George Gershwin: Rhapsody in Blue

rhapsody in blue

George Gershwin: Rhapsody in Blue

บทเพลงพรรณาความงดงามของป่าคอนกรีตแห่งมหานคร New York แจ้งเกิดให้กับคีตกวีอายุสั้น George Gershwin ด้วยการทดลองผสมผสานดนตรีคลาสสิก เข้ากับ Jazz (เรียกว่า Orchestral-Jazz) แม้ตอนแสดงรอบปฐมทัศน์จะได้รับเสียงค่อนข้างแตก แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป Rhapsody in Blue ได้กลายเป็นอีกหนึ่งในบทเพลงอมตะ สัญลักษณ์แทนประเทศอเมริกา

สำหรับคอหนัง เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก An American in Paris (1951) ภาพยนตร์เพลงรางวัล Oscar: Best Picture ของผู้กำกับ Vincente Minnelli นำแสดงโดย Gene Kelly, Leslie Caron และ Oscar Levant ซึ่งหนังได้แรงบันดาลใจจากบทเพลงออเครต้าชื่อ An American in Paris (1928) ประพันธ์โดย George Gershwin เราจะได้ยินบทเพลงนี้เป็น recurring theme บ่อยครั้งในหนังและฉากสุดท้ายไล่ยาวจนจบ

สำหรับ Rhapsody in Blue (1924) บทเพลงแจ้งเกิดระดับนานาชาติของ George Gershwin ใครเดินทางไปอเมริกาบ่อยๆด้วยสายการบิน United Airlines คงได้ยินฟังอยู่ร่ำไป ประกอบทั้งโลโก้ สป็อตโฆษณา ขณะ Boarding กำลังขึ้นเครื่อง ฯ ถือเป็นบทเพลงประจำสายการบินนี้เลยก็ว่าได้

นำหนึ่งในสป็อตโฆษณาของ United Airlines มาให้รับชมกันก่อนนะครับ คลิปนี้เจ๋งอยู่นะ

George Jacob Gershwin (1898 – 1937) คีตกวีและนักเปียโนสัญชาติอเมริกา เกิดที่ New York City ครอบครัวเป็นชาว Jews อพยพมาจาก Saint Petersburg, Russian Empire ตอนยังเด็กก็วิ่งเล่นตามประสาอยู่ตามตรอกซอกซอย ท้องถนนป่าคอนกรีตเมือง New York ไม่เคยสนใจดนตรีจนกระทั่งอายุ 10 ได้ยินเพื่อนคนหนึ่งเล่นไวโอลินแล้วเกิดความหลงใหลจับใจ ที่บ้านมีเปียโนอยู่ตัวหนึ่ง พ่อแม่ซื้อมาให้พี่ชาย Ira Gerhwin แต่กลับเป็น George แย่งเล่นจนเก่ง ต่อมาได้กลายเป็นลูกศิษย์ของ Charles Hambitzer เรียนรู้เทคนิคต่างๆจนกลายเป็นยอดฝีมือ

ตอนอายุ 15 เขียนเพลงแรก When You Want ‘Em, You Can’t Get ‘Em, When You’ve Got ‘Em, You Don’t Want ‘Em ทำเงินได้ 50 Cents ตามมาด้วยบทเพลง Rag ชื่อ Rialto Ripples (1917) ที่พอขายออกได้บ้าง จนกระทั่งมีบทเพลงฮิตระดับชาติ Swanee (1919) จากคำนิยมของ Irving Caesar และ Al Jolson นักร้องนักแสดง Broadways ชื่อดัง ที่ได้ยิน Gershwin เล่นเพลงนี้ในงานปาร์ตี้แห่งหนึ่ง แล้วตัดสินใจนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงละครเวที

เกร็ด: Al Jolson คือเจ้าของเสียงแรกของ Hollywood ร้องเล่นเต้นหนังเรื่อง The Jazz Singer (1927)

ช่วงประมาณต้นทศวรรษ 20s, Gershwin มีโอกาสร่วมงานกับนักร้องชื่อดัง Eva Gauthier ในคอนเสิร์ตที่เป็นการทดลองผสมผสานดนตรี Classical เข้ากับ Jazz ซึ่งหัวหน้าวง Paul Whiteman ได้ท้าทายนักแต่งเพลงหนุ่ม ให้ลองแต่งบทเพลงคล้าย Concerto ที่มีลักษณะ All-Jazz นี่เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เพราะเวลาว่างของ Gershwin ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ จึงผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมาจนถึงวันที่ 3 มกราคม 1924 ขณะกำลังเล่น Billiards กับเพื่อนสนิท Buddy De Sylva พี่ชาย Ira Gershwin ได้อ่านหนังสือพิมพ์ New York Tribune บทความหัวข้อ ‘What Is American Music?’ เนื้อหามีประมาณว่า

“George Gershwin is at work on a jazz concerto, Irving Berlin is writing a syncopated tone poem, and Victor Herbert is working on an American suite.”

นี่เองที่ทำให้ Gershwin เกิดอาการร้อนตัว รู้สึกเหมือนกำลังจะโดนแย่งผลงาน จึงตัดสินใจรีบเร่งหาเวลาเขียนบทเพลงนี้โดยทันที,

ระหว่างเดินทางขึ้นรถไฟจาก New York ตรงสู่ Boston เสียงรถไฟกระฉึกกระฉักได้ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจ เห็นภาพของจังหวะดนตรีที่ค่อยๆดังขึ้น ผืนแผ่นดินแดนอเมริกา ตรอกซอกซอย ท้องถนน ผู้คนพลุกพล่าน ชุมชนเมือง ตึกสูงใหญ่ เมื่อเดินทางถึง Boston พล็อตของบทเพลงนี้ก็กลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทันที

“It was on the train, with its steely rhythms, its rattle-ty bang, that is so often so stimulating to a composer – I frequently hear music in the very heart of the noise…. And there I suddenly heard, and even saw on paper – the complete construction of the Rhapsody, from beginning to end. No new themes came to me, but I worked on the thematic material already in my mind and tried to conceive the composition as a whole. I heard it as a sort of musical kaleidoscope of America, of our vast melting pot, of our unduplicated national pep, of our metropolitan madness. By the time I reached Boston I had a definite plot of the piece, as distinguished from its actual substance.”

สำหรับ Working Title ของบทเพลงนี้ ตั้งชื่อว่า American Rhapsody ภายหลังเปลี่ยนเป็น Rhapsody in Blue จากคำแนะนำของพี่ชาย Ira Gershwin ที่ได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการจัดแสดงผลงานศิลปะของ James Abbott McNeill Whistler พบเจอภาพสีน้ำมันชื่อ Nocturne in Black and Gold – The Falling Rocket (1875) [เรียกสั้นๆว่า Whistler’s Mother] คงเพราะชื่อสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก สีสันของภาพวาดออกมาได้อย่างชัดเจนลงตัว

ภาพวาด Nocturne in Black and Gold – The Falling Rocket

Rhapsody แปลว่า บทเพลงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก, ส่วนคำว่า Blue หรือ Blau น้ำเงินเข้ม เป็นสีของความเศร้าโศกและความตาย ‘I’m feeling blue.’ มีความหมาย ‘ฉันกำลังเศร้า’, แต่ Blue ยังมีอีกนัยยะหนึ่งคือ Blues/Jazz แนวดนตรีประเภทหนึ่งของคนผิวสี ที่มักถ่ายทอดสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ จากการหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศอเมริกา (เพื่อการเป็นทาส)

สรุปแล้ว Rhapsody in Blue หมายถึง บทเพลงที่เต็มไปด้วยอารมณ์เศร้า หรือบทเพลงที่ผสมผสานแนวดนตรี Blues/Jazz ให้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

Gershwin ใช้เวลา 5 สัปดาห์ในการประพันธ์เพลงนี้ แล้วส่งให้ Ferde Grofé เรียบเรียงเป็นฉบับ Orchestra เปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ในคอนเสิร์ต An Experiment in Modern Music ที่หอประชุม Aeolian ย่าน Timesquare วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1924 ร่วมกับ Palais Royal Orchestra, มีนักแต่งเพลงดังๆหลายคนแห่งยุคเข้าร่วมรับฟัง อาทิ John Philip Sousa, Sergei Rachmaninoff ซึ่งการแสดงรอบนี้ Gershwin เป็นผู้บรรเลงเปียโนด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของเพลงนี้ต้องถือว่าล้นหลาม จนถึงปี 1927 วงของ Whiteman ได้เล่นเพลง Rhapsody in Blue ทั้งหมด 84 รอบ ขายแผ่นเสียงได้กว่าล้านก็อปปี้, แต่สำหรับคำวิจารณ์กลับได้รับเสียงแตกออกไป นิตยสาร New York Times พูดชื่นชม Gershwin ว่ามีความทะเยอทะยานแต่ยังห่างไกลความสมบูรณ์แบบเหนือชั้น

“This composition shows extraordinary talent, as it shows a young composer with aims that go far beyond those of his ilk, struggling with a form of which he is far from being master…. In spite of all this, he has expressed himself in a significant and, on the whole, highly original form.”

– The New York Times

คงถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนักวิจารณ์เพลงสมัยนั้นยังมองว่า Jazz คือดนตรีของคนผิวสี ทาส ชนชั้นต่ำของประเทศอเมริกา ความพยายามผสมผสาน ยกขึ้นมาเทียบเท่า แล้ว Fusion กับดนตรีคลาสสิก บรรเลงโดยคนผิวขาว เป็นอะไรที่ยากจะยอมรับได้

แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าบทเพลงนี้ Rhapsody in Blue คือความสำเร็จครั้งแรกของการผสมผสาน Orchestra เข้ากับ Jazz ได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบเป็นที่สุด

Leonard Bernstein นักดนตรี/คีตกวี/วาทยกรชื่อดังแห่งยุค บอกว่าเขาหลงรักเพลงนี้อย่างยิ่ง ชื่นชมแรงบันดาลใจของบทเพลง ราวกับพระเจ้าสร้างโลก คล้ายๆกับ Tchaikovsky

“The Rhapsody is not a composition at all. It’s a string of separate paragraphs stuck together. The themes are terrific, inspired, God-given. I don’t think there has been such an inspired melodist on this earth since Tchaikovsky. But if you want to speak of a composer, that’s another matter. Your Rhapsody in Blue is not a real composition in the sense that whatever happens in it must seem inevitable. You can cut parts of it without affecting the whole. You can remove any of these stuck-together sections and the piece still goes on as bravely as before. It can be a five-minute piece or a twelve-minute piece. And in fact, all these things are being done to it every day. And it’s still the Rhapsody in Blue.”

คงไม่มีนักดนตรี/วาทยากรคนไหน ตีความพบทเพลงนี้ได้ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่เท่า Leonard Bernstein ผู้คลั่งไคล้เป็นแน่ กำกับและบรรเลงเปียโนเองเลย ร่วมกับ New York Philharmonic คอนเสิร์ตที่ Piano Royal Albert Hall, London วันที่ 3-4 มิถุนายน 1976

เสียงคาริเน็ตเริ่มต้น สร้างสัมผัสความพิศวงสงสัยใคร่รู้ รถไฟค่อยๆเคลื่อนเข้าอุโมงค์แห่งกาลเวลา แสงสว่างเห็นอยู่ปลายทางรำไร รู้สึกตื่นเต้นขนหัวลุกซู่ต่อสิ่งที่กำลังจะได้พบเห็น สุดทางนั่นคือดินแดนโลกใหม่ที่ชื่อว่า New York City, ประเทศสหรัฐอเมริกา

แทน-แท่น-แท้น-แท๊น เมื่อออเครสต้าประสานเสียงบรรเลงกระหึ่มขึ้น ปรากฎภาพตึกสูงระฟ้า เงยหน้าขึ้นมองไม่เห็นยอด สำหรับคนที่มาถึงเมืองนี้ครั้งแรก คงได้แต่อึ้งทึ่งตราตะลึงอ้าปากค้าง ราวกับโลกอนาคตแห่งจินตนาการ ดินแดนแห่งความฝันพลันปรากฎขึ้นต่อหน้า ความสับสนมึนงงเกิดขึ้นในจิตใจ หยิกกัดตบหน้าตัวเองหลายคราให้ตื่นขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะที่นี่แหละคือโลกแห่งความจริง

พอเริ่มตระหนักขึ้นได้ว่าฉันไม่ได้ฝันไป รอยยิ้มร่าแห่งความสุขจึงได้บังเกิดปรากฎขึ้น หัวใจเต้นแรงไม่ยอมหยุด โอ้ละหนอดินแดนแห่งนี่แหละสรวงสวรรค์ชั้น 7 ที่ฉันเฝ้ารอคอยได้พบเจอมาแสนนาน ต้องการเป็นส่วนหนึ่ง มีชีวิตอาศัยดำรงอยู่ให้จงได้

เมื่อรถไฟถึงสถานีปลายทาง ก็ถึงเวลาก้าวลงไปสัมผัสรู้จักกับผืนแผ่นดินแดนแห่งนี้ คงยังมีความเซอร์ไพรส์อีกมากที่จะสร้างความประหลาดใจให้ การรอคอยถึงจุดสิ้นสุด สูดหายใจแรกลึกๆเข้าเต็มปอด ยินดีต้อนรับสู่อเมริกา

ส่วนตัวแล้วกับบทเพลงนี้ แรกๆไม่ได้มีความรู้สึกชื่นชอบหลงใหลเสียเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ทำไม Youtube ชอบสุ่มเพลงนี้มาให้ฟังบ่อยครั้งเหลือเกินจนเริ่มติดหู และมีใจให้นิดๆ, มันไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบอะไรที่มีกลิ่นอายของอเมริกันหรอกนะ แต่ภาพที่จินตนาการเห็นจากบทเพลง คือ การเดินไปมาตามท้องถนน พบเจอแต่หินอิฐปูน ป่าคอนกรีต ตึกระฟ้าสูงใหญ่ มันไม่ได้มีความสวยงามอันเกิดขึ้นตามธรรมชาติของโลก ทั้งหมดเป็นความงดงามจากมนุษย์สร้างขึ้น

มีภาพยนตร์ทั้งหมด 4 เรื่อง ที่ผมเคยได้ยินนำบทเพลงนี้มาใช้ประกอบ
– Rhapsody in Blue (1945) ภาพยนตร์ชีวประวัติของ George Gershwin รับบทโดย Robert Alda ของผู้กำกับ Irving Rapper
– Manhattan (1979) ของผู้กำกับ Woody Allen ต้องบอกว่าฉากเปิดของหนังเรื่องนี้ นำบทเพลงไปใช้บรรยายท้องถนนคอนกรีต ตึกสูงขาว-ดำ ของ New York City ได้สมจริงมากที่สุด
– Fantasia 2000 (1999) ภาพยนตร์อนิเมชั่นของ Walt Disney ที่ต้องการเลียนแบบความสำเร็จของ Fantasy (1940) ใช้บทเพลงประกอบอนิเมชั่น ถึงจะมีความเข้ากันสวยงาม แต่มิตราตรึงเทียบเท่ากับต้นฉบับ
– The Great Gatsby (2013) ของผู้กำกับ Baz Luhrmann ฉากเปิดตัว Jay Gatsby ตัวละครของ Leonardo DiCaprio หันมายกแก้วขึ้น ยิ้มแฉ่ง เป็นหนึ่งในไม่กี่บทเพลงของหนังเรื่องนี้ที่ตรงกับยุคสมัยพื้นหลัง

นอกจากภาพยนตร์แล้ว ยังเคยเป็นเพลงพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา 1984 Summer Olympics ที่ Los Angeles

ความสำเร็จแบบไม่สนนักวิจารณ์ของบทเพลงนี้ ทำให้ George Gershwin กลายเป็นที่รู้จักระดับโลก มีอีกหลายผลงานที่กลายเป็นอมตะ แต่โชคร้ายที่เขาอายุสั้นไปหน่อย เสียชีวิตเมื่อเดือนกรกฎาคม 1937 ด้วยเนื้องอกในสมอง สิริอายุเพียง 38 ปี (มากกว่า Mozart แค่ปีเดียวเท่านั้น)

TAGLINE | “Rhapsody in Blue บทเพลงพรรณาป่าคอนกรีต New York City ของ George Gershwin ยิ่งใหญ่ อลังการ ตราตรึง”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of