
I Was Born, But… (1932)
: Yasujirô Ozu ♥♥♥♥♡
(22/8/2025) I Was Born, But… ชื่อหนังฟังดูเต็มไปด้วยความผิดหวัง สองพี่น้องสามารถต่อกรเอาชนะนักเลงเด็กเจ้าถิ่น แต่บิดากลับแสดงออกเหมือนตัวตลก เลียแข้งเลียขานายจ้าง มันช่างเป็นความตลกร้าย หัวเราะไม่ออกเลยสักนิด!, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
I started to make a film about children and ended up with a film about grownups; while I had originally planned to make a fairly bright little story, it changed while I was working on it.
Yasujirô Ozu
ชื่อหนังภาษาญี่ปุ่น 大人の見る絵本 生れてはみたけれど อ่านว่า Otona no miru ehon – Umarete wa mita keredo แปลอังกฤษ An Adult’s Picture Book View — I Was Born, But… สังเกตว่ามีข้อความเกริ่นนำที่ถูกตัดต่อไป “An Adult’s Picture Book View” เพราะแม้หนังเงียบเรื่องนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กๆ แต่โดยไม่รู้ตัวกลับสั่นสะเทือนถึงผู้ใหญ่ บิดา-มารดาคือทุกสิ่งอย่างของลูกๆ แต่พอพวกเขาเติบโต เริ่มเรียนรู้จักโลกกว้าง ความจริงกลับมิได้เป็นเช่นนั้น!
I Was Born, But… (1932) น่าจะคือหนังเงียบยอดเยี่ยมที่สุดของผกก. Ozu ประสบความสำเร็จทั้งรายรับและคำวิจารณ์ ครั้งแรกได้เป็นผู้ชนะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Best Film of the Year) จากนิตยสาร Kinema Junpo และยังได้รับการโหวต Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #183 เรียกว่าทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา
ตัวหนังมีความใกล้เคียง ‘สไตล์ Ozu’ ผู้ชมทั่วไปสามารถสัมผัสกลิ่นอาย สังเกตเห็นลายเซ็นต์หลายๆอย่าง แต่ด้วยความที่เป็นหนังเงียบ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายจะอดรนทน เพลงประกอบก็ไม่ค่อยช่วยอะไร ถ้าไม่ไหวแนะนำให้ลองหารับชม Good Morning (1959) สร้างใหม่จากแนวคิดคล้ายๆกัน พยายามทำออกมาให้ดูง่ายขึ้น ถึงอย่างนั้นผมมองว่าฉบับหนังเงียบตราตรึงกว่าเป็นไหนๆ
ปล. ถ้ามีโอกาสผมแนะนำให้รับชม Tokyo Chorus (1931) เคียงคู่กับ I Was Born, But… (1932) สองเรื่องนี้ราวกับพี่น้องทางจิตวิญญาณ หลายสิ่งอย่างมีความละม้ายคล้าย และสามารถเติมเต็มกันและกัน!
Yasujirô Ozu (1903-63) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Fukagawa, Tokyo เป็นบุตรที่สองจากพี่น้อง 5 คน ตอนเด็กๆชอบโดดเรียนไปดูหนัง Quo Vadis (1913), The Last Days of Pompeii (1913) กระทั่งรับชม Civilization (1918) เกิดความมุ่งมั่นต้องการทำงานผู้สร้างภาพยนตร์, เรียนจบมัธยมอย่างยากลำบากเพราะเป็นเด็กหัวช้า สอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งไหนก็ไม่ติด โชคดีมีลุงเป็นนักแสดงสตูดิโอ Shochiku Film Company ได้ทำงานผู้ช่วยตากล้อง ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ไม่นานได้กำกับหนังเงียบเรื่องแรก Sword of Penitence (1927) น่าเสียดายฟีล์มสูญหายไปแล้ว
ช่วงต้นทศวรรษ 30s ภาพยนตร์ Hollywood เกี่ยวกับเด็กๆที่เพิ่งส่งออกมาถึงญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม อาทิ Tom Sawyer (1930), Skippy (1931), Forbidden Adventure (1931), Huckleberry Finn (1931) ฯ ซึ่งนักแสดงเด็กในสังกัดสตูดิโอ Shochiku ก็มีจำนวนไม่น้อย ผกก. Ozu จึงวางแผนสร้างเรื่องราวเกี่ยวเด็กๆขึ้นมาบ้าง
ผกก. Ozu ใช้นามปากกา James Maki (ได้รับเครดิต Original Story By) ร่วมงานกับนักเขียนขาประจำ Akira Fushimi สร้างเรื่องราว I Was Born, But… (1932) โดยนำจากประสบการณ์ตรงเมื่อตอนอายุเก้าขวบ เขาและน้องชายย้ายจากกรุง Tokyo ไปอาศัยอยู่บ้านเก่าของบิดา ณ Matsusaka, Mie Prefecture และแทนที่จะไปโรงเรียน บ่อยครั้งแอบหนีไปรับชมภาพยนตร์
บทหนังกับภาพยนตร์ออกฉาย เห็นว่ามีครึ่งหลังและตอนจบแตกต่างกันพอสมควร เหตุเกิดระหว่างการถ่ายทำ หนึ่งในนักแสดงเด็ก Hideo Sugawara ล้มป่วยกระทันหัน ผกก. Ozu จึงสั่งหยุดกองไปสองเดือน ช่วงระหว่างนั้นเลยกำกับหนังอีกเรื่อง Spring Comes from Ladies (1932) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] พอหวนกลับมาสรรค์สร้าง I Was Born, But… (1932) ความครุ่นคิด อะไรหลายๆสิ่งอย่างจึงปรับเปลี่ยนแปลงไป
ครอบครัว Yoshi อพยพย้ายออกจากใจกลางกรุง Tokyo มาอาศัยอยู่ชานเมืองใกล้กับสถานที่ทำงานใหม่ของบิดา Kennosuke (รับบทโดย Tatsuo Saitō) ลูกๆทั้งสอง Ryoichi & Keiji พอมาถึงวันแรกก็มีปัญหากับนักเลงเด็กเจ้าถิ่น ป่าวประกาศว่าจะจัดการให้อยู่หมัดเมื่อพบเจอกันที่โรงเรียน สองพี่น้องแม้ตัวเล็กกว่า สามารถหาหนทางเอาตัวรอด แล้วโต้ตอบเอาคืนอีกฝ่ายได้สำเร็จ!
ตรงกันข้ามกับบิดาที่ทำงานงกๆ ยินยอมเป็นตัวตลก ก้มหัวศิโรราบต่อหัวหน้า Juuyaku (รับบทโดย Takeshi Sakamoto) เมื่อลูกๆทั้งสองได้พบเห็นฟีล์มภาพยนตร์ เกิดความรู้สึกผิดหวัง ไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง พยายามอดอาหารประท้วง ก่อนท้ายที่สุดยินยอมรับสภาพเป็นจริง แสดงเจตจำนงค์ว่าโตขึ้นจักต้องยิ่งใหญ่กว่าบิดา!
Tatsuo Saitō, 斎藤 達雄 (1902-68) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Sagacho, Tokyo บิดาเป็นพ่อค้าขายข้าว แต่มีความหลงใหลด้านการแสดง ให้เงินทุนสนับสนุนคณะทัวร์การแสดงจนหมดเนื้อหมดตัว จำต้องย้ายบ้านไปอาศัยอยู่ Sotokanda การมาถึงของสื่อภาพยนตร์ ร่วมทุนเปิดโรงหนังที่ Asakusa ทำให้บุตรชายมีความหลงใหลคลั่งไคล้ ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง โตขึ้นเริ่มจากเข้าร่วมสตูดิโอ Nikkatsu ก่อนย้ายมา Shochiko โด่งดังกับผลงาน Days of Youth (1929), Tokyo Chorus (1931), I Was Born, But… (1932), Every-Night Dreams (1933), Burden of Life (1935), What Did the Lady Forget? (1937), Ornamental Hairpin (1941) ฯ
รับบทบิดา Kennosuke Yoshi กับลูกๆดูมีความเข้มงวดกวดขัน ออกคำสั่งให้ตั้งใจร่ำเรียน ได้เกรดสูงๆ อนาคตจักมีโอกาสประสบความสำเร็จ, แต่พออยู่ที่ทำงาน แสดงความสุภาพอ่อนน้อม ยินยอมก้มหัวศิโรราบต่อนายจ้าง พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้โอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน
คนที่ไม่เคยรับชมผลงานอื่นๆของ Saitō ย่อมรู้สึกประหลาดใจตอนปั้นหน้า ทำท่าตลกขบขัน มันช่างแตกต่างจากภาพจำบิดาที่ดูเคร่งขรึมจริงจังตอนอยู่กับลูกๆ! แต่ผู้ชมสมัยนั้นที่มักคุ้นเคยกับ Saitō ย่อมรู้สึกกลับตารปัตร เป็นนักแสดงดูไม่เหมาะเหมาะกับการปั้นหน้าเครียดๆ แต่พอทำท่าทางตลกขบขัน นั่นต่างหากคือความสามารถแท้จริง!
แต่สิ่งที่ผมชื่นชอบการแสดงของ Saitō คือการรับรู้ขีดจำกัด/ตัวตนเองของตัวละคร หลังจากเผชิญหน้าบุตรชาย ดื่มสุราเมามาย สนทนากับภรรยา แวะเข้าห้องลูกๆด้วยสายตาเอ็นดูห่วงใย พร้อมกล่าวถ้อยคำวาดฝันอนาคต “Don’t become miserable apple-polisher like me, boys.” โตขึ้นอย่าเป็นเหมือนพ่อก็แล้วกัน

สำหรับสองนักแสดงเด็กพี่คนโต Ryoichi (รับบทโดย Hideo Sugawara) และน้องคนเล็ก Keiji (รับบทโดย Tokkan Kozō) ทั้งสองคือนักแสดงเด็กในสังกัด Shochiku
- Hideo Sugawara, 菅原秀雄 (1924-2005) เกิดที่ Horaicho, Hokkaido หลังจากบิดาเสียชีวิต มารดาย้ายกลับมาอยู่ Tokyo พออายุหกขวบเข้าร่วมสตูดิโอ Shochiku ผลงานเด่นๆ อาทิ Tokyo Chorus (1931), I Was Born, But… (1932) ฯ
- รับบทพี่ชาย Ryoichi เป็นคนเฉลียวฉลาด มีภาวะผู้นำ มักออกหน้า ครุ่นคิดแก้ปัญหาแทนน้อง แล้วพอพบเห็นบิดากลายเป็นตัวตลก แสดงอาการผิดหวัง ไม่พึงพอใจ ใช้ความรุนแรง และเรียกร้องให้น้องอดอาหารประท้วง
- Tokkan Kozō, 突貫小僧 ชื่อจริง Tomio Aoki, 青木 富夫 (1923-2004) เกิดที่ Yokohama ก่อนครอบครัวย้ายมาเปิดบาร์อยู่ Kamata ใกล้ๆสตูดิโอ Shochiku กลายเป็นร้านประจำของบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์ เข้าตาผกก. Ozu ชักชวนมาเล่นหนังตลกม้วนเดียว Tokkan Kozo (1929), ผลงานเด่นๆ อาทิ I Was Born, But… (1932), Passing Fancy (1933), An Inn in Tokyo (1940), ก่อนถูกเกณฑ์ทหารส่งไปเกาะ Peleliu ประเทศ Palau หลังสงครามถูกลดบทบาทเหลือเพียงนักแสดงสมทบ ก่อนย้ายไปสตูดิโอ Nikkatsu เล่นหนังวัยรุ่น แอ๊คชั่น ก่อนกลายเป็นฟรีแลนซ์ มีผลงานการแสดงกว่า 300+ เรื่อง!
- รับบทน้องชาย Keiji ดูทึ่มๆทื่อๆ เลยมักถูกกลั่นแกล้ง วิ่งกลับไปขอความช่วยเหลือพี่ชาย ดำเนินตามรอยเท้าทุกย่างก้าว แม้ลึกๆดูจะไม่ได้มีปัญหากับบิดาที่เป็นตัวตลก แต่ก็ยื้อๆยักๆ กล้ำกลืนฝืนทน จำยินยอมทำตามคำสั่งของพี่
แม้บทบาทของ Sugawara จะดูมีความโดดเด่นกว่า พี่ชายปกป้องน้องชาย แสดงสภาวะผู้นำ มีความครุ่นคิดอ่านเป็นของตนเอง แต่ทว่าการเลียนแบบ ดำเนินตามรอย กระทำสิ่งต่างๆโดยพร้อมเพรียงของ Kozō คอยสร้างสีสันให้กับหนังอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะตอนยื้อๆยักๆ หิวข้าว ทว่าพี่ชายสั่งไว้ เลยจำต้องหักห้ามใจ
แซว: เหตุผลที่ Hideo Sugawara อายุน้อยกว่า Tokkan Kozō แต่ได้รับบทพี่ชาย เพราะตัวสูงกว่า และดูเป็นผู้ใหญ่กว่า

ถ่ายภาพ/ตัดต่อโดย Hideo Shigehara, 茂原英雄 (1905-67) สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Myoko City, Niigata Prefecture ครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการโรงแรม พออายุ 17 เดินทางสู่กรุง Tokyo เข้าร่วมสตูดิโอ Shochiku แล้วกลายเป็นตากล้องขาประจำของผู้กำกับ Yasujirô Ozu ตั้งแต่ Dreams of Youth (1928) จนถึง What Did the Lady Forget? (1937) ก่อนรีไทร์จากวงการภาพยนตร์
งานภาพของหนังมีความเป็น ‘สไตล์ Ozu’ ที่ผู้ชมทั่วไปสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน อาทิ ตั้งกล้องต่ำกว่าระดับสายตา (Tatami Shot), เวลาสนทนาถ่ายภาพหน้าตรง (ไม่มี Over-the-Shoulder หรือ Short Over), บ่อยครั้งเลือกทิศทาง Isometric พยายามจัดวางนักแสดงเฉียงๆ ไม่ให้เกิดการซ้อนทับใบหน้า, นอกจากนี้ยังมีการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ร้อยเรียงภาพ Montage กิริยาท่าทาง ไม่รู้คันอะไรหนักหนา ฯ
แต่หนังมีปัญหาเดียวกับ Tokyo Chorus (1931) คือเวลาถ่ายภาพเต็มตัว (Full Shot) บางครั้งศีรษะหลุดเลยออกนอกเฟรมภาพ … เอาว่ามันคือการลองผิดลองถูก ยังเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ อีกไม่นาน ‘สไตล์ Ozu’ ก็จักเริ่มเบ่งบาน
ช่วงระหว่าง Opening Credit พื้นหลังมีรูปภาพวาดตัวการ์ตูน (ตามสร้อยของหนัง “A Picture Book for Grown-Ups) ผู้ใหญ่คนหนึ่งเปลื้องผ้า มือข้างหนึ่งปกปิดอวัยวะเพศ ราวกับเพิ่งฟักตัวออกมา แค่มองดูยังรู้สึกน่าอับอาย ไม่แตกต่างจากตัวละครบิดาสักเท่าไหร่
Title Card ที่ปรากฎขึ้นข้อความแทนคำพูด/บรรยาย แทบทั้งหมดล้วนเป็นพื้นสีดำ แต่จะมีสามครั้งปรากฎภาพถ้วยชาม และลูกนกฟักออกจากไข่
- ครั้งแรกคือเช้าวันเปิดเทอม “Morning…” เด็กๆทานข้าวก่อนออกเดินทางไปโรงเรียน = ลูกนกฟักไข่ออกจากรัง
- ค่ำคืนรับชมภาพยนตร์ “That Night…” หลังรับประทานอาหารเย็น เด็กๆกำลังจะได้เรียนรู้จักโลกกว้าง
- ถ้าจะเข้าร่วมรับชมภาพยนตร์ ต้องจ่ายด้วยไข่นกกระทา
- และหลังจากสะสางปัญหาคาใจบิดา ปรากฎข้อความ “And So, As Usual…” สามารถสื่อถึงการถือกำเนิดใหม่ของเด็กๆ หลังจากเริ่มเรียนรู้จักโลกกว้าง
และภาพสุดท้าย THE END เป็นการย้อนรอยภาพตอน Opening Credit ผมไม่แน่ใจว่าคือลูกพีชหรือเปล่า (ล้อกับตำนาน Momotaro ถือกำเนิดจากลูกพีช) แต่คราวนี้ยังไม่ได้ฟักตัว เลยไม่รู้สึกน่าอับอาย บิดา/ผู้ชมคงได้รับบทเรียนอะไรบางอย่าง



ฉากแรกของหนังระหว่างครอบครัว Yoshi กำลังขนย้ายข้าวของ ออกเดินทางสู่บ้านหลังใหม่ แต่ทว่ารถติดหล่มกลางทาง โดยปกติมักสื่อความหมายถึงชีวิตติดๆขัดๆ เผชิญหน้าอุปสรรค์ปัญหา หรือคือการมาทำงานนอกกรุง Tokyo ชานเมืองทุรกันดารห่างไกล คนสมัยนั้นมักถือว่าเป็นความตกต่ำในอาชีพการงาน
หรือจะตีความถึงเนื้อหาสาระของหนังที่เกี่ยวกับเด็กชายสองพี่น้อง เมื่อตระหนักถึงสถานะแท้จริงของบิดา พวกเขาก็ราวกับติดหล่ม พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำอะไรยังไง โลกทั้งใบพังทลาย ยังไม่สามารถดำเนินต่อไป จนกว่าจะเรียนรู้จักการยินยอมรับสภาพเป็นจริง!

บ้านของครอบครัว Yoshi อยู่ไม่ห่างจากทางรถไฟสาย Ikegami พบเห็นแล่นผ่านไปผ่านมาอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะทีมผู้สร้างทำข้อตกลงอะไรกับองค์การรถไฟ ทุกครั้งเกิดจากการวางแผน จับเวลา พอดิบพอดีกับขบวนรถไฟเคลื่อนพานผ่าน! สามารถสื่อแทนอารมณ์บางอย่าง คู่ขนานกับการเดินทางชีวิต

คล้ายๆกับ Tokyo Chorus (1931) ที่มีฉากเข้าแถว เรียกรวมพล นักเรียนยืนหน้ากระดาน แลดูราวกับการฝึกทหาร (ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1931) แต่ขณะเดียวสามารถสะท้อนถึงความมีวินัยของชาวญี่ปุ่น ได้รับการปลูกฝัง ฝึกฝนให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบมาตั้งแต่เด็ก
และก็ยังคล้ายๆกับ Tokyo Chorus (1931) ที่มีตัวละครหนึ่งทำตัวนอกคอก ยืนออกมาจากหน้ากระดาน ซึ่งเรื่องนี้คือนักเลงเจ้าถิ่นที่ชอบข่มขู่ คุกคาม กลั่นแกล้ง (บูลลี่) เพื่อนร่วมชั้น คงต้องการสื่อว่าบุคคลลักษณะนี้จักไม่ได้รับการยินยอมรับเข้าสังคม

นี่ก็ย้อนรีไซเคิลแนวคิดจาก Tokyo Chorus (1931) เพราะหนังของผกก. Ozu มีการขยับเคลื่อนกล้องไม่มาก เมื่อไหร่พบเห็นมันจึงความโดดเด่นสะดุดตา ซึ่งขณะนี้ทำการเชื่อมโยงต่อเนื่องกันเลยระหว่างนักเรียนเดินแถว แล้วตัดไปภาพพนักงานบริษัทกำลังง่วงงาวหาวนอน หรือตอนประเมินผลงาน = สอบวิชาคัดตัวอักษร … เป็นการสะท้อนภาพวัยเรียน = วัยทำงาน ไม่ได้มีความแตกต่างกันสักเท่าไหร่


ในขณะที่ Tokyo Chorus (1931) บิดามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับนายจ้างจนถูกไล่ออกจากงาน, I Was Born, But… (1932) ราวกับได้รับบทเรียน จึงพยายามเลียแข้งเลียขา มีปัญหาอะไรก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ … เหตุการณ์นี้ทำให้ผมมองว่าหนังเงียบทั้งสองเรื่องราวกับพี่น้อง(ทางจิตวิญญาณ) หลายสิ่งอย่างมีความละม้ายคล้าย และสามารถเติมเต็มกันและกัน!

สองพี่น้องถูกจับได้ว่าไม่ไปโรงเรียน ช่วงระหว่างการเทศนาสั่งสอนสังเกตว่าบิดากำลังถอดเสื้อผ้า ปลดเปลื้องความจริงออกมา … ผมชอบการตีความ “Hypocrisy of Adulthood” สะท้อนความแตกต่างระหว่าง “Public vs. Private Life” บิดาพยายามเสี้ยมสอนลูกๆให้ตั้งใจร่ำเรียนหนังสือ จบมาจะมีการมีงานดีๆทำ แต่ตนเอง(ที่เคยได้เกรดสูงๆ)กลับต้องต่อสู้ดิ้นรน เลียแข้งเลียขานายจ้าง หาได้เป็นอย่างที่เขาพยายามพร่ำสอนสั่ง

เจ้าสุนัขผู้โชคร้าย ถูกล่ามโซ่ไว้กับบ้าน ไม่สามารถไปไหนมาไหน เด็กๆนำเอาไข่นกกระทามาให้มันกิน มิอาจต่อต้านขัดขืน ล้มป่วยท้องเสีย(ก็ไม่รู้โรคอะไร) ช่างมีความน่าสงสารเห็นใจยิ่งนัก! มันคือสัตว์สัญลักษณ์ที่สะท้อนความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง บิดา-บุตร (รวมถึงรัฐบาล-ประชาชน) ชาวญี่ปุ่นที่ยึดถือปฏิบัติตามขนบกฎกรอบ ใครป้อนอะไรมาก็กล้ำกลืน ไม่สามารถต่อต้านขัดขืน

ชายคนนี้ช่างหน้าคุ้นๆ บุคคลที่ทำการฉายภาพยนตร์(ไม่ใส่แว่น)คือ Chishū Ryū นักแสดงขาประจำของผกก. Ozu ตอนนั้นยังหน้าละอ่อน แต่ในอนาคตจะรับบทบิดาแห่งชาติภาพยนตร์ Late Spring (1949), Tokyo Story (1953) และเรื่องอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน

ภาพยนตร์คือสิ่งสามารถเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ เด็กๆได้รับชมภาพต่างๆไม่เคยพบเห็น เกิดความตระหนักถึงโลกกว้างใหญ่ แต่บางคนมองในเชิงสัญลักษณ์ของการสูญเสียจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ (Loss Innocence) เพราะพวกเขาได้รับรู้จักตัวตนแท้จริงของบิดา
- บิดากับหัวหน้าเล่นเทนนิส สามารถสื่อถึงชีวิตที่ต้องต่อสู้ แข่งขัน มีผู้แพ้ผู้ชนะ
- เดินทางไปสวนสัตว์ พบเห็นสิงสาราสัตว์ในกรง … มนุษย์ไม่แตกต่างจากสัตว์ในกรงสักเท่าไหร่
- หัวหน้ากับหญิงสาว/เกอิชา? นั่นคือโลกของผู้ใหญ่
- และภาพการปั้นหน้า ทำท่าตลกขบขันของบิดา นั่นคือเบื้องหลังความจริงที่เด็กๆไม่เคยรับรู้มาก่อน




ในขณะที่คนอื่นๆต่างหัวเราะขบขันกับภาพของบิดา สองพี่น้องแสดงสีหน้าบูดบึ้งตึ้ง รับไม่ได้ต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น พอหนังฉายจบพวกเขาก็ก้าวเดินออกมา (อย่างพร้อมเพรียง) นั่งเก้าอี้อย่างหมดอาลัย (คนพี่นั่งหลังพิง คนน้อยไม่พิงหลัง เพื่อให้ได้ภาพทั้งสองไม่ซ้อนทับกัน)
ระหว่างสองพี่น้องเดินกลับบ้าน (ถ่ายทำตอนกลางวัน ใช้ฟิลเตอร์ Day for Night) ภาพถ่ายระยะไกล เสาไฟฟ้าสูงใหญ่ สองพี่น้องดำเนินไปอย่างห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว ถนนหนทางช่างดูเหินห่าง เคว้งคว้าง สุดลูกหูลูกตา


เมื่อตอนบิดาถอดเสื้อผ้าขณะเทศนาสั่งสอนเด็กๆเรื่องไม่ยอมไปโรงเรียน, มาคราวนี้เหมือนเป็นการโต้ตอบ ย้อนรอย สำแดงความไม่พึงพอใจต่อบิดา ระหว่างเดินกลับบ้านเริ่มจากพี่ชาย Ryoichi ถอดเสื้อนอกออก จากนั้นน้องชาย Keiji ถึงเลียนแบบตาม … บางคนตีความผิดหวังต่อบิดา ทำให้เด็กๆเกิดอาการลุ่มร้อน มอดไหม้ทรวงใน จึงถอดเสื้อนอกออกมา

พอกลับมาถึงบ้าน กล้องเลื่อนไหลจากประตูสู่หน้าต่าง พบเห็นมารดานั่งเย็บผ้าอยู่ภายใน นี่คือภาพจากมุมมองภายนอกของเด็กๆ ที่หลังจากรับชมฟีล์มภาพยนตร์ ราวกับพวกเขาได้ก้าวออกสู่ภายนอก พบเห็นโลกกว้าง แล้วพอมองกลับเข้ามาในบ้าน เกิดความรู้สึกผิดหวัง มันช่างแออัดคับแคบ ไม่ต่างจากสรรพสัตว์ในกรงขัง

การประท้วงของเด็กๆ เต็มไปด้วยกิริยาท่าทางที่แสดงถึงพฤติกรรมต่อต้าน/ขัดต่อวิถีทางสังคม เริ่มจากนอนยกเท้าวางบนโต๊ะ (เหนือศีรษะ) จากนั้นลุกขึ้นนั่งบนโต๊ะ เขวี้ยงขว้างสิ่งข้าวของ และโดยเฉพาะการกระทืบเท้า ย้อนรอยกับตอนบิดาเทศนาสั่งสอนลูกๆ ก็ใช้การกระทืบเท้าเรียกร้องความสนใจเช่นเดียวกัน! … นี่แสดงให้เห็นว่าบิดาคือต้นแบบอย่างของลูกๆ รวมถึงน้องชายที่(ยังไม่รู้ประสีประสา)มักเลียนแบบตามพี่อยู่เสมอๆ

หลังถูกบิดาตีก้น มารดาเข้ามาปลอบประโลม (Good Cop & Bad Cop) จากนั้น Ryoichi เลื่อนปิดประตู ถือเป็นการขีดเส้นแบ่ง สร้างโลกของตนเองขึ้นมา, ผมเลือกภาพช็อตนี้เพราะพบเห็นบิดานั่งอยู่อีกห้อง มันอาจดูเบลอๆเพราะยุคสมัยนั้นยังไม่มีเทคนิค Deep Focus แต่การจัดวางตำแหน่งเช่นนี้บ่งบอกถึงการสูญเสียอิทธิพล(ของบิดา) เพียงบุคคลห่างไกล หมดสิ้นความสำคัญใดๆต่อเด็กๆทั้งสอง (มารดายังคงสำคัญอยู่เพราะเป็น Good Cop)

ทีแรกผมนึกว่าถุงข้าวสาร แต่มองไปมองมาปรากฎว่ามันคือหมอนที่มีเมล็ดธัญพืชไหลออกมา น่าจะขณะเด็กๆเขวี้ยงขว้างทำลายสิ่งข้าวของ หรือไม่ก็ตอน Keiji แอบย่องไปเอามีดมาเหลาดินสอ แล้วนำมาทิ่มแทง? ซึ่งการรั่วไหลนี้สามารถสื่อถึงรอยร้าว/ความขัดแย้งในครอบครัว และเช้าวันถัดมามารดาทำการเย็บซ่อมแซมหมอน = ประสานรอยร้าว พ่อ-ลูกกลับมาคืนดีกัน
เกร็ด: ชาวญี่ปุ่นนิยมใช้หมอนชื่อว่า Sobakawa Makura (そばがら枕) หรือ Buckwheat Pillow (เรียกได้ทั้งหมอนโซบะ/บัควีท) ภายในยัดเปลือกเมล็ดธัญพืช Buckwheat ถิอเป็นหมอนสุขภาพ กันเชื้อรา มีกลิ่นหอม ยังคงได้รับความนิยมในปัจจุบัน


หลังมีปากมีเสียงกับลูกๆ วิธีสงบสติอารมณ์ของบิดา/ผู้ชายก็คือสูบบุหรี่ ดื่มสุรา แต่สำหรับมารดา/ผู้หญิงสมัยนั้นทำได้เพียงก้มหน้าก้มตา เย็บปักถักร้อย พวกเธอยังเป็นแค่ช้างเท้าหลัง ไร้สิทธิ์เสียง เพียงความเงียบงัน ใช้ภาษาภาพยนตร์แสดงความไม่เห็นด้วยผ่านการนั่งอยู่คนละฟากฝั่ง บางสิ่งอย่างกีดขวางกั้น


ย้อนรอยกับวันแรกไปโรงเรียน สองพี่น้องรับประทานอาหารเช้าภายในบ้านอย่างไม่เร่งรีบร้อน (เพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับนักเลงเจ้าถิ่น), มาคราวนี้หลังมีปากเสียงกับบิดา ทำการประท้วงอดอาหาร ออกมานั่งนอกบ้าน เหม่อมองขบวนรถไฟ โลกกว้างใหญ่ โหยหาอิสรภาพชีวิต ก่อนปรับความเข้าใจด้วยการพูดเล่าความฝัน อนาคตอยากเป็นพลเอก/พลโท เติบโต ร่ำรวย ประสบความสำเร็จกว่าบิดา
ข้าวปั้น (Onigiri, Rice Ball) มีลักษณะปั้นเป็นก้อนเพื่อง่ายในการถือและรับประทานนอกสถานที่ นี่เป็นอาหารเชิงสัญญะของการเดินทาง หรือก็คือเด็กๆที่กำลังเหม่อมองโลกว้าง โหยหาอิสรภาพ บังเกิดความเพ้อใฝ่ฝัน ต้องการดำเนินไปให้ถึงเป้าหมายปลายทาง

ระหว่างทางไปโรงเรียน บิดายังไม่ทันจุดไม้ขีดไฟติด ลูกๆก็ตะโกนเรียกให้ไปทำงาน เลียแข้งเลียขานายจ้าง ฟังดูเหมือนการเสียดสีประชดประชัน แต่ถ้าเรามองนัยยะการสูบบุหรี่ = การสร้างความพึงพอใจส่วนตน (การสูบบุหรี่ = ไคลน์แม็กซ์ระหว่างเพศสัมพันธ์) พอจุดไฟไม่ติดก็แปลว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เป็นการเสียสละเพื่อครอบครัวจักได้มีกินมีใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

ห่วงเหล็ก (Metal Puzzle) หรือลวดปริศนา (Wire puzzles) คือเกมเด็กเล่นสมัยก่อน (ปัจจุบันยังพอเห็นมีขาย) ที่สามารถสะท้อนสารพัดปัญหาของหนัง อาทิ
- สองพี่น้องมีความขัดแย้งกับนักเลงเจ้าถิ่น ช่วงแรกๆพยายามหลบหนี ปฏิเสธเผชิญหน้า จนท้ายที่สุดค้นพบวิธีแก้ปัญหา
- หรือจะตีความถึงความผิดหวังที่เด็กๆมีต่อบิดา ถึงขนาดประท้วงอดอาหาร จนเมื่อพวกเขาเรียนรู้ที่จะยินยอมรับสภาพเป็นจริง ก็ราวกับสามารถขบไขปริศนา
ช่วงท้ายของหนัง Ryoichi จึงมีการโชว์ขบไขปริศนาให้กับเพื่อนๆที่โรงเรียน นำเอาห่วงเหล็กออกจากกัน นั่นแสดงถึงเขาสามารถแก้ปัญหาชีวิตที่พบเจอในหนังได้สำเร็จลุล่วง

การดำเนินเรื่องมีครอบครัว Yoshi คือจุดศูนย์กลาง แต่ส่วนใหญ่นำเสนอผ่านมุมมองสองพี่น้อง Ryoichi & Keiji พอย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่ พบเจอนักเลงเด็กเจ้าถิ่น หาหนทางต่อสู้ดิ้นรน เอาตัวรอดจากการถูกกลั่นแกล้ง หลังจากเอาชนะได้สำเร็จเดินทางไปรับชมฟีล์มภาพยนตร์ ทำให้สามารถเปิดโลกกว้าง เรียนรู้จักสถานะของบิดาในสังคม
- ครอบครัว Yoshi อพยพย้ายสู่ชนบท
- ระหว่างเดินทางสู่บ้านใหม่ ปรากฎว่ารถติดหล่มกลางทาง
- พอมาถึงบ้านเต็มไปด้วยสิ่งข้าวของ
- บิดาแวะเวียนไปทักทายหัวหน้าใหม่
- Ryoichi & Keiji ถูกนักเลงเด็กเจ้าถิ่นกลั่นแกล้ง โชคดีบิดาเดินผ่านมา เลยหลบหนีเอาตัวรอดสำเร็จ
- สองพี่น้อง vs. นักเลงเจ้าถิ่น
- เช้าวันถัดมา Ryoichi & Keiji จงใจถ่วงเวลาเพื่อเดินไปโรงเรียนกับบิดา
- พอมาถึงหน้าโรงเรียนสาย เลยตัดสินใจไม่เข้าเรียน
- บิดาเข้าทำงานวันแรก พยายามเอาอกเอาใจหัวหน้า
- Ryoichi & Keiji ปลอมแปลงวิชาคัดลายมือ
- พอกลับมาบ้านถูกนักเลงเจ้าถิ่นเรียกตัว พยายามกลั่นแกล้ง แต่สองพี่น้องยังสามารถหลบหนีเอาตัวรอดได้สำเร็จ
- กำหราบนักเลงเจ้าถิ่น
- บิดารับรู้จากครูว่าลูกๆไม่ได้โรงเรียน
- วันถัดมาบิดาเลยไปส่งลูกๆถึงหน้าโรงเรียน
- เรื่องวุ่นๆในห้องเรียน
- Ryoichi & Keiji โน้มน้าวรุ่นพี่ที่เป็นเด็กส่งของ ให้ช่วยจัดการนักเลงเด็กเจ้าถิ่น
- Ryoichi สังเกตเห็นบิดาก้มหัวให้บิดาของ Taro
- รับชมภาพยนตร์
- ค่ำคืนนี้มีการจัดฉายภาพยนตร์ที่บ้านของ Taro
- แต่พอ Ryoichi & Keiji รับชมภาพยนตร์ เห็นบิดาเป็นตัวตลกก็เกิดความไม่พึงพอใจ
- พอกลับมาบ้านเขวี้ยงขว้างข้าวของ ประท้วงอดข้าว
- บิดาทำได้เพียงเห็นอกเห็นใจ
- วาดฝันอนาคตยิ่งใหญ่
- เด็กๆยังคงประท้วงอดข้าว
- แต่หลังจากบิดาสอบถามถึงอนาคต พวกเขาก็ยินยอมรับประทานข้าวปั้น
- เด็กๆเดินทางไปโรงเรียนกับผองเพื่อน
เริ่มต้นจาก Tokyo Chorus (1931) ที่ผกก. Ozu เริ่มให้ความสนใจสิ่งต่างๆรอบข้าง รังสรรค์ภาพยนตร์ที่สะท้อนบรรยากาศยุคสมัย เรื่องราวของบุคคลธรรมดาทั่วไป มีคำเรียก Shōshimin-eiga (小市民 映画) แปลว่า Petty Bourgeois Film หรือ Lower-Middle Class Film หรือจะเรียกย่อๆ Shōmin-geki = Common People Drama
I Was Born, But… (1932) นำเสนอเรื่องราวครอบครัวพนักงานเงินเดือน (Salary Man) การมาถึงของ Shōwa Depression (1930-31) ทำให้บิดาต้องยินยอมทำทุกสิ่งอย่าง พาครอบครัวอพยพย้ายออกมาอาศัยอยู่ชานเมือง กระทำสิ่งน่าอับอายขาย เลียแข้งเลียขาหัวหน้า/นายจ้าง หวังว่าจักสร้างความประทับใจ ไม่ถูกไล่ออก ได้รับโบนัส และมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน
ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่ต้องปรับตัว เด็กๆก็เฉกเช่นเดียวกัน! สองพี่น้องถูกกลั่นแกล้ง (บูลลี่) โดยนักเลงเจ้าถิ่น ถ้าไม่ก้มหัวศิโรราบ ก็ต้องหาหนทางเผชิญหน้าต่อสู้ ชิงไหวชิงพริบ ใครแข็งแกร่งกว่าจักคือผู้ชนะ โดยไม่สนสถานะ เงินทอง หรือบิดาใครใหญ่กว่าใคร
แต่สิ่งที่สองพี่น้องคาดคิดไม่ถึง คือการได้พบเห็นสภาพเป็นจริงของบิดา ทำไมโค้งคำนับ ก้มหัวงกๆให้พ่อของเพื่อน (ที่ศิโรราบราบต่อตน) แล้ววันรับชมการฉายฟีล์มภาพยนตร์ มีการปั้นหน้า ทำท่าตลกขบขัน นี่มันใช่บิดาของฉันจริงๆหรือนี่? ทำไมกลายเป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะเย้ย ยุคสมัยนั้นนี่เป็นเรื่องเสื่อมเสีย น่าอับอาย สังคมไม่ให้การยินยอมรับ … ญี่ปุ่นสมัยก่อนเป็นประเทศที่ยึดถือมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี เหนือสิ่งอื่นใด!
Sigmund Freud เคยเขียนบทความ Family Romances (1909) วิเคราะห์ถึงเด็กเล็กจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Family Romances’ ครุ่นคิดว่าครอบครัวคือทุกสิ่งอย่าง แต่เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น เริ่มตระหนักถึงโลกภายนอก บิดา-มารดาหาใช่ทุกสิ่งอย่างเคยวาดฝันไว้ ก่อบังเกิดความผิดหวัง ก่อนค่อยๆเรียนรู้ที่จะยินยอมรับสภาพเป็นจริง ปรับตัวเข้ากับวิถีทางสังคม
The liberation of an individual, as he grows up, from the authority of his parents is one of the most necessary though one of the most painful results brought about by the course of his development.
The child’s imagination becomes engaged in the task of getting free from the parents of whom he now has a low opinion and of replacing them by others, who, as a rule, are of higher social standing.
Sigmund Freud จากบทความ Family Romances (1909)
อ่านบทความเต็มๆได้จากลิ้งค์: http://www.ricorso.net/rx/library/criticism/guest/Freud_S/Freud_S3.htm
สมัยวัยเด็ก ผกก. Ozu เคยมีประสบการณ์ย้ายบ้าน เขาและน้องชายถูกบิดาส่งไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ Matsusaka, Mie Prefecture นั่นคือช่วงเวลาเปิดโลกกว้าง เรียนรู้จักสิ่งต่างๆ พบเจอเพื่อนใหม่ รวมถึงความสนใจสื่อภาพยนตร์ แอบโดดเรียนไปดูหนังบ่อยครั้ง จนเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นผู้สร้างภาพยนตร์
แต่การถูกส่งไปใช้ชีวิตอยู่บ้านเก่าที่ Matsusaka ทำให้ผกก. Ozu เหินห่างจากบิดา ไม่ได้รับความรัก หรือมีต้นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต หลายๆผลงาน(โดยเฉพาะในยุคหนังเงียบ)มักนำเสนอความขัดแย้ง เด็กชายเต็มไปด้วยอคติรุนแรง I Was Born, But… (1932) สามารถตีความตรงๆถึงความผิดหวังต่อบิดา
ไคลน์แม็กซ์ดั้งเดิมของ Akira Fushimi เขียนให้เด็กๆทั้งสองได้พบเห็นทหารกำลังเตรียมตัวออกเดินทาง พวกเขาจึงแอบติดตาม (แทนการประท้วงอดข้าว) สูญหายตัวไปจากบ้าน สร้างความวิตกกังวลให้บิดา-มารดา ก่อนถูกทหารพาตัวกลับมา … เป็นการสะท้อนถึงตอนญี่ปุ่นบุกรุกรานแมนจูเรีย ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1931 (อารัมบทก่อนกาลมาถึงของ Second Sino-Japanese War (1937-45)) แต่ความยืดยื้อของเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผกก. Ozu ตัดสินใจปรับเปลี่ยนเรื่องราว เหลือเพียงความฝันของเด็กๆ Ryoichi อยากเป็นพลเอก Keiji ขอแค่พลโท (ผกก. Ozu ถือเป็น pro-War ให้การสนับสนุนสงครามญี่ปุ่น-แมนจูเรีย นี่ก็สามารถสะท้อนความฝันของเจ้าตัวได้เช่นกัน)
ในยุคหนังเงียบ ผกก. Ozu ตั้งชื่อภาพยนตร์สามเรื่องที่มีลักษณะค้างๆคาๆ I Graduated, But… (1929), I Flunked, But… (1930) และ I Was Born, But… (1932) ซึ่งล้วนเป็นการสำแดงความผิดหวัง ชีวิตไม่ได้ดั่งใจ ฉันเรียนจบแต่…หางานทำไม่ได้, ฉันสอบตกแต่…เพื่อนของฉันที่เรียนจบก็ยังหางานทำไม่ได้
ผมครุ่นคิดว่าประโยคที่น่าจะสามารถเติมเต็มชื่อหนังเรื่องนี้มากที่สุดคือ I was born, but why is it like this? สะท้อนปัญหาสังคม ความไม่เท่าเทียมของผู้คน สมัยยังเด็กฉันสามารถเป็นหัวโจ๊ก มีอำนาจออกคำสั่งลูกน้อง แต่พอเติบใหญ่บิดากลับก้มศีรษะงกๆ เลียแข้งเลียขานายจ้าง โลกใบนี้มันช่างไร้ความยุติธรรม!
หนังเสร็จสิ้นหลังการถ่ายทำ (Post-Production) ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 1932 แต่หลังจากฉายรอบทดลองให้ผู้บริหารสตูดิโอ พวกเขาเกิดความวิตกกังวลเพราะการแปรสภาพจากหนังเด็กๆไร้เดียงสา กลายเป็นความมืดหมองหม่นสำหรับผู้ใหญ่ ยื้อๆยักๆอยู่สองเดือนกว่าจะยินยอมนำออกฉาย ปรากฎว่าเสียงตอบรับดีล้นหลาม ทำเงินได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ หนึ่งในภาพยนตร์ประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งปีของญี่ปุ่น
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K โดยสตูดิโอ Shochiku ร่วมกับ National Film Archive of Japan โดยนำจากฟีล์ม 35mm เก็บอยู่ Harvard Film Archive และ 16mm ก็อปปี้ฟีล์มเนกาทีฟของ Shochiku (ต้นฉบับเนกาทีฟน่าจะเสื่อมสภาพเกินเยียวยา) สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย BFI Video วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2024, ส่วนของค่าย Criterion ฉบับ 4K ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่าย เพียงบ็อกเซ็ต DVD ในคอลเลคชั่น Silent Ozu-Three Family Comedies (Tokyo Chorus, I Was Born, But… และ Passing Fancy)
ด้วยความที่ผมเคยรับชม Good Morning (1959) ก่อนหน้า I Was Born, But… (1932) เลยมีความชื่นชอบฉบับหนังพูดมากกว่า แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ปัจจุบันเปลี่ยนมาหลงใหลคลั่งไคล้ฉบับหนังเงียบ รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ ความท้าทาย อาจจะเรียกได้ว่ามาสเตอร์พีซแรกของผกก. Ozu
“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แม้หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กๆ แต่กลับสั่นสะเทือนถึงผู้ใหญ่ ชีวิตจริงเราอาจเป็นแค่คนธรรมดา แต่สามารถทำตัวเป็นต้นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆได้ภาคภูมิใจ
จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย
คำโปรย | I Was Born, But… ความผิดหวังของบุตรชายต่อบิดา กลายเป็นบทเรียนสอนผู้ใหญ่อันทรงคุณค่า
คุณภาพ | มาสเตอร์พีซ
ส่วนตัว | สั่นสะเทือนผู้ใหญ่

I Was Born, But… (1932)
: Yasujirô Ozu ♥♥♥♥
(1/5/2016) เด็กผู้ชายทุกคนมีพ่อเป็นเหมือน Idol ประจำใจ แต่เมื่อโตขึ้นแล้วรู้ว่า พ่อไม่ได้ยอดเยี่ยมอย่างที่วาดฝันไว้ให้เป็น เขาจะยังรักและเคารพพ่ออยู่หรือไม่? อนาคตต่อไปจะยังคงเดินตามรอยเท้าพ่อหรือเลือกจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยมกว่า
อีกหนึ่ง Masterpiece ของปรมาจารย์ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น Yasujirô Ozu หนังเรื่อง I Was Born, But… จัดว่าเป็นหนังเรื่องแรกๆตั้งแต่ยุคหนังเงียบ แต่ปรากฎเรื่องราวที่เป็นสไตล์ลายเซ็นต์ของ Ozu อยู่เด่นชัดมากๆ ถึงขนาดนิตยสาร Sight & Sound Critic’s Poll จัดอันดับ 183 และเทศกาลหนังเมือง Busan จัดอันดับ 48 ใน Asian Cinema 100 Ranking ความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้ ผมจัดให้อยู่ในระดับ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
I Was Born, But… ว่าไปถือเป็นหนังเงียบของเอเชียเรื่องแรกที่ผมได้มีโอกาสดู สมัยนี้หนังเงียบแทบทุกเรื่องสามารถหาดูได้จาก Youtube นะครับ และมันมีระบบ Subtitle ให้ด้วย ไม่ต้องห่วงว่าดูแล้วอ่านคำบรรยายไม่เข้าใจ, สำหรับหนังของ Ozu ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้ดูหนังของเขาเสียเท่าไหร่ เพราะกี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็จะมีลักษณะ แนวทางที่คล้ายๆกัน วิธีนำเสนอก็เหมือนเดิม ทำให้ผมขาดความท้าทายในการดู วิธีที่ผมจะสามารถเพลิดเพลินและเข้าถึงอรรถรสหนังแนว Ozu ได้ดีที่สุดคือ นานๆดูครั้ง ไม่ดูบ่อยๆหรือดูหลายเรื่องติดกัน อยางเรื่องล่าสุดที่ผมรีวิวไปคือ Late Spring ก็ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม นี่เข้าเดือนพฤษภาคมแล้ว ระยะห่างแค่นี้เหลือเฟือครับ
ในขณะขึ้นเครดิตเปิดหนัง จะมีข้อความว่า A Picture Book For Grown-Ups: I Was Born, But… นี่ทำให้ผมข้องใจพอสมควร ชื่อหนัง I Was Born, But… มันคือชื่อย่อของหนังหรือเปล่า? หรือมีความตั้งใจอะไร? … ใช่ครับ มันคือชื่อเล่นและชื่อที่ทำการตลาดต่างประเทศ ที่ตั้งชื่อยาวๆนี้เพราะหนังเป็นส่วนผสมของ Comedy ยุคแรกๆของการเป็นผู้กำกับ Ozu มีชอบอยากทำหนังตลก แต่ไปๆมาๆมันออกไป Drama มากกว่า Comedy สำหรับ I Was Born, But… มีความตลกทั้งแบบตรงๆ และตลกเสียดสี เขาเอาเรื่องราวการต่อสู้ของเด็กๆ สะท้อนเข้ากับภาพการทำงานของผู้ใหญ่ “Ozu uses schoolboy politics to mock the hypocrisies of adult hierarchies.” ชื่อหนังที่ขึ้นว่า A Picture Book For Grown-Ups จึงเปรียบเสมือนสมุดภาพที่เล่าเรื่องสอนผู้ใหญ่ (เรื่องราวของของเด็กๆที่สะท้อนถึงตัวผู้ใหญ่) กระนั้นหนังไม่ได้เหมาะกับแค่ผู้ใหญ่เท่านั้นนะครับ เด็กๆก็ดูได้ ดีเลยด้วย เพราะจะทำให้เขาเข้าใจ ‘ความจริง’ ของชีวิตมากขึ้น
ร่วมเขียนบทโดย Akira Fushimi และ James Maki (นามปากกาของ Yasujirô Ozu) ในตอนแรก เห็นว่า Ozu ต้องการสร้างหนังเกี่ยวกับเด็ก แต่ไปๆมาๆกลายเป็นเรื่องราวของผู้ใหญ่ไปเสียงั้น “I started to make a film about children and ended up with a film about grownups.” เรื่องราวเริ่มต้นจากครอบครัวหนึ่ง ย้ายบ้านมาอาศัยอยู่ที่ชานเมืองของ Tokyo จากนั้นเรื่องราวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน หนึ่ง)พ่อกับหัวหน้าที่ทำงาน สอง)ลูกชายทั้งสองกับเพื่อนที่โรงเรียน ทั้ง 2 เรื่องนี้ดำเนินคู่ขนานกันไป ขณะที่สองพี่น้องสามารถไต่เต้า ต่อสู้เอาชนะปัญหาจนกลายเป็นผู้นำแก๊งค์เด็ก แต่พ่อของพวกเขากลับเป็นตัวตลกของเพื่อนร่วมงาน วันๆคอยแต่พยักหน้าเอาใจเจ้านาย เพื่อหวังอนาคตที่จะได้ก้าวหน้า มีเงินมีทองเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อสองเรื่องนี้ประจบเข้าหากัน เด็กๆได้เห็นความจริงของพ่อ พวกเขาจึงเกิดความไม่พอใจ ที่พ่อไม่ใช่คนแบบที่คาดหวังไว้ ณ จุดที่ 2 เหตุการณ์มาประจบกันนี้ เราจะเห็นสไตล์ของ Ozu ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด ความขัดแย้งที่เกิดจากความคิดและความจริง ระหว่างผู้อ่อนวัยกับผู้สูงวัย (ต่างวัยวุฒิ) และบทสรุปที่ทำให้ตัวละครสามารถยอมรับ เข้าใจและปรับใช้กลายเป็นหนึ่งในข้อคิดของชีวิต นี่แสดงว่า Ozu ค้นพบสไตล์การเล่าเรื่องของตัวเองมาตั้งแต่ยุคแรกๆแล้ว เพียงแต่หนังเรื่องนี้ยังขาดเทคนิคบางอย่างที่ทำให้โลกต้องตะลึง แต่เขาก็จะค้นพบเทคนิคนั้นในอีกไม่ช้า
นักแสดง Tatsuo Saito รับบทเป็นพ่อ, Mitsuko Yoshikawa เป็นแม่, Takeshi Sakamoto เป็นหัวหน้าของพ่อ ทั้ง 3 ถือว่าเป็นขาประจำในหนังของ Ozu ในยุคหนังเงียบ รวมถึง Tomio Aoki รับบทน้องชาย 8 ขวบ (คนเล็ก) ปรากฏในหนังของ Ozu มาแล้วถึง 5 เรื่อง ส่วนพี่ชายคนโตรับบทโดย Hideo Sugawara คนนี้ก็เคยเล่นหนังของ Ozu มาแล้วเช่นกัน
ผมค่อนข้างชอบการแสดงในหนังเงียบเรื่องนี้นะ ไม่รู้หนังเงียบของญี่ปุ่นจะเป็นแบบนี้กันหมดหรือเปล่า คือดูไม่ Over Acting เหมือนฝั่งยุโรปและอเมริกา เป็นธรรมชาติ การเคลื่อนไหวไม่ ‘มาก’ จนเกินไป อาจมีการเคลื่อนไหวที่ดูเก้ๆกังๆ มีการเตี้ยมอยู่บ้าง เช่น ก้าวเดินให้พร้อมกัน, กินพร้อมกัน ฯ แต่เพื่อเป็นการสร้างจังหวะให้กับหนัง ให้มีความลงตัวและพอดี ยุคนั้นได้เท่านี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย, สำหรับข้อความที่ขึ้นมาคั่นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นประโยคคำพูดที่ไม่ยาวมาก ไม่เป็นคำอธิบายที่เยิ่นเย้อ มีความกระชับ รวบรัด บางครั้งที่ไม่มีข้อความขึ้นมา เราก็สามารถคาดเดาได้ว่าตัวละครพูดอะไร ไม่ต้องมีอะไรขึ้นคั่นให้เสียอารมณ์
ถ่ายภาพและตัดต่อโดย Hideo Mohara เท่าที่ผมศึกษามา สไตล์ของ Ozu จะเห็นอย่างเด่นชัดในยุค post-war หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สไตล์ที่ว่านี้กล้องจะตั้งไว้เฉยๆ ตัวละครเดินเข้า-ออกฉาก (ไม่เห็นว่าตัวละครกำลังทำอะไรนอกฉาก) และมักจะไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้อง ซึ่งสำหรับ I Was Born, But… เราจะยังไม่ได้เห็นสไตล์นี้ มีหลายฉากที่กล้องเคลื่อนเดินตามตัวละคร แพนกล้อง หมุนกล้อง เหมือนหนังทั่วๆไป แต่มีเทคนิคหนึ่งที่เรายังเห็นได้ นั่นคือการถ่ายภาพระดับต่ำกว่าสายตา ที่เรียกว่า Tatami Shot สังเกตดีๆจะเห็นว่ามุมกล้องอยู่ระดับต่ำกว่าสายตานักแสดงเสมอ มีคนเคยถาม Ozu ว่าทำไมเขาถึงถ่ายภาพแบบนี้ คำตอบคือ ให้เหมือนตัวละครกำลังสนทนากับคนดู แต่ไม่ใช่นักแสดงจ้องมองมาที่กล้องนะครับ ถ้าทำแบบนั้นคนดูจะรู้สึกกระอักระอ่วนมากๆ (แบบหนังเรื่อง สัตว์ประหลาด) ระดับสายตาของนักแสดงจะสูงกว่ากล้องอยู่นิดนึง ทำให้เราไม่รู้สึกว่านักแสดงกำลังจ้องมองกล้อง จึงรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังสนทนากับเรา
มีฉากหนึ่งที่นักวิจารณ์ที่ไหนๆก็พูดกัน และผมคงต้องพูดตามเขา คือฉากที่มีการเคลื่อนกล้องในแนวราบเป็นเส้นตรง เริ่มจากที่ทำงาน: เห็นพนักงานบริษัทกำลังทำงาน โต๊ะทำงานที่วางเรียงใกล้ๆกัน ในห้องเรียน: เห็นนักเรียนในชั้นกำลังหัดเขียนตัวอักษร บนโต๊ะเรียน ทุ่งหญ้านอกห้องเรียน: สองพี่น้องนอนราบอยู่กับพื้น (ทิศทางขนานกับกล้อง) คนพี่นอนเล่น ส่วนคนน้องกำลังหัดเขียนตัวอักษร บนพื้น, 3 ฉากนี้มีการเคลื่อนกล้องไปในทิศทางเดียวกัน มุมกล้องเดียวกัน และตัดต่อเปลี่ยนฉากโดยไม่ให้การเคลื่อนภาพสะดุด ฉากนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมาก เพราะมีจังหวะที่ต่อเนื่องที่สวยงามและสื่อความหมาย นัยยะความเหมือนในความแตกต่าง โต๊ะเรียนสมัยเด็ก กับโต๊ะทำงานตอนเป็นผู้ใหญ่ ร่างกายเติบใหญ่ขึ้น วัยวุฒิ วุฒิภาวะมากขึ้น แต่อะไรๆยังคล้ายๆเดิม เราสามารถมองได้ในเชิงเปรียบเทียบ, เสียดสี, หรือการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กเป็นวัยผู้ใหญ่ (หรือวัยผู้ใหญ่เป็นวัยเด็ก)
ปมเรื่องพ่อ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้กับเด็กผู้ชายแทบทุกคน สมัยเด็กๆ ผมคิดว่าตัวเองก็น่าจะเคยคุยข่มกับเพื่อนเหมือนกันว่า พ่อใครเจ๋งกว่า แน่นอนว่าพ่อตัวเองย่อมเจ๋งที่สุดอยู่แล้ว แต่เจ๋งกว่า…อะไรเจ๋ง? ไม่รู้สิครับความคิดแบบเด็กๆบางทีก็เป็นนามธรรมแบบจับต้องไม่ได้แบบนี้ หนังเรื่องนี้จึงทำความเจ๋งให้กลายเป็นรูปธรรม เพื่อให้คนดูจับต้องได้, ความเจ๋งในหนัง ตามที่ผมเข้าใจคือ ความดูดี เป็นผู้นำ มีสิ่งที่คนอื่นไม่มี ทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ และได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น ตอนที่สองพี่น้องได้พบความจริงว่าพ่อไม่เป็นแบบที่คิดไว้เลย มันเหมือนศรัทธาของพวกเขาได้สิ้นสุดลง พ่อคือทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เมื่อพ่อไม่ได้เป็นอย่างที่วาดฝันไว้ แล้วพ่อเป็นอะไร? … การประท้วงไม่กินข้าว มันคือช่วงการไม่ยอมรับ (deny) เพื่อเรียกคืนความเชื่อของพวกเขา คำถามของลูกคนโตเมื่อทำไมพ่อไม่เป็นเจ้านายเขาละ … เป็นผมเจอเด็กถามมาแบบนี้ ไม่รู้จะตอบยังไงเลยละครับ อธิบายอะไรไปก็คงไม่เข้าใจ ไล่ให้ไปนอนนี่แหละดีที่สุด ให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยา เพราะเด็กๆจดจำอะไรพวกนี้ได้ไม่นานอยู่แล้ว เดี๋ยวก็ลืม พอเช้าแล้วก็เริ่มต้นใหม่ วันถัดมายังไงพวกเขาก็ต้องกินข้าว ไปโรงเรียน ประท้วงแบบนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรอยู่แล้ว แต่เด็กๆย่อมคิดไม่ได้, ตอนเช้ามา พวกเขาได้รับการง้อนิดหน่อย จากแม่เอาอาหารมายั่วก็ทนไม่ได้แล้ว นี่แหละครับเด็ก บางอย่างไม่ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจก็ได้ โตขึ้นเดี๋ยวก็จะเข้าใจเองได้, ปมเรื่องพ่อ สุดท้ายแล้วจบที่เด็กๆก็เลิกเถียงกัน พ่อของใครของใครก็เจ๋ง เออ! บทจะจบก็จบแบบไม่ต้องเข้าใจอะไรเลยนี่แหละ
ปี 1929 ที่ญี่ปุ่นเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก (stock market crash) และระบบการเงินของทั่วโลกก็ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ พนักงานกินเงินเดือนสมัยนั้นตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ทุกๆ 5 คนมีคนตกงาน 1 คน ในหนังไม่ได้บอกว่าเรื่องราวดำเนินขึ้นในช่วงปีไหน แต่มีความเป็นไปได้ว่าเหตุผลที่พ่อต้องเลียแข้งเลียขาเจ้านาย อาจเพราะสาเหตุประมาณนี้ก็ได้ ครั้งหนึ่งพ่ออาจตกงาน หางานทำไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตกับแม่เลี้ยงลูกอย่างลำบาก (ตอนนั้นพวกเขาคงยังไม่รู้เรื่องอะไรด้วยซ้ำ) นั่นทำให้พ่อพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตนถูกไล่ออกหรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้ครอบครัวต้องลำบากอีก
Ozu ถ่ายหนังเรื่องนี้ในช่วง พฤศจิกายน 1931 ถึง เมษายน 1932 เห็นว่าระหว่างถ่ายทำมีนักแสดงเด็กได้รับบาดเจ็บ ทำให้ต้องหยุดกองถ่ายชั่วคราว ช่วงเวลาว่าง Ozu จึงไปกำกับหนังอีกเรื่องหนึ่งแทน พอกลับมาถ่ายหนังเห็นว่า Ozu ได้มีการเปลี่ยนแปลงฉากจบ ที่แบบเดิมจะเป็นพี่คนโตหนีออกจากบ้าน และทหารญี่ปุ่น (ที่กำลังเตรียมไปสงคราม) มาเจอตัว ขณะที่เขากำลังจะตายเพราะความหิวโหย นี่เป็นตอนจบที่คลุมเคลือมากๆ เพราะมันเปิดกว้างไม่ใช่สไตล์ของเขาเลย ผมดีใจมากๆที่หนังไม่ได้จบแบบนี้ คนดูคงจะรู้สึกสิ้นหวังและมองไม่เห็นทางออกของปัญหาแน่ๆ จบแบบในหนังผมคิดว่าลงตัวที่สุดแล้ว กลายเป็นตำนานไปเลย
เหตุผลที่ผมจัดหนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะช่วงท้าย ขณะที่พ่อจ้องมองลูกชายทั้งสองที่กำลังหลับอยู่ เขาพูดว่า โตขึ้นอย่างเป็นแบบพ่อก็แล้วกัน “Don’t become miserable apple-polishers like me, boys” ใช่เลยละครับ นี่อาจจะไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้เด็กๆพึงพอใจ แต่มันแสดงว่าพ่อก็รู้ตัวเอง เขาเป็นแค่คนธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหน เมื่อลูกรู้แล้วว่าพ่อเป็นยังไง โตขึ้นก็อย่าเป็นแบบพ่อแล้วกัน ซีนต่อมาตัดไปที่แม่ ที่ค่อยๆกุมมือเหมือนกำลังอธิษฐาน แสดงให้เห็นว่า คงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกลำบาก ถึงตอนนี้ลูกๆจะยังไม่เข้าใจพวกเขา โตขึ้นจะต้องเข้าใจได้อย่างแน่นอน นี่เป็นช่วงเวลาตราตรึงมากๆ ใครไม่ได้ดูก่อนตายนี่น่าเสียดายสุดๆ
แนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคน เน้นกับครอบครัว พ่อ-แม่ ลูก ดูได้ทั้งครอบครัว แฝงข้อคิดที่ดีมากๆ ใครแฟนหนังของ Ozu ก็ห้ามพลาด กับคนรุ่นใหม่หนังเงียบอาจไม่ค่อยถูกชะตากันเสียเท่าไหร่ แนะนำสำหรับคนมีประสบการณ์การดูหนังมาบ้าง (Amatuer) หรือมีคนที่สามารถแนะนำให้เข้าใจหนังได้ จัดเรต G (General) เหมาะกับทุกเพศทุกวัย


ใส่ความเห็น