Hiroshima mon amour (1959) French, Japanese : Alain Resnais ♥♥♥♥

(30/9/2023) ได้รับการเปรียบเทียบ “The Birth of a Nation of the French New Wave” หมุดไมล์ของ Modern Cinema ร่วมรำลึกถึงหายนะ บาดแผลในใจจากสงครามโลกครั้งที่สอง Hiroshima และ Nevers ยังคงติดตราตรึงใจ ฝังอยู่ภายในจิตวิญญาณไม่รู้ลืมเลือน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

For the first time, cinema achieves ‘the remembrance of things past,’ creating a temporality that one can call ‘novelistic,’ mixing the past and present in a dialectical fashion that previously seemed impossible to accomplish in cinema.

Jacques Chevalier เขียนในหนังสือ Image et son

Resnais’s first 35 mm feature Hiroshima mon amour (1959) dealt with the nature of history and memory, and deviated from traditional notions of narrative time as it recounted a fleeting liaison between a French actress and Japanese architect. Its sexual candor and provocative ideas, wedded to a dazzlingly sophisticated visual style, made Hiroshima, Mon Amour the New Wave’s The Birth of a Nation and it deservedly won the Cannes Film Festival International Critics Prize

นักวิจารณ์ Leonard Maltin

I think that in a few years, in ten, twenty, or thirty years, we will know whether Hiroshima mon amour was the most important film since the war, the first modern film of sound cinema.

นักวิจารณ์/ผู้กำกับภาพยนตร์ Eric Rohmer

Hiroshima mon amour (1959) ไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีการเล่าย้อนอดีต หวนระลึกความทรงจำ (Flashback) ก่อนหน้านี้ก็อย่าง Le jour se lève (1939), Citizen Kane (1942), The Third Man (1949) ฯ และอีกมากมายนับไม่ถ้วน แต่เหตุผลที่หนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ หมุดไมล์ของ Modern Cinema เพราะพยายามผสมผสาน วางอยู่เคียงข้าง (juxtaposed) ตัดสลับไปมาช็อตต่อช็อต ฉากต่อฉาก ราวกับว่าอดีต-ปัจจุบัน (past and present), โลกความจริง-สิ่งที่อยู่ในความทรงจำ (reality and memory), สงคราม-สันติภาพ (war and peace), ญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส (Japan & France) หายนะเมือง Hiroshima-บาดแผลในใจหญิงสาวจาก Nevers (Public Tragedy vs. Personal Trauma) ล้วนคือสิ่งหนึ่งเดียวกัน!

It’s a film that recalls Eisenstein, in the sense that you can see some of Eisenstein’s ideas put into practice … in a very new way.

นักวิจารณ์/ผู้กำกับ Jacques Rivette

หลังเห็นโปรแกรม ‘FROM THE LEFT 2023 ของ Doc Club & Pub ผมมีความสองจิตสองใจว่าจะ revisit ภาพยนตร์เรื่องนี้ดีไหม แต่หลังจากเขียนถึง India Song (1975) ก็เกิดความกระตือรือล้นอย่างมากๆ รวมถึง Last Year at Marienbad (1961) อยากดูว่าตนเองสามารถทำความเข้าใจผกก. Alain Resnais ได้มากน้อยเพียงไหนแล้ว

และหลังจากการรับชมคราวนี้ ผมตัดสินใจเพิ่ม Hiroshima mon amour (1959) เข้าสู่รายการ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะมองว่าหนังสามารถสร้างความตระหนักถึงหายนะ โศกนาฎกรรมสงครามโลกครั้งที่สอง เราควรเรียนรู้จักอดีต เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมในปัจจุบัน


Alain Resnais (1922-2014) นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Vannes, Brittany ช่วงวัยเด็กล้มป่วยโรคหอบหืด ทำให้ต้องร่ำเรียนหนังสืออยู่กับบ้าน ชื่นชอบการอ่านหนังสือการ์ตูน และหลงใหลในสื่อภาพยนตร์, วันเกิดอายุ 12 ได้รับของขวัญกล้อง Kodak 8mm จึงทดลองสร้างหนังสั้น แต่หลังมีโอกาสรับชมละครเวที เปลี่ยนความสนใจอยากเป็นนักแสดง โตขึ้นออกเดินทางสู่ Paris ทำงานเป็นผู้ช่วย Georges Pitoëff ณ โรงละคอน Théâtre des Mathurins ระหว่างนั้นร่ำเรียนการแสดงยัง Cours René-Simon เริ่มตระหนักว่าการเป็นนักแสดงไม่ค่อยเหมาะสมกับตน เลยกลับสู่ความสนใจภาพยนตร์ ศึกษาการตัดต่อจาก Jean Grémillon สอนอยู่สถาบันเปิดใหม่ L’Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC)

Resnais อาสาสมัครทหารเมื่อปี ค.ศ. 1945 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองถูกส่งไป Germany และ Austria ในฐานะสมาชิกคณะการแสดง Les Arlequins พบเห็นเศษซากปรักหักพัง ซึมซับบรรยากาศโศกนาฎกรรม

หลังปลดประจำการทหาร เดินทางกลับสู่ Paris ทำงานเป็นนักตัดต่อ ถ่ายทำหนังสั้นเรื่องแรก Schéma d’une identification (1946) [สูญหายไปแล้ว], ผลงานในยุคนี้มักเป็นสารคดีขนาดสั้น เกี่ยวกับศิลปิน/จิตรกร อาทิ Van Gogh (1948) [คว้า Oscar: Best Short Subject (Two-Reel)], Gauguin (1950), Guernica (1950), Statues Also Die (1953), มาจนถึง Nuit et Brouillard (1955) แปลว่า Night and Fog สารคดีเรื่องแรกที่นำเสนอภาพเหตุการณ์ในค่ายกักกันนาซี

สำหรับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Hiroshima mon amour (1959) แปลว่า Hiroshima, My Love ดั้งเดิมนั้นผกก. Resnais ได้รับมอบหมายจากโปรดิวเซอร์ Anatole Dauman ให้ทำสารคดีสั้นเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ แต่เขาใช้เวลาหลายเดือนพยายามครุ่นคิดหาวิธีการ จะทำอย่างไรถึงไม่ให้ออกมาเหมือนผลงานก่อนหน้า Night and Fog (1955)

เพราะครุ่นคิดอะไรยังไม่ออก Resnais เลยพูดเล่นๆกับโปรดิวเซอร์ Dauman ว่าอยากได้นักเขียน Marguerite Duras (1914-96) ที่โด่งดังจากนวนิยาย Un barrage contre le Pacifique (1950) ชื่อแปลไทย เขื่อนกั้นแปซิฟิก (The Sea Wall) มาร่วมพัฒนาบทภาพยนตร์ แต่อีกฝ่ายกลับครุ่นคิดจริงจัง แถมยังสามารถติดต่อขอให้เธอมาช่วยระดมสมอง ครุ่นคิดพัฒนาบทหนังนานกว่าสองเดือน!

Marguerite Duras and I had this idea of working in two tenses. The present and the past coexist, but the past shouldn’t be in flashback … You might even imagine that everything the Emmanuelle Riva character narrated was false; there’s no proof that the story she recites really happened. On a formal level, I found that ambiguity interesting.

Alain Resnais

เกร็ด: Alain Resnais ยังเล่าว่าได้แรงบันดาลใจแนวคิดดังกล่าวจากภาพยนตร์ Intolerance (1916) กำกับโดย D. W. Griffith ที่ได้ทำการผสมผสานสี่ยุคสมัย นำมาตัดต่อร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อม

การได้นักเขียน/ว่าที่ผู้กำกับดัง Marguerite Duras มาร่วมพัฒนา Scenario และบทสนทนา (Dialogue) ช่วยสร้างมิติเล่าเรื่องได้อย่างลุ่มลึกล้ำ ใครเคยอ่านนวนิยายหรือรับชมภาพยนตร์ India Song (1975) น่าจะรับรู้ความโดดเด่นในการใช้ถ้อยคำสื่อสาร สำบัดสำนวน ขัดย้อนแย้ง “You saw nothing in Hiroshima. Nothing.” “I saw everything.” เต็มไปด้วยนัยยะซ่อนเร้น ผู้ชม/อ่านต้องพยายามขบครุ่นคิดตามอยู่ตลอดเวลา

หลังจากบทหนังพัฒนาเสร็จสิ้น โปรดิวเซอร์ Dauman ได้ลองติดต่อสตูดิโอ Daiei ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อพูดคุยโอกาสในการร่วมทุนสร้าง เสียงตอบรับออกมาดีมากๆ และตกลงกันว่าทุกสิ่งอย่างจะมีการหารสอง แบ่งออกเป็นฟากฝั่งญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส ตั้งแต่นักแสดง (Eiji Okada & Emmanuelle Riva), ตากล้อง (Sacha Vierny & Michio Takahashi), รวมถึงสถานที่ถ่ายทำ (Hiroshima & Nevers) … ถือเป็นโปรเจคร่วมทุน Japanese-French ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

เกร็ด: ในตอนแรกผกก. Resnais ครุ่นคิดจะตั้งชื่อหนัง ピカドン, Picadon แปลว่า Atomic Bomb ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Hiroshima mon amour แปลว่า Hiroshima, My Love ส่วนชื่อภาษาญี่ปุ่น 二十四時間の情事 อ่านว่า Nijūyojikan no jōji แปลว่า Twenty-four hour love affair (เพราะดำเนินเรื่องในระยะเวลา 24 ชั่วโมง)


หญิงชาวฝรั่งเศส (รับบทโดย Emmanuelle Riva) เดินทางสู่ Hiroshima เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์สันติภาพเรื่องหนึ่ง พบเจอชายชาวญี่ปุ่น (รับบทโดย Eiji Okada) พูดคุยถูกคอ มองตารู้ใจ จึงพากันขึ้นห้องโรงแรม ร่วมรักหลับนอน แต่พอตื่นเช้าขึ้นมา พวกเขาเหลือเวลาแค่ 24 ชั่วโมง ก่อนฝ่ายหญิงจะขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับบ้าน

ชายชาวญี่ปุ่น ต้องการใช้เวลาที่หลงเหลือ พูดคุย ทำความรู้จัก รับฟังเรื่องเล่าย้อนอดีตของหญิงชาวฝรั่งเศส เธอเกิดที่ Nevers เมืองเล็กๆทางตอนกลางฝรั่งเศส ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองถูกยึดครองโดยนาซี โดยไม่รู้ตัวตกหลุมรักทหารเยอรมันนายหนึ่ง ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินทางไปแต่งงานกันยัง Bavaria แต่ในวันที่กองทัพพันธมิตรบุกรุกเข้ามา แฟนหนุ่มโดนยิง สิ้นใจคาอ้อมอก จากนั้นเธอถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ ด้วยการทุบตี โกนศีรษะ กักขังไว้ในห้องใต้ดิน พานผ่านฤดูกาลหนาวเหน็บ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นบาดแผลในใจมาจนถึงปัจจุบัน

หลังรับฟังเรื่องเล่าดังกล่าว ชายชาวญี่ปุ่นก็พยายามโน้มน้าวหญิงชาวฝรั่งเศส ให้ลงหลักปักฐาน อาศัยอยู่ร่วมกันใน Hiroshima แต่บาดแผลในใจจากอดีตยังคงติดตามมาหลอกหลอน ถึงขนาดไม่สามารถแบ่งแยกแยะเขากับ(อดีต)ชายคนรัก พยายามกีดกัน ผลักไส ก้าวออกเดินเรื่อยเปื่อยจนมาถึงบาร์ Casablanca ค่อยตระหนักความต้องการแท้จริงของหัวใจ


Emmanuelle Riva ชื่อจริง Paulette Germaine Riva (1927-2017) นักแสดงหญิง สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Cheniménil, Vosges แล้วมาเติบโตขึ้นที่ Remiremont วัยเด็กมีความสนใจด้านการแสดง แต่ถูกครอบครัวเสี้ยมสอนว่าอาชีพนักแสดงไม่ต่างจากโสเภณี พออายุ 15 ร่ำเรียนฝึกฝน ทำงานช่างเย็บผ้า (Seamstress) จนกระทั่งพบเห็นประกาศรับสมัครโรงเรียนการแสดง Dramatic Arts Centre of Rue Blanche ด้วยวัย 26 ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ออกเดินทางมุ่งสู่ Paris เพื่อเติมเต็มความเพ้อฝัน แค่เพียงออดิชั่นก็เข้าตา Jean Meyer รับเป็นลูกศิษย์พร้อมออกทุนการศึกษา (ไม่ได้เข้าโรงเรียนเพราะอายุเกินเกณฑ์ไปมาก) ไม่นานก็ได้รับคัดเลือกโปรดักชั่นละครเวที Arms and the Men, ซีรีย์โทรทัศน์ Énigmes de l’histoire (1957), แจ้งเกิดทันทีกับภาพยนตร์ Hiroshima mon amour (1959), ผลงานเด่นๆ อาทิ Kapò (1960), Léon Morin, Priest (1961), Thérèse Desqueyroux (1962), Three Colors: Blue (1993), Amour (2012) ฯ

รับบทหญิงชาวฝรั่งเศส (จริงๆไม่มีชื่อ แต่ในเครดิตขึ้นว่า Elle คำสรรพนามแปลว่า เธอ) ผู้มีความลุ่มหลงใหล เข้าใจหายนะบังเกิดขึ้นกับ Hiroshima เพราะเมื่อครั้นยังเป็นสาวแรกรุ่น เคยตกหลุมรักทหารเยอรมันนายหนึ่ง แล้วเขาเสียชีวิตในอ้อมอก จากนั้นถูกสังคมตีตราว่าทรยศขายชาติ ทำให้บังเกิดบาดแผลภายในใจ เจ็บปวดรวดร้าว เศร้าโศกทุกข์ทรมาน จนถึงปัจจุบัน(นั้น)ก็ยังคงตราบาปฝังลึกทรวงใน เลยพยายามปฏิเสธสานสัมพันธ์ชายชาวญี่ปุ่น แต่บางครั้งกลับไม่สามารถแบ่งแยกแยะชายทั้งสองออกจากกัน

ใบหน้าของ Riva ดูเหมือนคนอมทุกข์ จมปลักอยู่ในความเศร้าโศก นั่นเพราะตัวละครเคยพานผ่านประสบการณ์เลวร้าย มีบาดแผลเป็นภายในใจ ปกปิดทุกข์สิ่งอย่างไว้ (ได้อย่างแนบเนียนเหมือนอาชีพนักแสดง) ขณะเริ่มเล่าเรื่องย้อนอดีต หวนรำลึกความหลัง สิ่งเคยเก็บกดอัดอั้นจึงค่อยๆปะทุระเบิด จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเกือบไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง (ก่อนถูกตบหน้าสองฉาดใหญ่) หลังจากนั้นการแสดงออกของเธอเต็มไปด้วยความเยือกเย็นชา พยายามบอกปัดปฏิเสธ ปิดกั้นความสัมพันธ์ สายตาเหม่อล่องลอย ก้าวออกเดินเรื่อยเปื่อยอย่างคนไร้จิตวิญญาณ

ไฮไลท์ผมยกให้น้ำเสียงของ Riva ช่วงแรกๆฟังดูหนักแน่น จริงจัง เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “I saw everything.” แต่พอเล่าเรื่องย้อนอดีต เริ่มมีความสั่นเครือ แฝงความเจ็บปวดรวดร้าว เศร้าโศกทุกข์ทรมาน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็แทบจะกรีดร้องลั่น หลังจากนั้นเต็มไปด้วยความเยือกเย็นชา … ถือเป็นบทบาทแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ และมีเพียงผลงานทิ้งท้าย Amour (2012) ที่สามารถเทียบเคียง

In a sense, Hiroshima is a documentary on Emmanuelle Riva.

นักวิจารณ์ Jean Domarchi

In the same way that Hiroshima had to be rebuilt after atomic destruction, Emmanuelle Riva in Hiroshima is going to try to reconstruct her reality.

นักวิจารณ์/ผู้กำกับ Jacques Rivette

She is unique. It’s the first time that we’ve seen on the screen an adult woman with an interiority and a capacity for reasoning pushed to such a degree. Emmanuelle Riva is a modern adult woman because she is not an adult woman. She is, on the contrary, very childlike, guided by her impulses alone and not by her ideas.

นักวิจารณ์/นักแสดง/ผู้กำกับ Jacques Doniol-Valcroze

เกร็ด: ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ Emmanuelle Riva ได้รับข้อเสนอมากมาย รวมถึงโกอินเตอร์ยัง Hollywood แต่เพราะเธอไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษเลยบอกปัดปฏิเสธไป และอีกเหตุผลสำคัญคือไม่ได้อยากโด่งดังระดับซุปเปอร์สตาร์ ชื่นชอบความเรียบง่าย ในความสนใจของตนเอง

I’ve never wanted to be a star, never. I tried to do things that pleased me, and I needed to do various things. It is dreadful to see actors reproducing the same image constantly.

I [also] had dozens of marriage proposals, I refused them all. Why would I tie myself down with a husband and children? It’s very difficult to make a couple succeed.

Emmanuelle Riva

Eiji Okada, 岡田 英次 (1920-95) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Chōshi, Chiba อาสาสมัคร Imperial Japanese Army เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นทำงานเหมือง เซลล์แมนขายของ ก่อนกลายมาเป็นนักแสดงภาพยนตร์ Until We Meet Again (1950), Mother (1952), Hiroshima (1953), Jun’ai Monogatari (1957), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Hiroshima mon amour (1959), The Ugly American (1963), Kanojo to kare (1963), Woman in the Dunes (1964), The Sands of Kurobe (1968) ฯ

รับบทชายชาวญี่ปุ่น (ไม่มีชื่อเช่นเดียวกัน แต่ในเครดิตขึ้นว่า Lui คำสรรพนามแปลว่า เขา) สถาปนิกผู้มีความลุ่มหลงใหล สนอกสนใจหญิงชาวฝรั่งเศส ทั้งๆเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับ Hiroshima กลับอ้างว่างรับล่วงรู้ทุกสิ่งอย่าง กระทั่งรับฟังเรื่องเล่าย้อนอดีต จึงเริ่มสัมผัสความเจ็บปวด ตระหนักถึงบาดแผลในใจ ต้องการให้ช่วยเหลือ พยายามโน้มน้าวมาปักหลักอาศัยอยู่ญี่ปุ่น แล้วฉันจะคอยดูแลรักษาเธอเอง

เกร็ด: Okada ไม่สามารถพูดฝรั่งเศสได้สักประโยค แต่ทำการฝึกฝนอ่านออกเสียงจนมีความเชี่ยวชำนาญ (ไม่ได้แปลว่าเขาสามารถสื่อสารภาษาฝรั่งเศสนะครับ เพียงพูดตามบทเท่านั้น) ทำให้ไม่ต้องให้นักแสดงฝรั่งเศสพากย์ทับแทน

บทบาทของ Okada อาจไม่ได้มีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ Roller Coaster แบบเดียวกับ Riva ออกไปทางหล่อกระชากใจ ‘matinee idol’ มองผิวเผินเหมือนพยายามล่อหลอกฝ่ายหญิง (ทั้งๆตนเองมีภรรยาอยู่แล้ว) สนแต่จะร่วมเพศสัมพันธ์ แต่ตัวตนของเขานั้นสามารถเทียบแทนชาวญี่ปุ่น (อาชีพสถาปนิก = วางรากฐาน ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นใหม่) แม้เพิ่งพานผ่านหายนะสงครามโลกครั้งที่สองมาไม่กี่ปี กลับยังมีจิตวิญญาณอันเข้มแข็ง มุ่งมั่น เอ่อล้นด้วยพลัง ก้าวข้ามพานผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย ร่วมแรงร่วมใจจนสามารถฟื้นฟูพัฒนาประเทศขึ้นใหม่

หลายๆคนน่าจะรับรู้ความเข้มแข็งแกร่งของชาวญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ประเทศชาติถูกทำลายย่อยยับเยิน แต่เพียงไม่กี่ปีก็สามารถฟื้นฟูให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง นั่นเพราะความสมัครสมานสามัคคี และจิตวิญญาณซามูไรที่ไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ นั่นอาจเป็นสิ่งสามารถช่วยเหลือหญิงชาวฝรั่งเศส ให้สามารถรักษาแผลใจ ก้าวข้ามผ่านอดีตอันเลวร้าย … นี่น่าจะคือเหตุผลที่ตัวละครของ Okada พยายามโน้มน้าว Riva ให้ปักหลังอาศัยอยู่ญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่หมกมุ่นเรื่องเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว

เกร็ด: Marlon Brando มีความประทับใจ Eiji Okada จากภาพยนตร์เรื่องนี้มากๆ ถึงขนาดเอ่ยเรียกร้องขอให้มาร่วมนำแสดง The Ugly American (1963)


ถ่ายภาพโดย Michio Takahashi และ Sacha Vierny (1919-2001) สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Bois-le-Roi, Île-de-France ร่วมงานขาประจำผกก. Alain Resnais ตั้งแต่ Night and Fog (1955), Hiroshima mon amour (1959), Last Year at Marienbad (1961), Muriel (1963), The War Is Over (1966), My American Uncle (1980) ฯ ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Belle de jour (1967), The Cook, the Thief, His Wife & Her Lover (1989) ฯ

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าข้อตกลงในการร่วมทุนสร้าง Japanese-French คือแบ่งทีมงาน/สถานที่ถ่ายทำออกเป็นญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส นอกจากตากล้องที่มาจากสองสัญชาติ เรื่องราวในปัจจุบันถ่ายทำยัง Hiroshima, Japan ส่วนฉากย้อนอดีตความทรงจำคือ Nevers, France น่าเสียดายนอกจาก Hiroshima Peace Memorial ตั้งอยู่ใน Hiroshima Peace Memorial Park ผมไม่สามารถหาข้อมูลสถานที่อย่าง โรงแรม Hotel New Hiroshima, โรงพยาบาล, ร้านนั่งดื่ม, รวมถึงบาร์ Casablanca ฯ ไม่น่าจะหลงเหลือถึงปัจจุบันแล้วกระมัง

งานภาพของ Takahashi & Vierny มองผิวเผินแทบไม่มีความแตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ผมสังเกตว่าซีเควนซ์ถ่ายทำในญี่ปุ่นจะแพรวพราวด้วยเทคนิค ลูกเล่นภาพยนตร์ หลายช็อตเลือกทิศทางมุมกล้องที่ผิดแผกแปลกตา (เหมือนต้องการสื่อถึง Hiroshima ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม) รวมถึงการจัดแสง-เงามืดยามค่ำคืน สะท้อนบางสิ่งอย่างที่อยู่ภายในจิตใจตัวละครออกมา

แต่สิ่งน่าสนใจที่สุดในงานภาพของ Hiroshima mon amour (1959) คือการร้อยเรียงภาพวิถีชีวิต ผู้คน สภาพญี่ปุ่นหลังพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมากว่าทศวรรษ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัว เปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ (เปรียบเทียบกับ Archive Footage จากภาพยนตร์ Children of Hiroshima (1952) และ Hiroshima (1953)) ซึ่งสามารถสะท้อนจิตวิญญาณอันเข้มแข็งของชาวญี่ปุ่น ร่วมแรงร่วมใจ รวมพลังกันพลิกฟื้นหายนะให้กลายเป็นความรุ่งโรจน์ครั้งใหม่


ภาพพื้นหลังระหว่าง Opening Credit พบเห็นพื้นผิวถนนมีร่องรอยขีดข่วน แต่เราสามารถตีความถึงรอยบาดแผล ปมอดีตในใจ (Trauma) สิ่งสร้างความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ทำให้ใครหลายคนไม่สามารถก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์เลวร้าย หายนะเคยบังเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกันความหยาบกร้านของพื้นผิวถนน ยังสามารถเชื่อมโยงกับเรือนร่างกายมนุษย์ ภาพสองดูราวกับความตาย หายนะจากเศษฝุ่นที่ร่วงโรย (จริงๆระเบิดนิวเคลียร์ควรจะมอดไหม้เป็นจุลในเสี้ยววินาที แต่ในกรณีเอาว่าเหมารวมถึงหายนะจากสงครามโลก) ก่อนภาพสุดท้ายชาย-หญิงกำลังนัวเนีย กอดจูบลูบไล้ เหงื่อไคลไหลย้อย … นี่คือลักษณะของการเปลี่ยนแปรสภาพ (Transformation) โดยแต่ละภาพจะมีบางสิ่งอย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน (ผมชอบเรียกว่า ‘สัมผัสนอก-ใน’ คล้ายบทกวีนิพนธ์)

ชายชาวญี่ปุ่น: You saw nothing in Hiroshima. Nothing
หญิงชาวฝรั่งเศส: I saw everything.

บทสนทนาสไตล์ Marguerite Duras โดยปกติแล้วมักเล่าเรื่องผ่านมุมมองบุคคลที่สาม ด้วยเสียงซุบซิบนินทา ใครก็ไม่รู้สองคนกำลังพูดคุยสนทนา ในลักษณะคำถาม-ตอบ บ่อยครั้งมักเกิดความขัดแย้ง ครุ่นคิดเห็นต่าง กล่าวถึงสิ่งตรงกันข้าม

แต่ในกรณีของ Hiroshima mon amour (1959) ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองสองตัวละคร ชายชาวญี่ปุ่นและหญิงชาวฝรั่งเศส พวกเขามักสนทนาด้วยความขัดแย้ง พูดคุยในสิ่งตรงกันข้าม แต่การร่วมเพศสัมพันธ์แฝงนัยยะถึงสามารถเติมเต็มกันและกัน

  • คำกล่าวของชายชาวญี่ปุ่น ครุ่นคิดว่าหญิงชาวฝรั่งเศสเพียงพบเห็นภาพหายนะของ Hiroshima จากโรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ เศษซากปรักหักพัง หรือภาพยนตร์/สารคดีบันทึกเหตุการณ์บังเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็น เข้าใจความรู้สึกสูญเสียอย่างแท้จริง
  • คำอธิบายของหญิงชาวฝรั่งเศส ในช่วงแรกๆนี้แม้กล่าวถึงเพียงสถานที่พบเห็น โรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ เศษซากปรักหักพัก ฯ แต่แท้จริงแล้วเธอสามารถเข้าใจความรู้สึกชาวญี่ปุ่นอย่างถ่องแท้ เพราะตนเองก็เคยพานผ่านประสบการณ์ในลักษณะคล้ายคลึงกัน

ระหว่างที่ชายชาวญี่ปุ่นและหญิงชาวฝรั่งเศสกำลังร่วมเพศสัมพันธ์ จะมีการแทรกภาพ (พร้อมเสียงบรรยาย) ทำออกมาในเชิงสารคดีเกี่ยวกับ Hiroshima คล้ายๆอารัมบทของ Citizen Kane (1942) ประมวลเหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยลีลาการตัดต่อที่บางครั้งสลับไปมาช็อตต่อช็อต จุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง Sex=Death … นี่ไม่ใช่พบเห็นความตายแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศนะครับ เพราะ Sex คือกิจกรรมนำไปสู่การมีบุตร (Birth) หรือเปรียบเทียบ Birth=Death ความย่อยยับของ Hiroshima ทำให้ญี่ปุ่นราวกับได้ถือกำเนิดใหม่

สำหรับสารคดีเกี่ยวกับ Hiroshima มีการผสมผสานฟุตเทจจากถ่ายทำวิถีชีวิต กิจวัตรผู้คน สัญจรไปมาบนท้องถนน รวมถึงพิพิธภัณฑ์ Hiroshima Peace Memorial (ตั้งอยู่ใน Hiroshima Peace Memorial Park) และนำจากภาพยนตร์ อาทิ Children of Hiroshima (1952) และ Hiroshima (1953)

แซว: Eiji Okada ร่วมแสดงในภาพยนตร์ Hiroshima (1953) แต่ฟุตเทจของเขาไม่สามารถนำมาแทรกใส่ในหนัง ด้วยเหตุผลที่คงไม่ต้องอธิบายกระมัง

เวลาพบเห็นตัวละครกินแอปเปิ้ลทีไร มักนึกถึงผลไม้ต้องห้ามจากสวนอีเดน นั่นหมายถึงหญิงชาวฝรั่งเศสคนนี้เคยกระทำสิ่งที่สังคมไม่ให้การยินยอมรับ … อธิบายแค่นี้หลายคนก็น่าจะครุ่นคิดต่อได้เอง

อีกสิ่งที่น่าสนใจในซีนนี้ก็คือคำถามของชายชาวญี่ปุ่น “What did Hiroshima mean to you in France?” ไม่จำเป็นต้องกับฝรั่งเศสเท่านั้นนะครับ สามารถเหมารวมทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงเราควรตั้งคำถามกับตนเอง ว่าสงครามโลกครั้งที่สองมีความหมายอะไรกับตัวเรา? แม้ญี่ปุ่นอาจเคยเป็นศัตรูในช่วงสงคราม แต่หายนะบังเกิดขึ้นนั้น กลับส่งผลกระทบมหาศาลต่อมนุษยชาติมาจนถึงปัจจุบัน

หลายคนอาจมักคุ้นกับ Kuroneko (Black Cat) ตามความเชื่อชาวญี่ปุ่น แมวดำปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ขณะที่ Maneki-Neko (White Cat) แมวขาวนำโชค คล้ายๆนางกวักบ้านเรา เรียกเงินเรียกทองไหลมาเทมา … ในบริบทของหนังต้องการสื่อถึง หญิงชาวฝรั่งเศส = แมวขาวนำโชค แม้ขณะนอนหลับพักผ่อน(นอนกลางวัน)ยังสามารถกวักมือเรียกหาชายชาวญี่ปุ่น

แม้คิวถ่ายทำของหญิงชาวฝรั่งเศสจะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่การถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับสันติภาพ ‘film within film’ ยังหลงเหลือฉากเดินขบวน หวนระลึกหายนะ Hiroshima สังเกตว่า …

  • (ระหว่างเตรียมงานก่อนเดินขบวน) ชายชาวญี่ปุ่นและหญิงชาวฝรั่งเศส แม้ยืนหลบมุมใต้ต้นไม้ แต่ทีมงานยังแบกรูปภาพ(ที่ใช้ในการเดินขบวน) ตัดผ่านหน้าพวกเขา (มีที่ให้เดินมากมายไม่เดิน)
    • ผมมองนัยยะซีนนี้ถึงมุมมองบุคคลนอก ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเกี่ยวกับกิจกรรมดังกล่าว หรือเหตุการณ์หายนะเคยบังเกิดขึ้นกับญี่ปุ่น แต่มันกลับยังติดตามมาข้องแว้งให้ได้รับผลกระทบ นั่นแสดงถึงอิทธิพลของสงครามโลกส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ
  • (ระหว่างเดินขบวน) ในตอนแรกทั้งสองยืนมองอยู่ข้างๆ แต่ไม่นานพวกเขาก็พยายามบุกฝ่า ทวนกระแสธารา จนเกือบพลัดพรากจากกัน
    • ชวนให้ผมนึกถึงตอนจบภาพยนตร์ Yellow Earth (1984) ที่ตัวละครพยายามวิ่งสวนทางฝูงชน แต่ในบริบทของ Hiroshima mon amour (1959) น่าจะต้องการสื่อถึงมนุษย์ไม่มีทางต่อต้านกระแสสงคราม ต่อให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กลับยังได้รับผลกระทบติดตามมา

ช่วงระหว่างที่ชายชาวญี่ปุ่นร่วมรักกับหญิงชาวฝรั่งเศส จะมีการตัดสลับภาพช็อตต่อช็อต (เปลี่ยนท่วงท่าไม่ซ้ำลีลาเดิม) เสียงของหญิงสาวเล่าถึงความหลัง หวนรำลึกความทรงจำ อดีตชายคนรักแรกที่ Nevers, France (งานภาพของตากล้องฝรั่งเศสในช่วงแรกๆนี้ มักถ่ายจากระยะไกล ‘Extreme-Long Shot’ เพื่อสื่อถึงความทรงจำที่เลือนลาง เหินห่าง ใกล้จะหลงลืมสิ่งต่างๆเคยบังเกิดขึ้น)

หลังจากร่วมรักจนเต็มอิ่มหนำ พอดิบดีถึงเวลาพลบค่ำ ชายชาวญี่ปุ่นเลยชักชวนหญิงชาวฝรั่งเศสมานั่งดื่มยังร้านน้ำชา (แต่ก็ขายเบียร์ด้วยนะ) รับฟังเรื่องเล่าความหลัง เหตุการณ์สูญเสียที่กลายเป็นบาดแผลภายในใจ แต่สังเกตว่าเมื่อตัดภาพมายังร้านน้ำชา (สลับสับเปลี่ยนมุมกล้องไปเรื่อยๆ) ใบหน้าฝ่ายหญิงมักอาบฉาบด้วยแสงสว่าง (ผิดกับฝ่ายชายปกคลุมด้วยความมืดมิด) นี่ไม่ใช่การสะท้อนมุมมืดจิตใจ เหมือนสป็อตไลท์สาดส่อง เปิดเผยสิ่งซุกซ่อนภายในออกมา

ระหว่างที่หญิงชาวฝรั่งเศสเล่าเรื่องย้อนอดีต ใครช่างสังเกตจะพบเห็นหลายๆช็อตแอบแฝงสัญลักษณ์ทางเพศ (เพื่อให้สอดคล้องการร่วมเพศสัมพันธ์กับชายชาวญี่ปุ่น) อมมือเปื้อนเลือน วางมือระหว่างขา เปลือกหอยหน้ากระจก ฯ นี่ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมระริกระรี้แรดร่าน วิ่งเข้าหาผู้ชาย ถึงขนาดปีนป่ายข้ามกำแพง รั้วลวดหนาม (สัญลักษณ์การก้าวข้ามกฎกรอบ ขอบเขต สิ่งที่สังคมไม่ให้การยินยอมรับ) ร่วมรักในกระท่อมหลังน้อยริมทาง

หลังถูกทุบตี โกนศีรษะ กักขังในห้องใต้ดิน แสงสว่างสาดส่องบริเวณดวงตา ก่อนตัดไปหาเจ้าแมวดำ (เฉพาะบริเวณดวงตาที่ส่องสว่าง) ทุกสิ่งอย่างล้วนตรงกันข้ามกับซีนแมวขาว แต่เราต้องตีฉากนี้ตามปรัมปราฝรั่งเศส Le Chat Noir หรือ Matagot (The Black Cat) สัญลักษณ์การล่อลวง (Séducteur) ให้กระทำสิ่งชั่วร้าย (แมวดำเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด) มักปรากฎตัวระหว่างลงโทษเด็กกระทำสิ่งชั่วร้าย

ภาพย้อนอดีตที่เปิดเผยความตายของแฟนหนุ่ม ประกอบด้วยภาพสามช็อตจากสามทิศทาง เชื่อมต่อกันด้วยเทคนิค ‘Whip Pan’ ขยับหมุนกล้องด้วยความเร็วสูง (นี่เป็นเทคนิคล่อหลอกให้ผู้ชมเข้าใจว่าทั้งสามตำแหน่งอยู่บริเวณใกล้ๆกัน แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น)

ความน่าสนใจของทั้งสามช็อตนี้ก็คือทิศทางมุมกล้องก้ม-เงย

  • หญิงชาวฝรั่งเศส มุมกล้องเงยขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือนเธอคือบุคคลจากเบื้องบนที่เขาเฝ้ารอคอย ราวกับนางฟ้า เทวดาจากสรวงสวรรค์ กำลังจะก้าวลงบันไดสู่เบื้องล่าง
  • นายทหารเยอรมัน (ตัวแทนของนาซีเยอรมัน) มุมกล้องก้มลง ดูเหมือนบุคคลชนชั้นต่ำตม สังคมไม่ให้การยินยอมรับ สมควรถูกเข่นฆาตกรรม
  • ส่วนมือปืนไม่เห็นใคร (ตัวแทนฝรั่งเศส และฝ่ายสัมพันธมิตร) แต่มุมกล้องแหงนเงยขึ้นสูง (กว่ามุมของหญิงชาวฝรั่งเศส) แสดงถึงความเย่อหยิ่ง ทะนงตน หลงตัวเอง ครุ่นคิดว่าการเข่นฆ่าทหารนาซี(รวมถึงตีตราหญิงชาวฝรั่งเศสว่าทรยศขายชาติ)คือสิ่งถูกต้องเหมาะสม

ระหว่างที่หญิงชาวฝรั่งเศสเล่าถึงความตายในอ้อมอกของอดีตแฟนหนุ่ม เธอนั่งตัวตรง ถอยไปด้านหลังเล็กน้อย เพื่อให้ใบหน้าปกคลุมอยู่ในความมืดมิด จนวินาทีที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง ถึงค่อยโน้มตัวเข้าหาแสงสว่าง ระบายความอึดอัดอั้น เปิดเผยกับเขาว่า “He was my first love!”

หลังจากหญิงชาวฝรั่งเศสระบายความอัดอั้นออกมา อาจเพราะกลัวว่าเธอจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง ชายชาวญี่ปุ่นจึงตบหน้าซ้าย-ขวา ทำเอาพนักงาน-แขกเหรื่อในร้านน้ำชา หันหน้าควับมาหา (เป็นลูกเล่นที่ชวนให้อมยิ้มเล็กๆ) ปฏิกิริยาสีหน้าของหญิงสาว อมยิ้มพร้อมคราบน้ำตา เจ็บปวดแต่สุขใจ ช่างเป็นความขัดแย้งที่เติมเต็ม ภาพจำการแสดงของ Riva งดตามตราตรึงยิ่งนัก!

จากเคยอาศัยอยู่ห้องใต้หลังคา เปรียบดั่งนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ ภายหลังโดนตีตราคนทรยศขายชาติ เลยถูกควบคุมขังในห้องใต้ดิน ราวกับเทวดาตกสวรรค์ พยายามตะเกียกตะกาย ปีนป่าย (จนเลือดไหล) อดรนทนพานผ่านฤดูหนาวเหน็บ กระทั่งการมาถึงของใบไม้ผลิ (Spring) อากาศอบอุ่นพร้อมลูกแก้วเม็ดนี้ ทำให้เธอเลิกกรีดกราย กลายเป็นคนมีเหตุมีผล … อาจเพราะลูกแก้วคือสัญลักษณ์แทนการบีบอัด เก็บกดมวลความรู้สึกไว้ภายใน ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน และสามารถควบคุมตนเองได้อีกครั้ง

(ความตายของชายคนรัก เปรียบได้กับจิตใจ/ลูกแก้วที่แตกสลาย ลูกแก้วเม็ดใหม่นี้จึงตีความได้ถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่)

ผมไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเกี่ยวกับการจัดวางตำแหน่ง ทิศทางใบหน้า (และเรือนร่างกาย) ใครช่างสังเกตจะพบว่าระหว่างที่ตัวละครทั้งสองพูดคุยสนทนา เล่าอดีตความหลัง (หรือแม้แต่ขณะร่วมเพศสัมพันธ์) บ่อยครั้งภาพถ่าย ‘Two Shot’ จะมีการซ้อนทับ แยกจาก หันหน้าเข้าหา มองไปในทิศทางเดียวกัน/ตั้งฉาก/ตรงกันข้าม ทำการทดลองไม่ซ้ำแบบใคร … ผมขี้เกียจวิเคราะห์เลยแนะนำให้ลองสังเกตเฉยๆ ใครชื่นชอบ ‘สไตล์ Bergman’ น่าจะหลงใหลภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่น้อยเลยละ

เอาสักหน่อยก็แล้วกันสำหรับสองช็อตนี้ หลังจากร้านน้ำชาปิดให้บริการ ทั้งสองจึงเดินออกมานอกร้าน แม้ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนเครื่องบินออกเดินทาง แต่ขณะนี้ทั้งสองต่างมีความคิดเห็นสอดคล้อง (เลยหันหน้าไปทิศทางเดียวกัน) ว่าต่อจากนี้พวกเราอาจไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีกตราบจนวันตาย … ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆระหว่าง Riva และ Okada

จิตใจอิสตรีหยั่งยากยิ่งนัก! ถึงหญิงชาวฝรั่งเศสจะพูดคำผลักไส ขับไล่ชายชาวญี่ปุ่นให้ตีตนออกห่างไกล แต่เธอกลับรู้สึกโล้เล้ลังเล บังเกิดความสับสนระหว่างเขากับอดีตคนรัก (ถึงขนาดใช้คำเรียกสรรพนามสลับกัน คุณคือเขา) แวะกลับมาห้องพักโรงแรม คาดหวังว่าเขาจะติดตามหา หรือขณะที่ก้าวออกเดินบนท้องถนน เสียงครุ่นคิดก็พร่ำคำพรอดรักออกมา … นี่คือลักษณะซ้อนทับระหว่างโลกความจริง vs. สิ่งที่อยู่ในความทรงจำ (reality and memory) เหมือนภาพสะท้อนในกระจก เดี๋ยวเอ่ยปาก เดี๋ยวส่งเสียงผ่านความครุ่นคิด (ไม่ขยับปาก)

ซีเควนซ์ที่ตัวละครก้าวออกเดินอย่างเรื่อยเปื่อยไปตามท้องถนน มักทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ The Lost Weekend (1945) [ชายขี้เมา] และ Elevator to the Gallows (1958) [หญิงไร้จุดหมาย] แต่สำหรับ Hiroshima mon amour (1959) ก็มีความโดดเด่นของตนเอง แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ตัวละคร คือวิธีการพยายามผสมผสาน ตัดสลับไปมาช็อตต่อช็อต ระหว่างท้องถนนยามค่ำคืน Hiroshima vs. ทิวทัศน์กลางวัน Nevers แม้ดูไม่ได้มีความละม้ายคล้ายกันสักเท่าไหร่ แต่วิธีการของผกก. Resnais กลับสร้างผลลัพท์แตกต่างออกไป

  • ในขณะที่ Nevers มีความเก่าแก่ โบร่ำราณ อาคารไม่สูงนัก ยังพอพบเห็นต้นไม้สองข้างทาง ผันแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่แทบจะไร้ผู้คนสัญจรไปมา(แม้ตอนกลางวันก็ตาม)
  • Hiroshima ถือได้ว่าเป็นเมืองสมัยใหม่ (Modern City) เต็มไปด้วยแสงสี หลอดไฟนีออน ป้ายโฆษณา ตึกระฟ้าสูงใหญ่ รวมถึงหอคอยส่งสัญญาณ ยามค่ำคืนยังคงสว่างไสว (ไม่ต่างจากกลางวัน) ผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่

การก้าวเดินอย่างเรื่อยเปื่อยของหญิงชาวฝรั่งเศส โดยไม่รู้ตัวมาหลบฝนยังร้านน้ำชา ถึงมันจะคนละร้านเดิมที่เคยนั่งดื่มกับชายชาวญี่ปุ่น (ปิดให้บริการไปตอนเที่ยงคืน) แต่แฝงนัยยะถึงการเวียนวน หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น (จากร้านน้ำชา สู่ร้านน้ำชา) ไม่มีทางที่เธอจะแก้ไขอะไรได้ด้วยการหลบหนีปัญหา

หญิงชาวฝรั่งเศสก้าวออกเดินมานั่งยังสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง (คาดว่าคงคือ Hiroshima Station) สถานที่ที่มักใช้เป็นสัญลักษณ์การเดินทาง พบเจอ-พลัดพรากจาก เราสองเคยตกหลุมรักในระยะเวลาสั้นๆ … อ้างอิงถึงภาพยนตร์ Brief Encounter (1945)

ก่อนที่หญิงชาวฝรั่งเศสและชายชาวญี่ปุ่นจะเดินมานั่งลงตรงเก้าอี้ตัวนี้ ดั้งเดิมเป็นที่ของตา-ยาย ซึ่งชายชราลุกขึ้นตามเสียงประกาศไปก่อนหน้านี้ หลงเหลือเพียงหญิงชราถูกขนาบข้างโดยคนหนุ่มทั้งสอง … ผมมองซีนนี้ในเชิงเปรียบเทียบอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต เริ่มจากร้อยเรียงภาพย้อน(อดีต)ความทรงจำ จากนั้นหญิงชาวฝรั่งเศส(ปัจจุบัน) นั่งเคียงข้างหญิงชรา (อนาคต)

ตำแหน่งที่นั่งของคุณยาย ไม่ใช่ว่าเธอกีดกั้นขวางคนหนุ่มทั้งสอง แต่เป็นพวกเขาเดินเข้ามานั่งขนาบข้าง นั่นแปลว่าการมีตัวตนของหญิงชราต้องแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง ด้วยอายุอานามผมเลยคาดคิดว่าคือ ‘กาลเวลา’ ทำให้พวกเขาพลัดพรากจากกัน

ใครเคยรับชม Casablanca (1942) พบเห็นชื่อบาร์แห่งนี้ใน Hiroshima (ผมหารายละเอียดสถานที่นี้ไม่ได้เลยนะครับ คงจะปิดให้บริการไปนานแล้ว) ย่อมต้องเกิดความตระหนักถึงบางสิ่งอย่าง ภาพยนตร์เรื่องนั้นเลื่องชื่อในประเด็นรักสามเศร้าที่พระเอกไม่สมหวัง หลงเหลือเพียงความทรงจำฝันหวานเมื่อครั้นวันวาน As Time Goes By …

เรื่องราวของ Hiroshima mon amour (1959) มีความละม้ายคล้าย Casablanca (1942) ทั้งชายชาวญี่ปุ่นและหญิงชาวฝรั่งเศส ต่างมีบาดแผลภายในใจ ปมอันเลวร้าย โดยเฉพาะฝ่ายหญิงยังไม่สามารถปล่อยวางจากอดีตคนรัก ซึ่งสถานที่แห่งนี้ตกแต่งภายในเหมือนกับป่าดงพงไพร (สื่อถึงการปลดปล่อย ใช้ชีวิตด้วยสันชาตญาณ) เขาและเธอแม้นั่งโต๊ะคนละตัว (คั่นแบ่งด้วยอะไรบางอย่าง รวมถึงชายแปลกหน้าพยายามเกี้ยวพาหญิงชาวฝรั่งเศส) แม้ไร้เสียงกระซิบซาบ แค่เพียงจ้องหน้าสบตา ร้อยเรียงภาพสู่ท้องฟ้าสาง ทั้งสองกำลังพานผ่านรัตติกาล/ค่ำคืนแห่งความมืดมิด พร้อมแล้วจะเริ่มต้นชีวิต(เช้าวัน)ใหม่

Here is an ‘impossible’ love story between two people struggling with the imagery of a distant war. At the end of this romantic, poignant movie about leave takings and responsibilities, the two fateful lovers meet in a cafe. Resnais gives us a rare establishing shot of the location. ‘He’ is going to meet ‘She’ for the last time at a bar called ‘The Casablanca’ – right here in the middle of Hiroshima! It’s still the same old story. A fight for love and glory. A case of do or die. The world will always welcome lovers. As time goes by.

นักวิจารณ์ James Monaco เขียนในหนังสือ Alain Resnais: The Role of Imagination (1978)

หญิงชาวฝรั่งเศส: Hi-ro-shi-ma. Hiroshima. That is your name.
ชายชาวญี่ปุ่น: Yes, that is my name. And your name is Ne-vers. Ne-vers, in France.

ตอนจบของหนังไม่ใช่ว่าเธอตกเครื่องบิน หวนกลับห้องพัก แล้วยินยอมตอบตกลงครองคู่รักกัน ทำออกมาคล้ายๆตอนจบของ Psycho (1960) ที่ผู้สร้างต้องการอธิบายจุดประสงค์ สาเหตุผล ให้ผู้ชมยุคสมัยนั้นที่ยังไม่มีความสามารถในการแยกแยะ ครุ่นคิดวิเคราะห์ บังเกิดความเข้าใจว่าฝ่ายชายเป็นตัวแทน Hiroshima และหญิงสาวมาจาก Nevers

เมื่อครั้นผมรับชมรอบแรก ตอนจบนี้ช่วยยืนยันความเข้าใจ ไขปริศนา เติมเต็มอะไรๆหลายสิ่งอย่าง แต่การหวนกลับมาดูหนังรอบนี้รู้สึกว่ามันไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ การสร้างความคลุมเคลือจะทำให้หนังดูลึกลับ ท้าทายศักยภาพผู้ชม และอาจเปิดกว้างในการตีความยิ่งกว่า … ตอนจบของ Psycho (1960) ก็ไม่มีความจำเป็น แต่ผมถือเป็นมนต์เสน่ห์แห่งยุคสมัยนั้น จะใส่เข้ามาหรือตัดออกก็ไม่ได้มีผลกระทบสักเท่าไหร่

ตัดต่อโดย Henri Colpi, Jasmine Chasney, Anne Sarraute

หนังนำเสนอผ่านมุมมองชายชาวญี่ปุ่น และหญิงชาวฝรั่งเศส ตั้งแต่พบกันที่ Hiroshima ระยะเวลา 24 ชั่วโมงก่อนฝ่ายหญิงเดินทางกลับบ้าน พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการร่วมรัก พูดคุยสนทนา หวนระลึกถึงช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่สอง เคยสร้างบาดแผลในใจให้กับพวกเขา

  • ชายชาวญี่ปุ่น และหญิงชาวฝรั่งเศสในห้องพักโรงแรม
    • ชายชาวญี่ปุ่น และหญิงชาวฝรั่งเศสในห้องพักโรงแรม ร่วมรักกันในห้องพักโรงแรม, พร้อมแทรกภาพวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นใน Hiroshima หลังพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมากว่าทศวรรษ
    • ระหว่างลุกขึ้นอาบน้ำ แต่งตัว, ฝ่ายชายพยายามโน้มน้าวหญิงสาว อยากมีโอกาสพบเจอกันอีก แต่เธอกลับพยายามบ่ายเบี่ยงเบน อ้างว่ากำลังจะเดินทางกลับในอีก 24 ชั่วโมง
    • พากันเดินลงจากห้องพัก โบกแท็กซี่เดินทางไปทำงาน, ฝ่ายชายยังคงโน้มน้าวหญิงสาว แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
  • หญิงชาวฝรั่งเศสเล่าความทรงจำ เหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลภายในจิตใจ
    • ฝ่ายชายสามารถติดตามหาหญิงสาวจนถึงกองถ่ายภาพยนตร์ พูดคุยสนทนา เข้าร่วมการเดินขบวนในกองถ่าย
    • ชายชาวญี่ปุ่นพาหญิงสาวมายังบ้านของตนเอง ร่วมรักหลับนอน จากนั้นเธอเริ่มเล่าย้อนความทรงจำ
    • มืดค่ำพากันออกมาดื่มกินร้านน้ำชา, ฝ่ายหญิงเล่าความหลังเคยถูกตีตราคนทรยศขายชาติ เพราะตกหลุมรักนายทหารชาวเยอรมัน
  • ความโล้เล้ลังเลใจของหญิงชาวฝรั่งเศส ไม่สามารถแยกแยะระหว่าง Hiroshima-Nevers
    • หลังจบเรื่องเล่าความทรงจำ พอดิบพอดีร้านน้ำชาปิดให้บริการ ฝ่ายหญิงพยายามกีดกันผลักไส ต้องการอยู่ตัวคนเดียวก่อนเดินทางกลับบ้าน
    • ฝ่ายหญิงแวะเวียนกลับมาห้องพักโรงแรม แอบคาดหวังว่าเขาจะมารอ แต่พอไม่พบเจอใครก็เกิดความโล้เล้ลังเลใจ หวนกลับมานั่งรอคอยหน้าร้านน้ำชา
    • ถึงอย่างนั้นกลับยังคงกีดกัด ผลักไส ก้าวออกเดินอย่างเรื่อยเปื่อยจนมาถึงสถานีรถไฟ
    • แล้วขึ้นแท็กซี่มานั่งร้าน Casablanca

Hiroshima mon amour (1959) ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่วิวัฒนาการแนวคิด ‘Flash’back ไม่แค่ใช่แทรกภาพเหตุการณ์ย้อนอดีต แต่ยังตัดสลับกลับไปกลับมากับปัจจุบัน บางครั้งถึงระดับช็อตต่อช็อต (Flash of Memory) เพื่อจะสื่อถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างอดีต-ปัจจุบัน ราวกับคือช่วงเวลาเดียวกัน

ชัดเจนที่สุดคือช่วงท้ายของหนัง ระหว่างหญิงชาวฝรั่งเศสก้าวเดินบนท้องถนนหนทางยามค่ำคืนของ Hiroshima แล้วมีการแทรกภาพท้องถนนหนทางยามกลางวันของ Nevers ทั้งสองสถานที่อาจไม่ได้ดูเหมือนกันเป๊ะๆ แต่ผู้ชมจะเกิดความตระหนักถึงความละม้ายคล้ายคลึง เปรียบเทียบสองสถานแห่งนี้ราวกับคือหนึ่งเดียวกัน (ในบริบทของหนังต้องการสื่อว่า หญิงชาวฝรั่งเศสไม่สามารถแยกแยะระหว่าง Hiroshima กับ Nevers)


เพลงประกอบโดย Georges Delerue (Jules and Jim, Contempt, A Man for All Seasons, Day for Night, Platoon) และ Giovanni Fusco (L’avventura Trilogy, Red Desert, The Confession) 

ในขณะที่ตัวเลือกโปรดิวเซอร์ฝรั่งเศสคือ Delerus แต่ฝั่งญี่ปุ่นกลับใช้บริการ Fusco ซึ่งเป็นชาวอิตาเลี่ยน ไม่ใช่นักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่นแท้ๆ นั่นทำให้งานเพลงของหนังแทบไม่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกลับมีความสากล ออกไปทาง Avant-Garde เสียด้วยซ้ำ! … นั่นอาจคือความจงใจของผู้สร้าง เพื่อให้ผู้ชมรับรู้สึกว่าเมือง Hiroshima มีวิวัฒนาการก้าวสู่โลกยุคสมัยใหม่

Main Theme เริ่มด้วยท่วงทำนองแห่งความขัดแย้ง แตกต่าง สองเสียง/สองโน๊ต/สองเครื่องดนตรีบรรเลงสลับกันไปมา (ในสไตล์ของ Delerus) แต่ช่วงท้ายกลับหลงเหลือเพียงเสียงเป่าขลุ่ย (ในสไตล์ของ Fusco) ท่วงทำนองโหยหวน คร่ำครวญ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเคยพานผ่านหายนะ ซุกซ่อนรอยบาดแผลภายในใจไม่ต่างกัน

Hiroshima mon amour (1959) มองผิวเผินคือเรื่องราวความรักระหว่างคนสอง ชายชาวญี่ปุ่น-หญิงชาวฝรั่งเศส บังเอิญพบเจอถูกชะตาที่ Hiroshima ต้องการสานสัมพันธ์ ชักชวนมาอยู่ร่วมกัน (แม้ต่างฝ่ายต่างมีคู่ครองอยู่แล้ว) แต่บางสิ่งอย่างที่เป็นบาดแผลในใจฝ่ายหญิง พยายามกีดกัน ผลักไส ทำให้ยังไม่สามารถเปิดใจยินยอมรับ

สิ่งที่เป็นปมปัญหา บาดแผลในใจ (Trauma) จากอดีตของพวกเขาก็คือ

  • ชายชาวญี่ปุ่น ตัวแทนประเทศผู้พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง Hiroshima และ Nagasaki ต่างถูกระเบิดนิวเคลียร์ทำลายล้าง ราบเรียบเป็นหน้ากลอง ประสบความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน จิตวิญญาณแทบมลายสิ้น
  • หญิงชาวฝรั่งเศส เกิด-เติบโตยังเมือง Nevers ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ตกหลุมรักนายทหารเยอรมัน แต่หลังจากฝ่ายพันธมิตรได้รับชัยชนะสงคราม เธอถูกตีตราว่าเป็นคนทรยศขายชาติ โดนทุบตี โกนศีรษะ กักขังในห้องใต้ดิน เอาตัวรอดพานผ่านฤดูกาลหนาวเหน็บ เจ็บปวดทั้งร่างกาย แทบสูญสิ้นจิตวิญญาณ

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศพ่ายแพ้สงคราม แต่ไม่กี่ปีหลังจากนั้นพวกเขาก็สามารถฟื้นฟู พัฒนาประเทศขึ้นใหม่ ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งหายนะ ด้วยจิตวิญญาณอันเข้มแข็ง และความร่วมแรงรวมใจของคนทั้งชาติ, เฉกเช่นเดียวกับหญิงชาวฝรั่งเศส หลังสูญเสียชายคนรักในอ้อมอก ทั้งร่างกายและจิตใจก็ได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่หลังพานผ่านฤดูกาลหนาวเหน็บ ก็สามารถปรับตัว ทำใจ ก้าวออกมาจากเมือง Nevers เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ผกก. Resnais พยายามอย่างยิ่งที่จะชี้นำให้ผู้ชมสังเกตเห็นว่า เหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้นกับ(ชาย)ชาวญี่ปุ่น มีความละม้ายคล้ายคลึง ไม่แตกต่างจากประสบการณ์ที่หญิงชาวฝรั่งเศสพานผ่านมา เปรียบเทียบช็อตต่อช็อต ฉากต่อฉาก มีการซ้อนทับ ตัดสลับไปมา โดยใช้ความสัมพันธ์(และเพศสัมพันธ์)ระหว่างทั้งสอง สื่อถึงการเป็นหนึ่งเดียวกัน

เท่าที่ผมค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับผกก. Resnais พบว่าเขาไม่ได้เคยพานผ่านประสบการณ์ชีวิตคล้ายแบบหญิงชาวฝรั่งเศส แต่ระหว่างอาสาสมัครทหารแล้วถูกส่งไปประจำ Germany และ Austria นั่นคือช่วงเวลาที่ทำให้เขาเกิดความตระหนักถึงหายนะของสงคราม สรรค์สร้างสารคดี Night and Fog (1955) เพื่อเปิดเผยภาพความจริง เหตุการณ์เลวร้ายใกล้ตัวที่เคยบังเกิดขึ้น

เฉกเช่นเดียวกับเมื่อตอนระเบิดปรมาณูทิ้งลง Hiroshima (และ Nagasaki) ผกก. Resnais รวมถึงชาวฝรั่งเศส และประเทศอื่นๆ ล้วนไม่เคยมีส่วนร่วม รับรู้เห็น เกิดความรู้สึกอะไรใดๆ ญี่ปุ่นช่างห่างไกล คนละเชื้อชาติพันธุ์ แถมยังเป็นศัตรูเสียด้วยซ้ำ (ฝ่ายอักษะเดียวกับ Nazi Germany) ถึงอย่างนั้นความสูญเสียที่บังเกิดขึ้น สามารถเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ใกล้ตัว เรื่องราวของหญิงชาวฝรั่งเศสในเมือง Nevers นั่นทำให้ผู้ชม(ชาวตะวันตก)เริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากสงคราม … ไม่ว่าฝั่งฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะ หายนะล้วนบังเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติ

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นสิบกว่าปีให้หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ความทรงจำต่อหายนะครั้งนั้นยังคงคุกรุ่น แต่ผกก. Resnais ก็พยายามผสมผสานแนวคิดอดีต-ปัจจุบัน(นั้น) คลุกเคล้าให้เข้ากัน (แบบเดียวกับการเลือนลางระหว่างญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส, หายนะเกิดขึ้นกับมวลชน-บาดแผลในใจของบุคคล) เพื่อให้ผู้ชม คนรุ่นถัดๆไป ลูก-หลานในอนาคต สามารถเปรียบเทียบเข้ากับยุคสมัยของตนเอง

ไคลน์แม็กซ์ของหนังที่ทำการอ้างอิงถึง Casablanca (1942) ชวนให้ผมนึกถึงท่อนฮุคบทเพลง As Time Goes By ไม่ว่ากาลเวลาจะเคลื่อนพานผ่านไปนานสักเพียงไหน แต่เรื่องของความรัก การต่อสู้เพื่อเกียรติยศ ชีวิตและความตาย ล้วนเป็นสิ่งไม่เคยผันแปรเปลี่ยน

It’s still the same old story.
A fight for love and glory.
A case of do or die.
The world will always welcome lovers.
As time goes by.

หลายคนอาจฉงนสงสัยว่าผกก. Resnais สรรค์สร้าง Hiroshima mon amour (1959) ที่ได้รับยกย่องหมุดไมล์แห่ง French New Wave แต่กลับแทบไม่มีความเป็นส่วนตัว สอดคล้องทฤษฎีศิลปิน (Auteur)? จริงๆแล้วนอกจากห้านักเลงที่มาจากนิตยสาร Cahiers du Cinéma ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งชื่อว่า Left Bank (นอกจาก Alain Resnais ยังมี Chris Marker, Agnès Varda, Alain Robbe-Grillet, บ้างนับรวม Henri Colpi, Marguerite Duras และ Armand Gatti) ฟากฝั่งนี้ก็เป็นกลุ่มหัวขบถที่แสวงหาศาสตร์ภาพยนตร์รูปแบบใหม่ (Cinematic Modernism) แต่พวกเขาจะเอนเอียงเข้าหาศิลปะแขนงอื่น วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม มักสรรค์สร้างสารคดีมุ่งเน้นขาย ‘แนวคิด’ และ ‘วิธีการนำเสนอ’ มากกว่าค้นพบความเป็นตัวตนเอง … ผกก. Resnais ช่วงยุคแรกๆจะออกไปทางจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะเหนือกาลเวลา ยุคหลังๆถึงเริ่มผสมผสานวิทยาศาสตร์คลุกเคล้าเข้ามาด้วย


ดั้งเดิมนั้น Hiroshima mon amour (1959) ได้เข้าฉายในสายการประกวด (In-Competition) เทศกาลหนังเมือง Cannes แต่เพราะประเด็นละเอียดอ่อนเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ สงครามโลกครั้งที่สอง กลัวจะมีปัญหากับสหรัฐอเมริกา ทางผู้จัดเลยเปลี่ยนโปรแกรมเป็นนอกสายการประกวด (Out-of-Competition) ถึงอย่างนั้นกลับยังสามารถคว้ารางวัล FIPRESCI Prize จากฟากฝั่งนักวิจารณ์เคียงข้างสารคดี Araya (1959)

ด้วยความที่ Black Orpheus (1959) เป็นผู้ชนะ Palme d’Or เลยได้เป็นตัวแทนฝรั่งเศสส่งเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film และได้รับรางวัลด้วยนะ! ถึงอย่างนั้น Hiroshima mon amour (1959) ปีถัดมายังมีโอกาสเข้าชิง Oscar: Best Original Screenplay แต่พ่ายให้กับ The Apartment (1960)

Hiroshima mon amour (1959) ไม่ใช่แค่บุกเบิก French New Wave (ฟากฝั่ง Left Bank) แต่ยังเป็นหมุดไมล์วงการภาพยนตร์ยุคหลังสงคราม Post-War Film และ Modern Cinema แน่นอนว่าต้องได้รับการจัดอันดับ “Greatest Film of All-Time”

  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 ติดอันดับ 127 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 ติดอันดับ 169 (ร่วม)
  • Cahiers du cinéma: Top 100 of all time ติดอันดับ 26
  • TIMEOUT: The 100 Best French Films ติดอันดับ 40

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K ผ่านการตรวจอนุมัติโดยตากล้อง Renato Berta (Au Revoir Les Enfants, Every Man for Himself) ด้วยทุนสนับสนุนจาก Argos Films, Technicolor and Groupama Gan Foundations และ Cineteca di Bologna เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2013 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel

หวนกลับมารับชมครานี้ ผมอาจไม่ได้หลงใหลคลั่งไคล้หนังขึ้นกว่าเดิม แต่สามารถทำความเข้าใจแนวคิด วิธีการนำเสนอของผกก. Resnais, ค้นพบบทพูดสุดล้ำลึกของ Marguerite Duras และการแสดงแจ้งเกิด Emmanuelle Riva ยังคงติดตาตรึงใจ หลอกหลอน สั่นสะท้านทรวงใน

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นอกจากรำลึกถึงหายนะสงครามโลกครั้งที่สอง หนังยังสร้างความตระหนักให้กับผู้ชม รับรู้ผลกระทบบังเกิดขึ้นกับตัวบุคคล (Public Tragedy vs. Personal Trauma) เราควรเรียนรู้จักอดีต เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก

จัดเรต 18+ ภาพหายนะ และบาดแผลในใจจากสงครามโลกครั้งที่สอง

คำโปรย | Hiroshima mon amour หมุดไมล์ของ Modern Cinema หวนรำลึกถึงหายนะ บาดแผลในใจจากสงครามโลกครั้งที่สอง ยังคงติดตาตรึงใจ ฝังอยู่ภายในจิตวิญญาณไม่รู้ลืมเลือน
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | รวดร้าวทรวงใน


Hiroshima mon Amour

Hiroshima mon amour (1959) French : Alain Resnais ♥♥♥♥♡

(14/3/2017) เมื่อแทนตัวละครของ Emmanuelle Riva ด้วยประเทศฝรั่งเศส และ Eiji Okada คือประเทศญี่ปุ่น ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเปรียบได้กับจดหมายรัก ที่เขียนบอกว่าเราจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Hiroshima เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ Alain Resnais ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาตอม่อ (Cornerstone) แห่งยุคสมัย French New Wave ด้วยการทดลองที่เรียกว่า Nonlinear Narrative อยากเล่ายังไงก็เล่า เอาโน่นนี่มาตัดแปะประติดประต่อ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต มิได้เรียงลำดับต่อเนื่องกัน โดยมีลักษณะหวนระลึกถึงความทรงจำในอดีต (troubled memory และ imagined past)

Alain Resnais (1922 – 2014) ผู้กำกับและนักเขียนบทสัญชาติฝรั่งเศส เริ่มต้นจากการเป็นนักตัดต่อในช่วงกลางทศวรรษ 40s ได้รับโอกาสกำกับหนังสั้น/สารคดีสั้น ที่มีชื่อเสียงคือ Night and Fog (1955) ความยาว 32 นาที นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันของนาซี (Holocaust documentary) ซึ่งถือว่าเป็นสารคดี/ภาพยนตร์สั้น เรื่องแรกๆของโลกที่นำเสนอ ‘horrors of war’ ความโหดร้ายของสงคราม

แม้คนส่วนใหญ่จะถือว่า Resnais เป็นหนึ่งในผู้กำกับยุค French New Wave แต่เจ้าตัวกลับรู้สึกไม่เข้าพวกเท่าไหร่ แค่บังเอิญกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกในช่วงเวลาที่เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงแนวคิดของภาพยนตร์ขึ้นเท่านั้น

“Although I was not fully part of the New Wave because of my age, there was some mutual sympathy and respect between myself and Rivette, Bazin, Demy, Truffaut … So I felt friendly with that team.”

Resnais ถือตัวเองเป็นพวก Left Bank (ขวาจัด) เสียด้วยซ้ำ พวกเดียวกับ Agnès Varda, Chris Marker ฯ สำหรับผลงานที่จัดว่ามีลักษณะอยู่ในยุคสมัยนี้ มีทั้งหมด 3 เรื่อง Hiroshima mon amour (1959), Last Year at Marienbad (1961) และ Muriel (1963)

เกร็ด: ผู้กำกับในยุค French New Wave มีทั้งหมด 3 กลุ่มย่อย
1. ที่มาจากสายนักวิจารณ์ของ Cahiers du cinéma อาทิ Jean-Luc Godard, François Truffaut, Claude Chabrol, Jacques Rivette, Éric Rohmer (บางทีเรียกว่า Right Bank)
2. ผู้กำกับฝั่ง Left Bank (ทำหนังแฝงการเมืองฝั่งขวา) อาทิ Henri Colpi, Jacques Demy, Chris Marker, Alain Resnais, Agnès Varda ฯ
3. ที่ไม่เข้าพวก อาทิ Claude Lelouch, Jean-Pierre Melville, Jean Eustache, Luc Moullet ฯ

ผมรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะโชคชะตาวาสนาล้วนๆ คือหลายวันก่อนที่เขียนถึง Amour (2012) ของผู้กำกับ Michael Haneke นำแสดงโดย Emmanuelle Riva ที่มีผลงานเรื่องนี้เรื่องแรกที่โด่งดังสุด (ว่ากันว่าเหตุที่ Haneke เลือก Riva เพราะประทับใจการแสดงของเธอจากเรื่องนี้) และภาพยนตร์อนิเมชั่น 3 เรื่องถัดมาที่ผมเขียนคือ In This Corner of the World (2016), Grave of the Fireflies (1988), Barefoot Gen (1983) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 และ Hiroshima ทั้งหมดเลย จึงเกิดความรู้สึกที่ว่าต้องหา Hiroshima mon amour มารับชมให้ได้

นี่เป็นหนังที่ดูค่อนข้างยาก มีความเข้าใจอย่างหนึ่งถ้าคุณสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ต้นเรื่องก็จะรับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้ามองไม่เห็นก็มักคิดว่าเป็นหนังรักโรแมนติกของหญิงชาวฝรั่งเศสกับหนุ่มชาวญี่ปุ่น ที่มีพื้นหลังเรื่องราวเกิดขึ้นที่ Hiroshima หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธรรมดาแค่นี้, มันไม่ผิดนะครับที่จะเข้าใจแบบนี้ แต่มันแปลว่าคุณยังห่างไกลความเข้าใจ ความตั้งใจแท้จริงของผู้กำกับอยู่มากนัก

จริงๆหนังมีคำใบ้เฉลยอยู่ตอนจบแล้วด้วยนะครับ เมื่อทั้งสองพูดประโยคสุดท้ายว่า
หญิงสาว: Hi-ro-shi-ma. Hiroshima. That is your name.
ชายหนุ่ม: Yes, that is my name. And your name is Ne-vers. Ne-vers, in France.

ถึงจุดนี้มันก็โต้งๆเป็นคำอธิบายของหนังแล้วนะครับ ว่านี่ไม่ใช่หนังรักโรแมนติกของหนุ่มสาว แต่มีนัยยะถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Hiroshima และประเทศฝรั่งเศส, ดูรอบเดียวไม่เข้าใจลองกลับไปรับชมใหม่อีกรอบ แล้วแทนตัวละครทั้งสองด้วยสิ่งที่ผมว่ามาตั้งแต่ต้น หลายๆอย่างจะดูสมเหตุสมผล กระจ่างชัดขึ้นมามากทีเดียว

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ มาจาก Resnais ได้รับมอบหมายให้พัฒนาโปรเจคสารคดีสั้นเกี่ยวกับระเบิดปรมาณู ได้รับทุนสร้างร่วมระหว่างฝรั่งเศสกับญี่ปุ่น แต่เขาไม่อยากซ้ำรอย Night and Fog (1955) ที่เคยสร้างมาก่อนหน้า ด้วยการแค่เปลี่ยนพื้นหลังเรื่องราวเฉยๆ จึงได้เข้าไปคุย (แบบเล่นๆ) กับโปรดิวเซอร์ว่าโปรเจคนี้ต้องได้ Marguerite Duras เป็นผู้เขียนบทเท่านั้นถึงจะสร้างได้ ซึ่งปรากฎว่า Duras ยอมตกลงเข้ามาพัฒนาบทภาพยนตร์ให้

เกร็ด: เดิมนั้น Marguerite Duras เป็นนักเขียนนิยาย แต่เพราะถูก Resnais ชักชวนให้มาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่อมาเธอจึงได้กลายเป็นผู้กำกับ Left Bank ฝั่งเดียวกับเขา

ความคับข้องใจของ Resnais เกิดจากการที่เขาไม่เคยไปญี่ปุ่น ไม่เคยรู้จักคนญี่ปุ่นสักคน นี่แตกต่างจากนาซีที่ถือว่าใกล้ตัวมากๆ รับรู้พบเห็นความชั่วร้ายมากับตาตัวเอง นั่นทำให้เกิดคำถามที่จะเราจะได้ยินซ้ำไปซ้ำมาในหนังช่วงแรก “You saw nothing in Hiroshima. Nothing.” แม้หญิงสาวจะพูดว่า “I saw everything. Everything.” นี่เป็นคำพูดที่มีนัยยะบอกว่า ต่อให้เราเห็นสิ่งต่างๆอะไรมากมายที่เกิดขึ้นใน Hiroshima แต่เพราะการไม่ใช่คนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ประสบพบเจอสิ่งต่างๆด้วยตนเอง นี่แปลว่าคุณไม่มีวันรู้เห็นเข้าใจอะไรทั้งนั้น

แล้วมันจะมีวิธีอะไรที่สามารถนำเสนอสื่อสารทางภาพยนตร์ แล้วทำให้ผู้ชมเกิดการรับรู้ จดจำ มองเห็นเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแท้จริงกับ Hiroshima นี่ต้องอาศัยส่วนของดราม่าเข้าช่วย คือเรื่องราวอดีตของนางเอกที่สะท้อนและมีอะไรหลายๆอย่าง คล้ายคลีงกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน Hiroshima

กับชาวยุโรปการเปรียบกับนาซีคงเป็นเรื่องเข้าใจง่ายที่สุด หญิงสาวตกหลุมรักหนุ่มทหารชาวเยอรมัน แต่เพราะพวกเขาเป็นศัตรูของฝรั่งเศส จึงถูกต่อต้านขับไล่(ยิงตาย) เมื่อสงครามจบเธอถูกจับทำประจาน ตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติ เรื่องราวลักษณะนี้แหละครับที่สะท้อนกับความทรงจำอันเจ็บปวดรวดร้าวของชาว Hiroshiman ได้อย่างใกล้เคียงที่สุด

นำแสดงโดย Emmanuelle Riva ในหนังไม่มีชื่อเรียกนะครับ แต่จะได้ยินภาษาฝรั่งเศสว่า Elle ที่เป็นคำสรรพนามเรียกแทน She/Her/เธอ, นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ Riva ก่อนหน้านี้เคยเป็นนักแสดงละครเวที และมีผลงานภาพยนตร์โทรทัศน์

สิ่งที่ทำให้ Haneke สนใจ Riva จนอยากได้มาแสดงนำใน Amour (2012) เพราะดวงตาอันกลมโตของเธอ สะท้อน’ความทรงจำ’ที่เจ็บปวดรวดร้าว ออกมาได้อย่างรันทดถึงใจ, กับการแสดงใน Hiroshima mon amour มีหลายครั้งทีเดียวที่กล้องจับจ้องใบหน้าของเธอ เห็นดวงตากลมโตไม่กระพริบ เหมือนคนเห็นภาพหลอน มันหลอกผู้ชมได้ถึงขั้วหัวใจ

อาชีพของหญิงสาวคือนักแสดง เดินทางมา Hiroshima เพื่อแสดงหนังเกี่ยวกับสันติภาพ เราจะไม่เห็นขณะถ่ายทำ แต่สังเกตจากชุดน่าจะรับบทเป็นพยาบาลที่ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และจากการฉากการเดินรณรงค์ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ หนังที่แสดงน่าจะมีช่วงเวลาหลังสงครามจบไม่นาน

ตัวละครนี้มีอดีตที่จดจำฝังใจ พยายามที่จะหวนระลึกคิดอยู่ตลอดเวลา จมปลักอยู่กับมันไม่ต้องการที่จะก้าวเดินไปไหน เพราะเมื่อใดที่ได้เริ่มทำอะไรใหม่ๆ ก็เท่ากับระยะห่างระหว่างปัจจุบันกับอดีตจะกว้างมากขึ้น อันทำให้เริ่มลืมเลือนสูญเสียภาพความทรงจำเหล่านั้นไป

Eiji Okada ในหนังจะได้เรียกยินว่า Lui เป็นคำสรรพนามภาษาฝรั่งเศสเช่นกันแปลว่า He/ผู้ชาย, นี่ก็เป็นผลงานภาพยนตร์ระดับนานาชาติเรื่องแรกของ Okada ก่อนจะโด่งดังสุดๆกับ The Ugly American (1963), Woman in the Dunes (1964) ฯ

เกร็ด: เห็นว่า Okada พูดฝรั่งเศสไม่ได้ แต่ใช้การท่องจำเป็นคำๆ จนพูดออกมาฟังดูเหมือนภาษาฝรั่งเศสจริงๆ และไม่ได้ใช้การพากย์ทับนะครับ ในหนังเป็นเสียงของเขาจริงๆเลย

อาชีพของชายหนุ่มคือ Architect นักออกแบบตึกรามบ้านช่อง ที่เปรียบได้กับโครงสร้างรากฐานของเมือง เป็นผู้สร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาทดแทนบ้านเมืองที่สูญเสียไปในช่วงสงคราม

สายตาของ Okada มีความโหยหา ต้องการบางสิ่งบางอย่าง, มันเหมือนว่าตัวละครนี้ไม่ต้องการจดจำสิ่งเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นผ่านไปแล้วในอดีต (เหมือนภรรยาของเขาที่ได้แค่เอ่ยถึง แต่อาจไม่มีตัวตนเสียชีวิตไปแล้วก็ได้) ถ้าเป็นไปได้อยากที่จะหลงลืมอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อคนทั้งสองมาพบเจอกัน คนหนึ่งเห็นเขาแล้วหวนระลึกถึงอดีต ส่วนอีกคนเห็นเธอแล้วเหมือนชีวิตได้เริ่มต้นใหม่ แต่แบบนี้… มันจะไปกันได้ยังไง!

ถ่ายภาพโดย Michio Takahashi กับ Sacha Vierny คนแรกเป็นชาวญี่ปุ่น (ถ่ายในญี่ปุ่น) คนหลังเป็นชาวฝรั่งเศส (ถ่ายในฝรั่งเศส) ที่ต้องแบ่งเช่นนี้ เพราะเป็นสัญญาการร่วมทุนของสตูดิโอทั้งสอง คือถ่ายทำประเทศไหนก็ต้องเลือกใช้ทีมงานของประเทศนั้น

ตัดต่อโดย Jasmine Chasney, Henri Colpi [อีกหนึ่งที่กลายเป็นผู้กำกับยุค French New Wave] และ Anne Sarraute

เพลงประกอบโดย Georges Delerue [เจ้าของฉายา Mozart of cinema] และ Giovanni Fusco [ขาประจำของ Michelangelo Antonioni]

เปิดเรื่องมาเป็นการนำเสนอฟุตเทจสารคดี นำเสนอภาพวิถีชีวิตผู้คน/ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ Hiroshima หลังสงครามผ่านไปกว่าสิบปี พร้อมเสียงบรรยายประกอบของสองตัวละครหลัก ที่จะตัดสลับให้เห็นเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของพวกเขาโอบกอดรัดกันแน่นอย่างใกล้ชิด และเสียงดนตรีที่เต็มไปความพิศวงสงสัย นี่มันเรื่องราวอะไรกัน (ใช้เครื่องเป่าสลับกับเปียโน)

ด้วยความยาวกว่า 15 นาทีของฉากเปิดเรื่องนี้ เชื่อว่าต้องมีคนยอมแพ้เพราะไม่เข้าใจว่าหนังนำเสนออะไรแน่ๆ ผมแนะนำให้ลองเพลิดเพลินผ่อนคลายไปกับช่วงเวลานี้ เหมือนกำลังรับชมสารคดีความรู้เกี่ยวกับ Hiroshima ปรับอารมณ์ของตนเองให้เข้ากับ direction ของหนัง สังเกตการเคลื่อนกล้อง บทเพลง และเสียงบรรยายอันชวนให้เกิดข้อสงสัยนานัปประการที่ยังไม่มีคำตอบ วินาทีที่ฉากนี้จบลง กล้องจะเคลื่อนไหวแบบเร็วมาก (Whip pan) เพื่อบอกว่าจบแล้วนะ ต่อไปนี้จะเข้าส่วนเรื่องราวของหนังแล้ว

เหตุผลหนึ่งที่ผมหลงรักหนังเรื่องนี้ คือการเคลื่องกล้องแบบ Whip pan และการตบหน้าที่เป็นการเรียกสติกลับคืน ในช่วงเวลาใกล้ๆหลับ 2-3 ครั้งในหนัง, บางครั้งเวลาเราหวนคิดถึงเหตุการณ์อะไรในอดีต มันจะระลึกถึงอารมณ์ของตอนนั้นได้ด้วย เช่นว่า เมื่อต้องพูดเล่าเหตุการณ์ที่แฟนหนุ่มถูกฆ่า การนึกถึงช่วงเวลานั้นทำให้เกิดความเจ็บปวดเศร้าเสียใจร้องไห้ฟูมฟายบ้าคลั่ง วิธีเดียวที่จะเรียกสติกลับคืนมาได้ ฉาดเดียว! ตื่นเลยละครับ

งานภาพมีความโดดเด่นมากในการเลือกมุมกล้อง ที่มีการใช้อย่างหลากหลายและทุกระดับ
– ภาพ Close-Up ในทุกสัมผัสของชายหญิง มีความใกล้ชิดสนิทแนบแน่น ไม่ใช่แค่เป็นของกันและกัน แต่ราวกับเป็นสิ่งเดียวกัน
– Long Shot ในฉากย้อนอดีตถึงคนรักเยอรมันครั้งแรกของหญิงสาว เปรียบได้กับระยะห่างของความทรงจำที่รู้สึกยาวไกลเหลือเกิน (กว่าจะวิ่งมาพบกัน)
– หลายครั้งจะเป็นมุมเงยถ่ายให้เห็นตึกรามบ้านช่อง ท้องฟ้าเบื้องบน (เห็นการเติบโตของเมืองโดยรอบ)
– หลายครั้งเป็น long-take กล้องเคลื่อนไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ เพื่อให้ผู้ชมสามารถมองเห็น สัมผัสซึมซับ วิถีของผู้คนรอบเมือง Hiroshima ราวกับกำลังเดินเที่ยวเล่นอยู่ในเมือง

การเล่าเรื่องถือว่าใช้มุมมองของหญิงสาวเป็นหลัก (แทนด้วยมุมมองของผู้กำกับ/ประเทศฝรั่งเศส) ซึ่งการตัดต่ออยู่ดีๆก็จะกระโดดไปมา กำลังเล่าเรื่องอยู่ปัจจุบันก็นำภาพย้อนอดีตใส่เข้ามา บางครั้งกำลังเดินไปเรื่อยๆเกิดการกระโดดข้าม นี่ถือเป็นการทดลองแรกๆของ jump cut ก่อน Jean-Luc Godard จะเลื่องชื่อกับ Breathless (1960)

ช่วงท้ายในบาร์ที่ชื่อ Casablanca ภาพแรกที่เห็นชื่อบาร์นี้ ผมหวนระลึกถึงหนังเรื่อง Casablanca (1942) โดยทันที ถ้าคุณจดจำเรื่องราวของหนังเรื่องนั้นได้ จะพบว่ามีใจความถึง ‘กาลเวลาผ่านไป หลายสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลง แต่ความทรงจำยังคงเหมือนเดิม’ ความคล้ายคลึงกันกับหนังเรื่องนี้มาก, นี่คือสิ่งที่หนังสะท้อนหนัง สะท้อนความทรงจำของผู้ชม เหมือนหญิงสาวหวนระลึกถึงคนรักในอดีต และชาวญี่ปุ่นที่หวนระลึกถึง Hiroshima

ผมขอ Quote ท่อนหนึ่งจากบทเพลง As time goes by ในหนังเรื่อง Casablanca (1942) มาให้หวนระลึกกันสักหน่อยนะครับ

It’s still the same old story
A fight for love and glory
A case of do or die
The world will always welcome lovers
As time goes by

กาลเวลาผ่านไป ความทรงจำเลือนหาย ผู้คนหลงลืม สุดท้ายถูกลืม นี่เป็นความจริงยากยิ่งจะปฏิเสธ ‘Forgetting so much love is terrifying.’ ซึ่งการมาของอนาคตเป็นสิ่งที่ทำให้อดีตค่อยๆหมดความสำคัญลงไป ต่อให้เราพยายามตั้งใจจดจำสักแค่ไหนก็ต้องมีวันลืมเลือน, เช่นกันกับ Hiroshima เมื่อผ่านยุคสมัยของคนที่เคยมีชีวิตผ่านมา คนรุ่นใหม่ย่อมได้แค่มองเห็น รู้จัก แต่ไม่เข้าใจถึงความรู้สึกแท้จริงของคนที่มีชีวิตอยู่สมัยนั้น นี่คือใจความของหนังเรื่องนี้ที่มีความต้องการบอกว่า อย่าลืมเลือนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับ Hiroshima

มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกสนเท่ห์มากๆ คือชื่อเมือง Ne-vers คำภาษาฝรั่งเศสที่ดันไปคล้องกับคำภาษาอังกฤษ Never ที่แปลว่า ไม่มี
ชายหนุ่ม: Does it mean anything else in French, “Ne-vers”?
หญิงสาว: No, nothing.

นี่อาจเป็นความจงใจที่มีนัยยะถึง การไม่มี จริงๆก็ได้ (แต่เมืองเนอแวร์ มีจริงๆนะครับ) ซึ่งถ้าเราแทนหญิงสาวด้วยความไม่มี อาจเปรียบได้กับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น แต่ได้ถูกลบลืมเลือนไปหมดสิ้น ไม่มีทางหวนระลึกกลับคืนมาได้อีก

หนังได้เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes แม้ไม่ได้รางวัลอะไร แต่ได้รับการยกย่องเทียบเคียงกับ The 400 Blows (1959) ของ François Truffaut ที่ได้เปิดโลกทัศน์อะไรใหม่ๆให้กับวงการภาพยนตร์ [ปีนั้น เรื่องที่ได้ Palme d’Or คือ Black Orpheus]

เข้าชิง Oscar 1 สาขา Best Writing, Story and Screenplay ไม่ได้รางวัล

การที่หนังเปรียบเรื่องความทรงจำกับความรัก ถือว่าโดนใจผมมากๆ เชื่อว่าคนเราส่วนใหญ่ต้องเคยตกหลุมรัก/อกหัก มาแทบทั้งนั้น ความทรงจำ ความรู้สึกพวกนี้เมื่อนึกย้อนกลับไป วันที่เราดีใจ/เศร้าเสียใจ มันช่างมีอารมณ์ที่รุนแรงเสียเหลือเกิน แต่พอเวลาผ่านไป อะไรๆเริ่มเลือนลาง ทุกสิ่งอย่างค่อยๆจางหายจนหมดสิ้นไป มันเป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่งนัก นี่หรือความมั่นคงของมนุษย์ ไร้ความจีรังยั่งยืน ครั้งนั้นรักมากแทบตาย แต่วันนี้ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว โอ้ละหนอชีวิต!

มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมหลงใหลมากๆ นั่นคือการสัมผัสระหว่างชายหญิงของหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ผมจีบหญิงมาบอกตามตรงไม่เคยมีภาษากายแบบนั้นเลย ก็ไม่รู้คุณผู้หญิงจะชอบการสัมผัส ใกล้ชิดขนาดนั้นหรือเปล่า แต่รู้สึกว่ามันแสดงถึงความแนบแน่น จริงใจ เป็นของกันและกันอย่างแท้จริง

แนะนำกับนักคิด นักปรัชญาทั้งหลาย ค้นหานิยามของ ‘ความทรงจำ’, นักประวัติศาสตร์ หรือผู้สนใจศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นของ Hiroshima ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2, คนทำหนัง นักดูหนังที่ชื่นชอบยุคสมัย French New Wave และแฟนหนัง Eiji Okada กับ Emmanuelle Riva ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 18+ กับภาพความสยดสยองอันเกิดจากผลกระทบของระเบิดนิวเคลียร์

TAGLINE | “Hiroshima mon amour ของ Alain Resnais คือจดหมายรัก ที่ย้ำเตือนไม่ให้ผู้ชมลืมเลือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Hiroshima นำแสดงโดย Emmanuelle Riva และ Eiji Okada”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: