The White Snake Enchantress

The White Snake Enchantress (1958) Japanese : Taiji Yabushita ♥♥♡

ภาพยนตร์อนิเมชั่นฟีล์มสีเรื่องแรกของญี่ปุ่น และเรื่องแรกของ Toei Animation แต่กลับดัดแปลงตำนานนางพญางูขาว นิทานพื้นบ้านชาวจีน นั่นสะท้อนยุคสมัยหลังสงคราม (Post-War) ความพ่ายแพ้ทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียจิตวิญญาณ ความเชื่อมั่น เป็นตัวตนเอง จำต้องพึ่งพามหาอำนาจในการเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ

เกร็ด: ภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาว (Feature Length) เรื่องแรกของญี่ปุ่นคือ Momotarō’s Sea Eagles (1943) [บางคนไม่นับเรื่องนี้เพราะความยาวแค่ 37 นาที] และ/หรือ Momotaro: Sacred Sailors (1945) สร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์ชวนเชื่อ (Propaganda) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเยินของญี่ปุ่น ทำให้วงการอนิเมชั่นต้องหยุดชะงักงัน ไม่มีเงินทุน ไม่มีพนักงาน ไม่มีใครกระตือรือล้นอยากครุ่นคิดทำอะไร (ยุคสมัย Great Depression) กองทัพสหรัฐจึงนำเข้า Mickey Mouse, Betty Boop และ Bambi หวังกระตุ้นให้นักเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นสร้างสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

The White Snake Enchantress (1958) กลายเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น (Feature Length) ลำดับถัดจาก Momotaro (ก็แล้วแต่ว่าจะนับเรื่องที่สองหรือสาม) ทิ้งช่วงห่างนานนับทศวรรษ ทั้งๆไม่มีความพร้อมอะไรสักสิ่งอย่าง แถมโปรดิวเซอร์ยังต้องบากหน้าไปขอหยิบยืม/ร่วมทุนสร้างจาก Shaw Brothers ของ Hong Kong นั่นคือเหตุผลการเลือกดัดแปลงตำนานนางพญางูขาว นิทานพื้นบ้านชาวจีน แทนที่จะเป็นปรัมปราอะไรสักอย่างของประเทศตนเอง

แม้ว่า The White Snake Enchantress (1958) จะไม่ได้อยู่ในรายการภาพยนตร์โปรดของ Hayao Miyazaki แต่คือเรื่องที่ทำให้เขาเกิดความกระตือรือล้น อยากเข้าสู่วงการอนิเมชั่น และสมัครทำงาน Toei Animation ผมเลยตัดสินใจเขียนถึงสักหน่อยแล้วกัน

น่าเสียดายที่ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ แทบไม่มีความเป็นตัวของตนเอง ไม่ใช่แค่เรื่องราวจากประเทศเพื่อนบ้าน สไตล์ลายเส้น อนิเมชั่น ร้องรำทำเพลง รับอิทธิพลจาก Disney อย่างเห็นได้ชัดเจน! ผลลัพท์เลยค่อนข้างน่าผิดหวัง แต่ฉบับบูรณะภาพสวยมากๆ บทเพลงไพเราะเพราะพริ้ง ทำให้ยังพออดรนทนดูจนจบ


Taiji Yabushita, 藪下 泰司 (1903-86) ผู้กำกับสารคดี/อนิเมชั่น สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Shijō, Kitagawachi ในเขต Osaka, สำเร็จการศึกษาด้านการถ่ายภาพ Tokyo University of the Arts เข้าทำงานสตูดิโอ Shochiku แผนก Social Education สรรค์สร้างหนังสั้น ถ่ายทำสารคดีด้านการศึกษากว่า 40 เรื่อง

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับชักชวนจาก Zenjirō Yamamoto ย้ายมาเข้าร่วมสตูดิโอ Japan Animated Films (日本動画映画 อ่านว่า Nihon Dōga Eiga) ที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1948 รับหน้าที่กำกับ เขียนบท ถ่ายทำอนิเมชั่นอยู่หลายเรื่อง จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1956 ควบรวมกิจการกับ Toei Company เปลี่ยนชื่อเป็น Toei Doga (東映動画) หรือ Toei Animation โด่งดังจากผลงานกำกับอนิเมชั่นขนาดสั้น Kitten’s Scribbling (1957)

Hiroshi Ōkawa ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสตูดิโอ Toei Animation เมื่อปี ค.ศ. 1956 มีความกระตือรือล้นอยากสรรค์สร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาว แม้ยุคสมัยนั้นบุคลากร องค์ความรู้ รวมถึงเทคโนโลยีอนิเมชั่นในญี่ปุ่นจะหยุดนิ่งมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็พยายามมองหาโอกาสดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ไม่นานตำนานนางพญางูขาว ได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดง The Legend of the White Serpent (1956) กำกับโดย Shiro Toyoda ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามทั้งในญี่ปุ่นและฮ่องกง จนสตูดิโอ Shaw Brothers (จาก Hong Kong) แสดงความสนใจอยากดัดแปลงสร้างอนิเมชั่น

เมื่อได้ยินข่าวคราว Ōkawa จึงเสนอตัวให้ Toei Animation รับหน้าสื่อดัดแปลงภาพยนตร์อนิเมชั่น (ร่วมทุนสร้างระหว่าง Toei กับ Shaw Brothers) มอบหมายให้ Shin Uehara พัฒนาเรื่องราว และควบคุมงานสร้าง/กำกับโดย Taiji Yabushita


กล่าวถึงเรื่องราวบัณฑิตหนุ่ม สวี่เซียน (許仙, Xu Xian) ตกหลุมรักสตรีนางหนึ่ง ไป๋ซู่เจิน (白素貞, Bai Suzhen) แท้จริงแล้วเป็นปีศาจงูขาวจำแลงกายมา, พระเถระฝาไห่ (法海, Fahai) มีความต้องการช่วยเหลือบัณฑิตหนุ่ม เพราะครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายต้องการดูดกลืนวิญญาณ จึงได้เข้าต่อสู้ และจับนางไปจองจำไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิง (雷峰塔, Leifeng Pagoda)

เกร็ด: ตำนานนางพญางูขาว คือหนึ่งในสี่นิทานยิ่งใหญ่ของจีน ปรากฏโฉมครั้งแรกจากวรรณกรรม จองจำงูขาวชั่วนิรันดร์ในเจดีย์เหลยเฟิง รวมรวมอยู่ในบันทึกจิ่งซื่อทงเหยียน (警世通言, Jingshi Tongyan) แต่งโดยเฝิงเมิ่งหลง (馮夢龍, Feng Menglong) ค้นพบช่วงระหว่างยุคราชวงศ์หมิง (1368-1644) จึงถือว่าตำนานได้เริ่มต้นโดยมีหลักฐานปรากฏยุคนี้


อนิเมชั่นเรื่องนี้ใช้นักพากย์เสียงเพียงแค่สองคน ชาย-หญิง นี่ช่วยประหยัดงบประมาณได้เยอะทีเดียว!

  • Hisaya Morishige (1913-2009) นักแสดง/ผู้ประกาศ/ตลก ให้เสียงผู้บรรยาย, ตัวละครสวี่เซียน, พระเถระฝาไห่, รวมถึงสรรพสัตว์เพศชาย
    • ผกก. Hayao Miyazaki มีความชื่นชอบประทับใจน้ำเสียงของ Morishige ถึงขนาดชักชวนมาร่วมงาน Princess Mononoke (1997) พากย์ตัวละคร Okkoto-nushi (Boar God)
  • Mariko Miyagi (1927-2020) นักร้องชื่อดังในช่วงทศวรรษ 50s ให้เสียงตัวละคร ไป๋ซู่เจิน, เสี่ยวชิง, รวมถึงสรรพสัตว์เพศหญิง

ผมไม่แน่ในว่านักแสดงทั้งสองมีส่วนร่วมกับการแสดง (Live-Action) สำหรับใช้เป็นต้นแบบตัวละคร วาดภาพประกอบอนิเมชั่น (ด้วยเครื่อง Rotoscoping) นี่เป็นเทคนิคพบเห็นบ่อยครั้งในผลงานของสตูดิโอ Disney เพื่อสร้างความสมจริงให้กับการเคลื่อนไหวตัวละคร

สิ่งที่นักเขียน Shin Uehara เพิ่มแต่งเติมเข้ามาในอนิเมชั่น คือสรรพสิงสาราสัตว์ แพนด้ายักษ์ (Panda), แพนด้าแดง (Red Panda), หมู (Pig), เพียงพอน (Weasel), มังกร, ปลา Catfish ฯ นี่ชัดเจนว่าทำการเลียนแบบ Disney ที่มักรายล้อมรอบด้วยสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ … แต่สร้างความน่ารำคาญโคตรๆสำหรับผู้ใหญ่ ไม่ได้จำเป็นเลยสักนิด!

เกร็ด: ตัวละคร Mimi คือแพนด้าแดง (Red Panda) นี่ไม่ใช่วงศ์เดียวกับแพนด้ายักษ์นะครับ ตัวขนาดเล็ก น้ำหนักเพียง 3-4.5 กิโลกรัม รูปร่างหน้าตาคล้ายแรคคูนผสมกับกระรอก หัวมีขนาดใหญ่ จมูกแหลม ขาสั้นคล้ายหมี หางเป็นพวงยาวคล้ายกับหางของกระรอก ขนตามลำตัวมีทั้งสีน้ำตาลเข้ม น้ำตาลเหลือง และน้ำตาลแดง … ด้วยความเข้าใจผิดดังกล่าว ฉบับเข้าฉายสหรัฐอเมริกามีการปรับเปลี่ยนสปีชีย์ของ Mimi จากแพนด้าแดงเป็นแมว อิหยังว่ะ?

แม้การควบรวมกิจการของ Toei และ Japan Animated Films จะทำให้ได้ทีมงานอนิเมเตอร์ที่พอมีประสบการณ์ทำงาน แต่การสรรค์สร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นจำเป็นต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก จึงต้องติดต่อขอหยิบยืมตัวนักอนิเมเตอร์จากสตูดิโอต่างๆทั่วญี่ปุ่น รวมถึงเปิดรับสมัครพาร์ทไทม์ นักศึกษาจบใหม่ นำมาฝึกฝน เรียนรู้ ลองผิดลองถูก … มีรายงานว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ใช้ทีมงานทั้งหมด 13,590 คน เป็นตัวเลขที่ดูเว่อวังอลังการไปหรือเปล่า?

ผมอ่านเจอจากอีกแหล่งข่าวที่ฟังดูน่าเชื่อถือกว่า ทีมอนิเมเตอร์นำโดย Akira Daikubara และ Yasuji Mori พร้อมลูกมือ 42 คน ใช้เวลา 7 เดือน ในการสรรค์สร้าง 16,474 ภาพวาด (Key Animation) หรือถ้านับรวมอนิเมชั่นเคลื่อนไหว 65,213 ภาพวาด (In-Between Animation)

ในส่วนของออกแบบงานศิลป์ (Art Direction) ประกอบด้วย Kazuhiko Okabe, Kiyoshi Hashimoto, ส่วนวาดภาพพื้นหลัง (Background Art) โดย Kazuo Kusano, Koichi Maeba

  • Opening Credit และหลายๆฉากภาพลวงตา มักทำพื้นหลังออกมาในลักษณะภาพวาดภูมิทัศน์จีน (Chinese Art) ไม่แน่ใจว่าวาดขึ้นใหม่ หรือเป็นผลงานศิลปินใด
  • อารัมบท เรื่องเล่าวัยเด็กของสวี่เซียน ทำออกมาในลักษณะ Cut-Out Animation แต่จะไม่มีการขยับเคลื่อนไหว เพียงกล้องเลื่อนซ้าย-ขวา ซูมเข้า-ออก เฟดภาพไป-มา (มีแต่ Key Animation)
  • เรื่องราวหลักทำออกมาในลักษณะภาพวาดอนิเมชั่นทั่วๆไป (Tradition Animation)

ในบรรดางานศิลป์ อนิเมชั่น ภาพพื้นหลัง มีเพียงซีเควนซ์เดียวเท่านั้นที่ผมรู้สึกว่ามีความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ ก็คือคลื่นลมมรสุม ได้แรงบันดาลใจจาก The Great Wave off Kanagawa (1831) ผลงานชิ้นเอกของ Katsushika Hokusai ภาพแกะสลักไม้ Ukiyo-e ในยุคสมัย Edo Period (1603-1868)

ในส่วนของการตัดต่อ/ลำดับเรื่องราว เลือกใช้บริการ Shintarô Miyamoto ถือเป็นนักตัดต่อมากประสบการณ์ ขาประจำผู้กำกับ Tomu Uchida ผลงานเด่นๆส่วนใหญ่คือแนวซามูไร Bloody Spear at Mount Fuji (1955), Chikamatsu’s Love in Osaka (1959), Hero of the Red-Light District (1960), ไตรภาค Miyamoto Musashi (1961-63), นอกจากนี้ยังมี Revenge (1964), Battles Without Honor and Humanity (1973), Hiroshima Death Match (1973) ฯ

เรื่องราวของอนิเมชั่นดำเนินเรื่องผ่านเสียงบรรยาย (พากย์เสียงโดย Hisaya Morishige) ตั้งแต่แรกพบเจอระหว่างสวี่เซียนและงูขาว แต่โดนกีดกันเพราะความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ หลายปีต่อมาต่างฝ่ายเติบใหญ่ จากเด็กชายกลายเป็นบัณฑิต ส่วนนางพญางูขาวฝึกตบะจนสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ พยายามหาโอกาสพบเจอ ตกหลุมรัก แต่ก็ยังคงถูกกีดกันโดยพระเถระฝาไห่

  • อารัมบท, เด็กชายสวี่เซียนและงูขาว
  • เรื่องราวความรักระหว่างบัณฑิตสวี่เซียน และไป๋ซู่เจิน
    • นางพญางูขาวฝึกตบะจนสามารถแปลงกลายเป็นมนุษย์ พร้อมกับสาวรับใช้เสี่ยวชิง
    • เสี่ยวชิงจัดแจงล่อหลอกสวี่เซียน ให้เข้ามายังตำหนักลวงตา ปล่อยให้หนุ่มสาวพรอดรัก
    • พบเห็นโดยพระเถระฝาไห่ พยายามให้ความช่วยเหลือสวี่เซียน ทำลายภาพลวงตาของไป๋ซู่เจิน
    • สวี่เซียนถูกขับไล่ออกจากเมือง จำใจต้องทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง
  • ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร
    • สวี่เซียนตกอยู่ความสิ้นหวังอาลัย ขัดแย้งกับงานเทศกาลใหญ่ในเมือง
    • การผจญภัยของ Panda และ Mimi ต่อสู้เอาชนะนักเลงใหญ่
    • สวี่เซียนเดินทางไปพบกับไป๋ซู่เจิน แต่ถูกขัดขวางโดยพระเถระฝาไห่ ทำให้เกิดการต่อสู้จนสูญเสียตบะ
    • เพราะความรักบังตา ทำให้สวี่เซียนพลัดตกลงมาจากเขา พระเถระฝาไห่จึงพาเขาไปประกอบพิธียังวัดบนเกาะ
  • ความมุ่งมั่น เสียสละของไป๋ซู่เจิน
    • ไป๋ซู่เจินเดินทางไปยังพระราชวังมังกร ขอความช่วยเหลือจาก Dragon King มอบสิ่งที่สามารถฟื้นคืนชีพสวี่เซียน
    • ไป๋ซู่เจินและผองเพื่อนพยายามข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปช่วยชุบชีวิตสวี่เซียน แต่ถูกขัดขวางโดยพระเถระฝ่าไห่
    • สุดท้ายแล้วสวี่เซียนจะได้คืนชีพหรือไม่ พระเถระฝ่าไห่จะทำอย่างไรกับไป๋ซู่เจิน

ปัญหาใหญ่ของ The White Snake Enchantress (1958) คือการโฟกัสเรื่องราวไม่ถูกจุด เนื้อหาหลักควรเป็นความรักระหว่างสวี่เซียนและนางพญางูขาว แต่กลับแทรกคั่นด้วยอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้มีความจำเป็นสักสิ่งอย่าง อาทิ การผจญภัยของ Panda กับ Mimi ต่อสู้กับบรรดาสิงสาราสัตว์, งานเทศกาลที่เอาแต่โชว์อนิเมชั่นละลานตา ฯ เพียงความบันเทิงสำหรับเด็กๆเท่านั้นเอง


เพลงประกอบมีเครดิตถึงสามคน Chuji Kinoshita, Hajime Kaburagi และ Masayoshi Ikeda ทำออกมาในสไตล์ ‘Silly Symphonies’ ของ Walt Disney พยายามรังสรรค์ท่วงทำนองให้สอดคล้องเข้ากับเหตุการณ์ การกระทำ บางซีเควนซ์แทบจะเฟรมต่อเฟรม ผสมผสานเข้ากับเสียง Sound Effect เพื่อเติมเต็มอรรถรสในการรับชม

ส่วนบทเพลงคำร้องของ Mariko Miyagi มีความไพเราะเสนาะหู สร้างสัมผัสวาบหวิว สั่นสะท้านทรวงใน เจ็บปวดหัวใจที่คนรักหนุ่มสาวต้องพลัดพราก มิอาจครองคู่อยู่ร่วม, หรือบทเพลงจังหวะสนุกสนานของ Hisaya Morishige (ระหว่าง Panda กับ Mimi) ก็สร้างความบันเทิงเริงใจ … เพลงประกอบถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมอดรนทนดูอนิเมชั่นเรื่องนี้จนจบได้


โดยปกติแล้วเรื่องราวนางพญางูขาว มักแฝงข้อคิดเกี่ยวกับการเผชิญหน้าโลกความจริง ไม่ลุ่มหลงในภาพมายา ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอารมณ์ รับรู้จักสถานะ(ทางสังคม)ของตนเอง ยึดถือปฏิบัติในสิ่งถูกต้องเหมาะสมตามหลักศีลธรรม … สะท้อนค่านิยมทางสังคมของชนชาวจีนตั้งแต่โบราณกาล

แต่ทว่าภาพยนตร์อนิเมชั่น The White Snake Enchantress (1958) นำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์กับงูขาว แม้เป็นสิ่งที่สังคมไม่ให้การยินยอมรับ แต่มันผิดอะไรถ้าพวกเขามีจิตใจบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ มั่นคงต่อกัน สักวันย่อมต้องสามารถครองคู่อยู่ร่วม ไม่มีใคร สิ่งใด สามารถกีดกั้นขวางความสัมพันธ์ระหว่างเราสอง … แอบชวนนึกถึง Creature from the Black Lagoon (1954)

ญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post War) ความพ่ายแพ้ รวมถึงการสูญเสียครั้งใหญ่ ทำให้ขวัญกำลังใจ จิตวิญญาณชาวญี่ปุ่นอยู่ในจุดตกต่ำ(ที่สุด) ทุกสิ่งอย่างราวกับถูกแช่แข็ง หยุดนิ่ง ไม่สามารถครุ่นคิดทำอะไร จำต้องก้มหัวศิโรราบ ทำตามการชี้นำของประเทศมหาอำนาจ (=พระเถระฝาไห่ พยายามควบคุมชี้นำสวี่เซียน ต่อต้านขับไล่ไป๋ซู่เจิน)

แม้เรื่องราวของ The White Snake Enchantress (1958) จะเป็นนิทานพื้นบ้านจีน ทุนสร้างส่วนหนึ่งจากฮ่องกง ลอกเลียนเทคนิคอนิเมชั่นจาก Walt Disney แต่เพราะโปรดักชั่นสรรค์สร้างในญี่ปุ่น โดยชาวญี่ปุ่น นั่นสามารถมองถึงจิตวิญญาณนักสู้ แม้อยู่ในสถานะผู้แพ้ ไม่สามารถโต้ตอบทำอะไร (แบบเดียวกับสวี่เซียน) แต่ตราบยังมีความมุ่งมั่น ไม่ย่นย่อท้อแท้ ท้ายที่สุดย่อมฟันฝ่าคลื่นลม เดินทางถึงฟากฝั่งฝัน พิสูจน์ตนเองทั้งเรื่องความรัก และภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้สู่สายตานานาอารยะ


อนิเมชั่นเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างประมาณ 40.5 ล้านเยน ยุคสมัยนั้นถือว่าเป็นปริมาณมหาศาลทีเดียว เดินทางไปฉายยังเทศกาล Venice Children’s Film Festival แต่เสียงตอบรับค่อนข้างน่าผิดหวัง

ตอนเข้าฉายสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1961 มีการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น Panda and the Magic Serpent ถือเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นจากญี่ปุ่นเรื่องที่สองถ้ดจาก Magic Boy (1959) ที่ชิงตัดหน้าก่อนเพียงสองสัปดาห์! ได้รับคำโปรย “Disney of the East” แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน

แม้คุณภาพของ The White Snake Enchantress (1958) จะไม่ได้ดีเลิศเลอ แต่เพราะเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรกของ Toei Animation จึงได้รับการทะนุถนอม เก็บรักษา บูรณะ 4K ในโอกาสครบรอบ 60 ปี (และเฉลิมฉลอง 100 ปี วงการอนิเมชั่นของญี่ปุ่น) เข้าฉาย Cannes Classics เมื่อปี 2019

โชคดีที่ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับ The White Snake Enchantress (1958) ช่วงแรกๆแอบประหลาดใจกับสีสัน งานภาพ และเพลงประกอบ แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไปก็ค่อยๆเลอะเทอะ เละเทะ สะเปะสะปะ อย่างไม่เป็นสับปะรด หาความเป็นเอกลักษณ์ไม่ได้เลยสักนิด เกิดอาการห่อละเหี่ยว เศร้าเสียใจ … อย่างน้อยนี่คือจุดเริ่มต้น ยังอีกสักพักกว่าวงการอนิเมะญี่ปุ่นจะค้นพบสไตล์ของตัวตนเองก็คือ The Little Prince and the Eight Headed Dragon (1963)

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | The White Snake Enchantress ภาพยนตร์อนิเมชั่นฟีล์มสีเรื่องแรกของญี่ปุ่น แม้มีความงดงาม สีสันสดใส บทเพลงไพเราะ แต่ขาดจิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่น
คุณภาพ | ขาดจิตวิญญาณ
ส่วนตัว | พอดูได้

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] The White Snake Enchantress (1958)  : Taiji Yabushita ♥♥♡“I can still remember the pangs of emotion I felt at the sight of the incredibly beautiful young, female character, Bai-Niang, and how I went to see the film over and over as a result.” […]

%d bloggers like this: