Flame and Women

Flame and Women (1967) Japanese : Yoshishige Yoshida ♥♥♥♡

ผลงานจากหนึ่งในผู้กำกับรุ่น Shōchiku Nouvelle Vague (หรือ Japanese New Wave) ที่แพรวพราวไปด้วย ‘Mise-en-scène’ แต่ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับเด็กหลอดแก้วคือลูกของใคร? มันช่างเฉิ่มเฉย ตกยุคสมัย

มันอาจเพราะยุคสมัยนั้น เทคโนโลยีการผสมเทียม (Artificial Insemination) เด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertillization, IVF) เพิ่งได้รับการประดิษฐ์คิดค้นมาไม่นาน ทำให้เกิดการถกเถียงถึงความถูกต้องเหมาะสม หลายคนยังไม่สามารถยินยอมรับ ถ้าทารกในครรภ์ไม่ได้มาจากอสุจิของตน เช่นนั้นแล้วใครคือพ่อเด็ก? ชายที่เป็นเจ้าของน้ำเชื้อ? หรือบุคคลที่ให้การเลี้ยงดูแลจนเติบใหญ่?

กาลเวลาทำให้ประเด็นดังกล่าวฟังดูเพ้อเจ้อไร้สาระ ถกเถียงทำไมให้เสียเวล่ำเวลา การผสมเทียมไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย ผู้คนส่วนใหญ่ให้การยินยอมรับ (อาจยังมีคนกลุ่มน้อยที่อคติอยู่บ้าง) ต่อให้บุตรหน้าตาไม่เหมือนบิดา-มารดา แต่ถ้าเขาคือบุคคลเลี้ยงเรามาจนเติบใหญ่ ให้ที่พักพิงทางจิตใจ ล้วนถือว่ามีความสำคัญทั้งนั้น พ่อแท้ๆ พ่อเทียมๆ หรือพ่อสองคน ก็พ่อเหมือนกัน! … ประเด็นเรื่องพ่อแท้ๆ พ่อเทียมๆ Like Father, Like Son (2013) ของผกก. Hirokazu Kore-eda ทำออกมาได้ดีกว่ามากๆ

แม้เรื่องราวอาจฟังดูไม่ค่อยน่าสนอกสนใจ แต่ลีลาการกำกับของ Yoshishige Yoshida แม้งบ้าระห่ำชิบหาย! ทุกช็อตฉากเต็มไปด้วยรายละเอียด (Mise-en-scène), นักแสดงปะทะฝีมือกันสุดเหวี่ยง, ตัดต่อสไตล์ Fellini กระโดดไปมาระหว่างอดีต-ปัจจุบัน โลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน (non-Chronological Order), และเพลงประกอบ Avant-Garde ฟังดู ‘artificial’ เหนือจริงจนจับต้องไม่ค่อยได้

จัดความยากในการรับชมที่ระดับสูงสุด Flame and Women (1967) ไม่ใช่ภาพยนตร์เหมาะสำหรับผู้ชมทั่วๆไป ผมเองก็ไม่เข้าใจภาษาหนังทั้งหมด แต่ลึกๆกลับทำให้เกิดความกระตือรือล้น อยากลองหาผลงานอื่นของผกก. Yoshida เลยตั้งใจว่าจะเขียนอีกเรื่องที่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ!

เกร็ด: Flame and Women (1967) คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องโปรดของผกก. Hayao Miyazaki … ได้อย่างไรกัน??


Yoshishige Yoshida, 吉田 喜重 (1933-2022) หรือบางครั้งใช้ชื่อ Kijū Yoshida ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Fukui หลังจากบ้านถูกทำลายจากการโจมตีทางอากาศช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งทั้งสอง ครอบครัวอพยพมาปักหลักอาศัยในกรุง Tokyo, ด้วยความหลงใหลในภาพยนตร์ฝรั่งเศส จึงเข้าศึกษาวรรณกรรมฝรั่งเศส University of Tokyo จบออกมาสมัครทำงานสตูดิโอ Shōchiku เริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Keisuke Kinoshita, จนกระทั่งมีโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Good-for-Nothing (1960) กลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับรุ่น Shōchiku Nouvelle Vague รุ่นเดียวกับ Nagisa Oshima และ Masahiro Shinoda ก่อนจะถูกเหมารวมเรียก Japanese New Wave

Yoshida เหมือนจะไม่ค่อยชอบฉายา New Wave เพราะมองว่าผลงานของตนเองในยุคแรก ถูกจำกัด ครอบงำโดยสตูดิโอ แต่หลังเสร็จสิ้น Escape from Japan (1964) จึงลาออกจาก Shōchiku แล้วก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง Gendai Eigasha ร่วมงานขาประจำกับศรีภรรยา Mariko Okada ผลงานเด่นๆ อาทิ A Story Written with Water (1965), Woman of the Lake (1966), The Affair (1967), Eros + Massacre (1969), A Promise (1986) ฯ

เพราะเคยพานผ่านหายนะจากสงครามโลกครั้งที่สอง ความสนใจของผกก. Yoshida จึกมักเกี่ยวกับปัญหาสังคม จิตวิทยา การมีตัวตน ตั้งคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสม (ปรัชญา) และความหลงใหลในภาพยนตร์ฝรั่งเศส จึงรับอิทธิพลเกี่ยวกับการทดลอง (Experimental) มองหาวิธีการดำเนินเรื่องที่ผิดแผกแตกต่าง (Avant-Garde) ไม่ยึดติดกับรูปแบบ โครงสร้าง (non-Narrative) และเนื้อหามักท้าทายแนวคิด ขนบกฎกรอบทางสังคม เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับผู้ชม(สมัยนั้น)

สำหรับ 炎と女 อ่านว่า Honō to Onna แปลตรงตัว Flame and Women แต่บางครั้งอาจใช้ชื่อ Flame and Women and Flame of Feeling หรือ Impasse (แปลว่า การจนมุม, การจนตรอก, การเข้าตาจน, การหมดหนทาง) ร่วมพัฒนาบทกับ Tsutomu Tamura และ Masahiro Yamada ตั้งคำถามเกี่ยวกับการผสมเทียม เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายในยุคสมัยนั้น บุตรที่เกิดออกจากจากหลอดทดลอง จะรับรู้ตัวเองหรือไม่ว่าใครคือบิดา-มารดาแท้จริง?


เรื่องราวของวิศวกรหนุ่ม Shingo Ibuki (รับบทโดย Isao Kimura) และภรรยา Ritsuko (รับบทโดย Mariko Okada) มีบุตรชาย Takachi อายุ 1 ปี 7 เดือน มองภายนอกดูเป็นครอบครัวที่มีความอบอุ่น สมาชิกอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า แต่แท้จริงแล้วเด็กคนนี้เกิดจากการผสมเทียม โดยเจ้าของน้ำเชื้ออสุจิคือเพื่อนสนิท Ken Sakaguchi (รับบทโดย Takeshi Kusaka) ที่แม้แต่งงานกับ Shina (รับบทโดย Ogawa Mayumi) แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับไม่ได้ตั้งอยู่บนความโรแมนติก

วันหนึ่งบุตรชาย Takachi สูญหายตัวอย่างไปอย่างลึกลับ Shingo จึงกล่าวโทษภรรยา Ritsuko ที่ไม่เคยสนใจใยดี ก่อนพบว่า Shina เป็นคน(ลัก)พาตัวไปทำอะไรบางอย่าง นั่นเพราะเธอตระหนักว่าเด็กคนนี้คือลูกของ Ken (สังเกตจากใบหน้ามีความละม้ายคล้ายคลึง) เลยครุ่นคิดว่าสามีคบชู้กับ Ritsuko … เหตุการณ์วุ่นๆนี้จะลงเอยเช่นไร?


