Hotel Rwanda (2005)

Hotel Rwanda

Hotel Rwanda (2005) : Terry George ♥♥♥♡

เรื่องราวของฮีโร่ (รับบทโดย Don Cheadle) แม้เป็นเพียงผู้จัดการโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่ได้ช่วยเหลือชาว Rwanda หลักพันคน ให้รอดพ้นจากเหตุการณ์เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อปี 1994 ที่สาเหตุเกิดจากแค่ความโกรธเกลียดชังในเชื้อชาติพงษ์พันธุ์เท่านั้น ประมาณการณ์ผู้เสียชีวิตกว่า 800,000 ถึงหลักล้านคน

รวันดา (Rwanda) เป็นประเทศขนาดเล็กในทวีปแอฟริกากลาง เมืองหลวงคือ Kigali จำนวนประชากรประมาณ 11.2 ล้านคน (ตัวเลขปี 2015) อาณาเขตพื้นที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร (เทียบกับประเทศไทยเล็กกว่าเกือบ 20 เท่า) ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเนินเขาปกคลุมด้วยป่าดงดิบ ทิศเหนือจรดประเทศ Uganda, ตอนใต้ติดประเทศ Burundi, ทางตะวันออกติด Tanzania, และตะวันตกสาธารณรัฐ Congo ไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่อยู่ติดทะเลสาบ Great Lakes

นักประวัติศาสตร์ทำการคาดคะเน เริ่มแรกสุดในดินแดน Rwanda คือชนเผ่าชาว Twa เข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐาน ตั้งแต่ประมาณ 8,000 B.C. – 3,000 B.C. ตามด้วยชาว Hutu เมื่อ 700 B.C. – 1,500 A.D. และสุดท้ายคือชาว Tutsi ที่อพยพย้ายมาจากเอธิโอเปีย

ด้วยรูปลักษณ์สันฐานที่มีความแตกต่าง ทำให้สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ชัดเจน
– Twa มีรูปร่างเตี้ยป้อม (เป็นชนเผ่าที่ตัวเล็กที่สุดในโลก)
– Hutu รูปร่างปานกลางผิวเข้ม ริมฝีปากหนา โดดเด่นด้านกสิกรรมเพาะปลูก
– Tutsi สูงเพรียว ริมฝีปากบาง สีผิวค่อนข้างอ่อน เป็นนักล่าเลี้ยงสัตว์ ค้าขายเก่ง

ความขัดแย้งระหว่าง 2-3 ชนเผ่า ก็ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปของมนุษย์ จนกระทั่งการมาถึงของยุคล่าอาณานิคมโดยประเทศ Belgium ประมาณศตวรรษที่ 19 ชาวผิวขาวพบว่ารัฐเล็กๆรอบทะเลสาป Great Lakes ที่ถูกปกครองโดยชนเลี้ยงสัตว์ (Tutsi) มีพัฒนาการก้าวหน้าเป็นแบบแผนกว่ากลุ่มชนเผ่ากสิกรรม (Hutu) จึงหนุนหลังสนับสนุนชาวเผ่า Tutsi ให้ขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้นำบริหารประเทศ [จริงๆเหมือนว่า Tutsi เป็นพวกประจบสอพลอ ค้าขายเก่งเลยมีวาทะดีมีความเฉลียวฉลาด] แล้วตีตราแบ่งแยกชนทั้งสองเผ่าพันธุ์ออกจากกัน ประทับลงไว้ในบัตรประชาชน

การกระทำเช่นนี้ได้สร้างความมีอภิสิทธิ์ชนให้ชาว Tutsi จนเกิดความเย่อหยิ่งจองหองอวดดี แถมชอบดูถูกเหยียดหยามเผ่า Hutu ค่อยๆเริ่มอิจฉาริษยา สะสมความรังเกียจชัง ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาณานิคม Belgium ถึงการสิ้นสุด ประเทศ Rwanda ได้รับเอกราชเมื่อปี 1962 ปกครองด้วยรัฐบาล Tutsi ไม่นานได้เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ หลายคนถูกขับออกนอกประเทศ และมีการตั้งกลุ่มแนวหน้ารักชาติรวันดา (RPF, Rwandan Patriotic Front) เพื่อรอวันหวนคืนกลับมาทวงคืนสิทธิ์อันชอบธรรมของตน

ความขัดแย้งของทั้งสองชนเผ่าพันธุ์ค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขนาดว่ากลุ่ม Hutu หัวรุนแรงมีการจัดตั้งสถานีวิทยุและหนังสือพิมพ์ เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อในเชิงปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง เรียกชาว Tutsi ว่าคือ แมลงสาป ต้องถูกกำจัดทำลายล้างให้สิ้นซากหมดไป

ในปี 1994 ประธานาธิบดี Juvénal Habyarimana ของ Hutu ตัดสินใจเจรจาสันติภาพกับ RPF ทว่าลูกน้องจำนวนมากไม่เห็นด้วย ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาสงบศึกนั้นเอง เครื่องบินของประธานาธิบดีก็ถูกจรวด Missile ลึกลับยิงถล่มปลิดชีพ, การเสียชีวิตของ Habyarimana กลายเป็นชนวนข้ออ้างความโกรธแค้น โดยพวกเขากล่าวหาว่าต้องเป็นฝีมือของพวก Tutsi (แต่เชื่อกันว่า ผู้ลงมือน่าจะเป็นลูกน้องปธน. ที่ไม่พอใจการสงบศึกมากกว่า) และหลังจากนั้นไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง การเข่นฆ่าล้างแค้นนองเลือดจึงบังเกิดขึ้น

วันที่ 6 เมษายน 1994 กองทัพชาว Hutu และประชาชนบางส่วนได้ออกมาตามท้องถนน ไล่เข่นฆ่าสังหารชาว Tutsi (และ Twa ที่แม้เป็นชนกลุ่มน้อย แต่โดยพ่วงร่วมไปด้วยเพราะไม่ใช่เชื้อชาติเดียวกัน) โดยมีเป้าหมายหลักคือผู้ชายทุกวัยไม่เว้นแม้แต่เด็ก ส่วนหญิงสาวจะถูกจับมาข่มขืนและสังหารทิ้งอย่างเหี้ยมโหด ขณะคนที่รอดชีวิตราวสองในสาม ต้องกลายเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงเวลานั้น

แต่ในเวลาดังกล่าว กลับไม่มีนานาชาติไหนยื่นมือเข้าขัดขวางเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้ พวกเขาทำเพียงอพยพคนของตนออกมาเท่านั้น
– แม้กองกำลังสหประชาชาติจะถูกส่งเข้าไปใน Rwanda ตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้รับคำสั่งให้กระทำการใดๆเพื่อยุติเหตุรุนแรง (เนื่องจากยังไม่มีมติเห็นชอบจากประเทศสมาชิกสำคัญ)
– สหรัฐอเมริกาที่ขณะนั้นตั้งตนว่าเป็นตำรวจโลก ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งด้วยเนื่องจากไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในดินแดนนี้
– ขณะที่ฝรั่งเศสวางตัวเพิกเฉย เนื่องจากกลัวเสียสัมพันธภาพกับรัฐบาล Hutu
– และเบลเยี่ยม เจ้าอาณานิคมเดิมก็ไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวเพราะเกรงจะเกิดปัญหาทางการเมืองกับฝ่ายตน

การเพิกเฉยของนานาชาติทำให้เหตุการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ฝ่าย RPF ก็เริ่มเปิดฉากโต้ตอบฝ่ายฮูตูอย่างรุนแรง จนถึงขั้นสังหารนายกรัฐมนตรีของชาว Hutu ยิ่งทำให้พวกเขาลงมือสังหารหมู่ชาว Tutsi ด้วยความเกี้ยวกราดรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ้นสุดลงประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 1994 เมื่อกองกำลัง RPF นำโดย Paul Kagame ใช้วิธีกวาดต้อนเข่นฆ่าสังหารชาว Hutu หัวรุนแรง ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า ขณะเดียวกันก็ทำในสิ่งที่ไม่เคยปรากฎพบมาก่อนต่อชาว Rwanda คือให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งสตรีและเด็ก เรียกคะแนนความประทับใจได้ทั้งชาติ ซึ่งเมื่อเข้ายึดอำนาจขับไล่รัฐบาล Hutu สำเร็จแล้ว การเลือกตั้งครั้งถัดมา Kagame ก็ได้รับคะแนนเสียงชัยชนะล้นหลาม ไม่นานสามารถฟื้นฟูประเทศให้กลับสู่สภาวะปกติ และเหมือนว่ากำลังจะก้าวกระโดดกลายเป็น Oasis ในทวีปแอฟริกาไปเสียแล้วนะ

ในปี 2017, ประเทศ Rwanda ก้าวขึ้นมาแตะระดับของประเทศชนชั้นกลาง และกำลังจะก้าวพ้นความยากจนกลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาในเขตแอฟริกากลางแล้ว ถือเป็นประเทศที่สงบสุข มีความปลอดภัยสูง และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ประชุมสัมมนา และทำธุรกิจแห่งใหม่ในแอฟริกา

เกร็ดเล็กๆน้อย อาทิ
– เป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนทำธุรกิจง่ายที่สุดอันดับ 2 ของแอฟริกา และอันดับ 42 ของโลก (สะดวกกว่าไทยที่ 46)
– อินเทอร์เน็ตเร็วที่สุดในแอฟริกา ดาวน์โหลดเฉลี่ย 7Mbps
– อัตราอาชญากรรมต่ำมาก ดัชนีอาชญากรรมอยู่ที่ 16.18 ซึ่งต่ำกว่าไทย!! (อัตราดัชนีอาชญากรรมไทยอยู่ที่ 51.2)
– คนอ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นจาก 56% เป็น 71%
– อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 42 ปี เป็น 56 ปี
– อัตราการเข้าถึงน้ำสะอาดอยู่ในระดับ 100% ของประชากรทั้งหมด จากเดิมมีไม่ถึง 13%
– นักท่องเที่ยวปีละ 9 แสนคนสร้างรายได้ 303 ล้านเหรียญ
– สนามบิน Kigali มีเที่ยวบินนานาชาติมากกว่า 500 เที่ยว/สัปดาห์
– ระบบจัดการสหกรณ์ท่องเที่ยวท้องถิ่นดีที่สุดในแอฟริกา ไม่มีคนมาวิ่งไล่ขายของและขอทาน

reference: http://www.komkid.com/ประวัติศาสตร์สังคม/ล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา/
reference: https://prachatai.com/journal/2014/04/52623
reference: https://www.the101.world/life/rwanda/

Hotel Rwanda คือภาพยนตร์ที่มีพื้นหลังอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง การเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดาเมื่อปี 1994 เรื่องราวของ Paul Rusesabagina อดีตผู้จัดการ Hôtel des Mille Collines, Kigali ที่ได้ช่วยเหลือชาว Rwanda ทั้ง Hutu และ Tutsi จำนวน 1,268 คน ให้รอดชีวิตจากเหตุการณ์พันธุฆาต (Genocide) อพยพลี้ภัยกระจัดกระจายออกนอกประเทศ

Terry George (เกิดปี 1952) นักเขียน ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Irish เกิดที่ Belfast, Northern Ireland สมัยวัยรุ่นเป็นคนซ้ายจัดสุดโต่ง ชอบเข้าร่วมเดินขบวน พกอาวุธจนถูกจับติดคุก 6 ปี พอออกมาได้แต่งงานเลยสงบเสงี่ยมขึ้น มุ่งแสวงโชคยังอเมริกา กลายเป็นนักเขียนบทละคร บทภาพยนตร์ ผู้ช่วย Jim Sheridan เรื่อง In the Name of the Father (1993), The Boxer (1997) กำกับเรื่องแรก Some Mother’s Son (1996), โด่งดังสุดก็คือ Hotel Rwanda (2004)

ร่วมงานกับนักเขียน Keir Pearson ด้วยความสนใจนำเหตุการณ์เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดาเมื่อปี 1994 ดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งขณะกำลังมองหาแรงบันดาลใจของเรื่องราวนี้อยู่ ครั้งหนึ่ง George โทรศัพท์ไปยังสถานทูต Rwanda ณ Washington D.C. ผู้หญิงที่รับสายปลายทาง ปรากฎว่าคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น และเคยอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ Hôtel des Mille Collines จึงแนะนำให้ติดต่อ Paul Rusesabagina วีรบุรุษผู้ช่วยชีวิต ขณะนั้นปักหลักอาศัยอยู่ประเทศ Belgium

นำแสดงโดย Donald Frank Cheadle Jr. (เกิดปี 1964) นักดนตรี นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kansas City, Missouri ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านดนตรี เล่น Saxophone ร่วมกับวงดนตรี Jazz บางครั้งก็ร้อง Choirs จนมีโอกาสเป็นนักแสดงละครเพลง เข้าเรียนต่อ California Institute of the Arts จบสาขาการแสดง แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Moving Violations (1985) ตามด้วย Hamburger Hill (1987), ค่อยๆเริ่มมีชื่อเสียงจาก Devil in a Blue Dress (1995), Boogie Nights (1997), Traffic (2000), Ocean’s Eleven (2001), Crash (2004), เข้าชิง Oscar: Best Actor เรื่อง Hotel Rwanda (2004)

รับบท Paul Rusesabagina ผู้จัดการโรงแรม Hôtel des Mille Collines มีความรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง รู้จักวิถีของชาว Rwanda ที่สามารถใช้เส้นสาย เงินทอง ซื้อใจได้ทุกสิ่งอย่าง ตัวเขามักพบเห็นใส่สูทผูกไทด์มาดเนี๊ยบ ภาพลักษณ์ดูดีมีสไตล์ไว้ก่อน แม้เหตุการณ์จะมีความสั่นคลอน แต่จักสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้พักอาศัยได้

ด้วยความรักยิ่งต่อครอบครัว ต้องการทำทุกอย่างให้ศรีภรรยาและลูกๆมีชีวิตเอาตัวรอด แต่ในช่วงแรกๆไม่ค่อยอยากใคร่สนผู้อื่น เพื่อนข้างบ้านมากนัก แต่ไปๆมาๆเมื่อถึงจุดหนึ่งก็มิอาจทนเห็นความชั่วร้ายบัดซบที่บังเกิดขึ้นได้ ใครสามารถเข้ามาได้ก็ให้ความช่วยเหลือทุกคน

เกร็ด: มีหนึ่งในผู้รอดชีวิต Pasa Mwenenganucye ออกมาแฉความไม่บริสุทธิ์จริงของ Rusesabagina หาใช่พระเอกฮีโร่เหมือนที่เห็นในหนังแม้แต่น้อย เพราะใครก็ตามที่จะเข้าพักในโรงแรมแห่งนี้ ต้องจ่ายค่าห้อง/ค่าอาหารด้วยตนเอง ถ้าไม่มีเงินก็ราวกับพลเมืองชั้น 3 ไม่ได้รับความสนใจใคร่สำคัญอะไรนัก

การแสดงของ Cheadle น่าจะคือไฮไลท์ในอาชีพเลยนะ เป็นผู้จัดการที่มีสไตล์ วางมาดคำพูดจา การเคลื่อนไหวดูดีเท่ห์ไปหมด ขณะที่ด้านอ่อนไหวกับครอบครัว หรือภาพความโหดร้ายที่พบเห็น สะท้อนออกมาด้วยสีหน้าท่าทางหวาดกลัวคลุ้มคลั่ง สมจริงจับต้องได้ และที่สำคัญคือรูปลักษณ์ใบหน้า ก็ชัดเจนว่าคือ Hutu ไม่ผิดแน่

ไฮไลท์ของ Cheadle ผมชอบสุดขณะผูกไทด์ไม่สำเร็จ มันอาจดูจงใจไปเสียนิด แต่ความหงุดหงิดร้าวรานที่พรั่งพรูทะลักออกมาถัดจากนั้น สะท้อนความหวาดกลัวคลุ้มคลั่ง จนมิอาจควบคุมสติ ปกปิดความรู้สึกแท้จริงของตนเองออกมาได้ แต่ที่ยังต้องฝืนทนต้องสร้างภาพ(ใส่สูทให้ดูดีไว้) ก็เพื่อให้โรงแรมแห่งนี้ยังคงได้รับอภิสิทธิ์พิเศษ ปลอดภัยจากพวกหัวรุนแรง Hutu, แต่หลังจากนี้ เราจะไม่เห็นตัวละครสวมสูทอีกแล้วนะ

Sophie Okonedo (เกิดปี 1968) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London พ่อเป็นชาว Nigerian แม่มีเชื้อสาย Jews อพยพจาก Poland แม้ฐานะทางครอบครัวจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็แม่ก็ชอบหาหนังสือมาให้อ่าน โตขึ้นเข้าเรียนจบจาก Royal Academy of Dramatic Art มีผลงานซีรีย์โทรทัศน์, ละครเวที, โด่งดังเป็นที่รู้จักกับภาพยนตร์ Hotel Rwanda (2004), The Secret Life of Bees (2008), Skin (2008) ฯ

รับบท Tatiana Rusesabagina ภรรยา(คนที่สอง)ของ Paul เป็นชาว Tutsi ก่อนแต่งงานทำงานเป็นพยาบาล พวกเขามีลูกด้วยกันหนึ่งคนแต่เสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่กี่วัน เลยไม่คิดจะมีกันอีก สำหรับลูก 3 คนติดมาจากภรรยาคนแรก ที่หลังจากหย่าไม่น่าก็เสียชีวิตจากไป รักเอ็นดูเหมือนลูกแท้ๆ และหลังจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา พวกเขายังรับเลี้ยงดูหลานอีกสองคน ที่เป็นลูกของพี่ชาย Tatiana พบเจอยังค่ายผู้อพยพของ UN, คงเพราะเคยทำงานเป็นพยาบาล ทำให้เป็นคนจิตใจอ่อนไหว พอเห็นผู้อื่นตกทุกข์เลยอยากให้การช่วยเหลือพึ่งพิง ถือว่าเต็มเปี่ยมด้วยความมีมนุษยธรรมโดยแท้

การแสดงของ Okonedo สร้างความประทับใจให้ผมมากกว่า Cheadle เสียอีกนะ เพราะความรักเป็นห่วงใยต่อสามี ลูกๆ และเครือญาติ มันเอ่อล้นทะลักออกมาจนสัมผัสได้ และวินาทีที่ถูกขอให้ ถ้ามันเจียนตัวจริงๆกระโดดตึกฆ่าตัวตาย นั่นเป็นสิ่งไม่มีผู้หญิงคนไหนจะทนรับฟังและตบปากรับคำได้ ร้องไห้ดิ้นพร่าน รู้สึกรวดร้าวทรมานแทนเสียเหลือเกิน

เกร็ด: ทั้ง Cheadle และ Okonedo ต่างได้พบเจอตัวจริงของ Paul และ Tatiana (น่าจะตลอดการถ่ายทำเลยมั้งนะ เพราะต่างเป็นที่ปรึกษาของหนัง) พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่ไม่ใช่จะเลียนแบบให้เกิดความสมจริง

ถ่ายภาพโดย Robert Fraisse สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่น อาทิ The Lover (1992), Seven Years in Tibet (1997), The Notebook (2004), Hotel Rwanda (2004) ฯ

หนังถ่ายทำส่วนหนึ่งยังสถานที่จริง Kigali, Rwanda ว่าจ้างชาวรวันดาหลายพันให้มาเป็นตัวประกอบ แต่ฉากของโรงแรม Hôtel des Mille Collines เหมือนจะถ่ายทำที่ Johannesburg, South Africa

ส่วนใหญ่ของหนังใช้กล้อง Hand Held ทำให้ภาพมีสั่นๆ สะท้อนความสับสนวุ่นวายอลม่านต่อเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้น ซึ่งถ้าฉากไหนมีความกระแทกกระทั้นทางอารมณ์ค่อนข้างสูง กล้องก็จะสั่นมาก มีความโฉบเฉี่ยวฉวัดเฉวียน และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพื่อสะท้อนอารมณ์ปั่นป่วน หวาดสะพรึงกลัวของตัวละครออกมา

มีไดเรคชั่นฉากหนึ่ง Paul ได้รับคำแนะนำให้ขับรถกลับโรงแรมเรียบแม่น้ำ สังเกตว่ารุ่งอรุณเช้าวันนั้นหมอกลงจัดมาก มองอะไรแทบไม่เห็น (เพื่อปกปิดความน่าพิศวง และให้ผู้ชมเกิดจินตนาการไปก่อนเองว่า มันจะมีอะไรเกิดขึ้น) แล้วอยู่ดีๆรถก็กระโดดเด้งโหยง เผลอขับออกนอกเส้นทางหรือเปล่านี จอดเดินลงมาดู ก็ได้อ๊วกแตกอ๊วกแตนกันเลยทีเดีย

ว่าไปมีอีกฉากที่ใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศให้เป็นประโยชน์ ค่ำคืนแรกของหนัง เป็นภาพถ่ายจากด้านในโรงแรม เห็นฟ้าแลบแปล๊บอยู่ไกลๆ อาจต้องใช้การสังเกตหน่อย ซึ่งนัยยะของ Distant Thunder พายุฝนฟ้าคะนองที่ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่องๆ คือบางสิ่งอย่าง เหตุการณ์ชั่วร้ายอันตราย กำลังใกล้ปะทุบังเกิดขึ้น

ตัดต่อโดย Naomi Geraghty สัญชาติ Irish ผลงานเด่น อาทิ In America (2002), The Illusionist (2006), Reservation Road (2007) ฯ ใช้มุมมองของ Paul Rusesabagina และครอบครัว ในการดำเนินเล่าเรื่องทั้งหมด

เพลงประกอบโดย Afro Celt Sound System, Rupert Gregson-Williams และ Andrea Guerra, บทเพลงมีความหลากหลายในท่วงทำนองและสไตล์ แต่ทั้งหมดล้วนให้สัมผัสของทวีปแอฟริกา มีส่วนผสมของเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ภาษาพื้นเมือง และเนื้อร้องใจความสื่อสะท้อนถึงเหตุการณ์ในช่วงขณะนั้นๆ

บทเพลง Mam Ararira โดย Afro Celt Sound System และ Dorothee Munyaneza มีสัมผัสที่โหยหวนล่องลอย เจ็บปวดรวดร้าวใจ เนื้อร้องเล่าถึงการแยกจากของแม่และลูกสาว แต่พวกเขาก็สามารถหวนกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง สะท้อนถึงโอกาสและความหวัง ที่ตราบใดคงหลงเหลือไม่หมดสิ้น โชคชะตาก็อาจนำพาให้พบเจอ

บทเพลง Million Voices ขับร้องโดย Wyclef Jean ร่วมกับ African Children’s Choir ดังขึ้นในขณะที่คนผิวขาวทั้งหมดใน Rwanda กำลังเดินทางออกนอกประเทศ แล้วบาทหลวงพร้อมเด็กๆ รีบเดินฝ่าสายฝนเข้ามาด้วยความหวังที่พวกเขาคงได้รับการช่วยเหลือปลอดภัยแน่ แต่ที่ไหนได้

คำร้องคอรัสของเด็กๆ Ni ryari izuba, Rizagaruka, Hejuru yacu, Ni nd’ uzaricyeza ricyeza แปลว่า Who will show us the light? Who will return it to us? ซึ่งท่อนนี้จะได้ยินอีกครั้งช่วงท้ายของหนัง เมื่อ Paul ได้พบเจอหลานสองคนที่สูญหายไป (บทเพลงชื่อ Children Found)

บทเพลง Finale บรรเลงโดย Orchestra ล้วนๆไม่มีคำร้อง เสียงไวโอลินประสานเสียงให้สัมผัสของความหมดสิ้นหวัง ด้วยความที่หลงคิดไปว่าภรรยากับลูกๆคงตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตายตามสัญญาให้ไว้เป็นแน่ เกิดความวิตกจริต ใจหายวูบ รีบออกวิ่งพร่านตามค้นหาไปทั่ว ฉันต้องตายแน่ๆถ้าเห็นร่างอันไร้ลมหายใจของพวกเธอ … ก็ไปบีบบังคับคิดสั้นให้ทำสัญญานั้นเอง แต่ยังถือว่าโชคดีเข้าข้าง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศ Rwanda คงไม่มีคำอธิบายใดอื่นนอกจากเรียกว่า โศกนาฎกรรม การจะไปโทษว่ากล่าวหลายๆประเทศที่อยู่นิ่งเพิกเฉยทำทองไม่รู้ร้อน ก็สะท้อนกับการกระทำของพระเอกในช่วงแรกๆ จะให้ช่วยทุกคนในโลกคงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ ความเห็นแก่ตัวต้องเริ่มจากคนใกล้ชิดในครอบครัวของเราก่อน เมื่อปลอดภัยสบายใจแล้ว ถึงค่อยสามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันต่อผู้อื่น

นี่ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ แต่คือวิถีสัจธรรมของโลก เวลาขึ้นเครื่องบินทุกครั้งแอร์โฮสเตสสาวสุดสวยจะทำการสาธิตคำแนะนำ เน้นย้ำให้สวมหน้ากาก Oxygen กับตนเองก่อนทุกครั้ง ถึงค่อยช่วยเหลือคนข้างๆ เพราะถ้าคุณหายใจไม่ออกได้รับอากาศไม่ทัน คนที่ดูแลตนเองไม่ได้จะเอาตัวรอดได้อย่างไร

ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะสามารถสั่งสอนสัตว์โลก ก็ใช่ว่าขณะครึ่งๆกลางๆยังไม่บรรลุแล้วถึงเริ่มเผยแพร่ศาสนา พระองค์ทรงตรัสรู้เข้าใจทุกสิ่งอย่างในสากลจักรวาลแล้วต่างหาก ถึงค่อยเริ่มต้นการหมุนของพระธรรมจักร

ซึ่งช่วงระหว่าง 45 ปีที่ทรงเผยแพร่พุทธศาสนา ก็ใช่ว่าพระภิกษุ พุทธศานิกชนทุกคนที่ได้รับฟังคำสั่งสอน จะสามารถบรรลุหลุดพ้นไม่หวนกลับมาเกิดอีก น่าจะแค่เพียงหยิบเม็ดทรายหนึ่งกำมือเท่านั้นกระมังที่ถึงอรหัตผล บางคนช่วยเหลืออะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ กระทำเลวชั่วจนตกนรกขุมอเวจีลึกสุด แต่แค่นั้นก็ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณมากล้น บทเรียนแบบอย่างให้คนรุ่นถัดๆไปได้ยึดถือปฏิบัติเป็นแนวทางใช้ชีวิตต่อไป

ผมอาจจะเปรียบเทียบเว่อวังอลังการไปสักนิด แต่ก็สามารถสะท้อนแนวคิดได้ใกล้เคียงกันอยู่มาก การกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดรอดพ้นจากวิถีโชคชะตาชีวิตเดิมๆ บุคคลนั้นมีคำเรียกภาษาปากยุคสมัยนี้คือ ฮีโร่/วีรบุรุษ

เกร็ด: เรื่องราวของ Paul Rusesabagina บางครั้งก็มีคนเรียกว่า Oskar Schindler แห่งทวีป Africa

Hotel Rwanda คือเรื่องราวของฮีโร่/วีรบุรุษ จริงอยู่เข้าอาจไม่ใช่คนดีบริสุทธิ์แท้ มีการออกมาแฉว่า Paul Rusesabagina อาจเป็นพวกเห็นแก่เงินและผลประโยชน์ส่วนตน แต่ชีวิตคนมันมีค่ามากกว่าสิ่งนอกกายเหล่านั้นอย่างหาที่เปรียบมิได้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เมื่อกาลเวลาผ่านไป โลกจะไม่รู้ลืมคุณความดีที่ได้เคยสร้างสมกระทำไว้

ด้วยทุนสร้าง $17.5 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ทั่วโลก $33.9 ล้านเหรียญ หักทุนแล้ว กำไรส่วนต่างนำเข้า International Fund for Rwanda ของ UN Foundation เพื่อใช้เป็นทุนช่วยเหลือสำหรับผู้รอดชีวิต

“The goal of the film is not only to engage audiences in this story of genocide but also to inspire them to help redress the terrible devastation,”

เข้าชิง Oscar 3 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Actor (Don Cheadle)
– Best Supporting Actress (Sophie Okonedo)
– Best Writing, Original Screenplay

โดน SNUB สองสาขาคือ Best Picture และ Best Original Score เหตุผลคาดเดาไม่ยาก เพราะคงชาวอเมริกันอีกมากยินยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ละอายใจที่ประธานาธิบดีของตนสมัยนั้น (Bill Clinton) ทำท้องไม่รู้ร้อนต่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้

เห็นว่า Clinton ให้ข้ออ้างของการไม่สนใจ เข้าไปหักห้ามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ว่าไร้ซึ่งความรู้เข้าใจในสถานการณ์ และไม่คิดว่านั่นจะคือการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (มีฉากหนึ่งในหนังที่นำเสนอรายการข่าว ผู้สัมภาษณ์พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า Genocide เป็นคำว่า ‘Acts of Genocide’ คงเพราะถูกเบื้องบนสั่งมาอย่างแน่นอน)

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ประทับใจในไดเรคชั่นที่นำเสนอเหตุการณ์เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผ่านมุมมองของตัวละครที่ก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดในสไตล์ของตนเอง, การแสดงของ Don Cheadle กับ Sophie Okonedo ถือว่าเป็นวีรบุรุษเลยละ และเพลงประกอบมีความแปลกหูพิศดารดีแท้

แนะนำกับคอหนังประวัติศาสตร์ สนใจเหตุการณ์เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของประเทศ Rwanda, นักสังคมสงเคราะห์ ทำงานอาสาสมัคร Red Cross, UN ทำความเข้าใจวิถีของโลก, และแฟนๆนักแสดง Don Cheadle, Sophie Okonedo ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ ความรุนแรงของการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

TAGLINE | “Hotel Rwanda คือ Oasis ที่อยู่กึ่งกลางทวีปแอฟริกา ไม่ใช่แค่โรงแรมสี่ดาว แต่ยังคือจิตวิญญาณของวีรบุรุษ Don Cheadle”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of