Hero (2002)

Hero 2002

Hero (2002) Chinese : Zhang Yimou ♥♥♥♥♡

อีกหนึ่ง Masterpiece ของ Zhang Yimou, ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์พยายามลอบสังหารกษัตริย์แคว้นฉิน ของจิงเคอ (Jing Ke) ที่พอล้มเหลว กษัตริย์ผู้นี้สามารถรวมประเทศจีนให้กลายเป็นปึกแผ่น สถาปนาตนเป็นปฐมจักรพรรดิ สร้างกำแพงเมืองจีน และทรงพระนามว่า จิ๋นซีฮ่องเต้, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมรู้จักชื่อ จิ๋นซีฮ่องเต้ จากเมื่อตอนเด็กๆได้อ่านนวนิยายเรื่อง ‘เจาะเวลาหาจิ๋นซี’ แต่งโดยหวงอี้ แปลไทยโดย น.นพรัตน์ มีทั้งหมด 8 เล่ม พ่อผมจะรีบไปร้านดอกหญ้าทันที เมื่อได้ยินข่าวว่าออกเล่มใหม่ ตอนนั้นอ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกสนุก น่าติดตาม มีการเล่นถ้อยเล่นคำ ได้สำบัดสำนวนอย่างมาก, นี่มันก็เกือบ 20 ปีแล้วนะครับ (ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2537) ถ้าคุณเป็นคอนวนิยายจีนแล้วยังไม่เคยอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ น่าจะถือว่าเสียชาติเกิดแล้วละ

สมเด็จพระจักรพรรดิฉินที่ 1 หรือ ฉินชื่อหวง (秦始皇, Qín Shǐ Huángdì) มีพระนามเดิมว่า เจิ้ง (政) สันนิษฐานว่าประสูติเมื่อ พฤศจิกายน/ธันวาคม พ.ศ. 283 (260 B.C.) และสวรรคตเมื่อ กันยายน พ.ศ. 333 (210 B.C.) เป็นกษัตริย์แคว้นฉิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 297 (247 B.C.) ถึง พ.ศ. 322 (221 B.C.) จากการรวมประเทศในสมัยราชวงศ์นี้ ทำให้กลายมาเป็นคำเรียกติดปากว่า จีน ในภาษาไทย และ China ในภาษาอังกฤษ (เพราะมาจากคำว่า Chin หรือ Qin)

การที่จะรวบรวมประเทศ แผ่นดินจีนให้เป็นปึกแผ่นได้นั้น จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้ยกกองทัพไปตีแคว้นต่างๆทั้ง 6 ทำการปฏิรูปมากมาย อาทิด้านการเมือง ภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาความคิด โดยหลังจากทรงยึดแคว้นใหญ่น้อยต่างๆได้ ก็เผาทำลายหนังสือ สังหารนักปราชญ์ไปจำนวนมหาศาล เนื่องจากทรงมีดำริว่า ถ้าต่างแคว้นต่างมีวัฒนธรรมความคิดของตนเองแล้ว การที่จะทำให้แผ่นดินเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวนั้นไม่มีทางเป็นไปได้

พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างผลงานชิ้นเอกที่โลกต้องตะลึง นั่นคือ กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China) สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าทางเหนือ ชาวฮันและชาวเติร์ก, ด้วยระยะทางหลายหมื่นลี้ ประเมินความยาวในปัจจุบันอยู่ที่ 21,196.18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ จนได้รับยกย่องให้ถิอเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ที่มองเห็นได้จากดวงจันทร์ (ประโยคสุดท้าย ไม่จริงนะครับ เป็นความเชื่อผิดๆของคนจีน ความจริงแค่มองจากชั้นบรรยากาศโลกก็มองไม่เห็นแล้ว ไม่ต้องไปไกลถึงดวงจันทร์หรอก)

จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นจักรพรรดิที่ชาวโลกจดจำว่า เป็นผู้โหดเหี้ยม หรือทรราชย์ แต่ชาวจีนก็ยังคงยกย่องให้เป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น หรือ “ปฐมจักรพรรดิฉิน”

มีภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับ จิ๋นซีฮ่องเต้ ทั้งหมด 3 เรื่องที่ผมหาได้
– The Emperor’s Shadow (1996) กำกับโดย Zhou Xiaowen นำแสดงโดย Jiang Wen และ Ge You
– The Emperor and the Assassin (1998) กำกับโดย Chen Kaige นำแสดงโดย Gong Li, Zhang Fengyi และ Li Xuejian ได้รางวัล Technical Prize จากเทศกาลหนังเมือง Cannes
– และ Hero (2002) กำกับโดย Zhang Yimou

ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากเขียนอีกสองเรื่องที่เหลือด้วยนะครับ เพราะทั้ง 3 เรื่องนี้ เห็นว่าเป็นหนังทุนสร้างสูงสุดของ จีนแผ่นดินใหญ่ ในปีที่ทำการสร้างทั้งหมดเลย

Zhang Yimou ผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีนแผ่นดินใหญ่ ช่วงแรกๆของการทำงานและยุค 90s ผลงานจะเน้นนำเสนอภาพความจริง ลำบาก ทุกข์ยากแสนสาหัสของประชาชนในระดับรากหญ้า (เปรียบได้คล้ายๆกับยุค Chinese Neorealist) แต่พอเข้าสู่ศตวรรษใหม่ นับจาก Hero (2002) ถือว่า Yimou ยกตัวเองไปเล่าเรื่องในระดับสูงขึ้น อาทิ กษัตริย์, ผู้นำประเทศ นำเสนอเรื่องราวแฝงปรัชญาในระดับอุดมการณ์มากขึ้น, นี่คงเพราะความสำเร็จของ Yimou ในทศวรรษก่อน ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากนายทุน กล้าทุ่มงบประมาณให้มากขึ้น ทำให้เขาสามารถสร้างหนังที่มีโปรดักชั่นใหญ่อลังการขึ้นได้, ผมคิดว่าความตั้งใจของ Yimou ก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน เพราะตั้งแต่จีนเปิดประเทศ แนวคิดในของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นเพื่อนำเสนอความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน สู่สายตาชาวโลก (ไม่ใช่ตีแผ่ความจริงเหมือนยุคก่อนอีกแล้ว)

นำแสดงโดย
– Jet Lee รับบท ไร้นาม (Nameless) มีความสามารถพิเศษ ชื่อว่า Death at Ten Paces สามารถแทงดาบได้ตรงเป้าที่สุดในรัศมี 10 ก้าว
– Tony Leung Chiu-wai รับบท กระบี่หัก (Broken Sword) มีความสามารถเขียนตัวอักษร (Calligrapher) เป็นเลิศ และสามารถเข้าถึงวิถีสูงสุดของกระบี่
– Maggie Cheung รับบท หิมะเหิน (Flying Snow) คนรักของกระบี่หัก
– Chen Daoming รับบท กษัตริย์แคว้นฉิน หรือ ฉินอ๋อง
– Donnie Yen รับบท ฟ้าเวิ้ง (Long Sky) ใช้หอกเป็นอาวุธ
– Zhang Ziyi รับบท ปานเดือน (Moon) ลูกศิษย์ผู้จงรักภักดีของ กระบี่หัก ใช้ดาบคู่เป็นอาวุธ

การเล่าเรื่องจะใช้ลักษณะรูปแบบที่เรียกว่า Rashômon Style คือการเล่าเรื่องเหตุการณ์เดียว แต่หลายมุมมอง และมีความแตกต่างกันในการเล่าแต่ละครั้ง, ซึ่งวิธีการสังเกตแยกเรื่องราวก็แสนง่าย เพราะหนังใช้โทนสีของการออกแบบ งานภาพเข้าช่วย