Isao Kimura, 功 木村 (1923-81) บางครั้งใช้ชื่อ Kō Kimura นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hiroshima, ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เดินทางมาร่ำเรียน Bunka Gakuin ณ กรุง Tokyo จึงรอดชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณู แต่ก็สูญเสียครอบครัวทั้งหมด, หลังสงครามเข้าร่วมคณะการแสดง Haiyuza Theatre Company ก่อนย้ายมา Youth Actor Club (Gekidan Seihai) สนิทสนมกับ Eiji Okada และ Nobuo Kaneko, ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Seven Samurai (1954), Jun’ai monogatari (1957), Summer Clouds (1958), High and Low (1963), The Affair (1967), Affair In The Snow (1968) ฯ

รับบทวิศวกร Shingo Ibuki ภายนอกดูเป็นคนอบอุ่น แข็งแกร่ง แต่ตั้งแต่แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่าไม่สามารถมีบุตร กลายเป็นปมด้อยที่ทำให้หมดสิ้นอารมณ์ทางเพศ ค่อยๆเกิดความตระหนักเคยว่าถูกแฟนเก่าทรยศหักหลัง (แฟนเก่าเคยตั้งครรภ์แล้วแท้ง แต่แท้จริงแล้วนั่นไม่ใช่บุตรของตน) เลยเรียกร้องขอภรรยาให้ทำการผสมเทียม โดยไม่สนคำทัดทานใดๆ

ภายหลังบุตรชายเติบโตได้ปีกว่าๆ ค่ำคืนหนึ่งฝันว่าภรรยาคบชู้นอกใจ พยายามซักไซร้ไล่เรียง แล้วเมื่อเขาสูญหาย/ถูกลักพาตัว เต็มไปด้วยความร้อนรน กระวนกระวาย สำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ก่อนท้ายที่สุดเลิกสนใจปัญหา ไม่ว่าใครจะว่ายังไง ภรรยาคบชู้นอกใจ แต่ Takachi ก็ยังคงเป็นบุตรของฉัน!

ใบหน้าของ Kimura ดูเคร่งขรึม บึ้งตึงแทบตลอดเวลา (ใครเคยรับชม Seven Samurai น่าจะจดจำได้ว่าคือซามูไรที่ไม่เคยยิ้ม แต่ฝีมือดาบเป็นเลิศ) นั่นเพราะตัวละครเต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น พยายามปกปิดด้านอ่อนแอ ปมด้อยเรื่องความไร้ประสิทธิภาพทางเพศ ไม่ต้องการยินยอมรับ จึงพยายามสร้างภาพให้ใครอื่นเห็นว่าตนเองมีครอบครัวอบอุ่น พ่อ-แม่-ลูกอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า

เกร็ด: อาชีพวิศวกร(สร้างเรือ?)ของ Shingo สามารถสื่อถึงการออกแบบชีวิตให้ตัวตนเอง แม้ไม่สามารถมีบุตร ก็สามารถสร้างบุตร

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ยึดถือมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี(ซามูไร) ผู้ชายต้องมีความเข้มแข็งแกร่ง ช้างเท้าหน้าครอบครัว แต่ถ้าค้นพบว่าตนเองไร้น้ำยา ไม่สามารถมีบุตร นั่นคือเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้า ตัวละครจึงพยายามปกปิด สร้างภาพ ลวงหลอกตนเอง ซึ่งนั่นจักนำสู่ความแตกแยก ร้าวฉาน อีกไม่นานก็คงเลิกราหย่าร้าง ใครจะไปอดรนทนอยู่ในกรงนกได้นาน


Mariko Okada, 茉莉子 岡田 (เกิดปี 1933) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Shibuya-ku, Tokyo เป็นบุตรของนักแสดงหนังเงียบ Tokihiko Okada แต่บิดาเสียชีวิตตั้งแต่เธออายุหนึ่งขวบ เลยต้องอพยพสู่ Kyoto วัยเด็กมีนิสัยขี้อาย ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร ช่วงเรียนมัธยมปลายได้เข้าร่วมชมรมการแสดง เกิดความหลงใหลในสื่อภาพยนตร์จากการรับชมหนังเงียบ The Water Magician (1933) [นั่นทำให้เธอเพิ่งรับรู้ว่าบิดาคือนักแสดงหนังเงียบ] หลังเรียนจบเดินทางสู่ Tokyo ได้รับการฝากฝังจากลุงฝึกฝนการแสดง Toho Gakuen College of Drama and Music ยังไม่ถึงเดือนเข้าตาผกก. Mikio Naruse ได้รับบทนางรอง Dancing Girl (1951), ติดตามด้วย Husband and Wife (1953), Floating Clouds (1955), หลังหมดสัญญา Toho ย้ายมาอยู่สตูดิโอ Shochiku ร่วมงานผกก. Yasujirō Ozu เรื่อง Late Autumn (1960), An Autumn Afternoon (1962), จนกระทั่งผลงานเรื่องที่หนึ่งร้อย Akitsu Springs (1962) แต่เป็นครั้งแรกร่วมงานกับสามี Yoshishige Yoshida

รับบทภรรยา Ritsuko Ibuki ในตอนแรกก็มีความจงรักภักดีต่อ Shingo แต่หลังจากถูกบีบบังคับให้ทำการผสมเทียม จึงรู้สึกไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง ปฏิเสธมอบความรักต่อบุตรชาย ปล่อยปละละเลยจนสูญหาย/ลักพาตัว แล้วยังไม่รู้สึกหนาวร้อนอะไร

ต่อมาค่อยๆตระหนักว่า Ken คือพ่อแท้ๆของเด็ก จึงเริ่มตีตนออกห่างสามี พยายามเกี้ยวพาราสี คบชู้นอกใจ (เป็นการแก้แค้นสามีไปในตัว) และภายหลังค้นพบคำตอบของตนเองว่า Takachi ยังไงก็คือเลือดเนื้อเชื้อไข บังเกิดเยื่อใยความสัมพันธ์แม่-ลูกขึ้นเป็นครั้งแรก

ในบรรดา 4-5 ตัวละครหลักของหนัง ผมรู้สึกว่าบทบาทของ Okada มีวิวัฒนาการ และความสลับซับซ้อนมากที่สุด! เริ่มต้นด้วยรอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์ ก่อนค่อยๆแสดงสีหน้าตึงเครียด บิดเบี้ยว บูดบื้ง รังเกียจขยะแขยงสามีและบุตรชาย พยายามโหยหาอิสรภาพ ต้องการดิ้นหลบหนีไปจากกรงขัง และเมื่อถาโถมตนเองเข้าใส่ชู้รัก ก็ไม่หวาดหวั่นกลัวเกรงอะไรอีกต่อไป ต่อจากนี้สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ

ผมเคยรับชมผลงานยุคแรกๆของ Okada ภาพลักษณ์ของเธอดูเหมือนกุลสตรี เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ แต่หลังจากร่วมงานสามี Yoshida มักได้เล่นบทบาทที่มีความท้าทาย ซับซ้อน ย้อนแย้งจารีตสังคม เริ่มต้นจากต้องเก็บกด อดรนทน สะสมความอัดอั้น จากนั้นระบายอารมณ์คลุ้มคลั่ง ก่อนได้รับการปลดปล่อยสู่อิสรภาพ … กลายเป็นตัวแทนผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ปลดปล่อยตนเองจากสังคมชายเป็นใหญ่


Takeshi Kusaka, 日下 武史 (1931-2017) นักแสดง นักพากย์เสียง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Toshima, Tokyo โตขึ้นเข้าศึกษาสาขาวรรณกรรมฝรั่งเศส Keio University แต่ด้วยปัญหาเรื่องการเงินจึงต้องลาออกกลางคัน ก่อตั้งคณะการแสดง Shiki Theatre Company มีผลงานแสดงทั้งละคอนเวที ภาพยนตร์ อาทิ Antarctica (1983), Deaths in Tokimeki (1983), Madadayo (1993) ฯ

รับบท Ken Sakaguchi เพื่อนสนิทของ Shingo รับรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ปัจจุบันทำงานสูตินารี แต่งงานกับ Shina ทั้งๆไม่ได้มีความรู้สึกใดๆต่อกัน จึงดูเหน็ดเหนื่อย เฉื่อยชา ขาดความกระตือรือล้น ก่อนหน้านี้ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่า Takachi คือเลือดเนื้อเชื้อไขตน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ แล้วถูก Ritsuko เกี้ยวพาราสี ร่วมรักหลับนอน ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจ …

แซว: อาชีพสูตินารีของ Ken แม้สามารถทำความเข้าใจกายภาพมนุษย์ แต่ไม่ได้หมายถึงความรู้สึก หรือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ (ไม่เคยสนใจใยดีผู้อื่นด้วยซ้ำไป) มองทุกสิ่งอย่างไม่ต่างจากวัตถุ สิ่งข้าวของ สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยน รวมถึงภรรยา และคลินิก/โรงพยาบาลที่ได้รับมา

หน้าตาของ Kusaka ก็ดูเคร่งเครียด เคร่งขรึม ไม่แตกต่างจาก Isao Kimura แต่แม้ตัวละครไม่มีปัญหาทางร่างกาย จิตใจกลับขาดความกระตือรือล้น หาได้สนอกสนใจในตัวภรรยา แต่งงานเพียงเพราะจะได้เป็นเจ้าของคลินิก/โรงพยาบาล มองมนุษย์ไม่ต่างจากวัตถุ สิ่งข้าวของ ค่อยๆสูญเสียศรัทธาในชีวิต ไม่เคยครุ่นคิดอยากมีบุตร แต่พอรับรู้ว่า Takachi คือเลือดเนื้อเชื้อไข (เคยบริจาคอสุจิเมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัย) ทุกสิ่งอย่างเลยกำลังจะปรับเปลี่ยนแปลงไป

ตัวละครนี้ไม่เชิงว่ามีอาการ ‘Shell Shock’ แต่สะท้อนประสบการณ์จากสงครามเมื่อครั้นยังเป็นเด็ก พบเห็นผู้คนมากมายที่ต้องตกตาย ทำให้สูญสิ้นความกระตือลือร้น ทำงานสูตินารี ให้คำแนะนำผู้อื่นอย่างดี แต่ตนเองกลับไม่สามารถก้าวผ่านความเจ็บปวด เอาชนะใจตนเอง จมปลักอยู่กับความอัดอั้น ทุกข์ทรมาน


Mayumi Ogawa, 小川眞由美 (เกิดปี 1939) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo บิดาเป็นนักแสดงประจำโรงละคอน Shin-Tokyo Theater Company, วัยเด็กชื่นชอบการเต้น ฝึกฝนบัลเล่ต์ตั้งแต่อายุห้าขวบ โตขึ้นเปลี่ยนมาหลงใหลการแสดง Kabuki เข้าศึกษาต่อวรรณกรรมญี่ปุ่น Wayo Women’s University แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Mother (1963) แจ้งเกิดโด่งดังโดยทันที, ผลงานเด่นๆ อาทิ Zatoichi’s Vengeance (1966), Clouds at Sunset (1967), The Demon (1978), The Fossil (1975), Vengeance Is Mine (1979), The Go Masters (1983), Farewell to the Ark (1984), Family Without a Dinner Table (1985) ฯ

รับบท Shina Sakaguchi หญิงสาวผู้มีความระริกระรี้ ส่งเสียงเอื้อยแจ้ว ชื่นชอบชมนกชมไม้ ถ่ายภาพสิ่งข้าวของต่างๆ ทำให้สังเกตเห็น Takachi รูปร่างหน้าตาถอดแบบพิมพ์มาจากสามี Ken เลยเกิดความครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายคบชู้นอกใจ วันหนึ่งบังเอิญพบเจอเด็กชายนั่งเล่นกลางถนน จึงอุ้มพาไปเที่ยวเล่น เพ้อใฝ่ฝันอยากมีบุตรของตนเอง พยายามล่อหลอก เกี้ยวพาราสี Shingo (เพื่อแก้แค้นสามี) แต่พอพบว่าอีกฝ่ายไร้น้ำยา ก็ทำได้แค่หัวเราะออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง

การแสดงของ Ogawa ถือเป็นสีสันของหนัง มีความเบิกบาน ร่าเริงแจ่มใส รอยยิ้มทำให้สดชื่นหฤทัย เต็มไปด้วยความกระตือลือร้น ทำโน่นนี่นั่นแทบไม่เห็นหยุดอยู่หย่อน แม้ทั้งหมดอาจเป็นเพียงการสร้างภาพ (ไม่แตกต่างจาก Shingo ที่พยายามรักษาสถานภาพบุรุษคือหัวหน้าครอบครัว) พยายามปกปิดความอิจฉาริษยา Ritsuko แต่ก็ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดได้มาก

ผมมอง Shina คือตัวแทนหญิงสาวผู้รักอิสระ ไม่ได้ต้องการแต่งงาน แต่บริบททางสังคมญี่ปุ่น สตรีต้องอยู่เคียงข้างบุรุษ เธอจึงเปรียบชีวิตดั่งนกในกรง พยายามดิ้นรน หาหนทางหลุดพ้น โหยหาอิสรภาพ ขณะเดียวกันเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา ลักพาตัว Takachi เพราะสันชาตญาณเพศแม่ (อยากมีบุตร) สุดท้ายเมื่อไม่มีอะไรได้ดั่งใจ เลยระบายออกด้วยเสียงหัวเราะ ก่อนร่ำลาจากไป


ถ่ายภาพโดย Yûji Okumura ร่วมงานผกก. Yoshishige Yoshida ตั้งแต่ Flame and Women (1967), Affair in the Snow (1968), Farewell to the Summer Light (1968) ฯ

งานภาพของหนังจัดจ้านด้วยลูกเล่น ลีลา ภาษาภาพยนตร์ แพรวพราว ‘Mise-en-scène’ ทั้งทิศทาง มุมกล้อง การเคลื่อนไหว (แพนนิ่ง, ซูมมิ่ง, แทร็คกิ้ง ฯ) ตำแหน่งนักแสดง บ่อยครั้งมักเดินไปเดินมา หันซ้ายหันขวา จัดแสงสว่าง-มืด ระยะใกล้-กลาง-ไกล ใช้ประโยชน์จาก Anamorphic Widescreen (2.35:1) และความคมเข้มของภาพขาว-ดำ (Monochrome) ได้อย่างงดงาม วิจิตรศิลป์

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอึ่งทึ่ง คือความพยายามสรรหามุมกล้องที่เต็มไปด้วย(เล่ห์)เหลี่ยม มุม ใช้ประโยชน์สถานที่ ดูมีความสมัยใหม่ (Modern) หลายครั้งถ่ายลอดผ่านช่องแคบๆ มีอะไรบางอย่างมาบดบังการมองเห็น โดดเด่นที่สุดคือการเปลี่ยนตำแหน่ง นักแสดงเดินไปเดินมา ทำให้รายละเอียดภาพเกิดการเปลี่ยนแปลง แทบไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง นี่เป็นการกำกับที่โคตรๆบ้าระห่ำ ทุกช็อตฉากล้วนแฝงนัยยะซ่อนเร้น … ทำเอาผมขี้เกียจวิเคราะห์โดยละเอียด เลยพยายามเลือกเอาเฉพาะที่น่าสนใจจริงๆเท่านั้น


ภาพแรกของหนังนำเสนอผ่านสายตาทารกน้อย กำลังลืมตา พบเห็นบิดา-มารดาเป็นครั้งแรก แต่ภาพพบเห็นจะเริ่มต้นจากขุ่นมัว เบลอหลุดโฟกัส ก่อนค่อยๆปรับภาพให้คมชัด แต่แทนที่จะพบเห็นพ่อ-แม่หน้าตรง พวกเขากลับยืนกลับหัว นี่แฝงนัยยะถึงความจริงอาจกลับตารปัตร บิดาไม่ใช่บิดาแท้ๆ(ทางสายเลือด) และมารดาก็ไม่เคยอยากให้กำเนิดเด็กขึ้นมา

Shingo ฝันเห็นภรรยา Ritsuko กำลังโอบกอดจูบกับชายแปลกหน้า กล้องเริ่มจากภาพระยะไกล จากนั้นเคลื่อนหมุนรอบตัวชู้ทั้งสอง ราวกับพวกเขาคือศูนย์กลางจักรวาล จากนั้นตัดมาภาพ Takachi หลับอยู่ในห้อง นอนกลับหัว (สื่อถึงการครุ่นคิดเพ้อฝันไปเอง ภรรยาขณะนี้ยังไม่ได้คบชู้กับใคร) และแสงภายนอกสาดส่องบานเกล็ดอาบฉาบลงบนใบหน้า (บอกใบ้ว่ามีบางสิ่งอย่างเคลือบแคลง ปกปิด ซุกซ่อนอยู่ภายใน)

ประโยคคำพูดนี้ของ Shina มีความน่าสนใจอย่างมากๆ บอกว่าเด็กชาย Takachi ใบหน้าถอดแบบพิมพ์เดียวกับบิดา นั่นอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ชมรอบแรก แต่ใครดูจบแล้วย่อมรับรู้ว่า Shingo ไม่สามารถมีบุตร เด็กคนนี้จึงไม่ใช่ลูกแท้ๆ จะถอดแบบพิมพ์เดียวกันได้อย่างไร บังเอิญขนาดนั้นเชียวหรือ??

คำกล่าวของ Shina ไม่ได้ตรงบอกว่าเด็กชายถอดแบบมาจาก Shingo เพียงใช้คำว่า ‘บิดา’ นั่นหมายถึงเธอตระหนักรับรู้ว่าใครคือพ่อตัวจริงของเด็ก ไม่มีทางเป็นอื่นใด คือสามีของตนเอง Ken ใบหน้าถอดแบบพิมพ์เดียวกันเป๊ะ!

ทั้งสองครั้งที่อาจารย์แพทย์ตอบคำถาม Shingo & Ritsuko สังเกตว่าจะนำพาพวกเขาเดินผ่านชั้นวางหนังสือ (น่าจะในห้องสมุด) นั่นแสดงถึงคำตอบอ้างอิงวิทยาศาสตร์ (ตรวจพบว่า Shingo ไม่สามารถเป็นพ่อคน) และยึดหลักจรรยาบรรณแพทย์ (เลยไม่เปิดเผยต่อ Ritsuko ว่าใครคือพ่อแท้ๆเด็ก)

ระหว่างที่ Ritsuko ก้าวเดินไปส่ง Ken อีกฝ่ายเล่าเรื่องประสบการณ์วัยเด็ก หายนะจากสงครามที่ยังคงติดตา ฝังอยู่ภายในความทรงจำ สังเกตว่าหลายๆครั้งฝ่ายหญิงมักขยับร่มมาบดบังใบหน้า เหมือนไม่อยากรับรู้ ไม่อยากรับฟัง ต้องการปกปิดความรู้สึกบางอย่างบังเกิดขึ้นภายใน ช่วงท้ายก็ขับไล่ ผลักไส ไม่ต้องการพบเจออีกฝ่ายอีกต่อไป … แต่เขาก็แวะเวียนกลับมาอยู่ดี คำขอของเธอไม่มีอำนาจสั่งการใดๆทั้งนั้น

หลังจาก Shingo รับรู้ผลการวินิจฉัยจากอาจารย์แพทย์ ค่ำคืนนั่นมานั่งดื่มในบาร์แห่งหนึ่ง ตลอดทั้งซีเควนซ์ปกคลุมด้วยความมืด Low Key โต๊ะข้างๆพบเห็นนักศึกษาแพทย์กำลังดื่มด่ำเมามาย หนึ่งในนั้นก็คือ Ken สังเกตว่าภาพแรกโคมไฟบดบังใบหน้า ทำราวกับไม่มีตัวตน นั่งห่อตัวอยู่กึ่งกลาง ไร้สาวๆเคียงข้าง และภาพหลังกล้องวางบนพื้นโต๊ะ สื่อถึงชีวิตที่ตกต่ำ ไร้ราคา

ระหว่างการสนทนาในวงเหล้า มีกล่าวถึงการบริจาคอสุจิ สามารถนำไปขายได้ราคา แต่นี่ไม่ได้หมายถึงชายคนที่พูดคือบิดาของ Takachi นะครับ (เพราะตัวละครนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องราว) สังเกตจากภาษากายของ Ken ก็พอบอกได้ว่านั่นคือแรงบันดาลใจให้ขายน้ำอสุจิ นำเงินมาประทังชีวิต

คำพูดประโยคนี้ของ Shina ก็เพื่อจะเปรียบเทียบนก=มนุษย์ การแต่งงานไม่แตกต่างจากจับนกสองตัวมาอยู่ในกรงเดียวกัน สร้างพันธนาการเหนี่ยวรั้ง กักขัง ไม่สามารถดิ้นหลบหนีไปไหน

ตลอดซีเควนซ์นี้ยังถ่ายทำจากอีกฟากฝั่งของกรงนก ทำให้พบเห็นตาข่าย/ตะแกงเหล็กบดบังใบหน้าตัวละครทั้งสอง พวกเขาเดินเลียบๆเคียงๆ โต้ตอบสนทนา จากนั้นโอบกอด ร่วมรัก ไม่สามารถดิ้นหลบหนีกันและกัน (อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ = กรงขัง)

เมื่อตอนที่ Shingo บีบบังคับภรรยา Ritsuko ให้ทำการผสมเทียม เริ่มต้นถ่ายด้านหลังกระจก บดบังฝ่ายหญิงมิดชิด (หมายถึงเธอไม่มีสิทธิ์เสียง ไม่สามารถเรียกร้องอะไร) และหลายๆช็อตต่อจากนี้มักพบเห็นภาพสะท้อน(กระจก) ไม่ก็บางสิ่งอย่างกีดกั้นขวางระหว่างทั้งสอง เพราะขณะนี้พวกเขายังไม่สามารถเผชิญหน้า สบตากันตรงๆ เลยพยายามใช้บางสิ่งเบี่ยงเบน หลีกเลี่ยงการอธิบาย … จะว่าไป Shingo ก็ไม่เคยพูดบอกเหตุผลตรงๆที่ต้องการมีบุตร นี่คือความท้าทายให้ผู้ชมต้องลองครุ่นคิดหาคำตอบด้วยตนเอง

คำอธิบายแบบเบียวๆของ Shingo ถึงเหตุผลที่ต้องการมีบุตร แม้เขาอ้างว่าได้พบเห็น แต่ผมดูยังไงก็เป็นความเพ้อฝัน เพราะการจัดวางองค์ประกอบภาพ หลายช็อตถ่ายจากระยะไกล เด็กชายประสบอุบัติเหตุน่าจะถูกรถชน นอนราบลงกับพื้น (นี่แอบพยากรณ์อนาคตอยู่เล็กๆ) มารดาพยายามวิ่งเข้ามา แต่รถพยาบาลกลับเคลื่อนออกไปไกล

การจะทำความเข้าใจซีเควนซ์นี้ ผมว่าน่าจะต้องมองในเชิงจิตวิเคราะห์ความฝัน เด็กชายที่นอนอยู่น่าจะคือภาพตั้งฉากกับตัวของ Shingo ที่ถ้าไม่สามารถมีทายาท บุตรหลาน ก็เท่ากับเป็นการสูญเสีย ตายเปล่า อนาคตย่อมไม่หลงเหลือใครเคียงข้างกาย จึงเกิดอาการตื่นตระหนัก ตกใจกลัว เรียกร้องขอภรรยาให้ทำการผสมเทียม เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด สิ้นหวัง

ยามค่ำคืนเมื่อ Shingo & Ritsuko สามารถมองหน้าสบตาโดยไม่มีอะไรมากีดขวางกั้น แต่สังเกตว่าหนังพยายามจัดองค์ประกอบพื้นหลัง แสงสว่าง-เงามืด ที่มีลักษณะแบ่งแยกทั้งสองฟากฝั่งออกจากกัน เพื่อสื่อถึงทัศนคติที่แตกต่างตรงกันข้าม ไม่สามารถคิดเห็นลงรอยร่วมกันได้อีก

ช่วงระหว่างที่ Ritsuko เล่าถึงเหตุการณ์ถูกชายแปลกหน้าข่มขืน สังเกตว่ามีการละเล่นกับความมืดที่น่าตื่นตื่นใจ หญิงสาวมักเดินไปเดินมาท่ามกลางความมืดมิด บางครั้งแสงสว่างลอดผ่านมาอาบฉาบใบหน้า ไม่ก็ถ่ายย้อนแสง สาดสป็อตไลท์จากด้านหลัง ฯ พยายามนำเสนอทุกความเป็นไปได้ของแสง-เงา เพื่อสะท้อนความทรงจำอันเลวร้าย มืดมิดที่สุดออกมา

ในตอนแรก Ritsuko ก็พยายามดิ้นรนขัดขืนแค่พอเป็นพิธี ไม่นานจึงยินยอมศิโรราบ สังเกตว่าขณะกอดจูบร่วมรักบนเตียงนอน ไม่ได้มีอะไรสักสิ่งอย่างบดบังทั้งสอง นั่นแสดงว่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นนี้ แม้ผิดต่อหลักศีลธรรม แต่กลับฝังอยู่ในความทรงจำ บังเกิดความพึงพอใจไม่รู้ลืมเลือน … หรือจะมองว่าเป็นเรื่องราวที่ Ritsuko ปรุงแต่ง เพ้อฝัน สำหรับล่อหลอกสามีให้ล้มเลิกความตั้งใจ

แม้จะใช้นักแสดงคนเดียวกัน แต่ทว่า Ritsuko กลับบอกว่าไม่ใช่คนเดียวกัน! (ฝ่ายชายก็ยังพูดย้ำอีกว่าไม่ใช่ตนเอง) นั่นอาจหมายความถึงเรื่องราวที่เธอพูดเล่าก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วอาจเพียงการพร่ำเพ้อเจ้อ จินตนาการขึ้นมา (ตามความครุ่นคิดของ Shingo ที่ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง)

เช่นนั้นแล้วชายแปลกหน้าคนนี้คือใคร?? บอกตามตรงผมก็ครุ่นคิดไม่ออกเหมือนกัน ปรากฎตัวฉากนี้ บุกเข้ามาในบ้าน สอบถามสารทุกข์สุขดิบ แล้วร่ำลาจากไป แค่นั้นนะฤา??

ทำไม Ritsuko ถึงยินยอมเข้ารับการผสมเทียม? ผมมองว่าเธออาจเกิดความหวาดกลัว อดีตติดตามมาหลอกหลอน (หรือจะมองว่าเลือนลางระหว่างโลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน) เลยไม่ต้องการให้สามีรับรู้ว่าตนเองแอบคบชู้นอกใจ จึงยินยอมผสมเทียมเสียก็จบเรื่อง ไม่หลงเหลือปัญหาติดค้างคาใจ … แต่เอาจริงผมรู้สึกว่าเหตุผลดังกล่าวฟังไม่ค่อยขึ้นสักเท่าไหร่ มันควรจะมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้ จิตใจผู้หญิงหยั่งยากยิ่งนัก!

สรุปแล้วการมีตัวตนของชายแปลกหน้า ที่ก็ไม่รู้มีตัวตนจริงๆหรือแค่จินตนาการเพ้อฝันของ Ritsuko แต่เขาคือแรงผลักดันให้เธอตัดสินใจเข้ารับการผสมเทียม เข้าใจประมาณนี้ก็แล้วกัน!

หลังจากที่ Takachi สูญหายตัวไป สังเกตว่ามุมกล้องจะเริ่มถ่ายติดเหลี่ยมมุม เสา-คาน พบเห็นพื้น-เพดาน (มุมก้ม-เงย) สร้างสัมผัสทิ่มแทง หนามแหลม ความขัดแย้งระหว่าง Shingo & Ritsuko ต่างฝ่ายต่างแสดงเล่ห์เหลี่ยม เพื่อปกปิดบังความจริงบางอย่าง

ในฉากย้อนอดีตที่ Shingo & Ritsuko และ Ken & Shina เดินทางไปปิคนิค รับประทานอาหารกลางวัน Shina เหมือนพูดทีเล่นทีจริงเกี่ยวกับการอยากมีบุตร แถมยังเรียกร้องขอ Ritsuko ถ้ามีลูกคนที่สองขอรับเลี้ยงได้ไหม นั่นอธิบายเหตุผลที่ทำไมเธอถึงอุ้มพาตัว Takachi อยากมีเวลาอยู่ร่วมกันสองต่อสอง ได้เติมเต็มความต้องการอยากมีบุตรของตนเอง

แม้ว่า Shina จะเป็นผู้หญิงรักอิสระ ไม่ได้มีความรู้สึกอันใดกับ Ken แต่สันชาตญาณเพศแม่ ทำให้เธอกระตือรือล้น ใคร่อยากมีบุตรของตนเอง แต่สามีไม่ค่อยยินยอมทำหน้าที่ เลยบังเกิดความอิจฉาริษยา Shingo & Ritsuko

ย้อนอดีตระหว่างที่ Ritsuko กำลังตั้งครรภ์ เธอตัดสินใจปลีกวิเวก ต้องการอยู่คนเดียว อาศัยอยู่บ้านพักตากอากาศ แต่แล้ววันหนึ่งสามี Shingo เดินทางเยี่ยมเยียน แสดงออกความต้องการทางเพศ แต่ฝ่ายหญิงพยายามขับไล่ ผลักไส แต่ก็ไม่สามารถหลบหนี ราวกับติดอยู่ในกรงขัง และสังเกตว่าฉากบนเตียงพบเห็นหลอดไฟบดบัง นี่ไม่ใช่แค่ปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า แต่ยังสื่อถึงช่วงเวลาที่ไม่อยากจดจำ (แตกต่างจากตอนร่วมรักกับชายแปลกหน้า ที่ไม่มีอะไรมาบดบัง)

ความหวาดกลัวของ Ritsuko สะท้อนความเชื่อผิดๆของคนสมัยก่อน ครุ่นคิดว่าการร่วมเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ มีโอกาสจะทำให้แท้งบุตร นั่นมันไม่เกี่ยวอะไรกันเลยนะ หญิงมีครรภ์สามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ตามปกติ แค่ว่าอย่าโลดโผนรุนแรงเกินไปเท่านั้นเอง

น่าเสียดายที่ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าภาพวาดที่ดูเหมือน Primitive Art คือผลงานจากศิลปินใด แต่การปรากฎพบเห็นเคียงข้าง Shingo (ขณะย้อนอดีตพบเจอแฟนเก่า แล้วสอบถามถึงใครคือพ่อแท้จริงของเด็กที่แท้ง) สามารถใช้เปรียบเทียบตัวละครอย่างตรงไปตรงมา

แต่บอกตามตรง ผมดูไม่ค่อยออกว่ามันคือภาพอะไร? นักรบ? ซามูไร? เหมือนแต่งตัวเต็มยศ และถือดาบ จริงๆถ้ารับรู้ว่าคือบุคคลในภาพคือใคร ก็น่าจะเชื่อมโยงเข้ากับ Shingo ได้กระมัง

เมื่อตัดกลับมาปัจจุบัน สังเกตว่าเหลี่ยมมุมระหว่าง Shingo & Ritsuko จะมีความลึกเพิ่มขึ้น กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาพ แถมยังบดบังทั้งสองจนเหลือแค่ใบหน้า สื่อถึงความขัดแย้งทวีความรุนแรง ต่างฝ่ายต่างปิดกั้น ไม่ยินยอมรับฟังความคิดเห็น โลกทัศน์คับแคบลงเรื่อยๆ

จะมีขณะหนึ่งที่ทั้งสองเผชิญหน้าตรงข้างบันได กล้องถ่ายผ่านช่องแคบเล็กๆ พบเห็นเพียงใบหน้า รายละเอียดอื่นๆถูกบดบังมิดชิด สร้างสัมผัสคับแคบ อึดอัด จนฝ่ายหญิงไม่สามารถอดกลั้น จู่ๆจึงเดินออกมาภายนอก สังเกตจากภาพสอง Shingo ยังอยู่ในบริเวณช่องแคบๆนั้น ขณะที่ Ritsuko ก้าวออกมายังบริเวณพื้นที่กว้าง ไม่ยินยอมถูกบีบบังคับ ควบคุมครอบงำอีกต่อไป

ทำไม Shina ถึงพา Takachi มาเดินเล่นยังสะพานขาด? โดยปกติแล้วสะพานคือสัญลักษณ์การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองบุคคล สองฟากฝั่ง แต่ในบริบทนี้สามารถสื่อถึงความขัดแย้ง แตกแยกภายในครอบครัว (ทั้งคู่ของ Shingo & Ritsuko และ Ken & Shina) สามี-ภรรยาไม่สามารถทำอะไรๆร่วมกัน สุดท้ายแล้วบุตรที่ถือกำเนิด ก็จักเดินวนเวียนอยู่กลางสะพานขาด

เมื่อตอน Shina นำพา Takachi กลับมาถึงบ้าน ทุกคนต่างยืนสงบนิ่ง จับจ้องมอง ปล่อยให้เธอเดินวกไปวนมา กล้องเคลื่อนเลื่อนติดตาม คาดว่าทุกคนคงตกอยู่ในสภาวะอ้ำอึ่ง ตกตะลึง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก จึงไม่รู้จะแสดงปฏิกิริยาใดๆออกมา จนกระทั่ง Shina พูดสอบถามมีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่า? พร้อมส่งมอบเด็กชายคืนสู่อ้อมอกครอบครัว

นี่ถือเป็นช็อตน่าสนใจที่สุดของหนัง ตัวละครหลักทั้งสี่อยู่ร่วมกันในเฟรม พวกเขาต่างยืน-นั่ง ตำแหน่งสูง-ต่ำ หันหน้าคนละทิศทาง เพื่อสื่อถึงต่างคนต่างมุมมอง ต่างความคิดเห็น ต่างความเข้าใจต่อความหมายของครอบครัว สัมพันธ์สามี-ภรรยา บิดา-มารดา และบุตร ที่แตกต่างกันออกไป … ผมขี้เกียจลงรายละเอียดว่าใครมีความคิดเห็นเช่นไร ลองไปรับชมในหนังเอาเองนะครับ ทุกคนในช็อตนี้จะมีบทพูดของตนเองที่อธิบายทุกสิ่งอย่าง

Shina พูดระบายความรู้สึกอัดอั้น อธิบายเหตุผลการแต่งงานกับชายไม่ได้รัก เลยถูก Ken ขึ้นเสียง ตบหน้า ปฏิเสธยินยอมรับฟังความจริง และช็อตนี้ยังมีเงาพาดทับเรือนร่างหญิงสาว สื่อถึงการควบคุม ครอบงำ สำแดงอิทธิพลของตนเอง ยึดถือมั่นระบบชายเป็นใหญ่ ปิตาธิปไตย

นี่เป็นอีกช็อตที่แสดงให้เห็นถึงความแตกแยก จุดแตกหักระหว่าง Shingo & Ritsuko ทั้งสองหันหน้าคนละทิศทาง ยืนอยู่คนละเหลี่ยมมุม ไม่มีทางที่พวกเขาจะหันมาเผชิญหน้า ปรับความเข้าใจ หวนกลับมาคืนดีกันได้อีก ต่างคนต่างกำลังจะแยกย้ายไปตามทางของตนเอง

ล้อกับช็อตแรกของหนัง Shingo & Ritsuko ยื่นหน้าเข้ามาจับจ้องมอง พูดเสี้ยมสอนอะไรบางอย่างทารกแรกเกิด, พานผ่านมา 1 ปี 7 เดือน เมื่อครอบครัวแตกแยก หลงเหลือเพียงมารดา Ritsuko ยื่นหน้าเข้ามาจับจ้อง เดินวนรอบ เสี้ยมสอนบุตรชาย พูดบอกให้ลบเลือนภาพความทรงจำเกี่ยวกับบิดา แล้วหลงเหลือเพียงตนเอง มารดาจักอยู่เคียงข้าง ไม่มีวันเหินห่างไปไหน

Ritsuko ขึ้นรถไฟออกเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศ และยังได้ชักชวน Ken ซึ่งกำลังติดตามค้นหาจากตู้รถไฟหนึ่งสู่อีกขบวนหนึ่ง ก่อนมาพบเจอ Takachi กำลังเล่นอยู่กลางทางเดิน แต่แล้วกล้องกลับถ่ายเคลื่อนเลื่อนเข้าหา ซ้ำไปซ้ำมาถึงสามครั้ง! ราวกับ Déjà-Vu เหมือนเป็นการเน้นย้ำ สร้างสัมผัสเหนือธรรมชาติ เด็กชายคนนี้น่าจะต้องมีอะไรบางอย่างกันตนเอง

Shingo แวะเวียนมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Ken กลับพบเจอแต่ Shina ท่าทางระริกระรี้ ถาโถมเข้ามาโอบกอด เกี้ยวพาราสี แต่ปรากฎว่าอีกฝ่ายนกเขาไม่ขัน (แต่นกในกรงส่งเสียงร้องลั่น) พอตระหนักว่าเขาไร้น้ำ เธอจึงลุกขึ้นมาหัวเราะลั่น … แบบเดียวกับอดีตแฟนสาวของ Shingo ที่พอรับรู้ก็หัวร่อออกมาเช่นกัน

อย่างที่ผมอธิบายไปแล้วว่า Shina มีความเข้าใจผิดล้วนๆที่ครุ่นคิดว่า(อดีต)สามี Ken คบชู้นอกใจกับ Ritsuko แม้ได้รับฟังข้อเท็จจริง กลับยังไม่สามารถยกโทษให้อภัย Shingo หลังจากเสียงหัวเราะเยาะเย้ย (ท่ามกลางแสงสว่าง) ก็โถมตัวเข้าไปร่ำไห้ยังกรงนก ระบายความอัดอั้น สิ้นหวัง (ปกคลุมด้วยความมืดมิด)

ฉากร่วมเพศสัมพันธ์ก่อนหน้า Ritsuko ล้วนนอนแผ่พังพาบอยู่บนเตียง กล้องถ่ายลงมาจากเพดาน (แทนความสูงส่ง อิทธิพลบุรุษเหนือกว่าสตรี) ถูกข่มขืน ใช้ความรุนแรงบีบบังคับ ไม่เคยสมยินยอมพร้อมใจ

แต่คราวนี้กับ Ken เชื่อว่าเขาคือบิดาแท้ๆของบุตรชาย พบเห็นเขานั่งคุกเข่า โอบกอดอยู่ภายในอ้อมอก (แสดงถึงอิทธิพลของหญิงสาวที่สามารถโน้มน้าว ครอบงำ ทำให้ฝ่ายชายยินยอมศิโรราบ) และกล้องเคลื่อนเลื่อนหมุนรอบตัว 360 องศา (ทั้งสองราวกับศูนย์กลางจักรวาล)

Shingo เดินทางมายังบ้านพักตากอากาศเพื่อเยี่ยมเยียนอดีตภรรยาและบุตร แม้รับรู้ว่าต่อจากนี้คงไม่มีโอกาสอยู่เคียงข้าง (ภาพช็อตนี้ใช้ต้นไม้แบ่งแยกระหว่างบิดาเทียม vs. บิดาตัวจริง) แต่ก็ยังคงพูดหลอกตนเอง เชื่อมั่นว่า Takachi ยังคงเป็นบุตรของฉัน … จริงๆนะหรือ?

ก่อนที่ Ritsuko จะขึ้นรถจากไป เหมือนเธอหันมามองอดีตสามี Shingo ด้วยใบหน้ากระยิ่มยิ้ม เริดเชิดหยิ่ง ราวกับการประกาศอิสรภาพ ได้รับชัยชนะ ต่อจากนี้จะไม่ถูกบีบบังคับ ควบคุมครอบงำ สามารถกำหนดทิศทางชีวิตตนเอง กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ

ตัดต่อโดย Kazuo Ôta ผลงานเด่นๆ อาทิ Three Outlaw Samurai (1964), The Affair (1967), Flame and Women (1967), Affair in the Snow (1968), The Castle of Sand (1974), The Demon (1978) ฯ

ลีลาการดำเนินเรื่องของหนังมีความละม้ายคล้าย 8½ (1963) ของผกก. Federico Fellini กระโดดไปมาระหว่างอดีต-ปัจจุบัน โลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน ต้องใช้การสังเกต มองหาจุดเชื่อมโยง (ทุกครั้งที่มีการแทรกเรื่องราวจากช่วงเวลาอื่นเข้ามา มันต้องมีเหตุผลรองรับ หรืออะไรสักสิ่งอย่างเชื่อมโยงถึงกัน) ถือว่าท้าทายไม่น้อยสำหรับคนที่ยังขาดประสบการณ์รับชมภาพยนตร์

วิธีการสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะอดีต-ปัจจุบัน โลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน คือต้องมองหาเนื้อเรื่องราว โครงสร้างหลัก แกนกลางของหนังให้พบเจอเสียก่อน (หรือคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งหมด) รายละเอียดอื่นๆที่ไม่ใช่ปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นส่วนขยาย อธิบายเนื้อหา ดูหนังจบแล้วค่อยไปแยกแยะว่าคือเหตุการณ์จริง หรือเพียงจินตนาการเพ้อฝัน

  • อารัมบท, ครอบครัวสุขสันต์ แต่เบื้องหลังมีลับลมคมในบางอย่าง
    • (ย้อนอดีต) ทารกน้อยลืมตาขึ้นมาพบเห็นบิดา-มารดา Shingo & Ritsuko
    • (ความฝัน) Shingo ฝันเห็นภรรยากอดจูบกับชายแปลกหน้า
    • Ken & Shina แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน
    • ระหว่างที่ Ritsuko ออกเดินไปส่ง Ken
      • (ย้อนอดีต) Ritsuko พยายามสอบถามหมอ ว่าใครคือบิดาแท้จริงของ Takachi
    • (ย้อนอดีต) Shingo รับฟังคำวินิจฉัยของหมอ ค้นพบว่าตนเองไม่สามารถมีบุตร ระหว่างนั่งในบาร์ พบเห็น Ken สมัยยังเป็นนักศึกษาแพทย์ (นี่เป็นการบอกใบ้ว่า Ken คือผู้บริจาคน้ำเชื้ออสุจิ)
      • (ย้อนอดีต) แฟนเก่าของ Shingo เพิ่งจะแท้งลูก
    • ณ อพาร์ทเม้นท์ของ Ken & Shina ร่วมรักท่ามกลางกรงนก
  • การผสมเทียม
    • เช้าวันถัดๆมา Shingo ประชุมงานวิศวกร
    • Ken เดินทางมาที่บ้านตามนัดของ Shingo แต่เพียงพบเจอ พูดคุยกับ Ritsuko
      • (ย้อนอดีต) Shingo โน้มน้าวให้ Ritsuko ทำการผสมเทียม แต่เธอบอกปฏิเสธ
        • (ย้อนอดีต) Shingo เล่าว่าพบเห็นเด็กชายถูกรถชน
        • (ย้อนอดีตเลือนลางความฝัน) Ritsuko เล่าให้สามีฟังว่าเคยถูกข่มขืนโดยชายแปลกหน้า ระหว่างอาศัยอยู่บ้านพักตากอากาศ
      • (ย้อนอดีต) ชายแปลกหน้าคนนั้นเดินทางมาเยี่ยมเยียน Ritsuko ขณะสามีไม่อยู่บ้าน
      • (ย้อนอดีต) Ritsuko ยินยอมทำการผสมเทียม
    • หลังรับฟังเรื่องเล่าทั้งหมด Ken จึงบอกร่ำลา ถึงเวลาเดินทางกลับ
  • การหายตัวไปของ Takachi
    • Ritsuko พบเห็น Takachi ออกไปวิ่งเล่นกลางท้องถนน ทีแรกก็แสดงความร้อนรน แต่กลับเพิกเฉย ไม่สนใจใยดี
    • Shingo แสดงความไม่พึงพอใจที่ Ritsuko ปล่อยบุตรชายให้สูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พยายามซักไซร้ไล่เรียง
      • (จินตนาการ) Shingo จินตนาการภาพของ Ken กับ Ritsuko
      • (ย้อนอดีต) Ritsuko จินตนาการถึง Shina เรียกร้องให้เธอมีบุตรอีกคนแล้วมอบให้กับตนเอง
      • (ย้อนอดีต) Shingo เดินทางมาเยี่ยมเยียน Ritsuko ระหว่างตั้งครรภ์ แล้วทำการข่มขืนใจ
      • (ย้อนอดีต) Shingo นึกถึงอดีตแฟนสาวที่แท้งบุตร หลายปีให้หลังพบเจอกันจึงสอบถามว่าใครคือพ่อของลูก
      • (ความฝัน) Shingo เคยฝันเห็นภรรยา Ritsuko ทอดทิ้งบุตรชายลงมาจากดาดฟ้า
    • เปิดเผยว่า Shina เป็นคนอุ้มพา Takachi ไปเดินเล่นบนสะพาน
  • ครอบครัวคืออะไร?
    • พอกลับมาถึงบ้าน Shina ต้องเผชิญหน้ากับทุกคนที่เฝ้ารอคอย
    • Shina ตั้งตนเองเป็นจำเลย สอบถามความผิดของตนเอง
    • หมอให้คำอธิบายความหมายครอบครัว บิดา-มารดาในเชิงวิทยาศาสตร์
    • แต่ละคนก็แสดงความคิดเห็นของตนเองที่แตกต่างกันไป
    • Shina ระบายอารมณ์อัดอั้นต่อพฤติกรรมปิดกั้น/เห็นแก่ตัวของ Ken
    • Ritsuko พยายามพูดบอกบุตรชาย ไม่ต้องไปสนว่าใครคือบิดา แต่ฉันนี่แหละมารดาแท้ๆ เลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง
  • บทสรุปใครคือบิดาของ Takachi
    • Ritsuko ขึ้นรถไฟออกเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศ แล้วชักชวน Ken ไปร่วมอยู่อาศัย
    • Shingo แวะเวียนไปที่อพาร์ทเม้นท์ของ Shina ถูกเธอเกี้ยวพาราสี แต่กลับไม่สามารถร่วมเพศสัมพันธ์
    • Ritsuko ร่วมรักกับ Ken และเชื่อว่าเขาคือบิดาแท้ๆของ Takachi
    • Shingo เดินทางมาถึงยังบ้านพักตากอากาศ พูดบอกความต้องการกับ(อดีต)ภรรยา และยังคงเชื่อมั่นว่า Takachi คือบุตรของตนเอง
    • Ritsuko จากไปกับ Ken และ Takachi

สังเกตว่าจะมีเฉพาะครึ่งแรกที่เรื่องราวกระโดดไป-มา แต่ถ้าสามารถผ่านความวุ่นๆวายๆช่วงนั้นไปได้ ครึ่งหลังคือจุดเปลี่ยน เหลือเพียงดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง (ตัวละครค้นพบความหมายครอบครัว/เป้าหมายของตนเอง) แค่สลับสับเปลี่ยนมุมมองนิดๆหน่อยๆ ไม่น่าจะยุ่งยากเกินทำความเข้าใจ


เพลงประกอบโดย Teizô Matsumura, 禎三 松村 (1929-2007) คีตกวีสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kyoto ในครอบครัวพ่อค้าขายกิโมโน บิดาชื่นชอบเล่นดนตรี Shakuhachi ส่วนมารดาบรรเลง Koto ทำให้บุตรชายค้นพบความชื่นชอบด้านดนตรีมาตั้งแต่เด็ก แต่งเพลงได้ตั้งแต่เรียนอนุบาล หลังสงครามเดินทางสู่ Tokyo ได้เข้าศึกษา Tokyo University of the Arts เป็นลูกศิษย์ของ Tomojiro Ikenouchi, ช่วงต้นทศวรรษ 50s ล้มป่วยปอดบวม ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานห้าปี ใช้เวลาช่วงดังกล่าวเขียนเพลง แต่งบทกวี Haiku พอรักษาหายก็นำบทเพลง Introduction and Concert Allegro คว้ารางวัลอันดับหนึ่ง NHK Mainichi Music Competition เข้าตาคณะกรรมการ Akira Ifukube จึงมีโอกาสร่ำเรียนตัวต่อตัว, จากนั้นมีผลงานประพันธ์เพลงออร์เคสตรา อุปรากร เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Apart from Life (1970), The Long Darkness (1972), Death of a Tea Master (1989), My Son (1991) ฯ

งานเพลงถือเป็นอีกไฮไลท์ของหนัง แต่เชื่อว่าหลายอาจส่ายหัว กุมขมับ สัมผัสไม่ได้ถึงความไพเราะเพราะพริ้ง เนื่องจากสไตล์เพลงเป็นแนวทดลอง (Experimental) ในลักษณะ ‘Avant-Garde’ เครื่องดนตรีเดี๋ยวดัง-เดี๋ยวหยุด บรรเลงตัวโน๊ตกระโดดไปมา บางครั้งก็ฟังไม่ได้สดับ สับสนวุ่นวาย และเสียงร้องโหยหวน สร้างความกรีดกราย สั่นสะท้านทรวงใน

จุดประสงค์การเลือกใช้สไตล์เพลงประเภทนี้ เพื่อให้สอดคล้องเนื้อหาการผสมเทียม เป็นสิ่งที่ดูเหนือจริง ‘artificial’ จับต้องไม่ได้ ไม่สามารถเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และวิธีการใช้ก็ไม่ใช่สร้างบรรยากาศ คลอประกอบพื้นหลัง (ความเงียบงันช่วยสร้างบรรยากาศตึงเครียดได้ทรงพลังกว่า) มักดังขึ้นในลักษณะ ‘สร้อยบทกวี’ เฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆ บังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บรรยายความรู้สึกตัวละครขณะนั้นๆ

เสียงประกอบ (Sound Effect) ถือเป็นอีกไฮไลท์ที่หลายครั้งมีความโดดเด่นขึ้นมา แฝงความหมาย และช่วยสร้างความเข้าใจบางอย่างให้กับเรื่องราว อาทิ

  • เสียงนกร้อง จิ้งหรีดเรไร มีทั้งได้ยินจากธรรมชาติ ผืนป่า และเปิดจากเครื่องเล่นเทปในอพาร์ทเม้นท์ของ Shina (เสียงเทียม ‘artificial’)
  • เสียงรถยนต์เคลื่อนผ่านระหว่างที่มารดา Ritsuko ปล่อยบุตรชายวิ่งเล่นกลางท้องถนน ปฏิกิริยาของเธอแม้ดูกลัวๆกล้า แต่ทำเหมือนอยากให้ถูกชน หรือมีอะไรบางอย่างบังเกิดขึ้น
  • ระหว่างที่ Ken เดินติดตามหา Ritsuko (และบุตรชาย) บนขบวนรถไฟ จะได้ยินเสียงกระฉึกกระฉักตลอดทาง แต่พอพวกเขาเริ่มสนทนา เสียงดังกล่าวจะค่อยๆเงียบหาย และเมื่อพูดคุยกันจบสิ้น พอดิบพอดีพุ่งเข้าอุโมงค์ เสียงรถไฟจะกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง
    • นี่อาจเป็นข้อจำกัดในการบันทึกเสียงสมัยนั้น แต่ขณะเดียวกันเสียงรถไฟยังสื่อถึงความสนใจต่อโลกภายนอก (ช่วงระหว่างที่คนสองพูดคุยกันไม่ได้ยินเสียงรถไฟ เพราะไม่ได้มีความสนใจอะไรใครอื่น)

Flame and Women (1967) นำเสนอข้อถกเถียงของการผสมเทียม เด็กหลอดแก้ว เทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งเริ่มแพร่หลายในทศวรรษนั้น ตั้งคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสม ทางศีลธรรม ทางสังคม ทารกที่ถือกำเนิดเป็นบุตรของใคร? บิดาแท้ บิดาเทียม ความหมายของครอบครัวคืออะไร?

ประเด็นคำถามดังกล่าวอาจฟังดูเหมือนประเด็นโลกแตก ขึ้นอยู่กับมุมมองครุ่นคิดเห็นส่วนบุคคล แต่สิ่งแน่นอนไม่มีวันเปลี่ยนแปลงก็คือ …

  • บุตรที่เกิดจากรังไข่ + อสุจิของใคร บุคคลนั้นย่อมคือบิดา-มารดาที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ส่งต่อผ่านแม่พิมพ์ชีวิต (DNA)
  • ขณะที่บุตรเกิดจากอสุจิของใครไม่รู้ รังไข่ของใครไม่รู้ รวมถึงฝากครรภ์แม่อุ้มบุญ กรรมสิทธิ์ในตัวเด็กย่อมคือบุคคลที่แสดงเจตจำนงค์ ต้องการรับเลี้ยงดูแล หรือที่เรียกบิดา-มารดาบุญธรรม! แม้ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข แต่ถือว่ามีความสัมพันธ์ทางจิตใจ

ความวุ่นๆวายๆที่พบเห็นในหนัง อาจเกิดจากตัวละครยังขาดความรู้ ความเข้าใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ข้อกฎหมายไม่ชัดเจน และอคติจากทัศนคติทางสังคมที่ถูกปลูกฝัง เสี้ยมสอนสั่ง ญี่ปุ่นยังยึดถือมั่นแนวคิดชายเป็นใหญ่ ปิตาธิปไตย บุรุษคือช้างเท้าหน้า ต้องมีความเข้มแข็ง ไม่ยินยอมรับผู้อ่อนแอ

สังคมยุคก่อน ชายผู้ไร้น้ำยา ไม่สามารถทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ มักถูกตีตราว่าบุรุษชั้นสอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ได้รับสายตาดูถูกเหยียดหยาม เพราะการมีบุตรถือเป็นหน้าที่ ศักดิ์ศรี ความรับผิดชอบในการสืบต่อพงศ์เผ่าพันธุ์ (แนวคิดของ Alpha Male) แต่ในปัจจุบันค่านิยมทางสังคมได้ปรับเปลี่ยนไปมาก เพศสภาพไม่มีแค่ชาย-หญิง หรือความสัมพันธ์ฉันท์สามี-ภรรยา แรงกดดันเรื่องการมีบุตรจึงลดน้อยถอยลง หลายๆคนเลือกครองตัวเป็นโสด คู่รักไม่ต้องการแบกภาระรับผิดชอบลูกหลาน ฯ

ประเด็นการผสมเทียม เด็กหลอดแก้ว กลายเป็นทางเลือกที่ผู้คนให้การยินยอมรับ ไม่ใช่แค่ชายหรือหญิงที่มีปัญหาอสุจิหรือรังไข่ แต่ยังแม่อุ้มบุญ รวมถึงการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม มนุษย์ไม่จำต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ก็สามารถเป็นครอบครัวเดียวกัน พ่อ-แม่-ลูก, พ่อ-พ่อ-ลูก, แม่-แม่-ลูก, พ่อเลี้ยงเดี่ยว, แม่เลี้ยงเดี่ยว, เราสองสามคน ฯ ข้อถกเถียงของหนังจึงเฉิ่มเชย ล้าหลัง เหลือแค่คนรุ่นเก่า (พวกเบบี้บูม) ยังคงต่อต้านขัดขืน ไม่อยากยินยอมรับความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น

สำหรับผกก. Yoshida และภรรยา Mariko Okada ผมไม่สามารถหารายละเอียดใดๆเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว มีความใกล้เคียงกับเรื่องราวของหนังมากน้อยเพียงใด พบเจอเพียงบทสัมภาษณ์หนึ่งกล่าวถึงเวลาทำงาน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวข้องแว้ง มอบอิสรภาพให้กันและกัน

Q: How was it for you working with your wife?

First thing I can say is that, during the shoot, my wife was Okada-san, the same way as it had been before we got married. Moreover, I never told her anything about my work while on set or even prior to the actual shooting, when I was writing the script. When I thought of her as an actress, it was strictly professional.

Q: You mean that from the moment you are on set, in a way, she was no longer your wife but the actress Mariko Okada?

That is right. We were not even eating together there, as I had my own working schedule and things I needed to take care of with the other members of the crew, and she was with the other actresses and actors.

Yoshishige Yoshida

ชื่อหนัง Honō to Onna หรือ Flame and Women ผมคาดว่าน่าจะสื่อถึงเพลิงราคะ ไฟริษยาของผู้หญิง สัญชาติญาณเพศแม่ที่ต้องการบุตรจากเลือดเนื้อเชื้อไข สามีที่สามารถเติมเต็มตัณหาความใคร่ ไม่ใช่การผสมเทียม เด็กหลอดแก้ว น้ำเชื้ออสุจิใครก็ไม่รู้ฉีดพ่นเข้ามาในร่างกาย มีลูกกับชายไร้น้ำยา มันช่างน่าอับอายขายขี้หน้า

จะว่าไปเรื่องราวของสองชายผู้ไร้ศักยภาพทางเพศ ยังคือภาพสะท้อนญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้า หลายคนสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธา ล้มป่วยอาการซึมเศร้า (Depression) ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสู่โลกสมัยใหม่

ตรงกันข้ามกับบรรดาหญิงสาว เมื่อบุรุษกลายเป็นผู้ไร้ประสิทธิภาพ(ทางเพศ) พวกเธอจึงก้าวขึ้นมามีบทบาท กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ ไม่ยินยอมถูกกักขัง ควบคุมครอบงำ โหยหาอิสรภาพ ต้องการสิทธิ์เสียงครุ่นคิดตัดสินใจ และโบยบินสู่ท้องฟ้าไกล

แซว: ฤาว่าชื่อหนัง Flame and Women จะหมายถึงภาพช็อตนี้?? Ritsuko ขณะอยู่ไฟ? ถูกสามีข่มขืนขณะกำลังตั้งครรภ์?

ผมไม่แน่ใจว่าหนังผ่านการบูรณะแล้วหรือยัง แต่คุณภาพฉบับที่ได้รับชมมีความคมชัด ไร้ริ้วรอยขีดข่วน (ถ้ายังไม่บูรณะ ก็คงสแกนฟีล์มใหม่) เป็นไฟล์ WEBRip ที่ไม่รู้ดูดมาจากไหน ลองพยายามหาออนไลน์ก็ไม่พบเจอสักแห่งหน

Flame and Women (1967) เป็นภาพยนตร์ที่มีความงดงาม ‘innovative’ เต็มไปด้วยไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์สุดบรรเจิด แพรวพราวด้วยลูกเล่น ภาษาภาพยนตร์ แต่ว่ากันตามตรงแทบไม่มีความบันเทิงสักเท่าไหร่ ยิ่งดูยิ่งปวดหัว กุมขมับ สลับซับซ้อน วุ่นๆวายๆเกินไป และที่สำคัญคือประเด็นถกเถียง เนื้อหาตกยุคสมัย มันจึงไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดความสนใจต่อผู้ชมสมัยใหม่

เอาว่าถ้าใครชอบความท้าทาย หนังขายแนวคิด โดยเฉพาะภาพถ่ายสวยๆ ลีลาตัดต่อจัดจ้าน ลองหาผลงานผกก. Yoshida แล้วจะบังเกิดความตระหนักว่า Shōchiku Nouvelle Vague (หรือ Japanese New Wave) แม้งโคตรดิบ บ้าระห่ำ กล้าลองผิดลองถูก ‘Avant-Garde’ ไม่ด้อยไปกว่า French New Wave

จัดเรต 18+ การสนทนาเรื่องเพศ คบชู้นอกใจ

คำโปรย | Flame and Women แม้แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ แต่ประเด็นถกเถียง เนื้อหาตกยุคสมัยตามกาลเวลา
คุณภาพ | ตกยุคสมัย
ส่วนตัว | ดูวุ่นๆวายๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: