Giulietta degli spiriti (1965)

Juliet of the Spirits

Giulietta degli spiriti (1965) Italian : Federico Fellini ♥♥♥♥

ราวกับภาคต่อของ 8½ (1963) โดยสลับจากอวตารผู้กำกับ Federico Fellini กลายมาเป็นศรีภรรยา Giulietta Masina รับบท Juliet ผู้สามารถมองเห็นวิญญาณ ผสมผสานระหว่างความจริง-เพ้อฝัน อดีต-ปัจจุบัน และเมื่อผีบอกว่าชายคนรักลักลอบมีชู้ ชีวิตคู่ของพวกเขาจะลงเอยเฉกเช่นไร

ผมมีความเข้าใจผิดมหันต์ต่อความสัมพันธ์ระหว่าง Federico Fellini กับศรีภรรยา Giulietta Masina จริงอยู่ทั้งสองครองคู่อยู่ร่วมกันจนความตายพลัดพรากจาก แต่ระหว่างนั้นใช่ว่า Fellini จะจงรักภักดี รักเดียวใจเดียวไม่ผันแปรเปลี่ยน รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คุณเข้าใจอะไรๆของพวกเขามากๆขึ้นเลยละ … ผมไปแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ในบทความ 8½ (1963) ให้แล้วนะครับ

เรื่องจริงๆมันเป็นเช่นนี้ … Fellini หลังจากประสบความสำเร็จล้นหลามกับ La Strada (1954), Le notti di Cabiria (1957), La Dolce Vita (1960) และ 8½ (1963) ชื่อเสียง เงินทอง ต่างไหลมาเทมา ความเป็น Superstar ระดับโลก ทำให้เขาลุ่มหลงระเริง มัวเมา ดื่มด่ำไปกับความสุขสำราญ วันๆเที่ยวเตร่ สังสรรค์ ปาร์ตี้ ฮาเร็ม คบชู้ (ทั้งชาย-หญิง) และมั่วยา ปล่อยให้ศรีภรรยา Masina เป็นผีเฝ้าบ้านกับคนรับใช้

ทำไมเธอถึงไม่ดื่มด่ำสำราญไปกับโอกาสแห่งชีวิตนี้กัน? นั่นคือความครุ่นคิดของ Fellini ที่มีต่อศรีภรรยา เห็นว่าเคยนำชายหนุ่มสุดหล่อมาบ้าน อนุญาตให้เกี้ยวพาราสี ยั่วเย้ายวนเต็มที่ หวังให้เธอได้มีโอกาสร่วมรักหลับนอน เสพสุขสมหวัง แต่กลับได้รับการต่อต้านปฏิเสธ นั่นหาใช่ความต้องการของฉัน!

นับตั้งแต่ Le notti di Cabiria (1957) ที่ไม่ได้มีโอกาสร่วมงานกัน Fellini เลยครุ่นคิดพัฒนา Juliet of the Spirits โดยนำเสนอมุมมองความต้องการของตนเอง คาดหวังให้เธอเข้าใจตัวตน เรียนรู้จักที่จะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสุขสำราญแห่งชีวิต เลิกหมกมุ่นครุ่นยึดติดกับอะไรไร้สาระเหล่านี้เสียที! … ลองสังเกตสีหน้าอารมณ์ของ Masina ในภาพยนตร์เรื่องนี้ดูนะครับ ปริ่มมากๆกับความรู้สึก เลิก-ไม่เลิก หย่า-ไม่หย่า ฉันจะตัดสินใจอย่างไรดีกับสามีเห็นแก่ตัวแบบนี้??


Federico Fellini (1920 – 1993) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติอิตาเลี่ยน หนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลสุดในวงการภาพยนตร์ เกิดที่ Rimini, Italy ในครอบครัวชนชั้นกลาง อาศัยอยู่บ้านติดทะเล Adriatic Sea ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบวาดรูป อ่านการ์ตูน เล่นหุ่นเชิด ตอนอายุ 6 ขวบ ได้รู้จักเปิดโลกทัศน์กับ Grand Guignol (โรงละครเวที) พบเห็นการแสดงของตัวตลกคณะละครสัตว์ รับชมภาพยนตร์ ละครเวที, พออายุ 17 เปิดร้านเล็กๆที่ Rimini รับจ้างวาดภาพ Portrait ทำโปสการ์ด เขียน Gag Writer ช่วงหนึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนรายสัปดาห์ สมัครเข้าโรงเรียนกฎหมายที่ University of Rome แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เอาเวลาไปเขียนบททความ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Marc’Aurelio, มีชื่อขึ้นเครดิตเขียนบทครั้งแรก Il pirata sono io (1943) ของผู้กำกับ Mario Mattoli, พบเจอ Giulietta Masino ปี 1942 แต่งงานกันปีถัดมา ลูกคนแรกแท้งเพราะตกบันได ลูกคนที่สองเกิดปี 1945 อายุเพียงเดือนเดียวเสียชีวิตจากโรคสมองอักเสบ (Encephalitis) พวกเขาจึงเพียงพอไม่เอาอีกแล้ว, หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จับพลัดจับพลูพบเจอร่วมงานกับ Roberto Rossellini พัฒนาบทภาพยนตร์เรื่อง Rome, Open City (1945) เปิดประตูสู่ Italian Neorealism ตามด้วย Paisà (1946), ร่วมกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกกับ Alberto Lattuada เรื่อง Variety Lights (1951), และฉายเดี่ยว The White Sheik (1952)

สำหรับ Juliet of the Spirits ร่วมงานนักเขียนขาประจำ Tullio Pinelli, Ennio Flaiano และ Brunello Rondi โดยถือเป็นครั้งแรกที่พัฒนาเรื่องราวทั้งหมด หลุดเข้าไปอยู่ในโลกแฟนตาซี (และเห็นว่า Fellini เสพ LSD เพื่อเตรียมงานสร้างหนัง)

ค่ำคืนวันครบรอบแต่งงาน 15 ปี, Giulietta Boldrini (รับบทโดย Giulietta Masina) วางแผนเซอร์ไพรส์สามี Giorgio (รับบทโดย Mario Pisu) ด้วยดินเนอร์สุดหรู แต่เขากลับจดจำไม่ได้ แถมยังชักนำพาเพื่อนฝูงมากมายมาที่บ้าน แม้จะยิ้มต้อนรับขับสู้ แต่จิตใจเต็มไปด้วยความหดหู่รวดร้าวทรมาน ดึกดื่นค่ำคืนนั้นมีการเล่นเกมเข้าทรง เสียงลึกลับพูดบอกเตือนเธอ ‘ความรักเป็นของทุกคน’ และ ‘ไม่มีใครในที่แห่งนี้ต้องการเธอ’

วันถัดๆมา Giulietta ถึงค่อยรับเรียนรู้ว่าสามีลักลอบมีชู้กับโมเดลลิ่งสาว Gabriella เคยครุ่นคิดปลดล่อยตนเองแบบเพื่อนสาวบ้านข้างๆ Suzy (รับบทโดย Sandra Milo) ที่พยายามชักชวนเธอให้ลุ่มหลงระเริง สุขสำราญไปกับ Sex ความพึงพอใจทางร่างกาย ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องยึดถือมั่นในหลักศีลธรรมมโนธรรม แต่ภาพจากอดีตความทรงจำวัยเด็ก เคยเล่นละครเวทีเป็นนักบุญผู้ถูกเผาทั้งเป็น ยังคงติดตามมาหลอกหลอนเตือนสติอยู่ทุกวินาที … สุดท้ายแล้วเธอจะตัดสินใจอย่างไร ปลดปล่อยทุกสิ่งอย่างไป หรือเผชิญหน้าความจริงที่แสนโหดร้าย


Giulietta Masina ชื่อเต็ม Giulia Anna Masina (1921 – 1994) นักแสดงหญิงสัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ San Giorgio di Piano, Bologna พ่อเป็นนักไวโอลินสอนดนตรี ตั้งแต่เด็กมีความสนใจร้องเพลง เต้น และเล่นเปียโน (ไม่ได้คิดจะเป็นนักแสดง) เรียนจบสาขาวรรณกรรมจาก Sapienza University of Rome ครั้งหนึ่ง Federico Fellini เลือกเธอจากภาพถ่าย มาให้เสียงละครวิทยุเรื่อง Terziglio (1943) ไม่นานตกหลุมรักแต่งงาน ระหว่างนั้นเธอก็เริ่มสนใจการแสดง มีผลงานละครเวทีร่วมกับ Marcello Mastroianni สำหรับภาพยนตร์ เริ่มจากเป็นตัวประกอบไร้เครดิต Paisà (1946) มีชื่อครั้งแรก Without Pity (1948) โด่งดังกับ La Strada (1954) และกลายเป็นตำนาน Nights of Cabiria (1957) คว้ารางวัล Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

ความสำเร็จของ Nights of Cabiria ไม่ได้ทำให้ Masina มีงานแสดงเข้ามามากมายนัก และความล้มเหลวขีดสุดของ The High Life (1960) ทำให้เธอตัดสินใจเว้นวรรคไปหลายปี เอาเวลาอุทิศตนให้ชีวิตส่วนตัวและสามี กระทั่งถูก Fellini ชักนำพาให้หวนกลับมาแสดงนำ Giulietta degli Spiriti (1965)

รับบท Giulietta Boldrini หรือ Juliet แม่บ้านผู้อุทิศตัวให้สามี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สงบสุข ไม่ค่อยออกไปไหนไกล หรือชื่นชอบการแต่งหน้า ทำผม เห่อเทรนด์แฟชั่นใดๆ สำหรับเธอแค่นี้ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่สำหรับเขานั่นอาจสร้างความเบื่อหน่าย เพราะยังคงชอบการสังสรรค์ พบปะผู้คนมากมาย ลุ่มหลงใหลไปกับแสงสี ความบันเทิงอารมณ์ สนองตัณหาราคะส่วนตน

หลังจากที่ Juliet สังเกตพบความผิดปกติของสามี ต้องการล่วงรู้ให้ได้ว่าเขาลักลอบมีชู้นอกใจตนเองหรือเปล่า ว่าจ้างนักสืบเอกชน พร้อมๆคบหาเพื่อนข้างบ้านที่ใช้ชีวิตอย่างเสเพลไปวันๆ ซึ่งเมื่อพบเห็นทราบถึงความจริง สวมใส่หน้ากากปกปิดตนเอง พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้ดูปกติ แต่ภายในเต็มไปด้วยความปั่นป่วนพลุกพร่าน ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะครุ่นคิดทำอะไรต่อไปดี

เพราะความที่ Masina ห่างหายจากวงการภาพยนตร์ไปหลายปี โปรดิวเซอร์จึงแนะนำ Fellini ให้หานักแสดงอื่นมีชื่อเสียงกว่าอย่าง Katharine Hepburn แต่เขายืนกรานบทบาทนี้เขียนมาเพื่อเธอเท่านั้น … แต่พี่แกก็ไม่ถามความสมัครใจของศรีภรรยาเลยนะ เห็นว่ามีหลายครั้งที่ปะทะคารมกัน เพราะนำเอาเหตุการณ์จริงที่เธอไม่อยากหวนระลึกนึกถึงมาเป็นเรื่องราวในหนัง

ถ้าพูดถึงมิติการแสดง บทบาทนี้ของ Masina ถือว่ามีความซับซ้อนลุ่มลึกที่สุดแล้ว เพราะตัวละครเก็บซ่อนความเจ็บปวดรวดร้าวราน สวมใส่หน้ากากปกปิดบังอารมณ์ความรู้สึกแท้จริง แต่เมื่อเทียบกับ Gelsomina หรือ Cabiria ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ผู้ชมส่วนใหญ่คงชมชื่นชอบ La Strada และ Le notti di Cabiria มากกว่า

วันก่อนผมเพิ่งรับชม Camille (1936) นำแสดงโดย Greta Garbo ที่จะว่าไปเก็บซ่อนความเจ็บปวดรวดร้าว สวมใส่หน้ากากปกปิดบังอารมณ์ความรู้สึกแท้จริงไว้ภายใน ซึ่งต้องถือว่า Masina สามารถเทียบชั้น Garbo ได้อย่างสูสีทีเดียวละ

แซว: คิ้วของ Masina เรื่องนี้ไม่ได้มีนัยยะอะไรเหมือน Le notti di Cabiria

Sandra Milo ชื่อจริง Elena Liliana Greco (เกิดปี 1933) นักแสดงสัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Tunis, Tunisia โตขึ้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์ร่วมกับ Alberto Sordi เรื่อง The Bachelor (1955), Nero’s Mistress (1956), The Adventures of Arsène Lupin (1957), Il Generale Della Rovere (1959), บทบาทส่วนใหญ่มักเป็นชู้รักไม่ต่างจากชีวิตจริง ว่ากันว่าหนึ่งในนั้นคือผู้กำกับ Fellini เลยชักชวนมาแสดงภาพยนตร์สองเรื่อง 8½ (1963) และ Giulietta degli Spiriti (1965)

รับบท
– Iris เสียงของวิญญาณ ซึ่งคือเพื่อนสมัยเด็กของ Juliet ที่ฆ่าตัวตายเพราะความผิดหวังในรัก พยายามอย่างยิ่งจะพูดกลอกหู โน้มน้าวให้เธอกลายเป็นเหมือนตนเอง ละเลิกยึดถือเชื่อมั่นในศีลธรรมจรรยา ปลดปล่อยกายใจไปกับ Suzy อวตารร่างใหม่ของตนเอง
– Suzy เพื่อนข้างบ้านผู้เต็มไปด้วยรสนิยมไฮโซ ใช้ชีวิตอย่างโก้หรูหรา วันๆคอยแต่จับจ้องมองหาความสุขสำราญ แสร้งทำเหมือนอิจฉาริษยา Juliet แต่แท้จริงคงสงสารเวทนา ทำไมถึงมัวแต่ตกหลุมรักใคร่ชายเดียว พยายามจับคู่ให้เธอร่วมรักกับหลานชายหน้าตาเหมือนชาวอาหรับ แต่กลับ…
– อีกบทบาทในเครดิต Fanny น่าจะคือชู้รักพ่อ เป็นนักแสดงโลดโผนโหนชิงช้า พบเห็นในความทรงจำและแฟนตาซีของ Juliet เท่านั้น

ผมค่อนข้างเชื่อว่า Milo แสดงอีกบทบาทหนึ่งด้วยคือ Gabriella ชู้รักของ Giorgio (เพื่อสะท้อนว่าเธอคือชู้รักจริงๆของผู้กำกับ Fellini) แต่ไม่ปรากฎเครดิตหรือชักภาพเห็นใบหน้า แค่ได้ยินคุยโทรศัพท์ครั้งหนึ่ง ตั้งใจฟังดีๆก็น่าจะมักคุ้นว่าคือเสียงของ Iris และ Suzy

Milo ไม่ใช่นักแสดงที่มีความสามารถโดดเด่นอะไร แต่ภาพลักษณ์สวยเซ็กซี่ยั่วเย้าใจ สวมใส่ชุดอะไรๆก็ดูดี สร้างความลุ่มหลงใหลให้ทุกบุรุษพบเห็น … ลองคิดดูนะครับ Masina คงจะรับรู้ดีว่า เธอคนนี้คือชู้รักของสามี แต่ยังสามารถร่วมงานกันได้ มันต้องใจความอดกลั้น ฝืนทน สักเพียงไหนกัน!

แผ่นหลังของ Suzy จะมีเหมือนผีเสื้อติดอยู่ ซึ่งคือสัญลักษณ์ของแม่เล้า หญิงสาวขายตัว โสเภณี

ถ่ายภาพโดย Gianni Di Venanzo (1920 – 1966) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอิตาเลี่ยน ขาประจำผู้กำกับ Michelangelo Antonioni ผลงานเด่นๆ อาทิ La Notte (1961), L’Ecisse (1962), มีโอกาสร่วมงาน Fellini สองครั้ง 8½ (1963) และ Giulietta degli Spiriti (1965)

ถือเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ Fellini ที่ถ่ายทำด้วยฟีล์มสีทั้งเรื่อง ก่อนหน้านี้เคยแค่หนังสั้นตอน Le Tentazioni del Dottor Antonio (The Temptation of Dr Antonio) รวมอยู่ใน Boccaccio ’70 (1962)

ก่อนหน้านี้ของ Fellini นิยมถ่ายทำจากสถานที่จริงทั้งหมด เพราะตัวเขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกยุคสมัย Neorealist แต่เรื่องนี้แทบทั้งหมด สร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Cinecittà Studios ณ กรุงโรม

นักวิจารณ์ยกให้ Giulietta degli spiriti คือจุดสูงสุดในสไตล์ลายเซ็นต์ Felliniesque ทุกสิ่งอย่างเต็มไปด้วยความเลิศหรูหรา เว่อวังอลังการ โดดเด่นในความงามแปลกพิศดาร ราวกับตัวละครจมอยู่ในจินตนาการ ไดเรคชั่นเคลื่อนกล้องก็มักล่องลอยเพ้อใฝ่ฝัน เต็มไปด้วยนัยยะสัญลักษณ์ การกระทำแปลกๆมากมาย และหลายๆครั้งการดำเนินเรื่องตัดสลับไปมาระหว่าง อดีต-ปัจจุบัน ความจริง-เพ้อฝัน สมมาตรกันอย่างประหลาดๆ

เริ่มต้นมากล้องจะเคลื่อนไหลติดตามหลัง Juliet พยายามไม่ให้พบเห็นใบหน้าหรือแม้กระทั่งสะท้อนกระจกเงา แสดงให้เห็นถึงความสับสนอลม่าน ยุ่งวุ่นวาย เพราะกำลังตระเตรียมการสำหรับดินเนอร์ครบรอบวันแต่งงาน (ในหนังคือ 15 ปี ขณะที่ชีวิตจริงของ Fellini กับ Masina กำลังจะครบ 20 ปี) ทดลองสวมใส่วิกผมหลากสี นัยยะสื่อถึงการปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง (ประมาณว่า Fellini อยากให้ Masina ปรับเปลี่ยนแปลงตนเองหลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้)

ใบหน้าของ Juliet เริ่มต้นพบเห็นครั้งแรกจากความมืดมิดก้าวสู่แสงสว่าง เมื่อขณะสามีกลับมาถึงบ้าน นัยยะสะท้อนการมีตัวตนของเธอในสายตาเขา แค่เพียงช่วงเวลาหลังเลิกงาน เดินทางกลับมาถึงบ้านเท่านั้นเอง!

ช็อตแรกสำหรับสามี ตัวเขายืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด แล้วจู่ๆครุ่นคิดขึ้นได้ว่าหลงลืมครบครบรอบวันแต่งงานของตนเอง แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปในความส่วนตัว เพราะวันนี้มีแขกเหรื่อมาสังสรรค์ปาร์ตี้นับได้เกือบสิบ

ความมืดที่ปกคลุม Giorgio สะท้อนถึงความไม่ยี่หร่า ใคร่สนใจ จดจำเหตุการณ์วันสำคัญนี้แม้แต่น้อย!

ฉากเข้าทรง ใบหน้าของทุกคนร่วมวงจะปกคลุมด้วยความมืดมิด ก็เพื่อสะท้อนถึงจิตวิญญาณ (ที่มาเข้าทรง) เป็นสิ่งลับตาคน มองไม่เห็น อยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ล่องลอยราวกับอากาศธาตุ

ข้ามมาพูดถึงความฝันแรกของ Juliet เลยดีกว่า เมื่อก้มหน้าฟุบหลับยังริมชายหาด ฉุดลากแพเข้าฝั่ง พบเห็นม้าตัวหนึ่งนอนแอ้งแม้ง (น่าจะสื่อถึงตัวเธอเองที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา) และอีกสองตัวยังคงยืนอยู่ (สามีและชู้รัก)

บุคคลในเรือ(และบนแพ) ต่างมีสภาพโป๊เปลือย สะท้อนถึงตัวตน/สันดานดิบมนุษย์ สนเพียง Sex การต่อสู้แก่งแย่งชิง ครอบครองเป็นเจ้าของบางสิ่ง ได้รับชัยชนะเหนืออีกฝั่งฝ่าย

ซึ่งการตื่นขึ้นของ Juliet เพราะได้ยินเสียงเครื่องบินแล่นผ่าน นั่นสามารถสะท้อนได้ถึงคุณธรรม ศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใด สามารถปลุกให้มนุษย์ตื่นขึ้นจากกิเลสมาร

สำหรับเต้นท์ของเพื่อนข้างบ้าน Suzy ราวกับแท่นประทับพระราชา (ฝั่งเอเชีย) ช่างมีความเลิศหรูหรา แปลกตา ชวนให้อยากจินตนาการเพ้อฝัน

เมื่อพูดถึงเสื้อผ้าแฟชั่น เว้นจาก Juliet ใครๆมักสวมใส่สีสันฉูดฉาด (แบบ Vintage) ชุดมีลักษณะวับๆแวมๆ เผยส่วนโค้งเว้าเย้ายวน ศีรษะประดับด้วยหมวกใบใหญ่ (กว่าหัว) บ้างถักทอกองไปด้วยดอกไม้ และเครื่องสำอางค์จัดเต็มจนแลดูเหมือนหน้ากาก

“Everything around me is fake. Just like in life”.

– Federico Fellini

สำหรับ Juliet มักเลือกความธรรมดา สีสันไม่ฉูดฉาด แต่งหน้าเบาๆ สะท้อนถึงความไม่ใคร่สนใจอะไรในเทรนด์แฟชั่นยุคใหม่ โหยหาความพอเพียง สุขสบาย เรียบง่ายในชีวิต

Sequence เข้าหาร่างทรง คือความต้องการเปรียบเทียบความรักในลักษณะศรัทธา ความเชื่อ ศาสนา … เป็นการพรรณาที่อ้อมโลกไปไกลมากๆ

“Love is religion. Your husband is your god, and you are priestess of his cult. Your spirit, like this incense must glow and smoke on the altar of your body in love”.

Sequence นี้คือการย้อนอดีตของ Juliet เล่าถึงพ่อที่ลักลอบมีชู้กับหญิงสาวนักกายกรรมโลดโผน แต่จะว่าไปทำฉากนี้ออกมาราวกับความเพ้อฝันจินตนาการเสียมากกว่า!

เด็กหญิงคนนี้ก็คือ Juliet ที่ได้แต่จับจ้องแอบมองอยู่ห่างๆ พบเห็นสิ่งน่าหวาดสะพรึงมากมายเกิดขึ้นกับครอบครัวตนเอง

แวบแรกที่ผมเห็นช็อตนี้ หวนระลึกนึกถึงตอนจบ The Seventh Seal (1957) ของผู้กำกับ Ingmar Bergman แม้ปริมาณคนไม่เท่า แต่เหมือนจะสื่อนัยยะคล้ายๆกัน, พ่อเดินนำพาชู้รักก้าวสู่เฮลิคอปเตอร์ ติดตามมาด้วยลูกๆ แม่ และใครก็ไม่รู้อีกคน (ชู้ของแม่หรือเปล่านะ?) ทั้งหมดกำลังเดินทางสู่ขุมนรกก็ไม่ปาน (เพราะการคบชู้นอกใจภรรยา ถือว่าผิดศีลธรรมจรรยา)

พรรคเพื่อนที่สนิทสนมกันมาก แต่กลับหลับในเมื่อรับฟังเรื่องเล่าของ Juliet นี่แสดงถึงความรักกันจริงๆของคนพวกนี้ พูดบอกแสดงออกก็แค่เปลือกภายนอก หาได้ใคร่สนใจศึกษาเรียนรู้กันและกันอย่างแท้จริงไม่

แซว: สังเกตว่าชุดของ Juliet มีลักษณะเหมือนหนูน้อยหมวกแดง รอบข้างเธอรายล้อมด้วยฝูงหมาป่า คอยแต่จะฉกแว้งกัด เพื่อให้ได้มาเฉพาะผลประโยชน์ส่วนตน

José (รับบทโดย José Luis de Vilallonga) นักแสดงสัญชาติสเปน ไม่แน่ใจว่าเคยมีประสบการณ์สู้วัวกระทิงไหม แต่ถ้าใครคุ้นๆหน้า เคยประกบ Audrey Hepburn เรื่อง Breakfast at Tiffany (1961)

ค่อนข้างชัดเจนมากๆที่ Giorgio พา José มาแนะนำให้ Juliet เพื่อที่จะเกี้ยวพาราสี สร้างความคุ้นเคย จักได้มีโอกาสร่วมรักหลับนอน ได้รับรสความสุขทางเพศที่มากกว่าแค่ตนเอง … แต่ก็ชัดเจนเช่นกันว่า Juliet พยายามบอกปัดปฏิเสธด้วยภาษากาย

และในฉากนี้เป็นการเปรียบเปรยแบบตรงๆ Giorgio คือวัวกระทิง ส่วน Juliet เป็นนักสู้วัว (Matador) พยายามต้อนเขาให้เข้าหา แต่เหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่

อีกหนึ่งความทรงจำของ Juliet หวนระลึกนึกย้อนตอนที่ตนเองได้แสดงละครเวที รับบทนักบุญอะไรสักอย่าง ดวงตาเต็มไปด้วยความสดใสบริสุทธิ์ แต่กลับถูกพิพากษาตัดสินให้ต้องถูกเผาทั้งเป็น … กลายเป็นซีนที่ติดตราฝังใจหญิงสาว เวลาจะทำอะไรผิดศีลธรรมจรรยา จักปรากฎภาพดังกล่าวนี้ขึ้นมาโดยทันที!

ปราสาทของ Suzy ช่างมีความโอ่โถง อลังการ โดยเฉพาะภาพบนกระจก นกยูงรำแพนหาง ชวนให้นึกถึงสำนวนไทย ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ อ้างอิงถึงหญิงสาวแทบทุกคนในหนังเรื่องนี้ ล้วนประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าหน้าผม เครื่องสำอางค์ งดงามจากภายนอกเท่านั้นเอง!

แววแรกที่ผมเห็นช็อตนี้ นึกถึงม่านรูด อ่างอบนวด โรงแรมจิ้งหรีดขึ้นมาทันที เป็นสถานที่ที่มักมีกระจกอยู่รอบทิศทาง เพื่อให้คู่รักระหว่างเสพสม มองทิศทางไหนก็เห็นคู่ของตน เกิดอารมณ์ครึกครื้น ระริกรี้

สำหรับสไลเดอร์ ผมตีความว่าคือการปล่อยตัวกายใจให้ลื่นไถลไปกับชีวิต, สังเกตว่า Juliet ไม่ยอมเล่นเครื่องเล่นนี้เลยนะ แถมช่วงท้ายเธอเห็นภาพตนเองถูกเผาไหม้ ราวกับว่าถ้าปล่อยตัวปล่อยใจลื่นลงไปแล้ว ก็อาจจะตกลงสู่ขุมนรก!

สำหรับตะกร้าขึ้นสู่สรวงสวรรค์ สถานที่ชั้นเลิศสำหรับส่องมองลงมาดูคนอยู่ข้างล่าง ซึ่งสามารถเลือกสรรค์ พึงพอใจก็สามารถชักชวนให้ขึ้นมาเสพสม

สำหรับ Suzy ก็เฉกเช่นกันกับหญิงอื่น เธอสนกับ Juliet แค่เพียงเปลือกภายนอก เสพสุขสำราญก็เท่านั้น ช็อตนี้สื่อความหมายอย่างชัดเจน ใช้กระจกจับจ้องมองมา หันหน้าคนละทิศทาง มิได้ใคร่สนใจรับฟังเธอแม้แต่น้อย

ชุดสีแดงแรงฤทธิ์ของ Juliet สะท้อนสภาวะจิตใจของเธอที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวระทม ก็ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ตัดสินใจให้นักสืบเอกชน ค้นหาเบาะแสมือที่สาม กระทั่งว่าเมื่อรับรู้ตัวตน เธอถอดหมวก/ผ้าคลุมศีรษะสีขาวออก เปลี่ยนมาใส่เพชรประดับคอเสื้อ แสร้งปั้นหน้ายิ้ม ทำเป็นว่าค่ำคืนนี้จะขอปล่อยตัวกายใจให้ลื่นไถลสไลเดอร์

แต่ก็ชัดเจนว่านั่นเป็นการสวมหน้ากาก เพราะเมื่อการแสดงเริ่มต้น เธอกลับเดินไปหลบซ่อนตรงบันใด ใบหน้าอาบด้วยความมืดมิด จิตใจของเธอก็เฉกเช่นกัน

นี่เป็นวินาทีที่ Suzy เปิดเผยธาตุแท้ตัวตนออกมา เพราะเธอเป็นคนสองหน้า ซีกหนึ่งอาบแสงสว่าง (ภาพลักษณ์ภายนอกที่มีความสวยงาม) อีกด้านหนึ่งปกคลุมด้วยความมืดมิด (จิตใจที่เต็มไปด้วยความหมกมุ่น มักมาก)

ผมชื่นชอบบทเพลงอาหรับ/อินเดีย ของซีนนี้มากๆ เสียงกลองรัวรุกเร้า สะท้อนถึงจิตใจที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เร่าร้าน ตรงกันข้ามกับภาพตัวละครที่ยืน-นั่ง อย่างสงบนิ่ง ภายในของพวกเขาคงกำลังคลุ้มคลั่ง เฝ้ารอคอยเวลาที่จะดื่มด่ำในกามารมณ์ อย่างระริกรี้เต็มทน

นี่เป็นฉากที่เห็นว่า Masina ปี๊ดแตกใส่ Fellini เพราะตนเองไม่ได้มีความหลงใหลคลั่งไคล้หนุ่มหล่อหน้าตาเหมือนเจ้าชายอาหรับแม้แต่น้อย … นี่ถือเป็นจินตนาการของ Fellini อยากให้ศรีภรรยาได้เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับ Sex สนองความพึงพอใจ ไม่ใช่อุดอู้คุดคู้อยู่แต่ภายในบ้าน

ผมไม่แน่ใจชื่อรูปปั้นนี้สักเท่าไหร่ ส่วนศีรษะคือนกอินทรี แต่ร่างกายกลับมีทรวดทรงเหมือนอิสตรี น่าจะเป็นการสะท้อนถึงภาพลักษณ์-ตัวตน ที่มีความแตกต่างตรงกันข้ามของ Suzy และอิสตรียุคสมัยนั้น … แต่ไฮไลท์ของซีนนี้คือเสียงนกกาเหว่าร้อง จงใจมากๆให้สอดพ้องสายพันธุ์รูปปั้นนกเหมือนกัน นัยยะถึงการตื่นขึ้นของ Juliet วิ่งหลบหนีออกจากปราสาทขุมนรกแห่งนี้

Juliet สวมใส่ชุดจีน ซึ่งมีความผิดแผกแปลก ‘Oriental’ แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของเธอที่พบเห็นธาตุแท้ตัวตนของบรรดาแขกเหรื่อทั้งหลาย ราวกับภาพนิมิต/จินตนาการ ปรากฎเคียงคู่ขนานบนระนาบความเป็นจริง

จินตนาการเห็นเลสเบี้ยนคู่นี้จุมพิตกัน แล้วหันกลับมายิ้มให้ กล้องเลื่อนไป ภาพถูกตรึงการเขนเผาไฟโชติช่วงอยู่ด้านหลัง นัยยะสื่อถึง การมีพฤติกรรมเช่นนี้ ตายไปก็คงตกนรกมอดไหม

แต่เดี๋ยวก่อน ผมนำช็อตนี้มาเพราะอยากให้เห็นผู้แย่งซีน เจ้าสุนัขพยายามอย่างยิ่งจะฉุดดึงตนเองไปอีกทาง ไม่อยากอ้อมแอ้มกับสองสาวสักเท่าไหร่!

แซว: การใส่ตัวละครเพศเดียวกันจุมพิตกัน สะท้อนรสนิยม Homosexual ของผู้กำกับ Fellini ด้วยนะครับ

ซีนนี้ก็น่าจะ เคลื่อนจากขวาไปซ้าย จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ที่โป๊เปลือย … อนาคตช่างสิ้นหวังโดยแท้

อิสตรีเปรียบได้กับอสรพิษ แต่จะเอางูตัวจริงๆคงลำบากหน่อย ห่วงยาง Sex Toy ไปก่อนแล้วกัน

Juliet เดินทางไปพบเจอ Gabriella แต่กลับแคล้วกันไม่ทันเห็นหน้า … สังเกตว่าห้องแห่งนี้ มีการเลือกใช้สีชมพู/แดงอ่อนๆ ให้สัมผัสที่โรแมนติก ร่านพิศวาส ขณะเดียวกันแฝงอันตรายอยู่เล็กๆ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ไม้สะท้อนถึงความมั่นคงหนักแน่น เป็นชู้ที่รักมากกว่าภรรยาอีกมั้งนะ!

เมื่อตัดสินใจกลับมาบ้าน งานภาพจะมีลักษณะที่ผิดแผกแปลกจากเดิมไปสิ้นเชิง สะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อสามีของ Juliet อย่างช็อตนี้ราวกับแอบถ่ายผ่านประตู พบเห็นเขาห้อมล้อมอยู่ในกรอบ

อย่างฉากนี้ก็เป็นการเปรียบเทียบสิ่งที่อยู่ในจอโทรทัศน์ กับชีวิตจริง ช่างอิงนิยายไม่แตกต่างกัน

เมื่อสามีออกจากบ้านไปกับชู้รัก สิ่งที่ Juliet กำลังเผชิญหน้า คือการต่อสู้กับด้านมืดภายในจิตใจของตนเอง หนึ่งในนั้นคือแม่จอมบงการ เธอสวมชุดเจ้าสาวแต่ราวกับนางมารร้าย

มีเพียงวิธีการเดียวที่จะสามารถเอาชนะทุกสิ่งอย่าง นั่นคือการเปิดประตูหัวใจ ปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อครั้นอดีต

Leo Catozzo หลังจากได้ตัดต่อผลงาน Masterpiece เรื่อง 8½ (1963) ตัดสินใจออกจากวงการภาพยนตร์ (คงเพราะไม่คิดว่าจะมีผลงานอื่นเรื่องได้ ยอดเยี่ยมดีเด่นไปกว่านี้) ทำให้ Fellini ต้องมองหานักตัดต่อคนใหม่ มาลงเอยที่ Ruggero Mastroianni น้องชายของนักแสดงชื่อดัง Marcello Mastroianni ที่ได้กลายเป็นขาประจำกันนับตั้งแต่เรื่องนี้

หนังดำเนินเรื่องโดยมี Giulietta Boldrini เป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งจะมีการผสมผสานภาพความทรงจำจากอดีต (Flashback) และความเพ้อฝันจินตนาการ (บางทีก็ดูราวกับนิมิต ปรากฎขึ้นในหางตา)

ทุกครั้งที่มีการย้อนอดีต หรือเกิดความเพ้อฝันจินตนาการ จะมีลักษณะบางอย่างที่สามารถสังเกตได้
– ผลอยหลับบนชายหาด ฝันเห็นใครสักคนชวนให้มาชักจูงเรือเข้าฝั่ง
– ขณะกำลังขับรถ เล่าเรื่องของพ่อหนีไปกับชู้รัก เลยปรากฎภาพย้อนอดีต (ที่ราวกับความเพ้อฝัน)
– เพราะไม่อยากเดินกลับเข้าบ้าน เลยเดินเรียบชายป่า ครุ่นคิดถึงวัยเด็กที่ได้เคยเป็นนักแสดงละครเวที รับบทนักบุญผู้ถูกเผาไหม้ตายทั้งเป็น
– เมื่อถูกชักนำพาเข้าห้องนอน ขณะกำลังจะร่วมรักกับหนุ่มหน้าตาเหมือนชาวอาหรับ ภาพการถูกเผาไหม้แทรกเข้ามา ราวกับจิตสำนึกคอยเตือนสติตนเองไม่ให้กระทำสิ่งผิดศีลธรรมจรรยา
– ฉากงานเลี้ยงที่สวนหน้าบ้าน Juliet จะเห็นพบเห็นภาพต่างๆนานา ซ้อนทับกับเหตุการณ์จริงที่ดำเนินเคียงคู่กันไป
– และไคลน์แม็กซ์ สามารถเรียกว่าภาพหลอนในจินตนาการ หรือคือจิตใต้สำนึกผุดขึ้นมาให้เธอครุ่นคิดตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป

เอาจริงๆผมว่า Giulietta degli spiriti (1965) มีการตัดต่อที่ซับซ้อน ดูยากยิ่งกว่า 8½ (1963) แต่เพราะใครมาก่อนจักได้เป็นตำนาน และผู้ชมส่วนใหญ่ก็มักคุ้นเคย Masterpiece เรื่องนั้น ผลงานนี้เลยทำความเข้าใจง่ายขึ้นกว่าโดยปริยาย


เพลงประกอบโดยขาประจำ Nino Rota มาในสไตล์คล้ายๆ 8½ (1963) เน้นท่วงทำนองสนุกสนาน ครึกครื้นเครง สอดคล้องรับกับตัวละครและกล้องล่องลอยไป หรรษาราวกับอยู่ในจินตนาการเพ้อใฝ่ฝัน

สำหรับ Main Theme บทเพลง Amore Per Tutti (แปลว่า Love for everybody) จะมีความนุ่มนวล อ่อนโยน ใช้เสียง Cocktail Piano (ที่มีความนุ่มกว่า Grand Piano), Organ, กีตาร์ไฟฟ้า มอบสัมผัสแห่งรักให้กับทุกผู้คน ได้รู้สึกฉ่ำบาน สุขสำราญ ไม่ว่าช่วงเวลาไหน ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เบาสบาย ล่องลอยไป

Il Charleston di Giulietta (แปลว่า Juliet’s Charleston) ดังขึ้นในช่วงเวลาที่ Juliet หวนกลับไปบ้านหลังจากพลาดนัด Gabriella ผู้ชมย่อมเต็มไปด้วยความฉงนสงสัยว่าเธอจะทำอะไรกับเขา ซึ่งบทเพลงไม่ได้มีลักษณะบีบเค้นคั้น หรือเพิ่มความตึงเครียดทางอารมณ์ แต่กลับสร้างความครื้นเครง อลเวง บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะแสดงออกเช่นไร

เกร็ด: Charleston คือท่าเต้นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงกลางทศวรรษ 20s มีจุดกำเนิดจากเมือง Charleston, South Carolina ซึ่งเราจะพบเห็นการเต้นดังกล่าวในโทรทัศน์ด้วยนะ

บทเพลงสุดท้ายของหนัง L’Arcobaleno Per Giulietta (แปลว่า Rainbow For Juliet) เมื่อเธอก้าวเดินออกจากประตูบ้าน ก้าวเดินมุ่งสู่ … อะไรก็แล้วแต่ผู้ชมจะจินตนาการ

Juliet of the Spirits คือเรื่องราวของ Giulietta Masina ที่เล่าผ่านมุมมองของ Federico Fellini (เพราะเขาคือผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้) ด้วยความต้องการให้เธอเข้าใจตัวตน เรียนรู้จักปลดปล่อยวาง ปล่อยตัวกายใจไปกับความสนุกสุขสำราญ สุดหรรษาแห่งชีวิต เลิกหมกมุ่นครุ่นยึดติดกับอุดมการณ์ไร้สาระ หลักมโนธรรมศีลธรรมประจำใจเสียที!

ผมว่ามันน่าจะเป็นครั้งแรกครั้งเดียวในวงการภาพยนตร์เลยนะ สามีที่เป็นผู้กำกับ สร้างหนังเพื่อบอกให้ภรรยา(ที่รับบทเป็นตัวเอง)เข้าใจวิถีชีวิตตัวตน เรียนรู้จักการปรับตัว เปลี่ยนแปลงตนเอง ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เปิดโลกกว้าง โหยหาอิสระเสรี! … แต่นั่นมันเรื่องของเธอที่จะครุ่นคิดแสดงออกไม่ใช่หรือ จะมาทำตัวเป็นพระเจ้าคอยควบคุม ครอบงำ ชี้ชักนำ บงการอยู่ได้เช่นไร?

คงเป็น Fellini เองนะแหละ ที่ไม่เข้าใจตัวตนของศรีภรรยา Masina เพราะเขาค่อยๆถูกอิทธิพลแห่งชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ รวมเรียกว่ากิเลสตัณหา กัดกร่อนบ่อนทำลายจิตวิญญาณจากภายใน ลุ่มหลงใหลระเริงไปกับภาพมายา ความเพ้อฝันจินตนาการ ติดกับดักแห่งมารผจญ

“Love for everybody”.

– Iris

ประโยคที่ว่า ‘ความรักสำหรับทุกคน’ ก็เฉกเช่นกัน คือสิ่งที่ตัวละครเกิดเข้าใจผิดๆ ใช้เป็นข้ออ้างสำหรับเรียกร้องอิสรภาพทางเพศ สนองตัณหากามารมณ์ ความต้องการเสพสมของตนเอง ซึ่งสำหรับ Giorgio (และผู้กำกับ Fellini) นัยยะแท้จริงของประโยคคือ “Sex for everybody”. (นี่ทั้งชาย-หญิง เลยนะ!)

ฉากจบของหนัง Juliet เปิดประตูรั้ว ก้าวออกเดินมุ่งสู่ป่าใหญ่
– ในความตั้งใจผู้กำกับ Fellini ต้องการให้เธอได้รับอิสรภาพ อยากทำอะไรก็แล้วแต่ตามใจ จะเลิกรากันก็ยังได้
– แต่สำหรับ Masina เธอมองฉากนี้คือความโดดเดี่ยว อ้างว้าง ถูกทอดทิ้งขว้างจากสามี หลงเหลือเพียงตัวคนเดียวในโลกใบนี้

 

หนังใช้ทุนสร้างประมาณ $3 ล้านเหรียญ แต่เพราะความเว่อวังอลังการเกินไป ดูยากไม่รู้เรื่อง (ไม่ต่างจาก 8½) ผลลัพท์ขาดทุนย่อยยับ ทำให้ Fellini ถูกฟ้องล้มละลาย ขายทุกสิ่งอย่างชดใช้หนี้ แถมป่วยไข้มาลาเรีย นอนซมอยู่บนเตียงนานหลายเดือน นั่นเองที่ได้ Masina คอยประคบประหงม ปฐมพยาบาลอยู่เคียงข้าง สานสัมพันธ์รักให้แนบแน่นยาวนาน อย่างไม่มีใครสมัยนั้นคาดคิดถึงว่าจะยืนยง

นอกจากคว้ารางวัล Golden Globe: Best Foreign Language Film ยังได้เข้าชิง Oscar อีกสองสาขา
– Best Art Direction-Set Decoration, Color พ่ายให้กับ Fantastic Voyage
– Best Costume Design, Color พ่ายให้กับ A Man for All Seasons

เกร็ด: หนังไม่ได้เป็นตัวแทนอิตาลีเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film เลยหมดโอกาสลุ้นรางวัล

ส่วนตัวชื่นชอบหนังมากๆ โดยเฉพาะภาพสีช่วยเติมเต็มอรรถรส ยกระดับจินตนาการจาก 8½ (1963) ให้ล่องลอยขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งสไตล์ลายเซ็นต์ Felliniesque แม้อาจไม่ได้รับการจดจำเทียบเท่า แต่ความยิ่งใหญ่ตราตรึงนั้นเทียบเคียง

และอดไม่ได้จะเปรียบเทียบเรื่องนี้กับ My Fair Lady (1964) ในเรื่องเสื้อผ้าแฟชั่น ช่างมีความหรูหรา ไฮโซ โดยส่วนตัวรู้สึกว่า Juliet of the Spirits ไม่เพียงงดงามกว่า แต่ยังเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ ประหลาดพิศดาร สะท้อนความเป็นอิตาเลี่ยน ชาวโรมัน ตราฝังไว้ใน Time Capsule

จัดเรต 18+ กับการลักลอบมีชู้ นอกใจภรรยา ตัวละครร่านพิศวาส ยั่วเย้ายวนจนเกินงาม

คำโปรย | Giulietta degli spiriti คือจิตวิญญาณของ Federico Fellini ที่ต้องการส่งมอบให้ Giulietta Masina แม้เธอไม่ค่อยอยากเปิดรับ แต่ก็โอบเข้ามาด้วยความเข้าใจ
คุณภาพ | จิวิ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of