Greed (1924) hollywood : Erich von Stroheim ♥♥♥♥♡

(2/6/2023) ความละโมบโลภมากของ Erich von Stroheim สรรค์สร้างภาพยนตร์ความยาว 42 reel (ประมาณ 8-9 ชั่วโมง) เลยถูกสตูดิโอ MGM นำไปตัดต่อใหม่เหลือเพียง 10 reel (135 นาที) ซึ่งฟุตเทจสูญหายได้รับการเปรียบเทียบ Holy Grail แห่งวงการภาพยนตร์, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Greed, like the Venus de Milo, is acclaimed as a classic despite missing several parts deemed essential by its creator. Its unhappy history is well known.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 และจัดเป็น Great Movie

Greed is the lost masterpiece of the silent cinema. It was so long and so expensive that its producer, Irving Thalberg, ordered it cut from four hours to two. The original version has never been found, but even in its truncated form, Greed is a towering achievement. It is a savage indictment of capitalism and a devastating portrait of human greed.

นักวิจารณ์ David Thomson

ทั้งๆผู้กำกับ von Stroheim หลบหนีโปรดิวเซอร์ Irving Thalberg ออกจาก Universal Film Manufacturing Company มาเซ็นสัญญาสตูดิโอ Goldwyn Company เพราะเชื่อว่าจะได้รับอิสรภาพในการสรรค์สร้างผลงานเรื่องใหม่ แต่เวรกรรมเคยกระทำไว้หวนติดตามคืนสนองอย่างรวดเร็วไว เพราะระหว่างที่ Goldwyn Pictures ผนวกรวมกับ Metro Pictures และ Louis B. Mayer Pictures (กลายเป็นสตูดิโอ MGM) บังเอิญว่า Thalberg ก็ลาออกจาก Universal มารับตำแหน่ง Head of Production ของ Louis B. Mayer Pictures และรวมถึงสตูดิโอ MGM

ผลลัพท์แบบเดียวกันเป๊ะกับ Foolish Wives (1922) อะไรที่ Thalberg ไม่ชื่นชอบประทับใจก็ถูกหั่นทิ้ง พร้อมนำฟีล์มไปทำลายเพื่อสกัดเอาสาร Silver Nitrate ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เพียงมิตรสหาย 12 คน มีโอกาสได้รับชมฉบับเต็มของ Greed (1924) ต่างเอ่ยคำยกย่องสรรเสริญเป็นเสียงเดียวกัน

Greed is the greatest film ever made. It is a tragedy of the human soul, and it is told with such power and realism that it is almost unbearable to watch. Erich von Stroheim is a genius, and he has created a masterpiece that will be remembered for centuries.

Rex Ingram หนึ่งในเพื่อนสนิทของ Erich von Stroheim ที่มีโอกาสรับชมฉบับเต็มของ Greed (1924) และยังเป็นผู้ช่วยตัดต่อหนังฉบับความยาว 18 reel

I saw a wonderful picture the other day—that no one else will ever see. It was called ‘Greed,’ and it was directed by Erich von Stroheim. It was the most powerful and disturbing film I have ever seen, and I doubt that it will ever be shown again. It was so realistic and unflinching in its depiction of human greed that it was simply too much for most people to handle. It was a great work of art, and it is a shame that it is lost to the world.”

Harry Carr นักเขียน/นักข่าว อีกหนึ่งเพื่อนสนิทของ Erich von Stroheim ที่มีโอกาสรับชมฉบับเต็มของ Greed (1924)

สิ่งการันตีความยิ่งใหญ่ ทรงคุณค่า เหนือกาลเวลาของ Greed (1924) คือการติดอันดับ 6 ชาร์ท Brussels World’s Fair’s international poll เรียกย่อๆว่างาน (World) Expo 58 ซึ่งถือเป็นการจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลครั้งแรกของโลก! นั่นคือประวัติศาสตร์ที่ไม่มีชาร์ทอื่นใดแม้แต่ของนิตยสาร Sight & Sound สามารถเทียบเคียง

ผมครุ่นคิดจะปรับปรุงบทความนี้ ตั้งแต่ตอนเขียนถึงหนังเงียบเมื่อหลายปีก่อน (บังเอิญว่าตอนนั้นหยุดเขียนไปก่อนจะถึงคิวหนังเรื่องนี้) เพราะรู้สึกว่าตนเองยังเข้าไม่ถึงความลุ่มลึกล้ำ หงุดๆหงิดๆกับส่วนขาดๆหายๆ แต่การรับชมคราวนี้บอกเลยว่าเกินความคาดหมาย (ส่วนขาดหายของหนังไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป) พบเห็นเรื่องราวเต็มไปด้วยข้อคิด คุณธรรมสอนใจ สมควรค่าแก่การ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แถมยังแพรวพราวด้วยเทคนิค ภาษาภาพยนตร์ พัฒนาเทคนิค ‘Deep Focus’ รวมถึงรับอิทธิพลจากปฐมครู D. W. Griffith สู่ความเป็นศิลปินของ Erich von Stroheim สมควรค่าได้รับยกย่องมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์


ก่อนอื่นขอกล่าวต้นฉบับนวนิยาย McTeague หรือ McTeague: A Story of San Francisco (1899) ผลงานชิ้นเอกของ Frank Norris ชื่อจริง Benjamin Franklin Norris Jr. (1870-1902) นักข่าว/นักเขียนสัญชาติอเมริกัน แห่งยุคสมัย Progressive Era (1896–1917)

Norris เกิดที่ Chicago, Illinois บิดาเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ฐานะค่อนข้างร่ำรวย ส่งบุตรชายไปร่ำเรียนศิลปะยัง Académie Julian ณ กรุง Paris ถึงสองปี ทำให้ค้นพบความชื่นชอบผลงาน/นวนิยายของ Émile Zola (ผลงานของ Zola มักทำการสำรวจด้านมืดของมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง) จากนั้นเดินทางกลับมาศึกษาต่อวรรณกรรมและวารสารศาสตร์ University of California, Berkeley ตามด้วยคณะภาษาอังกฤษ Harvard University, จบออกมาทำงานผู้สื่อข่าวภาคสนาม (News Correspondent) ให้กับ San Francisco Chronicle โดยปักหลักอยู่แอฟริกาใต้สองปี, ย้ายมาคิวบาในช่วง Spanish–American War (1898), ก่อนผันตัวมาเป็นนักเขียนนวนิยาย อาทิ McTeague (1899), The Octopus: A Story of California (1901), The Pit (1903) ฯ

ผลงานของ Norris มักเกี่ยวกับการต่อสู้ดิ้นรนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สะท้อนอิทธิพลสภาพแวดล้อมส่งผลกระทบต่อตัวเรา ทำให้เกิดความคอรัปชั่นในอำนาจ ด้านมืดของจิตใจ (รับอิทธิพลเต็มๆจาก Émile Zola) เพื่อสร้างความตระหนักถึงศีลธรรม ตั้งคำถามความเป็นมนุษย์ และวิพากย์วิจารณ์วิถีสังคมอเมริกันยุคสมัยนั้น

สำหรับนวนิยาย McTeague (1899) เห็นว่ามีจุดเริ่มต้นจาก Norris มีโอกาสรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับคนงานเหมืองใน American West ซึ่งต้องใช้แรงงานหนัก เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ในสภาพแวดล้อมเสี่ยงอันตราย แต่กลับได้ค่าแรงน้อยนิด แถมยังถูกปฏิบัติเหมือนสัตว์เดรัจฉาน แทบไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์

I wanted to write a big brutal story, a story of lust and passion, a story that would reek with the sweat of brutes, that would drip with blood. McTeague is a story of environment, of the pressure of the city upon the individual, of the degradation of the human soul by the lust of gold.

McTeague is a story of the American Dream, and how it can be corrupted by greed and materialism.

Frank Norris

เสียงตอบรับของนวนิยาย McTeague (1899) แม้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง (Controversial) เพราะเนื้อหาเต็มไปด้วยความรุนแรง นำเสนอด้านมืดของมนุษย์ และด้วยลักษณะ Naturalism ทำให้เรื่องราวมีความสมจริงอย่างมากๆ (นั่นเป็นสิ่งที่นักวิจารณ์สมัยนั้นยังรับไม่ค่อยได้) แต่กลับขายดีเทน้ำเทท่า Best-Selling กลายเป็นผลงานสร้างชื่อและประสบความสำเร็จที่สุดของ Norris จนได้รับการดัดแปลงเป็นสื่ออื่นๆ อาทิ

  • หนังเงียบ Life’s Whirlpool (1916) ความยาว 5 reel กำกับโดย Barry O’Neil น่าเสียดายฟีล์มสูญหายไปล้ว (Lost Film)
  • หนังเงียบ Greed (1924) กำกับโดย Erich von Stroheim ได้รับยกย่อง ‘Lost Masterpiece’
  • Radio Drama เรื่อง McTeague (1989) ออกอากาศยัง Corporation for Public Broadcasting
  • อุปรากร McTeague โดย William Bolcom และ Arnold Weinstein ทำการแสดงปี ค.ศ. 1992
  • ภาพยนตร์ตลก Greedy (1994) กำกับโดย Jonathan Lynn นำแสดงโดย Michael J. Fox, Kirk Douglas, Nancy Travis
  • ภาพยนตร์ดราม่า Slow Burn (2000) กำกับโดย Christian Ford นำแสดงโดย Minnie Driver, James Spade

Erich Oswald Hans Carl Maria von Stroheim ชื่อเกิด Erich Oswald Stroheim (1885 -1957) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ครอบครัวเป็นชาวยิว ชนชั้นกลาง เปิดกิจการร้านขายหมวก แต่มักขอให้เพื่อนๆเรียกตัวเองว่า von เพราะออกเสียงเหมือนผู้ดีมีสกุล, พอโตขึ้นหลบหนีเกณฑ์ทหาร อพยพขึ้นเรือ SS Prinz Friedrich Wilhelm มาถึงสหรัฐอเมริกา แล้วแอบอ้างว่าตนเองคือ Count Erich Oswald Hans Carl Maria von Stroheim und Nordenwall ทำงานเป็นเซลล์แมนขายของยัง San Francisco ตามด้วย Los Angeles

ค.ศ. 1914 เดินทางมาถึง Hollywood ในยุคบุกเบิกวงการภาพยนตร์ เริ่มต้นทำงานสตั๊นแมน ตัวประกอบ ขึ้นเครดิตครั้งแรก Old Heidelberg (1915), จากนั้นได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ D.W. Griffith รวมถึงรับบทสมทบ Intolerance (1916), หลังสงครามโลกครั้งหนึ่ง เซ็นสัญญากับ Universal Film Manufacturing Company เขียนบท/กำกับผลงานเรื่องแรก Blind Husbands (1919), ติดตามมาด้วย The Devil’s Pass Key (1920) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว], Foolish Wives (1922), Merry-Go-Round (1923) ฯ

บางแหล่งข่าวบอกว่า von Stroheim ตั้งแต่เมื่อเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาช่วงต้นทศวรรษ 1910s พบเจอหนังสือ McTeague (1899) ในโมเต็ลแห่งหนึ่งย่าน New York City ใช้เวลาข้ามคืนอ่านรวดเดียวจบ, ขณะที่อีกแหล่งข่าวบอกว่า von Stroheim อ่านนวนิยายเล่มนี้ ระหว่างยังดิ้นรนหางานทำใน Los Angeles ช่วงปี ค.ศ. 1914

แต่ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นแบบไหน von Stroheim ป่าวประกาศกับนักข่าวตั้งแต่หลังเสร็จสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Blind Husbands (1919) ช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 1920 ว่าต้องการดัดแปลงนวนิยาย McTeague (1899) ของ Frank Norris เพราะมันช่างตรงกับประสบการณ์ชีวิตของตนเอง

I grew up in poverty, and I know what it’s like to be hungry and to not have a place to sleep. I wanted to make a film that would show the human cost of poverty. I wanted to show how poverty can drive people to do terrible things.

Erich von Stroheim

ดั้งเดิมนั้น von Stroheim ตั้งใจจะดัดแปลงนวนิยาย McTeague (1899) ร่วมกับ Universal Film Manufacturing Company แต่ความขัดแย้งโปรดิวเซอร์ Irving Thalberg ระหว่างสรรค์สร้าง Foolish Wives (1922) และถูกไล่ออกขณะกำลังถ่ายทำ Merry-Go-Round (1923) [ว่ากันว่าเป็นครั้งแรกในวงการภาพยนตร์ที่โปรดิวเซอร์ไล่ผู้กำกับออกจากกองถ่าย] นั่นทำให้โอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ลิบหรี่ลงไป

แต่การถูกไล่ออกจาก Universal กลับส่งผลดีต่อ von Stroheim เพราะมีหลากหลายสตูดิโอให้ความสนใจศักยภาพ ความสามารถ วิสัยทัศน์ที่สดใหม่ แสดงเจตจำนงค์ต้องการเซ็นสัญญาร่วมงาน ซึ่งหลังจากพิจารณาหลายๆข้อเสนอตัดสินใจจรดปากกากับ Goldwyn Company เพราะเชื่อว่าเป็นสตูดิโอที่ให้อิสรภาพผู้กำกับในการสรรค์สร้างภาพยนตร์มากที่สุด(ขณะนั้น)

He is the only man (Goldwyn) in Hollywood who will give me a free hand. He is not afraid of me. He knows that I am a good director and that I will make him money.

Erich von Stroheim กล่าวถึง Samuel Goldwyn เมื่อตอนจรดปากกาเซ็นสัญญาร่วมงาน

แซว: แม้ในตอนแรก von Stroheim จะกล่าวชื่นชม Samuel Goldwyn (เจ้าของสตูดิโอ Goldwyn Company) แต่ภายหลังความวุ่นๆวายๆของ Greed (1924) ความคิดเห็นก็ปรับเปลี่ยนโดยทันที

He (Goldwyn) is a man who has never made a picture, but he knows more about making pictures than anyone else in the world.

Erich von Stroheim กล่าวถึง Samuel Goldwyn ภายหลังความวุ่นๆวายๆของ Greed (1924)

รายละเอียดสัญญาของ von Stroheim ประกอบด้วยภายในระยะเวลา 1 ปี จะต้องสร้างภาพยนตร์สามเรื่อง ความยาวระหว่าง 4,500-8,500 ฟุต ด้วยงบประมาณไม่เกิน $175,000 เหรียญ ถ่ายทำเสร็จสิ้นในระยะเวลา 14 สัปดาห์ และค่าจ้างเรื่องละ $30,000 เหรียญ … แต่สุดท้ายแล้ว von Stroheim สร้างภาพยนตร์กับ MGM แค่เพียงสองเรื่องในระยะเวลาสองปี Greed (1924) และ The Merry Widow (1925)

หลังเซ็นสัญญากับ MGM, โปรดิวเซอร์ Abe Lehr ต้องการมอบหมายโปรเจคดัดแปลงอุปรากร The Merry Widow เพราะเชื่อว่าการันตีประสบความสำเร็จ แต่ von Stroheim พยายามโน้มน้าวขอดัดแปลงนวนิยาย McTeague (1899) ที่มุ่งมั่นตั้งใจมานาน สัญญาว่าจะใช้ทุนสร้างไม่เยอะ เสร็จแล้วค่อยกลับมาสรรค์สร้างโปรเจคดังกล่าว

ในส่วนของบทภาพยนตร์ von Stroheim ร่วมกับ June Mathis พยายามดัดแปลงด้วยความซื่อตรงต่อต้นฉบับ จนได้ความยาวบทหนังมากกว่านวนิยายเสียอีก! (นั่นเพราะต้องเพิ่มเติมรายละเอียดเทคนิคภาพยนตร์ จัดแสง มุมกล้อง ฯ) แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กๆน้อยอย่าง

  • เพิ่มชื่อให้กับตัวละครกลายเป็น John McTeague (ในนวนิยายจะมีแค่ McTeague เพื่อนฝูงเรียกว่า Mac)
  • ตัดทิ้งพฤติกรรมต่อต้านชาวยิว (Anti-Semitism) ของ McTeague
  • ในภาพยนตร์(ฉบับที่ถูกหั่นออก)มีการเพิ่มเติมสองพล็อตรอง
    • เรื่องราวคู่รักคนเก็บขยะ Zerkow และ Maria Miranda Macapa ฝ่ายหญิงเป็นผู้ขายล็อตเตอรี่ถูกรางวัลให้กับ Trina เลยเกิดความอิจฉาริษยา จนหมกมุ่น คลุ้มบ้าคลั่ง พบเห็นภาพหลอน เลยถูกสามีเข่นฆาตกรรม กลายเป็นคนเสียสติ และกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
    • เรื่องราวของสองผู้เฒ่า Charles W. Grannis และ Miss Anastasia Baker อาศัยอยู่ร่วมอพาร์ทเม้นท์เดียวกับ McTeague และ Trina คุณปู่สะสมเงินได้ $5,000 เหรียญ สู่ขอแต่งงานคุณยาย แล้วพวกเขาก็เลือกใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข

แซว: Working Title ของหนังเริ่มจาก McTeague ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Greedy Wives (ล้อกับผลงานก่อนหน้า Foolish Wives) ก่อนมาได้ข้อสรุป Greed ช่วงหลังการถ่ายทำ


เรื่องราวของ John McTeague (รับบทโดย Gibson Gowland) ทำงานเหมืองขุดทองยัง Placer Country, California วันหนึ่งหมอฟัน Dr. Potter แวะเวียนมารักษาผู้ป่วยย่านนั้น มารดาของ McTeague จึงไหว้วานร้องขอคุณหมอให้ช่วยรับบุตรชายไว้เป็นศิษย์ ออกเดินทางสู่ Polk Street, San Francisco ฝึกฝนจนสามารถเปิดคลินิกทันตกรรมของตนเอง

วันหนึ่งสหายสนิท Marcus Schouler (รับบทโดย Jean Hersholt) นำพาลูกพี่ลูกน้องที่แอบหมายปอง Trina Sieppe (รับบทโดย ZaSu Pitts) มาทำการรักษาฟัน แล้วจู่ๆ McTeague เกิดตกหลุมรักหญิงสาวเข้าอย่างจัง พูดร้องขอกับเพื่อนจนยินยอมเสียสละเปิดทาง ได้หมั้นหมายและกำลังจะแต่งงาน

แต่แล้ว Trina บังเอิญถูกรางวัลล็อตเตอรี่ $5,000 เหรียญ นั่นสร้างความหงุดหงิดไม่พึงพอใจกับ Schouler เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาเพื่อนสนิท ละโมบโลภมากจนหน้ามืดตามัว, ขณะที่ McTeague แม้แต่งงานกับหญิงสาวคนรัก แต่เงินสักแดงกลับแทบไม่เคยได้รับจากภรรยา อ้างว่าต้องเก็บรักษาไว้สำหรับอนาคต แท้จริงคืออาการตระหนี่ถี่เหนียว ขี้งกจนไม่ยินยอมจับจ่ายใช้สอยอะไร

ทั้งสามจากเคยสนิทสนม แต่เพราะเงิน $5,000 เหรียญ ทำให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

  • Schouler ตัดสินใจออกจาก San Francisco เพื่อไปทำฟาร์มปศุสัตว์ ห่างไกลจาก McTeague และ Trina
  • McTeague ถูกสั่งปิดกิจการคลินิกทันตกรรมเพราะไม่มีใบอนุญาต มองหางานใหม่แต่ก็ไม่สามารถทำอะไร พยายามร้องขอเงินจากภรรยากลับถูกปฏิเสธ เลยตัดสินใจลักขโมยเงินเก็บแล้วสูญหายตัวไป
  • Trina แม้ถูกขโมยเงินเก็บ แต่เงินในธนาคาร $5,000 เหรียญยังคงปลอดภัย ทำงานเป็นนักการภารโรงยังโรงเรียนแห่งหนึ่ง ยามค่ำคืนนอนเปลือยกายกอดเงินทองอย่างสบายใจ

จนกระทั่งวันหนึ่ง McTeague หวนกลับมาขอเงินจาก Trina พอได้รับคำตอบปฏิเสธเลยเลือดขึ้นหน้า ใช้กำลังทุบตีเข่นฆ่ากรรมอีกฝ่าย ลักขโมยเงินทั้งหมดแล้วหลบหนีกลับสู่เหมืองขุดทอง Placer Country, California พอตำรวจติดตามมาจึงออกเดินทางเข้าสู่ Death Valley ความทราบถึง Marcas อาสาเข้าร่วมกลุ่มไล่ล่า และในที่สุดอดีตเพื่อนรักทั้งสองก็ได้เผชิญหน้ากลางทะเลทรายแห่งความตาย


Gibson Gowland (1877-1951) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Spennymoor, County Durham เริ่มต้นเป็นกะลาสี ล่องเรือสู่แอฟริกาใต้ เคยทำงานขุดเหมืองเพชร จนกระทั่งมีโอกาสเข้าร่วมคณะการแสดงที่ Johannesburg ก่อนตัดสินใจเอาจริงเอาจังด้านนี้ด้วยการมุ่งหน้าสู่ Hollywood เป็นตัวประกอบภาพยนตร์ The Birth of a Nation (1915), Intolerance (1916), แล้วมีโอกาสร่วมงาน Erich von Stroheim เรื่อง Blind Husbands (1919) และ Greed (1924)

รับบท John McTeague ชายร่างใหญ่ บึกบึนกำยำ หน้าตาเปลอะเปลื้อน เหมือนนักเลงหัวไม้ พื้นฐานกลับเป็นคนจิตใจดีงาม ตกหลุมรักคลั่ง Trina พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง แต่หลังจากเธอถูกล็อตเตอรี่ 5,000 เหรียญ ค่อยๆเปลี่ยนเป็นคนลุ่มหลงในเงินทอง เริ่มใช้ถ้อยคำหยาบคาย การกระทำร้ายร่างกาย เมื่อไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์ พฤติกรรมไม่ต่างจากสัตว์ร้าย แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง เข่นฆาตกรรมกระทั่งภรรยาตนเอง และพยายามดิ้นหลบหนีไปให้แสนไกล

I saw Gowland in a small film called The Red Lantern (1919), and I was immediately impressed by his performance. He had a naturalness and a strength that I knew would be perfect for McTeague. He was also a very hard worker, and he was willing to do whatever it took to make the film the best it could be.

Erich von Stroheim กล่าวถึงการพบเจอ Gibson Gowland ในบทตัวประกอบภาพยนตร์ The Red Lantern (1919)

การแสดงของ Gowland ถือว่ามีความสมจริง ทรงพลัง ดูเป็นธรรมชาติมากๆในสไตล์หนังเงียบ ด้วยรูปลักษณ์สูงใหญ่ เริ่มต้นเต็มไปด้วยความอ่อนไหว ดูเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา แต่หลังจากความโลภเข้าครอบงำ ค่อยๆแสดงให้เห็นด้านมืดตัวละคร รุนแรง เข้มข้น จนกระทั่งคลุ้มบ้าคลั่ง ช่างเป็นการแสดงที่ราวกับรถไฟเหาะ ชวนให้ผมนึกถึง Séverin-Mars (Le Roue) และ Emil Jannings (The Last Laugh, Faust) ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

นักวิจารณ์สมัยนั้นที่แม้บางคนไม่ชอบหนัง แต่สรรเสริญการแสดงของ Gowland อย่างออกนอกหน้า

Gowland’s performance is so realistic that it is almost uncomfortable to watch. He brings out the dark side of human nature in a way that is both disturbing and fascinating.

Mordaunt Hall นักวิจารณ์จาก The New York Times

Gibson Gowland gives a performance which is, I think, the most extraordinary I have ever seen in a motion picture. He is not merely good; he is great. His McTeague is a living, breathing, suffering human being. We see him grow from a simple, honest man into a warped and twisted creature, driven by greed and lust. Gowland’s performance is a tour-de-force of emotion. He brings out the full range of McTeague’s emotions, from joy to anger to despair, in a way that is both believable and heartbreaking. It is a performance which will stay with me for a long time.

James Agee นักวิจารณ์จาก The Nation

บทบาทนี้ถือเป็นไฮไลท์การแสดงของ Gowland พานผ่านการถ่ายทำที่ยุ่งยาก ท้าทาย ตัวละครมีความซับซ้อน ต้องถ่ายทอดหลากหลายอารมณ์ออกมา แม้ตอนหนังออกฉายจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์คุณค่าของผลงาน

I worked hard on this role, and I’m glad that people seem to appreciate it. It was a challenge to play a character who is so complex and flawed, but I think I was able to bring out the humanity in him.

Gibson Gowland

ZaSu Pitts (1894-1963) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Parsons, Kansas ชื่อของเธอมาส่วนผสมพี่สาวพ่อ Eliza และ Susan, ช่วงระหว่างเรียนหนังสือค้นพบความสนใจด้านการแสดง เลยตัดสินใจออกเดินทางสู่ Los Angeles เมื่อปี ค.ศ. 1916 พยายามมองหาโอกาสอยู่หลายเดือนจนไปเข้าตานักเขียน Frances Marion ชักชวนมาแสดงหนังเงียบเรื่องแรก A Little Princess (1917), มีชื่อเสียงจากเล่นหนังตลกม้วนเดียว (comedy one-reel) ร่วมงานหลายครั้งกับ Hal Roach รวมถึงนักแสดงคู่กัด Thelma Todd, ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Better Times (1919), โด่งดังสุดน่าจะคือ Greed (1924) และ The Wedding March (1928)

รับบท Trina Sieppe หญิงสาวร่างเล็ก อ่อนแอเปราะบาง เป็นคนขี้หวาดระแวง เหมือนไม่ได้อยากแต่งงานกับ McTeague แต่เพราะสตรีเพศสมัยนั้นยังไร้ซึ่งสิทธิ์เสียง จึงได้แค่เพียงทำใจยินยอมรับ หลังจากถูกรางวัลล็อตเตอรี่ $5,000 เหรียญ กลับกลายเป็นคนหมกมุ่นในเงินๆทองๆ เก็บหอมรอมริดจนเกิดความตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยินยอมแบ่งปันเงินเก็บให้สามีสักแดงเดียว เลยร้ายถึงขนาดโปรยเหรียญบนเตียงนอน โอบกอดลูบไล้ ราวกับกำลังร่วมเพศสัมพันธ์

ในตอนแรกมีการคัดเลือกนักแสดง Mae Murray, Claire Windsor, Colleen Moore แต่พวกเธอต่างไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเผด็จการของ von Stroheim ปฏิเสธทำโน่นนี่นั่นจนถูกไล่ออกจากกองถ่าย จนกระทั่ง ZaSu Pitts ภูมิคุ้มกันสูงมากๆแบบเดียวกับตัวละคร จึงได้รับคำชื่นชมสรรเสริญอย่างล้นหลาม

I saw ZaSu Pitts in a comedy (one-reel) and was struck by her ability to portray pathos … She is the greatest psychopathological actress in the American cinema. She should not be in comedy, for she is the greatest of all tragediennes.

Erich von Stroheim

รูปลักษณะของ Pitts มีความแตกต่างตรงกันข้ามกับ Gowland (เพื่อสื่อถึงการเป็นนกในกรง มิอาจดิ้นหลุดพ้น) ช่วงแรกๆดูน่ารักสดใส ใบหน้าละอ่อนเยาว์วัย แต่ก็เต็มไปด้วยความหวาดระแวง สะพรึงกลัว ไม่ครุ่นคิดอยากแต่งงาน แต่หลังจากความโลภเข้าครอบงำ แสดงอาการหมกมุ่น ลุ่มหลงเงินๆทองๆ สีหน้าสายตาหื่นกระหาย (ดูแก่ลงหลายปีด้วยละ) พยายามปกปิด เก็บซ่อน อาฆาตมาดร้ายต่อสามี และเมื่อได้รับอิสรภาพ ก็แทบสูญเสียสติสมประดี … เป็นอีกการแสดงระดับ ‘tour-de-force’ ชวนให้ผมนึกสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง Lillian Gish (โดยเฉพาะ Broken Blossoms) อยู่ไม่น้อยเลยนะ

The most noteworthy performance in the film is that of ZaSu Pitts as Trina Sieppe. She gives a remarkable study of a woman whose cupidity destroys her. Her acting is full of subtle nuances, and she succeeds in making Trina a sympathetic character, even though her actions are often reprehensible.

ZaSu Pitts is one of the most underrated actresses of her generation, and her performance in Greed is a testament to her talent. She gives a tour-de-force of emotion, from the initial joy of winning the lottery to the final despair of madness. Her performance is one of the most memorable in recent films.

Mordaunt Hall นักวิจารณ์จาก The New York Times

บทบาทนี้ถือเป็นไฮไลท์การแสดงของ Pitts เช่นเดียวกัน! เคยกล่าวชื่นชม von Stroheim แม้เป็นผู้กำกับที่เรื่องมากๆ แต่รับรู้ความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน พร้อมผลักดันนักแสดงให้ไปถึงขีดจำกัด นั่นทำให้เธอสามารถปรับตัวเข้ากับทุกยุคทุกสมัย เป็นหนึ่งในนักแสดงหนังเงียบไม่กี่คนสามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคหนังพูด (Talkie) และได้รับดวงดาว Hollywood Walk of Fame เมื่อปี ค.ศ. 1960

He was a very demanding director, but he was also a genius. He knew exactly what he wanted, and he wasn’t afraid to push his actors to the limit. I learned a lot from him, and I’m grateful for the opportunity to have worked with him.

ZaSu Pitts

Jean Hersholt หรือ Jean Pierre Carl Buron (1886-1956) นักแสดงสัญชาติ Danish เกิดที่ Copenhagen, Denmark เห็นว่าเคยมีผลงานกับ Nordisk Film ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1906 แต่ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่เลยอพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1913 ผลงานเด่นๆ อาทิ Greed (1924), The Student Prince in Old Heidelberg (1927), The Battle of the Sexes (1928), Heidi (1937) ฯ นอกจากนี้ยังเคยได้รับเลือกเป็นประธาน Academy of Motion Picture Arts and Sciences ระหว่างปี 1945-49

รับบท Marcus Schouler เพื่อนสนิทของ McTeague เป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ เชื่อในมิตรภาพผองเพื่อน ถึงขนาดยินยอมเสียสละให้อีกฝ่ายได้ครองรักกับ Trina แต่หลังจากเธอถูกรางวัลล็อตเตอรี่ 5,000 เหรียญ บังเกิดความอิจฉาริษยา ครุ่นคิดว่าถ้าตนเองไม่หลีกทางให้หมอนี่ คงได้ครอบครองเงินก้อนใหญ่นี้ จึงเริ่มดื่มเหล้า มึนเมา พูดจาเสียดสีถากถาง ใช้ความรุนแรง ทั้งยังทรยศหักหลัง และเมื่ออีกฝ่ายกลายเป็นฆาตกร ออกไล่ล่าติดตามสู่ Death Valley ไม่กรูก็มึงต้องตายห่ากันไปข้าง

ในตอนแรก von Stroheim ติดต่อนักแสดง Conway Tearle (หนึ่งในนักแสดงค่าตัวสูงสุดขณะนั้น) แต่คิวงานไม่ว่างเลยจำต้องมองหาใครอื่น ก่อนบังเอิญพบเจอ Jean Hersholt น่าจะผ่านการออดิชั่นกระมัง

I had originally wanted Conway Tearle for the part of Schouler, but when he became unavailable, I was forced to look elsewhere. I was lucky to find Jean Hersholt, who gave a magnificent performance. He was able to capture the character’s complexity and inner turmoil, and he brought a great deal of depth to the role.

Erich von Stroheim

การแสดงของ Hersholt ต้องถือว่าตราตรึงไม่น้อยกว่า Gowland และ Pitts มีวิวัฒนาการทางอารมณ์ที่คลุ้มบ้าคลั่ง เริ่มจากเป็นคนร่าเริง อารมณ์ดี เชื่อในมิตรภาพผองเพื่อน แต่เมื่อความโลภ โดดเดี่ยว อิจฉาริษยา หลายสิ่งอย่างปะทังเข้ามา จึงมิอาจอดกลั้นฝืนทนจนต้องระบายสิ่งอัดอั้นด้วยความรุนแรง แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ไม่สามารถยกโทษให้อภัยอดีตเพื่อนรัก ดื้อรั้นดึงดัง จนกว่าจะมีใครสักคนตกตาย หายนะอะไรฉันไม่สน (สูญเสียความสามารถในการครุ่นคิด และหยุดยับยั้งชั่งใจตนเอง)

Jean Hersholt is magnificent as the coarse, brutal, and yet pathetic Schouler. He gives a performance that is the most powerful and convincing in the picture. His gradual decline from a decent, hard-working young man into a drunken, degraded wretch is portrayed with great skill and sympathy. Hersholt’s work is a real triumph, and it is one of the few things in Greed that is not open to criticism.

Mordaunt Hall นักวิจารณ์จาก The New York Times

เห็นว่าระหว่างถ่ายทำ Hersholt น้ำหนักลดลง 27 ปอนด์! รวมถึงได้รับบาดแผลผุผองขณะเข้าฉากต่อสู้ แต่เขารู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับผลลัพท์ได้มา กลายเป็นบทบาทแจ้งเกิด และอาจจะยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพนักแสดง

I consider it the best role I ever played. It was a terrific experience, and I suffered a great deal. I lost 27 pounds, and I was covered with blisters. But it was worth it.

Erich von Stroheim was a great director. He was a perfectionist, and he pushed me to give my best performance.

Jean Hersholt

ถ่ายภาพโดย Ben F. Reynolds และ William H. Daniels (1901-70) รายหลังคือขาประจำผกก. Erich von Stroheim และ Greta Garbo ผลงานเด่นๆ อาทิ Foolish Wives (1922), Greed (1924), The Temptress (1926), Flesh and the Devil (1926), Queen Kelly (1928), Grand Hotel (1931), Queen Christina (1933), Camille (1936), Ninotchka (1939), The Naked City (1948) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography

แม้ยุคสมัยนั้นยังเต็มไปด้วยข้อจำกัดด้านเทคนิคมากมาย ยังทำได้แค่ตั้งกล้องถ่ายภาพระยะไกล-กลาง-ใกล้ แต่ผกก. Stroheim ก็มักเลือกมุมแปลกๆ ละเล่นกับแสง-เงา พัฒนาเทคนิค ‘deep focus’ รวมถึงแต่งแต้มลงสีทอง เพื่อสะท้อนด้านมืดที่อยู่ภายใน กลิ่นอายหนังนัวร์ (film noir) อยู่เล็กๆ

หลายคนอาจสงสัยว่านี่มันหนังขาว-ดำ ไม่ใช่หรือ? แล้วสีเหรียญทองมันมาจากไหน? ยุคสมัยนั้นมีเทคนิคที่เรียกว่า ‘tinting’ คือการแต่งแต้มลงสีลงบนฟีล์ม-ด้วยมือ-ในทุกๆช็อต! นี่เป็นงานที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่สามารถสร้างความติดตาตรึงใจ เพื่อให้ผู้ชมตระหนักถึงอิทธิพลของเงินๆทองๆได้อย่างทรงพลัง … เทคนิคดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากภาพยนตร์ Joan the Woman (1917) ของ Cecil B. DeMille ลงสีโดย Max Handschiegl จึงมีคำเรียก Handschiegl color process ได้รับความนิยมอย่างมากๆในหนังเงียบทุนสูง

I wanted to create a visual metaphor for the greed that is at the heart of the story. The gold represents the characters’ obsession with wealth and material possessions, and the way it tints the images gives them a dreamlike quality that reflects the characters’ distorted view of the world.

Erich von Stroheim

โดยปกติแล้วภาพยนตร์ของ von Stroheim มักหมดสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับการสร้างฉากใหญ่โตมโหฬาร สิ่งข้าวของหรูๆหราๆ อาหารราคาแพงๆ รวมถึงตัวประกับนับพันหมื่น แต่ไม่ใช่สำหรับ Greed (1924) แทบทั้งหมดถ่ายทำยังสถานที่จริง จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างสัมผัสความสมจริง (realistic film) อาทิ

  • เหมืองขุดทอง Big Dipper Mine, Placer Country
    • ในอดีตเมื่อปี ค.ศ. 1852 เคยเกิดเหตุการณ์ตื่นทอง California Gold Rush ทำให้เหมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ปัจจุบันนั้นถูกทอดทิ้งขว้าง สภาพชำรุดทรุดโทรม เอาจริงๆก็ไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไหร่
  • สำหรับ Polk Street, San Francisco ภายหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 1906 San Francisco Earthquake ทำให้มีการปรับปรุงสร้างใหม่ อะไรๆปรับเปลี่ยนแปลงไป แต่ผกก. Stroheim ก็ยังเลือกสถานที่ถ่ายทำบริเวณใกล้เคียงกัน (ไม่มีการสร้างฉากใดๆเพิ่มเข้ามา)
  • ไคลน์แม็กซ์ Death Valley National Park ทางตะวันออกของทิวเขา Sierra Nevada ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนรัฐ California–Nevada ใช้เวลาสองเดือนถ่ายทำช่วงฤดูร้อนจัดๆ อุณหภูมิเฉลี่ย 123 ฟาเรนไฮต์ (51 องศาเซลเซียส) ทีมงาน 43 คน ล้มป่วย ฮีทสโตก ต้องส่งกลับ Los Angeles จำนวน 14 คน

I believe that location shooting is essential for creating realistic and believable films. When you shoot on location, you are not limited by the confines of a studio set. You can capture the real world in all its beauty and ugliness. You can create a sense of place that is impossible to achieve on a soundstage.

In Greed, I wanted to capture the harsh reality of life in the oil fields. I wanted to show the greed and corruption that was destroying the lives of the people who worked there. I could not have done this if I had shot the film on a soundstage.


ผมเรียกว่าคำนิยมของผู้แต่ง Frank Norris ก็แล้วกัน เพราะไม่ได้นำจากนวนิยาย McTeague (1899) แต่บทความ “The True Reward of the Novelist”. ตีพิมพ์นิตยสาร The World’s Work เมื่อปี ค.ศ. 1901 ซึ่งพยายามแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำเร็จแท้จริงของนักเขียนนวนิยาย (หรือก็คือของตนเองนะแหละ) ไม่ใช่ชื่อเสียงหรือเงินทอง แต่คือความสามารถในการสรรค์สร้างผลงานหรือศิลปะที่ยังยืน ทรงคุณค่า เหนือกาลเวลา และทำให้ผู้อื่นตระหนักถึงความจริงบางอย่างของโลกใบนี้

The true reward of the novelist is not the applause of the multitude, nor the praise of the few, but the consciousness of having done his work well, of having told the truth, of having added something to the sum of human knowledge, of having helped his fellow-men to a better understanding of themselves and of their world.

Frank Norris

Title Card ออกแบบโดย Joseph W. Farnham เห็นว่าทำออกมาได้อย่างสไตล์ลิส ทั้งลูกเล่น สีสัน เหลืองทองอร่าม แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นตามคำสั่งโปรดิวเซอร์ Irving Thalberg ทำให้ฉบับบูรณะ ‘reconstruct’ นอกจาก Opening Credit จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องบทหนัง ตามความตั้งใจดั้งเดิมผกก. von Stroheim ซึ่งส่วนใหญ่นำข้อความจากนวนิยายของ Frank Norris (ส่วนใหญ่จะขึ้นชื่อย่อ F.N.) มาใช้ตรงๆเลย

ผมละแอบเสียดายความสไตล์ลิสของ Title Card ที่เห็นได้ชัดจากช่วง Opening Credit ซึ่งฉบับ ‘reconstruct’ ไม่ได้พยายามจะเลียนแบบ ทำตามให้มีความน่าสนใจสักเท่าไหร่

ปล. สำหรับคนช่างสังเกตข้อความสุดท้ายช่วง Opening Credit จะขึ้นว่า “Personally Directed by Erich von Stroheim” เป็นถ้อยคำเน้นย้ำ เหมือนต้องการประชดประชันอะไรบางอย่าง

ใครเคยรับชม Intolerance (1916) น่าจะมักคุ้นกับภาพหญิงสาวไกวเปล The Eternal Motherhood (รับบทโดย Lillian Gish) ที่มักปรากฎพบเห็นซ้ำๆบ่อยครั้ง สำหรับเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์แต่ละศตวรรษ!

นั่นคงคือแรงบันดาลใจให้ von Stroheim นำมาปรับใช้กับ Greed (1924) ปรากฎภาพมือผอมแห้ง ซีดๆเซียวๆ เกรอะกรัง (ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่ามือของใคร) กำลังลูบไล้ ละเล่นกับเงินทอง สื่อถึงสิ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดความละโมบโลภมาก มักเป็นวัตถุสีทอง ทำให้มือเปลอะเปลื้อน จิตวิญญาณถูกคุมขัง (มันจะมีเงาลางๆที่ดูเหมือนซี่กรง) ไม่สามารถดิ้นหลบหลี ซึ่งยังสามารถเชื่อมโยงทั้งสามตัวละครหลัก(ที่ต่างถูกความโลภครอบงำ)เข้าด้วยกัน

I wanted to show that gold is a corrupting influence. It destroys people’s souls. I used the motif of the hands playing with gold to symbolize this. The hands are always shown in close-up, and they are often sweaty and dirty. This suggests that greed is a physical thing, something that people cannot control.

Erich von Stroheim

ไม่ใช่แค่เหรียญที่มีการย้อมสีทองเท่านั้น บางครั้งยังพบเห็นเจ้านกในกรง ฟันยักษ์สีทอง ฯ ซึ่งล้วนคือสิ่งมีคุณค่า(ทางใจ) ตัวละครมีความลุ่มหลงใหล ให้ความสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่นใด … จริงๆการลงสี ‘tinting’ บนฟีล์ม มันจะเจือจางไปตามกาลเวลา แต่ในบทหนังมีลงรายละเอียดไว้อย่างชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักบูรณะใช้อ้างอิงสำหรับฉบับ ‘reconstruct’

ขอพูดถึงฟันยักษ์สีทองสักหน่อยแล้วกัน ผมมองว่ามันคือสัญลักษณ์ของความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง จุดสูงสุดในอาชีพหมอฟันของ McTeague เพราะต้องเก็บหอมรอมริด กว่าจะสามารถซื้อหามาครอบครอง (จะสื่อถึงจุดสูงสุดของชีวิต McTeague ก็ได้เช่นกัน) แต่หลังจากบังเกิดวิกฤต ถูกภาครัฐสั่งปิดคลินิก เขายังคงดื้อรั้นดึงดังอยู่สักพักใหญ่ๆ อาจด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตน ‘pride’ จนกระทั่งเมื่อตกต่ำลงถึงจุดสิ้นหวัง ถึงนำไปขายทิ้งร้านขายของเก่า เลิกสนเกียรติ ศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจอะไรใดๆอีกต่อไป!

The big teeth are a symbol of greed. They are a reminder that greed is a destructive force, and that it can lead to violence, betrayal, and ultimately, self-destruction.

Erich von Stroheim

Greed (1924) ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่พัฒนาเทคนิค ‘deep focus’ โดยพยายามทำให้ภาพเบื้องหน้า-หลัง ภายนอก-ใน ระยะไกล-ใกล้ มีความคมชัดในรายละเอียด อย่างซีเควนซ์งานแต่งงานระหว่าง McTeague และ Trina มันอาจดูเบลอๆแต่ผู้ชมสามารถสังเกตเหตุการณ์ภายนอกหน้าต่าง พบเห็นขบวนแห่งานศพ (สามารถสื่อถึงงานแต่งงานของพวกเขา คือจุดเริ่มต้นแห่งหายนะที่จะนำทางไปสู่โศกนาฎกรรม)

I wanted to make a film that was as realistic as possible, and I felt that deep focus was the best way to achieve that. With deep focus, the audience can see everything that’s going on in a scene, not just what’s in the foreground or background. This helps them to understand the scene better and to feel more involved in the story.

Erich von Stroheim

ของขวัญวันแต่งงานของ Marcus Schouler คือนาฬิกาสีทอง ผมมองว่าต้องการสื่อถึง ‘เวลานับถอยหลัง’ นั่นเพราะ Schouler เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาต่อทั้ง McTeague และ Trina ถ้าตนเองไม่หลีกทางให้เพื่อนสนิทครั้งนั้น วันนี้คงร่ำรวยสุขสบาย ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจิตใจขนาดนี้

ส่วนของขวัญของ McTeague มอบให้กับ Trina คือกรงนก สัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ฉัน-เธอ สามี-ภรรยา ต่อจากนี้จะอยู่ร่วมชายคา ไม่สามารถโบยบิน ดิ้นหลบหนี ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน หรือถ้าตามความหมายผกก. von Stroheim แทนด้วยจิตวิญญาณ ข้อจำกัดมนุษย์ ทุกคนล้วนถูกกักขังอยู่ภายใต้ความปรารถนาของตนเอง

The birdcage is a symbol of the human spirit. It is a reminder that we are all trapped in our own way, by our own limitations, our own fears, and our own desires. But it is also a reminder that we are capable of freedom, if we are willing to fight for it.

Erich von Stroheim

มันคงแปลกไม่น้อยถ้าหนังชื่อ Greed แล้วจะไม่มีฉากการกินแบบตะกละตะกลาม พบเห็นระหว่างงานเลี้ยงหลังพิธีแต่งงาน ร้อยเรียงภาพแขกเหรื่อกำลังรับประทานอาหารอย่างมูมมาม โดยไม่สนอะไรใครอื่นทั้งนั้น!

มีอยู่ 2-3 ซีเควนซ์ในฉบับ ‘reconstruct’ ที่ผมรู้สึกสูญเสียดายอย่างมากๆ หนึ่งคือความเพ้อฝันของคู่รักคนเก็บขยะ Zerkow และ Maria Miranda Macapa พบเจอสิ่งข้าวของสีทองในหลุมฝังศพ ซึ่งมีการออกแบบฉากให้ดูเหนือจริง (Surreal) สังเกตจากไม้กางเขนป้ายสุสาน มีความบิดๆเบี้ยวๆ … สงสัยจะรับอิทธิพลจาก Nosfertu (1922)

แต่นัยยะซีเควนซ์นี้ผมมองว่าต้องการสื่อถึง เมื่อมนุษย์ตกตายไป ย่อมไม่มีใครสามารถนำเอาสิ่งข้าวของสีทองเหล่านี้ติดตัวไปด้วยได้ หลงเหลือมากมายเท่าไหร่ก็เพียงขยะในสุสาน เฝ้ารอคอยให้ขโมยกะโจรนำไปใช้สนองตัณหาส่วนตน

แม้ในฉบับ ‘reconstruct’ ไม่ได้นำเสนอความตายของ Maria Miranda Macapa (หญิงที่ขายล็อตเตอรี่ให้กับ Trina) ว่าเสียชีวิตอย่างไร? แต่ระหว่างที่ Trina เดินทางมาพบเจอศพ เห็นภาพนิ่งที่เป็นภาพเงา (Silhouette) นี่เช่นกันน่าจะได้รับอิทธิพลจาก Nosferatu (1922) แอบสร้างความตกตะลึงให้ผมไม่น้อยเลยละ!

และอีกซีเควนซ์ของฉบับ ‘reconstruct’ ที่สร้างความประทับใจให้ผมอย่างมากๆ คือคู่รักผู้เฒ่า Charles W. Grannis กับ Miss Anastasia Baker ทั้งสองปิดปากเงียบเรื่องความร่ำรวย แล้วจู่ๆสู่ขอแต่งงาน จากนั้นออกเดินทางไปท่องเที่ยวชนบท ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข ด้วยภาพที่เต็มไปด้วยสีสัน (ตรงกันข้ามกับช็อตความตาย Maria Miranda Macapa ที่ฉายเพียงภาพเงา) อารมณ์ประมาณดินแดนหลังสายรุ้ง The Wizard of Oz (1939)

ในบทหนังมีลงรายละเอียดว่าซีเควนซ์นี้มีการแต่งแต้มใส่สีจริงๆ แต่ยุคสมัยนั้นเชื่อว่าคงไม่สามารถลงรายละเอียดสมจริงได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งฉบับ ‘reconstuct’ แค่ทำการ Colorization ให้กับภาพนิ่งไม่กี่ภาพเท่านั้น

I wanted to create a sense of nostalgia and longing in this scene. The golden glow of the color is meant to evoke the feeling of a bygone era, when life was simpler and more carefree. I also wanted to use the color to highlight the contrast between the two elderly characters and the harshness of the world they are traveling through.

Erich von Stroheim

กลับมาซีเควนซ์ที่ผมรู้สึกว่าน่าอึ้งทึ่งที่สุดของหนัง! Marcus Schouler เดินทางมาร่ำลา McTeague และ Trina จะมีการตัดสลับภาพเจ้าเหมียว จับจ้องมองกรงนก นี่เป็นการบอกใบ้ว่ามันต้องมีลับเลศนัยอะไรบางอย่าง? ซึ่งหลังจากหมอนั่นจากไป ทั้งสองเปิดอ่านจดหมาย พบเจอคำสั่งหน่วยงานรัฐ จำต้องปิดกิจการคลินิกทันตกรรม พอดิบพอดีเจ้าเหมียวพุ่งกระโจนใส่กรงนก! นั่นทำให้พวกเขาเกิดความเชื่อมั่น เหตุการณ์บังเกิดขึ้นนี้ต้องเป็นฝีมือ Schouler อย่างแน่แท้!

จริงๆแล้วมันไม่จำเป็นว่า Schouler คือบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังนะครับ แต่หนังต้องการแสดงให้เห็นถึงอาการหวาดระแวง ความวิตกจริตของ McTeague และ Trina เป็นเหตุให้ต้องสูญเสียความสัมพันธ์ฉันท์มิตรสหาย

นี่เป็นช็อตสไตล์ Hitchcock (แต่ปีนั้นยังไม่เริ่มสรรค์สร้างภาพยนตร์เลยกระมัง) ถ่ายมุมเงยระหว่าง McTeague กำลังเดินลงบันได ภรรยายืนอยู่เบื้องบนแต่เหมือนว่าเธอสามารถควบคุมครอบงำ มีอำนาจทางการเงินเหนือกว่าตนเอง ซึ่งวินาทีนี้เขาเกิดความตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงหันหลังกลับขึ้นไปแบมือขอเงิน ต้องการทวงคืนสิทธิอันชอบธรรม … เพราะยุคสมัยนั้นบทบาททางเพศของบุรุษคือช้างเท้าหน้า/หัวหน้าครอบครัว ไม่สมควรถูกกดหัว หรืออยู่ตำแหน่งต่ำกว่าสตรี

ฉากที่ Trina เปลือยกายหลับนอนกับเหรียญทอง (ซีนนี้เหมือนจะลืมลงสีทอง) สามารถสื่อถึง ‘Lust of Gold’ เหมือนเธอต้องการร่วมเพศสัมพันธ์ กลายเป็นส่วนหนึ่งเดียวกับเงินๆทองๆ นั่นคืออาการหมกมุ่นจนคลุ้มคลั่ง สภาวะผิดปกติทางจิต ไม่สามารถแยกแยะสิ่งต่างๆได้อีกต่อไป

หลังจาก McTeague เข่นฆาตกรรมภรรยา ตัดสินใจหลบหนีมายัง Big Dipper Mine ผมรู้สึกค่อนข้างเสียดายที่หนังตัดทิ้งซีเควนซ์นี้ (สังเกตว่าฉบับ ‘reconstruct’ พบเห็นแต่ภาพนิ่ง) เพราะสามารถสื่อถึงการหวนกลับหารากเหง้า ต้นกำเนิดตัวละคร และการขุดเหมืองใต้พื้นผิว(ยม)โลก ยังแฝงนัยยะจุดตกต่ำ(ที่สุด)ของตัวละคร

และสังเกตจาก Title Card ยังมีการพูดถึงสันชาติญาณ(สัตว์ป่า)ของ McTeague ราวกับมีบางสิ่งอย่างมากระตุ้นเตือน ทำให้สามารถหลบหนีเอาตัวรอดจากการถูกไล่ล่า … นี่สื่อถึงการสูญเสียความเป็นมนุษย์ หลงเหลือเพียงสันชาติญาณของสัตว์เดรัจฉาน

I don’t hear nothing – and I don’t see nothing – but I feel something, right now.

What strange sixth sense- what animal cunning – what brute instinct clamored for recognition and obedience.

ไคลน์แม็กซ์ของหนัง ถ่ายทำยังดินแดนทะเลทราย Death Valley มันช่างมีความเวิ้งว้าง ห่างไกลผู้คน เหม่อมองออกไปพบเห็นความเหือดแห้ง แสงแดดเผาไหม้ (งานภาพมีการใช้โทนเหลืองของพระอาทิตย์/ทะเลทราย ซึ่งเป็นสีเดียวกับเงินๆทองๆ แสดงถึงความละม้ายคล้ายคลึงของสองสิ่ง) มอบสัมผัสไร้ความหวัง (hopelessness and despair) จุดจบของทั้ง McTeague และ Schouler

I wanted to show the ultimate degradation of McTeague. Death Valley is a place where all hope is lost. It is a fitting place for McTeague to end up.

Erich von Stroheim

การถ่ายทำยัง Death Valley ถือเป็นหายนะของกองถ่ายภาพยนตร์อย่างแท้จริง! (ก็แน่ละ แค่ชื่อก็บอกใบ้อะไรหลายๆอย่าง) สถานที่แห่งนี้ไม่มีถนน โรงแรม ปั๊มน้ำมัน บ่อน้ำยังแห้งขอด แถมเต็มไปด้วยสรรพสัตว์พิษร้าย แมงมุม แมงป่อง งูหางกระดิ่ง ต้องขับรถเดินทางไกลกว่า 100 ไมล์ (160 กิโลเมตร) แถมยังต้องถ่ายทำช่วงกลางฤดูร้อน อุณหภูมิระหว่าง 91-161 ฟาเรนไฮต์ (33-72 องศาเซลเซียส) ทำเอาทีมงานเป็นลมล้มพับ (Heat Stroke) เป็นว่าเล่นไม่เว้นวัน

ฉากต่อสู้ระหว่าง McTeague และ Schouler ได้รับการปลุกเร้าจากผู้กำกับ von Stroheim ต้องการความจริงมากๆ “Fight, fight! Try to hate each other as you both hate me!” และเห็นว่ามีการนำนักไวโอลิน ฮาร์โมนิก้า มาบรรเลงบทเพลง เพื่อสร้างบรรยากาศตลอดการถ่ายทำ

โปรดักชั่นถ่ายทำกินเวลา 198 วัน (ระหว่างมีนาคม – ตุลาคม ค.ศ. 1923) ได้ฟุตเทจความยาว 446,103 ฟุต (135,972 เมตร) ประมาณ 85 ชั่วโมง! สำหรับเครดิตตัดต่อ เนื่องจากหนังมีหลากหลายฉบับมากๆ จึงสามารถแบ่งออกเป็น …

  • ต้นฉบับ 42 reel และ 24 reel (ต่างสูญหายหมดเกลี้ยง) โดย Erich von Stroheim และ Frank Hull
  • ฉบับ 18 reel (คาดว่าสูญหายเช่นกัน) ที่ได้รับการอนุมัติจาก von Stroheim ตัดต่อโดย Rex Ingram และ Grant Whytock
  • ฉบับ 10 reel ความยาว 135 นาที (หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน) ได้รับมอบหมายจากโปรดิวเซอร์ Irving Thalberg ตัดต่อโดย June Mathis และ Joseph W. Farnham
  • และฉบับบูรณะ ‘reconstruct’ เมื่อปี ค.ศ. 1999 ความยาว 239 นาที ตัดต่อโดย Glenn Morgan

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ John McTeague ตั้งเมื่อครั้นยังเป็นคนงานเหมืองทอง ณ Placer County, California แล้วมีโอกาสเดินทางไปฝึกงานกับหมอฟันยัง Polk Street, San Francisco จนสามารถเปิดคลินิกทันตกรรม แต่งงานกับ Trina Sieppe แต่หลังจากความโลภเข้าครอบงำ เข่นฆาตกรรมภรรยา หลบหนีกลับเหมืองทอง และมุ่งหน้าต่อสู่หายนะ Death Valley, Eastern California

  • อารัมบท ณ Placer County, California
    • แนะนำตัวละคร McTeague ทำงานในเหมืองทอง
    • มารดาพยายามโน้มน้าวหมอฟัน Dr. “Painless” Potter ให้รับบุตรชายไปฝึกงาน
  • ชีวิตใน Polk Street, San Francisco
    • McTeague หลังมีประสบการณ์ทำฟัน สามารถเปิดคลินิกทันตกรรม
    • Schouler พาลูกพี่ลูกน้องที่แอบชื่นชอบ Trina มารักษาฟันยังคลินิกของเพื่อนสนิท
    • McTeague แอบชื่นชอบ Trina พูดบอกกับ Schouler จนยินยอมหลีกทาง
    • McTeague เกี้ยวพาราสี Trina จนกำลังจะได้แต่งงาน แล้วบังเอิญว่าเธอถูกรางวัลล็อตเตอรี่ $5,000 เหรียญ
  • ชีวิตหลังจาก Trina ถูกรางวัลล็อตเตอรี่ $5,000 เหรียญ
    • Schouler แสดงความอิจฉาริษยาต่อ McTeague และ Trina
    • หลังแต่งงาน Trina ปฏิเสธให้เงินสักแดงกับ McTeague
    • Schouler ตัดสินใจร่ำลาเพื่อไปทำฟาร์มปศุสัตว์ แต่ก็แอบทรยศหักหลัง McTeague ทำให้คลินิกถูกสั่งปิด
    • McTeague ที่ไม่สามารถหางานทำ เลยลักขโมยเงินเก็บของ Trina
  • ขีดสุดของความละโมบโลภมาก
    • เมื่อเงินหมด McTeague หวนกลับหา Trina แต่เธอปฏิเสธขันแข็ง เลยถูกเขาเข่นฆาตกรรม
    • McTeague หลบหนีกลับมายังเหมืองขุดทอง แต่ทำได้ไม่ได้ต้องเดินทางสู่ Death Valley
    • Schouler ได้ยินข่าวคราวของ McTeague อาสาเข้าร่วมคณะไล่ล่า ก่อนปลีกตัวออกมาเพื่อติดตามสู่ Death Valley
    • และอดีตสองเพื่อนรัก(หักเหลี่ยมโหด) ก็เผชิญหน้ากันยัง Death Valley

ลีลาการตัดต่อของหนังอาจทำให้หลายคนครุ่นคิดถึงทฤษฎี ‘Soviet Montage’ แต่ถ้าดูจากปีที่สร้าง ค.ศ. 1923-24 ก็น่าจะตระหนักว่าเป็นไปไม่ได้ ซึ่งภาพยนตร์ที่ผกก. von Stroheim รับอิทธิพลมานั้นคือผลงานผู้กำกับ D. W. Griffith ตั้งแต่ The Birth of a Nation (1915) และ Intolerance (1916) ต่างหากละ!

(ทฤษฎี ‘Soviet Montage’ ของ Lev Kuleshov, Sergei Eisenstein ล้วนได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ของผู้กำกับ D. W. Griffith ทั้งนั้นนะครับ)

  • ระหว่าง McTeague พูดบอกกับ Schouler ถึงความรู้สึกที่มีต่อ Trina จะมีขณะหนึ่งที่เพื่อนรักเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง พบเห็นผู้คน ท้องทะเล แล้วตัดกลับมา (นั่นคือลักษณะหนึ่งของ ‘Montage’ นะครับ)
  • ฉากที่ Schouler พูดร่ำลา McTeague & Trina แต่กลับตัดสลับไปมาพบเห็นเจ้าเหมียวกำลังจ้องกระโจนใส่กรงนก (บอกใบ้ว่ามันมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง)
  • อีกซีนที่ผมค่อนข้างชอบคือตอนจบ McTeague จับจ้องมองกุญแจมือ ตัดไปเหรียญทอง กระติกน้ำ และกรงนก (ใครรู้จัก Kuleshov effect ก็น่าจะมักคุ้นเป็นอย่างดี)

นอกจากนี้หนังเต็มไปด้วยลูกเล่นระหว่างการเปลี่ยนซีน (Film Transition) ไม่ใช่แค่ Iris Shot แบบเดียวกับ Foolish Wives (1922) แต่ยังมีเลื่อนซ้าย-ขวา ประกบบน-ล่าง ภาพเบลอ-ชัด เฟดเข้า-ออก ฯ ล้วนเพื่อสร้างสัมผัสหายนะ หวาดสะพรึง ตัวละครกำลังติดกับดักในความละโมบโลภมากของตนเอง

The iris is a very powerful device. It can be used to create a sense of mystery, suspense, or even violence. In Greed, I used it to create a sense of claustrophobia and despair. I wanted the audience to feel trapped in the world of the film, just as the characters were trapped by their own greed.

Film transitions are like punctuation marks. They help to create rhythm and flow in the film. They can also be used to create a sense of time passing. In Greed, I used a variety of film transitions to create a rich and textured film experience.

Erich von Stroheim

โลภ มาจากภาษาบาลี ลุภฺ คืออาการเป็นเหตุให้อยากได้, ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยราชสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้นิยาม (น.) ความอยากได้ไม่รู้จักพอ, อันจะก่อให้เกิดความเศร้าหมองของจิต ทำให้บุคคลแสวงหาสิ่งที่ต้องการในทางทุจริต แสดงอกุศลทางกาย-วาจา

สาเหตุของความโลภ เกิดได้ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก

  • ปัจจัยภายใน เกิดจากสภาพจิตใจที่เศร้าหมองขุ่นมัว ลุ่มหลงมึนเมา โดยโมหะคือสาเหตุให้เกิดความโลภ เนื่องมาจากการตรึกนึกคิดของตนเองด้วยความอยากได้ เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ (การไม่รู้จักคิด, การพิจารณาโดยแยบคาย ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง)
  • ปัจจัยภายนอก เกิดจากกามคุณที่เป็นรูปมากระตุ้น ในเวลาที่มีเหตุปัจจัยพร้อม ทำให้บุคคลกระทำทุจริตทางกาย-วาจา โดยมีตัณหาเป็นกำลังสนับสนุนจูงใจ

ภาพยนตร์เรื่อง Greed (1924) พยายามนำเสนออิทธิพลจาก ‘ปัจจัยภายนอก’ สภาพแวดล้อมรอบข้าง บางสิ่งอย่าง(เงิน)กระตุ้นตัวละครให้เกิดความลุ่มหลง (โมหะ) จนเกิดความละโมบโลภมาก (โลภะ) ไม่สามารถปล่อยปละละวาง ผ่อนคลายอารมณ์ ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ จนเกิดความโกรธรังเกียจ (โทสะ) และแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง

เพราะมีความโง่จึงไปหลงใน “ประโยชน์ส่วนเกิน” หลงแล้วมันก็โลภ โลภแล้วไม่ได้อย่างใจมันก็โกรธ มันก็เวียน โลภ-โกรธ-หลง กันอยู่นี่

พุทธทาสภิกขุ

เงินทอง ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์เกิดความโลภ-โกรธ-หลงนะครับ คน-สัตว์-สิ่งข้าวของ อำนาจ ความสำเร็จ พึงพอในรูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส จริงๆยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วน ไม่เช่นนั้นจะถูกจัดเป็นสาม ‘กิเลสใหญ่’ ได้อย่างไร! แต่ภาพยนตร์ Greed (1924) ใช้เหตุการณ์ถูกรางวัลล็อตเตอรี่ 5,000 เหรียญ มาเป็นชนวนเหตุแห่งความโลภในสามมุมมอง

  • Trina Sieppe เพราะเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะยากจน จึงตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของเงิน การถูกรางวัลล็อตเตอรี่เลยทำให้เธอรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มเกิดอาการหึงหวง หวาดระแวง แสดงพฤติรรมตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ต้องการให้ใครมาแก่งแย่งเงินทองของตนเอง
  • John McTeague สามีของ Trina ถือว่าเป็นบุคคลใกล้ชิด ไม่ได้อิจฉาอะไรภรรยา (เพราะเงินของเธอก็คือเงินของฉัน) แต่รำคาญพฤติกรรมตระหนี่ถี่เหนียว ขอเงินไม่เคยได้ กลับยังเรียกร้องโน่นนี่นั่น สร้างความอึดอัดอั้น รู้สึกไม่พึงพอใจ เลยใช้ความรุนแรงกระทำร้ายร่างกาย
    • ในกรณีของ McTeague ความลุ่มหลงในเงินๆทองๆ สามารถมองว่าคือสัญลักษณ์อำนาจในครอบครัว (power and control) เพราะยุคสมัยนั้นบุรุษคือช้างเท้าหน้า ผู้หาเงินเข้าบ้าน แต่หลังจากภรรยาถูกล็อตเตอรี่ คลินิกโดนสั่งปิด มันจึงทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย ขาดความเชื่อมั่น (insecure) เลยใช้ความรุนแรงเพื่อทวงคืนบทบาททางเพศของตนเอง
  • Marcus Schouler ยินยอมหลีกทางให้ McTeague แต่งงานกับ Trina แต่หลังจากเธอถูกรางวัลล็อตเตอรี่ เขากลับเกิดอาการอิจฉาริษยา ครุ่นคิดว่าถ้าไม่เสียสละให้เพื่อนครั้งนั้น วันนี้ฉันคงมีเงินสุขสบาย ไม่ต้องดิ้นรนทนทุกข์ยากลำบาก และเมื่อได้ยินข่าวฆาตกรรม ก็บังเกิดอาการโกรธแค้นเลือดขึ้นหน้า ต้องการเข่นฆ่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

จริงๆยังอีกสองมุมมองที่ถูกตัดออกในฉบับของ Irving Thalberg แต่ได้รับการเพิ่มเติมกลับเข้ามาในฉบับ ‘reconstruct’ ประกอบด้วย

  • เรื่องราวคู่รักคนเก็บขยะ Zerkow และ Maria Miranda Macapa ทั้งสองไม่ได้มีสัมพันธ์อะไรกับตัวละครหลักทั้งสาม (เพียงฝ่ายหญิงเป็นผู้ขายล็อตเตอรี่ถูกรางวัลให้กับ Trina) แต่กลับเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เพียงเพ้อใฝ่ฝันถึงเงินๆทองๆ จนเกิดภาพหลอน หลอกตนเอง คลุ้มคลั่งเสียสติแตก
    • แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของความโลภ สามารถบังเกิดกับมนุษย์ทุกระดับ ทุกชนชั้น ถ้าไม่รู้จักควบคุมตนเอง ก็อาจถูกกลืนกิน มีสภาพไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน
  • เรื่องราวของสองผู้เฒ่า Charles W. Grannis และ Miss Anastasia Baker คุณปู่นำเงินเก็บ $5,000 เหรียญ สู่ขอแต่งงานคุณยาย แล้วพวกเขาก็เลือกใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข
    • ผู้เฒ่าทั้งสองไม่ใช่ว่าไม่มีความโลภ แต่เพราะพวกเขาพานผ่านอะไรๆมามาก เข้าใจในสัจธรรมแห่งชีวิต อายุมากแล้วเงินๆทองๆสะสมไว้ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าไม่ใช้วันนี้แล้วพรุ่งนี้ตายไปคงรู้สึกสูญเสียดาย การได้มีใครบางคนเคียงข้างกาย ดูแลกันและกัน นั่นสามารถเติมเต็มความต้องการของจิตใจ

ผู้กำกับ von Stroheim เคยมีชีวิตวัยเด็กยากจนข้นแค้น ต้องอดรนทนทุกข์ยากลำบาก จึงมีความเพ้อใฝ่ฝันต้องการครอบครองเป็นเจ้าของทุกสิ่งอย่าง! พอเติบโตขึ้นมีอาชีพการงาน ก็ใช่ว่าจะกินหรูอยู่สบายโดนพลัน จึงพยายามมองหาหนทาง ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อดำเนินตามความฝันนั้น จนกระทั่งพบเจอวงการภาพยนตร์ Intolerance (1916) คือต้นแบบอย่างความ ‘extravagant’ ใช้ข้ออ้างของบประมาณจากสตูดิโอ สรรค์สร้างสิ่งตอบสนองกิเลสตัณหา เติมเต็มความละโมบโลภมากของตนเอง

I’m a greedy bastard. I’ve always been a greedy bastard. I’ve always wanted more. I’ve always wanted the best. I’ve always wanted to be the best. And I’ve always been willing to do whatever it takes to get it.

Erich von Stroheim

จริงอยู่ว่า von Stroheim เป็นผู้กำกับที่พยายามฉกฉวยโอกาสกับสตูดิโอ เพื่อตอบสนองความละโมบโลภมากของตนเอง แต่สวรรค์/นรกก็ส่งเจ้ากรรมนายเวร Irving Thalberg มาเพื่อโต้ตอบเอาคืน ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เกิดประสิทธิผลสูงสุด! … ยิ่งกว่าผู้กำกับที่มีความโลภในการสรรค์สร้างผลงาน ก็คือโปรดิวเซอร์ นายทุน สตูดิโอภาพยนตร์ สนเพียงเงินๆทองๆ ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อได้รับส่วนแบ่งกำไรกลับเข้ากระเป๋า เท่านั้นเอง!

สาระข้อคิดที่ผู้กำกับ von Stroheim ต้องการนำเสนอจาก Greed (1924) ก็คืออารมณ์ ‘lust of gold’ ความโลภในเงินทอง คือสิ่งทำให้มนุษย์ไขว้เขว สูญเสียจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ ทำลายมิตรภาพผองเพื่อน รวมถึงความสัมพันธ์ครอบครัว และอีกเป้าหมายก็คือการโจมตี ‘American Dream’ ความเพ้อฝันที่มีพื้นฐานจากความโลภ ย่อมนำพาชีวิตสู่หายนะอย่างแน่นอน!


ผกก. von Stroheim จัดฉายต้นฉบับ Greed (1924) ความยาว 42 reel (8-9 ชั่วโมง) ช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 1924 ให้กับผองเพื่อนมิตรสหายที่เชิญมาจำนวน 12 คน ประกอบด้วย Harry Carr, Rex Ingram, Aileen Pringle, Carmel Myers, Idwal Jones, Joseph Jackson, Jack Jungmeyer, Fritz Tidden, Welford Beaton, Valentine Mandelstam, Jean Bertin (เหมือนจะขาดหายไปคนหนึ่ง ไม่รู้นับรวมผกก. Stroheim ด้วยหรือไร)

บางแหล่งข่าวถกเถียงกันว่า ‘director’s cut’ จำนวน 42 reel เป็นแค่เพียง ‘rough cut’ เพราะผกก. von Stroheim ยังทำการตัดต่อจนได้ฉบับ 24 reel แล้วมอบหมายให้ Rex Ingram และ Grant Whytock ช่วยหั่นเล็มฉากอื่นๆจนเหลือความยาว 18 reel เป็นปริมาณที่เพียงพอรับไหว

แต่การมาถึงของโปรดิวเซอร์ Irving Thalberg ไม่แยแสฉบับตัดต่อใดๆ มอบหมายให้ June Mathis
และ Joseph W. Farnham หั่นโน่นนี่นั่นจนเหลือความยาว 10 reel (135 นาที) ออกฉายรอบปฐมทัศน์ยัง Cosmopolitan Theatre ณ Columbus Circle, New York City เสียงตอบรับค่อนข้างย่ำแย่ แถมสตูดิโอก็ไม่ค่อยอยากประชาสัมพันธ์หนังสักเท่าไหร่

[If] a contest were to be held to determine which has been the filthiest, vilest, most putrid picture in the history of the motion picture business, I am sure that Greed would win.

นักวิจารณ์จาก Harrison’s Report

Greed is a long, dull, and depressing film that offers no hope for humanity. It is a picture that will undoubtedly be talked about for a long time, but it is doubtful if it will ever be seen by many people. The reason for this is that it is so long and so depressing that it is practically unendurable.

นักวิจารณ์ Mordaunt Hall จากนิตยสาร The New York Times

ด้วยทุนสร้าง $665,603 เหรียญ (แม้ไม่ถึง $1 ล้านเหรียญแบบ Foolish Wives (1922) แต่ยุคสมัยนั้นถือว่าสูงมากๆ แถมไม่มีดาราดังอีกต่างหาก) สามารถทำเงินได้เพียง $274,827 เหรียญ ถือว่าขาดทุนย่อยยับเยิน! โชคยังดีที่ผลงานของ von Stroheim เรื่องถัดไป The Merry Widow (1925) บังเอิ้ญประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม หักลบกลบหนี้เลยไม่ทำให้สตูดิโอ MGM ต้องล้มละลาย

การติดอันดับ 6 ชาร์ท Brussels World’s Fair’s international poll เห็นว่าคือจุดเริ่มต้นในการพยายามขุดคุ้ยค้นหาฟีล์มต้นฉบับที่สูญหาย แต่ก็พบเจอเพียงบทหนังพร้อมภาพนิ่ง นำมารวบรวมตีพิมพ์หนังสือ, จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1999 นักบูรณะ Rick Schmidlin นำเอาภาพนิ่งเหล่านั้นเข้ามาแทรกแซม แปะติดปะต่อ ‘reconstruct’ ให้สอดคล้องตามบทหนัง ตัดต่อโดย Glenn Morgan ความยาว 239 นาที กลายเป็นฉบับครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด! ออกฉายรอบปฐมทัศน์ยัง Telluride Film Festival

This revelatory four-hour version of Erich von Stroheim’s “Greed” represents a triumph of film restoration. An enormously successful attempt to rehabilitate one of the two or three most celebrated and mourned mutilated masterpieces in cinema history, Rick Schmidlin’s loving work of scholarly craftsmanship can’t perform the impossible feat of bringing the 1924 adaptation of Frank Norris’ “McTeague” fully back to life. But it does the next best thing by vividly clarifying the film’s true dimensions and the staggering depth of its detail.

นักวิจารณ์ Todd McCarthy

เท่าที่ผมพยายามค้นหาข่าวคราวของหนัง ยังไม่พบเห็นการบูรณะ 4K (แต่เชื่อว่าน่าจะมีแนวโน้มสูงมากๆ) อีกทั้ง Home Video ยังมีแค่ DVD Edtion แต่สามารถหารับชมออนไลน์ได้ทาง Amazon Prime ไม่ก็ตามเว็บไซด์ archive.org และ youtube

การหวนกลับมารับชมหนังครานี้ เกิดความชื่นชอบหลงใหล ประทับใจ ตกหลุมรักคลั่งไคล้ (ชื่นชอบมากกว่า Foolish Wives (1922)) แม้รายละเอียดขาดๆหายๆ แต่สัมผัสได้ถึงความงดงาม ทรงคุณค่า ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา โดยเฉพาะความเป็นศิลปินของ Erich von Stroheim นำเอาความละโมบโลภมากของตนเอง มาสร้างบทเรียนสอนคุณธรรมที่โคตรๆทรงพลัง

ผมรู้สึกว่าส่วนขาดๆหายๆที่เพิ่มเติมเข้ามาในฉบับ ‘reconstruct’ แม้เป็นเพียงภาพนิ่ง แต่มีรายละเอียดที่ช่วยเติมเต็มเรื่องราวของหนังได้เป็นอย่างดี และวิธีการนำเสนอ(ด้วยการเอาภาพนิ่งมาขยับเคลื่อนไหว แพนนิ่ง ซูมมิ่ง) ไม่ทำให้สูญเสียอรรถรสในการรับชมแม้แต่น้อย! … ดูครั้งแรกอาจรู้สึกงุนงง น่าหงุดหงิด แต่รอบสองรอบสามจะค้นพบความชื่นชอบประทับใจขึ้นหลายๆเท่าตัวเลยละ!

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” พยายามตระหนักให้ได้ว่าความโลภคือหนึ่งในสามกิเลสใหญ่ อยากได้อยากมี อยากครอบครองเป็นเจ้า เมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้จิตหิวกระหาย กลายเป็นความร้อนรน กระเสือกกระสน อยู่ไม่เป็นสุข ละได้ด้วยการเสียสละ ให้ทาน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันในทางที่ชอบต่อกัน

จัดเรต 13+ กับความโลภของทุกๆตัวละคร

คำโปรย | Greed (1924) ความละโมบโลภมากของ Erich von Stroheim กลายมาเป็นโศกนาฎกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ละโมบโลภ


Greed

Greed (1924) hollywood : Erich von Stroheim ♥♥♥♡

(19/7/2016) หนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น Holy Grail แห่งโลกภาพยนตร์ เป็นหนังที่ไม่สมบูรณ์เหมือนรูปปั้น Venus de Milo แต่ได้รับการยกย่องว่าเป็น masterpiece, ผมเห็นด้วยว่า Greed คือหนังที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่สามารถตัดสินในสิ่งที่ไม่เห็นได้

เมื่อปี 1924 ผู้กำกับ Erich von Stroheim ได้เชิญคน 12 คน เพื่อชม Greed หนังความยาว 9 ชั่วโมง (462 นาที = 42 reel) ซึ่งหลังจากดูจบ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวว่าได้พบกับหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก แต่เนื่องจากสมัยนั้นเป็นไปไม่ได้จะฉายหนังความยาวขนาดนี้ Stroheim จึงต้องตัดทอนเรื่องราวออกไป จนเหลือความยาวแค่ 140 นาที นำออกฉาย, กับ 6 ชั่วโมงครึ่งที่ถูกตัดทิ้งไปนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นเหมือน Holy Grail ที่สูญหายไปตลอดกาล ไม่มีใครบนโลกนี้ได้มีโอกาสเห็นอีก

ในปี 1999 ได้มีนักกู้ฟีล์ม (restorer) Rick Schmidlin ค้นพบต้นฉบับ Shooting Script จำนวน 330 หน้าที่คิดว่าสูญหายไปแล้วของหนังเรื่องนี้ จึงได้ทำการตัดต่อหนังใหม่ ใส่ภาพ footage ที่ยังหลงเหลืออยู่ กลายมาเป็นหนังความยาว 239 นาที ที่มีเรื่องราวครบถ้วน ใกล้เคียงกับเวอร์ชั่น 9 ชั่วโมงมากที่สุด, เวอร์ชั่นนี้ได้รับการเปรียบเหมือนกับรูปปั้นหิน Venus de Milo ที่ถูกแกะสลักตั้งแต่สมัย Greek แต่ได้สูญเสียแขนทั้งสองข้างไป ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามที่สุดในความไม่สมบูรณ์แบบ (imperfection)

Venus de Milo

เวอร์ชั่นที่ผมได้ดู คือ 239 นาที เราสามารถสังเกตฉากที่มีการใส่เพิ่มเข้าไปสังเกตได้ง่าย คือทั้งหมดล้วนเป็นภาพนิ่ง มีคำบรรยายประกอบว่าเกิดอะไรขึ้น นี่มันเท่ากับเหมือนไม่ได้กู้อะไรของหนังเลยนะครับ แค่เป็นการเล่าเรื่องที่ของหนังผ่านภาพนิ่งเท่านั้น ส่วนภาพเคลื่อนไหวก็คงมาจากเวอร์ชั้นต้นฉบับฉายจริง, ถ้าคุณอยากจะเห็นเรื่องราว ‘ทั้งหมด’ ของหนังที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยมที่สุดในโลก ผมแนะนำให้ดูเวอร์ชั่นนี้นะครับ แต่ถ้าคุณแค่อยากดูหนังธรรมดาๆ หาเวอร์ชั่น 140 นาทีมาดูน่าจะดีกว่า ไม่เสียเวลาด้วย หรือจะดูเวอร์ชั่น 4 ชั่วโมงแบบเร่งความเร็ว ไม่ต้องกลัวดูไม่รู้เรื่องนะครับ ครึ่งหนึ่งของหนังเป็นภาพนิ่ง เร่งความเร็วไปอรรถรสไม่เปลี่ยนเลย

ผมเป็นคนประเภทพูดในสิ่งที่เห็น ถ้าไม่ได้เห็นทั้งหมดจะไปเหมารวมว่ามันดีเลวได้อย่างไร สิ่งที่ผมจะวิจารณ์ในบทความนี้ จึงครอบคลุมเฉพาะกับสิ่งที่เห็นในหนังเท่านั้น, อย่างรูปปั้น Venus de Milo ความสวยงามของมันคือความไม่สมบูรณ์แบบ ถ้ารูปปั้นนี้แขนไม่ได้ถูกทำลายไป ยังมีสภาพเดิมดังที่ผู้แกะสลักได้สร้างสรรค์ไว้ รูปปั้นนี้อาจไม่ได้มีความสวยงาม หรือได้รับการพูดถึง กล่าวขานมีชื่อเสียงเท่ากับตอนที่มันสูญเสียแขนไปก็เป็นได้, เช่นกันกับ Greed หนังเรื่องนี้มีแนวโน้มที่จะยอดเยี่ยมดั่งคำที่คน 12 คนกล่าวชื่นชมยกย่องไว้ แต่สิ่งที่มันสูญหายไปแล้วไม่มีทางหวนกลับคืนมาได้ บางทีมันอาจไม่ได้ยอดเยี่ยมจริงดั่งคำที่ว่าไว้ก็ได้

Erich von Stroheim (1885 – 1957) ผู้กำกับ นักแสดงและโปรดิวเซอร์ เกิดที่ Austrian อพยพมาอยู่ American เมื่อปี 1909, เขาเคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ D. W. Griffith ในหนังเรื่อง Intolerance (1916) จากนั้นก็เริ่มอาชีพเป็นผู้กำกับหนังเงียบ มีผลงานดังๆอย่าง Foolish Wives (1922), Merry-Go-Round (1923) ฯ หลังจาก hollywood เปลี่ยนมาเป็นยุคหนังพูด เขาก็ไม่เคยกำกับหนังอีกเลย รับแต่งานแสดงเท่านั้น ผลงานที่ดังๆอาทิ La Grande Illusion (1937) ของ Jean Renior ในบท Captain von Rauffenstein และ Sunset Boulevard (1950) ในบท Maximillian “Max” von Mayerling ที่ทำให้ได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Supporting Actor

Greed ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง McTeague: A Story of San Francisco เขียนโดย Frank Norris ตีพิมพ์เมื่อปี 1899 เคยมีการดัดแปลงเป็นหนังมาแล้วครั้งหนึ่งเรื่อง Life’s Whirlpool (1917) กำกับโดย Barry O’Neil ซึ่งฟีล์มหนังได้สูญหายไปแล้ว, Stroheim เคยอาศัยอยู่ใน San Francisco ช่วงต้นยุค 1910s ขณะย้ายมาอยู่อเมริกาใหม่ๆ นี่กระมังที่เป็นเหตุให้เขามีความสนใจเรื่องราวของนิยายเรื่องนี้, บทหนังที่ดัดแปลงโดย Stroheim ความยาว 330 หน้า มีรายละเอียดแน่นมาก ทั้งคำอธิบายการเคลื่อนไหวของกล้อง และท่าทางการเคลื่อนไหวของตัวละคร

เรื่องราวของ John McTeague คนงานเหมืองทอง โชคชะตาพลิกผันให้กลายเป็นหมอฟัน (dentist) ได้ตกหลุมรักแล้วแต่งงานกับ Trina หญิงสาวที่บังเอิญถูกหวยมูลค่า $5000 เหรียญ ชีวิตคู่ของทั้งสองทีแรกก็อยู่ด้วยกันอย่างราบรื่น แต่ Trina ค่อยๆถูกความโลภเข้าครอบงำจนไม่สนใจอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเงิน เช่นกันกับ McTeague ซึ่งทนเธอไม่ได้ จึงฆ่าลักทรัพย์ ขโมยเงินหนีไปจนสุดขอบโลก

Greed ถือเป็นหนังที่มีเรื่องราวเศร้าสลด (Tragedy) นำเสนอการเปลี่ยนไปของคนที่หลงใหลในเงินทอง จนไม่สนใจอะไรอื่นเลย กลายเป็นคนขี้เหนียว ตระหนี่ เห็นแก่ตัวถึงขนาดยอมเป็นคนจน อดมื้อกินมื้อ เพื่อเก็บสะสมเงินทองที่หายากเอาไว้ แต่กลับไม่ยอมเอาเงินที่ตนมีออกมาใช้, ผลกระทบของความโลภคือความอิจฉาริษยา จากเพื่อนกลายเป็นศัตรู จากคนเคยมีความเมตตากรุณากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว จากคู่รักกลายเป็นหย่าร้างและฆาตกรรม, ในเวอร์ชั่น 239 นาที ได้มีการเพิ่ม sub-plot ที่เป็นเรื่องราวของคู่รักอีก 2 คู่ 1) คู่รักที่แต่งงานกันเพราะฝ่ายชายคิดว่าฝ่ายหญิงรู้ที่ซ่อนสมบัติ แต่พอรู้ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นไม่มีจริง จึงฆ่าเธอและกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย, 2) คู่รักวัยชราที่อยู่อาศัยอยู่ห้องติดกันแต่ไม่คุยกัน (ชอบแอบฟังว่าเกิดอะไรในห้องของอีกฝ่าย) ทั้งคู่ตกหลุมรักกันและฝ่ายชายเปิดเผยว่าตนมีเงิน $5000 เหรียญ รวยเท่า Trina ที่ถูกหวย คุณปู่ขอคุณย่าแต่งงาน แล้วย้ายไปอยู่ชนบท อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขจนวันตาย (เป็นคู่รักเดียวที่ happy ending), เหตุที่ 2 เรื่องนี้ถูกตัดออกไป คงเพราะกินเวลาของหนังไปค่อนข้างมาก และไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อพล็อตหลักที่เป็น McTeague และ Trina (แค่คนที่มีห้องอยู่ติดกัน) แต่ 2 เรื่องนี้เป็น sub-plot ที่ช่วยเติมเต็มให้กับประเภทของความโลภ

นำแสดงโดย Gibson Gowland ในบท John McTeague เขาคือคนเดียวกับที่เล่นเป็นคนผิวสีใน The Birth of the Nation (1915), เดิมทีนั้น McTeague ก็ไม่ได้มีความหลงใหลในเงินทองมากนัก แม้หมอฟันจะไม่ใช่อาชีพที่ร่ำรวย แต่ก็พอให้เขามีงานทำ มีรายได้เลี้ยงชีพ แต่พอเขาถูกสั่งให้ปิดกิจการ (เพราะไม่มีใบปริญญารับรองวิชาชีพ) นั่นทำให้ชีวิตเขาตกต่ำลง ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ติดเหล้า นั่นทำให้เขาเห็นธาตุแท้ของภรรยาจนรับไม่ได้ ผมค่อนข้างเชื่อว่าเขาไม่ได้มีความตั้งใจฆ่าเธอ แต่เป็นการปลดปล่อยเธอจากความโลภ ซึ่งเขาจำต้องแบกรับเคราะห์กรรมนี้ จากเงินต้องคำสาปนี้ไปจนสุดขอบโลก

ZaSu Pitts รับบท Trina Sieppe ภรรยาของ McTeague, การแสดงของเธอในหนังเรื่องนี้ถือว่าสุดยอดมากๆ ทั้งสีหน้า ท่าทาง การเคลื่อนไหว ที่แรกๆก็ดูเหมือนคนปกติทั่วไป แต่เมื่อเริ่มถูกความโลภเข้าครอบงำ ร่ายการเริ่มซูบผม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เธอกลายเป็นเหมือนแม่มด เหมือนปีศาจ ขนาดว่าโปรยเงินทองลงบนเตียง แล้วแก้ผ้านอนกลิ้งเกลือกกับมัน จิตของเธอไม่ปกติเสียแล้ว นี่เป็นอาการของคนบ้า

Jean Hersholt รับบท Marcus Schouler จากเพื่อนรักกลายเป็นศัตรู, ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นคนรักของ Trina แต่เมื่อ McTeague ขอเขาเพราะเธอเป็นรักแรก Schouler ถึงกับยอมเสียสละได้เพื่อเพื่อนรัก แต่พอเมื่อ Trina ถูกหวยรางวัล $5000 เหรียญ กลับไม่ใช่เขาที่เป็นผู้โชคดี เขาจึงเริ่มแสดงธาตุแท้ของตนออกมา (เงินทองมีอิทธิพลมากกว่าผู้หญิง) เริ่มคิดเล็กคิดน้อย ทวงเงินแค่ไม่กี่สลึง ไปๆมาๆก็ถึงขั้นใส่ร้ายป้ายสี จบลงด้วยจะฆ่าแกงกัน, หมอนี่ไม่ถึงกับบ้านะครับ แต่ถูกความโลภเข้าสิงจนหน้ามืดตามัว (เหมือนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า กลัวจนขี้ขึ้นสมอง) สนอย่างเดียวแค่เงิน ไม่สนใจอะไรอย่างอื่นทั้งนั้น

จุดจบของ Schouler และ McTeague ตามล่ากันไปจนถึง Death Valley ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ เงินทองไม่ได้มีค่าอะไรในสถานที่แห่งนี้ กินไม่ได้ หนักก็หนัก ไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร และเงินเปื้อนเลือด เป็นจุดจบการเดินทางของทั้งคู่

Stroheim เป็นคนที่ได้ชื่อว่ามีความพิถีพิถันในความสมบูรณ์แบบ ใส่ใจในทุกรายละเอียด, ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีการสร้างฉากใดๆ ไปถ่ายยังสถานที่จริงทุกฉาก (realistic film) นี่ถือเป็นสิ่งที่ hollywood สมัยนั้นไม่นิยมทำกันนะครับ พวกเขามักสร้างฉากขึ้นมาในสตูดิโอ การไปถ่ายทำข้างนอกต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯ, ‘มันเป็นเรื่องของบรรยากาศ สีและความสมจริง ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในสตูดิโอ’ (It has atmosphere, color and realism that could not possibly have been reproduced in the studio.) ว่ากันว่านี่เป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่ทุกฉากถ่ายในสถานที่จริง เปิดกล้องที่ San Francisco เมื่อ 13 มีนาคม 1923 ได้งบจาก MGM 347,000 ดอลลาร์

โดยปกติถ้ามีถ่ายฉากทะเลทราย จะไปถ่ายที่ Oxnard ทางตอนเหนือของ Los Angeles แต่เพราะ Death Valley ในบทหนังต้องไม่มีถนน โรงแรม ปั้มน้ำมัน แต่ประกอบด้วย แมงมุม (tarantulas), แมงป่อง และงูหางกระดิ่ง ซึ่งสถานที่ที่หนังไปถ่ายนั้น อยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่ 100 ไมล์ (160 กิโลเมตร), ใช้เวลาถ่ายฉากนี้กินเวลา 2 เดือนในช่วงกลางฤดูร้อน ด้วยอุณหภูมิสูงเฉลี่ยถึง 51 องศาเซลเซียส กล้องที่ใช้ถ่ายต้องเอาผ้าชุบน้ำประกบ ได้ยินว่า Hersholt (ที่รับบท Schouler) น้ำหนักลดลงไปถึง 27 ปอนด์ ถ่ายเสร็จล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลเพราะความอ่อนล้า ทีมงาน 43 คน มี 14 คนล้มป่วยต้องส่งกลับ Los Angeles, ในฉากที่ McTeague กับ Schouler สู้กัน ผู้กำกับ Stroheim ตะโกนบอกทั้งสองว่า ‘สู้กัน เกลียดกันให้มากเท่าที่พวกนายเกลียดฉัน’ (Fight, fight! Try to hate each other as you both hate me!)

ถ่ายภาพโดย Ben F. Reynold และ William H. Daniels คนหลังเคยได้ Oscar สาขา Best Cinematography, Black-and-White จากหนังเรื่อง The Naked City (1949), แม้หนังเรื่องนี้แทบจะไม่ได้มีการเคลื่อนไหวกล้องเลย แต่มีการทำ Deep-Focus (แบบเดียวกับ Citizen Kane) ในฉากแต่งงานของ McTeague และ Trina ที่เราจะเห็นข้างนอกหน้าต่าง มีการเดินขบวนอะไรบางอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน, คนส่วนใหญ่จะคิดว่า Deep-Focus Shot เกิดขึ้นกับ Citizen Kane เป็นครั้งแรก แต่ความจริงแล้ว Greed นี่แหละครับที่เป็นเรื่องแรก และเป็นแรงบันดาลใจให้ Citizen Kane ด้วย

เหตุที่เราเห็นภาพเหรียญสีทองหรือฟันทอง ผมคิดว่าผู้กำกับใช้วิธีทาสีลงบนแผ่นฟีล์มทีละภาพ เวลาฉายผ่านเครื่องฉายจึงมองเห็นเป็นสีเฉพาะที่อยากให้เห็น นี่เป็นการกระทำที่ใช้ความทุ่มเทมากๆนะครับ เพราะไม่รู้กี่เฟรมที่ต้องทาสี ใน 1 วินาทีอย่างน้อยก็ 16 รูปแล้ว (หนังเงียบสมัยก่อนความเร็วของเครื่องฉายอยู่ที่ 16 fps)

การตัดต่อ ในเวอร์ชั่นของ Stroheim เขาชอบวิธีการที่เรียกว่า Soviet-style ใช้การตัดสลับภาพ mid-shot กับ close-up แทบการใช้ long-takes ซึ่งในหนังมีเพียงฉากเดียวเท่านั้นที่ไม่มีการตัด คือขณะ Schouler โกรธ McTeague และทำลายกล้องยาสูบ

นอกจากเงินหรือทองแล้ว หนังยังมีการใช้สัญลักษณ์จำพวกสัตว์ (Animal Symbolism) ที่เห็นชัดๆก็คือนกสองตัวในกรง ซึ่งเปรียบได้กับ McTeague และ Trina ในความหมายของมัน ผมถือว่านี่ถือเป็นของขวัญแต่งงานที่ชั่วร้ายที่สุดเลยนะครับ นกในกรง ถูกคุมขังขาดอิสระเสรี  (ไปงานแต่งใคร อย่าให้ของขวัญเป็นนกสองตัวอยู่ในกรงเด็ดขาดนะครับ!) กว่า McTeague จะยอมปล่อยนกออกจากกรง ก็ตอนจบโน่นเลย จูบลาแล้วถึงปล่อยเป็นอิสระ แทนการจากลาด้วยความตาย, แมว มีฉากหนึ่งที่เหมือนมันสนใจนกสองตัวที่อยู่ในกรง เดินย่องเงียบๆ หาจังหวะแล้วกระโจนใส่ เปรียบแมวขี้อิจฉาได้กับ Schouler การกระทำของเขาเป็นแบบเงียบๆ แต่หวังถึงตาย

ฉากงานเลี้ยงหลังจากงานแต่งงาน เราจะเห็นหนังนำเสนอความมูมมาม ตะกระตะกรามของคนขณะกินอาหาร เหมือนหมูเหมือนหมา ถือเป็นความโลภอีกประเภทหนึ่งนะครับ

หนังถ่ายทำเสร็จเมื่อ 6 ตุลาคม 1923 รวมเวลา 198 วัน ได้ฟุตเทจ 446,103 ฟุต (135,972 เมตร) คำนวณเป็นเวลาได้ 85 ชั่วโมง

ตอนหนังฉากครั้งแรก แทบทั้งนั้นจะเป็นคำวิจารณ์ในแง่ลบ เพราะความสกปรกโสโครก ชั่วช้าสามานย์ของตัวละครและเรื่องราว นี่เป็นสิ่งที่คนสมัยนั้นรับไม่ได้ คือไม่ยอมรับความจริง ซึ่งหนังทำเงินจากการฉายได้แค่ $274,827 เหรียญ ขาดทุนย่อยยับ

เมื่อเวลาผ่านไป จากการจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลครั้งแรก ใน Brussels World’s Fair เมื่อปี 1958 หนังเรื่อง Greed ติดอันดับ 6 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ซึ่งการจัดอันดับล้วนมาจากผู้กำกับดังๆ คนที่ทำงานในวงการภาพยนตร์

  • Joseph von Sternberg กล่าวว่า ‘พวกเราทั้งหลายได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่อง Greed’ (We were all influenced by Greed)
  • Jean Renoir เรียกหนังเรื่องนี้ว่า ‘ภาพยนตร์แห่งภาพยนตร์’ (the film of films)
  • Ernst Lubitsch เรียก Stroheim ว่านักประพันธ์หนึ่งเดียวของภาพยนตร์ (the only true ‘novelist'” in films)

สำหรับ Stroheim ในปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ‘ในหนังทั้งหมดของฉัน มีเพียง Greed เป็นหนังที่เขาทำด้วยความปรารถนาที่สุด มีคุณค่าที่สุด’ (of all my films, only Greed was a fully realized work, only Greed had a total validity.)

ข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ค่อนข้างชัดมากนะครับ ‘ความโลภไม่เข้าใครออกใคร’ เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด คนได้ดูหนังเรื่องน่าจะมีทัศนคติบางอย่างต่อความโลภที่เปลี่ยนไป เห็นว่ามันมีความน่ากลัว ขยะแขยง น่ารังเกียจ แต่จะทำยังไงไม่ให้เรากลายเป็นคนแบบนั้น หนังไม่ได้บอกไว้ แต่คิดเองก็น่าจะคิดได้ ก็แค่ อย่ากลายเป็นคนโลภ

นี่เป็นหนังที่ไร้ที่ติ หนึ่งในหนังเงียบที่ดีที่สุดในโลก แม้จะมีความไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง เหตุผลเดียวที่ผมต้องลดคะแนนหนังเรื่องนี้ คือความพยายามที่จะทำให้หนังสมบูรณ์ที่สุด, นี่ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลย เพราะความสวยงามของ Greed คือความไม่สมบูรณ์ ซึ่งการพยายามต่อเติมทำให้มันสมบูรณ์นั้น ผลลัพท์ที่ได้กลับทำให้หนังเลวร้ายลง, ผมไม่ชอบเลยกับการนั่งดูภาพนิ่งอย่างเดียวที่ทำให้เวลาหนังเพิ่มขึ้น 2 ชั่วโมง แม้หนังพยายามทำให้เราไม่เบื่อด้วยการซูมเข้าซูมออก เลื่อนซ้ายเลื่อนขวา แต่ผมกลับกด Fast Forward ทุกฉากที่เป็นภาพนิ่ง มันเป็นความอึดอัด เบื่อหน่าย เกิดความไม่ต่อเนื่องทางความคิด อารมณ์, ผมมารู้ทีหลังว่ามีเวอร์ชั่น 140 นาที ซึ่งคิดว่าถ้าผมได้ดูเวอร์ชั่นนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะชอบมากกว่านี้ และคงไม่หักคะแนนใดๆในความไร้ที่ติของหนังเรื่องนี้

ถ้าคุณแค่อยากดู Greed แนะนำให้หาเวอร์ชั่น 140 นาทีมาดูก่อนนะครับ แล้วถ้าเกิดความชื่นชอบ ประทับใจ ค่อยหาเวอร์ชั่น 239 นาทีมาดูเพื่อเติมเต็มอรรถรสและเรื่องราว

แนะนำหนังกับคนทำงานสายภาพยนตร์, คอหนังเงียบ, ชอบความสมบูรณ์แบบ เรื่องราวแฝงแนวคิดลึกซึ้ง และบันทึกภาพประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ผู้คน

จัดเรต 15+ เพราะความโลภ และภาพของคนโลภอันน่าขยะแขยง น่ารังเกียจ

TAGLINE | “Greed ของ Erich von Stroheim คือ หนังที่สมบูรณ์แบบในความไม่สมบูรณ์”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE 

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: