Hannah and Her Sisters (1986)

Hannah and Her Sisters

Hannah and Her Sisters (1986) hollywood : Woody Allen ♥♥♥♡

Hannah และน้องสาวอีกสองคน อาศัยอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ New York City มองไปทางไหนก็พบเห็นแต่ตึกระฟ้า เต็มไปด้วยสถานที่ลับตา เรื่องวุ่นๆสัปดนชวนหัวในสไตล์ Woody Allen จึงบังเกิดขึ้น

ความสัปดนในผลงานของ Woody Allen ยังคงเป็นสิ่งที่ผมโคตรอคติเดียดฉันท์ ถึงแม้ Hannah and Her Sisters ตัวละครของ Allen จะลงเอยกับน้องสาวอดีตภรรยา แต่ในชีวิตจริงเหตุผลที่เลิกคบหา Mia Farrow ใครๆก็น่าจะรับรู้ว่าตกหลุมรักลูกสาวบุญธรรม Soon-Yi Previn (เป็นตัวประกอบหนึ่งในหนังด้วยนะ) ซึ่งขณะนั้นอายุย่าง 15-16 ปี … ให้ตายเถอะ!

แม้จะยังอีกหลายปีกว่าความจะแตก เมื่อ Farrow พบภาพนู้ดของ Previn ที่บ้านของ Allen เมื่อเดือนมกราคม 1992 อ้างว่าเพิ่งถ่ายเมื่อวันก่อน และมี Sex ครั้งแรกสองสัปดาห์ก่อนนั้น … แต่เรื่องพรรค์นี้มันเชื่อได้ที่ไหนกัน

ถึงอย่างนั้นผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องชื่นชมความเฉลียวฉลาด เฉียบคมคายของบทหนัง การแสดงของสาวๆต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดำเนินเรื่องแบ่งออกเป็นตอนๆ ละมุมมองตัวละคร แลดูคล้ายลักษณะของนวนิยาย หลายๆฉากรับอิทธิพลแรงบันดาลใจจาก Fanny and Alexander (1982) และเพลงประกอบสะท้อนรสนิยมอันหลากหลาย คลุกเคล้าทุกสิ่งอย่างเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม เต็มอิ่มอรรถรส บันเทิงรมณ์ไม่น้อยทีเดียว


Heywood ‘Woody’ Allen ชื่อเดิมคือ Allan Stewart Konigsberg (เกิดปี 1935) นักแสดง ผู้กำกับสร้างละครเวที/ภาพยนตร์ และเดี่ยวไมโครโฟน สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Brooklyn, New York ในครอบครัวชาว Jews ช่วงชีวิตวัยเด็กไม่ค่อยมีความสุขนัก พ่อแม่มีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง ทำให้ Allen จำต้องแปรสภาพความเครียดนี้ให้กลายเป็นเรื่องเล่าสนุกสนานขบขัน (เป็นการหนีตัวเองลักษณะหนึ่ง) พออายุ 15 เริ่มหัดเขียนมุกตลกลงในหนังสือพิมพ์ ไม่นานก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ มียอดขายใช้ได้ทีเดียว

ช่วงทศวรรษ 60s เริ่มต้นเป็นเดี่ยวไมโครโฟน Stand-Up Comedy ที่ต้องถือว่าเป็นผู้สร้างนิยามใหม่ให้กับวงการ ด้วยความสนใจในเรื่องจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) [ตัวเขาต้องพึ่งนักจิตวิทยาตั้งแต่อายุยังน้อย] ชอบพูดถึงชีวิตบัดซบๆของตนเองในมุมขบขัน ไม่ค่อยสนใจปัญหาการเมือง สังคม สงคราม ที่ตลกสมัยนั้นชอบนำมาเสียดสีล้อเลียน, นี่ถือสไตล์ Comedy ที่สร้างความแตกต่าง ‘refreshing’ ให้กับคนอเมริกายุคสมัยนั้น

สำหรับภาพยนตร์ เริ่มต้นจากเป็นผู้เขียนบท What’s New Pussycat? (1965) แต่เพราะผลงานออกมาค่อนข้างย่ำแย่ ทำให้ Allen ตั้งปณิธานว่าจะเขียนเองกำกับเองนับจากนั้น โดยเรื่องแรกที่ถือเครดิตผู้กำกับคือ What’s Up, Tiger Lily? (1966), Take the Money and Run (1969), Everything You Always Wanted to Know About Sex* (*But Were Afraid to Ask) (1972), Sleeper (1973), Love and Death (1975), กระทั่งค้นพบแนวทางตนเอง Annie Hall (1977) คว้ารางวัล Oscar: Best Picture, Best Director, Best Actress และ Best Original Screenplay

สำหรับ Hannah And Her Sisters จุดเริ่มต้นจากวันสบายๆของ Allen อยู่ดีๆครุ่นคิดได้ถึงชื่อหนัง ทั้งๆไม่มีแนวคิดใดๆเกี่ยวกับเรื่องราว แต่แค่ชื่อดังกล่าวก็ฟังดูน่าสนใจดี

“I was sitting home working on another script – working on some names or something – and the title of Hannah and Her Sisters came to me. I had no idea of the story or anything. I just thought: That’s an interesting title for something. And I filed it. So that was really the first thing that came”.

– Woody Allen

ระหว่างยังครุ่นคิดอะไรไม่ได้ นั่งอ่านนวนิยาย Anna Karenina (1878) ผลงานก้องโลกของ Leo Tolstoy เกิดความครุ่นคิดถึงวิธีการดำเนินเรื่อง(ของนวนิยาย) เป็นอะไรที่น่านำมาทดลองปรับใช้กับภาพยนตร์

“Then, the summer before last, I reread ‘Anna Karenina,’ and I thought, it’s interesting how this guy gets the various stories going, cutting from one story to another. I loved the idea of experimenting with that”.

เมื่อได้ข้อสรุปโครงสร้างการเล่าเรื่อง แบ่งออกเป็นบทๆตอนๆ เล่าเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร (ที่แตกต่างออกไป) เท่านั้นเองทุกการครุ่นคิดเรื่องราวก็ดำเนินไป โดยนำส่วนใหญ่ๆล้วนจากประสบการณ์ชีวิตของเขาเอง

“Maybe that comes from childhood; my mother had seven sisters and their children were female, so all I knew were aunts and female cousins”.

Hannah (รับบทโดย Mia Farrow) มีน้องสาวสองคน Lee (รับบทโดย Barbara Hershey) และ Holly (รับบทโดย Dianne Wiest) ต่างให้ความช่วยเหลือพึ่งพากันและกันมาโดยตลอด ซึ่งเรื่องราวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ดำเนินขึ้นระยะเวลา 24 เดือน เริ่มต้น-สุดสุด ณ งานเลี้ยงวัน Thanksgiving
– เล่าผ่านมุมมองของ Elliot (รับบทโดย Michael Caine) สามีคนปัจจุบันของ Hannah โดยไม่รู้ตัวตกหลุมรัก Lee ที่มีแม้มีคู่ขา Frederick (รับบทโดย Max Von Sydow) แต่ก็ยังพยายามเกี้ยวพาราสีจนได้ร่วมรักหลับนอน นั่นทำให้ทั้งคู่รู้สึกผิดต่อจิตสำนึกของตนเอง
– Mickey (รับบทโดย Woody Allen) อดีตสามีของ Hannah เป็นนักเขียนรายการโทรทัศน์ ที่มีความละเอียดอ่อนไหวในเรื่องเล็กๆน้อยๆ สาเหตุที่เลิกร้างราเพราะหมอบอกว่าอสุจิอ่อนแอไม่สามารถมีลูกได้ นั่นสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวฉานจนเคยครุ่นคิดฆ่าตัวตาย กาลเวลาผ่านไปหลังจากทำใจได้มีโอกาสนัดเดทกับ Holly ครั้งแรกล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ไปๆมาๆกลับประสบความสำเร็จ ซะงั้น!
– เรื่องราวของ Holly อดีตเคยเสพติดโคเคน ต่อมาต้องการเป็นนักแสดง Broadway แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จได้รับการคัดเลือก เพราะไม่มีงานทำจึงมักขอหยิบยืมเงินจากพี่สาว Hannah เริ่มต้นธุรกิจอาหารกับเพื่อนนักแสดง April (รับบทโดย Carrie Fisher) แต่ไปๆมาๆถูกเธอแย่งแฟนหนุ่มสถาปนิก อีกทั้งออดิชั่นบทบาทเดียวกัน สุดท้ายเปลี่ยนมามุ่งมั่นการเขียนนิยาย/บทละครเวที จับพลัดจับพลูได้หวนกลับมาพบเจอ Mickey ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาอย่างดี จนตกหลุมรัก และสุดท้ายได้แต่งงานกัน


Mia Farrow รับบท Hannah พี่สาวสามารถเป็นที่พึ่งพาของพ่อ-แม่ น้องๆ ได้ทุกสิ่งอย่าง แต่กับสามีทั้งสอง เหมือนะแทบไม่เคยเข้าใจอะไรๆกัน
– กับ Mickey เพราะเธอพยายามเรียกร้องโน่นนี่นั่นมากจนเกิน แต่เมื่อเขาไม่สามารถให้ได้เลยค่อยๆเหินห่าง
– สำหรับ Elliot มันดูเหมือนว่าจิตใจเขาล่องลอยออกไป ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เลยมิอาจเข้าใจอะไรได้สักเท่าไหร่

แม้ว่า Allen จะเขียนบทบาทนี้สำหรับ Farrow แต่เขาให้อิสระแก่เธอในการเลือกเล่นเป็นใครก็ได้ ซึ่งปฏิกิริยาแรกจริงๆเมื่อได้อ่านบทหนัง ไม่ต่างกับตัวละครที่แสดงออกมา (เมื่ออ่านนิยาย/บทละครของ Holly)

“While we walked, worked, ate, slept and lived our lives, the story of Hannah was fleshed out, detail by familiar detail”.

– Mia Farrow

ผมรู้สึกว่า Farrow ในหนังของ Allen มีความ Typecast ประการหนึ่ง เพราะพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน (แต่ไม่ได้อยู่อพาร์ทเม้นท์หลังเดียวกัน) จึงพบเห็นรับรู้จักตัวตน ภาพยนตร์กี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็มักเต็มไปพบเห็นความใส่ซื่อ บริสุทธิ์ จริงใจ เมื่อเทียบกับบทบาทเรื่องอื่นๆอย่าง Rosemary’s Baby (1968) หรือ The Omen (2006) แทบจะกลายเป็นคนละคน!


Barbara Hershey ที่ตอนนั้นยังไม่มีชื่อเสียงสักเท่าไหร่ เพิ่งย้ายมา Manhattan ได้เพียงสามวันก็มีโอกาสพบเจอ Woody Allen โดยไม่ทันตั้งใจ ชักชวนมารับบท Lee ผู้มีความโหยหาในรัก และ Sex ได้รับการเสี้ยมสอนเปิดโลกทัศน์โดย Frederick (รับบทโดย Max Von Sydow) เมื่อพร้อมจะโบยบินออกมา ถูกดักจับได้โดย Elliot สร้างความปั่นป่วนว้าวุ่นวายใจ เพราะเขาคือสามีพี่สาว เลยพยายามที่จะดิ้นให้หลุดจากพันธนาการหัวใจอีกครั้งหนึ่ง

“I just fell in love with the role and I came in with lots of wonderful ideas that Woody didn’t like and I had to just let go of them. Because I realized what’s the point of doing a Woody Allen movie unless you’re going to do it his way, unless you’re going to see where he takes you. And as soon as I gave myself to him as an actor, it was great. I relaxed”.

– Barbara Hershey

ผมรู้สึกว่าบทบาทนี้ถูกทำให้เป็น ‘Male Gaze’ ของ Allen (ไม่รู้คือมุมมองของเขาต่อ Hershey เลยหรือเปล่านะ) พยายามจับจ้องมอง ขวนขวายไขว่คว้า ทำทุกสิ่งอย่างให้ได้มาครอบครองเป็นเจ้าของ แต่หลังจากนั้นไม่รู้ยังไงต่อเหมือนกัน ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเปิดประตูความสำเร็จให้กับ Hershey มีโอกาสเล่นหนังดีๆมากมาย อาทิ Shy People (1987), A World Apart (1988) [สองเรื่องนี้คว้ารางวัล Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Cannes], The Last Temptation of Christ (1988), The Portrait of a Lady (1996), Insidious (2010), Black Swan (2010) ฯ


Dianne Wiest รับบท Holly เพราะเคยเสพติดโคเคนจนเสียคน แม้ปัจจุบันจะลดละเลิกราไปนานแล้ว แต่สีหน้าสายตายังคงวอกแวก อารมณ์ร้อนรน ขาดความมั่นใจ/กำลังใจจากพี่ๆ ทำอะไรเลยไม่เคยประสบความสำเร็จสักอย่าง จนกระทั่งหวนกลับมาพบเจอ Mickey เพราะพานผ่านอดีตร้ายๆมาคล้ายคลึง โดยไม่รู้ตัวสามารถปรับเข้าหากันได้อย่างดูดดื่ม

Wiest เป็นนักแสดงมาจากฝั่งละครเวที ก่อนหน้านี้เพิ่งได้ร่วมงานผู้กำกับ Allen เรื่อง The Purple Rose of Cairo (1985) ประทับใจความเพี้ยนๆ เล่นเป็นตัวละครพึ่งพาอะไรไม่ได้ค่อยได้สักเท่าไหร่ ซึ่งความสำเร็จของ Hannah and Her Sisters (1986) สามารถคว้า Oscar: Best Supporting Actress ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงยอดฝีมือ ผลงานเด่นๆติดตามมา อาทิ Parenthood (1989), Edward Scissorhands (1990), Bullets over Broadway (1994), The Birdcage (1996), Rabbit Hole (2010) ฯ


Michael Caine รับบท Elliot แม้แต่งงานมีภรรยาอยู่แล้ว แต่ก็มิอาจหักห้ามใจ ลุ่มหลงใหล ตกหลุมรัก Lee ครุ่นคิดสรรหาวิธีการให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ จนกระทั่งสำเร็จสมหวังดั่งใจ จากนั้นภายในก็เริ่มปั่นป่วนคลุ้มคลั่ง เพราะไม่รู้จะหาหนทางออกทำอย่างไรต่อไปดี

Caine เป็นเพื่อนของ Farrow มานมนาน (เพิ่งได้ร่วมงานกันก็ครั้ง) เห็นว่ายังเป็นคนแนะนำเธอให้รู้จักกับ Allen อีกต่างหาก แม้แรกเริ่มจะไม่ใช่ตัวเต็งรับบท (ผู้กำกับเล็ง Jack Nicholson ซึ่งก็สนใจแต่ไม่มีเวลาว่าง) ครั้งนี้เลยเป็นโอกาสอันดีร่วมงานกัน

“He’s one of the few people around who can play serious and comedy. There’s not a lot of us around!”

– Woody Allen

แต่การทำงานในกองถ่าย สร้างความกระอักกระอ่วนตัวเกร็งให้ Caine อยู่ไม่น้อย เพราะเขาต้องเข้าฉากเลิฟซีน กอดจูบ Farrow ในห้องนอนของเธอ โดยมีคนรักคนปัจจุบัน Allen จับจ้องมองอยู่ไม่ห่าง … ถึงอย่างนั้นก็คุ้มอยู่นะ ทำให้ Caine คว้า Oscar: Best Supporting Actor ตัวแรกไปครองได้ (แบบมึนๆสักหน่อย)


Woody Allen รับบท Mickey ชายผู้เป็นโรคหวาดระแวง มีความคลุ้มคลั่งเสียสติแตกอยู่ตลอดเวลา แค่ไปหาหมอบอกให้ตรวจเพิ่ม ก็มโนเพ้อภพจินตนาการไปแสนไกล สืบเนื่องจากปมฝังใจที่เลิกร้างรากับ Hannah เพราะได้รับการวินิจฉัยมีลูกไม่ได้ นั่นทำให้แทบสูญสิ้นความเป็นชาย กลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตนเอง อะไรเล็กๆน้อยๆก็เก็บไปครุ่นคิดมาก ไม่สามารถหาความสงบสุขให้กับตนเองได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครนี้ ก็คือชีวิตช่วงหนึ่งของ Allen เองเลยนะ เพราะไม่สามารถมีลูกได้ตามคำขอของ Farrow พยายามแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เลยแทบสูญสิ้นความเป็นชาย (แต่ภายหลังก็มีได้ น้ำยายังไม่หมด) จำต้องรับอุปการะเลี้ยงดูเด็กๆหลายคน (ลูกๆของพวกเขา มารับเชิญในหนังแทบทั้งหมด)


ทิ้งท้ายกับ Max Von Sydow รับบท Frederick ชายสูงวัย วันๆหมกตัวอยู่แต่ในอพาร์เมนท์ สรรค์สร้างงานศิลปะ ภาพนู้ด ปิดกั้นตนเองจากโลกภายนอก หลงเหลือเพียงคนรัก/ลูกศิษย์ Lee เสี้ยมสั่งสอนเธอทุกสิ่งอย่าง แต่ก็คาดคิดว่าสักวันเธอคงจากไป … และวันนั้นก็กำลังมาถึง

แม้แค่ช่วงเวลาสั้นๆที่ได้ร่วมงาน แต่ก็สร้างความประทับใจให้ทุกคนในกองถ่าย เมื่อหมดสิ้นคิวได้รับการปรบมือจากทีมงาน

“Max is so good, the crew applauds. That never happens for an actor. His gift is so large, it’s universal. Whether he plays sophisticated or unsophisticated, it doesn’t matter”.

– Woody Allen

สำหรับ Von Sydow พูดถึงการร่วมงานกับ Allen

“It was the beginning of a very nice period and I enjoyed very much playing in that film. I was sorry that it didn’t take longer, but I am a great admirer of Woody Allen and I hope he will continue forever”.

– Max Von Sydow


ขาประจำถ่ายภาพของ Allen ก่อนหน้านี้คือ Gordon Willis แต่เพราะติดโปรเจคอื่นเลยจำต้องเปลี่ยนมาเป็น Carlo Di Palma (1925 – 2004) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอิตาเลี่ยน ก่อนหน้านี้เป็นขาประจำของ Michelangelo Antonioni ผลงานเด่นๆ อาทิ Red Desert (1964), Blowup (1966), Hannah and Her Sisters (1986), Shadows and Fog (1991) ฯ

“Carlo was the opposite of Gordon in that Gordon has prodigious technique in addition to his artistic genius. Carlo was an absolute hunt-and-peck primitive. He would put a light there and look around and try something else, and put a light somewhere else, and somehow arrive at very beautiful lighting. He learned through no schools at all”.

– Woody Allen

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้กำกับ Allen ได้อิทธิพลพอสมควรจาก Fanny and Alexander (1982) ของผู้กำกับ Ingmar Bergman โดยเฉพาะการเริ่มต้นด้วยงานเลี้ยงของครอบครัว เปลี่ยนจากเทศกาลคริสต์มาสมาเป็นวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) สถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำคืออพาร์ทเม้นท์จริงๆของ Mia Farrow ยัง New York City ยัดนักแสดง ตัวประกอบ และทีมงานกว่า 40 ชีวิตเข้าไปในนั้น!

God, she’s beautiful… เริ่มต้นด้วยด้วยข้อความ เสียงพูด และช็อตแรกของหนังถ่ายให้เห็นว่าเธอคนนั้นคือใครกัน สวยไหมก็ถามใจคุณเอง จากนั้นกล้องทำการแพนนิ่ง เคลื่อนเวียนวนไปรอบๆห้อง พบเห็นผู้คนมากมาย ผนังกำแพงอยู่รอบทิศทาง

สามพี่น้องร่วมช็อตกันครั้งแรก ซ่อนเร้นด้วยนัยยะบางอย่าง
– Hannah ยืนอยู่ด้านซ้าย กำลังตระเตรียมอาหาร ทำทุกสิ่งอย่างด้วยตนเอง (ไม่มีใครช่วยเหลือ)
– Lee ยืนอยู่กึ่งกลาง หันหน้าตั้งฉาก คือเธอเอาตัวรอดด้วยตนเองได้ แต่กลับทำบางสิ่งอย่างลับหลัง Hannah
– Holly ยืนขวาสุด จุดบุหรี่ พึ่งพาตนเองไม่ได้ แต่ก็ยังสนแต่แสวงหาความสุขส่วนตัว

ตั้งแต่ฉากแรกๆแล้วที่ Elliot พยายามเกี้ยวพาราสี Lee อย่าง Long Take ซีนนี้ กล้องจะแพนไปมา ตัวละครเดินสลับสวนทาง ก่อนมาหยุดลงที่ฝ่ายหญิงนั่งลงตรงเตียง (น่าจะเป็นห้องของลูกๆ) และเขากำลังพยายามจะโน้มตัวเข้าไป ถูกภรรยา Hannah เข้ามาขัดจังหวะพอดิบดี

จะว่าไป Allen ก็เป็นแฟนคลับผู้กำกับ Yasujirô Ozu เลยไม่แปลกถ้าฉากบนโต๊ะอาหารนี้ จะมีการลำดับไล่เลียงความสำคัญ หัวโต๊ะคือเจ้าภาพ Elliot ด้านขวามือ(ของเขา)ประกอบด้วยศรีภรรยา ตามด้วยแม่สะใภ้ และน้องสาวทั้งสอง ส่วนด้านซ้ายมือเริ่มจากพ่อสะใภ้ ที่เหลือก็ไม่รู้ว่าใคร และเด็กๆนั่งอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดคือลูกๆของ Mia Farrow (และ Woody Allen)

ตอนของ Lee เมื่อกลับมาถึงอพาร์ทเม้นท์ เริ่มต้นจะพบเห็นแต่ศีรษะด้านหลังของ Frederick เพื่อสะท้อนบุคลิกนิสัยของตัวละครที่พยายามปกปิดบัง ซ่อนเร้น ตัดขาดจากโลก (ผู้ชมเลยไม่ได้รับโอกาสมองเห็นใบหน้า)

เพื่อสะท้อนนิสัยหวาดระแวงของ Mickey แรกเริ่มต้นก็ใส่ปัญหาป่วนๆในอาชีพการงาน ระหว่างก้าวย่างเดินยังโถงทางเดิน ผู้คนมากมายรายล้อมด้วยสารพัดปัญหา … นี่น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก (นึกไม่ออกแหะ)

New York City เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า มองไปทางไหนก็พบเห็นผนังกำแพง ซึ่งสิ่งที่พบเห็นค่อนข้างบ่อยในหนังแม้ฉากภายใน คือถ่ายจากอีกห้องให้ติดผนัง/ประตู บดบังส่วนหนึ่งของภาพไว้ เพื่อสร้างความรู้สึกอึดอัด คับแบบ (แนวคิดคล้ายๆ In the mood for Love)

อย่างฉากนี้ตัวละครของ Allen ไปหาหมอ ฝั่งของเขาไม่มีอะไรปกปิดบัง แต่ด้านหลังของหมอกับมีกำแพงขวางกั้น นั่นสะท้อนตรงๆเลยว่ามีความผิดปกติบางอย่างที่อาจเกิดขึ้น

ความวิกลจริตของผู้มีจิตหวาดระแวง ต้องการจะล่วงรับรู้แนวโน้มร้ายแรงสุดที่อาจเป็นไปได้ แต่เพราะหมอประจำตัวพยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดบอก ตัวละครเลยต้องหาหนทางทำยังไงต้องล่วงรับรู้ให้จงได้ โทรสอบถามเพื่อนหมอ สถานที่ยังตู้โทรศัพท์สาธารณะขณะฝนตก สะท้อนอารมณ์เศร้า เหงา หนาวเหน็บ สีหน้าห่อเกี่ยว(เมื่อรับรู้ว่าตนเองอาจกำลังป่วยเป็นอะไร)

วิธีการโชว์ความ สถาปัตยกรรม New York City ในสไตล์ผู้กำกับ Allen ใช้วิธีการให้ตัวละครหนึ่งเป็นสถาปนิก กำลังจีบสาว พาไปท่องเที่ยวเยี่ยมชม พร้อมพูดบรรยาย ประกอบบทเพลงคลาสสิก Bach: Concerto for Two Violins and Orchestra in D minor, BWV 1043

แต่เงยหน้าแหงนมองเบื้องบนอย่างเดียว จะพลาดความงดงามบางอย่างที่อยู่ภาคพื้น ซึ่งผู้กำกับ Allen ใช้การนำเสนอขณะ Elliot แอบดักซุ่มรอ Lee สรรค์สร้างปาฏิหารย์/ความบังเอิญให้เกิดขึ้นเอง … แต่สภาพสถานที่บนท้องถนน เลือกมาแบบไม่ให้รู้สึกน่าดูชมเลยนะ!

กลับมาเรื่องของ Micky ที่ถูกตรวจพบว่าอสุจิไม่แข็งแรงพอจะสามารถมีบุตรได้ ทำให้เขาตัดสินใจเลือกชายคนนี้ให้บริจาคสเปิร์ม ระหว่างพูดคุยเกลี้ยกล่อมเกลา พี่แกเดินอ้อมไปด้านหลังตำแหน่งนี้ … จะสื่อถึงอะไรกันนะ

แต่เหมือนว่าความตั้งใจนั้นจะล้มเหลว ภาพถัดมา Micky ท่ามกลางความมืดมิดสนิท ไม่ต้องบอกคงรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จำต้องเลิกร้างรากับ Hannah

ตัดข้ามตอนมายังโอเปร่าสี่องก์ Manon Lescaut (1893) แต่งโดยคีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยน Giacomo Puccini (1858 – 1924) ตัดมานำเสนอเฉพาะตอน Sola, perduta abbandonata (แปลว่า Alone, lost, abandoned)

ภาพวาดศิลปะของ Frederick ที่หนังนำเสนอมีเพียงภาพร่างนู้ด 2-3 รูปเท่านั้น (คนที่เป็นแบบก็น่าจะเป็น Lee นะแหละ) ส่วนผลงานอื่นๆถูกเก็บไว้ยังอีกสถานที่หนึ่ง ไม่น่าสนใจพอนำเสนอ เพราะเรื่องราวหลักๆต้องการแสดงความติสต์แตก อดรนทนไม่ได้ของ Elliot (น่าจะเพราะภาพวาดนู้ดเหล่านี้ด้วยส่วนหนึ่ง)

Bach: Harpsichord Concerto in F minor BWV 1056 บทเพลงแนว Baroque เป็นที่ชื่นชอบโปรดปรานของ Elliot ฟังดูไม่ได้สร้างอารมณ์ทางเพศใดๆให้คึกคัก แต่กลับทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่อยู่ ซะงั้น! (สถานที่ได้ บรรยากาศโปรด เลยมิอาจหักห้ามหัวใจตนเองได้อีกต่อไป)

อาการหวาดระแวงของ Mickey ทำให้แรกเริ่มจินตนาการ หมอเดินเข้ามาบอกว่าป่วยหนัก เป็นการหลอกล่อผู้ชมให้หลงเชื่อสนิทใจ แล้วมาตบหัวลูกหลังกับรอบสอบ หมอเดินเข้ามาบอกว่าไม่เป็นไร

ออกมาจากโรงพยาบาลด้วยอาการลิงโลด กระโดด แต่ไปๆมาๆยืนหยุดนิ่ง ครุ่นคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ … ฉากนี้ถ่ายทำจากฝั่งตรงกันข้ามถนน กล้องเคลื่อนเลื่อนติดตาม พบเห็นรถวิ่งผ่านไปมาในจังหวะที่พอดิบพอดีไม่น้อยทีเดียว

ความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปของ Elliot กับ Lee ในที่สุดก็ลงเอยด้วย Sex นัดพบเจอในโรงแรม สังเกตว่าช็อตนี้เปิดโคมไฟไว้ แต่พวกเขากลับอยู่ตำแหน่งที่เงามืดบิดบังปกคลุม สะท้อนถึงสิ่งกำลังจะทำต่อไป ไม่ใช่เรื่องน่าเปิดเผย/ยินยอมรับได้ตรงไหน

รูปปั้น The Thinker (1902) ต้นแบบฉบับคือผลงานประติมากรรมของ Auguste Rodin (1840 – 1917) สัญชาติฝรั่งเศสตั้งตระหง่านอยู่กรุง Paris แต่ได้รับการลอกเลียนแบบนับครั้งไม่ท้วน ปรากฎพบเห็นอยู่น่าจะทั่วโลกเลยละ

ช็อตนี้เป็นการเปรียบเทียบการเป็นนักคิดเข้ากับตัวละครของ Woody Allen แค่นั้นเองนะ

ผมว่าช็อตนี้มีความพิเศษกับ Woody Allen มากๆเลยนะ เพราะเป็นการสะท้อนว่า ตัวเขาได้ติดกับ ถูกคุมขังคุก ยังมหานคร New York City ไม่สามารถหลบลี้หนีจากไปไหนได้อีก

ก่อนหน้าที่ Holly จะเดินทางไปทำการออดิชั่น นัดพบเจอ Hannah ยังร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงการที่เธอไม่สามารถเลือกหาหนทางชีวิตที่เหมาะสมเองได้ (ขณะที่ Hannah หยิบเอาหยิบเอา เรียกว่าตัดสินใจเลือกทุกสิ่งอย่างด้วยตนเอง)

คงไม่ต้องบอกว่าการออดิชั่นของ Holly ประสบความล้มเหลวเช่นไรหรอกนะ

สามพี่น้องนัดพบเจอกันยังร้านอาหาร กล้องเคลื่อนหมุนรอบโต๊ะ 360 องศา (แบบเดียวกับ Reservoir Dogs) ซึ่งเมื่อการสนทนาออกรสเข้มข้นขึ้น ระยะภาพจะเคลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าตัวละคร สองฝั่งจับจ้องมอง ใกล้-ไกล เบลอ-ชัด กลายเป็นวิกฤตการณ์สามเส้า … เป็นไดเรคชั่นที่ผมว่าเจ๋งสุดในหนังแล้ว

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Mikey คือสูญความเชื่อมั่นในตนเอง เลยพยายามออกหาที่พึงพาทางศาสนา หนึ่งในนั้นนับถือพระกฤษณะ (ไม่รู้พราหมณ์หรือฮินดู) แต่มันก็แค่ลมปากเท่านั้นที่แสดงความสนใจ เพราะเขาเพียงยืนอยู่อีกฝั่งของรั้ว หาได้กล้าข้ามเข้าไปศึกษาเรียนรู้เข้าใจด้วยตนเองอย่างจริงจัง

ทีแรกผู้กำกับ Allen ครุ่นคิดฉากงานเลี้ยงวัน Thanksgiving แค่อารัมบทของหนังเท่านั้น แต่ไปๆมาๆก็ตัดสินใจถ่ายเพิ่มช่วงท้าย เพื่อให้เรื่องราวมีจุดเริ่มต้น-สิ้นสุด เวียนวนกลับมาตำแหน่งเดิม

หาพบเจอ Soon-Yi Previn กันไหมเอ่ย?

วิกฤตที่เกิดขึ้นกับ Hannah คือความฉงนสงสัยว่า Holly ล่วงรับรู้ตื้นลึกหนาบางในชีวิตของตนเองได้อย่างไร ถึงสามารถนำมาเขียนเป็นนวนิยาย ซึ่งเมื่อกำลังพูดคุยปรึกษา Elliot ขณะนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดหัวเสีย (เพราะเพิ่งถูก Lee บอกเลิก) เลยไม่พยายามใคร่สนใจสิ่งอื่นใด หลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังประตู ช็อตนี้เลยพบเห็นแต่ Hannah พูดพร่ำอยู่เพียงผู้เดียว

แล้วหนังก็มาเฉยคำตอบว่า Holly ล่วงรับรู้ตื้นลึกหนาบางของ Hannah ได้อย่างไร? นั่นเพราะเธอได้บังเอิญพบเจอกับ Mickey ณ ร้านขายแผ่นเสียง ทั้งๆก่อนหน้านี้ชื่นชอบดนตรีคนละสไตล์ แต่ในที่สุดก็สามารถหาความกึ่งกลาง เพียงพอดีต่อกันและกัน

Mickey เล่าย้อนอดีตให้ฟังถึงช่วงเวลาเลวร้ายสุดขีดในชีวิตหลังเลิกร้างรา Hannah ครุ่นคิดยิงปืนเข่นฆ่าตัวตาย แต่ก็ได้แค่ทำลายกระจกแตก สะท้อนถึงจิตใจที่สูญสลาย

ได้รับชมภาพยนตร์ Duck Soup (1933) ระหว่างสี่พี่น้อง Marx Brothers ขับร้องเพลง Freedonia’s Going To War โดยไม่รู้ตัวทำให้ Mickey แปรเปลี่ยนมุมมองทัศนคติต่อชีวิตไปโดยสิ้นเชิง!

เอาจริงๆ Duck Soup เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีสาระประโยชน์อะไรเลยนะ (แค่ชื่อหนังก็จับไปกระเดียดแล้ว) แต่มันสามารถทำให้ตัวละคร Mickey (โดยเฉพาะ Allen ผู้มีความชื่นชอบคลั่งไคล้ Groucho Marx) เกิดความพักผ่อนคลายจากการครุ่นคิด ค้นพบว่าชีวิตไม่ได้จำเป็นต้องมีเป้าหมาย โลกไม่ได้เหี้ยมโหดร้ายขนาดนั้น เมื่อจิตใจเรามีทุกข์ ก็แค่หัวเราะผ่อนคลายไปกับมัน

ช็อตจบของหนังเป็น Long Take ที่กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนแพนนิ่งมาจนถึง Holly จับจ้องมองตนเองในกระจก สาวใช้ค่อยๆหรี่ปิดไฟ แล้วอยู่ดีๆ Micky เข้ามาจากด้านหลังโอกกอดจูบพร่ำรัก … ฉากนี้ให้สัมผัสหลอนๆเหมือนหนังผียังไงชอบกล แล้วตบมุกด้วย XXX ไม่บอกแล้วกันว่าคืออะไร เป็นการล้อกับฉากกลางเรื่องที่ Micky ระหว่างรอคอยฟังคำวินิจฉัยจากหมอ ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นในความครุ่นคิด จินตนาการของเขาเองเท่านั้น!

ตัดต่อโดย Susan E. Morse ขาประจำผู้กำกับ Woody Allen ที่เริ่มงานจากเป็นผู้ช่วยนักตัดต่อ Ralph Rosenblum เรื่อง Annie Hall (1977) ซึ่งก็ได้เข้ามารับหน้าที่แทนหลังจาก Rosenblum เกษียณตนเองตั้งแต่ Manhattan (1979) จนถึง Celebrity (1998)

ผู้กำกับ Allen ได้ครุ่นคิดโครงสร้างการดำเนินเรื่องไว้ก่อนพัฒนาบทหนังเสียอีก นั่นคือให้มีลักษณะเหมือนนวนิยาย แบ่งออกเป็นบทๆ เริ่มต้นด้วยชื่อตอน นำเสนอผ่านสามมุมมองตัวละคร (พร้อมเสียงบรรยายความครุ่นคิด)
– เรื่องราวความสัมพันธ์ลับๆระหว่าง Elliot กับ Lee ที่จะค่อยๆพัฒนาขึ้นและลง
– สำหรับ Micky จะสลับไปมาระหว่างเล่าย้อนอดีต และปัจจุบันกำลังดำเนินไป
– มุมมองของ Molly ที่ช่วงแรกๆจะดำเนินไป ชีวิตมีขึ้นมีลง จนกระทั่งช่วงท้ายซ้อนทับกับ Micky ถึงค่อยพบความพึงพอใจ


สำหรับเพลงประกอบ ผู้กำกับ Allen ได้ทำการคัดเลือกบทเพลงมีชื่อมากมาย ทั้งคลาสสิก แจ๊ส ร็อค เพื่อสะท้อนถึงความหลากหลายที่สามารถพบเจอได้ยังเมือง New York City

บทเพลงที่ผมครุ่นคิดว่า Allen ต้องการให้เป็น Main Theme ดังขึ้นขณะ Opening Credit ดูแล้วเพื่อสร้างกลิ่นบรรยากาศภาพรวมของ New York City ด้วยทำนองแจ๊สคลาสสิก You Made Me Love You (1913) แต่งโดย Joseph McCarthy, James V. Monaco ฉบับที่นำมาใช้บรรเลงโดย Harry James and his Orchestra

Bach: Concerto for Two Violins and Orchestra in D minor, BWV 1043 เป็นตัวเลือกที่เจ๋งมากๆสำหรับการบรรยายสถาปัตกรรม ตึกสูงใหญ่ของกรุง New York City พบเห็นแล้วมอบความรู้สึก ‘คลาสสิก’ เก่าแก่แต่ไม่ถึงขั้นโบราณ เต็มไปด้วยเสน่ห์ มนต์ขลัง น่าลุ่มหลงใหลเสียจริง

Bach: Harpsichord Concerto in F minor BWV 1056 บทเพลงแนว Baroque ที่สุดแสบเรียบง่าย ไม่ได้มีการบีบเค้นคั้นทางอารมณ์ใดๆ แต่กลับสามารถทำให้ตัวละครกระทำสิ่ง … คาดไม่ถึง!

Slip Into the Crowd (1986) บทเพลงร็อค แต่งโดย Michael Bramon ขับร้องโดย The 39 Steps … คือมันไม่ใช่รสนิยมของ Woody Allen ละสินะ

I’m in Love Again (1927) บทเพลงแนว Jazz แต่งโดย Cole Porter ฉบับในหนังขับร้อง/แสดงสดโดย Bobby Short … นี่ต่างหากรสนิยมของ Woody Allen

บทเพลงนำสู่ตอนจบชื่อ Isn’t It Romantic แต่งโดย Richard Rodgers, Lorenz Hart ฉบับในหนังบรรเลงเดี่ยวเปียโนโดย Derek Smith แต่ผมหามาให้ฟังไม่ได้เลยนำฉบับ Oscar Peterson Trio (Oscar Peterson Plays Rodgers & Hart) ประกอบอัลบัม Blue Moon มาให้รับฟังกัน

Hannah and Her Sisters นำเสนอสามเรื่องราวคู่ขนานของ
– ชายผู้ตกหลุมรักน้องสาวภรรยา พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้ได้เธอมาครอบครอง
– ชายผู้หมกมุ่นในความตาย มโนเพ้อภพไปไกลแต่สุดท้ายกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
– หญิงสาวผู้โหยหาความรัก การยินยอมรับ และมีตัวตนในสังคม (ส่วนนี้สามารถมองได้ทั้ง Lee และ Holly เลยนะ)

สามเรื่องราวดังกล่าวอาจดูไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องสอดคล้อง แต่ทั้งหมดสะท้อนความหมกมุ่นของผู้กำกับ Woody Allen ที่ครุ่นยึดติดจนไม่สามารถปลดปล่อยวางความคิดลงได้ เลยนำมาร้อยเรียงสรรค์สร้างเป็นภาพยนตร์ ที่มีจุดร่วมคือ Hannah รับบทโดยหญิงสาวคนรัก Mia Farrow (พวกเขาไม่ได้แต่งงานกันนะครับ เป็นแค่ Partner ใช้ชีวิตอยู่ร่วมฉันท์สามี-ภรรยา)

ผู้กำกับ Woody Allen จัดเป็น ‘ศิลปิน’ คนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกชีวิต การทำงาน และผลงานภาพยนตร์ออกจากกันได้ ถึงเรื่องราวในหนังจะไม่ใช่ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื้อหาประเด็นสำคัญๆ ล้วนสะท้อนความครุ่นคิด การเคยกระทำของตนเองออกมาอย่างแน่นอน!

นั่นทำให้ผมก็มีอคติอย่างรุนแรงต่อผู้กำกับ Allen เพราะหลายๆเรื่องราวที่เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ มันไม่ใช่เรื่องน่านำมาเปิดเผยแพร่ต่อสาธารณะชนสักเท่าไหร่ อย่างการตกหลุมรักน้องสาวภรรยา ลักลอบมีชู้ได้เสียกัน ด้วยไดเรคชั่นของหนัง ทำให้ผู้ชมมองแบบผ่านๆ เห็นเป็นเหตุการณ์ชวนหัว เรียกเสียงหัวเราะตลกขบขัน ไม่ได้ก่อร่างสร้างจิตสำนึกหลังดูจบอย่างจริงจัง นั่นเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมควรกระทำได้หรือเปล่า??

กับเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมา ถ้าถูกนำเสนอในเชิงสรรค์สร้างจิตสำนึกมโนธรรม หรือลักษณะ ‘High Art’ ที่แฝงนัยยะสื่อถึงบางสิ่งอย่าง บอกเลยว่าผมจะไม่เกิดอคติรังเกียจฉันท์ประการใด แต่เพราะภาพยนตร์ของ Woody Allen ล้วนสะท้อนถึงตัวตนเอง ความครุ่นคิดอ่าน ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุการณ์จริงๆที่เขาเคยกระทำ แบบนี้เรียกว่า ‘สาวไส้ให้กากิน’ รับชมแล้วชวนให้รู้สึกอับอายขายขี้หน้าแทนเหลือทน


ด้วยทุนสร้าง $6.4 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $40.1 ล้านเหรียญ กลายเป็นผลงานประสบความสำเร็จสูงสุดของ Allen ขณะนั้นโดยทันที

เข้าชิง Oscar ถึง 7 สาขา คว้ามา 3 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Supporting Actor (Michael Caine) ** คว้ารางวัล
– Best Supporting Actress (Diane Wiest) ** คว้ารางวัล
– Best Original Screenplay ** คว้ารางวัล
– Best Film Editing
– Best Set Decoration

เกร็ด:
– จนถึงปัจจุบันมีภาพยนตร์ทั้งหมด 8 เรื่อง สามารถคว้าสาขาสมทบทั้งชาย-หญิง A Streetcar Named Desire (1951), From Here to Eternity (1953), Sayonara (1957), West Side Story (1961), The Last Picture Show (1971), Julia (1977), Hannah and Her Sisters (1986) และ The Fighter (2010)
– Sigourney Weaver ขึ้นรับรางวัลแทน Michael Caine ที่ติดถ่ายหนัง Jaws: The Revenge (1987)
– และ Woody Allen ไม่เข้าร่วมงานประกาศรางวัล พิธีกร Shirley MacLaine เลยกล่าวขอบคุณแทน

ส่วนตัวชื่นชมหนังนะ แต่เพราะสามารถมองเห็นเนื้อในใจความ สิ่งที่พยายามแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ของผู้กำกับ Woody Allen บอกเลยว่าไม่ค่อยชื่นชอบสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะการเอาเรื่องสัปดนส่วนตนมาอวดอ้าง กลายเป็นความบันเทิงผ่อนคลาย ไม่ได้ให้สาระข้อคิดใดๆเป็นประโยชน์สักเท่าไหร่

ในบรรดาผลงานของ Woody Allen มองเฉพาะคุณภาพหนัง Hannah and Her Sisters (1986) น่าจะติด Top3 ได้เลยละ เคียงข้าง Annie Hall (1977), Manhattan (1979) และ Midnight in Paris (2011)

จัดเรต 13+ กับการลักลอกเป็นชู้ นอกใจคนรัก

คำโปรย | Hannah and Her Sisters เรื่องวุ่นๆสัปดนชวนหัวในสไตล์ Woody Allen ไม่ได้ให้สาระข้อคิดอะไรที่ดีนัก แต่มีความเฉียบคมคาย เต็มอิ่มความบันเทิง
คุณภาพ | ฉี
ส่วนตัว | ชื่นชมแต่ไม่ค่อยชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of