Greed (1924)

Greed

Greed (1924) hollywood : Erich von Stroheim ♥♥♥♡

หนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น Holy Grail แห่งโลกภาพยนตร์ เป็นหนังที่ไม่สมบูรณ์เหมือนรูปปั้น Venus de Milo แต่ได้รับการยกย่องว่าเป็น masterpiece, ผมเห็นด้วยว่า Greed คือหนังที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่สามารถตัดสินในสิ่งที่ไม่เห็นได้

เมื่อปี 1924 ผู้กำกับ Erich von Stroheim ได้เชิญคน 12 คน เพื่อชม Greed หนังความยาว 9 ชั่วโมง (462 นาที = 42 reel) ซึ่งหลังจากดูจบ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวว่าได้พบกับหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก แต่เนื่องจากสมัยนั้นเป็นไปไม่ได้จะฉายหนังความยาวขนาดนี้ Stroheim จึงต้องตัดทอนเรื่องราวออกไป จนเหลือความยาวแค่ 140 นาที นำออกฉาย, กับ 6 ชั่วโมงครึ่งที่ถูกตัดทิ้งไปนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นเหมือน Holy Grail ที่สูญหายไปตลอดกาล ไม่มีใครบนโลกนี้ได้มีโอกาสเห็นอีก

ในปี 1999 ได้มีนักกู้ฟีล์ม (restorer) Rick Schmidlin ค้นพบต้นฉบับ Shooting Script จำนวน 330 หน้าที่คิดว่าสูญหายไปแล้วของหนังเรื่องนี้ จึงได้ทำการตัดต่อหนังใหม่ ใส่ภาพ footage ที่ยังหลงเหลืออยู่ กลายมาเป็นหนังความยาว 239 นาที ที่มีเรื่องราวครบถ้วน ใกล้เคียงกับเวอร์ชั่น 9 ชั่วโมงมากที่สุด, เวอร์ชั่นนี้ได้รับการเปรียบเหมือนกับรูปปั้นหิน Venus de Milo ที่ถูกแกะสลักตั้งแต่สมัย Greek แต่ได้สูญเสียแขนทั้งสองข้างไป ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามที่สุดในความไม่สมบูรณ์แบบ (imperfection)

Venus de Milo

เวอร์ชั่นที่ผมได้ดู คือ 239 นาที เราสามารถสังเกตฉากที่มีการใส่เพิ่มเข้าไปสังเกตได้ง่าย คือทั้งหมดล้วนเป็นภาพนิ่ง มีคำบรรยายประกอบว่าเกิดอะไรขึ้น นี่มันเท่ากับเหมือนไม่ได้กู้อะไรของหนังเลยนะครับ แค่เป็นการเล่าเรื่องที่ของหนังผ่านภาพนิ่งเท่านั้น ส่วนภาพเคลื่อนไหวก็คงมาจากเวอร์ชั้นต้นฉบับฉายจริง, ถ้าคุณอยากจะเห็นเรื่องราว ‘ทั้งหมด’ ของหนังที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยมที่สุดในโลก ผมแนะนำให้ดูเวอร์ชั่นนี้นะครับ แต่ถ้าคุณแค่อยากดูหนังธรรมดาๆ หาเวอร์ชั่น 140 นาทีมาดูน่าจะดีกว่า ไม่เสียเวลาด้วย หรือจะดูเวอร์ชั่น 4 ชั่วโมงแบบเร่งความเร็ว ไม่ต้องกลัวดูไม่รู้เรื่องนะครับ ครึ่งหนึ่งของหนังเป็นภาพนิ่ง เร่งความเร็วไปอรรถรสไม่เปลี่ยนเลย

ผมเป็นคนประเภทพูดในสิ่งที่เห็น ถ้าไม่ได้เห็นทั้งหมดจะไปเหมารวมว่ามันดีเลวได้อย่างไร สิ่งที่ผมจะวิจารณ์ในบทความนี้ จึงครอบคลุมเฉพาะกับสิ่งที่เห็นในหนังเท่านั้น, อย่างรูปปั้น Venus de Milo ความสวยงามของมันคือความไม่สมบูรณ์แบบ ถ้ารูปปั้นนี้แขนไม่ได้ถูกทำลายไป ยังมีสภาพเดิมดังที่ผู้แกะสลักได้สร้างสรรค์ไว้ รูปปั้นนี้อาจไม่ได้มีความสวยงาม หรือได้รับการพูดถึง กล่าวขานมีชื่อเสียงเท่ากับตอนที่มันสูญเสียแขนไปก็เป็นได้, เช่นกันกับ Greed หนังเรื่องนี้มีแนวโน้มที่จะยอดเยี่ยมดั่งคำที่คน 12 คนกล่าวชื่นชมยกย่องไว้ แต่สิ่งที่มันสูญหายไปแล้วไม่มีทางหวนกลับคืนมาได้ บางทีมันอาจไม่ได้ยอดเยี่ยมจริงดั่งคำที่ว่าไว้ก็ได้

Erich von Stroheim (1885 – 1957) ผู้กำกับ นักแสดงและโปรดิวเซอร์ เกิดที่ Austrian อพยพมาอยู่ American เมื่อปี 1909, เขาเคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ D. W. Griffith ในหนังเรื่อง Intolerance (1916) จากนั้นก็เริ่มอาชีพเป็นผู้กำกับหนังเงียบ มีผลงานดังๆอย่าง Foolish Wives (1922), Merry-Go-Round (1923) ฯ หลังจาก hollywood เปลี่ยนมาเป็นยุคหนังพูด เขาก็ไม่เคยกำกับหนังอีกเลย รับแต่งานแสดงเท่านั้น ผลงานที่ดังๆอาทิ La Grande Illusion (1937) ของ Jean Renior ในบท Captain von Rauffenstein และ Sunset Boulevard (1950) ในบท Maximillian “Max” von Mayerling ที่ทำให้ได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Supporting Actor

Greed ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง McTeague: A Story of San Francisco เขียนโดย Frank Norris ตีพิมพ์เมื่อปี 1899 เคยมีการดัดแปลงเป็นหนังมาแล้วครั้งหนึ่งเรื่อง Life’s Whirlpool (1917) กำกับโดย Barry O’Neil ซึ่งฟีล์มหนังได้สูญหายไปแล้ว, Stroheim เคยอาศัยอยู่ใน San Francisco ช่วงต้นยุค 1910s ขณะย้ายมาอยู่อเมริกาใหม่ๆ นี่กระมังที่เป็นเหตุให้เขามีความสนใจเรื่องราวของนิยายเรื่องนี้, บทหนังที่ดัดแปลงโดย Stroheim ความยาว 330 หน้า มีรายละเอียดแน่นมาก ทั้งคำอธิบายการเคลื่อนไหวของกล้อง และท่าทางการเคลื่อนไหวของตัวละคร

เรื่องราวของ John McTeague คนงานเหมืองทอง โชคชะตาพลิกผันให้กลายเป็นหมอฟัน (dentist) ได้ตกหลุมรักแล้วแต่งงานกับ Trina หญิงสาวที่บังเอิญถูกหวยมูลค่า $5000 เหรียญ ชีวิตคู่ของทั้งสองทีแรกก็อยู่ด้วยกันอย่างราบรื่น แต่ Trina ค่อยๆถูกความโลภเข้าครอบงำจนไม่สนใจอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเงิน เช่นกันกับ McTeague ซึ่งทนเธอไม่ได้ จึงฆ่าลักทรัพย์ ขโมยเงินหนีไปจนสุดขอบโลก

Greed ถือเป็นหนังที่มีเรื่องราวเศร้าสลด (Tragedy) นำเสนอการเปลี่ยนไปของคนที่หลงใหลในเงินทอง จนไม่สนใจอะไรอื่นเลย กลายเป็นคนขี้เหนียว ตระหนี่ เห็นแก่ตัวถึงขนาดยอมเป็นคนจน อดมื้อกินมื้อ เพื่อเก็บสะสมเงินทองที่หายากเอาไว้ แต่กลับไม่ยอมเอาเงินที่ตนมีออกมาใช้, ผลกระทบของความโลภคือความอิจฉาริษยา จากเพื่อนกลายเป็นศัตรู จากคนเคยมีความเมตตากรุณากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว จากคู่รักกลายเป็นหย่าร้างและฆาตกรรม, ในเวอร์ชั่น 239 นาที ได้มีการเพิ่ม sub-plot ที่เป็นเรื่องราวของคู่รักอีก 2 คู่ 1) คู่รักที่แต่งงานกันเพราะฝ่ายชายคิดว่าฝ่ายหญิงรู้ที่ซ่อนสมบัติ แต่พอรู้ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นไม่มีจริง จึงฆ่าเธอและกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย, 2) คู่รักวัยชราที่อยู่อาศัยอยู่ห้องติดกันแต่ไม่คุยกัน (ชอบแอบฟังว่าเกิดอะไรในห้องของอีกฝ่าย) ทั้งคู่ตกหลุมรักกันและฝ่ายชายเปิดเผยว่าตนมีเงิน $5000 เหรียญ รวยเท่า Trina ที่ถูกหวย คุณปู่ขอคุณย่าแต่งงาน แล้วย้ายไปอยู่ชนบท อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขจนวันตาย (เป็นคู่รักเดียวที่ happy ending), เหตุที่ 2 เรื่องนี้ถูกตัดออกไป คงเพราะกินเวลาของหนังไปค่อนข้างมาก และไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อพล็อตหลักที่เป็น McTeague และ Trina (แค่คนที่มีห้องอยู่ติดกัน) แต่ 2 เรื่องนี้เป็น sub-plot ที่ช่วยเติมเต็มให้กับประเภทของความโลภ

นำแสดงโดย Gibson Gowland ในบท John McTeague เขาคือคนเดียวกับที่เล่นเป็นคนผิวสีใน The Birth of the Nation (1915), เดิมทีนั้น McTeague ก็ไม่ได้มีความหลงใหลในเงินทองมากนัก แม้หมอฟันจะไม่ใช่อาชีพที่ร่ำรวย แต่ก็พอให้เขามีงานทำ มีรายได้เลี้ยงชีพ แต่พอเขาถูกสั่งให้ปิดกิจการ (เพราะไม่มีใบปริญญารับรองวิชาชีพ) นั่นทำให้ชีวิตเขาตกต่ำลง ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ติดเหล้า นั่นทำให้เขาเห็นธาตุแท้ของภรรยาจนรับไม่ได้ ผมค่อนข้างเชื่อว่าเขาไม่ได้มีความตั้งใจฆ่าเธอ แต่เป็นการปลดปล่อยเธอจากความโลภ ซึ่งเขาจำต้องแบกรับเคราะห์กรรมนี้ จากเงินต้องคำสาปนี้ไปจนสุดขอบโลก

ZaSu Pitts รับบท Trina Sieppe ภรรยาของ McTeague, การแสดงของเธอในหนังเรื่องนี้ถือว่าสุดยอดมากๆ ทั้งสีหน้า ท่าทาง การเคลื่อนไหว ที่แรกๆก็ดูเหมือนคนปกติทั่วไป แต่เมื่อเริ่มถูกความโลภเข้าครอบงำ ร่ายการเริ่มซูบผม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เธอกลายเป็นเหมือนแม่มด เหมือนปีศาจ ขนาดว่าโปรยเงินทองลงบนเตียง แล้วแก้ผ้านอนกลิ้งเกลือกกับมัน จิตของเธอไม่ปกติเสียแล้ว นี่เป็นอาการของคนบ้า

Jean Hersholt รับบท Marcus Schouler จากเพื่อนรักกลายเป็นศัตรู, ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นคนรักของ Trina แต่เมื่อ McTeague ขอเขาเพราะเธอเป็นรักแรก Schouler ถึงกับยอมเสียสละได้เพื่อเพื่อนรัก แต่พอเมื่อ Trina ถูกหวยรางวัล $5000 เหรียญ กลับไม่ใช่เขาที่เป็นผู้โชคดี เขาจึงเริ่มแสดงธาตุแท้ของตนออกมา (เงินทองมีอิทธิพลมากกว่าผู้หญิง) เริ่มคิดเล็กคิดน้อย ทวงเงินแค่ไม่กี่สลึง ไปๆมาๆก็ถึงขั้นใส่ร้ายป้ายสี จบลงด้วยจะฆ่าแกงกัน, หมอนี่ไม่ถึงกับบ้านะครับ แต่ถูกความโลภเข้าสิงจนหน้ามืดตามัว (เหมือนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า กลัวจนขี้ขึ้นสมอง) สนอย่างเดียวแค่เงิน ไม่สนใจอะไรอย่างอื่นทั้งนั้น

จุดจบของ Schouler และ McTeague ตามล่ากันไปจนถึง Death Valley ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ เงินทองไม่ได้มีค่าอะไรในสถานที่แห่งนี้ กินไม่ได้ หนักก็หนัก ไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร และเงินเปื้อนเลือด เป็นจุดจบการเดินทางของทั้งคู่

Stroheim เป็นคนที่ได้ชื่อว่ามีความพิถีพิถันในความสมบูรณ์แบบ ใส่ใจในทุกรายละเอียด, ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีการสร้างฉากใดๆ ไปถ่ายยังสถานที่จริงทุกฉาก (realistic film) นี่ถือเป็นสิ่งที่ hollywood สมัยนั้นไม่นิยมทำกันนะครับ พวกเขามักสร้างฉากขึ้นมาในสตูดิโอ การไปถ่ายทำข้างนอกต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯ, ‘มันเป็นเรื่องของบรรยากาศ สีและความสมจริง ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในสตูดิโอ’ (It has atmosphere, color and realism that could not possibly have been reproduced in the studio.) ว่ากันว่านี่เป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่ทุกฉากถ่ายในสถานที่จริง เปิดกล้องที่ San Francisco เมื่อ 13 มีนาคม 1923 ได้งบจาก MGM 347,000 ดอลลาร์

โดยปกติถ้ามีถ่ายฉากทะเลทราย จะไปถ่ายที่ Oxnard ทางตอนเหนือของ Los Angeles แต่เพราะ Death Valley ในบทหนังต้องไม่มีถนน โรงแรม ปั้มน้ำมัน แต่ประกอบด้วย แมงมุม (tarantulas), แมงป่อง และงูหางกระดิ่ง ซึ่งสถานที่ที่หนังไปถ่ายนั้น อยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่ 100 ไมล์ (160 กิโลเมตร), ใช้เวลาถ่ายฉากนี้กินเวลา 2 เดือนในช่วงกลางฤดูร้อน ด้วยอุณหภูมิสูงเฉลี่ยถึง 51 องศาเซลเซียส กล้องที่ใช้ถ่ายต้องเอาผ้าชุบน้ำประกบ ได้ยินว่า Hersholt (ที่รับบท Schouler) น้ำหนักลดลงไปถึง 27 ปอนด์ ถ่ายเสร็จล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลเพราะความอ่อนล้า ทีมงาน 43 คน มี 14 คนล้มป่วยต้องส่งกลับ Los Angeles, ในฉากที่ McTeague กับ Schouler สู้กัน ผู้กำกับ Stroheim ตะโกนบอกทั้งสองว่า ‘สู้กัน เกลียดกันให้มากเท่าที่พวกนายเกลียดฉัน’ (Fight, fight! Try to hate each other as you both hate me!)

ถ่ายภาพโดย Ben F. Reynold และ William H. Daniels คนหลังเคยได้ Oscar สาขา Best Cinematography, Black-and-White จากหนังเรื่อง The Naked City (1949), แม้หนังเรื่องนี้แทบจะไม่ได้มีการเคลื่อนไหวกล้องเลย แต่มีการทำ Deep-Focus (แบบเดียวกับ Citizen Kane) ในฉากแต่งงานของ McTeague และ Trina ที่เราจะเห็นข้างนอกหน้าต่าง มีการเดินขบวนอะไรบางอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน, คนส่วนใหญ่จะคิดว่า Deep-Focus Shot เกิดขึ้นกับ Citizen Kane เป็นครั้งแรก แต่ความจริงแล้ว Greed นี่แหละครับที่เป็นเรื่องแรก และเป็นแรงบันดาลใจให้ Citizen Kane ด้วย

เหตุที่เราเห็นภาพเหรียญสีทองหรือฟันทอง ผมคิดว่าผู้กำกับใช้วิธีทาสีลงบนแผ่นฟีล์มทีละภาพ เวลาฉายผ่านเครื่องฉายจึงมองเห็นเป็นสีเฉพาะที่อยากให้เห็น นี่เป็นการกระทำที่ใช้ความทุ่มเทมากๆนะครับ เพราะไม่รู้กี่เฟรมที่ต้องทาสี ใน 1 วินาทีอย่างน้อยก็ 16 รูปแล้ว (หนังเงียบสมัยก่อนความเร็วของเครื่องฉายอยู่ที่ 16 fps)

การตัดต่อ ในเวอร์ชั่นของ Stroheim เขาชอบวิธีการที่เรียกว่า Soviet-style ใช้การตัดสลับภาพ mid-shot กับ close-up แทบการใช้ long-takes ซึ่งในหนังมีเพียงฉากเดียวเท่านั้นที่ไม่มีการตัด คือขณะ Schouler โกรธ McTeague และทำลายกล้องยาสูบ

นอกจากเงินหรือทองแล้ว หนังยังมีการใช้สัญลักษณ์จำพวกสัตว์ (Animal Symbolism) ที่เห็นชัดๆก็คือนกสองตัวในกรง ซึ่งเปรียบได้กับ McTeague และ Trina ในความหมายของมัน ผมถือว่านี่ถือเป็นของขวัญแต่งงานที่ชั่วร้ายที่สุดเลยนะครับ นกในกรง ถูกคุมขังขาดอิสระเสรี  (ไปงานแต่งใคร อย่าให้ของขวัญเป็นนกสองตัวอยู่ในกรงเด็ดขาดนะครับ!) กว่า McTeague จะยอมปล่อยนกออกจากกรง ก็ตอนจบโน่นเลย จูบลาแล้วถึงปล่อยเป็นอิสระ แทนการจากลาด้วยความตาย, แมว มีฉากหนึ่งที่เหมือนมันสนใจนกสองตัวที่อยู่ในกรง เดินย่องเงียบๆ หาจังหวะแล้วกระโจนใส่ เปรียบแมวขี้อิจฉาได้กับ Schouler การกระทำของเขาเป็นแบบเงียบๆ แต่หวังถึงตาย

ฉากงานเลี้ยงหลังจากงานแต่งงาน เราจะเห็นหนังนำเสนอความมูมมาม ตะกระตะกรามของคนขณะกินอาหาร เหมือนหมูเหมือนหมา ถือเป็นความโลภอีกประเภทหนึ่งนะครับ

หนังถ่ายทำเสร็จเมื่อ 6 ตุลาคม 1923 รวมเวลา 198 วัน ได้ฟุตเทจ 446,103 ฟุต (135,972 เมตร) คำนวณเป็นเวลาได้ 85 ชั่วโมง

ตอนหนังฉากครั้งแรก แทบทั้งนั้นจะเป็นคำวิจารณ์ในแง่ลบ เพราะความสกปรกโสโครก ชั่วช้าสามานย์ของตัวละครและเรื่องราว นี่เป็นสิ่งที่คนสมัยนั้นรับไม่ได้ คือไม่ยอมรับความจริง ซึ่งหนังทำเงินจากการฉายได้แค่ $274,827 เหรียญ ขาดทุนย่อยยับ

เมื่อเวลาผ่านไป จากการจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลครั้งแรก ใน Brussels World’s Fair เมื่อปี 1958 หนังเรื่อง Greed ติดอันดับ 6 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ซึ่งการจัดอันดับล้วนมาจากผู้กำกับดังๆ คนที่ทำงานในวงการภาพยนตร์

  • Joseph von Sternberg กล่าวว่า ‘พวกเราทั้งหลายได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่อง Greed’ (We were all influenced by Greed)
  • Jean Renoir เรียกหนังเรื่องนี้ว่า ‘ภาพยนตร์แห่งภาพยนตร์’ (the film of films)
  • Ernst Lubitsch เรียก Stroheim ว่านักประพันธ์หนึ่งเดียวของภาพยนตร์ (the only true ‘novelist'” in films)

สำหรับ Stroheim ในปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ‘ในหนังทั้งหมดของฉัน มีเพียง Greed เป็นหนังที่เขาทำด้วยความปรารถนาที่สุด มีคุณค่าที่สุด’ (of all my films, only Greed was a fully realized work, only Greed had a total validity.)

ข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ค่อนข้างชัดมากนะครับ ‘ความโลภไม่เข้าใครออกใคร’ เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด คนได้ดูหนังเรื่องน่าจะมีทัศนคติบางอย่างต่อความโลภที่เปลี่ยนไป เห็นว่ามันมีความน่ากลัว ขยะแขยง น่ารังเกียจ แต่จะทำยังไงไม่ให้เรากลายเป็นคนแบบนั้น หนังไม่ได้บอกไว้ แต่คิดเองก็น่าจะคิดได้ ก็แค่ อย่ากลายเป็นคนโลภ

นี่เป็นหนังที่ไร้ที่ติ หนึ่งในหนังเงียบที่ดีที่สุดในโลก แม้จะมีความไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง เหตุผลเดียวที่ผมต้องลดคะแนนหนังเรื่องนี้ คือความพยายามที่จะทำให้หนังสมบูรณ์ที่สุด, นี่ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลย เพราะความสวยงามของ Greed คือความไม่สมบูรณ์ ซึ่งการพยายามต่อเติมทำให้มันสมบูรณ์นั้น ผลลัพท์ที่ได้กลับทำให้หนังเลวร้ายลง, ผมไม่ชอบเลยกับการนั่งดูภาพนิ่งอย่างเดียวที่ทำให้เวลาหนังเพิ่มขึ้น 2 ชั่วโมง แม้หนังพยายามทำให้เราไม่เบื่อด้วยการซูมเข้าซูมออก เลื่อนซ้ายเลื่อนขวา แต่ผมกลับกด Fast Forward ทุกฉากที่เป็นภาพนิ่ง มันเป็นความอึดอัด เบื่อหน่าย เกิดความไม่ต่อเนื่องทางความคิด อารมณ์, ผมมารู้ทีหลังว่ามีเวอร์ชั่น 140 นาที ซึ่งคิดว่าถ้าผมได้ดูเวอร์ชั่นนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะชอบมากกว่านี้ และคงไม่หักคะแนนใดๆในความไร้ที่ติของหนังเรื่องนี้

ถ้าคุณแค่อยากดู Greed แนะนำให้หาเวอร์ชั่น 140 นาทีมาดูก่อนนะครับ แล้วถ้าเกิดความชื่นชอบ ประทับใจ ค่อยหาเวอร์ชั่น 239 นาทีมาดูเพื่อเติมเต็มอรรถรสและเรื่องราว

แนะนำหนังกับคนทำงานสายภาพยนตร์, คอหนังเงียบ, ชอบความสมบูรณ์แบบ เรื่องราวแฝงแนวคิดลึกซึ้ง และบันทึกภาพประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ผู้คน

จัดเรต 15+ เพราะความโลภ และภาพของคนโลภอันน่าขยะแขยง น่ารังเกียจ

TAGLINE | “Greed ของ Erich von Stroheim คือ หนังที่สมบูรณ์แบบในความไม่สมบูรณ์”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of