Goliyon Ki Raasleela Ram-Leela (2013)

Ram-Leela

Goliyon Ki Raasleela Ram-Leela (2013) Bollywood : Sanjay Leela Bhansali ♥♥♡

จากผู้กำกับ Devdas (2002) และ Black (2005) Sanjay Leela Bhansali กับผลงานดัดแปลงบทละคร Romeo and Juliet ให้เป็นในรูปแบบหนัง Bollywood ร้องเล่นเต้น พบกับการออกแบบที่มีสีสันสวยสด, การเต้นที่หนักแน่นทรงพลัง และสุดยอดการแสดงของ Ranveer Singh กับ Deepika Padukone

บรรดาหนังที่ดัดแปลงจากบทละครของ Shakespeare เรื่อง Romeo and Juliet ในเวอร์ชั่น Bollywood ผมลองเช็คดูปรากฏว่ามีเป็นสิบๆเรื่อง ไม่ใช่แค่ภาษา Hindi แต่มี Tamil, Marathi, Bengali ฯ เอาว่ามีหลายเวอร์ชั่นมากๆ ซึ่งผมคงไม่สามารถหามาดูได้ทั้งหมด จึงเลือกหนังเวอร์ชั่นที่ดังที่สุด เป็นที่รู้จักที่สุด และได้รับการยอมรับคือมีรางวัลเป็นเครื่องการันตี, สำหรับ Goliyon Ki Raasleela Ram-Leela ผมขอเรียกย่อๆว่า Ram-Leela ได้เข้าชิง 8 Filmfare Award และคว้ามา 3 รางวัล ถือว่าใช้ได้อยู่ ผมเลยตัดสินใจรีวิวเรื่องนี้แหละ เป็นตัวแทน Romeo and Juliet ในเวอร์ชั่นหนัง Bollywood

ผู้กำกับ Sanjay Leela Bhansali ดัดแปลงวรรณกรรมเอกของโลก Romeo and Juliet ด้วยการสร้างพื้นหลังใช้เมือง Gujarat (รัฐคุชราต) 2 ตระกูล Rajadi และ Sanera มีความขัดแย้งกันมานานกว่า 500 ปี ในปีปัจจุบันเมืองแห่งนี้ถือเป็นแหล่งค้าขายอาวุธปืนเถื่อนที่ไม่ผิดกฎหมาย วันหนึ่งในเทศกาลแห่งสีสัน Holi พระเอก Ram แห่งตระกูล Rajadi และพวกได้แอบเข้าไปในบ้านของตระกูล Sanera และได้พบกับ Leela ลูกสาวของตระกูล Sanera ได้ตกหลุมรัก กลายเป็นที่มาเรื่องราวและชื่อหนัง Ram-Leela

นี่ถือเป็น Romeo and Juliet สมัยใหม่นะครับ Ram กับ Leela ติดต่อกันด้วยโทรศัพท์มือถือ…!

Ranveer Singh รับบท Ram Rajadi ชายหนุ่มที่เพิ่งมีผลงาน Debut เมื่อปี 2010 เรื่อง Band Baaja Baaraat ถือว่าเป็นดาราไฟแรงที่ต้องจับตามอง หนังเรื่องนี้ทำให้เขาได้เข้าชิง Filmfare Award สาขา Best Actor แม้จะไม่ได้ แต่ก็การันตีว่า ชายคนนี้ต้องกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ ดาวดวงต่อไปของ bollywood แน่นอน

Deepika Padukone รับบท Leela Sanera อีกหนึ่งหญิงสาวที่ตอนนั้นกำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง (ตอนนี้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ไปแล้ว) เธอมีผลงาน Debut เมื่อปี 2006 เรื่อง Aishwarya เป็นภาษา Kanada แต่เรื่องที่ทำให้เธอโด่งดังคือเรื่องถัดมา Om Shanti Om (2007) ได้เข้าชิง Filmfare Award สาขา Best Actress แต่ได้รางวัล Best Female Debut ปลอบใจ, กับหนังเรื่องนี้ ทำให้ Padukone ได้ Filmfare Award สาขา Best Actress เป็นตัวแรก และหลังจากนี้ความโด่งดังของเธอก็มีแต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ (ล่าสุดผมเห็น Go-Inter เล่นหนังประกบ Vin Diesel ในเรื่อง xXx ภาค 3)

สองนักแสดงนำถือว่ามีเคมีเข้ากันมาก แต่ที่เด่นกว่าคือ Padukone โดยเฉพาะครึ่งหลัง เมื่อตอนเธอกลายเป็นผู้นำของครอบครัว การแสดงของเธอเหมือนว่าออกมาจากตัวเอง คือมีความห้าว เด็ดเดี่ยว (เหมือนผู้ชาย) กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ มีบุคคลิกของผู้นำ นี่ทำให้เกิดข้อเสียคือเธอไม่ดูใสซื่อบริสุทธิ์เท่าไหร่ (เหมือนคนผ่านโลกมามาก) ซึ่งทำให้ครึ่งแรกของหนัง การแสดงความรักของเธอจึงดูขาดความไร้เดียงสา, เดิมทีบท Leela ถูกวางไว้ให้ Kareena Kapoor แต่เธอถอนตัวไปเล่นหนังอีกเรื่อง บทจึงมาตกที่ Priyanka Chopra แต่สุดท้ายเป็น Deepika Padukone ที่เซ็นสัญญาได้บทนี้

สำหรับ Ranveer Singh ผมค่อนข้างชอบเขานะ หล่อเข้ม ดูเท่ห์มากๆ การแสดงถือว่าโดดเด่น เป็นนักแสดงที่มีพลังค่อนข้างมาก แต่ตอนเปิดตัว Ram Rajadi บอกตรงๆว่าผมผิดหวังสุดๆ ไม่ใช่ Singh นะครับ แต่คือผู้กำกับเลือกเพลงมาได้บัดซบมาก และท่าเต้น เห้ย! เอ็งรังแคขึ้นหัวหรือไง นี่เป็นเพลงแรกในหนัง Bollywood ที่ผมได้ยินแล้วรู้สึกแย่ ทนดูจนจบไม่ได้ แม้ production จะดีเลิศแค่ไหน นักแสดงนักเต้นโคตรทุ่มเท แต่ถ้าเพลงมันฟังไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดูดีขึ้นนะครับ ท้าให้ลองฟังดูนะครับ Tattad Tattad ร้องโดย Aditya Narayan

ถ้าคุณเป็นสาวๆวัยรุ่น ที่ชอบกรี๊ดหนุ่มหล่อๆ เห็นซิกแพคไม่ได้ เห็นเพลงนี้แล้วชอบ ก็ถือว่าไม่แปลกอะไรนะครับ มองผมกลายเป็นผู้เฒ่าหัวโบราณก็ได้ แต่ผมคิดว่าหนังที่เอาอะไรแบบนี้มาขายแสดงว่ามันไม่มีอะไรดีไปมากกว่านี้ เป็นการลดเกรด คุณค่าของตัวหนังลงสู่ระดับความเป็นแฟชั่น ที่อีก 10-20 ปี คงกลายเป็นหนังดาดๆ ไม่หลงเหลือคุณค่าอะไรมากนัก

อีกหนึ่งนักแสดงที่ต้องพูดถึงคือ Supriya Pathak Kapur ที่รับบทแม่ของ Leela ตระกูลนี้ถือว่าผู้หญิงเป็นใหญ่ การแสดงของเธอโดดเด่นมากๆ ทั้งเข้มข้น จริงจัง เป็นแม่ที่สามารถบงการทุกอย่างได้(เหนือผู้ชาย) และไม่คิดว่าระดับยายจะยังสามารถลุกขึ้นมาร้องเล่นเต้นได้อย่างจริงจังขนาดนี้, เธอได้ Best Supporting Actress จาก Filmfare Award ก็น่าจะจากฉากเต้นนี่แหละ

