4 ล้านเหรียญ (= £3 ล้านปอนด์) หายไปเกือบครึ่งหนึ่ง!

  • สหรัฐอเมริกาเริ่มจากห้าโรงฉาย ค่อยๆขยับขยายจนสามารถไต่ถึงอันดับหนึ่ง ทำเงินได้ $52.7 ล้านเหรียญ
  • ประเทศอังกฤษติดอันดับหนึ่งนานถึง 9 สัปดาห์ รวมรายรับ £27.8 ล้านปอนด์ สร้างสถิติทำเงินสูงสุดอันดับสองรอง(ในประเทศอังกฤษ)รองจาก Jurassic Park (1993)
  • รวมรายรับทั่วโลก $245.7 ล้านเหรียญ (สูงอันดับ 8 ของปี)

ช่วงปลายปีก็สร้างเซอร์ไพรส์มากมาย ด้วยการเข้าชิง

  • Academy Award
    • Best Picture
    • Best Original Screenplay
  • Golden Globe Award
    • Best Musical or Comedy
    • Best Actor – Musical or Comedy (Hugh Grant) ** คว้ารางวัล
    • Best Actress – Musical or Comedy (Andie MacDowell)
    • Best Screenplay
  • BAFTA Award
    • Best Film ** คว้ารางวัล
    • Best Direction ** คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay
    • Best Actor (Hugh Grant) ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actor (Simon Callow)
    • Best Supporting Actor (John Hannah)
    • Best Supporting Actress (Kristin Scott Thomas) ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (Charlotte Coleman)
    • Best Editing
    • Best Film Music

แซว: แม้หนังจะไม่ใช่ตัวเต็งจะคว้า Oscar แต่ตอนรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้ยินเสียงจากผู้ประกาศ Forr… ก็แอบหลงดีใจจนกระทั่ง Forrest Gump (1994) ตกจากสรวงสวรรค์โดยพลัน

ด้วยความสำเร็จล้นหลามทำให้หนังได้รับการจัดอันดับ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสัญชาติอังกฤษ จากหลายๆสำนัก

  • British Film Institute: 100 greatest British Film of the 20th century (ปี 1999) อันดับ 13
  • Empire: 100 Best British Film (ปี 2016) อันดับ 21
  • TimeOut: Best British Film Ever (ปี 2017) อันดับ 74

เมื่อสมัยวัยรุ่นผมค่อนข้างชื่นชอบหนังรอมคอมหลายๆเรื่องของ Hugh Grant โดยเฉพาะ Four Weddings and a Funeral (1994) และ Notting Hill (1999) รู้สึกว่าบุคลิกเนิร์ดๆ หล่อแบบซื่อๆ ทำตัวป้ำๆเป๋อๆ มันดูสมจริงจับต้องได้ น่าจะนำมุกไปใช้จีบสาวๆ … แต่ชีวิตจริงไม่เคยประสบความสำเร็จสักอย่าง

พอก้าวเลยผ่านช่วงวัยนั้นมา ผมเลยไม่ค่อยอยากหวนกลับหาหนังรอมคอม ที่ชวนให้ระลึกถึงความหลังสักเท่าไหร่ ถ้าไม่เพราะ House Rama เลือกนำ Four Weddings and a Funeral (1994) กลับมาฉายใหม่ เลยตัดสินใจลองหามารับชมดูอีกสร้างครั้ง บอกเลยว่าสร้างความประหลาดใจอย่างคาดไม่ถึง

เพราะนี่ไม่ใช่หนังแค่หนังรอมคอมทั่วๆไป ยังมีการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยเทคนิค ลีลา ด้วยภาษาภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมข้อคิดที่สะท้อนค่านิยมทางสังคม ทำไมต้องแต่งงาน? ทำไมต้องมีงานเลี้ยง? ทำไมต้องมีพิธีการ? ถ้าเราสองจะครองคู่รักกัน สรวงสวรรค์ก็มิอาจหยุดยับยั้ง

แนะนำวัยรุ่นหนุ่มๆสาวๆ คอหนังรอมคอม (Romcoms) แฝงข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต คู่ครอง การแต่งงาน, นักจัดงานอีเวนท์ (โดยเฉพาะงานแต่ง) หรือกำลังจะเข้าพิธีสมรส (รับชมหนังเรื่องนี้เพื่อสร้างความมั่นใจในชีวิตคู่), แฟนๆนักแสดง Hugh Grant และ Andie MacDowell ไม่ควรพลาด!

จัดเรต 13+ กับคำหยาบคาย หมกมุ่นเรื่องการแต่งงาน

คำโปรย | Four Weddings and a Funeral คือมหกรรมงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางอารมณ์ ครบเครื่อง กลมกล่อม
คุณภาพ | ล่
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: