The Merchant of Four Seasons (1971) German : Rainer Werner Fassbinder ♥♥♥♥

ฤดูกาลกำลังผันแปรเปลี่ยน Rainer Werner Fassbinder หลังจากค้นพบภาพยนตร์ของ Douglas Sirk เกิดความมุ่งมั่นตั้งใจ ‘ต่อจากนี้จะหันมาสร้างหนังสไตล์ Hollywood ใน Germany’ เริ่มต้นจาก The Merchant of Four Seasons (1971) พร้อมเก็บเกี่ยวความสำเร็จโดยทันที!

The Merchant of Four Seasons (1971) คือภาพยนตร์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของ Rainer Werner Fassbinder จากเคยเอาแต่ทำการทดลอง Avant-garde Period (1969–71) ที่แม้นักวิจารณ์จะยกย่องสรรเสริญ แต่กลับเข้าไม่ถึงผู้ชมวงกว้างสักเท่าไหร่ กระทั่งได้มีโอกาสค้นพบผลงานของ Douglas Sirk ผู้กำกับชาว German ที่ไปประสบความสำเร็จยัง Hollywood เกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ในไดเรคชั่น ศึกษารูปแบบวิธีการนำเสนอ เลยนำมาปรับใช้ในการสรรค์สร้างภาพยนตร์ของตนเอง

The Merchant of Four Seasons (1971) came about after a period in which I was studying Douglas Sirk’s melodramas very intensively, and I have a few elements that I understood there, which I also understood that the audience likes and interested in it, get in there.

Rainer Werner Fassbinder ให้สัมภาษณ์กับ Corinna Brocher เมื่อปี 1973

เกร็ด: Douglas Sirk สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย Imitation of Life (1959) ชื่อเสียงเลยค่อยๆเลือนหายตามกาลเวลา จนกระทั่งปี 1967 นิตยสาร Cahiers du cinéma ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์สอบถามถึงชีวิต การทำงาน โปรโมทหนังสือ The American Cinema: Directors and Directions 1929–1968 (วางขายปี 1968) ทำให้ผลงานของ Sirk เริ่มกลับมาได้รับการประเมินคุณค่าใหม่อีกครั้ง

ทีแรกผมไม่ได้คาดหวังว่า The Merchant of Four Seasons (1971) จะออกมาเป็น Melodrama ที่กลมกล่อม ลงตัวขนาดนี้! มีความน่าสนใจตั้งแต่ช็อตแรก (สำหรับคนอ่านภาษาภาพยนตร์ออก) อึ้งทึ่งกับความลุ่มลึก สลับซับซ้อน และสิ่งบังเกิดขึ้นตอนจบ เป็นอะไรที่ต้องขบคิดแล้วคิดอีก วิเคราะห์หาเหตุผล ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ชมทั่วไปจักสามารถทำความเข้าใจ

ต้องยืนปรบมือให้สองนักแสดงนำ Hans Hirschmüller และ Irm Hermann ทีแรกผมแอบแปลกใจว่าทำไมผู้กำกับ Fassbinder ไม่รับบทนำด้วยตนเอง (เพราะรูปร่างหน้าตาของ Hirschmüller มีความละม้ายคล้าย Fassbinder อย่างกะแกะ! และนางเอก Hermann ก็คือคนรักของเขาขณะนั้น) แต่เมื่อพบเห็นความสามารถด้านการแสดง สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกได้อย่างลุ่มลึก ตราตรึง ทรงพลังมากๆ นั่นอาจเป็นสิ่งที่ Fassbinder ไม่แน่ใจในตนเองว่าจะสามารถเล่นบทบาทนี้ได้สมจริงขนาดนั้น (แต่พี่แกก็มีบทรับเชิญ Cameo เล็กๆในหนังด้วยนะ)


R. W. Fassbinder หรือ Rainer Werner Fassbinder (1945-82) นักแสดง ผู้กำกับ สัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Bad Wörishofen, Bavaria เพียงสามสัปดาห์หลังจากนาซี ประกาศยอมพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง, บิดาเป็นแพทย์ที่มีความหลงใหลในการเขียนบทกวี ส่วนมารดาทำงานล่ามแปลภาษา (German <> English) ครอบครัวหย่าร้างเมื่อเขาอายุได้หกขวบ อาศัยอยู่กับแม่ที่มักส่งบุตรชายไปดูหนังเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาทำงาน (และกุ๊กกิ๊กกับคนรักใหม่) นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Fassbinder ชื่นชอบหลงใหลภาพยนตร์ โดยเฉพาะผลงานของผู้กำกับ Jean-Luc Godard

ช่วงวัยรุ่นถูกส่งไปโรงเรียนประจำ แต่พยายามหลบหนีหลายครั้ง จนบิดาต้องพามาอาศัยอยู่ด้วยกัน กลางวันช่วยทำงานหาเงิน กลางคืนร่ำเรียนหนังสือ และค้นพบความหลงใหลในการเขียนบทกวี ละคร เรื่องสั้น (จากอิทธิพลของบิดา), พออายุ 18 มุ่งหน้าสู่ Munich เข้าเรียนการแสดงยัง Fridl-Leonhard Studio ทำให้พบเจอว่าที่(นักแสดง)ขาประจำ Hanna Schygulla ระหว่างนั้นก็ได้ทำงานผู้ช่วยผู้กำกับ บันทึกเสียง Sound Man เขียนบทละคร สร้างหนังสั้น เคยยืนใบสมัคร Berlin Film School แต่ได้รับการบอกปัดปฏิเสธ, กระทั่งเมื่อปี 1967 มีโอกาสเข้าร่วม Munich Action-Theater ได้เป็นทั้งนักแสดง เขียนบท ผู้กำกับ ไม่นานก็ประสบความสำเร็จ จากนั้นร่วมก่อตั้งคณะการแสดง Aktion-Theater (แปลว่า Anti-Theater) สรรค์สร้างผลงานที่ผิดแผก แหกขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของวงการละครเวที! กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Love Is Colder Than Death (1969) เป็นการทดลองแนว Avant-Garde ที่ได้รับเสียงโห่ไล่เมื่อฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Berlin แต่กลับมาคว้ารางวัล German Film Award ถึงสองสาขา

ในช่วงเวลา Avant-garde Period (1969–1971) ผู้กำกับ Fassbinder ได้รับอิทธิพลจากยุคสมัย French New Wave โดยเฉพาะ Jean-Luc Godard สรรค์สร้างผลงานสิบกว่าเรื่องในระยะเวลา 2 ปีเศษๆ ด้วยไดเรคชั่นที่ไม่ประณีประณอมผู้ชม มีความเป็นส่วนตัวสูงมากๆ จึงมิอาจเข้าถึงบุคคลทั่วไป จนกระทั่งหลังเสร็จจาก Pioniere in Ingolstadt (1971) ได้รับชักชวนเข้าร่วมงานสัมมนาที่ Münchner Stadtmuseum (Munich Film Archive) มีโอกาสรับชมภาพยนตร์ของ Douglas Sirk อาทิ All That Heaven Allows (1955), Imitation of Life (1959) ฯลฯ บังเกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางสรรค์สร้างผลงานของตนเองโดยทันที

The best thing I can think of would be to create a union between something as beautiful and wonderful as Hollywood films and a criticism of the status quo… That’s my dream, to make such a German film – beautiful and extravagant and fantastic, and nevertheless able to go against the existing order.

Rainer Werner Fassbinder

Fassbinder หยุดพักงานการทำงานโปรเจคถัดไปอยู่หลายเดือน เพื่อศึกษาไดเรคชั่น เรียนรู้แนวทางภาพยนตร์ ‘สไตล์ Sirk’ หาหนทางปรับประยุกต์ให้เหมาะสมเข้ากับความสนใจของตนเอง ผลลัพท์กลายมาเป็น The Merchant of Four Seasons เรื่องราวได้แรงบันดาลใจจากลุงแท้ๆ(ของ Fassbinder) เป็นพ่อค้ารถเข็น ขายผักผลไม้เร่ร่อนไปทั่ว แม้ได้รับความนับหน้าถือตาจากลูกค้า แต่บรรดาญาติพี่น้องกลับมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม

A community where competition is fiercer than elsewhere, envy, resentment and contempt can be deadly, mechanisms of oppression are practiced mercilessly, and those who make it nowhere remain at the bottom of the family list and the successful as serve as a warning example.

ปล. ผมไปอ่านเจอว่าผู้กำกับ Fassbinder เคยมีความเพ้อฝันอยากไปทำงาน Hollywood เลยปรับเปลี่ยนแนวทางภาพยนตร์ของตนเอง เผื่อว่าจะไปเข้าตาสตูดิโอใหญ่ๆ ได้รับโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต (นี่คือเหตุผลหนึ่งที่พี่แกซูฮก Sirk เอามากๆไม่น้อยไปกว่า Godard) … เอาจริงๆถ้า Fassbinder อายุยืนยาวกว่านี้สักหน่อย เชื่อว่าน่าจะมีโอกาสได้ทำหนัง Hollywood แน่ๆนะครับ


เรื่องราวมีพื้นหลังกรุง Munich ช่วงทศวรรษ 1950s, Hans Epp (รับบทโดย Hans Hirschmüller) หลังกลับจากอาสาสมัครทหาร French Foreign Legion ทำงานเป็นพ่อค้ารถเข็น ขายผักผลไม้ ครองคู่แต่งงาน Irmgard (รับบทโดย Irm Hermann) มีบุตรสาว Renate แต่ชีวิตกลับไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ถูกควบคุมครอบงำ บีบบังคับโน่นนี่นั่น ไม่สามารถเป็นตัวของตนเอง หันไปพึ่งพิงสุรา โหยหานารี ใช้กำลังทุกตีทำร้ายร่างกายภรรยา ระหว่างพยายามเรียกร้องขอคืนดี เป็นลมล้มพัก พบว่าป่วยโรคหัวใจล้มเหลว (Heart Attack)

Irmgard รู้สึกสงสารเห็นใจสามีจึงยินยอมหวนกลับมาคืนดี แต่หมอสั่งห้ามเขาดื่มเหล้าหรือใช้แรงงานหนัก จึงครุ่นคิดวางแผนว่าจ้างคนงานให้เร่ขายผักผลไม้แทน แม้จะมีอุปสรรคบ้างในช่วงแรกๆก็สามารถพานผ่านและค้นพบความมั่นคง แต่ไปๆมาๆ Hans กลับรู้สึกเหมือนว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน วันๆนั่งเหม่อมองออกนอกหน้าต่าง รู้สึกชีวิตไร้ค่า โหยหาอดีตแฟนสาวที่เคยมีความรักแท้ แล้ววันหนึ่งหวนกลับมาดื่มหนัก … ผลลัพท์ก็อย่างที่ใครๆคาดคิดไว้


Hans Hirschmüller (เกิดปี 1940) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติ เกิดที่ Romania แล้วเดินทางมาร่ำเรียนการแสดงยังกรุง Munich แล้วเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Aktion-Theater สนิทสนมร่วมงานผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder อยู่หลายครั้ง โด่งสุดก็คือ The Merchant of Four Seasons (1971)

รับบท Hans Epp ชายร่างใหญ่ นิสัยขลาดเขลา สาเหตุเพราะ

  • ถูกมารดาพยายามควบคุมครอบงำ ออกคำสั่งให้ทำโน่นนี่นั่นตั้งแต่เด็ก จนสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง
  • อาสาสมัครทหาร French Foreign Legion ก็ถูกจับเป็นเชลย ได้รับการทรมานจนต้องคายความลับทางการทหาร
  • เมื่อหวนกลับมาบ้านถูกแฟนสาวที่รักยิ่ง ปฏิเสธคำขอแต่งงาน (เพราะรับไม่ได้ที่เขาเลือกทำอาชีพพ่อค้ารถเข็น)
  • พอทำงานเป็นพ่อค้าเร่ขายผักผลไม้ ถูกภรรยาชี้นิ้วสั่ง เรียกร้องโน่นนี่นั่น อ้างว่าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ แต่ต้นสาเหตุล้วนมาจากความเห็นแก่ตัวของเธอทั้งนั้น!

เรียกว่าทั้งชีวิตไม่เคยได้รับอิสรภาพ ครุ่นคิดตัดสินใจ กระทำอะไรๆด้วยตนเอง พอตระหนักความจริงดังกล่าวก็มิอาจอดรนทนฝืน กล้ำกลืนอยู่ต่อไปได้อีก

ตัวละครนี้แทบจะเป็นตัวตายตัวแทนของผู้กำกับ Fassbinder แต่คงด้วยเหตุผลที่ผมคาดการณ์ไป พี่แกขาดความเชื่อมั่นในการรับบทนี้ด้วยตนเอง เลยมอบให้เพื่อนสนิท Hirschmüller ที่จัดจ้านด้านการแสดงมากกว่า (และมีรูปร่าง ใบหน้า ละม้ายคล้ายตนเองอีกต่างหาก!)

บทบาทของ Hirschmüller มีความลุ่มลึก สลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก! ช่วงแรกๆอาจดูเหมือนแค่เขาไม่พึงพอใจในความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการของภรรยา แต่เมื่อเรื่องราวค่อยๆเปิดเผยรายละเอียดออกทีละเล็ก ครึ่งหลังเมื่อตัวละครแสดงอาการเหม่อ ล่องลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เหตุผลมันช่างซ่อนเงื่อน พิศวง ผมเองก็ยังงงงวยอยู่นานว่ามันเกิดห่าเหวอะไร (จนกระทั่งได้รับคำบอกใบ้จากน้องสาว Anna) พอตระหนักถึงความจริงก็อุทาน ชิบหาย! พิษภัยจากคนรอบข้างมันช่างร้ายรุนแรง อาจถึงตายได้จริงๆ

เท่าที่ผมอ่านจากหลายๆบทวิจารณ์ Hans Epp ถือว่าเป็น ‘most weary losers’ ตัวละครขี้แพ้ อ่อนแอที่สุดในบรรดาหนังของผู้กำกับ Fassbinder ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงลุงเคยรับรู้จัก แต่อาจรวมถึงตัวเขาเองด้วยเมื่อตระหนักถึงอะไรบางอย่าง ทั้งในด้านชีวิตและอาชีพการงาน


Irmgard ‘Irm’ Hermann-Roberg (1942-2020) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Munich หลังเรียนจบทำงานเป็นเลขานุการนิตยสาร Quick ตามด้วยบริษัท General German Automobile Club (ADAC) กระทั่งมีโอกาสพบเจอผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder ทั้งๆไม่เคยมีประสบการณ์/ฝึกฝนด้านการแสดง กลับได้รับชักชวนให้มาเล่นหนังสั้น The City Tramp (1968) แล้วกลายเป็นคนรัก จับให้โด่งดังกับภาพยนตร์ The Merchant of Four Seasons (1972), The Bitter Tears of Petra von Kant (1972) ฯ

รับบท Irmgard เหมือนจะถูกจับคู่ (คลุมถุงชน) ให้แต่งงานกับ Hans Epp ไม่ได้มีความรักใคร่ต่อกันมากนัก แถมมีนิสัยอิจฉาริษยา ขี้หึงหวง เอาแต่ใจ จึงพยายามเจ้ากี้เจ้าการ บีบบังคับสามีให้ทำโน่นนี่นั่น จนเมื่อเขาอดรนทนไม่ไหว ใช้กำลังทุบตีกระทำร้าย พาบุตรสาวหลบหนีไปบ้านญาติ อ้างความข้างเดียว ไม่ยินยอมรับผิดเข้าตน

ระหว่างที่ Hans ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล ด้วยความรู้สึกสงสารเห็นใจ จึงยินยอมให้อภัยในสิ่งที่เขาเคยกระทำร้าย ต้องการอุทิศชีวิตช่วยเหลือเขา ครุ่นคิดแผนธุรกิจ ว่าจ้างพนักงาน จัดแจงโน่นนี่นั่น จนรายรับไหลมาเทมา แต่ความสุขนั้นกลับไม่ยั่งยืนนาน เพราะเธอก็ยังคงมีอิทธิพลควบคุมครองงำทุกสิ่งอย่าง

ผมไม่รู้สึกว่า Hermann เป็นผู้หญิงที่สวยสักเท่าไหร่ ใบหน้าดูลีบเล็กไม่เป็นสัดเป็นส่วนกับรูปร่างสูงโปร่ง แต่ด้วยความมั่นในตนเอง สามารถแสดงออกทั้งความอิจฉาริษยา จอมบงการ รวมถึงนางเอกเจ้าน้ำตา (ลีลาบนเตียงก็ชวนให้กระสันซ่านอยู่เล็กๆ) ต้องชมเลยว่านี่คือทักษะของนักแสดงระดับพระกาฬ ตีบทแตกกระจุย ทรงพลังการแสดง สมจริงมากๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งให้เธอเจิดจรัส กลายเป็นดาวดาราประดับฟากฟ้า

ตัวจริงของ Hermann ก็ไม่ต่างจากในหนังนัก เป็นคนเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ สร้างความอึดอัดให้ผู้กำกับ Fassbinder เคยถูกกระทำร้ายร่างกายหลายครั้ง จนเธอต้องการบอกเลิกรา แต่เขากลับพยายามติดตามตื้อ งอนง้อคืนดี ลากพาตัวกลับมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก … สุดท้ายทั้งสองก็เลิกรากันได้ในที่สุดนะครับ แต่ก็ยังแวะเวียนหวนกลับมาร่วมงานอีกหลายครั้ง


ถ่ายภาพโดย Dietrich Lohmann (1943-97) สัญชาติ German ร่ำเรียนการถ่ายภาพที่สถาบัน Staatliche Fachschule für Optik und Fototechnik (SFOF) จากนั้นเข้าทำงานยัง Olympia-Film ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Thomas Mauch และผลงานช่วงแรกๆของ Rainer Werner Fassbinder, ผลงานเด่นๆ อาทิ Love Is Colder Than Death (1969), The Merchant of Four Seasons (1971), The Peacemaker (1997), Deep Impact (1998) ฯ

หลังจากทำการศึกษาไดเรคชั่น ‘สไตล์ Sirk’ งานภาพในหนังของผู้กำกับ Fassbinder ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากผลงานก่อนหน้า พบเห็นการใช้เทคนิค Tracking-Panning-Zooming เล่นกับการจัดแสง-เงา มุมกล้อง ใช้ประโยชน์จากสถานที่ แต่งแต้มโทนสีสันให้มีความคมเข้ม ซุกซ่อนเร้นไปด้วย mise-en-scène ที่ชวนให้ครุ่นคิดทำความเข้าใจ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจยังไม่สมบูรณ์แบบนัก มีความผิดพลาดพบเห็นอยู่บ้าง แต่ก็สามารถสร้างชีวิตชีวาในการรับชม ไม่ต้องเข้าหาหนังมากเกินไป สามารถเพลิดเพลินไปกับภาพพบเห็น แล้วบังเกิดอารมณ์ร่วมต่อเหตุการณ์นั้นๆ

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด ออกตระเวนไปรอบๆกรุง Munich เริ่มต้นโปรดักชั่นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1971 ใช้ระยะเวลาเพียง 11 วันเท่านั้น!


ฉากแรกของหนัง มารดาเปิดประตูต้อนรับบุตรชาย Hans เพิ่งกลับจากอาสาสมัครทหาร สังเกตจากทัศนคติของเธอเต็มไปด้วยอคติ ถ้อยคำเสียดสีประชดประชัน แสดงความไม่พึงพอใจ (เหมือนไม่ได้ต้องการให้เขาไปร่วมทำสงคราม) ซึ่งระหว่างการเดินพูดคุยอยู่นั้น เมื่อสอบถามถึงใครบางคนที่ติดตามไปรบด้วย ได้รับข่าวเสียชีวิต มารดาจะก้าวผ่านความมืดมิด ปกคลุมใบหน้าของเธออย่างพอดิบดี!

A devil in the morning, a devil in the afternoon.

คำพูดถากถางของมารดา ได้ทำลายความเชื่อมั่นในตนเองของ Hans แม้พูดบอกว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่เธอกลับตอกย้ำว่าบางสิ่งอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง! … เรายังสามารถตีความคำกล่าวนี้ถึงผู้กำกับ Fassbinder แม้เขาจะเปลี่ยนไดเรคชั่นหนังมาสู่ยุคสมัย Melodrama Period แต่ก็ยังคงตัวตน ความสนใจ จิตวิญญาณดั้งเดิมตั้งแต่ตอน Avant-Garde Period

ในความเข้าใจแรกของผมต่อชื่อหนัง The Merchant of Four Seasons คือพ่อค้าที่ขายผลผลิตที่ผันแปรเปลี่ยนตามฤดูกาล ซึ่งสอดคล้องเข้ากับ Opening Credit ตัวละครหมุนวนรอบ 360 องศา ส่งเสียงเรียกลูกค้า ลูกแพร์ราคา 2.40 Marks/กิโลกรัม เร่ขายไปตามอพาร์ทเม้นท์สูงใหญ่

แต่พอเข้าใจว่าชื่อหนังไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Four Seasons ก็แอบแห้วใจเล็กๆ ถึงอย่างนั้นการหมุนวนรอบ 360 องศา ยังสะท้อนการเวียนวนของโชคชะตากรรม ชีวิตตัวละครเริ่มต้น-สิ้นสุด ไม่ได้มีความแตกต่างกันนัก (จมปลักอยู่ในความทุกข์โศก หันไปพึ่งพาสุราหมดแก้ว) ซึ่งนี่คือหนึ่งในไดเรคชั่น ‘สไตล์ Sirk’ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ Fassbinder อย่างเด่นชัดเจนเลยละ!

แม้ว่าหนังจะไม่มีการพูดถึงศาสนา แต่การใส่ไม้กางเขนเข้ามาตรงหัวเตียงนอน แสดงถึงอิทธิพลที่ควบคุมครอบงำแนวความคิดบางอย่างของตัวละครได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ความมืดยังอาบฉาบใบหน้าของ Irmgard เพราะไม่รับรู้ว่าสามี Hans ทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน หายตัวไปไหน แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ไม่เข้าใจว่าบังเกิดอะไรขึ้น

ถ้าเราเพิ่งรับชมหนังครั้งแรก ส่วนใหญ่จะรับรู้สึกว่าพฤติกรรมของ Hans มีความเลวร้าย บุคคลอันตราย ยิ่งใช้กำลังความรุนแรงทุบตีภรรยา นั่นเป็นสิ่งไม่สามารถยินยอมรับได้! แต่เมื่อดูหนังจบ ครุ่นคิดเข้าใจเหตุผลแท้จริงที่เขากลายเป็นแบบนี้ อคติเคยมีอาจเปลี่ยนแปลงไป บางคน(อาจ)ครุ่นคิดว่าการกระทำร้ายภรรยาเป็นสิ่งสาสมควรเสียด้วยซ้ำ!

หลังถูกสามีเขวี้ยงขว้างเก้าอี้ ขับไล่ภรรยาออกจากร้านขายสุรา Irmgard เดินผ่านมายังตู้โชว์เสื้อผ้าหน้าห้างสรรพสินค้า ก่อนถูกใครบางคนขับรถมาตะโกนถามราคา ครุ่นคิดว่าเธอคงเป็นโสเภณี (ชายคนนั้น ต่อมาจะคือคนที่เธอร่วมรักหลับนอน และกลายเป็นลูกจ้างงานคนแรก) ภาพช็อตนี้คงเป็นการสื่อตรงๆถึง หญิงสาว=ตุ๊กตา แต่งงานไม่ได้ด้วยรัก เหมือนถูกจับคู่ คลุมถุงชนเสียมากกว่า

ผมรู้สึกว่าการยืนนิ่งๆ ไม่ขยับเคลื่อนไหวติงของตัวละคร แล้วจับจ้องมองใครบางคนด้วยสายตาถมึงทึง น่าจะถือเป็น ‘ลายเซ็นต์’ ของผู้กำกับ Fassbinder ที่จะถูกขยับขยายต่อยอดในเรื่อง Ali: Fear Eats the Soul (1974)

สำหรับหนังเรื่องนี้หลังจาก Irmgard ตัดสินใจหลบหนีสามี Hans เธอและญาติๆต่างเกาะติดกันไว้เหนียวหนึบหนับ พยายามปกปักษ์รักษาสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นในความถูกต้องชอบธรรมของตนเอง ปฏิเสธประณีประณอม ทำความเข้าใจปัญหาของอีกฝั่งฝ่าย

มีเพียงน้องสาวของ Hans ที่เข้าใจปัญหาของพี่ชายว่าบังเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อพูดกล่าวความจริงออกไปกลับไม่มีใครเชื่อถือ ยินยอมรับฟัง ซึ่งเธอก็ทำได้แค่โผล่หน้าครึ่งเดียว เปิดใจรับ ไม่ปิดกั้นอีกฝั่งฝ่าย ฟังหูไว้หู ใช้สติครุ่นคิดไตร่ตรอง พร้อมจะให้โอกาสเขาเผชิญหน้าภรรยา

การใส่ตัวละครนี้เข้ามามีจุดประสงค์ชัดเจนมากๆว่า เพื่ออธิบายไขข้อกระจ่างสำหรับคนที่ไม่สามารถขบคิดปริศนาของหนัง เหตุผลที่ Hans แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เหล่านั้นออกมา เพราะเธอคือบุคคลเดียวที่กล้าพูดบอกความจริง เข้าใจสิ่งบังเกิดขึ้นทั้งหมด … แต่ไม่มีตัวละครไหนเชื่อฟัง คุณเองก็ด้วยหรือเปล่า?

แม้ว่าหนังจะพบเห็นภาพวาดงานศิลปะค่อนข้างเยอะ แต่มีไม่กี่ฉากที่ประโยชน์จากมันได้อย่างคุ้มค่า หนึ่งในนั้นคือช็อตนี้ที่น้องสาวของ Hans กำลังโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล ขณะที่คนอื่นๆเอาแต่สนปัญหาเฉพาะหน้า รุมล้อมไทมุง มีเพียงเธอเท่านั้นครุ่นคิดอย่างมีสติ มองมุมกว้าง รับรู้สิ่งที่ตนควรเร่งรีบกระทำ เหมือนภาพนี้ที่คือทิวทัศน์ บ้านคน รายละเอียดรายล้อมรอบข้าง (เห็นภาพรวมของปัญหา ตระหนักว่าตนเองควรทำอะไร)

การลักลอบนอกใจสามีของ Irmgard ภาพด้านหลังเหมือนคือพระแม่มารี นักบุญยอห์น และพระเยซูกุมาร จับจ้องมองการกระทำของพวกเขาอย่างใจเย็น ลีลาของเธอเปิดเผยหน้าอก ไม่ปกปิด ไร้ยางอาย จนกระทั่งบุตรสาวเดินเข้ามา ถึงค่อยตระหนักได้ในความผิดพลาดครั้งนี้

นี่คือเหตุผลที่ Irmgard ไม่สามารถยินยอมรับชายคนนี้ Anzell เมื่อกลายเป็นลูกจ้างของ Hans แต่แทนที่เธอจะพูดบอกความจริงกับสามี กลับวางแผน ชักใย ให้กระทำสิ่งที่อยู่ในความคาดหวังของตนเอง … นอกจากเป็นคนไม่ยินยอมรับความจริงแล้ว ยังชอบวางแผน บงการ ควบคุมครอบงำผู้อื่น (เหมือนความสูงของเธอที่สามารถบดบัง Hans ได้อย่างมิดชิด)

เด็กหญิง Renate เป็นตัวละครที่ผมโคตรอยากรู้ถึงอนาคตของเธอเสียจริง หลังจากพบเห็นภาพบาดตาบาดใจนักต่อนัก บิดาใช้กำลังทุบทำร้าย, มารดาร่วมรักชายอื่น, ได้รับการสอนหนังสือจาก Harry ฯลฯ เหล่านี้จะสร้างความผิดปกติ วิปริต โตขึ้นจะมีสภาพจิตใจเช่นไร … หรือจะมองว่านี่ตัวละครแทนด้วยมุมมองผู้ชมก็ได้เช่นกัน

การทรุดล้มป่วยหัวใจล้มเหลว ถูก(หลอก)ทำให้เหมือนว่า Hans ได้รับอิสรภาพจากพันธการบางอย่าง สังเกตจากบริเวณหน้าต่างพบเห็นต้นไม้ใหญ่ ใบสีเขียว ดูแล้วฉอุ่ม ชุ่มชื่นหัวใจ แต่แท้จริงแล้วนั่นเป็นสิ่งที่เขาได้เพียงเหม่อมองออกไปตลอดองก์สามของหนัง ไม่มีทางได้ขวนขวาย ไขว่คว้า ได้รับมาเข้ากับตนเอง

(ย้อนอดีต) แทนที่ Hans จะพูดบอกเรื่องไปอาสาสมัครทหารกับมารดา เขากลับเลือกเปิดเผยต่อน้องสาวตรงบันได (น้องสาวกำลังเดินขึ้น ส่วนพี่ชายนั่งอยู่แล้วเตรียมตัวกำลังจะก้าวลงไป สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมของพวกเขา) เพราะไม่ต้องการเผชิญหน้าคำตำหนิต่อว่า อาการเกรี้ยวกราดไม่พึงพอใจ ซึ่งวินาทีที่น้องวิ่งติดตามพี่ไม่ทัน สะดุดล้มพับนอนกองกับพื้น ท่วงท่าดังกล่าวละม้ายคล้ายตอนที่เธอทิ้งตัวนอนบนโซฟา ก่อนนำเข้าหวนระลึกนึกย้อนอดีตนี้

เมื่อ Irmgard และ Hans สามารถหาหนทางออกให้กับชีวิต เธอยินยอมให้อภัยทุกสิ่งที่เขาเคยกระทำ พร้อมเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน และแม้สามีจะไม่สามารถใช้เรี่ยวแรง พละกำลัง ก็ว่าจ้างลูกน้อง กลายเป็นเจ้าของกิจการ … เมื่อครุ่นคิดได้ดังนั้น วินาทียูเรก้า! Irmgard เดินไปเปิดผ้าม่าน นอกหน้าต่างพบเห็นต้นไม้ใหญ่ ใบสีเขียวชอุ่ม ชุ่มฉ่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเบิกบาน

คนที่เพิ่งรับชมหนังครั้งแรกอาจไม่ทันตระหนักว่า แผนการว่าจ้างลูกน้อง กลายเป็นเจ้าของกิจการ ล้วนคือความครุ่นคิดของ Irmgard แม้ว่าขณะนั้น Hans จะเออออห่อหมก ยินยอมรับ เห็นด้วยกับความครุ่นคิดดังกล่าว แต่นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เมื่อเขาตระหนักความจริงข้อดี รู้สึกตนเองตกต่ำต้อยด้อยค่าลงทันใด

มองผิวเผินฉากนี้ก็แค่ Irmgard เดินวนรอบรถเข็นก่อนตัดสินใจซื้อ-ไม่ซื้อ แต่ถ้าคุณสามารถครุ่นคิดต่อสักหน่อย อาจตระหนักว่าการเดินวนรอบ สะท้อนสิ่งที่คือศูนย์กลาง จิตวิญญาณ ความสำคัญของสิ่งนั้นต่อชีวิต ล้อกับตอนต้นเรื่องที่ Hans ป่าวประกาศขายของ เขาต้องหมุนตัวไปรอบๆอพาร์ทเม้นท์ ไม่ต่างกัน!

แซว: มีเลข 8 เขียนอยู่ตรงถังขยะด้วยนะ แต่เราสามารถมองเอียงๆแล้วให้มันเป็นสัญลักษณ์ของอินฟินิตี้ (∞) ไม่รู้จบสิ้น

Sex Scene ระหว่าง Hans กับ Irmgard แม้จะแค่ท่วงท่า Missionary ผู้ชายอยู่ด้านบน ผู้หญิงอยู่ด้านล่าง (สื่อถึงผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงเป็นรอง) แต่สังเกตท่อนขาของทั้งคู่ ภรรยาพยายามที่ให้ฝ่าเท้าของตนวางอยู่ด้านบน เหยียบย่ำน่องของสามี นี่คือสัญลักษณ์ของการควบคุมครอบงำ ต้องการเป็นใหญ่ อิทธิพลเหนือกว่า

จริงๆตั้งการสนทนาก่อนร่วมรัก ประเด็นเรื่องความสูง ก็ค่อนข้างชัดว่า Irmgard เป็นคนที่ไม่ได้ครุ่นคิดก่อนพูด เอาใจเขามาใส่ใจเรา สนเพียงความพึงพอใจส่วนตนเอง ทำให้ Hans งอนตุ๊บป่อง ง้อด้วยการเล้าโลม (มารยาหญิง) ให้เขาเกิดอารมณ์ร่วมรัก

หนังจงใจถ่ายช็อตที่ Hans แอบสังเกตการณ์ จ้องจับผิดลูกจ้าง ในลักษณะเดียวกับเมื่อตอนน้องสาวเปิดประตูห้อง มองพี่ชายเพียงครึ่งหนึ่งใบหน้า นัยยะความหมายก็คล้ายๆกัน เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ต้องการพิสูจน์-จับผิด ค้นหาว่าตัวตนแท้จริงของอีกฝั่งฝ่ายเป็นคนประเภทไหนกัน

หลังจากลูกจ้างคนแรกเปิดเผยความจริงว่า Irmgard เคยร่วมรักหลับนอนกับตน ตัดไปภาพย้อนอดีตขณะที่ Hans กำลังขอแต่งงานกับหญิงสาวที่เป็นรักแท้ของเขา แต่เธอกลับบอกปัดปฏิเสธเพราะอยากเป็นสามีกับพ่อค้าเร่ขายผักผลไม้ … คำตอบของเธอสะท้อนอคติทางชนชั้นอย่างชัดเจนมากๆ (อาชีพพ่อค้าเร่ = ชนชั้นทำงาน Working Class, มักได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากพวก กระฎุมพี, Bourgeoisie)

ลักษณะ Dynamic Cut นี้ สื่อถึงความครุ่นคิด สภาพจิตใจของ Hans เริ่มยินยอมรับไม่ได้ต่อพฤติกรรมของภรรยา โหยหาความทรงจำจากอดีต เพื่อเติมเต็มพื้นที่เวิ้งว่างเปล่าในปัจจุบัน

วินาทีที่ Hans ได้พบเจอ Harry พวกเขาต่างส่งเสียงหัวเราะอย่างเยิ่นยาว ปล่อยจานตกแตกอย่างไม่ยี่หร่าอะไร มองอย่างผิวเผินก็แค่ความดีใจสุดๆที่ได้พบเจอหน้า แต่แท้จริงแล้วนี่สัญลักษณ์ของจุดแตกหัก (ระหว่าง Hans กับ Irmgard) และเสียงหัวเราะปลอมๆ ทิ้งท้ายความสุขที่เขาจะไม่มีวันได้ยิ้มร่าอีกต่อไป … ผมมองฉากนี้คือ Death Flag อารัมบทนำเข้าสู่โศกนาฎกรรม

สังเกตว่าหนังไม่นำเสนอภาพการทำงานใดๆของ Harry (เพราะเคยพบเห็นทั้งหมดแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอน Anzell เลยไม่จำเป็นต้องกระทำซ้ำอีกรอบ) เพียงคำพูดกล่างถึงความซื่อสัตย์ ไม่มีปัญหาลักเล็กขโมยน้อย หรือโก่งราคาแต่อย่างไร

แต่ปัญหากลับเป็น Irmgard ที่เรียกร้องความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้ Harry อาศัยอยู่ร่วมกันในอพาร์ทเม้นท์หลังนี้ ซึ่งวินาทีที่เธอแสดงความต้องการดังกล่าว กำลังทาครีมพอกหน้า แสดงความอัปลักษณ์ของตนเองออกมา … นี่คือฟางเส้นสุดท้ายของ Hans ยืนกรานไม่ขับไล่เพื่อนผู้เคยช่วยชีวิตออกไปไหน หลังจากนี้เขาจึงมีสภาพเฉื่อยชา ล่องลอย ใช้เวลาครุ่นคิด ทบทวนตนเอง จนสามารถตระหนักถึงความจริงหลายๆอย่าง

เธอคนนี้คือรักแท้ของ Hans พร้อมยินยอมเสียสละทำทุกสิ่งอย่าง แต่ในมุมของหญิงสาว เขากลับเป็นเพียงเพื่อนเล่น เติมเต็มตัณหา ชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อความตื่นเต้นเร้าใจในชีวิต (นอกใจสามี) … เมื่อ Hans ครุ่นคิดตระหนักได้เช่นนั้น เขาจึงปฏิเสธร่วมรัก มีเพศสัมพันธ์ ปล่อยเธอให้นอนเปลือยเปล่า ไร้ความน่าหลงใหลอีกต่อไป

แม้ว่าน้องสาวจะเป็นบุคคลที่ Hans ให้ความนับหน้า เชื่อมั่น เข้าใจกันและกัน แต่เธอก็มีวิถีชีวิตของตนเอง กำลังวุ่นวายกับการทำงานที่ต้องส่งตามกำหนดพรุ่งนี้ ทำให้ไม่มีเวลาพูดคุย รับฟัง ช่วยครุ่นคิดแก้ปัญหาความรู้สึกของเขา

เมื่อไม่หลงเหลือใครยินยอมรับฟัง ช่วยครุ่นคิดแก้ปัญหา Hans จึงหันกลับไปพึ่งสุรา ดื่มให้กับทุกคนที่พานผ่านเข้ามาในชีวิต และเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนสิ้นลม ตัดภาพย้อนอดีตระหว่างอาสาสมัครทหาร เคยถูกจับเป็นเชลยสงคราม ได้รับการทรมานเค้นความลับ เมื่อพูดบอกออกไปก็เตรียมพร้อมจะถูกฆาตกรรม … ทั้งหมดนี้สะท้อนความรู้สึกภายในของ Hans ที่แปรสภาพจากเคยเจ็บปวดทางกาย มาเป็นเป็นทุกข์ทรมานทางใจ มันมีความรวดร้าวระทม หนักยิ่งกว่าไหนๆ

เกร็ด: El Hedi ben Salem ที่ขณะนั้นเป็นคู่ขาของผู้กำกับ Fassbinder มารับเชิญในบททหาร Moroccan ก่อนได้รับบทนำภาพยนตร์ Ali: Fear Eats the Soul (1974)

ในตอนแรกผมรู้สึกว่าปัจฉิมบทเป็นส่วนเกินที่เหมือนไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ (นอกจากเฉลยว่าใครคือรักแท้ของ Hans) แต่มีนักวิจารณ์ให้ความเห็นว่า การถ่ายติดหลุมฝังศพของ Hans แล้วทุกคนต่างแยกย้ายไปคนละทาง ยังสามารถสื่อว่าแม้ความตาย ก็ยังไม่มีใครที่จะจดจำ ให้ความสำคัญ ต่างสนเพียงการมีชีวิตของตนเองเท่านั้น

ตัดต่อโดย Thea Eymèsz หรือ Thea Eymeß (1936-2015) สัญชาติ German เกิดที่ Munich คนรู้จักของ Peer Rabin แนะนำต่อให้ผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder ร่วมงานกันตั้งแต่ Gods of the Plague (1970)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง สายตา และความทรงจำของ Hans Epp ในช่วงเวลาที่เขาค้นพบว่าได้สูญเสียอิสรภาพจากการทำงาน ชีวิตครอบครัว (ภรรยา+มารดา) รวมไปถึงตัวตนเอง ล้วนถูกควบคุมครอบงำ ใครบางคนคอยชี้นิ้วบงการ ไม่สามารถครุ่นคิดตัดสินใจอะไรๆ(ด้วยตนเอง)อีกต่อไป

หลายคนอาจไม่ทันสังเกต ฉากแรกของหนังแท้จริงแล้วคือความทรงจำจากอดีต (Flashback) เส้นเรื่องราวจริงๆเริ่มต้นระหว่าง Opening Credit เมื่อ Hans ส่งเสียงเร่ขายผลไม้ตามอพาร์ทเม้นท์ … เพราะสองซีนนี้มีช่องว่างระยะเวลาห่างกันหลายปี ตั้งแต่ที่เขาเลิกเป็นทหาร ทำงานตำรวจ ถูกแฟนสาวบอกเลิก และแต่งงานกับ Irmgard (ทั้งหมดนี้จะเล่าในลักษณะย้อนอดีต Flashback)

  • (ย้อนอดีต) Hans Epp กลับบ้านหลังลาออกจาก French Foreign Legion
  • องก์หนึ่ง, วิถีชีวิตของชนชั้นแรงงาน (Working Class)
    • กิจการร้านรถเข็น เร่ขายผักผลไม้
    • Hans ไม่ยอมกลับบ้านยามค่ำคืน ดื่มสังสรรค์กับเพื่อนจนเมามาย
      • (ย้อนอดีต) เล่าเรื่องราวสมัยทำงานเป็นตำรวจ แต่โดนไล่ออกเพราะถูกสาวยั่วราคะ
    • ดึกดื่นเมื่อกลับถึงบ้าน Hans ใช้กำลังทำร้ายร่างกาย Irmgard เช้าตื่นขึ้นก็พบว่าเธอหายตัวไปแล้ว
      • (ย้อนอดีต) Hans อยากเป็นช่างเครื่อง แต่ถูกมารดาบีบบังคับให้เรียนต่อ ไม่ต้องการให้มือของเขาเปลอะเปลื้อนสกปรก
    • Irmgard พาบุตรสาวหลบหนีไปอยู่กับญาติ ต้องการหย่าร้างกับ Hans แต่เมื่อเขาติดตามมาจนพบเจอ ทรุดลงล้มพับ ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว (Heart Attack)
  • องก์สอง, จากชนชั้นแรงงาน (Working Class) สู่ชนชั้นกระฎุมพี (Bourgeoisie)
    • Irmgard ลักลอบนอกใจสามี ร่วมรักกับชายแปลกหน้า พอถูกบุตรสาวพบเห็นอับอายพร้อมน้ำตา
    • Irmgard ยินยอมให้อภัยสามี ตัดสินใจให้ความช่วยเหลือ ครุ่นคิดแผนธุรกิจใหม่
      • (ย้อนอดีต) Hans บอกกับน้องสาวว่าจะเลิกเรียนหนังสือ เพื่อไปอาสาสมัครทหาร
    • Hans สัมภาษณ์ลูกจ้าง เลือกชายคนที่เคยร่วมรักกับ Irmgard แม้จะมีความซื่อสัตย์ แต่เธอก็พยายามหาหนทางผลักไสออกห่าง
      • (ย้อนอดีต) สารภาพกับหญิงสาวที่เคยตกหลุมรัก แต่เธอกลับบอกปัดปฏิเสธ
    • Hans พบเจอเพื่อนเก่าที่เคยติดหนี้บุญคุณ เลยให้ความช่วยเหลือว่าจ้างทำงาน
  • องก์สาม, จิตวิญญาณที่ล่องลอยของ Hans สูญสิ้นความเป็นตัวของตนเอง
    • แม้ว่ากิจการกำลังไปได้สวย แต่ Hans ก็เริ่มตระหนักว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมใดๆกับความสำเร็จนี้เลย สายตาเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
    • Hans ก้าวออกเดินไปยังสถานที่ต่างๆ พบเจอหญิงคนรัก น้องสาวคนสนิท
    • ก่อนตัดสินใจหวนกลับมาดื่มเหล้าให้ชีวิตดับวอดวาย
      • (ย้อนอดีต) เมื่อครั้นเป็นทหารถูกฝั่งตรงข้ามจับทรมาน คายความลับ กลับรอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด
  • ปัจฉิมบท, งานศพ และอนาคตต่อไป

หนังไม่ได้สร้างจุดสังเกตใดๆขณะนำเสนอการย้อนอดีต (Flashback) แต่ผู้ชมน่าจะแยกแยะออกไม่ยาก เพราะมักแทรกเข้ามาในช่วงเวลาที่ตัวละครกำลังประสบปัญหา วิกฤตบางอย่าง จึงมีการระลึกช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยน ปมขัดแย้งภายในจิตใจ ไม่ได้รับการเติมเต็ม/กระทำสิ่งที่เพ้อใฝ่ฝัน


เพลงประกอบในหนังล้วนเป็น ‘diegetic music’ ต้องได้ยินจากแหล่งกำเนิด วิทยุ ตู้เพลง เรียบเรียงใส่เข้ามาโดย Peer Raben (1940-2007) เพื่อนสนิท เคยเป็นคู่ขาผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Aktion-Theater

น่าเสียดายที่ผมสามารถหาบทเพลงที่ใช้หนังได้เพียง Buona Notte (แปลว่า Good Night) แต่งโดย Rocco Granata & Jules Verard ขับร้องโดย Rocco Granata, ดังขึ้นขณะ Hans กำลังนอนฟังอยู่บนเก้าอี้ เสียงแมนโดลินที่โหยหวน เพียงคำร้องขึ้นไม่กี่คำ เขาก็อดรนทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาหักทำลายแผ่นทิ้งเสีย! คงเพราะท่วงทำนอง(และคำร้อง)สะท้อนห้วงความรู้สึกขณะนั้น บีบเค้นขั้นถึงทรวงใน เลยมิอาจยินยอมรับ หลับตาลง ผ่อนคลายความรู้สึกดังกล่าวได้

The Merchant of Four Seasons นำเสนอเรื่องราวของพ่อค้าที่ตระหนักว่าได้สูญเสียอิสรภาพ ความสามารถในการครุ่นคิด ตัดสินใจ กระทำอะไรๆด้วยตนเอง ทุกย่างก้าวล้วนถูกควบคุมครอบงำจากสรรพสิ่งอย่างรอบข้าง อิทธิพลจากสังคม ญาติพี่น้อง ผองเพื่อน ภรรยา หรือแม้กระทั่ง(ร่างกายของ)เขาเอง

Hans ตั้งแต่ยังเด็กถูกมารดาบีบบังคับให้เรียนต่อ ทั้งๆมีความเพ้อฝันอยากเป็นช่างเครื่อง เลยตัดสินใจหลบหนีด้วยการอาสาสมัครทหาร โดนจับเป็นเชลยสงคราม ถูกทรมานเจ็บปวดสาหัสปางตาย รอดชีวิตมาได้อย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ เมื่อหวนกลับมาหญิงคนรักกลับปฏิเสธคำขอแต่งงาน ส่วนภรรยาก็จอมบงการเรียกร้องโน่นนี่นั่น พอใช้กำลังก็ถูกตำหนิต่อว่า ไม่มีใครสนหาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไม? เขาถึงกลายมามีสภาพแบบนี้

ความคาดหวังเป็นสิ่งที่ทำให้ Hans รู้สึกตึงเครียด เก็บกดดัน ไม่สามารถกระทำตามที่ใครต่อใครชี้ชักนำ ขณะเดียวกันเมื่อพยายามเป็นตัวของตนเอง ก็ขาดความเชื่อมั่น ไร้บุคคลให้การส่งเสริมสนับสนุน เป็นกำลังใจอยู่เบื้องหลัง แล้วเมื่อปัญหาต่างทับถม กองพะเนิน จึงทำให้ล้มป่วยโรคหัวใจล้มเหลว (Heart Attack) นั่นกลายเป็นขีดจำกัดของร่างกาย ไม่สามารถออกแรง ยกของหนัก ใช้กำลังวังชาได้เหมือนเก่า แม้ภรรยาจะหาหนทางออกสำเร็จ เปิดรับสมัครลูกจ้าง ก็สร้างเสียงหัวเราะเพียงครั้งแรกๆ เมื่อเขาตระหนักว่าได้สูญเสียศักยภาพในการทำทุกสิ่งอย่าง มันจึงไม่มีอะไรหลงเหลืออะไรให้เขารู้สึกเป็นตัวของตนเองอีกต่อไป

รถเข็นขายผักผลไม้ คือสัญลักษณ์ของชนชั้นทำงาน (Working Class) กลายมาเป็นเจ้าของกิจการ มีลูกจ้างทำแทน ถือว่าก้าวเข้าสู่การเป็นชนชั้นกลาง (Bourgeoisie), การเปลี่ยนผ่านชนชั้นของตัวละคร สามารถสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ไดเรคชั่นสรรค์สร้างภาพยนตร์ของผู้กำกับ Fassbinder เปลี่ยนแปลงจาก Avant-Garde Period ก้าวเข้าสู่ยุคสมัย Melodrama

มันไม่ใช่ว่าวิธีการทำงานของผู้กำกับ Fassbinder เปลี่ยนแปลงไปนะครับ เขายังคงกำกับ-เขียนบท-ตัดต่อ-รับเชิญบทบาทสมทบ ร่วมงานนักแสดงขาประจำจาก Aktion-Theater แทบไม่ได้แตกต่างจากจากช่วง Avant-Garde Period แต่สิ่งที่กลับตารปัตรหน้ามือ-หลังมือ คือกระบวนการครุ่นคิด ทัศนคติต่อการนำเสนอสื่อภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่แช่ภาพนิ่งๆ ผู้ชมต้องวิ่งเข้าหา ทำอย่างให้คนดูสัมผัสถึงอารมณ์ เข้าถึงความรู้สึกตัวละคร ผ่านองค์ประกอบภาษาภาพยนตร์

Melodrama Period คือช่วงเวลาที่ผู้กำกับ Fassbinder สรรค์สร้างภาพยนตร์โดยครุ่นคิดถึงมุมของผู้ชม มองผิวเผินก็สามารถทำความเข้าใจเรื่องราว สัมผัสอารมณ์ตัวละคร แต่ก็ยังซุกซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง เว้นพื้นที่ว่างสำหรับให้ขบครุ่นคิด ไขปริศนา ใช้สติปัญญาค้นหาคำตอบบางสิ่งอย่างด้วยตนเอง … นี่คือสิ่งที่ทำให้หนังของ Fassbinder ก้าวข้ามผ่าน Melodrama เฉิ่มๆเชยๆ ท้าทายให้ผู้ชมมองลึกลงไป พบเห็นความงดงามที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้

การเปลี่ยนแปลงจากชนชั้นทำงานมาสู่ชนชั้นกลาง ทำให้ Hans สูญเสียความเป็นตัวของตนเอง ตระหนักว่ากำลังถูกควบคุมครอบงำ เลยตัดสินใจที่จะ … นั่นคือผู้กำกับ Fassbinder เลือกที่จะทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างที่เขาเคยยึดถือมั่น (ไดเรคชั่นจากช่วง Avant-Garde Period) ยินยอมโอบรับอิทธิพลของ Douglas Sirk ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องกำจัด ทำลาย เข่นฆ่าตัวตนเก่าให้ตกตายไป

สายตาที่เหม่อล่องลอยของ Hans (และผู้กำกับ Fassbinder) มองออกไปนอกหน้าต่าง มีเพียงความโศกเศร้า (melancholy) โหยหาวันคืนแห่งความระเริงรื่น สนุกหรรษา ไม่ต้องยี่หร่าต่ออะไร เหล่านี้เป็นสิ่งไม่มีวันหวนกลับคืนมา ดั่งสายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ ชีวิตต้องก้าวเดินข้างหน้า เหลือเพียงความทรงจำเลือนลาง ให้หวนระลึกถึงบางครั้งครา

เกร็ด: ชื่อหนังดั้งเดิมคือ Der Obsthändler (แปลว่า The Fruit Seller) แต่ได้รับการแนะนำจากเพื่อนร่วมงาน Daniel Schmid กล่าวถึงภาษาฝรั่งเศส Marchand des quatre-saisons (แปลเป็นเยอรมัน Händler der vier Jahreszeiten, ภาษาอังกฤษ The Merchant of Four Seasons) เป็นคำเรียกพ่อค้าขายผักผลไม้ด้วยรถเข็น … คงเป็นคำเรียกภาษาท้องถิ่น คล้ายๆบ้านเรานิยมเรียกร้านขายของริมทางว่าแผงลอย


ใน Wikipedia มีรายงานทุนสร้าง DEM 178,000 แต่ที่เว็บ IMDB.com ประมาณว่า DEM 325,000 เลยบอกไม่ได้ว่ายอดจริงๆนั้นเท่าไหร่ ส่วนรายรับมีเพียงบอกว่า เป็นผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับ Fassbinder ที่ประสบความสำเร็จทำกำไร

หนังได้เข้าชิง German Film Award ถึง 6 สาขา สามารถคว้ามาได้ถึง 3 รางวัล (ผู้กำกับ Fassbinder ถูก SNUB ไม่ได้เข้าชิงสาขา Best Director)

  • Outstanding Feature Film ** คว้ารางวัล
  • Best Actor (Hans Hirschmüller) ** คว้ารางวัล
  • Best Actress (Irm Hermann) ** คว้ารางวัล
  • Best Supporting Actor (Klaus Löwitsch)
  • Best Supporting Actress (Gusti Kreissl)
  • Best Supporting Actress (Ingrid Caven)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ (digital restoration) คุณภาพ 4K พร้อมคำบรรยาย Commentary โดย Wim Wenders สามารถหาซื้อ/รับชมได้จาก Criterion Collection ร่วมกับผลงานอื่นๆของผู้กำกับ Fassbinder

เกร็ด: Martin Scorsese จัดให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในลิส ’39 Essential Foreign Films for a Young Filmmaker’ ซึ่งมีผลงานของผู้กำกับ Fassbinder อยู่สามเรื่อง The Merchant of Four Seasons (1972), Ali: Fear Eats the Soul (1974) และ The Marriage of Maria Braun (1979)

ส่วนตัวมีความชื่นชอบประทับใจหนังตั้งแต่ช็อตฉากแรก! คาดไม่ถึงว่าผู้กำกับ Fassbinder จะมีพัฒนาการ ค้นพบสไตล์ลายเซ็นต์ เปลี่ยนแปลงตนเองได้ปุ๊ปปั๊ป รวดเร็วขนาดนี้ (เทียบกับ Federico Fellini ยังต้องค่อยๆพัฒนาสไตล์ The White Sheik (1952), I Vitelloni (1953) กว่าจะเริ่มลงตัวก็เมื่อ La Strada (1954)) โดยเฉพาะการแสดงของ Hans Hirschmüller, Irm Hermann ถ่ายทอดความลุ่มลึกตัวละครออกมาได้อย่างตราตรึง ทรงพลัง!

ผมค่อนข้างสองจิตสองใจว่าจะจัดหนัง “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะหลายคนอาจไม่สามารถทำความเข้าใจปัญหาแท้จริงที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ว่าต้องการสะท้อนปัญหาครอบครัวและสังคม โดยเฉพาะความคาดหวัง ไม่เคยเปิดใจรับฟัง ยินยอมรับตัวตนอีกฝั่งฝ่าย นี่ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปจะตระหนักได้

แนะนำคอหนัง Melodrama แนวสะท้อนสังคม ปัญหาชีวิต ความขัดแย้งในครอบครัว, นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ทำความเข้าใจปัญหาแท้จริงที่เกิดกับตัวละคร, พ่อค้า-แม่ค้า ขายผักผลไม้ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจในการประกอบธุรกิจ

จัดเรต 15+ กับความโป๊เปลือย ใช้ความรุนแรง เผด็จการในครอบครัว

คำโปรย | The Merchant of Four Seasons คือฤดูกาลแรกของผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder ที่พร้อมเก็บเกี่ยวความสำเร็จ
คุณภาพ | ร้ก็กี่ยว
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: