Harakiri (1962)

Harakiri

Harakiri (1962) Japanese : Masaki Kobayashi ♥♥♥♥♡

Seppuku หรือ Harakiri คือพิธีกรรมอย่างหนึ่งของซามูไร เมื่อมีเหตุให้ต้องสูญเสียเกียรติ ศักดิ์ศรี หรือไม่สามารถอดรนทนต่อบางสิ่งอย่างได้ จึงกระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการคว้านท้องไส้ แต่นั่นสมควรได้รับยกย่องเชิดชูสูงสุดจริงๆนะหรือ?, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

บุคคลที่ฆ่าตัวตาย ทางการแพทย์ นักจิตวิทยา ให้ข้อสรุปว่ามักเกิดจากปัญหาทางจิต ชีวิตไม่ได้รับการเติมเต็ม หรือเกิดทัศนะคติบางสิ่งอย่างคลาดเคลื่อนไป ค่านิยมซามูไรสมัยก่อนก็เฉกเช่นกัน ได้รับการปลูกฝัง…ไม่รู้ตั้งแต่ยุคสมัยไหน (หลักฐานบันทึกไว้เก่าแก่สุด ค.ศ. 1180 โดย Minamoto no Yorimasa) ตายในสนามรบคือเกียรติ และกระทำ Seppuku/Harakiri ถือเป็นการพิสูจน์ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย

ผมเคยสงสัยมาโดยตลอดว่าทำไม ‘เกียรติ’ ในภาษาไทยอ่านพ้องเสียงคำว่า ‘เกลียด’ จนหลายครั้งสร้างความเข้าใจผิดๆ แถมนัยยะความหมายมีทิศทางตรงกันข้ามกันเลยนะ! นี่อาจสื่อได้ถึง บางสิ่งอย่างมักไม่เป็นดั่งเปลือกนอก/ภาพลักษณ์ที่พบเห็นได้ยินเรียนรู้มา

Harakiri (1962) คือภาพยนตร์ระดับ Masterpiece ของผู้กำกับ Masaki Kobayashi ที่ได้ทำการคว้านท้องไส้ด้วยกริชไม้ไผ่ ล้วงนำเอาข้อเท็จจริงจากภายใน กระชากหน้ากากสังคม/การเมืองการปกครองประเทศญี่ปุ่น ยุคสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้อย่างเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส

ความลุ่มลึกของเนื้อเรื่องราว ต้องยกเครดิตให้นักเขียนบท Shinobu Hashimoto หนึ่งในขาประจำผู้กำกับ Akira Kurosawa ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเลื่องชื่ออย่าง Rashômon, Ikiru, Seven Samurai ฯ เปิดประตูวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นสู่ระดับนานาชาติสากล

และโคตรไฮไลท์จริงๆคือไดเรคชั่นผู้กำกับ Kobayashi มีความเนิบนาบเชื่องช้า (เกือบๆเท่าผลงานของ Carl Theoder Dreyer) แต่เก็บรายละเอียดได้อย่างประณีตวิจิตร ทุกสิ่งอย่างล้วนมีนัยยะแฝงซ่อนเร้น และโครงสร้างเรื่องราวค่อนข้างละม้ายคล้ายคลึง Rashômon เริ่มต้นด้วยการมาถึงประตู ค่อยๆเปิดเผยบางสิ่งจากเล่าเรื่องย้อนอดีต (Flashback) แต่กลับตารปัตรตรงที่ข้อเท็จจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ขึ้นอยู่กับมุมมองตัวละคร/ของผู้ชมเอง จะพบเห็นว่าฝั่งฝ่ายไหนถูก-ผิด ดี-ชั่ว สมควรครุ่นคิดแสดงออกมาเช่นไร


Masaki Kobayashi (1916 – 1996) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Otaru, Hokkaido โตขึ้นเข้าเรียนศิลปะเอเชียตะวันออกและปรัชญา Waseda University, Tokyo จบออกมาสมัครเข้าทำงาน Shochiku Ofuna Studio ได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ แต่แปดเดือนถัดมาถูกจับให้เป็นทหารอย่างไม่เต็มใจในสังกัด Japanese Imperial Army ส่งไปรบยัง Manchuria ปฏิเสธรับเลื่อนตำแหน่งเลยโดนคุมขังที่ค่ายนักโทษ Okinawa Camp ได้รับการปล่อยตัวหลังสงครามสิ้นสุด หวนกลับสู่ Shochiku กลายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Keisuke Kinoshita ค่อยๆสะสมประสบการณ์จนได้รับโอกาสภาพยนตร์เรื่องแรก Musuko no seishun (1952), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Black River (1957), ตามด้วยไตรภาค The Human Condition (1959-61), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Harakiri (1962), Kwaidan (1964), Samurai Rebellion (1967) ฯ

ความสนใจของ Kobayashi สะท้อนประสบการณ์/ความคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่อประเทศญี่ปุ่น ในช่วงระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตีแผ่เบื้องหลัง ข้อเท็จจริง นำเสนอมุมมองคิดเห็นที่แตกต่าง โดยมักหลบซ่อนตนเองอยู่ภายใต้ Jidai-geki (Period Drama) เพราะอดีต-ปัจจุบัน ช่างมีอะไรหลายๆอย่างสอดคล้องคล้ายคลึงกันเสียเหลือเกิน!

สำหรับ Harakiri ดัดแปลงจากนวนิยาย Ibun rônin-ki แต่งโดย Yasuhiko Takiguchi (1924–2004) นักเขียนชาวญี่ปุ่น ที่มีอีกผลงานเด่น Hairyozuma Shimatsu กลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง Samurai Rebellion (1967)

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Shinobu Hashimoto (1918 – 2018) นักเขียนสัญชาติญี่ปุ่น ที่จะได้ร่วมงานผู้กำกับ Kobayashi อีกครั้งเรื่อง Samurai Rebellion (1967)

ยุคสมัย Edo ค.ศ. 1630, โรนิน Tsugumo Hanshirō (รับบทโดย Tatsuya Nakadai) เดินทางมาถึงคฤหาสถ์ตระกูล Ii Clan ร้องขออนุญาตกระทำ Seppuku ยังลานกว้างของปราสาท ถูกนำพาไปพบตัวที่ปรึกษาอาวุโส Saitō Kageyu (รับบทโดย Rentarō Mikuni) ต้องการให้ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเล่าเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้าของ Chijiiwa Motome (รับบทโดย Akira Ishihama) ร้องขออนุญาตแบบเดียวกัน แต่กลับพกเพียงดาบไม้ไผ่ กล่าวคือไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าตัวตายจริงๆ เลยถูกบีบบังคับให้ต้องใช้มันคว้านท้องอย่างทุกข์ทรมาน

แม้ได้ยินเรื่องเล่าอันเหี้ยมโหดร้าย แต่ Tsugumo Hanshirō ยืนกรานที่จะกระทำการ Seppuku ซึ่งระหว่างพิธีกรรมกำลังจะเริ่ม ได้ร้องขอมือลงดาบถึงสามคน Hayato, Umenosuke, Hikokuro แต่แปลกประหลาดทั้งสามกลับลาหยุดอย่างพร้อมเพียงเลศนัย Saitō Kageyu ค่อยๆเริ่มตระหนักได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องมีลับลมคมใน Hanshirō จึงทำการเล่าเรื่องน่าสนใจบางอย่างให้พวกเขารับฟัง


Tatsuya Nakadai ชื่อเกิด Motohisa Nakadai (1932 -) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ครอบครัวมีฐานะยากจนมาก ไม่อาจส่งเสียเข้าเรียนหนังสือ ทำงานเป็นเสมียนก่อนมีโอกาสพบเจอผู้กำกับ Masaki Kobayashi รับบทเล็กๆในภาพยนตร์ The Thick Walled Room (1956) [ถ่ายทำก่อน ออกฉายล่าช้าสามปี], กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Kobayashi ร่วมงานกันถึง 11 ครั้ง เริ่มจากไตรภาค The Thick-Walled Room (1953), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Enjō (1958), The Human Condition (1959-61), Odd Obsession (1959), When a Woman Ascends the Stairs (1960), Yojimbo (1961), Sanjuro (1962), Harakiri (1962), High and Low (1963), Kwaidan (1964), The Face of Another (1966), Kagemusha (1980), Ran (1985) ฯ

รับบท Tsugumo Hanshirō เริ่มต้นมาในสภาพห่อเหี่ยว หมดเรี่ยวแรง พูดกดเสียงในลำคอ ร้องเรียกหาความตาย แต่เมื่อเริ่มพูดคุยสนทนากับ Saitō Kageyu พออะไรๆเริ่มกระจ่างชัดขึ้น แปรสภาพสู่ความมีชีวิตชีวา ไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราด แต่คืออาฆาตแค้น ต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อตอบโต้ ต่อสู้ ทั้งรู้ว่าตายแน่ แต่ไม่ขอไปแค่คนเดียวอย่างแน่นอน

Hanshirō เป็นนักรบยอดฝีมือระดับแนวหน้า (แม้ยิงธนูไม่ค่อยแม่นก็เถอะ) ได้รับความไว้วางใจจากโชกุน เรียกร้องขอไม่ให้ฆ่าตัวตายตามหลังการล่มสลายของปราสาท กลายเป็นคนทำร่มเพื่อเลี้ยงดูแลบุตรสาว Tsugumo Miho (รับบทโดย Shima Iwashita) และลูกชายเพื่อน Chijiiwa Motome แม้ชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่พอจับคู่ให้ทั้งสองแต่งงาน เห่อหลานเป็นการใหญ่ กระทั่งเมื่อความโชคร้ายเข้ามาเยือน เกินเอื้อมที่จะแก้ไข ชีวิตแทบไม่หลงเหลืออะไร สุดท้ายต้องการฉุดลากคร่าศัตรูลงสู่ขุมนรกด้วยกัน

ผมละชอบใบหน้าเอ๋อเหรอ เสียงพูดกดหนักทุ้มต่ำของ Nakadai เสียจริง! มันช่างมีลับลมคม เต็มไปด้วยความน่าพิศวงสงสัย ก่อนค้นพบว่าเป็นการหลบซ่อนความคลุ้มคลั่งไม่ให้เร่งรีบร้อนระเบิดระบายออกมา จนกระทั่งว่าทุกสิ่งอย่างเมื่อได้รับการเปิดเผย จึงหัวเราะลั่นอย่างคนเสียสติแตก

ขณะที่ตัวตนในฉากย้อนอดีตราวกับเป็นคนละคน ซามูไรผู้มีจิตใจไมตรี ทะนงด้วยเกียรติศักดิ์ศรี เริงร่าแบบเฟอะฟะขณะอุ้มหลาน ช่างดูน่ารักน่าชัง สะท้อนความสุขบริสุทธิ์ของตัวละครได้อย่างรักเลย ซึ่งพอความโชคร้ายเข้ามาเยี่ยมเยือน ผู้ชมไม่เพียงสงสารเห็นใจ ยังเคียดแค้น โกรธเกลียด ทุกข์ทรมานแทน

ถือเป็นอีกบทบาทยอดเยี่ยมของ Nakadai แต่เชื่อว่าหลายคนอาจครุ่นคิดถึงเปรียบเทียบกับ Toshirô Mifune ที่มักเล่นบทบาทคล้ายคลึงกันนี้ และมีรัศมีเจิดจรัสจนกลบบังเสียมิด … เรื่องแบบนี้มันโชคชะตาฟ้ากำหนดจริงๆ ถึงกระนั้น Nakadai ก็ยังได้เป็นตำนานในบทบาทอื่น (และศัตรูคู่แค้นบนจอกับ Mifune)

เกร็ด: เพราะฉากต่อสู้ ผู้กำกับ Kobayashi เรียกร้องให้ใช้ดาบ/อาวุธจริง นั่นสร้างความหวาดระแวง กลัวของแหลมให้ Nakadai ติดตัวไปตลอดชีวิต

เกร็ด2: ในบรรดาผลงานการแสดงของตนเองทั้งหมดกว่าร้อยเรื่อง Tatsuya Nakadai บอกว่าชื่นชอบ Harakiri (1962) มากที่สุด


Rentarō Mikuni (1923 – 2013) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Gunma เป็นคนไม่มีพ่อ ตั้งแต่เด็กเลยมีนิสัยเกเร หนีจากโรงเรียนไปเอาตัวรอดยัง Tokyo สมัครทหารสงครามโลกครั้งที่สอง ประจำการประเทศจีนแต่ไม่ได้เข้าร่วมรบยิงปืนสักนัด กลับมาทำงานหลายๆอย่างจนเข้าตาแมวมอง ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงแต่พอได้รับเลือก Zenma (1951) กำกับโดย Keisuke Kinoshita คว้ารางวัล Blue Ribbon Award: Best Newcomer เลยค้นพบเป้าหมายตนเอง ผลงานเด่นๆ อาทิ Samurai I : Musashi Miyamoto (1954), The Burmese Harp (1956), Harakiri (1962), Kwaidan (1965), A Fugitive from the Past (1965), Zatoichi the Outlaw (1967), Vengeance is Mine (1979) ฯ

รับบท Saitō Kageyu ที่ปรึกษาอาวุโสของไดเมียว คอยควบคุมดูแลกิจการภายในตระกูล Ii ทั้งหมด เริ่มต้นพยายามพูดโน้มน้าวให้ Hanshirō ล้มเลิกความตั้งใจ แต่เมื่อค่อยๆเรียนรู้รับทราบมุมมองต้องการของอีกฝ่าย จัดแจงให้เขาต้องจบชีพลง และปกปิดบังหลบซ่อนเร้นข้อเท็จจริงทุกสิ่งอย่าง

เพราะตำแหน่ง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ค้ำคอจนไม่สามารถผันแปรเปลี่ยนอุดมการณ์ที่เคยมีมา แม้ล่วงรับรู้ทุกสิ่งอย่างเป็นการสร้างภาพ แต่เพื่อมิให้ระบบและวงศ์ตระกูลต้องสั่นคลอนพังทลาย จึงต้องยินยอมปั้นแต่งเรื่องราว บินเบือน กลบเกลื่อน แม้ขัดต่อข้อเท็จจริงความในจิตใจก็ตามที

Mikuni แสดงบทบาทนี้ในสภาพกล้ำกลืนฝืนทน สีหน้าอ่อนระทวย เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย เหงื่อไหลเอื่อยเมื่อรับทราบข้อเท็จจริงจากมุมมองฝั่งตรงข้าม แต่ถึงอย่างนั้นเกียรติ ศักดิ์ศรี ชาติตระกูล ล้วนเป็นสิ่งสูงส่งที่ต้องปกปักษ์ธำรงรักษาไว้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของความคอรัปชั่น อันจะชักนำพาสู่การวิบัติล่มสลายในกาลต่อๆไป


Akira Ishihama (เกิดปี 1935) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo เข้าสู่วงการจากการค้นพบโดย Keisuke Kinoshita รับบทสมทบ Fireworks Over the Sea (1951), The Human Condition I: No Greater Love (1959), Harakiri (1962), โด่งดังสุดเห็นจะเป็น Kamen Rider Black: Terrifying! The Phantom House of Devil Pass (1988)

รับบท Chijiiwa Motome เพราะคือลูกซามูไร จึงยึดถือมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี อุดมการณ์ เมื่อเอ่ยปากก็สามารถกระทำสิ่งนั้น พิสูจน์ตนเองถึงความเป็นลูกผู้ชาย แต่เพราะความโชคร้ายทำให้ทุกข์ทรมานแสนสาหัส มุมหนึ่งน่ายกย่องนับถือ แต่ก็อดสมเพศเวทนาไม่ได้

ใบหน้าหล่อเหลา หนุ่มเยาว์ของ Ishihama เต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ทะนงด้วยเกียรติศักดิ์ศรี เหมือนจะไม่มีบทบาทอะไรมาก แต่ระหว่างกระทำการ Seppuku ให้ใจไปเลยว่าตราตรึง เจ็บปวดรวดร้าว ผู้ชมแทบรู้สึกหมดสิ้นหวังอาลัยแทน


ถ่ายภาพโดย Yoshio Miyajima ขาประจำของ Masaki Kobayashi โด่งดังกับ The Human Condition (1959-1961), Harakiri (1962), Kwaidan (1964), Empire of Passion (1978), The Fall of Ako Castle (1978) ฯ

งานภาพส่วนใหญ่ของหนังมีความสงบราบเรียบดั่งพื้นผิวน้ำ แช่ภาพนิ่ง เน้นจัดวางองค์ประกอบอย่างประณีต วิจิตรศิลป์ แต่เมื่อใดต้องการถ่ายทอดกระแสอารมณ์ใต้น้ำอันคลุ้มคลั่ง พบเห็นกล้องขยับเคลื่อนไหวแทบทุกรูปแบบ ติดตาม แพนนิ่ง ซูมเข้า-ออก ด้วยความช้า-เร็ว ตามจังหวะสถานการณ์ได้อย่างลงตัว

ภาพแรกของหนังคือชุดเกราะซามูไร ประจำตระกูล Ii ตั้งตระหง่านท่ามกลางความมืดมิดราวกับ เทวดา/ปีศาจ ตามมาหลอกหลอนคนรุ่นหลังให้ยึดถือมั่น ธำรงไว้ซึ่งเกียรติ ศักดิ์ศรี วิถีลูกผู้ชาย … จากนั้นแสงไฟด้านหลังค่อยๆส่องสว่างเห็นพื้นหลังผนัง ราวกับเป็นการปลุกตื่น ให้ตระหนักรู้ว่านี่ก็แค่ชุดเกราะโบราณเท่านั้นเอง

ขณะที่ประตู Rashômon คือสภาพปรักหักพัง, ประตูทางเข้าคฤหาสถ์ตระกูล Ii ยังคงตั้งตระหง่าน สมประกอบ ไม่มีเภทภัยใดบ่อยทำลายจากภายนอก

บ่อยครั้งพบเห็นมุมกล้องถ่ายติดด้านหลัง ซึ่งแสดงถึง ‘มุมมอง’ ของตัวละครนั้นๆ, ไฮไลท์ช็อตนี้คือภาพวาดเสือกัดมือตนเอง คงคล้ายๆสำนวนไทย ‘งูกินหาง’ หมายถึง เคยกระทำบางสิ่งอย่าง(ที่แย่ๆ) แล้วสิ่งๆนั้นได้หวนกลับเข้าหาตนเอง (คล้ายๆกรรมสนองกรรม) ซึ่งตรงกับเรื่องราวตระกูล Ii ในอดีตได้เคยทำกับ Chijiiwa Motome มาวันนี้ Tsugumo Hanshirō จึงต้องการล้างแค้นทวงคืน

Tatsuya Nakadai กับ Rentarô Mikuni มีลักษณะขั้วตรงกันข้ามในหลายๆสิ่ง คนหนึ่งมาจากละครเวที อีกคนมาประสบการณ์ภาพยนตร์ เลยไม่แปลกที่จะมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงไม่ลงรอย หนึ่งในนั้นคือการเลือกใช้เสียงสนทนา สังเกตว่า
– ตัวละครของ Nakadai จะกดเสียงพูดทุ้มหนักต่ำ เพื่อปกปิดบางสิ่งอย่างซ่อนเร้นไว้ภายใน
– ตัวละครของ Mikuni พูดเสียงเบาๆ แต่มีความเลิศเชิดหยิ่ง ยโสโอหัง

เช่นเดียวกันกับการยืนนั่ง เล่นพัด ตำแหน่งกล้อง ล้วนสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครขณะนั้นๆออกมา, ช็อตนี้ Saitō Kageyu เริ่มต้นยืนด้วยความหงุดงิดคับข้อง ซึ่งเมื่อ Tsugumo Hanshirō ยินยอมรับฟังเรื่องเล่าจึงยอมนั่งลงเพื่อสงบสติอารมณ์

ผมนำช็อตคู่พ่อ-ลูกนี้มา เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้กำกับ Kobayashi ต้องการนำเสนอบางสิ่งอย่างคู่ขนาน สอดคล้อง ยืนตำแหน่งเดียวกันเปะ ต่างแค่ช่วงเวลา และผู้คอยต้อนรับใส่ชุดคนละลายกันเท่านั้นเอง

ประชุมซามูไรจริงๆ คงไม่นั่งกันอย่างนี้หรอกนะ แค่ผู้กำกับ Kobayashi รับอิทธิพลจากปรมาจารย์ Ozu ซึ่งถ้าใครช่างสังเกต จดจำใบหน้านักแสดงได้ ก็จักพบเห็นตำแหน่ง ระยะ ซึ่งสะท้อนวิทยฐานะตัวละครออกมาด้วย

ห้องรับรอง เพื่อให้ดูผ่อนคลาย พื้นหลังคือภาพวาดต้นไม้ … นี่เป็นการสร้างภาพให้รู้สึกดีขึ้นก่อน เพราะเมื่อ Omodaka Hikokuro เข้าห้องมา จักทำให้ทุกสิ่งอย่างกลับตารปัตรตรงกันข้าม

ความแตกต่างในสองพิธี Seppuku สังเกตว่างานของ Chijiiwa Motome จะดูเป็นทางการมากๆ ทุกคนสวมใส่ชุดเต็มยศเข้าร่วมงาน แต่สำหรับ Tsugumo Hanshirō ทุกคนกลับชุดลำลองทั่วไป (คงไม่มีใครจัดเตรียมโน่นนี่นั่นไว้ล่วงหน้าทัน)

ชุดขาว-ดำ ของ Motome-Hanshirō ก็ชัดเจนว่าสะท้อนถึงลับลมคมใน ความบริสุทธิ์ภายในจิตใจพวกเขาที่แตกต่างตรงกันข้าม

ช่วงขณะพิธี Seppuku ของ Chijiiwa Motome สังเกตว่ากล้องจะเอียงกระเท่เร่ (Dutch Angle) เพื่อสะท้อนความผิดปกติ บิดเบี้ยว ไม่เป็นธรรมชาติ ก็หาได้ต้องทำกันถึงขนาดนี้ จิตใจ (ตัดสลับใบหน้าบรรดาซามูไร) ทำกันด้วยอะไรถึงได้โหดเหี้ยมเย็นชา ไม่เคยสนใครอื่นนอกจากพรรคพวกพ้องร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

เมื่อจบเรื่องเล่าความตายของ Chijiiwa Motome กล้องทำการซูมเข้าอย่างรวดเร็วไปที่ใบหน้าของ Tsugumo Hanshirō แม้ยังคงแน่นิ่งสนิทไม่ไหวติง แต่เมื่อความจริงเปิดเผยย้อนกลับมาดูช็อตนี้ ข้างในคงคลุ้มคลั่งปั่นป่วนดั่งพายุโหมกระหน่ำอย่างแน่นอน

มาที่เรื่องเล่าย้อนอดีตฝั่ง Tsugumo Hanshirō กันบ้าง กำลังฝึกซ้อมยิงธนู แต่ไม่เห็นจะแม่นถูกกึ่งกลาง นั่นสะท้อนถึงความคลาดเคลื่อนของตัวละครในทุกๆสิ่งอย่าง จิตใจเขายังคงยึดถือมั่นในวิถีซามูไร แต่เมื่อพานพบเห็นดาบไม้ไผ่ของ Chijiiwa Motome ตระหนักขึ้นมาได้ทันทีถึงความหลงผิด ยึดถือมั่นในสิ่งไม่ได้คุณค่าสลักสำคัญใดๆ

เพราะนี่คือหนังนะครับ อย่างไปครุ่นคิดอะไรมากว่า ทำไมตัวละครถึงยินยอมรับฟังเรื่องเล่าไร้สาระของคนกำลังจะตาย ให้โอกาสหลายครั้งหลายครา น่าจะถูกฆ่าไปเสียตั้งแต่ช็อตนี้ก็สิ้นเรื่อง … ผมว่ามันเป็นการแสดงออกเพื่อความเคารพกันและกันในวิถีซามูไร คล้ายๆคำพูดสุดท้ายก่อนตาย ทอดทิ้งไว้ให้ผู้ฟังได้จดจำการมีตัวตนของเขา

ชีวิตของ Tsugumo Hanshirō หลังจากสูญเสียผู้นำ เต็มไปด้วยความยากลำบาก หลบซ่อนตนเองเป็นคนทำร่ม แต่ก้านซี่ของมันแลดูเหมือนกรงขัง ไม่สามารถดิ้นรนเอาตัวรอดไปไหนได้พ้น

รวมไปถึงบ้านของตัวละคร ประตูหน้าต่าง เสาเรียงรายเหมือนซี่กรงขัง ทำอย่างไรก็ไม่สามารถดิ้นรนหลุดรอดพ้นความทุกข์ยากลำบาก

จากบ้านที่เคยส่องสว่าง การมาถึงของศพ Chijiiwa Motome ทำให้ความมืดมิดค่อยๆเข้ามาปกคลุมครอบงำ ตัวละครเต็มไปด้วยความทุกข์โศกอัดอั้น อ้ำอึ่งคาดไม่ถึง หมดสิ้นหวังอาลัย

เมื่อเรื่องเล่าของ Tsugumo Hanshirō เหมือนจะจบสิ้น Saitō Kageyu ลุกขึ้นหันหลัง เตรียมพร้อมไม่สนใยดีอีกต่อไปแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น, ช็อตนี้ที่เหมือนไม่มีอะไร แต่คงความอมตะคลาสสิกเหนือกาลเวลา สะท้อนถึงการไม่เหลียวแลหลังของชนชั้นผู้นำกับประชาชนคนธรรมดา … ประเทศไทยเราก็เป็นอยู่นะครับ

Tsugumo Hanshirō โยนปอยผมหนึ่งลงพื้น กล้องค่อยๆซูมออก จากนั้นเคลื่อนขึ้น (Tilt Up) แล้วซูมเข้าอย่างรวดเร็ว (Rapid Zoom-In) ไปที่ใบหน้าของ Saitō Kageyu แสดงถึงความตื่นตระหนกตกใจ รับรู้ได้โดยทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

การต่อสู้กับ Yazaki Hayato สถานที่คือท้องถนนในเมือง ซึ่งพอตระหนักได้ว่ามีคนติดตาม ขณะกำลังจะฟาดฟันผิดตัว Tsugumo Hanshirō ต้องเรียกทักให้หันมา … นี่เป็นการสะท้อนถึงความเห็นแก่ตัวของชนชั้นสูง พร้อมที่จะเข่นฆ่าทำลายทุกบุคคลเหมือนจะหมายปองร้าย มิสนว่ากระทำจริงหรือไม่ แค่ตนเองปลอดภัยไว้ก่อนก็เหลือเฟือ ซึ่งพอวิ่งประดาหน้าเข้ามาต่อสู้ตรงๆ ตัดขวับแสดงว่าฉับเดียว แบบนี้เรียกว่าเก่งแต่ปาก หมาลอบกัด

สู้กับ Kawabe Umenosuke สถานที่น่าจะคือศาลเจ้า พัวพลันวันประชิดตัว ก่อนพลาดท่าล้มนอนลง และเป็นคนเดียวพบเห็นโดนตัดปอยผม, ศาลเจ้าคือสถานที่แห่งความเชื่อศรัทธา แต่จริงแท้หรือเปล่าน้อยคนนักจะรับรู้เข้าใจ ซึ่งเมื่อผิดพลาดพลั้งล้มลง ปอยผมคือสัญลักษณ์ของการกระชากหน้ากากตัวตน

แต่สำหรับ Omodaka Hikokuro นั้นกลับตารปัตร เพราะค้นพบเจอก่อนเลยออกปากท้าดวล ออกเดินผ่าน
– สุสานฝังศพ, สะท้อนถึงบรรพบุรุษ ชนชาติพันธุ์ วิถีซามูไรนั้น มีมากตั้งแต่ครั้นนมนากาเล
– ไม้ไผ่สูง, ปกติแล้วคือสัญลักษณ์แห่งปัญญา (ของเซ็น) แต่ผมมองความสูงเสียดฟ้า สะท้อนถึงเกียรติ ศักดิ์ศรีที่ค่ำคอมนุษย์
– สถานที่ดวลดาบคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ สายลมพริ้วไหว ไม่มีอะไรให้สามารถหลบซ่อน เล่นตุกติก เผชิญหน้ากันอย่างลูกผู้ชาย ณ ปลายขอบฟ้าไกล

การดวลดาบถือว่ามีความสไตล์ลิสต์เป็นอย่างมาก ทุกท่วงท่าฟาดฟัน ล้วนสอดแทรกนัยยะสำคัญระหว่างกันไว้, แรกเริ่มคือท่าการเผชิญหน้าต่อสู้ ฉับแรกแค่อารัมบทประทะฝีมือ

ยกดาบขึ้นสูงเหนือศีรษะเพื่อฟาดฟันศัตรูอย่างเต็มแรงเกิด จังหวะนี้ถือได้ว่าไม่มีใครยอมใคร สูสีและยังเสมอกัน

หนึ่งลดดาบลงเพื่อตั้งรับ สองยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ นี่เป็นการลองเชิงฟาดฟัน ผลัดกันรุก-รับ แล้วตัดไปสายลมพริ้วไหว

มันมีท่านี้ด้วยเหรอ? นั่นสร้างความฉงนสงสัยให้ Omodaka Hikokuro เช่นเดียวกัน เพราะการกางมือเปิดช่องว่างหน้าอกแบบนี้ ถือว่าเป็นการชักชวนศัตรูให้เข้ามาฟาดฟัด (แล้วหาทางสวนโต้กลับ) แสดงถึงการไม่มีอะไรต้องปกปิด พร้อมเผชิญหน้า ไร้ซึ่งความขลาดหวาดกลัวเกรง

ว่าไปก็สะท้อนเรื่องราวการกระทำของ Tsugumo Hanshirō เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับครอบครัว เผชิญหน้าตระกูล Ii แบบไร้ความเกรงกลัว

นี่ก็ไม่น่ามีหรอกนะ! คงต้องการสื่อความเชิงสัญลักษณ์มากกว่า ซึ่งผมขอเรียกท่าผนึกกำลัง รวมพลัง เรียกขวัญกำลังใจให้ตนเอง และสามารถโต้ตอบ Omodaka Hikokuro ฟันดาบหักสองท่อนได้สำเร็จ!

และครั้งสุดท้ายเพราะความได้เปรียบ (ศัตรูดาบหักไปแล้ว) มุมกล้องเอียงๆ คงไม่มีใครคาดคิดถึงว่า Tsugumo Hanshirō จะเป็นผู้ชนะศึกครานี้

มาถึงการต่อสู้เผชิญหน้าระหว่าง Tsugumo Hanshirō กับตระกูล Ii เริ่มต้นคือถูกล้อม และคนแรกที่เสือกเข้ามาอยู่ตำแหน่งด้านหลังสุด … นี่หมาลอบกัดชัดๆเลย!

ใช้หอกอันนั้นที่แย่งมาได้ ถอยเดินขึ้นบันไดเพื่อให้หลังพิงกำแพง (จะได้ไม่ต้องคอยพะวงหลัง) แต่ก็ถูกฉกแย่งชิงอาวุธ และผลักให้ตกลงมากลับสู่เบื้องล่าง (ประมาณว่าชั้นบนไม่ใช่ที่ของนาย)

เพราะสูญเสียอาวุธไปแล้วจึงตกอยู่ในสภาพหมาจนตรอก หลงเหลืออะไรก็ใช้สู้ หยิบทรายที่พื้นโยนใส่หน้าซามูไรทำให้เสียจังหวะ … นี่เรียกว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบตัว แม้เพียงแค่ดินก็อาจเขวี้ยงขว้างถึงดาว

การจะขึ้นบันไดไต่เต้า ยกระดับตนเองให้อยู่ชั้นบน วิถีการหนึ่งก็คือหาโล่ห์มนุษย์กำลัง ทีนี้ก็จะไม่มีใครกล้าแหยม … อันนี้จริงแท้! ให้นึกถึงเมืองไทย การมีเส้นสายจากผู้หลักผู้ใหญ่หนุนหลัง/ฉากบังหน้าให้ ทำอะไรก็มักรอดพ้นจากอิทธิพลมืดรายอื่นๆ

แต่ถ้าโล่ห์มนุษย์/เส้นสาย สูญหายไปแล้ว คราวนี้ก็ต้องพึ่งตนเอง ไถลไปด้านข้าง เปิดอกไว้ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวเกรง

นี่เป็นตราประจำตระกูล Ii ซึ่งเมื่อ Tsugumo Hanshirō หลังผิงฝา ก็ได้เฉือนศีรษะ เข่นฆ่าตายซามูไรนายหนึ่ง เลือดอาบติดตราสัญลักษณ์ … เป็นตระกูลที่ ‘มือเปลื้อนเลือด’ ไปเรียบร้อยแล้ว

แทบเป็นไปไม่ได้ที่คนเพียงคนเดียวจะสามารถล้มล้างระบอบ ต่อสู้ศัตรูนับร้อยพันแล้วจักได้รับชัยชนะ แต่เขาก็สามารถกระแทกกระทั้น ดิ้นดั้นด้น ผลักดันประตูไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวมาถึงห้อง(น่าจะ)ผู้นำตระกูล/ไดเมียว หรือคือผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูล (สูงกว่า Saitō Kageyu เสียอีกนะ!)

แต่ที่สุดจริงๆหาใช่ที่ปรึกษาหรือไดเมียว คือชุดเกราะซามูไรของบรรพบุรุษ ถือเป็นจิตวิญญาณ อุดมการณ์สูงสุดที่ตระกูลนี้ยึดถือมั่น ทั้งๆก็แค่ของเก่าเก็บ ไร้ชีวิต ข้างในเพียงความว่างเปล่า กลับเคารพเทิดทูนราวกับเทพเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด

เมื่อถึงจุดจบ Tsugumo Hanshirō ทำการโยนชุดเกราะทิ้งลงพื้น สะท้อนถึงความตกต่ำ ละทอดทิ้งอุดมการณ์ วิถีความเชื่อมีมาโบราณกาลฝ แต่ถึงอย่างนั้นแทนที่จะถูกยิงตาย (สัญลักษณ์ของโลกยุคสมัยใหม่/วิวัฒนาการเข้ามาแทนที่ซามูไร) ก็ใช้มีดคว้านท้อง กระทำการ Seppuku ฆ่าตัวตายเองยังดีเสียกว่า

และท้ายที่สุดนั้น โศกนาฎกรรมก็ถูกกลบเกลื่อน ลบเลือนหาย และมัดปอยผมเล็กๆอันทรงเกียรติของซามูไร กลายเป็นเพียงขยะโยนทิ้งลงถังอย่างไม่มีคุณค่าใดๆ

ตัดต่อโดย Hisashi Sagara อีกหนึ่งขาประจำผู้กำกับ Kobayashi,

หนังดำเนินเรื่องในลักษณะเล่าสลับกันระหว่าง ปัจจุบันดำเนินไปข้างหน้า และย้อนอดีต (Flashback) ผ่านการเล่าเรื่องของตัวละคร ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ครั้งใหญ่ๆ
– ครั้งแรกโดย Saitō Kageyu จุดประสงค์เพื่อให้ Tsugumo Hanshirō ล้มเลิกความตั้งใจกระทำการ Seppuku
– ครั้งสองเพื่อเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอคอยผู้ช่วยลงมือ Tsugumo Hanshirō เล่าความสัมพันธ์ของตนเองกับ Chijiiwa Motome
– ครั้งสามยังคงโดย Tsugumo Hanshirō ต่อรองกับ Saitō Kageyu ต้องการเล่าเรื่องต่อให้จบ ถึงเบื้องหลังการกระทำของ Chijiiwa Motome
– เมื่อจบสิ้นเรื่องเล่าของ Chijiiwa Motome แถมท้ายหลังการโยนปอยผม (Topknots) เล่าถึงการต่อสู้ของ Tsugumo Hanshirō กับสามนักดาบยอดฝีมือประจำตระกูล Ii

ความเชื่องช้าของการดำเนินเรื่อง ส่วนหนึ่งเพราะเทคนิคตัดต่อที่ทำการสลับมุมมองไป ร้อยเรียงจากบุคคลที่หนึ่ง สอง และสาม แทบจะเป็นเซ็ตของภาพ ในทุกๆการสนทนา เผชิญหน้าต่อสู้


เพลงประกอบโดย Toru Takemitsu (1930 – 1996) คีตกวีสัญชาติญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับการยกย่องยอมรับจากชาวตะวันตก ในสไตล์พื้นบ้านคลาสสิก (Japanese Folk Song) ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Harakiri (1962), Woman in the Dunes (1964), Ran (1985) ฯ

ทั้งหมดใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่น สร้างสัมผัสบรรยากาศเต็มไปด้วยความหลอกหลอน รวดร้าวลึก โดดเด่นขึ้นมาคือเครื่องสาย Shamisen กรีดกราย รัวเร้า นำพาเข้าสู่สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของตัวละคร เพราะต้องการเอาชนะโชคชะตา แต่ก็นำพาตนเองมาได้แค่นี้

Harakiri ไม่ใช่สิ่งที่วิถีซามูไรบีบบังคับให้ถือปฏิบัติ แต่คือความเชื่อ/ค่านิยมส่วนบุคคล กระทำแล้วก่อเกิดเกียรติยศ ภาคภูมิในตนเอง/วงศ์ตระกูล แสดงถึงความจงรักภักดีที่มีต่อนาย และผู้กระทำได้เรียกว่าเป็นลูกผู้ชาย

ในบริบทภาพยนตร์เรื่องนี้ Harakiri ได้กลายเป็นค่านิยมใหม่ของบรรดาโรนิน (ซามูไรเร่ร่อนไร้นาย) เพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดฆ่าตัวตายจริงๆ แค่คาดหวังเงินตอบแทนเล็กๆน้อย ให้ตนเองสามารถยังชีวิตรอดไปได้ชั่วครั้งคราว

ด้วยเหตุนั้นเองทำให้ตระกูล Ii ต้องการปรับเปลี่ยนแปลงความเชื่อ สร้างทัศนคติเพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจแก่ผู้คน โดยไม่สนว่าเบื้องหลังมุมมองอื่นคืออะไร ยึดถือมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี วิถีซามูไรที่เคยมีมา พูดแล้วต้องทำ จะบิดเบือน แปรเปลี่ยนความตั้งใจไปมิได้

ในมุมของ Chijiiwa Motome ต้องถือว่าเป็นความโง่เขลาผสมโชคร้าย ตัวเขาไม่ได้อยากจะฆ่าตัวตาย แต่ก็มิอาจเสียเกียรติชาติตระกูลซามูไร จึงจำยอมต้องรับผิดชอบคำพูดของตนเอง แม้นั่นจะทำให้…

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ประเทศญี่ปุ่นจะมีความสงบสันติสุข แต่บางสิ่งอย่างดั่งคลื่นพายุใต้น้ำที่คลุ้มคลั่งรุนแรง กำลังเฝ้ารอคอยวันปะทุผุดขึ้นมา, นั่นคืออะไรหลายๆอย่างที่รัฐบาล/ชนชั้นผู้นำ ได้ทำการบิดเบือน ปกปิดบังประชาชน ไม่ให้รับรู้ข้อเท็จจริงของสงคราม ความคอรัปชั่นภายใน พยายามปลูกฝัง สร้างค่านิยม ภาพลักษณ์ใหม่ เพื่อให้สถาบันการปกครองยังคงอยู่ได้ไม่ล่มสูญสลาย

เกียรติ ศักดิ์ศรี อุดมการณ์ ล้วนคือมโนทัศน์ลวงตาที่มนุษย์ปรุงปั้นแต่ง ยึดถือมั่น สร้างสรรค์ขึ้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีตัวตน สลักสำคัญ มากด้วยคุณค่าประการใด แค่คือค่านิยมชมชอบไปตามกาลยุคสมัย พบเห็นใครๆถือปฏิบัติกันมา ก็ลอกเลียนแบบตามจนกลายเป็นวิถี ต่อด้วยครอบงำเสี้ยมสอนสั่งคนรุ่นถัดๆไปให้สืบสานต่อ โดยไม่พยายามครุ่นคิดถึงความถูกต้องเหมาะสมแต่ประการใด

แต่จะว่าไปวิถีซามูไร น่าจะเกิดขึ้นจากชนชั้นผู้นำที่ต้องการควบคุม ครอบงำผู้ใต้บังคับบัญชา เลยสร้างค่านิยม/บรรทัดฐานสังคมเพื่อให้ยึดถือมั่น ปฏิบัติตามคำสั่ง จักได้ไม่ถูกทรยศหักหลัง(โดยง่าย)

กาลเวลาได้ทำให้คุณค่าของวิถีซามูไรลบเลือนจางหาย เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยี ชาวตะวันตก … ผมขอไม่อธิบาย ไปหาดูหนังเรื่อง The Last Samurai (2002) นำแสดงโดย Tom Cruise เอาเองแล้วกัน

ผู้กำกับ Masaki Kobayashi ถือเป็นบุคคลผู้โชคร้าย จับใบแดงได้ต้องทอดทิ้งงานกลายเป็นทหารเดินทางสู่ประเทศจีน พยายามขัดขืนต่อต้าน ปฏิเสธรับตำแหน่งสูงกว่านายทหาร ทำให้ถูกส่งไปค่ายนักโทษ Okinawa Camp นำประสบการณ์ชีวิตช่วงนั้นมาสรรค์สร้างผลงานระดับตำนาน The Human Condition (1959-61) ขณะที่ Harakiri ถือเป็นการเปิดโปงวิถีความเชื่อ ค่านิยมผิดๆที่ประชาชนถูกชนชั้นผู้นำ/รัฐบาล ควบคุม ครอบงำ เสี้ยมสอนสั่ง บิดเบือนข้อเท็จจริงหลายๆประการ ดูผลลัพท์ความพ่ายแพ้ย่อยยับเยินที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกนั่นสิ เป็นสิ่งยินยอมรับกันได้เสียที่ไหน

ถึงอย่างนั้นสังคม/ประเทศชาติ ก็มิอาจถูกทำลายล้างด้วยเงื้อมมือเพียงคนๆเดียว (เปรียบเทียบกับผู้กำกับเอง) แต่บุคคลผู้นั้นย่อมสามารถเสียสละตนเอง กระตุ้นจิตสำนึก ปลุกพลังมวลชนให้บังเกิด คาดหวังผลลัพท์การเปลี่ยนแปลงที่สักวันน่าจะบังเกิดขึ้น

มุมมองคือสิ่งสำคัญที่สุดในอนาคต เพราะยุคสมัยก่อนหน้านั้นมนุษย์มักที่จะมองโลกแคบเพียงด้านเดียว ไม่ใคร่ครุ่นคิดสนใจอะไรอื่นของศัตรู พบเจอหน้าก็พร้อมเข่นฆ่าฟัน ถึงเวลาแล้วที่ควรจะ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ เปิดเผยความจริง ไม่ใช่บิดเบือนบดบังยังผลประโยชน์ส่วนตัวตน


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งลุ้น Palme d’Or แต่พ่ายให้ The Leopard (1962) กระนั้นคว้ารางวัล Special Jury Prize ร่วมกับ When the Cat Comes (1963) ติดไม้ติดมือกลับมา

เกร็ด: Keisuke Kinoshita ผู้ถือว่าเป็นอาจารย์ของ Masaki Kobayashi ยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้ คือหนึ่งในห้า Masterpiece ของประเทศญี่ปุ่น!

ส่วนตัวมองว่า Harakiri ก้าวข้ามผ่านทุกแง่มุมของ Rashômon นำเสนอสิ่งที่สะท้อนค่านิยม จิตวิญญาณชาวญี่ปุ่น เกียรติ ศักดิ์ศรี อุดมการณ์ ล้วนเป็นเพียงภาพลวงหลอกตาคน แต่เพราะภาพยนตร์เรื่องนั้นคือเสาหลักไมล์ ‘เปิดตะวันออก’ สู่นานาอารยะ ด้วยเหตุนี้เลยได้รับการยกย่อง จดจำ สูงส่งยิ่งกว่าในสายตาสากล

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถึงหนังจะมีความเชื่องช้า ชวนหลับ แต่ถ้าสามารถอดรนทน ครุ่นคิด ทำความเข้าใจ กระชากหน้ากากค่านิยม อุดมการณ์แห่งความตาย มันก็แค่สิ่งลวงหลอกปอกโลก ก็น่าจะทำให้มุมมองต่ออะไรของคุณปรับเปลี่ยนแปลงไป ไม่มากก็น้อย!

จัดเรต 18+ กับการกระทำอัตวินิบาต ฆ่าล้างแค้น ความคอรัปชั่นของชนชั้นผู้นำ

คำโปรย | Harakiri กรีดเอาสิ่งที่อยู่ภายใต้เนื้อหนังมังสา ทะลักออกมาเพื่อพบเจอความจริงแท้จากภายใน
คุณภาพ | ณีวิจิรศิลป์
ส่วนตัว | คลุ้มคลั่งไคล้

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of