ถ่ายภาพโดย Christopher Doyle โทนสีที่ใช้ในหนังประกอบด้วย
สีเทา/ดำ แทนด้วยพระราชวังของฉินอ๋อง
สีแดง แทนด้วยเหตุการณ์ตามคำบรรยายแรกของชายไร้นาม ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกที่รุนแรง (ชู้ ทรยศ หักหลัง)
สีน้ำเงิน แทนการคาดการณ์สิ่งที่ควรเกิดขึ้นจริง โดยจินตนาการของฉินอ๋อง (ฉากต่อสู้บนทะเลสาบ ที่น้ำนิ่งเหมือนกระจก ก็แสดงถึงการสะท้อนความคิดนี้)
สีขาว แทนความจริงที่เกิดขึ้น เล่าโดยชายไร้นามเมื่อตระหนักได้ว่าฉินอ๋องล่วงรู้ความจริงของตน จึงไม่มีอะไรต้องปกปิดอีก เล่าเรื่องด้วยความบริสุทธิ์ใจ
สีเขียว แทนด้วยการพบกันครั้งแรกของ กระบี่หักกับหิมะเหิน ทั้งสองได้บุกฝ่าเข้าไปในพระราชวังและได้ต่อสู้กับฉินอ๋อง ซึ่งในวินาทีที่ผ้าทุกผืนตัดขาด กระบี่หักก็ได้บรรลุถึงสัจธรรมบางอย่าง

โทนสีที่ว่านี้ ไม่ใช่แค่แสงสี บรรยากาศของภาพนะครับ แต่ยังรวมถึงเสื้อผ้าหน้าผม สถานที่ถ่ายทำ (สีน้ำเงิน มีฉากต่อสู้บนทะเลสาบ, สีขาว มีฉากต่อสู้ท่ามกลางลมหิมะ ฯ) อีกทั้งนัยยะของเรื่องราวและอารมณ์ของตัวละคร ฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ให้บรรยากาศตามโทนสีนั้นทั้งหมด

นอกจากจากโทนสีของหนังแล้ว ความโดดเด่นในงานภาพคือความอลังการ ในการจัดกรอบฉาก, กับหนัง Lord of the Ring ความยิ่งใหญ่ที่เราเห็นขณะกองทัพสู้รบกัน คือการเคลื่อนไหวของกล้องที่มีความโฉบเฉี่ยว พุ่งเข้าไป เกิดอารมณ์เคลื่อนคล้อย ลื่นไหลตามไปกับภาพที่เราเห็น, ตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน Hero ไม่มีความโฉบเฉี่ยวมากนัก นำเสนอความตรงไปตรงมา ถ่ายภาพหน้าตรง ให้ทหารเดินเรียงหน้ากระดานเต็มความยาวของภาพเข้าหากล้อง ผมเรียกงานภาพลักษณะนี้ว่า ‘การจัดกรอบล้อมฉาก’ นี่ให้ความอลังการแบบเต็มตา เห็นทหารเป็นตัวเป็นๆ จับต้องได้ (ไม่เห็นเหมือนมดแบบ Alexander, Troy) ไม่ต้องพึ่ง Special Effect ในฉากพวกนี้มากด้วย

ในบรรดาฉากต่อสู้ดวลกระบี่ ท่ามกลางสายฝน, ใบไม้ร่วงหล่น, ผืนทะเลทราย, บุกเข้าไปในพระราชวัง ฯ ผมชอบฉากสู้กันสะเทินน้ำสะเทิ้นบกที่สุดแล้ว, ความชื่นชอบนี้แล้วแต่รสนิยมของคุณเองนะครับ ผมชอบฉากนี้เลยขอพูดเฉพาะฉากนี้ ไม่ใช่ฉากอื่นไม่สวย แต่ส่วนตัวเป็นคนชอบโทนสีเย็น มันให้ความรู้สึกสบายตากว่า และผิวน้ำที่สงบนิ่ง สะท้อนภูเขา วิวทิวทัศน์บริเวณนั้น เหมือนกระจกส่องเห็นอีกโลกหนึ่งและอีกด้านของหัวใจ, ฉากนี้ได้ยินว่า Yimou ใช้เวลาถ่ายเกือบ 3 สัปดาห์ เพราะต้องการให้ผิวน้ำนิ่งสนิทที่สุด ไม่ให้มีการกระเพื่อมเลยระหว่างถ่ายทำ แต่มันจะทำอย่างนั้นได้ง่ายเสียที่ไหน ธรรมชาติยังไงก็มีน้ำขึ้นน้ำลง ใน 1 วันเห็นว่าจะมีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นที่ผืนน้ำจะนิ่งสนิทตอน 10 โมงเช้า ทีมงานต้องตื่นตี 5 เตรียมการ 5 ชั่วโมงรอเวลาน้ำนิ่งที่สุดถึงได้ถ่ายทำ และวันไหนล่วงเลยเวลาไปแล้ว ก็กลับบ้านนอนรอวันใหม่ได้เลย