ถ่ายภาพโดย Ravi Varman เป็นงานภาพที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส แทบทั้งเรื่องกล้องไม่เคยหยุดนิ่ง ต้องมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้รู้สึกเหมือนงานศิลปะที่มีชีวิต จิตวิญญาณ, ต้องชมทีมงาน Art Direction ของหนังมากๆเลยนะครับ ทั้งงานออกแบบ สถาปัตยกรรม ฯ โดยเฉพาะในห้องนอนของ Leela และฉากที่นอกระเบียง (The Balcony) ลวดลายมีกลิ่นอายความเป็นอินเดียและฮินดูอยู่สูงมากๆ และต้นไม้ที่นอกระเบียง นั่นต้นไม้จริงๆเหรอนี่ (หรือสร้างขึ้นมา) แบบว่าต้นไม้มีกิ่งก้านที่สวยมากๆ แถมมีสระน้ำ (ให้พระเอกตกลงสระกี่รอบไม่รู้)

เทศกาลแห่งสีสัน Holi ไม่ว่าผมเห็นจากหนัง bollywood เรื่องไหน ต่างก็มีความสวยสดงดงาม ไม่ใช่แค่ผงฝุ่นที่โรยเล่นกัน (ยังกะสาดน้ำสงกรานต์) แต่หนังได้เลือกเสื้อผ้า ลวดลายสีสัน แต่งหน้าผม และเครื่องประดับให้กับตัวละครได้อย่างสวยงาม

อีกคนที่ต้องชมคือนักออกแบบท่าเต้น Choreography โดย Samir Tanna และ Arsh Tanna (ทั้งสองได้ Filmfare Award สาขา Best Choreography ด้วยนะครับ) การเต้นที่จริงจัง ดูมีชีวิตชีวา ผมว่า Leela Bhansali คงได้อิทธิพลมาจากหนังของ Mani Ratnam เยอะมาก (โดยเฉพาะ Roja) รู้สึกว่าการเต้นสไตล์นี้กลายเป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Sanjay Leela Bhansali ไปเสียแล้ว

ครึ่งแรกของหนัง ถ้ามองให้ลึกถึงแก่น จะรู้ว่าคือ Romeo and Juliet เปะๆเลยนะครับ ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นใหม่ และตอนจบที่ต่างจากปกติเล็กน้อย, ผมค่อนข้างชอบครึ่งแรกนะครับ ถึงมันจะมีเนื้อเรื่องที่คุ้นเคย แต่ก็ถือว่าองค์ประกอบอื่นๆดูน่าตื่นตาตื่นใจ ภาพที่เต็มไปด้วยสีสัน การแสดงที่เต็มไปด้วย passion ของคู่พระนาง, ครึ่งหลังแม้จะดูมีความน่าพิศวง ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่เรื่องราวกลับคาดเดาง่ายไปเสียหน่อย จึงขาดความตื่นเต้นที่ทำให้ผู้ชมพึงพอใจ, คงเพราะหนัง Bollywood รับไม่ค่อยได้กับ Tragedy Ending หนังเลยขมวดปมความขัดแย้ง และสร้างผลลัพท์ที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่คู่พระนาง Ram กับ Leela ไม่ตายตอนจบนะครับ มันมีอะไรมากกว่านั้น, ผมรู้สึกว่าการตายของทั้งคู่ ไม่ใช่เพราะรักกันจนตาย แต่เป็นร่วมกันตายเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ผมเรียกความรู้สึกหลังดูหนังเรื่องนี้จบว่าเป็น Bollywood Ending มันก็คือ Happy Ending นะแหละ แค่ว่าในสไตลหนัง Bollywood หนังจะจบในรูปแบบคล้ายๆกัน คือทำให้คุณรู้สึกดี ไม่ซึมเศร้า มองเห็นคุณค่าของชีวิต และได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง

เดี๋ยวนะ หนัง Romeo and Juliet มันเป็น Tragedy ไม่ใช่เหรอ!… ใช่ครับ แต่ถ้าจะให้ขายได้ในตลาด Bollywood ก็ต้องจบแบบเรื่องลักษณะแบบนี้แหละ เปิดกว้าง ให้ความหวัง ถ้าคนดูออกมาร้องไห้ จะไม่มีใครอยากเข้าไปดูหนังเรื่องนั้น นี่เป็นรสนิยมของนักดูหนังในอินเดียนะครับ

นอกจากกำกับแล้ว Sanjay Leela Bhansali ยังตัดต่อและเขียนเพลงประกอบหนังเอง ถือว่าเป็นคนมากความสามารถจริงๆ แต่คนที่เขียน Background Score คือ Monty Sharma ที่เคยร่วมงานกันจาก Black (2006) เพลงประกอบหนังเรื่องนี้ต้องถือว่า ขายความเป็นอินเดียสูงมากๆ ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านล้วนๆ เน้นเครื่องตีที่สร้างจังหวะ และสร้างบรรยากาศที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ เอาจริงๆนอกจาก Tattad Tattad เพลงอื่นๆถือว่าเพราะๆทั้งนั้น เพลงนี้เป็นปลาเน่าในลังจริงๆ

ความรุนแรงในหนังถือว่ามีการพูดถึงเหมือนกัน เพราะหนังใช้ปืน (ปกติ Romeo and Juliet มักจะเป็นหนัง Period และใช้ดาบ) ทำให้หนังดูรุนแรงมากกว่าปกติ และมีการตายเกิดขึ้นหลายครั้ง, ครั้งหนึ่งเกิดจากความผิดพลาด ปืนลั่นไกขึ้นเอง การตายนี้มันจึงดูเลวร้ายมาก และถูกมองว่าเป็นความรุนแรงแบบนิ่งเงียบที่แฝงอยู่ในหนัง, การออกแบบหลายๆฉากและเสื้อผ้าจะมีสีแดง ที่เป็นสีของเลือด ยิ่งช่วงไหนที่กำลังจะมีการตาย เราจะเห็นสีแดงอยู่ในฉากนั้นเสมอ

เดิมหนังใช้ชื่อ Ram-Leela เฉยๆ แต่กลับถูกองค์กรอะไรสักอย่างฟ้อง เพราะกลัวคนเข้าใจคิด คิดว่าไปตรงกับชื่อการแสดง Ramleela ของ Hindu ในเทศกาล Dussera ที่เป็นเรื่องของ Lord Rama ปริดชีวิต Ravana, นี่ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในอินเดียนะครับ หนังจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Goliyon Ki Raasleela Ram-Leela ซึ่งคำว่า Goliyon Ki Raasleela แปลว่า A Play of Bullets (ละครเกี่ยวกับกระสุนปืน)

โดยรวมผมว่าหนังยาวเกินไปนะครับ กับคนที่ไม่ใช่แฟนหนัง Bollywood เชื่อว่าคุณต้องเกิดอาการเบื่อๆ สักกลางๆเรื่องแน่ แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบหนังภาพสวยๆ การออกแบบที่ตระการตา และการเต้นที่มีชีวิตชีวา ก็อาจจะทนความยาว 155 นาทีอยู่ได้, นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าทำให้หนังไม่สนุกเลย ความเยิ่นเย้อของหนัง หลายครั้งไม่จำตัดทิ้งไปก็ได้ แต่เพราะเป็นหนัง Bollywood จะยัดเยียดทุกอย่างใส่เข้ามาไม่มีตัด, ผมแนะนำช่วงไหนในหนังที่คุณไม่ชอบ กดข้ามๆไปเลยนะครับ หนังเรื่องนี้สามารถกดข้ามได้เยอะ (หนังเรื่องไหนที่กดข้ามแล้วยังสามารถเข้าใจได้ แสดงว่าหนังมีปัญหาเรื่องความยาวจริงๆนะครับ)

ด้วยทุนสร้าง ₹85 crore ($13 ล้าน) หนังทำเงิน ₹202 crore ($30 ล้าน) ถือว่า Hit นะครับ

แนะนำกับแฟนหนัง Bollywood และคนที่ชื่นชอบสองดารานักแสดงนำ นี่อาจไม่ใช่หนังที่สนุกนัก แต่มีองค์ประกอบศิลป์ที่ถือว่าสวยงามอลังการมากๆ และการเต้นที่ถือว่าหนักแน่น จริงจัง สมจริง, จัดเรต 13+ กับปืน เลือด ความรุนแรงและความตาย

TAGLINE | “Goliyon Ki Raasleela Ram-Leela คือ Romeo and Juliet ในยุคสมัยใหม่ ที่มีสีสัน ความรุนแรง โดยรวมแม้หนังจะไม่สนุกนัก แต่ก็ถือว่าติดตา และน่าประทับใจ โดยเฉพาะการแสดงของ Ranveer Singh กับ Deepika Padukone”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of