Hausu (1977)

Hausu (1977)

House (1977) Japanese : Nobuhiko Obayashi ♥♥♥♥♡

(24/10/2024) เจ็ดวัยรุ่นสาวเดินทางไปท่องเที่ยววันหยุดฤดูร้อน ณ บ้านคุณยาย แต่พวกเธอกลับค่อยๆสูญหายอย่างลึกลับทีละคนสองคน มันช่างเป็นความสยองขวัญไร้เดียงสา คิกขุอาโนเนะ บ้านผีสิงที่จะทำให้คุณหลอนรัก!

a modern masterpiece of le cinéma du WTF?!

Chuck Stephens นักวิจารณ์จาก Criterion

the cheeriest, most infectious blood bath in cinematic history. To see “Hausu” is to love “Hausu.”

นักวิจารณ์จาก IndieWire

ออกฉายปีเดียวกับ Suspiria (1977) แต่มีความหลอกหลอน สไตล์ลิสต์ ติสต์แตกไม่แพ้กัน! ประมาณนาทีแรกอาจทำให้หลายคนฉงนสงสัย นี่ฉันดูหนังผิดเรื่องหรือไร? มันไม่ใช่แนว Horror หรอกหรือ? ทำไมวัยรุ่นสาวโลกสวยขนาดนี้ หลงครุ่นคิดว่าคงแค่อารัมบทไม่กี่นาที แต่ที่ไหนได้ OMG! WTF! มันทำแบบนี้ได้ด้วยฤา?

ハウス, Hausu, House (1977) เป็นภาพยนตร์ที่เติบโตภายในจิตใจ (grow on me) ของผมอย่างช้าๆ รับชมคราวก่อนแม้ค่อนข้างชื่นชอบ แต่รู้สึกว่าอะไรหลายๆอย่างมันคัลท์ ติสต์แตก เลอะเทอะเละเทะ ขาดความสมเหตุสมผล จนเมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน บทเพลงประกอบที่ยังไพเราะติดหู หัวใจมันเรียกร้องให้หวนกลับมาดู เผื่อจะค้นพบบางสิ่งอย่างที่ซุกซ่อนอยู่

แม้เหตุการณ์ทั้งหมดจะคือเรื่องไร้สาระของบุตรสาว (ของผกก. Obayashi) บางความตายอาจดูโง่เง่าเต่าตุ่น แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนเคลือบแฝงนัยยะเกี่ยวกับญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War) ราวกับระเบิดปรมาณูที่ทำลายล้างทุกสรรพสิ่งอย่าง!


Nobuhiko Obayashi, 大林 宣彦 (1938-2020) ผู้กำกับภาพยนตร์/โฆษณา สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่เมืองท่า Onomichi, Hiroshima บิดาเป็นหมอถูกเรียกตัวไปแนวหน้าช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, มารดาคือผู้เชี่ยวชาญด้านการชงชา (Tea Ceremony), ตั้งแต่เด็กหลงใหลการวาดรูป ตอนอายุ 6 ขวบใช้กล้อง 8mm ถ่ายทำอนิเมชั่นวาดมือ Popeye’s Treasure Island (1944), โตขึ้นบิดาพยายามขู่เข็นให้ร่ำเรียนแพทย์ แต่เจ้าตัวกลับสอบเข้าศิลปศาสตร์ Seijo University ใช้เวลาว่างถ่ายทำหนังสั้น ร่วมกับผองเพื่อน Takahiko Iimura, Yoichi Takabayashi, Donald Richie ก่อตั้งกลุ่ม Japan Film Andepandan สำหรับสรรค์สร้างหนังแนวทดลอง (Experimental) พร้อมคำประกาศกร้าว “a free cinema that opposed commercially orientated films” แต่ถึงอย่างนั้นช่วงทศวรรษ 70s เจ้าตัวกลับผันมาเป็นผู้กำกับโฆษณา (จำนวนกว่า 3,000 เรื่อง) พัฒนาสารพัดลูกเล่น ‘Trick Film’ เต็มไปด้วยเทคนิคภาพยนตร์แพรวพราว เคยร่วมงานนักแสดงระดับนานาชาติอย่าง Kirk Douglas, Charles Bronson, Catherine Deneuve เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อย!

หนึ่งในผลงานที่ต้องกล่าวถึงก็คือ Émotion (1966) หนังสั้นแนวทดลองที่แพรวพราวไปด้วยสารพัดลูกเล่น ‘Trick Film’ เรื่องราวของสองสาว Emi & Sari ต่างตกหลุมรักแวมไพร์ … จะเรียกว่าแม่แบบพิมพ์ของ House (1977) เลยก็ว่าได้!

LINK: https://www.youtube.com/watch?v=KzfQq5lXKJM

ช่วงทศวรรษ 70s อุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นมีความซบเซาเป็นอย่างมาก หนังออกฉายก็มีแต่แนวเดิมๆซ้ำๆ จนกระทั่งความสำเร็จอย่างล้นหลามของ Jaws (1975) ที่สร้างขึ้นโดยผู้กำกับสมัครเล่น (ตอนนั้น Steven Spielberg ยังไม่มีชื่อเสียงสักเท่าไหร่) ผู้บริหารสตูดิโอ Toho จึงครุ่นคิดวางแผนสรรค์สร้างภาพยนตร์ในลักษณะคล้ายๆกัน มองหานักเขียนบทหน้าใหม่ ส้มหล่นใส่ Nobuhiko Obayashi ได้รับคำแนะนำให้พัฒนาบทหนังที่ผิดแผกแตกต่าง มีความเฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใคร

Around that time in America, Steven Spielberg made Jaws (1975), and one or two people in Japan thought that a filmmaker considered an ‘amateur’ by Japan’s film industry should perhaps make a movie as well. So I was asked to write a script for a film that would be entertaining and a huge success like Jaws.

Nobuhiko Obayashi

คีย์เวิร์ดคือเรื่องราวที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใคร นั่นทำให้ผกก. Obayashi ลองไปพูดคุยกับบุตรสาวคนเล็ก Chigumi Obayashi ขณะนั้นเพิ่งอายุสิบขวบ รับฟังข้อเสนอแนะ จินตนาการใหม่ๆ

I always discuss important matters with children. Adults can only think about things they understand, so everything stays on that boring human level. At that level, a hit movie about shark attacks leads to one about bear attacks. That’s the best they can do. But children come up with things that can’t be explained. They like the strange and mysterious.

สารพัดเหตุการณ์ต่างๆที่บังเกิดขึ้นในหนัง ล้วนนำจากจินตนาการ ความหวาดกลัวของเด็กหญิง อาทิ นั่งอยู่หน้ากระจกกลัวภาพสะท้อนขยับเคลื่อนไหว, เรียนเปียโนถูกครูตีนิ้ว, ไปเที่ยวบ้านยายแช่แตงโมไว้ในบ่อน้ำ ฯลฯ ซึ่งพอรวบรวมได้หลากหลายเรื่องราว ผกก. Obayashi ก็นำมาคัดเลือกสรรค์ ใช้ปริมาณเด็กหญิง 7 คน แบบเดียวกับ Seven Samurai (1954)

บทหนังพัฒนาโดย Chiho Katsura, 桂千穂 (1929-2020) ที่พอรับฟังแนวคิดของผกก. Obayashi ครุ่นคิดถึงเรื่องสั้น The Riddle รวบรวมอยู่ใน Collected Stories for Children (1947) แต่งโดยนักเขียนชาวอังกฤษ Walter de la Mare (1873-1956) เกี่ยวกับเด็กน้อยเจ็ดคนเดินทางมาพักอาศัยอยู่กับคุณยาย ก่อนค่อยๆสูญหายตัวไปทีละคนสองคนในหีบไม้โอ๊ค

LINK: เผื่อใครอยากอ่านเรื่องสั้น The Riddle เป็นภาษาอังกฤษ [Click Here]

บทหนังได้รับไฟเขียวจากสตูดิโอแทบจะโดยทันที แต่ไม่มีผู้กำกับคนไหนในสังกัด Toho แสดงความสนใจ เพราะความแปลกพิศดารของเรื่องราว กลัวจะส่งผลกระทบ จบอาชีพการงาน! ซึ่งผกก. Obayashi ก็พยายามเสนอตัวเอง ได้รับคำตอบว่าเขาไม่ใช่ผู้กำกับในสังกัด เลยไม่ได้รับความไว้วางใจ –“

ด้วยเหตุนี้ผกก. Obayashi จึงพยายามทำการล็อบบี้ สรรหาทุกวิถีทาง ออกแบบโปสเตอร์ล่วงหน้า ขอความช่วยเหลือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆให้ช่วยโปรโมทหนัง เขียนหนังสือการ์ตูน ถ่ายแบบโมเดลนักแสดงเจ็ดคน รวมถึงติดต่อวงดนตรี Godiego ทำอัลบัมเพลงประกอบ … สองปีถัดมาสตูดิโอ Toho จึงหมดหนทางขัดขืน (ว่ากันว่าเพราะความสำเร็จของฉบับดัดแปลง Radio Drama) จึงยินยอมให้โอกาสผกก. Obayashi สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้!


วัยรุ่นสาวสวย เจ้าของฉายา Gorgeous วางแผนจะไปท่องเที่ยววันหยุดฤดูร้อนกับบิดาสองต่อสอง แต่ทว่าเขากลับนำพา Ryoko แฟนสาว/ภรรยาคนใหม่มาแนะนำตัว เกิดความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง เลยเปลี่ยนแผนมาชักชวนเพื่อนสาวอีกหกคน (รวมเป็นเจ็ด) เดินทางไปพักอาศัยอยู่กับคุณยายที่ชนบท

เมื่อเดินทางมาถึงบ้านของคุณยาย (รับบทโดย Yōko Minamida) ช่วงแรกๆก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานหรรษา แต่โดยไม่รู้ตัวผองเพื่อนสาวกลับค่อยๆสูญหายตัวไปทีละคนสองคน ก่อนค้นพบว่าสถานที่แห่งนี้คือบ้านผีสิง พวกเธอจึงพยายามหาหนทางหลบหนี ต่อสู้กับปีศาจร้าย สุดท้ายจะสามารถเอาชนะได้หรือไม่?


ในส่วนของนักแสดงนำทั้งเจ็ด พวกเธอไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมาก่อน ทั้งหมดล้วนคือนางแบบหน้าใส ต่างเคยร่วมงานถ่ายแบบ/โฆษณาของผกก. Obayashi (ใช้เวลาระหว่างล็อบบี้สตูดิโอในการคัดเลือกนักแสดงนำ)

  • オシャレ อ่านว่า Oshare, ใช้ชื่ออังกฤษ Gorgeous (รับบทโดย Kimiko Ikegami)
    • ลูกคุณหนู ชอบแต่งหน้า แต่งตัวสวยๆ เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาแฟนใหม่บิดา จึงชักชวนเพื่อนๆมาท่องเที่ยววันหยุดฤดูร้อนยังบ้านคุณยาย ก่อนถูกวิญญาณร้าย(ของคุณยาย)เข้าสิงสถิต
  • ファンタ อ่านว่า Fanta, ใช้ชื่ออังกฤษ Fantasy (รับบทโดย Kumiko Oba)
    • เป็นคนเพ้อฝันกลางวัน ชอบจินตนาการโน่นนี่นั่น เลยมักพบเห็นภาพหลอน สิ่งเหนือธรรมชาติ เลยถูกเพื่อนๆล้อเลียนเป็นประจำ ท้ายที่สุดนอนหลับฝันในอ้อมอกของ Gorgeous (ที่ถูกวิญญาณคุณยายเข้าสิง)
  • ガリ อ่านว่า Gari, ใช้ชื่ออังกฤษ Prof หรือ Professor (รับบทโดย Ai Matsubara)
    • สาวแว่นผู้มีความเฉลียวฉลาด ยึดถือหลักการวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ ต้องการหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่หลังจากพบศพ Melody พยายามแปะติดปะต่อสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน สุดท้ายทำแว่นตกน้ำ มองอะไรไม่เห็น แหวกว่ายอยู่ในเลือดกรด ละลายหายวับไม่เหลือโครงกระดูก
  • クンフー อ่านว่า Kunfū, ใช้ชื่ออังกฤษ Kung Fu (รับบทโดย Miki Jinbo)
    • จอมยุทธ์สาว เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ มีความว่องไว เข้มแข็งแกร่งทั้งร่างกาย-จิตใจ คอยปกป้องภยันตรายให้กับผองเพื่อน แม้สุดท้ายมิอาจเอาชนะเล่ห์กลปีศาจแมว ถูกโคมไฟช็อต ร่างกายแยกชิ้นส่วน แต่ยังสามารถใช้เท้าโจมตีภาพวาด (น่าจะ)กำจัดปีศาจแมวได้สำเร็จ
  • メロディー อ่านว่า Merodī, ใช้ชื่ออังกฤษ Melody (รับบทโดย Eriko Tanaka)
    • นักดนตรีสาว พบเห็นพกพาไวโอลิน แต่พอมาถึงบ้านคุณยายเอาแต่เล่นเปียโนไม่หยุดหย่อน จนถูกกลืนกิน แขนขาด นิ้วขาด ก็ยังคงพบเห็นบรรเลงเปียโนไม่หยุดหย่อน
  • スウィート อ่านว่า Suu~īto, ใช้ชื่ออังกฤษ Sweet (รับบทโดย Masayo Miyako)
    • ดูเป็นคนเรียบร้อย พูดน้อย สวมใส่ชุดแม่บ้าน ระหว่างกำลังทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถู โดนที่นอนหล่นทับกลายเป็นตุ๊กตา ก่อนพบเห็นติดอยู่ด้านหลังนาฬิกาโบราณ ถูกกลไก(นาฬิกา)ทำให้เลือดสาดกระเซ็น
  • マック อ่านว่า Makku, ใช้ชื่ออังกฤษ Mac (รับบทโดย Mieko Sato) น่าจะมาจาก McDonald
    • สาวอวบชื่นชอบการกิน รับผิดชอบแตงโมลูกใหญ่ เนื่องจากบ้านชนบทไม่มีไฟฟ้าใช้ เลยต้องนำไปแช่ในบ่อขุด แต่ระหว่างมื้อเย็นเธอกลับหายตัวไป พบเจออีกทีเหลือเพียงศีรษะแทนลูกแตงโม

ด้วยความที่สาวๆไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่เคยร่ำเรียนการแสดง ผลลัพท์จึงออกมาค่อนข้างย่ำแย่! ผกก. Obayashi เลยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการกำกับ เริ่มจากเปิดเพลงระหว่างถ่ายทำ (สร้างความมีชีวิตชีวาในกองถ่าย) แล้วค่อยพากย์เสียงทับภายหลัง ลดเวลาทำงาน เข้าไปพูดคุยเล่นแทนการออกคำสั่งโน่นนี่นั่น … ผลลัพท์อาจไม่ได้ทำให้การแสดงของพวกเธอดูดีขึ้นนัก แต่ก็เพียงพอเข้ากับบรรยากาศเหนือจริงของหนัง

อีกบุคคลหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือคุณยายยังสาว รับบทโดย Yōko Minamida, 南田 洋子 (1933-2009) ก่อนหน้านี้มีผลงานภาพยนตร์อย่าง The Crucified Lovers (1954), Princess Yang Kwei-Fei (1955), Pigs and Battleships (1961), และยังเคยร่วมงานผกก. Obayashi แสดงโฆษณา Calpis ถือว่าเป็นบุคคลมีชื่อเสียงพอสมควร อายุอานามขณะนั้นเพียงสี่สิบกว่าๆ ยังมีความเฟี้ยวฟ้าว เล่นหูเล่นตา หยอกล้อกับสาวๆทั้งเจ็ด ก่อนเปิดเผยว่าหลังเสียชีวิตกลายเป็นวิญญาณร้าย เฝ้ารอคอยคนรักที่ไม่เคยหวนกลับมา (จากสงครามโลกครั้งที่สอง) กินเลือดกินเนื้อหญิงสาวแรกรุ่นเพื่อประทังชีวิต และเฝ้ารอคอยหลานสาว Gorgeous จักได้เข้าไปสิงสถิตย์ ฟื้นคืนชีพขึ้นใหม่

เกร็ด: ณ ร้านรองเท้า (Shoemaker) พบเห็นการ Cameo ของ Kazuo Satsuya ผู้ช่วยผู้กำกับ (Assistant Director) และออกแบบงานสร้าง (Production Design), เด็กหญิง Chigumi Obayashi บุตรสาวผกก. Obayashi (ผู้เป็นแรงบันดาลใจของหนัง) และพ่อค้าขายแตงโม Asei Kobayashi ผู้ประพันธ์ท่วงทำนอง Main Theme ของหนัง

ถ่ายภาพโดย Yoshitaka Sakamoto, 阪本善尚 (เกิดปี ค.ศ. 1942) สัญชาติญี่ปุ่น สำเร็จการศึกษาด้านการถ่ายภาพ Nihon University จากนั้นเข้าร่วม Iwanami Film Production ทำงานผู้ควบคุมกล้องรายการโทรทัศน์ ผู้ช่วยถ่ายภาพหนังสั้น รับรู้จักผกก. Nobuhiko Obayashi จากร่วมงานถ่ายทำโฆษณา กลายเป็นขาประจำภาพยนตร์ตั้งแต่ House (1977), I Are You, You Am Me (1982), The Girl Who Leapt Through Time (1983), Lonely Heart (1985), His Motorbike, Her Island (1986), The Discarnates (1988) ฯ

มันอาจเป็นตัวเลขที่ดูเว่อวังอลังการ แต่ประสบการณ์ถ่ายทำโฆษณาโทรทัศน์นับพันๆชิ้น คือสิ่งช่วยหล่อหลอมสไตล์ของผกก. Obayashi แม้ว่า House (1977) คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก ก็ไม่มีปัญหาด้านการปรับตัวใดๆ ใช้บริการทีมงานขาประจำที่แทบจะมองตารู้ใจ

งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยลูกเล่น เต็มไปด้วยสารพัด ‘Trick Film’ (ทุกสิ่งอย่างพบเห็นในหนัง น่าจะเคยผ่านการทดลองโฆษณามาหมดแล้ว) แต่ทว่าผกก. Obayashi ไม่เคยพึ่งพา Storyboard เพราะสามารถพูดคุยสื่อสารกับทีมงาน แม้บางเอ็ฟเฟ็กอาจออกมาไม่ตรงตามวิสัยทัศน์ ก็เหมารวมเป็นความสไตล์ลิสต์

ด้วยความที่ผู้บริหารสตูดิโอ Toho เชื่อมั่นในบทหนังของผกก. Obayashi แม้ไม่ใช่ผู้กำกับในสังกัด ก็อนุญาตให้อุปกรณ์ เครื่องมือทุกสิ่งอย่าง รวมถึงโรงถ่ายขนาดใหญ่ที่สุด ใช้เวลาถ่ายทำแค่ประมาณสองเดือนนิดๆ … ถือว่าค่อนข้างเร็วสำหรับหนังที่เต็มไปด้วย Special Effect แพรวพราวขนาดนี้!


ซีนแรกของหนังเหมือนต้องการสร้างความตระหนัก ให้ผู้ชมรู้จักแยกแยะระหว่างโลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน Fantasy ถ่ายภาพ Gorgeous ท่ามกลางเชิงเทียน หลอดทดลองวิทยาศาสตร์ในห้องมืดมิด เมื่อถ่ายเสร็จเดินไปเปิดผ้าม่านให้แสงสว่างสาดส่องเข้ามา และเด็กหญิงก้าวออกจากกรอบเฟรมภาพสู่โลกความจริง … หรือจะมองในทิศทางกลับกันก็ได้กระมัง

ใครเคยรับชมหนังสั้นแนวทดลอง Émotion (1966) ที่ผมเกริ่นไปแล้วว่าคือต้นแบบของ House (1977) ก็น่าจะมักคุ้นกับการกระโดดโลดเต้นของสองสาว ถ่ายทำจากทุกทิศทาง แสดงความสัมพันธ์สนิทสนม ชิดเชื้อ เป็นเพื่อนรัก (กลิ่นอายเลสเบี้ยนอยู่เล็กๆ)

ตะวันเคลื่อนคล้อยใกล้ตกดิน (ด้านหลังคือภาพวาดอุกาฟ้าเหลือง-แดง สำแดงหายนะกำลังจะบังเกิดขึ้น) Gorgeous กลับมาถึงบ้านพบเจอบิดารอคอยอยู่นอกระเบียง แต่สังเกตว่าเกือบทั้งซีเควนซ์ถ่ายผ่านประตูกระจกที่มีลวดลายกรอบห้อมล้อม เพื่อสื่อถึงการกำลังจะถูกบีบบังคับ ควบคุมครอบงำ ทำในสิ่งที่เด็กสาวไม่สมยินยอม … ตอนบุตรสาวสอบถามบิดาว่าเราจะยังไปเที่ยวกันอยู่ไหม เขากลับตีกอล์ฟ ตอบแบบไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่

หรือก็คือการมาถึงของแฟนใหม่/ภรรยาใหม่/แม่คนใหม่ Ryoko Ema สังเกตว่าภาพแรกของเธอจะไม่ถูกห้อมล้อมกรอบใดๆ เพียงรอยยิ้ม ล่องลอยมากับสายลม ท่ามกลางท้องฟ้าด้านหลังสีแดงฉาน

Ryoko พยายามเอาผ้าพันคอมอบให้กับ Gorgeous แต่เธอกลับรับไม่ได้ เกิดความไม่พึงพอใจ แสดงอารมณ์เหวี่ยง เขวี้ยงผ้าพันคอทิ้งไป นี่เป็นช็อตที่ใช้ Freeze Frame ผสมกับ Split Screen และฉายแบบ Slow-Motion ยุคสมัยนั้นแค่คิดจะทำเยอะขนาดนี้ก็เหนื่อยแล้ว

Gorgeous วิ่งหนีแม่ใหม่เข้าห้องนอนของตนเอง มีการประดับฝาผนังด้วยลวดลายดอกกุหลาบสีชมพู สำแดงความเป็นลูกคุณหนู โลกสวยสดใส เพียงหมุนตัวก็สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าสวมใส่ จากชุดนักเรียนกลายเป็นชุดลำลองทั่วไป … คนช่างสังเกตจะพบเห็นการเปลี่ยนภาพขณะกำลังหมุนตัว เลือกจังหวะได้พอดิบดี!

ระหว่างร้อยเรียงอัลบัมภาพถ่ายเก่าๆ ตอนแรกผมนึกว่าคือรูปของ Gorgeous กับบิดา ก่อนตระหนักว่ามารดาเสียชีวิตไปแล้วหลายปี น่าจะตั้งแต่ตอนบุตรสาวยังเป็นเด็กหรือเปล่า? ดังนั้นภาพถ่ายเหล่านี้ย่อมต้องคือมารดา(ที่หน้าเหมือนเปี๊ยบกับ Gorgeous)

พอเกิดความตระหนักดังกล่าว ทำให้ผมเข้าใจเหตุผลแท้จริงที่บิดาต้องการแต่งงานใหม่ หาเมียใหม่ขึ้นโดยพลัน! นั่นเพราะบุตรสาว Gorgeous (ที่หน้าตาเหมือนเปี๊ยบกับภรรยา) กำลังอยู่ในวัยเติบโต พฤติกรรมระริกระรี้ มันยากยิ่งนักที่จะควบคุมตนเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน พยายามตีตนออกห่าง

ประติมากรรม Venus de Milo มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เทพีแห่งความงาม แม้แขนขาด เรือนร่างไม่สมบูรณ์แบบ แต่ยังได้รับการยกย่องถึงความสมบูรณ์แบบ (สมบูรณ์แบบในความไม่สมบูรณ์แบบ) แต่ในบริบทของหนังผมมองว่าเป็นการบอกใบ้หายนะที่กำลังจะบังเกิดขึ้นกับบรรดาเด็กสาว บางคนถูกตัดแขน ตัดขา แต่ก็ยังสวยอยู่ –“

หกสาวมาโรงเรียนแต่เช้าตรู่ นั่งเรียงแถวไล่จากซ้ายไปขวา Sweet, Kang-Fu (ลุกขึ้นมาปัดลูกบอล), Melody (ถือกีตาร์), Fantasy (เป่าฟองสบู่) , Prof (ใส่แว่นอ่านหนังสือ) และ Mac (กินโดนัท)

ผกก. Obayashi ใช้ประโยชน์จากการ ‘Cross-Cutting’ ได้อย่างน่าสนใจ

  • Gorgeous กำลังเขียนจดหมายถึงคุณยาย ชั่วครู่หนึ่งมีการซ้อนรูปถ่ายมารดา แม่=ลูก สืบสายเลือดและจิตวิญญาณ
  • ระหว่างเฝ้ารอคอยจดหมายตอบกลับจากคุณย่า ตำแหน่งตู้รับจดหมาย ตรงกับแสงอาทิตย์ของช็อตก่อนหน้า เพื่อสื่อถึงประกายความหวังของ Gorgeous ที่จะเดินทางกลับบ้านเกิด

การปรากฎตัวของเจ้าแมวสีขาว Blanche ช่างมีความลึกลับ พิศวง เต็มไปด้วยลับเลศลมคมใน ใครที่ดูหนังจนจบแล้วย่อมรับรู้ว่ามันคือ 化け猫, Bakeneko, ปีศาจแมว

  • ปรากฎตัวครั้งแรกระหว่าง Gorgeous กำลังเขียนจดหมายถึงคุณยาย มาพร้อมกับสายลมผลักรูปถ่ายมารดาล้มลง
    • ถ้ามองความต่อเนื่องจาก Gorgeous กำลังเขียนจดหมาย → รูปถ่ายมารดา → เจ้าเหมียวกระโดดเข้ามา นี่ก็แอบบอกใบ้ว่าปีศาจแมวต้องการเข้าควบคุมครอบงำ สิงสถิตร่างเด็กหญิง
  • ครั้งสองปรากฎตัวบนตู้รับจดหมาย พร้อมจดหมายตอบกลับของคุณยาย เหมือนจะสื่อว่าเจ้าเหมียวนำจดหมายมาส่งด้วยตัวเอง

คุณเห็นหนังสือหน้าปก Frankenstein นั่นไหม? ชื่อเต็มๆคือ A Pictorial History of Horror Movies (1973) รวบรวมโดย Denis Gifford ไล่เรียงหนังแนว Horror ตั้งแต่ 1890s – 1970s เผื่อใครสนใจผมแนบลิ้งค์จากเว็บ Archive.org ดาวน์โหลดได้ไม่ติดลิขสิทธิ์

นี่ไม่ใช่แค่การอ้างอิงหนัง Horror เท่านั้นนะครับ แต่สามารถสื่อถึงท่ามกลางโลกสายรุ้งของสาวๆ ล้วนซุกซ่อนหายนะ เรื่องหลอกหลอน เหตุการณ์เลวร้าว สั่นสยองขวัญ

ระหว่างการเดินทาง Gorgeous เล่าประวัติของคุณยายให้เพื่อนๆได้รับฟัง ซึ่งหนังนำเสนอในรูปแบบหนังเงียบ เริ่มจากฟีล์มค่อยๆเคลื่อนหมุน ภาพสีซีเปียเปลี่ยนเป็นขาว-ดำ ปรากฎข้อความขึ้นคั่น (Title Card) ระบายสีแดงซีดๆให้หมายเกณฑ์ทหาร (ช่วงท้ายยังมีรอยเลือดจากดอกกุหลาบแดง) และวินาทีจุมพิตครั้งสุดท้าย ยังใช้ลูกเล่นฟีล์มไหม้ เพื่อสื่อถึงการร่ำลาจากชั่วนิรันดร์ (ดูเหมือนระเบิดปรมาณูอยู่เล็กๆ)

เกร็ด: ทั้งแนวคิดและเทคนิคการทำฟีล์มไหม้ คงได้รับอิทธิพลไม่น้อยจาก Persona (1966)

คู่หมั้นของคุณยายมีเหตุให้ต้องจบชีวิตลงในสงคราม แต่เธอตัดสินใจครองตัวเป็นโสด ยึดถือคำมั่นสัญญา เฝ้ารอคอยคนรักชั่วนิรันดร์ นั่นทำให้หลายปีถัดมาเมื่อน้องสาวออกเรือน (ตลอดทั้งซีนใช้โทนภาพสีชมพู) วินาทีถ่ายภาพแต่งงาน แสงแฟลชตัดไปเมฆรูปเห็ด หายนะจากระเบิดปรมาณู สามารถสะท้อนความรู้สึกพี่สาว/คุณยายได้เป็นอย่างดี

นี่เป็นการใช้ภาพระเบิดปรมาณู รำพันความรู้สึกหายนะ “Expressionism” มอดไหม้ทรวงใน สิ้นหวังทางจิตใจ แต่บางคนอาจมองว่าแทนอารมณ์เกรี้ยวกราด สำแดงความอิจฉาริษยาน้องสาว ก็ได้กระมัง

บ้านของคุณยายตั้งอยู่ยัง 里山村, Satoyama Village ถ้าอธิบายความหมายแยกทีละคำ 里, Sato แปลว่า Village, Hometown, ส่วนคำว่า 山, Yama แปลว่าขุนเขา, แต่ถ้านำมารวมกัน 里山, Satoyama จะเป็นคำเรียกบริเวณระหว่างพื้นที่ราบกับตีนเขา (Foothills) สถานที่เหมาะสำหรับเพาะปลูก ทำการเกษตร ไม่ก็ปลูกต้นไม้ยืนต้น

การมีรูปเจ้าเหมียว Blanche ติดอยู่ข้างรถโดยสาร ชวนให้ผมนึกถึง ねこバス, Nekobus จาก My Neighbor Totoro (1988) อาจสื่อถึงเจ้าแมวแปลงร่างเป็นรถบัส นำพาเด็กๆทั้งหลายเดินทางมาถึงสถานที่เป้าหมาย

ตอนลงจากรถโดยสาร สังเกตว่าจะมีภาพวาดโปรโมทสถานที่อยู่ฟากฝั่งตรงข้ามถนน แต่ขณะเดียวกันท้องฟ้าขุนเขาเบื้องหลังก็เกิดจากภาพวาดเช่นเดียวกัน (อาจจะใช้ Bluescreen เข้าช่วย) ผมเลยไม่ค่อยแน่ว่าต้องสื่อถึง ‘ฝันซ้อนฝัน’ สถานที่ที่คาบเกี่ยวระหว่างโลกความจริง & ดินแดนแห่งความฝัน

และวินาทีที่เด็กๆเดินข้ามสะพานเชือก สามารถใช้เป็นสัญลักษณ์ก้าวผ่านเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝัน (แต่เฉพาะกับ Gorgeous ถือเป็นการหวนกลับหารากเหง้า/บ้านเกิดมารดา) จากนั้นมีการฉายภาพแนะนำตัวละคร พร้อมเรียกขานชื่อพวกเธอทั้งเจ็ด จุดสิ้นสุดอารัมบท ต่อจากนี้จักเข้าสู่เนื้อเรื่องราวหลัก

มันอาจไม่ได้เหมือนเป๊ะๆ แต่บ้านคุณยายมีลักษณะละม้ายคล้ายบ้านของ Norman Bates ภาพยนตร์ Psycho (1960) ดูเป็นบ้านสองชั้นธรรมดาๆทั่วไป แค่ว่าถูกปล่อยทิ้งร้าง ก็สามารถเหมารวมเรียกบ้านผีสิงได้แล้วกระมัง??

เมื่อประตูบ้านเปิดออก (โดยเจ้าเหมียว Blanche) การลำดับภาพช่างมีความพิศวงยิ่งนัก! Gorgeous ทักทายคุณยาย แต่ภาพแรกตัดไปคือเจ้าเหมียวเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนตามด้วยคุณยายหน้าใส (แสงสีเขียวสาดส่องจากด้านหลัง สร้างสัมผัสอันตราย สีแห่งความชั่วร้าย) และพอตัดกลับมาหาเด็กๆตอบคำทักทาย ถ่ายด้วยเลนส์ตาปลา (Fisheye) ราวกับว่าคือมุมมองของบ้านหลังนี้ กำลังจะได้กลืนกินเหยื่ออันโอชา

ใครดูหนังผีมาเยอะคงสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เหตุใดเจ้าเหมียวถึงสำแดงอิทธิฤทธิ์ ไม่ยินยอมให้ Fantasy ถ่ายภาพติดคุณยาย … นั่นเพราะพออาจถ่ายไม่ติดคุณยายที่เป็นวิญญาณร้าย ตายไปนานแล้ว

แซว: สังเกตไหมว่า Mac สูญหายตัวไปโดยที่ไม่ใครรับรู้สนใจ? ตั้งแต่ตอนไหน? แต่ขณะนี้เธอหวนกลับไปซื้อแตงโมลูกใหญ่ๆ

เมื่อตอนที่ Mac (และ Gorgeous) นำแตงโมมาแช่เย็นในบ่อน้ำ (ตามวิถีคนโบราณ) มุมกล้องจะหันเข้าหากำแพงหน้าบ้าน (บ่อน้ำอยู่ฝั่งซ้าย), ทิศทางตรงกันข้ามกับตอน Fantasy ออกมาติดตามหา Mac (บ่อน้ำอยู่ฝั่งขวา) ถ่ายติดท้องฟ้ายามเย็น ก้อนเมฆสีแดงฉาน … การสลับสับเปลี่ยนทิศทางมุมกล้อง สื่อถึงความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้นในทิศทางกลับตารปัตรตรงกันข้าม

Fantasy ทำการชักดึงรอก (ด้วยเทคนิค Vertigo Effect) นำเอาแตงโมขึ้นจากบ่อน้ำ แต่สิ่งพบเห็นกลับคือศีรษะของ Mac แถมมันยังกระโดดมากัดบั้นท้าย ส่งเสียงกรี๊ดลั่นบ้าน แต่เมื่อผองเพื่อนออกมาช่วยกัน กลับไม่พบเห็นความผิดปกติอันใด หรือทั้งหมดก็แค่หลอนไป?

ผกก. Obayashi น่าจะมีความโปรดปราน Akira Kurosawa อย่างมากๆ นอกจากเลือกเด็กสาว 7 คนตามแบบ Seven Samurai (1954) ภาพช็อตนี้ที่ Kung-Fu ชักรอกแตงโมขึ้นจากบ่อ เพื่อนสาวคนอื่นๆต่างแอบเกาะด้านหลัง ไล่เรียงลำดับ Melody, Sweet และ Prof ท่าทางเลียนแบบกิ้งกือซามูไร Sanjuro (1962)

Sweet เด็กหญิงผู้มีจิตใจหวานฉ่ำ ชื่นชอบงานบ้าน ทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถู ดูราวกับแม่ศรีเรือน แต่หายนะเริ่มจากเจ้าเหมียว Blanche จู่ๆปรากฎแสงสว่างบนกำแพง ได้ยินเสียงแมวร้องเรียก จากนั้นมันวิ่งตรงเข้าหา พาเข้าไปยังห้องเก็บของ

ส่วนซีเควนซ์ที่ Sweet โดนเครื่องนอนโจมตี มันช่างมีความสับสนวุ่นวาย จริงๆแล้วพบเห็นแค่ไม่กี่ช็อต แต่ทำการฉายซ้ำแบบสลับเปลี่ยนมุมมองอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะตอนเธอถูกที่นอนหล่นทับ ถ่ายจากข้างใต้ เริงระบำพื้นกระจก

ซีนที่ผมโปรดปรานที่สุดในหนัง ตั้งชื่อให้ว่า “สแครชแมว” คือการฉายภาพไปๆกลับๆ (Forward & Reverse Motion) เพื่อให้สอดคล้องบทเพลงที่ก็มีการสแครช (Scratching) พรรณาความสุขของคุณยายที่ได้รับประทานแตงโม Mac จนอิ่มหนำ

หลังอาบน้ำแต่งตัว คุณหนู Gorgeous เดินขึ้นบันได เข้าห้องคุณยายที่อยู่ชั้นบน หวีผม ทาลิปสติก จากนั้นพบเห็นภาพสะท้อนในกระจก ใบหน้ากลับกลายเป็นใครก็ไม่รู้ แยกเขี้ยวเหมือนแวมไพร์ ตามด้วย(ตัวตน)รอยแตกร้าว ร่างกายมอดไหม้ … แต่น่าจะสื่อถึงจิตวิญญาณมอดไหม้ เพื่อถูกวิญญาณร้าย(ของคุณยาย)เข้าสิงสถิต ยึดครองร่างหลานสาว

ผมเชื่อว่าหลายคนไม่ทันสังเกตอย่างแน่นอน ระหว่างที่ Melody กำลังเล่นเปียโน เจ้าโครงกระดูกที่อยู่ด้านหลังมีการขยับโยกตามไปด้วย! เป็นการสร้างความหลอกหลอนแบบ ‘Low Profile’ สุดๆเลย

สารพัดเหตุการณ์หลอกหลอน ชวนให้ขนลุกพอง แต่มีแต่ Fantasy ที่ประสบพบเห็น เลยถูกใครต่อใคร(โดยเฉพาะ Prof ผู้ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ)ตำหนิต่อว่าแค่ “แฟนตาซี” เพ้อฝัน เช่นนั้นก็เฝ้ารอคอยเจ้าชายขี่ม้าขาว Mr. Togo อีกไม่นานก็คงมาถึง … แต่อีกฝ่ายกำลังหลงทางอยู่สักแห่งหนไหน

การนำเสนอเจ้าชายขี่ม้าขาว ทำออกมาเหมือนเทพนิยายตะวันตก ตัวอักษร The End สไตล์ยุโรป สีสันสว่างสดใส แต่ขณะเดียวกันใช้วิธีการกระพริบภาพ ตัดสลับโลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน ไม่นานนักก็ถูกปลุกตื่นขึ้นมา

เมื่อตอนสี่สาวขึ้นไปหา Gorgeous เพื่อขอคำปรึกษา หาคนช่วยเหลือ ตลอดทั้งซีเควนซ์มีการลดเฟรมเรต (น่าจะประมาณ 5-10 frames per second) ทำให้ภาพกระโดดๆ ขาดความลื่นไหล ซึ่งอาจสื่อถึง Gorgeous ที่ขณะนี้ถูกวิญญาณร้าย(คุณยาย)เข้าสิงสถิต กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่ ภาพถ่ายเลยออกมากระตุกๆแบบนี้

เกร็ด: เทคนิคนี้มีความละม้ายคล้าย Step Printing หรือ Slow Shutter แต่จะแตกต่างจากหนังของ Wong Kar-Wai ที่มีความเบลอๆ หน่วงๆ เหมือน ‘Time Lapse’ ติดตามมาด้วย

ในตอนแรกสาวๆตั้งใจจะโทรศัพท์ติดต่อโลกภายนอก ก่อนค้นพบว่าไม่มีสัญญาณใดๆ Gorgeous เลยอาสาออกไปขอความช่วยเหลือจากหมู่บ้าน แต่วินาทีที่บานประตูปิดลง (เฟรมเรตภาพกลับสู่สภาวะปกติ) ไม่มีใครสามารถเปิดออกได้อีก!

แซว: สี่สาวที่หลงเหลือ พวกเธอเกาะกันเป็นกิ้งกืออีกแล้ว ตำแหน่งก็ยังคล้ายๆเดิม หน้าสุดคือผู้กล้า Kung-Fu, Melody, Sweet (ม่องไปแล้ว), Prof และ Fantasy

ตอนที่ Gorgeous ออกมานอกบ้าน บรรยากาศช่างดูหลอกหลอน ปกคลุมด้วยหมอกควัน ปรากฎภาพซ้อนใบหน้าขนาดใหญ่ แล้วจู่ๆแปรสภาพกลายเป็นลูกบอลเล็กๆสำหรับ Juggling (โยนบอลสลับมือไปมา) นั่นน่าจะคือวิญญาณของเด็กสาวที่ถูกขับไล่ออกจากร่าง (รวมถึง Mac ที่ถูกกินไปแล้วก่อนหน้า) สูญเสียร่างกายสิงสถิต คาดว่าคงทำได้เพียงล่องลอยอยู่ในบ้านผีสิงแห่งนี้ ไม่รู้จะไปผุดไปเกิดหรือเปล่า?

ความตายของ Melody ผมคิดว่าคอนเซ็ปคือถูกเปียโนกลืนกินจนแขนขาขาดเป็นชิ้นๆ โดยเอ็ฟเฟ็กพบเห็นบ่อยคือกรอบข้อความหลากหลายลวดลายสีสัน ซึ่งมักมีลักษณะเรียวแหลมเหมือนฟัน (เพื่อให้สอดคล้องกับการกลืนกินของเปียโน)

ส่วนปลาทองในโหล มันจะมีมุมกล้องที่ทำเหมือนเจ้าปลาทอง (=เปียโน) กลืนกินชิ้นส่วนร่างกายของ Melody เข้าไปอย่างอิ่มหนำ … แต่นี่อาจจะเป็นแฟนตาซีของ Fantasy เพราะเธอยืนหลบอยู่ด้านหลังโหลปลาทองพอดิบดี

หลายคน(รวมถึงตัวผมเอง)ครุ่นคิดว่า Sweet น่าจะแบนแต๊ดแต๋ตั้งแต่ที่นอนล้มทับ แต่กลับกลายเป็นว่าเธอถูกกักขังในนาฬิกาโบราณ ซึ่งก็ไม่รู้เป็น-ตายยังไง (ถูกกลไกนาฬิกาบดทับ?) เพียงพบเห็นเลือดสาดกระเซ็นออกมา … นี่ขึ้นอยู่กับ “แฟนตาซี” ของผู้ชมก็แล้วกัน!

ผมครุ่นคิดว่าการถูกกักขังในนาฬิกาโบราณ น่าจะสะท้อนถึงวิญญาณคุณยายที่ถูกกักขังในบ้าน(ผีสิง)หลังนี้ ยังคงเฝ้ารอคอยการหวนกลับมาของคู่หมั้น ตายแล้วไม่สามารถไปผุดไปเกิด … จริงๆมันควรให้นาฬิกาตาย/หยุดเดิน แต่การมาถึงของบรรดาเด็กสาวแรกรุ่น คงทำให้ชีวิตของเธอสามารถก้าวดำเนินต่อไปได้อีกครั้ง (นาฬิกาเรือนนี้จึงขยับเคลื่อนไหว)

หลังจาก Prof อ่านไดอารี่ของคุณยาย อธิบายเหตุการณ์เหตุผลทุกสิ่งอย่าง จู่ๆปรากฎใบหน้า ดวงตา ริมฝีปากของ Gorgeous ยื่นเข้ามาในห้องหับ จากนั้นสิ่งข้าวของเครื่องใช้ก็เกิดการขยับเคลื่อนไหว ทุกสรรพสิ่งอย่างในบ้านหลังนี้ได้แปรสภาพกลายเป็นวิญญาณร้าย/บ้านผีสิง … ภาพเคลื่อนไหวสุดท้ายนี่ชัดเจนสุด บ้านขยับขยายใหญ่ก่อนแปรสภาพเป็น Gorgeous สวมใส่กิโมโน ยกแขนสองข้าง ทำท่าทางเหมือนโยไค (Yokai)

ตั้งแต่ก่อนที่สาวๆจะตระหนักถึงหายนะ Kung-Fu คือบุคคลเปิดโคมไฟแล้วกล่าวว่า “It’s like a horror movie.” ใครจะไปคาดคิดถึงว่าจุดจบของเธอเกิดจากโคมไฟอันเดียวกันนี้ พลั้งพลาดติดกับดักปีศาจแมว ถูกไฟฟ้าช็อต ดิ้นกระแด่วๆ

ด้วยความที่หนังมีกล่าวถึงปีศาจ วิญญาณร้าย สารพัดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ มันจึงไม่เกินจริงสำหรับ Kung-Fu (ที่น่าจะฝึกฝนวิทยายุทธ์ขั้นสูง) ควบคุมจิตตนเองไม่ให้ล่องลอยไปยังโลกหลังความตาย ทำให้เมื่อถูกโคมไฟช็อต ร่างกายแยกชิ้นส่วน ยังสามารถควบคุมลำแข้งโจมตีภาพสะกดวิญญาณเจ้าเหมียว Blanche

ไม่ใช่แค่เจ้าเหมียว Blanche ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ภาพวาดฉีกขาด เลือดพุ่งสาดกระเซ็นจากการถูกอุ้งตีนสยบปีศาจของ Kung Fu แต่ยังส่งผลกระทบถึงวิญญาณคุณยายที่สิงสถิตในเรือนร่าง Gorgeous มีเลือดไหลจากชุดเจ้าสาว … นี่อาจสื่อถึงความตายจริงๆของทั้งปีศาจแมว และวิญญาณคุณยายก็ว่าได้!

ยังรวมถึงเจ้าของร้านขายแตงโม (บริวารปีศาจแมว) พอดิบพอดีกับครูผู้ชาย Mr. Togo เพิ่งเดินทางมาถึง พูดคุยกันอยู่แปปหนึ่ง แล้วจู่ๆอีกฝ่ายกลายร่างเป็นโครงกระดูก (ประมาณว่าอิทธิฤทธิ์ของปีศาจแมวหมดสิ้นลง) แต่อาการช็อค ตกตะลึง รีบวิ่งกลับขึ้นรถ แล้วยกมือทำท่าเหมือนลิง ก่อนกลายร่างเป็นมนุษย์กล้วย อันนี้ผมก็ไม่รู้ถูกคำสาปหรือยังไง? หรือกลายเป็นบริวารปีศาจแมวตอนไหนรึเปล่า?

แต่เราสามารถตีความการแปรสภาพกลายเป็น(ลิงและ)มนุษย์กล้วย อาจสะท้อนตัวตน/ความต้องการแท้จริงของเขา สนเพียงอยากอยู่ห้อมล้อมเด็กๆ สาวๆ pedo?

เลือดปริมาณมหาศาลของเจ้าเหมียว (ไม่รู้เก็บไว้ตรงไหน) ได้เอ่อล้นท่วมภายในบ้าน เอาจริงๆผมว่า Prof และ Fantasy ถ้าสามารถหาทางหลบหนี ก็น่าจะเอาตัวรอดจากหายนะครั้งนี้ได้แล้ว แต่ทว่า Prof พลั้งพลาดทำแว่นตก มองอะไรไม่เห็น พลัดตกหล่นในหนองน้ำ ถูกเลือดกรดหลอมละลาย ไม่หลงเหลือกระทั่งโครงกระดูก … คือถ้าไม่ยึดติดกับแว่นตาที่หล่นหาย ชีวิตก็คงไม่วายปราณ

การกลับลงมาของ Gorgeous มีความคลุมเคลืออย่างมากๆว่ายังถูกวิญญาณคุณยายสิงสถิตอยู่หรือไม่? หรือตกตายไปแล้วพร้อมกับเจ้าเหมียว Blanche? เฉกเช่นเดียวกับการให้ความช่วยเหลือ Fantasy ผมก็ตอบไม่ได้ว่ามาดีหรือร้าย สุดท้ายจะรอดชีวิตหรือไม่?

ภาพการเอื้อมมือสัมผัส อ้างอิงถึงผลงานศิลปะ Michelangelo: The Creation of Adam แต่ในบริบทนี้ไม่น่าจะมนุษย์กับพระเจ้า อาจเป็นมนุษย์-ปีศาจ? โลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน?

แต่ที่แน่ๆคำรำพันของ Fantasy ในอ้อมอก Gorgeous (ที่เปลือยหน้าอกข้างหนึ่ง) เรียกอีกฝ่ายว่ามารดา นี่ไม่ใช่โหยหาความรัก ความอบอุ่น แต่มันคืออาการป่วยจิตเภทของบุคคลละทอดทิ้งความจริง หลบซ่อนในโลกส่วนตัว ครุ่นคิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในความฝัน … ลักษณะของ Shell Shock, PTSD เลยโหยหาสถานที่ปลอดภัยที่สุด หวนกลับเป็นเด็กน้อยในอ้อมอกมารดา

การมาถึงของแม่เลี้ยงคนใหม่ Ryoko โอ้โห! ต้องถือว่ามีความเว่อวังอลังการ สวย เริด เชิด เย่อหยิ่ง ราวกับราชินีผู้สูงศักดิ์ จัดเต็มแสงสี สายลมพริ้วไหว กล้องเคลื่อนหมุนวนไป นี่เธอมาเดินแบบแฟชั่นหรืออย่างไง?

สรุปแล้วปีศาจแมว/วิญญาณคุณยาย ยังสิงสถิตอยู่ในเรือนร่าง Gorgeous หรือสูญสลายไปแล้วเหลือเพียงวิญญาณของเด็กสาว? แต่ทว่าเจ้าเหมียวยังเดินผ่านระหว่างจับมือแม่เลี้ยงคนใหม่ Ryoko และมีอิทธิฤทธิ์ในการจุดไฟเผาไหม้ (ถือเป็นการแก้ล้างแค้นให้กับมารดาได้สำเร็จ) … หนังเปิดกว้างตอนจบมากๆ มอบอิสระให้ผู้ชมขบครุ่นคิดจินตนาการ

ถ้าเอาตามความเข้าใจของผมเองนะครับ ปีศาจแมวน่าจะยังไม่ตาย แต่วิญญาณคุณยายคงสูญสลาย ไม่ก็ออกจากเรือนร่าง Gorgeous (หรือจะมองว่าผสมผสานกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็ได้กระมัง) เพราะขณะนี้เธอยังสามารถจดจำแม่เลี้ยง Ryoko และลงมือล้างแค้นโดยใช้อิทธิฤทธิ์ของปีศาจแมว

ตัดต่อโดย Nobuo Ogawa, 小川信夫 (1930-2016) หลังเรียนจบเข้าร่วมสตูดิโอ Toho เริ่มต้นจากแผนกตัดต่อเสียง ก่อนไต่เต้าเป็นผู้ช่วยตัดต่อ ก่อนได้รับเครดิตเรื่องแรก Go! Go! Wakadaisho (1969), ผลงานเด่นๆ อาทิ House (1977), Muddy River (1981), Oshin (1984), Family Without a Dinner Table (1985) ฯ

ในบรรดาเจ็ดสาวแรกรุ่น บุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นมากสุดคือ Gorgeous ตอนแรกตั้งใจจะไปท่องเที่ยววันหยุดฤดูร้อนสองต่อสองกับบิดา แต่พอเขานำพาแฟนสาว/ภรรยา/แม่ใหม่ ทำให้เธอเกิดความไม่พึงพอใจ กลายเป็นตัวตั้งตัวตีชักนำพาผองเพื่อนเดินทางไปพักอาศัยบ้าน(ผีสิง)ของคุณยาย

  • วันหยุดฤดูร้อนจะไปเที่ยวไหนดี?
    • สาวๆเริ่มเตรียมตัว วางแผนท่องเที่ยววันหยุดฤดูร้อน
    • บิดากลับมาเยี่ยมเยียนบุตรสาว Gorgeous นำพาแฟนใหม่มาแนะนำตัว ทำให้เธอไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง
    • พอสถานที่ที่จองไว้ถูกยกเลิก Gorgeous จึงกลายเป็นตัวตั้งตัวตี ชักชวนผองเพื่อนเดินทางไปท่องเที่ยวบ้านคุณยาย
    • ระหว่างการเดินทาง Gorgeous เล่าความหลังของคุณยายที่เคยได้รับฟังมา
  • เย็นวันนี้ที่บ้านคุณยาย
    • เดินทางมาถึงร้านขายแตงโม พบเห็นบ้านคุณยายอยู่อีกไม่ไกลบนเนินเขา
    • ได้รับการต้อนรับขับสู้จากคุณยาย พาเยี่ยมชมรอบบ้าน
    • Mac นำเอาแตงโมถ่วงน้ำเย็นๆ
    • ระหว่างรับประทานอาหารเย็น Mac สูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
    • Fantasy พบเห็นภาพหลอน ผลแตงโมกลายเป็นศีรษะ Mac แต่ทว่าคนอื่นๆกลับรับประทานแตงโมเย็นฉ่ำ
    • ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำภารกิจของตนเอง อาบน้ำ ล้างจาน ฯ
  • ค่ำคืนแห่งความสยองขวัญ
    • Gorgeous ขึ้นชั้นสองมายังห้องพักคุณยาย จับจ้องมองภาพสะท้อนในกระจก ก่อนถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง
    • Sweet ระหว่างกำลังปัดกวาดเช็ดถูบ้าน จู่ๆถูกที่นอนหล่นทับ แล้วสูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
    • Gorgeous (ที่ถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง) อาสาติดตามคนมาช่วยเหลือ แต่พอเธอ(แสร้งทำเป็น)ออกไปนอกบ้าน ประตูทุกบานกลับปิดล็อกลงกลอน
    • Melody ถูกเปียโนโจมตีจนแขนขาขาด
    • Kangfu ต่อสู้ปีศาจแมวจนไฟช็อตดับ
    • Prof พยายามแปะติดปะต่อเบื้องหลังความจริง แต่พอทำแว่นหล่นน้ำ ละลายไปกับเลือดกรด
    • Fantasy ครุ่นคิดว่าทั้งหมดคือความฝัน หลับนอนในอ้อมอก Gorgeous
  • ปัจฉิมบท
    • การมาถึงของแม่เลี้ยงคนใหม่ Ryoko เดินทางมาบ้านคุณยายเพื่อเยี่ยมเยียน Gorgeous

ในส่วนเพลงประกอบ แรกเริ่มต้นผกก. Obayashi อยากร่วมงานนักแต่งเพลงขาประจำ Asei Kobayashi, 小林 亜星 (1932-2021) สนิทสนมกันมาตั้งแต่ทำโฆษณาโทรทัศน์ แต่เจ้าตัวรับรู้สึกว่าตนเองแก่เกินทำเพลงวัยรุ่น เลยครุ่นคิดเขียนท่วงทำนองเปียโนทิ้งไว้ แล้วมอบหมายให้ Mickie Yoshino, ミッキー吉野 (เกิดปี ค.ศ. 1951) นักคีย์บอร์ด/แต่งเพลง สมาชิกวงดนตรีไซเคเดลิกร็อก ゴダイゴ (อ่านว่า Go-Die-Go) เรียบเรียง บันทึกเสียง เห็นว่าเสร็จสิ้นตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่น (แต่วางจำหน่ายอัลบัมก่อนหนังฉายแค่หนึ่งเดือน)

งานเพลงของ GoDieGo ผมถือว่าคือ 50% ความสำเร็จของหนัง! แบบเดียวกับวง Goblin ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Suspiria (1977) ต่างมีความโดดเด่นเฉพาะตัว สไตล์ลิสต์ไม่แพ้กัน

Main Theme เริ่มจากท่วงทำนองง่ายๆ ฟังสบาย น่ารักสดใส เป็นไปตามกระแสนิยม เน้นความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง ชวนโยกเต้น และด้วยลักษณะของ Psychedelic สามารถสะกดจิตผู้ชม วัยรุ่นหนุ่ม-สาวสมัยนั้น เกิดความเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย ถูกดึงดูดเข้าไปในโลกแฟนตาซี เหนือล้ำจินตนาการ … บทเพลงในอัลบัม House (1977) แทบไม่มีความเป็น Horror ยิ่งคนไม่เคยดูหนังอาจครุ่นคิดว่าคือเพลง Psychedelic Pop & Rock ด้วยซ้ำไป!

แต่ถ้าเราตั้งใจรับฟังแล้วครุ่นคิดตาม จักค้นพบบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้นตั้งแต่โน๊ตตัวแรกๆ อาทิ

  • เสียงติกๆต็อกๆราวกับนาฬิกานับถอยหลัง (สู่ความตาย)
  • ตามด้วยไซโลโฟนท่วงทำนองกล่อมเด็ก ชักชวนให้ผู้ชมหลับนอน (ชั่วนิรันดร์) นำเข้าสู่เรื่องราวชวนฝัน
  • อุปกรณ์สังเคราะห์เสียง (Synthesizer) สร้างสัมผัสเหนือจริง หรือคือการเผชิญหน้า/ต่อสู้กับสิ่งเหนือธรรมชาติ
  • ท้ายที่สุดหลงเหลือเพียงเครื่องดนตรีชิ้นเดียว บรรเลงเสียงสั่นๆ เหมือนใกล้จะขาดใจตาย
    • ยังแทรกด้วยเสียงติกๆต็อกๆนับถอยหลัง และเปียโนเล่นอะไรไม่รู้ วุ่นๆวายๆ ดังขึ้นแล้วเงียบหายไป

君は恋のチェリー, Cherries Were Made for Eating ตอนได้ยินเพลงนี้ระหว่างเริ่มต้นออกเดินทาง ท่วงทำนองสนุกสนาน ครึกครื้นเครง ชักชวนให้ลุกขึ้นมาโยกเต้น น่าจะสื่อถึงการผจญภัยของสาวๆแรกรุ่น แต่พอผมลองครุ่นคิดเปรียบเทียบ Cherry = เด็กสาวแรกรุ่น มันจะกลายเป็นบทเพลงที่โคตรหลอกหลอนขึ้นมาโดยพลัน! และมีความสองแง่สองง่ามด้วยนะ!

As sure as cherries were made for eating
And fish were made to swim in the sea
You were made to be loved a lot by nobody else but me
By nobody else but me
By nobody else but me

I see in your eyes where tomorrow is hiding
In my heart, there’s a bell ringing loud
At the touch of your lips
Down the rainbow I’m sliding, little arrows keep falling
As thick as a cloud

As sure as cherries were made for eating
And fish were made to swim in the sea
You were made to be loved a lot by nobody else but me
By nobody else but me
By nobody else but me

Each time you appear, I hear nightingales singing
Like as loud as a rock ‘n’ roll band
They’re delighted I’m bringing a box with a ring
It’s a solitaire diamond designed for your hand

For as sure as cherries were made for eating
And fish were made to swim in the sea
You were made to be loved a lot by nobody else but me
By nobody else but me
By nobody else but me

As sure as cherries were made for eating
And fish were made to swim in the sea
You were made to be loved a lot by nobody else but me (ooh)
By nobody else but me (ooh)
By nobody else but me (me)

ปล. โปสเตอร์หนังที่ดูเหมือนลิ้นบ้านผีสิงยื่นออกมาจากปากประตู มันช่วงมีความละม้ายคล้ายผล Cherry สีแดงน่ากิน!

ในบรรดา Variation ของ Main Theme ที่ผมโปรดปรานมากๆ ถึงขนาดตั้งชื่อเล่น “สแครชแมว” จริงๆแล้วคือ いつか見た夢, Sweet Dreams of Days Gone By ดัดแปลงเป็นท่วงทำนอง Waltz ใช้แซกโซโฟนเป็นเสียงหลัก แต่ไฮไลท์ได้ยินจากหนังเท่านั้น! คือลีลาการสแครช (Scratching) เพื่อให้สอดคล้องเข้ากับจังหวะโยกเต้น เดินหน้า-ถอยหลัง (Forward-Reverse Motion) เจ้าเหมียวก้าวไปข้างหน้า ถอยหลัง ไปข้างหน้า ถอยหลัง … แจ่มแมว!

เสียงแซกโซโฟน มีความโหยหวน คร่ำครวญ ได้ยินทีมักชวนให้ครุ่นคิดถึงอดีต วันคืนล่วงพานผ่านไป ช่วงเวลาแห่งความทรงจำแสนหวาน มิอาจย้อนหวนกลับคืนไป หลงเหลือแค่เพียงในความทรงจำ

夜霧は銀の靴, In the Evening Mist คือบรรเลงเปียโนที่ Asei Kobayashi แต่งเอาไว้ให้วง Godiego นำไปเรียบเรียงเพลงประกอบภาพยนตร์ ก็ไม่รู้ Kobayashi เล่นเองเลยหรือเปล่า ถึงมีความลุ่มลึก ทรงพลัง สั่นสะท้านทรวงใน ชวนให้หวนระลึกนึกถึงอดีตแสนหวาน อยากย้อนกลับหาวันวานเพื่อพบเจอเธออีกครั้ง

ในหนังบรรเลงโดย Melody เมื่อตอนพลบค่ำ หลังรับประทานอาหารเย็น พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ช่วงเวลาแห่งการร่ำจากลา ก่อนความมืดมิดคืบคลานเข้ามา

ทิ้งท้ายกับบทเพลง ハウスのふたり, House Love Theme ขับร้องโดย Ken Narita, การมาถึงของแม่เลี้ยงคนใหม่ Ryoko เดินทางมาเยี่ยมเยือน Gorgeous โดยไม่รู้ตัวว่าสถานที่แห่งนี้มีอะไรบังเกิดขึ้นเมื่อค่ำคืน โดยไม่รู้ตัวกลายเป็น ‘เนื้อเข้าปากเสือ’ มอดไหม้ไปกับกองเพลิง

You were captivated by it at first sight, weren’t you?
By this room with a sunrise view
Soon the butterflies will soar through the darkness
Into the flower garden

Won’t you marry into this house today?
Let’s live together, the two of us
Without love, the morning will never come

When my hand touches your body
It’s time for the little birds to sleep
The pendulum of the heart swings sadly
Will you refuse this love?

Won’t you marry into this house today?
Let’s live together, the two of us
Without the night, love will die

House (1977) นำเสนอแฟนตาซีของเด็กหญิง (บุตรสาวของผกก. Obayashi) ที่เกิดจากความหวาดระแวง วิตกจริต ครุ่นคิดมากต่อสิ่งต่างๆรอบข้าง เพราะละอ่อนเยาว์วัย จึงยังไม่สามารถทำความเข้าใจ เลยจินตนาการเพ้อคลั่งไปไกล ซึ่งบิดา/ผกก. Obayashi ก็ได้นำมาพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างบทเรียนบางอย่างให้กับผู้ชม

  • Gorgeous เป็นคนรักสวยรักงาม เย่อหยิ่ง ทะนงตน หลงตนเอง เมื่อจับจ้องมองภาพสะท้อนในกระจก เลยถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงสถิต
  • Fantasy เป็นคนช่างฝัน จินตนาการโน่นนี่นั่น เหตุการณ์เลวร้ายปรากฎขึ้นตรงหน้า แต่ผองเพื่อนกลับกล่าวหาว่าเห็นภาพลวงตา เลยทำให้ไม่สามารถแยกแยะจริง-เท็จ ครุ่นคิดว่าทุกสิ่งอย่างคือฝันกลางวัน
  • Prof สาวแว่นผู้มีความรอบรู้ เฉลียวฉลาด มากด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ แต่พอเผชิญหน้าเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายได้ ก็เต็มไปด้วยข้ออ้าง ไถสีข้าง เหมือนตอนแว่นตกน้ำ มองอะไรไม่เห็น เลยทำอะไรไม่ถูก หลอมละลายในเลือดกรด ตรงกับสำนวน “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด”
  • Kung Fu จอมยุทธ์ผู้มีวิทยายุทธ์แกร่งกล้า แต่กลับถูกปีศาจแมวจอมเล่ห์เหลี่ยม ใช้เพทุบายล่อหลอกให้ติดกับดัก ถูกโคมไฟดูด
  • Melody ชื่นชอบการเล่นดนตรี จนถูกเครื่องดนตรีเล่นกับตนเอง
  • Sweet แม่บ้านรักความสะอาด เลยถูกสิ่งข้าวของในบ้านถาโถมเข้าใส่
  • Mac วันๆเอาแต่กินไม่หยุด เลยถูกกินเป็นคนแรก!
  • (ครูผู้ชาย) Mr. Keisuke Tōgō ทำตัวเอ้อละเหยลอยชาย ขับรถเดินทางมาหาเด็กๆอย่างไม่รีบร้อน ก่อนกลายเป็น(ลิงและ)มนุษย์กล้วย อาจสะท้อนตัวตน/ความต้องการแท้จริงของเขา
  • (แม่เลี้ยงคนใหม่) Ryoko แต่งงานใหม่กับบิดาของ Gorgeous ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงบ้านคุณยาย เธอจักถูกไฟราคะมอดไหม้ ไม่หลงเหลือเถ้าถ่าน

เอาจริงๆบทเรียนพวกนี้ค่อนข้างจะเพ้อเจ้อไร้สาระ เน้นความบันเทิง สร้างศิลปะแห่งความตายเสียมากกว่า! ด้วยเหตุนี้ผกก. Obayashi จึงนำเอาประสบการณ์ตนเองเมื่อครั้นยังเป็นเด็กแทรกใส่เข้ามา คำมั่นสัญญาของคุณยายต่อชายคนรักที่เดินทางไปรบแนวหน้าช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

  • ลูกแตงโมใหญ่ๆ ไซส์ของมันเทียบเท่าลูกระเบิด(ปรมาณู)ได้เลยกระมัง
  • Sweet ถูกที่นอนหล่นทับ ระเบิดปรมาณูหล่นลงมาจากเบื้องบน
  • Gorgeous มอดไหม้ทรวงใน, Prof หลอมละลาย(ในน้ำกรด)ไม่หลงเหลืออะไร
  • Fantasy ถ้าสามารถเอาตัวรอด คงล้มป่วย Shell Shock หรือ PTSD (Post-traumatic stress disorder)

ผกก. Obayashi เกิดและเติบโตที่เมืองท่า Onomichi, Hiroshima แม้ตอนนั้นยังไม่ค่อยรับรู้ประสีประสา แต่หายนะจากระเบิดปรมาณูยังคงเป็นภาพติดตา ฝังลึกอยู่ภายในจิตใจ โชคดีว่าบ้านอยู่ห่างไกลตัวเมือง ถึงอย่างนั้นบรรดาญาติพี่น้อง ผองเพื่อน คนรู้จักมากมายต่างล้มหายตายจาก ไม่มีใครหวนกลับคืนมา

นั่นกระมังคือเหตุผลที่ผกก. Obayashi สำแดงอคติต่อบุคคลผิดคำสัญญา, นัดหมายแล้วมาช้าหรือไม่มา, บิดาโกหกบุตรสาว, สามีทรยศภรรยาด้วยการแต่งงานใหม่, และอาจรวมถึงเหตุผลที่วัยรุ่นสาวทั้งเจ็ด(เหมือนจะ)ไม่มีใครหลงเหลือรอดชีวิต เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียทุกสิ่งอย่าง!


ด้วยเสียงตอบรับอันเย็นชาจากนักวิจารณ์ ทำให้สตูดิโอ Toho นำออกฉายควบ (Double Feature) ร่วมกับภาพยนตร์ Pure Hearts in Mud (1977) แต่ทว่าผู้ชมวัยรุ่นหนุ่มสาวกลับให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ได้รับกระแสคัลท์ติดตามมาอย่างรวดเร็ว (Cult Following) ประสบความสำเร็จอย่างไม่มีใครคาดคิดถึง!

หนังไม่เคยถูกส่งออกฉายนอกญี่ปุ่น จนกระทั่งขายลิขสิทธิ์ให้สตูดิโอ Janus Films นำออกฉายเทศกาล New York Asian Film Festival 2009 ตั๋วขายหมดเกลี้ยงทั้งสองรอบ, ปีถัดมาทำการ ‘Digital Transfer’ คุณภาพ HD (High-Definition) สามารถหารับชมออนไลน์ หรือหาซื้อ DVD/Blu-Ray จัดจำหน่ายโดย Criterion Collection และ Eureka Entertainment (ในซีรีย์ Masters of Cinema)

ด้วยความคัลท์ติสต์ของหนัง ทำให้ได้รับการโหวตติดอันดับภาพยนตร์ J-Horror ยอดเยี่ยมตลอดกาลจากหลายๆสำนัก

  • Kinema Junpo: Top 200 best Japanese movies ever made (2009) ติดอันดับ #160
  • Screen Rant: The 16 Best Japanese Horror Movies of All Time (2016) ติดอันดับ #8
  • Bloody Disgusting: The 20 All-Time Best Haunted House Horror Movies (2019) ไม่มีอันดับ
  • Rotten Tomatoes: 200 Greatest Horror Movies of All Time (2021) ติดอันดับ #117

หวนกลับมารับชมคราวนี้ ผมยังคงรู้สึกว่า House (1977) เป็นหนังที่ห่างไกลความสมบูรณ์แบบ! แต่ความไม่สมบูรณ์แบบนั้นแหละยกระดับให้กลายเป็นมาสเตอร์พีซ! คล้ายๆผลงานต่ำตมของผกก. John Waters ความงดงามไม่ได้อยู่ที่รูปโฉมตามมาตรฐานสังคม แต่คือสิ่งสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ชม

สิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลคลั่งไคล้ภาพยนตร์เรื่องนี้ คือความพยายามของผู้สร้างที่จะ ‘ต้มยำกุ้ง’ ทุกสรรพสิ่งอย่างผสมผสานคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน บางครั้งมันอาจเปรี้ยวจัด หวานจัด มันจัด เค็มจัด แต่ภาพรวมถือว่ามีรสชาดเข้มข้น จัดจ้าน แซบซ่านทรวงใน ค่อยๆเติบโตภายในจิตใจ หวนกลับมาเชยชมเมื่อไหร่บังเกิดรอยยิ้ม … เป็นหนังสยองขวัญที่รับชมแล้วรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ

จัดเรต 18+ กับความสยองขวัญอาโนเนะ

คำโปรย | House บ้านผีสิงที่มีรสชาดจัดจ้าน แจ่มแมว และจะทำให้คุณหลอนรัก!
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | หลอนรัก


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ช่วงนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงเว็บ และวุ่นๆวายๆกับการทำเว็บแบ็กอัพ เลยยังไม่ว่างเขียนบทความใหม่ๆนะครับ จัดการหลังบ้านเสร็จแล้วจะมาแจ้งข่าวอีกที

ณ.คอน ลับแล (6-Feb-2026)

2,174,883 คน ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018

raremeat’s Archive

  • 2026 (21)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)