Visual Effect เมื่อเทียบกับสมัยนี้ ไม่ถือว่ามีความเนียลสมจริงมากนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นยอมรับไม่ได้, ที่รู้สึกขัดๆคงเป็นธนูหลายหมื่นหลายแสนดอก ไม่ค่อยมีความสมจริงเสียเท่าไหร่ แต่ฉากต่อสู้ขณะดวลท่ามกลางสายฝน ใครอ่านนิยายกำลังภายในจีนมาเยอะคงรู้สึกเท่ห์ระเบิด (ผมไม่รู้ฉากพวกนี้ฝรั่งเห็นจะเป็นยังไง คงคิดว่าเว่อระดับพวกเหนือมนุษย์ จริงๆมันแค่ฝึกฝน วิชากำลังภายใน บรรลุถึงปรัชญา ก็อาจเพียงพอถึงระดับสู้กันในจิตใจได้)

ตัดต่อโดย Angie Lam นอกจาก Rashômon Style แล้ว การตัดต่อยังมีลักษณะสะท้อนกันแบบหยิน-หยาง, ภายใน-ภายนอก, แสงสว่าง-ความมืด, โดดเดี่ยว-โดยกลุ่ม, เข้มแข็ง-อ่อนแอ, ใส่เสื้อผ้า-เปลือย, ใกล้-ไกล, มีอาวุธ-ตัวเปล่า, สูง-ต่ำ ฯ จะเห็นได้ชัดคือระหว่าง ไร้นามกับฉินอ๋อง ที่แทบไม่มีช็อตไหนอยู่ร่วมกันเลย เห็นครั้งเดียวคือ ช็อตการตัดสินใจของไร้นาม ที่ฉิ๋นอ๋องยืนมองดูอักษร ‘ดาบ’ แล้วไร้นามเข้ามาด้านหลัง พูดประโยคเท่ห์ๆ เพื่อขอเป็นผู้ผลักดันอยู่เบื้องหลัง

เพลงประกอบโดย Tan Dun เจ้าของรางวัล Oscar: Best Original Score คนแรกของจีน จากการทำเพลงประกอบ Crouching Tiger, Hidden Dragon (2001) ผมดูในเครดิต Tan Dun ไม่ค่อยรับงานทำเพลงประกอบภาพยนตร์เสียเท่าไหร่ (คือเลือกงานมากๆ) ส่วนใหญ่จะชอบประพันธ์เพลง Symphony, Concerto, Opera ฯ คือเป็นสายคีตกวีดนตรีคลาสสิกโดยแท้

ใน Hero เพลงประกอบถือว่ามีกลิ่นอายของความเป็น จีน อยู่ครบ เน้นอารมณ์โหยหวนด้วยเครื่องสาย อลังการด้วยเครื่องเป่า และระทึกด้วยกลอง, ที่เด่นที่สุดคงเป็นขณะชายแก่ตาบอดดีดกู่ฉิน (Guqin) ที่มีลักษณะคล้ายจะเข้ จากคำพูดที่ว่า ‘บทเพลงและเพลงดาบ ตั้งอยู่บนพื้นฐานและจิตวิญญาณเดียวกัน’ ความตื่นเต้นรุกเร้าของดนตรี สะท้อนออกมาด้วยเพลงดาบโจมตี ป้องกัน โต้กลับ ชายสองคนไม่จำเป็นต้องสู้กันทางกาย แต่มองเห็นการต่อสู้จากข้างในจิตใจ

ผมเลือกเอาเสียงกู่ฉิน In The Chess Court มาให้ฟังกันนะครับ (จริงๆมันควรเป็น In The GO Court นะครับ เพราะผมเห็นเล่นหมากล้อม ไม่ใช่หมากรุก)

เริ่มต้น ไร้นามออกเดินทางเข้าวังด้วยเป้าหมายจะฆ่าล้างแค้นฉินอ๋องเพื่อตนเองและครอบครัว แต่ตอนจบเป้าหมายของเขากลับตารปัตรโดยสิ้นเชิง ในมุมของภาพยนตร์นี่คือความสมมาตรที่มีใจความ แนวคิดสะท้อนซึ่งกันและกัน (หยิน-หยาง) ส่วนเหตุผลที่เปลี่ยน มันเกิดจากในใจเบื้องลึกที่แท้จริงของไร้นาม มีแสงสว่างเล็กๆ สิ่งที่เขาต้องการที่สุด มันไม่ใช่ทำเพื่อตนเองหรือเพื่อครอบครัว, จุดเริ่มต้นการแปรเปลี่ยนความคิดของไร้นาม มาจากกระบี่หัก ที่ครั้งหนึ่งก็เคยมีเป้าหมาย ความต้องการเหมือนกับเขา แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว ถึงได้รับฟังคำแนะนำแต่จิตใจยังลังเล เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่หลังจากได้พบกับฉินอ๋อง ได้การสนทนาเรียนรู้เข้าใจตัวตนที่แท้จริงอย่างถ่องแท้ นั่นทำให้ไร้นามไร้ข้อกังขา บรรลุข้อสงสัยของตนเอง และทำการตัดสินใจเสียสละเพื่อสิ่งที่ตนเรียนรู้ ว่าเหนือกว่าแค่ตนเองและครอบครัว

“Remember those who gave their lives for the highest ideal. No more killing. Peace for all men.”

คำพูดสุดท้ายของไร้นาม แสดงถึงการเสียสละเพื่อจุดประสงค์ในอุดมการณ์สูงสุด ฆ่าเพื่อไม่ให้ถูกฆ่า ฆ่าเพื่อสันติ แล้วเมื่อนั้นความสงบสุขจะบังเกิด

ตอนที่ฉินอ๋องได้ยิน ไร้นามพูดว่า ตัวอักษร ‘ดาบ’ มีทั้งหมด 19 วิธีเขียน (นี่เป็นการเปรียบเปรยถึงก๊ก แคว้น เหล่า ชนเผ่า ฯ ความแตกแยกของชาวจีนที่มีหลากหลายภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาความคิด) พระองค์ทรงตรัสว่า สักวันจักแก้ปัญหานี้ (ในประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงเผาทำลายหนังสือ สังหารนักปราชญ์ไปจำนวนมหาศาล เนื่องจากทรงดำริว่าถ้าต่างแคว้นต่างมีวัฒนธรรมความคิดของตนเองแล้ว การที่จะทำให้แผ่นดินเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวนั้นไม่มีทางเป็นไปได้)

สาเหตุที่ฉินอ๋องโยนดาบให้ไร้นามเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะเมื่อพระองค์พิจารณาถึงความพยายามที่น่ายกย่องของไร้นาม และการได้รับรู้คำตอบ เหตุผลที่ตนเองคาดไม่ถึงเมื่อครั้งกระบี่หักและหิมะเหิน เข้ามาลอบสังหารตน, ความรู้สึกประทับใจ ตื้นตัน จนเข้าถึงวิถีสูงสุด เกิดเป็นความปล่อยวาง การได้รับรู้คนที่สามารถเข้าใจตนได้ดีที่สุดคือศัตรูของตนเอง พระองค์จึงตัดสินใจมอบชีวิตของตนให้กับไร้นามเป็นผู้ตัดสิน ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องหรือไม่ สมควรยังมีชีวิตต่อไปหรือเปล่า

หลังจากโยนดาบให้แล้ว หันไปเพ่งพินิจ พิจารณาอยู่นาน ในที่สุดฉินอ๋องก็กระจ่าง ถึงตัวอักษร 劍 ที่กระบี่หักมอบให้

I have just come to a realization! This scroll by Broken Sword contains no secrets of his swordsmanship. What this reveals is his highest ideal.
– In the first state, man and sword become one and each other. Here, even a blade of grass can be used as a lethal weapon.
– In the next stage, the sword resides not in the hand but in the heart. Even without a weapon, the warrior can slay his enemy from a hundred paces.
– But the ultimate ideal is when the sword disappears altogether. The warrior embraces all around him. The desire to kill no longer exists. Only peace remains.

ตัวอักษร ‘ดาบ’ หาได้มีความลับของเพลงดาบอยู่เลย นั่นเพราะกระบี่หักเขียนขึ้น โดยใส่อุดมการณ์ความเชื่อของตนเองลงไป, ปรัชญาของคำว่า ‘ดาบ’ นี้มีความลึกซึ้งอย่างมาก สามารถตีความได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่ความสามารถทางวรยุทธ์ ที่เป็นการตีความในเชิงรูปธรรม, ในเชิงนามธรรม ผมขอนำเสนอแนวคิด ‘ดาบ’ ในความหมายของสิ่งที่เป็น ‘พลังอำนาจ’ สามารถใช้ฆ่าฟัน ทำลายล้าง ควบคุม ปกครองผู้อื่น
– คนที่มีอำนาจอยู่ในมือ ย่อมสามารถใช้ทำอะไรก็ได้ดั่งใจ (มีอำนาจก็ใช้ไป ไม่สนอะไร)
– คนที่ตระหนักถึงอำนาจที่มีอยู่ในใจ ย่อมสามารถทำให้ทุกอย่างรอบกาย กลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจได้ (มีอำนาจ ใช้เป็น)
– แต่ที่สุดแล้ว คนที่มีอำนาจและเข้าใจว่าแท้จริงตนเองไม่มีอำนาจอะไร ย่อมสามารถมองเห็นวิธีการใช้อำนาจให้เกิดประสิทธิผลที่สุด (มีอำนาจ ใช้เป็นและเข้าใจ)

ในทางเต๋านั้น ระดับสุดท้ายจะเป็นการเปรียบเทียบถึงตัวตนกับจักรวาล มองว่า มนุษย์ทุกคนก็เหมือนกันเท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครเป็นมิตรหรือศัตรู สูงศักดิ์หรือด้อยค่ากว่ากัน ซึ่งใครสามารถเข้าใจจุดนี้ได้ ก็จะมองเห็นความสงบสุขสันติของโลกและจักรวาลที่เป็นหนึ่งเดียว

เหตุที่ฉินอ๋องเข้าใจความหมายของ ‘ดาบ’ นี้ได้ สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านั้นที่ได้เข้าใจตัวตนของกระบี่หัก แล้วพระองค์เกิดอารมณ์ปล่อยวาง โยนดาบให้ไร้นามเป็นผู้ตัดสินชีวิต, ขณะที่พระองค์ครุ่นคิดในคำว่าดาบ ก็เกิดการประจักษ์แก่ตน ว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่คืออุดมการณ์ นี่คือช่วงเวลาขณะตรัสรู้ของลัทธิเต๋าเลยนะครับ เข้าถึงจุดสูงสุดของหลักธรรมคำสอน

สำหรับคำที่กระบี่หัก เขียนบทพื้นทราย Tiānxià (天下) ซับไตเติ้ลทุกฉบับจะแปลว่า ‘Our Land’ ฟังดูมีนัยยะ ความหมายที่ลึกซึ้ง ถึงการรักชาติ รักแผ่นดินของเรา, แต่จริงๆแล้วคำนี้ถ้าแปลตรงตัวจากภาษาจีน จะแปลว่า ‘Under heaven’ หรือ ‘The World’ ภาษาไทยมีคำหนึ่งที่ตรงมากคือ ‘ใต้หล้า’, จากที่ผมเคยพูดไป ว่าแนวคิดการทำหนังของ Zhang Yimou เปลี่ยนไปในศตวรรษ 21 คือต้องการนำเสนอความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ซึ่งคำนี้มันชัดเลยนะครับ ว่ามีนัยยะถึง ‘การครอบครองโลก’, แต่เนื่องจากปีก่อนหน้านั้น เกิดเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ถ้าหนังฉายประเทศโลกตะวันตกด้วยแปลคำนี้ มันมีนัยยะที่เป็นภัยคุกคามที่ค่อนข้างอันตราย Yimou เลยตัดสินใจสั่งให้การแปลทุกฉบับ ใช้คำว่า ‘Our Land’ ที่ถือว่าปลอดภัยไว้ก่อน, ซึ่งนักข่าวที่อ่านภาษาจีนออก เคยถาม Yimou ว่าทำไมถึงแปลเช่นนั้น ซึ่งเขาก็พยายามเลี่ยงไม่ตอบเหตุผล (If you ask me if ‘Our land’ is a good translation, I can’t tell you. All translations are handicapped. Every word has different meanings in different cultures.)

Christopher Doyle เคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง บอกว่า มีการโต้เถียงกันในทีมงานว่าจะให้หนังชื่อ Hero หรือ Heroes นี่ถือเป็นประเด็นใหญ่มากของหนัง, กับข้อสรุปที่ได้แค่ Hero แล้วนี่หมายถึงใครกัน? … นี่เป็นสิ่งที่ผมก็ตอบไม่ได้ว่าใคร, กับตัวละครที่มีแนวโน้มเป็น Hero มีนักดาบทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย ฉินอ๋อง, ไร้นาม, กระบี่หัก, หิมะเหิน และฟ้าเวิ้ง แต่ละคนถือว่ามีแนวคิดและการกระทำที่เป็นฮีโร่ (Heroic) ในตัวเอง, ฉินอ๋อง คือว่าที่กษัตริย์ที่จะกลายเป็นฮีโร่, ไร้นาม คือ ฮีโร่ที่ตัดสินใจเพื่อส่วนรวม, เช่นกันกับ กระบี่หัก หิมะเหิน และฟ้าเวิ้ง ต่างก็ถือว่าเป็น ฮีโร่ที่ยอมเสียสละตนเอง, กระนั้นถ้ามองทั้ง 5 ว่าเป็นฮีโร่เหมือนกัน ก็ควรใช้ Heroes สิ ไม่ใช่ Hero

ผมคิดว่าการเลือกใช้คำว่า Hero ที่เป็นเอกพจน์ไม่ได้ต้องการสื่อถึงตัวบุคคลใดๆ แต่เป็นอุดมการณ์ของคนทั้ง 5 ที่สุดท้ายแล้วเป็นไปในทาง (Heroic) เดียวกัน คือการเสียสละตนเองเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ประเทศชาติ โลกและสากลจักรวาล

นี่แสดงถึงว่า Hero เป็นหนังชวนเชื่อประเภทหนึ่งนะครับ ที่มีใจความค่อนข้างชัดถึง ‘การเสียสละเพื่อส่วนรวม’ หรือ ‘อุดมการณ์สำคัญกว่าตัวตน’ ซึ่งนี่คือปรัชญาการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบัน, เพื่อชาติจะได้พัฒนา ยั่งยืน มั่นคงเป็นปึกแผ่นและกลายเป็นใต้หล้า (คือยิ่งใหญ่เหนือชาติใด) ประชาชนทุกคนจำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจ เหมือนดังฮีโร่ที่ต่อสู้เสียสละเพื่อประเทศชาติในครั้งอดีต แม้ปัจจุบันจะไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อเกิดขึ้นแล้ว แต่การต่อสู้นั้นยังไม่ได้จบสิ้น แค่เปลี่ยนรูปแบบวิธีการไป แต่แนวคิด อุดมการณ์เพื่อชาติยังคงเหมือนเดิม

หนังได้เข้าฉายในอเมริกาปี 2004 และสามารถขึ้นอันดับ 1 Boxoffice สำเร็จ (ปกติหายากนะครับ หนังที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษแล้ว ทำรายได้ประจำสัปดาห์ในอเมริกาสูงถึงอันดับ 1) ทำเงินสัปดาห์แรก $18 ล้านเหรียญ รวมรายได้รับในอเมริกา $56 ล้านเหรียญ ถือเป็นอันดับ 3 หนังต่างประเทศทำเงินสูงสุดในอเมริกาขณะนั้น, ด้วยทุนสร้าง $31 ล้านเหรียญ ทำเงินทั่วโลก $177.4 ล้านเหรียญ ได้เข้าชิง
– Oscar: Best Foreign Language Film (แพ้ให้กับ Nowhere in Africa ตัวแทนจาก Germany)
– Golden Globe Award:  Best Foreign Language Film (แพ้ให้กับ Talk to Her ตัวแทนจาก Spain)
– ฉายในเทศกาลหนังเมือง Berlin ได้รางวัล Alfred Bauer Award (รางวัล Silver Bear พิเศษ มอบให้กับหนังที่เปิดมุมมอง โลกทัศน์ของวงการภาพยนตร์) [แพ้ Golden Bear ให้กับ In This World หนังสัญชาติ British)
– Hong Kong Film Award เข้าชิง 14 ได้มา 7 รางวัล
– Golden Rooster Awards ได้มา 4 รางวัล

ส่วนตัวหลงรัก ประทับใจหนังเรื่องนี้อย่างมาก มี 3 เหตุการณ์ที่ทำให้ผมขนลุก
1. จังหวะที่ฉินอ๋อง สามารถเข้าใจความหมายของตัวอักษร ‘ดาบ’ และอธิบายออกมา ถ้าคุณสามารถฟังแล้วเข้าใจได้ทันทีจะขนลุกซู่เลยละ ถ้าไม่… ก็ดังที่ผมอธิบายไป
2. ขณะที่ไร้นาม ตัดสินใจฆ่า/ไม่ฆ่าฉินอ๋อง และคำพูดสุดท้ายของเขา
3. สีหน้าของฉินอ๋องที่จำใจต้องยกมือสั่งประหาร และวาระสุดท้ายของไร้นาม ที่หันหน้ากลับมา ยิ้มรับธนูเรือนแสนโดยไม่สะทกสะท้าน

Zhang Yimou ทำให้ 3 วินาทีนี้ของหนัง มีความทรงพลัง อลังการ ยิ่งใหญ่ที่สุด และแฝงปรัชญาอันลุ่มลึกล้ำ โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ

ผมจัดความยากของหนังอยู่ที่ระดับ Professional กับคนที่เคยดู Rashômon มาจนเข้าใจแล้วอาจไม่มีปัญหานัก แต่ถ้าไม่ คุณอาจหัวเสียกับการเล่าเรื่องที่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ไม่เข้าใจความหมายของตัวอักษร ‘ดาบ’ และเกิดข้อสงสัยทำไมตัวละครของ Jet Lee ถึงตัดสินใจอย่างนั้น, นี่ถือเป็นหนังเข้าใจค่อนข้างยากทีเดียว ต้องใช้การคิดวิเคราะห์พอสมควร ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าใจได้โดยทันที

แนะนำกับคอหนังจีน กำลังภายใน (Wuxia), สนใจประวัติศาสตร์ ยุคสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ (คงไม่ค่อยได้ความรู้เท่าไหร่), นักปรัชญา ผู้ชื่นชอบการคิดวิเคราะห์ คนทำงานสายภาพยนตร์ มีอะไรในหนังให้ศึกษาเยอะเลย

แฟนหนัง Zhang Yimou นักแสดง Jet Lee, Tony Leung Chiu-Wai, Maggie Cheung, Zhang Ziyi (ตัวประกอบ), Chen Daoming, ฉากต่อสู้สวยๆของ Donnie Yen และถ่ายภาพโดย Christopher Doyle

จัดเรต 13+ กับฉากต่อสู้ ความรุนแรง และความตาย

TAGLINE | “Hero คือหนึ่งใน Masterpiece ของ Zhang Yimou แฝงปรัชญาลึกซึ้ง มีงานภาพออกแบบสวยอลังการ และนักแสดงประชันฝีมือชั้นเลิศ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of