Gone With The Wind (1939)

Gone With The Wind

Gone With The Wind (1939)

ผมเลือกหนังครบรอบรีวิวเรื่องที่ 100 คือ Gone With The Wind หายไปกับสายลม ชื่อไทย วิมานลอย ครั้งหนึ่งเคยเป็นหนังทำเงินสูงที่สุดในโลก, ภาพยนตร์สุดอลังการคลาสสิค ด้วยความยาวเกือบ 4 ชั่วโมง ไม่มีวินาทีไหนจะทำให้คุณเบื่อเลย การันตีด้วย 10 รางวัล Oscar, ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณควรจะดูหนังเรื่องนี้

Gone With The Wind คือภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งเคยเป็นหนังทำเงินสูงสุดในโลก ปัจจุบันถ้านับเฉพาะยอดจำหน่ายตั๋ว หรือปรับค่าเงินเป็นปัจจุบัน ก็ยังยึดตำแหน่งอันดับ 1 เอาไว้โดยไม่สั่นคลอน นี่แสดงถึงความอมตะตลอดกาลของหนังเรื่องนี้, มันจึงเป็นสิ่งควรค่าอย่างยิ่งแล้ว ที่คนรักหนังทุกคนควรต้องจะหามารับชม

แต่กับหลายคนเมื่อได้ดู Gone With The Wind จบแล้วก็จบกัน หนังมีบางสิ่งอย่างให้จดจำ และอีกหลายอย่างที่ไม่ได้มีค่าเลิศเลออะไร จริงอยู่หนังประสบความสำเร็จในการทำเงินมหาศาล แต่ความสำเร็จทางศิลปะ (motion-picture art) นั้นน้อยนัก, ผมถือว่า Gone With The Wind เป็นหนังน้ำเน่าเรื่องหนึ่ง ที่ถูกทำให้ยิ่งใหญ่เกินตัว มีหลายประเด็นที่สอดไส้แนวคิดค่านิยมผิดๆ ขณะสร้างก็พบเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย จนไม่มีใครคาดคิดว่าจะออกมาดี ไม่รู้เพราะโชคชะตา บุญบารมีอะไร ที่ทำให้หนังกลับได้รับความนิยมอย่างสูง เป็นแบบ Over-Hit เสียด้วย, วันนี้จะลองมาวิเคราะห์ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไม Gone With The Wind ถึงกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงที่สุดในโลกตลอดกาล

ดัดแปลงจากนิยาย Gone With The Wind ของ Margaret Mitchell ตีพิมพ์เมื่อปี 1936 โดยโปรดิวเซอร์ชื่อดังที่สุดแห่งยุค David O. Selznick, นิยายเรื่องนี้ยาวมาก ว่ากันว่ามีนักเขียนบทถึง 16 คน ได้รับการติดต่อให้ดัดแปลงนิยายให้เป็นบทภาพยนตร์ คนแรกคือ Sidney Howard ซึ่งเวอร์ชั่นของเขานั้นซื่อตรงต่อนิยายมาก ว่ากันว่าถ้าทำเป็นหนังคงมีความยาวไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

ผู้กำกับคนแรกที่ Selznick ติดต่อไว้คือ George Cukor แต่เมื่อเปิดกองถ่ายทำได้ไม่กี่วันก็ถูกไล่ออก, เป็น Victor Fleming เข้ามารับไม้ต่อ และได้ทำการแก้ไขปรับเปลี่ยนบทหนังใหม่เสียใหม่ แต่เพราะหนังเริ่มต้นถ่ายทำไปแล้ว และ Fleming ใช้เวลาปรับปรุงบทนานมากจน Selznick รอไม่ได้อีกแล้ว จึงจับ Fleming, Ben Hecht (นักเขียนอีกคนที่ถูกขอให้เข้ามาช่วย) และตัวเขาเอง 3 คน ปิดกลอนล็อกกุญแจขังตัวอยู่ในห้อง จนกว่าจะได้บทหนังที่พึงพอใจ จะไม่ก้าวออกจากห้องนี้, ผ่านไป 1 สัปดาห์บทหนังจึงพัฒนาเสร็จ … ฟังดูบ้าบิ่นมากนะครับ แต่นี่คือเรื่องจริง ขนาดว่ามี stage-comedy ของอเมริกาเอาไปล้อแบบเป็นจริงเป็นจัง ในเรื่องราว Moonlight and Magnolias (ผมเคยเห็นในอนิเมะซีรีย์ Shirobako ก็มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น), ผลของการทำแบบนี้ทำให้ Selznick เป็นลมล้มพับหมดแรง ส่วน Fleming ก็ตาแดงกล่ำ ไม่รู้ว่ารอดกันมาได้ยังไง

มีผู้กำกับ 3 คนที่กำกับหนังเรื่องนี้ คนแรกคือ George Cukor เขาใช้เวลา 2 ปีเพื่อเตรียมงานสร้าง และหลังจากถ่ายทำได้ 18 วันเขาก็ถูกไล่ออก เหตุผลที่ถูกไล่นั้นมีหลายข่าวลือ ที่คลาสสิคที่สุดคือแนวคิดไม่ตรงกัน แต่ที่ลงลึกว่ากันว่า George Cukor นั้นเป็นเกย์ และนักแสดงนำ Clark Gable ไม่อยากร่วมงานกับผู้กำกับที่เป็นพวกรักร่วมเพศ บางสำนักหนักกว่าอีก บอกว่า Clark Gable ก็เป็นเกย์ และ Cukor รู้ด้วย Gable กลัวว่า Cukor จะเผยความลับออกไปทำให้เขาเสียชื่อเสียง เลยต้องไล่ออกจากกองถ่าย

ผู้กำกับคนที่สองคือ Victor Fleming ขณะนั้นเขากำลังเตรียมงานสร้าง The Wizard of Oz อยู่ ถูก Selznick บังคับขู่เข็นลากตัวมาให้มากำกับหนังเรื่องนี้, ในระหว่างถ่ายเห็นว่า Vivien Leigh ไม่ค่อยชอบแนวทางของ Fleming เสียเท่าไหร่ ทุกครั้งเธอจะเอานิยายต้นฉบับมาถืออ่านไว้เพื่อเป็นการประท้วงเงียบว่า ต้นฉบับนั้นดีกว่าบทที่ Fleming พัฒนาขึ้น สร้างความไม่พอใจให้กับทั้ง Fleming และ Selznick รายหลังถึงกับขึ้นเสียงต่อว่า และบอกให้เอาหนังสือนั้นไปทิ้ง (throw the damned thing away) หลายสาเหตุรวมๆกัน ทั้งความเครียด ไม่พอใจในโปรดิวเซอร์และนักแสดง ว่ากันว่า Vitor Fleming แสดงอาการถึงขั้นสติแตก (breakdown) เพื่อหาข้ออ้างไม่กำกับต่อ เขาอยู่เวลาในกองถ่าย 93 วัน และผู้กำกับ Sam Wood จึงเข้ามารับหน้าที่คนสุดท้าย ถ่ายหนังต่ออีก 24 วันถึงปิดกล้อง

ตัวละคร Rhett Butler เห็นว่า Selznick มีความตั้งการให้ Clark Gable นำแสดงตั้งแต่แรก, สมัยก่อนนักแสดงมักเซ็นต์สัญญาผูกมัดกับค่ายหนัง สำหรับ Clark Gable มีสัญญาอยู่กับ MGM ซึ่ง Selznick ได้เข้าไปต่อรองขอยืมตัว ด้วยการเสนอค่าตัวถึง $1,250,000 (ครึ่งหนึ่งของทุนสร้างหนัง) สมัยนั้นจำนวนเงินนี้ถือว่าสูงมากๆ จ่ายเป็นรายสัปดาห์ด้วย แถมครึ่งหนึ่งจากกำไร ก็ยกให้กับ MGM, นี่เป็นสัญญาที่ดูงี่เง่าสุดๆ เป็นความดื้อด้านไร้สาระของ Selznick ผู้ขึ้นชื่อลือชาที่สุดในยุคนั้นแล้ว (ค่าตัวเท่านี้ จ้างนักแสดงระดับกลางได้ถูกกว่าหลายเท่าเลย) แน่ละ ถ้าขอกันขนาดนี้แล้ว MGM ไม่ยอมปล่อยตัวให้ ก็ถือว่าโง่เกินไปแล้ว

สำหรับบท Scarlet ใช้การคัดเลือกนักแสดง (Audition) ประมาณกันว่ากว่า 1,400 คน, มีนักแสดงดังอย่าง Katharine Hepburn พยายามล็อบบี้ผู้สร้างให้เธอ หรือย่าง Miriam Hopkins ก็ให้แสดงความสนใจ เห็นว่าจนวันเปิดกล้องถ่ายทำ ยังเลือกนักแสดงนำหญิงไม่ได้, สุดท้ายแล้ว Selznick เลือก Vivien Leigh นักแสดงชาวอังกฤษที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในอเมริกา เหตุเพราะได้เห็นบทบาทการแสดงของเธอใน Fire Over England และ A Yank at Oxford ซึ่ง Selznick เรียกเธอว่าเป็นม้ามืด (The Scarlett dark horse) มีนักข่าววิเคราะห์สาเหตุอื่นที่เธอได้รับบท เพราะพ่อเป็นชาวฝรั่งเศส แม่เป็นไอริช ซึ่งตรงกับพื้นหลังของตัวละคร Scarlet (Scarlett O’Hara’s parents were French and Irish. Identically, Miss Leigh’s parents are French and Irish.)

Melanie รับบทโดย Olivia de Havilland, ดูภายนอกร่างกายของเธออ่อนแอ แต่ข้างในเข็มแข็งอย่างยิ่ง เป็นทั้งเพื่อนรัก เพื่อนแค้น แต่ไม่เคยเจ็บแค้น เคืองโกรธ Scarlet แม้แต่น้อย ตราบจนวันตายของเธอ ให้อภัยได้แม้จะรู้ว่า Ashley กับ Scarlet แอบเป็นชู้กัน, ผู้หญิงดีๆแบบนี้หายากม๊ากๆ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่จดจำเธอนะครับ เพราะจืดชืดมาก แต่จะจดจำ Scarlet ที่โคตรแรดร่านผู้ชายไม่มีวันลืม

Ashley รับบทโดย Leslie Howard, เห็นว่า Howard ไม่ชอบบทที่ตัวเองเล่นเท่าไหร่ เพราะตัวจริงเขาอายุ 40 แล้วต้องมาแต่งหน้า make-up ให้ดูเหมือนวัยรุ่นอายุ 20 มันทำให้เขารู้สึกตัวเองแก่ แต่เหตุที่ตบปากรับเล่นเพราะถูก Selznick หลอกว่าจะยื่นตำแหน่งโปรดิวเซอร์ให้เขาด้วย (ซึ่งสุดท้ายไม่ได้ให้นะครับ), Ashley เป็นภรรยาของ Melanie แต่ก็ถูก Scarlet ยั่วยุ ยั่วยวน ลอบจะเป็นชู้ (เพราะหลงในความหล่อเหลา) หลังกลับจากสงคราม Ashley กลายเป็นคนไม่เอาถ่าน ทำอะไรไม่เป็น นี่เป็นผลลัพท์จากสงคราม ความสูญเสีย ที่ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาของเขา

อีกหนึ่งนักแสดงมากความสามารถ ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าเธอจะสามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Support Actress มาครองได้ เพราะเธอเป็นผู้หญิงผิวสี, Hattie McDaniel บทบาทของเธอคือ Mammy หรือสาวใช้ (house servant) มีความโดดเด่นและแย่งซีนนางเอกได้หลายครั้ง โดยเฉพาะคำพูดจิกกัด แสบสัน และสายตาที่แหลมคมกริบ, เห็นว่าตอนวันงานประกาศรางวัล Oscar เธอไม่ได้ถูกรับเชิญให้เข้าร่วมงาน นั่งหลบอยู่หลังเวที (เข้าทางประตูหลัง) และตอนที่ได้รับรางวัล MGM ได้เขียนโพยบังคับให้อ่านตาม ผมคัดลอกคำพูดของเธอมาเต็มๆ ใครอยากอ่านแปลเอาเองนะครับ

Academy of Motion Picture Arts and Sciences, fellow members of the motion picture industry and honored guests: This is one of the happiest moments of my life, and I want to thank each one of you who had a part in selecting me for one of their awards, for your kindness. It has made me feel very, very humble; and I shall always hold it as a beacon for anything that I may be able to do in the future. I sincerely hope I shall always be a credit to my race and to the motion picture industry. My heart is too full to tell you just how I feel, and may I say thank you and God bless you.

Hattie McDaniel

การถ่ายภาพ ช่วงแรกใช้บริการของ Lee Garmes แต่หลังจากผ่านไปเดือนหนึ่ง Selznick รู้สึกว่างานภาพของ Lee ค่อนข้างจะมืดหม่นไปหน่อย (too dark) เลยไปจ้าง Ernest Haller ให้มารับหน้าที่แทน และตัดเครดิตของ Lee ที่ถ่ายไปแล้ว 1/3 ของหนังทิ้งไป, หนังเรื่องนี้มีงานภาพที่สวยงามมากๆหลายฉาก ก็ไม่รู้ว่าฉากไหนเป็นเครดิตใคร

ที่สวยที่สุด เป็นฉากตอนต้นเรื่องที่เห็น Scarlet และพ่อ ยืนมองพระอาทิตย์ตกดิน กล้องค่อยๆเคลื่อนออกช้าๆ, ว่ากันว่าฉากนี้กว่าจะถ่ายสำเร็จ ต้องไปว่าจ้างนักคณิตศาสตร์มาคำนวณเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ให้พอดีกับจังหวะที่บทพูดจบและเคลื่อนกล้องออก ฟังดูเว่อๆ แต่จริงครับ (เห็นว่าใช้แคลคูลัสขั้นสูงเลยละ)

Gone With The Wind Sunset

ในหนังยังมีอีกฉากที่ถือว่าอลังการงานสร้างมาก ขณะที่ Scarlet ออกตามหาหมอเพื่อมาทำคลอดให้ Melanie เราจะเห็นทหารมากมายเต็มไปหมด นอนรอการปฐมพยาบาลอยู่เต็มพื้นที่ ฉากนี้ใช้นักแสดง 1,500 คนเข้าฉาก (จริงๆ Selznick ต้องการ 2,500 คนแต่ Screen Actors Guild หามาให้ได้แค่นั้น) ซึ่งที่เหลือก็ใช้หุ่นประกอบหลอกๆ

Gone With The Wind Epic Scene

ตัดต่อโดย Hal C. Kern และ James E. Newcom รวมแล้วหนังมีความยาว 221 นาที ถ้ารวมเพลง Overtune, Intermission, Entr’acte, และ Exit Music จะได้ความยาว 238 นาที, การเล่าเรื่องแบ่งออกเป็น 2 องก์ แต่ผมจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเหตุการณ์ ตามพัฒนาการของ Scarlet จะเห็นได้ชัดเจนกว่า

ช่วงแรก Scarlet ก่อนเริ่มสงครามเป็นหญิงสาวเอาแต่ใจ วันๆเธอเอาแต่ยั่วผู้ชายให้หญิงอื่นอิจฉา แต่คนที่เธออิจฉาที่สุดคือ Melanie, ผมดูไม่ออกนะครับว่าเธอชอบ Ashley จริงไหม หรือแค่ต้องการชิงดีชิงเด่น เอาชนะ Melanie เท่านั้น, การแต่งงานในช่วงนี้ ดูแล้วเป็นการประชดประชัน เหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

ช่วงที่ 2 สงคราม ผู้ชายทั้งหลายไปสงคราม เหตุที่เธอกับ Melanie อยู่ใกล้ชิดกันเพราะ Scarlet ต้องการแย่ง Ashley มาจากเธอ แต่เมื่อ Melanie ท้อง เธอจึงเริ่มลังเล และเมื่อเห็นภาพผู้คนที่ต้องเจ็บ ตายจากสงครามก็เริ่มทำใจไม่ได้ ออกเดินทางหนีสงครามกลับบ้านเกิด กระนั้นบ้านของเธอก็แทบไม่เหลืออะไรแล้ว มันทำให้เจ็บปวด ทนทุกข์ทรมาน ณ จังหวะนั้น เธอได้เติบโตขึ้นจากเด็กหญิงกลายเป็นผู้หญิงเต็มตัวเสียที

ช่วงที่ 3 หลังสงคราม Scarlet โตขึ้นเป็นผู้หญิงที่ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง เพื่อความสุขของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเธอ, Ashley กลับมาจากสงครามแต่เขาเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่ Ashley คนเดิม โลกที่เปลี่ยนไป ผู้นำที่เปลี่ยนแปลง Scarlet แต่งงานครั้งที่ 2 กับชายคนที่เธอไม่ได้รักเพื่อเงิน จบช่วงที่สามีของเธอถูกยิงตาย

ช่วงที่ 4 ทุกสิ่งที่ทำมา นำพา Scarlet มาถึงจุดสุดท้าย ที่เหมือนว่าจะประสบความสำเร็จ การแต่งงานกับ Rhett Butler ชายที่ไม่รู้ว่าเธอรักหรือไม่รัก แต่รู้ว่าเขารวย มีชีวิตอย่างอิสระ ฟุ่มเฟือย ไม่ต้องสนใจอะไร ทั้งสองมีลูกด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเลี้ยงลูกให้โตได้ การตายของลูกถือเป็นจุดแตกหักของทั้งสอง และเมื่อ Melanie เสียชีวิต มันก็ไม่มีอะไรยับยั้ง Scarlet ให้ได้ Ashley มาครอบครองแล้ว ณ จุดนี้เธอจึงเข้าใจว่า Ashley ไม่ใช่ของเธอ แล้วยังมีอะไรที่เหลือเป็นของเธอบ้างละ…

เพลงประกอบสุดไพเราะโดย Max Steiner, ในบรรดาหนังที่เขาทำเพลงให้ Gone With The Wind ถือว่าไพเราะที่สุดแล้ว ผสมผสานความหลากหลายทางอารมณ์ สุข เศร้า สงคราม อลังการ ยิ่งใหญ่ ด้วยความยาวของหนัง จะทำให้เราจำทำนองของเพลงได้, เห็นว่า Selznick ไปขอยืมตัว Steiner จาก Warner Bros. ใช้เวลา 12 สัปดาห์ในการทำเพลง (นานที่สุดเท่าที่ Steiner เคยทำ) ความยาวของเพลงก็ยาวที่สุดเท่าที่เคยเขียน จ้าง Orchrestra จัดเต็ม 5 วงบรรเลง, น่าเสียดายที่เพลงประกอบไม่ได้ Oscar เสียให้กับ Herbert Stothart จาก The Wizard of Oz

กระนั้นเพลงประกอบของหนังติดอันดับ 2 ของ AFI’s 100 Years of Film Scores เป็นรองเพียง Star Wars ของ John William เท่านั้น

ประโยคที่ได้รับการกล่าวขาน คือคำพูดติดปาก ที่คนสมัยนี้ยังจดจำและยกย่องว่าเป็นที่สุดตลอดกาล ‘Frankly my dear, I don’t give a damn.’ เดิมทีประโยคนี้ไม่ผ่าน Hays Code ซึ่งจะไม่ได้รับอนุญาติให้ฉายในอเมริกา เหตุเพราะคำว่า damn ถือเป็นคำหยาบคาย ถูกสั่งห้ามใช้ในหนัง, Selznick ไปอ้อนวอน ขอกับคณะกรรมการกองเซนเซอร์อยู่เป็นเดือนๆ อธิบายให้เข้าใจเหตุผลที่ต้องใช้ จนพวกเขาต้องยอมอนุญาติให้ผ่าน, ข้ออ้างคือ ถ้า Rhett พูดว่า ‘my dear, I don’t care’ อารมณ์ ความรู้สึก impact ตอนจบของหนังจะหายไปโดยสิ้นเชิง … นับตั้งแต่นั้น คำว่า damn ก็ไม่ถูกแบนในหนังเรื่องไหนอีกเลย

นอกจากประโยคนี้แล้ว ยังมีอีก 2 ประโยคของหนังที่ติดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes
– Frankly my dear, I don’t give a damn. ติดอันดับ 1
– After all, tomorrow is another day! ติดอันดับ 31
– As God is my witness, I’ll never be hungry again. ติดอันดับ 59

มีหลายๆอย่างที่ผมไม่ชอบใน Gone With The Wind โดยเฉพาะนิสัยของ Scarlet, เราอาจจะมองว่าเธอเป็นตัวละครที่สู้ชีวิต มีความใสซื่อบริสุทธิ์ แต่มองแบบนี้ผิวเผินมากๆ เธอเป็นผู้หญิงที่มีความต้องการสูงในทุกๆด้าน แต่งงาน 3 ครั้ง หลงรักผู้ชายที่แต่งงานกับหญิงอื่น ฯ มีฉากหนึ่ง ตอนที่ Rhett กำลังเมาใช้กำลังเหมือนจะข่มขืน Scarlet ตรงบันได แล้วหนังตัดไปวันรุ่งขึ้น บนเตียงของ Scarlet ที่ดูมีความสุขมากๆ ฉากนี้ที่ถูกกล่าวถึง เพราะสามารถมองได้เหมือนว่า Scarlet มีความต้องการทางเพศที่รุนแรง การ Rape ที่ดูเหมือนจะขัดขืน แต่แท้จริงมันทำให้เธอมีความสุขกว่าปกติ, นี่ทำให้ผมมองว่า Scarlet เป็นตัวละครที่ทำตัว ไม่น่ารัก เอาเสียเลย แก่นแรดเกินวัย นี่อาจเพราะการเลี้ยงดูที่ถูกพ่อแม่ตามใจตั้งแต่เด็ก ทำให้โตขึ้น ฉันต้องได้ ต้องครอบครอบ เป็นเจ้าของทุกสิ่งอย่าง

ประเด็นสงครามกลางเมืองระหว่างเหนือใต้ (Civil Wars) เราอาจจะไม่ได้เห็นฉากขณะสู้รบกัน แต่อิทธิพลของมันก็ส่งผลกระทบต่อเนื่อง กับเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และหลังจากนั้น (Reconstruction Era) จะว่านี่เป็นหนังของชาว Southern ที่พ่ายแพ้ต่อ Northern หรือ Yankee ก็ยังได้

ผู้ชายตอนตอนต้นเรื่องเหลืออยู่จนถึงตอนจบไม่มาก คนหนุ่มส่วนใหญ่ตาย เหลือแต่หญิงสาวที่ต้องใช้ชีวิต ปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างยากลำบาก, ใจความของหนังคือการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดของ Scarlet เธอทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด โดยไม่สนว่าสิ่งที่ทำมันจะส่งผลต่อคนรอบข้างอย่างไร

หนังพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงทาส Slave, ซื้อขายทาส Trade Slave (เพราะมันจะไปสอดคล้องกับหนังเรื่อง The Birth of A Nation-1915 มากเกินไป) กระนั้นเราก็เห็นภาพของคนดำที่ถูกเหยียดหยาม กดขี่ ใช้แรงงานที่แฝงความชั่วร้ายรุนแรง, มีฉากที่ผมไม่ชอบเอาเสียเลย ทาสดำคนหนึ่งยืนอยู่หน้าร้าน ตะโกนเรียกหาคนบางคน เธอไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าร้าน แต่คนที่เธอตามหาอยู่ชั้น 2 นัยยะของฉากนี้แสดงถึง คนดำต่ำต้อยกว่าคนขาวมากๆ, หรือฉากทาสในโรงงานผลิตไม้ ทาสกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่คนดำ แต่เป็นนักโทษสงคราม ตัวละครในหนังก็พูดต่อว่า ทำไมถึงเลือกทาสแบบนี้ คำตอบคือ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ได้กำไรสูงสุด โห! คนยุคนั้นหามีมนุษยธรรมไม่เลยนะนิ

passion ของสองตัวละคร Rhett และ Scarlet ถือว่าเป็นที่สุดของหนังแล้ว ถึงขนาดการจัดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Passions จะเห็นว่า Gone With The Wind อยู่อันดับ 2 เป็นรองเพียง Casablanca เท่านั้น , Clark Gable และ Vivien Leigh เคมีเข้ากันมากๆ แบบที่สุดเลย คงเพราะชีวิตจริง Clark Gable ก็มีนิสัยแบบนั้น เขาจึงสามารถส่งสายตาที่สามารถมองทะลุถึงภายในได้, ว่าไปผมแอบรำคาญคิ้วพี่แกนะ คือสามารถขยับได้ทุกรูปแบบ ราวกับคิ้วเวทย์มนต์ที่มีเสน่ห์ แต่เห็นบ่อยๆก็แอบรำคาญ, ส่วน Vivien Leigh รับบทหญิงสาวเอาแต่ใจ ทั้งสายตา รอยยิ้ม ลักแก้ม คิ้วของเธอก็ชอบยักไปยักมา เรียกว่าเล่นหูเล่นตากับ Gable ได้เข้าขากันดี

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหนังออกฉาก รอบปฐมทัศน์ที่ Atlanta มีผู้คนออกมารอชมหนังฉายจนถนนใช้สัญจรไปไหนมาไหนไม่ได้ (เห็นว่านิยายของ Margaret Mitchell ก็เป็น phenomenal best-seller ด้วย) ถึงขนาดผู้ว่าการ Governor of Georgia ต้องประกาศให้เป็นวันหยุด มีขบวนพาเรด กิจกรรมต่างๆเกิดขึ้นมากมายในช่วงหลายวันนั้น ปธน. Jimmy Carter พูดว่า นี่เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพบเห็นมา (the biggest event to happen in the South in my lifetime.) ไม่มีตั๋วขายหน้าโรงหนัง ต้องจองล่วงหน้า ขั้นต่ำก็ 2 สัปดาห์ ตั๋วผีราคาทะยานไปถึงใบละ 200 ดอลลาร์ มันบ้าไปแล้ว! (ราคาตั๋วสมัยนั้น $0.23 เท่านั้น)

ก่อนหน้านี้ เคยมีหนังเรื่องหนึ่งที่เกิดปรากฏการณ์ลักษณะนี้ คือ The Birth of Nation (1915) หนังเงียบที่ทำเงินสูงที่สุดในโลก ยึดครองตำแหน่งเป็นปฐมกษัตริย์ King of the World (ฉายานี้ได้มาจาก Titanic) อยู่นานถึง 25 ปี ถูกโค่นโดย Gone With The Wind ที่ฉายมาตั้งแต่ปี 1939 และสามารถทำเงินแซงได้สำเร็จในปี 1940, หนังทุนสร้าง 7 ล้านดอลลาร์ (เป็นหนังพูดภาพสีที่มีทุนสร้างสูงสุดสมัยนั้น แต่ยังรองหนังเงียบเรื่อง Ben Hur ที่ยึดครองสถิติหนังทุนสร้างสูงสุด) ปีแรกว่ากันว่า ขายตั๋วได้กว่า 60 ล้านใบ (ครึ่งหนึ่งของประชากรอเมริกาขณะนั้น) รวมตลอดระยะเวลาฉาย 4 ปี น่าจะถึง 200 ล้านใบในอเมริกา ทำเงินไปรวมประมาณ 189 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน (ปี 2016) $1,700+ ล้านดอลลาร์ คงไม่มีหนังเรื่องใดในโลกที่จะสามารถมียอดจำหน่ายตั๋วได้สูงมากขนาดนี้อีกแล้ว

เหตุผลที่ผมคิดว่าทำให้หนัง Over-Hits ณ ขณะนั้น ประกอบด้วย
– นิยายที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ทำให้เป็นที่รู้จัก ผู้คนมีความสนใจ
– กับคนเคยมีชีวิตผ่านมา ดั่งช่วงเวลาที่อยู่ในหนัง/นิยาย, สงครามภายในระหว่างเหนือใต้ ฝ่ายใต้คือผู้พ่ายแพ้ ซึ่งหนังนำเสนอเรื่องราวของคนฝ่ายใต้ การต่อสู้ที่แม้สงครามจะจบแล้ว แต่ชีวิตยังไม่จบ ยังคงต้องดิ้นรนต่อไป
– ฉายรอบปฐมทัศน์ เลือกสถานที่ได้เหมาะสมที่สุด (ฉายในเมืองฝ่ายใต้)
– ซึ่งพอผู้คนออกมาแสดงความต้องการอยากดู ทำให้คนที่ไม่ได้สนใจรู้จักเกิดความอยากรู้อยากลองอยากเห็น จึงมีการพูดถึงอย่างแพร่หลาย ผู้คนจากรัฐอื่นก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
– สมัยนั้นโรงภาพยนตร์ยังไม่ได้มีเยอะเท่าไหร่ เมืองหนึ่งเต็มที่ก็มีแค่ 4-5 โรง จะไปเพียงพอกับปริมาณคนดูที่ล้นหลามได้อย่างไร
– ช่องทางอื่นก็ไม่มีที่จะทำให้เราดูหนังได้ด้วย ไม่มี Video/CD/DVD/Blu-ray หรือ Internet แผ่นผีให้ลักลอบดูได้

ขนาดคนเขียนนิยาย Margaret Mitchell ก็ยังไม่มีโอกาสได้ดูเลยหนังที่สร้างจากนิยายของตนเอง, 10 ปีหลังจากหนังฉาย Mitchell ก็วางแผนที่จะไปดูหนัง แต่โชคร้ายโดนรถชนเสียชีวิตเสียก่อน ขณะเดินทางไปโรงภาพยนตร์ โห! โชคไม่มีจริงๆ

หนังเข้าชิง 12 สาขา ได้มา 8 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Actor (Clark Gable) [เข้าชิง]
– Best Actress (Vivien Leigh)
– Best Adapted Screenplay
– Best Supporting Actress (Hattie McDaniel)
– Best Supporting Actress (Olivia de Havilland) [เข้าชิง]
– Best Cinematography, Color
– Best Film Editing
– Best Art Direction
– Best Visual Effects [เข้าชิง]
– Best Music, Original Score [เข้าชิง]
– Best Sound Recording [เข้าชิง]

และอีกสองรางวัล Honorary Award
– Special Award (William Cameron Menzies)
– Technical Achievement Award

Gone With The Wind แล้วทุกอย่างก็หายไปกับสายลม เราไม่รู้ว่าหนังใช้เวลาดำเนินเรื่องกี่ปี แต่จะได้เห็นสถานที่ๆหนึ่ง จากเคยรุ่งเรือง เป็นทรุดโทรม แล้วฟื้นฟู และกลับมาเจริญรุ่งเรืองใหม่ ตัวละคร เรื่องราวก็เป็นแบบเดียวกัน, สิ่งที่คือความอลังการของหนัง ไม่ใช่แค่ปริมาณเยอะยิ่งใหญ่ แต่รวมถึงระยะเวลาของเรื่องราว ความยาวของหนัง, นี่เป็นชื่อหนังที่เหมาะมากๆ มีนัยยะพูดถึง ‘เวลา’ ของชีวิตที่เปลี่ยนไป อะไรๆก็ไม่เคยที่จะเหมือนเดิม

คนสมัยก่อนไม่มีโอกาสเท่าเราสมัยนี้ อยู่บ้านนั่งพิงโซฟาดูหนังสบายๆเพลิดเพลิน ไม่ต้องออกไปต่อแถว ยืนรอ คอยลุ้นว่าวันนี้จะมีที่นั่งเหลือให้เราได้ดูหรือเปล่า, ความสุขหลังดูหนังจบ อาจจะล่องลอยไปกับสายลมราวกับอยู่บนวิมานก็เป็นได้

หนังเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน แต่เด็กเล็กคงไม่มีความอดทนพอแน่ๆ

คำโปรย : “Gone With The Wind หนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย ดูจบแล้วจะล่องลอยไปกับสายลมราวกับอยู่บนวิมาน”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of