I’m Not There (2007)

I'm Not There

I’m Not There (2007) hollywood : Todd Haynes ♥♥♥♥

วิธีการจะอธิบาย ‘อารมณ์ศิลปิน’ ของ Bob Dylan ให้ได้ใกล้เคียงมากที่สุด คือคัดเลือกหกนักแสดง ชาย-หญิง เด็ก-แก่ คนขาว-ผิวสี ดำเนินเรื่องอดีต-ปัจจุบัน ในโลกความจริง-เพ้อฝัน เพื่อสะท้อนตัวตนของเขาในแต่ละช่วงเวลาออกมา

คนที่ไม่ใช่แฟนคลับของ Bob Dylan คงเกาหัว กุมขมับ นี่มันภาพยนตร์อัตชีวประวัติห่าเหวอะไร ดูแบบตั้งใจก็ยังอาจไม่รู้เรื่อง … ผมไปอ่านเจอคำแนะนำนักวิจารณ์ Roger Ebert ให้ลองหาภาพยนตร์สารคดี Dont Look Back (1967) และ No Direction Home (2005) เรื่องหลังกำกับโดย Martin Scorsese มารับชมเสียก่อน อาจทำให้เกิดความเข้าใจอะไรๆใน I’m Not There (2007) มากขึ้นก็เป็นได้

แต่ถ้าคุณมีประสบการณ์ภาพยนตร์สูงมากพอ สามารถรับชม 8½ (1963) ของ Federico Fellini‎ ตรัสรู้เรื่อง! ก็น่าจะไม่มีปัญหาเท่าไหร่กับ I’m Not There แถมยังจะพานพบเห็นอะไรๆมักคุ้นเคยอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ในบรรดาภาพยนตร์แนว Biopic อัต-ชีวประวัตินักร้อง นักดนตรีชื่อดัง ผมครุ่นคิดว่า I’m Not There น่าจะคือเรื่องยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว เต็มไปด้วยแนวความคิดสร้างสรรค์ เทคนิคนำเสนอชั้นสูง ‘High Art’ ด้วยไดเรคชั่นที่สามารถสะท้อนตัวตนศิลปิน Bob Dylan ได้ถึงระดับจิตวิญญาณ

สิ่งที่คือโคตรไฮไลท์ คือความมหัศจรรย์ของ Cate Blanchett ในการรับบท Bob Dylan … นี่ฟังดูพิลึกพิลั่น ให้นักแสดงหญิงคือ Alter-Ego ของศิลปิน แต่มันผิดอะไรกัน! เพราะมนุษย์ทุกคนนั้นล้วนมีความเป็นชาย-หญิง ผสมคลุกเคล้าในตัวตนเอง ซึ่งตอนของเธอถูกนำเสนอด้วยอิทธิพลจาก 8½ (1963) ในโลกแห่งความเพ้อใฝ่ฝันจินตนาการ ถือว่าเสริมสร้างมิติให้หนังได้อย่างลุ่มลึก ตราตรึง แถมขโมยซีนนักแสดงอื่นไปเต็มๆ จนสาารถคว้ารางวัล Volpi Cup for Best Actress (เทศกาลหนังเมือง Venice) และได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress


ก่อนอื่นคงต้องกล่าวถึง Bob Dylan ชื่อจริง Robert Allen Zimmerman (เกิดปี 1941) นักร้อง นักแต่งเพลง ศิลปิน จิตรกร นักประพันธ์ และกวีชาวอเมริกัน เกิดที่ Duluth, Minnesota ครอบครัวเชื้อสาย Jews วัยเด็กชื่นชอบฟังวิทยุ หลงใหลแนวเพลง Blues, Country พอเติบโตขึ้นหันมาสนใจ Rock and Roll, ระหว่างเรียนมัธยม พยายามก่อตั้งวงดนตรีร่วมกับเพื่อนๆ เล่นบทเพลงของ Little Richard, Elvis Presley จากนั้นมุ่งหน้าสู่ University of Minnesota ทุ่มความสนใจให้ American Folk Song โดยมีไอดอลคนแรกคือ Woody Guthrie

“The thing about rock’n’roll is that for me anyway it wasn’t enough… There were great catch-phrases and driving pulse rhythms… but the songs weren’t serious or didn’t reflect life in a realistic way. I knew that when I got into folk music, it was more of a serious type of thing. The songs are filled with more despair, more sadness, more triumph, more faith in the supernatural, much deeper feelings”.

– Bob Dylan ให้สัมภาษณ์ถึงความสนใจในดนตรีแนว Folk Song เมื่อปี 1985

มีนาคม 1962, ออกอัลบัมแรกในสังกัด Columbia Records ตั้งชื่อว่า Bob Dylan แนวเพลง Folk, Blues, Gospel ยอดขายปีแรกเพียง 5,000 กว่าก็อปปี้ น้อบริบหรี่จนเกือบจะถูกยกเลิกสัญญา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 1963 ออกอัลบัมสอง The Freewheelin’ Bob Dylan แต่งเพลงด้วยแนวความคิด Protest Song มีบทเพลงสร้างชื่อคือ Blowin’ in the Wind

แซว: จริงๆแล้ว Blowin’ in the Wind ขับร้องโดย Dylan ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าไหร่หรอกนะ แต่ฉบับ Cover โดย Peter, Paul and Mary วางขายสามสัปดาห์ถัดจากนั้น สามารถไต่ขึ้นอันดับ 2 ชาร์ท Billboard Hot 100 โด่งดังกว่าต้นฉบับเสียอีก! ด้วยสาเหตุผลนี้เลยทำให้อัลบัม The Freewheelin’ Bob Dylan ค่อยๆได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ยอดขายสิ้นปีระดับ Platinum เกินล้านก็อปปี้

ความสนใจช่วงแรกๆของ Dylan มักแต่งเพลงสะท้อนปัญหาสังคม เนื้อหาต่อต้านสงคราม อาทิ Blowin’ in the Wind, The Times They Are a-Changin กลายเป็นบทเพลงเชิงสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชน และต่อต้านสงครามในสหรัฐอเมริกา จนได้รับฉายาให้เป็น ‘ราชาแห่งโฟล์ก’ แต่ต่อมาไม่รู้เกิดความเบื่อหน่ายหรืออย่างไร ค้นพ้นหนแนวทางใหม่ ละทิ้ง Folk Song ร่วมบรรเลงกับวงกีตาร์ไฟฟ้า จนถูกแฟนๆจำนวนมากตีตราหน้าเรียกว่าคนทรยศ จนถึงขั้นตะโกนด่า Judas แต่ก็ยังประสบความสำเร็จล้นหลามอย่างต่อเนื่องไม่เสื่อมคลาย


Todd Haynes (เกิดปี 1961) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา ถือตัวเองว่าคือคนบุกเบิก New Queer Cinema ในช่วงต้นทศวรรษ 90s เกิดที่ Los Angeles, California เชื้อสาย Jews มีความสนใจสร้างภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าเรียน Art and Semiotics ที่ Brown University พบเจอ Christine Vachon กับ Barry Ellsworth ร่วมกันก่อตั้ง Apparatus Productions สตูดิโอ Indy เริ่มสร้างหนังนอกกระแสเรื่องแรก Superstar: The Karen Carpenter Story (1987) ชีวประวัติของนักร้องหญิง Karen Carpenter ที่ใช้ตุ๊กตาบาร์บี้นำแสดง, ตามด้วย Poison (1991) คว้ารางวัล Grand Jury Prize- Dramatic จากเทศกาลหนังเมือง Sundance

ผู้กำกับ Haynes เปิดอกผึ่งผายว่าเป็นเกย์ แต่ความสนใจของเขามิใช่แค่สร้างหนัง LGBT แต่คือทุกประเด็นที่ชวนให้เกิดข้อถกเถียง ความขัดแย้ง ปัญหาสังคมในยุค Post-Modernist อาทิ การมีชื่อเสียงโด่งดัง, ติดโรค, ติดยาเสพติด, Sex Addict ฯ

ผลงานเด่นๆอาทิ Far from Heaven (2002), I’m Not There (2007), Carol (2015) ฯ

ความชื่นชอบคลั่งไคล้ใน Bob Dylan ทำให้ Haynes ติดต่อหาผู้จัดการส่วนตัว(ของ Dylan) Jeff Rosen เพื่อขออนุญาตใช้บทเพลงประกอบภาพยนตร์ชีวประวัติ ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำให้ส่งเนื้อเรื่องย่อหนึ่งหน้ากระดาษ เพื่อขออนุมัติจาก Dylan โดยย่อหน้าแรกนั้น อ้างอิงจากบทกวี ‘I is someone else’ ของ Arthur Rimbaud

“If a film were to exist in which the breadth and flux of a creative life could be experienced, a film that could open up, as opposed to consolidating, what we think we already know walking in, it could never be within the tidy arc of a master narrative. The structure of such a film would have to be a fractured one, with numerous openings and a multitude of voices, with its prime strategy being one of refraction, not condensation. Imagine a film splintered between seven separate faces — old men, young men, women, children — each standing in for spaces in a single life”.

แค่นั้นเองที่ทำให้ Dylan ตอบอนุญาตให้ Hayes สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยทั้งคู่ไม่เคยพบเจอหน้าคร่าตา หรือพูดคุยสนทนากันเลยสักครั้งเดียว! ร่วมงานกับนักเขียนชาวอิสราเอล Oren Moverman พัฒนา 7 ตัวละครจาก 6 นักแสดง ที่สามารถสะท้อนบุคลิกภาพในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

“The minute you try to grab hold of Dylan, he’s no longer where he was. He’s like a flame: If you try to hold him in your hand you’ll surely get burned. Dylan’s life of change and constant disappearances and constant transformations makes you yearn to hold him, and to nail him down. And that’s why his fan base is so obsessive, so desirous of finding the truth and the absolutes and the answers to him”.

– Todd Haynes


สำหรับ 6-7 บุคคลิกภาพของ Bob Dylan ประกอบด้วย
– เด็กชาย/ตัวปลอม Woody Guthrie (รับบทโดย Marcus Carl Franklin)
– นักกวี Arthur Rimbaud (รับบทโดย Ben Whishaw)
– ศาสดาด้านดนตรี Jack Rollins และต่อมาหันหน้าเข้าศาสนากลายเป็น Father John (รับบทโดย Christian Bale)
– นักแสดงชื่อดัง Robbie Clark (รับบทโดย Heath Ledger)
– นักร้อง Rock and Roll ผู้ถูกตีตราหน้าว่าคือคนทรยศ Jude Quinn (รับบทโดย Cate Blanchett)
– คนนอกกฎหมาย อดีตอาชญากรชื่อดัง Billy the Kid/Billy McCarty (รับบทโดย Richard Gere)

เด็กชายผิวสีวัย 11 ปี ร่อนเร่หลบหนีจากสถานรับเลี้ยงดู กระโดดขึ้นรถไฟพร้อมกีตาร์โปร่งเขียนข้อความว่า ‘This machine kills fascists’ เป็นตัวละครสะท้อนถึงไอดอลคนแรกของ Dylan ชื่อ Woody Guthrie (1912 – 1967) ผู้ได้รับฉายาว่า ‘นักดนตรีคนจน’ ถึงขนาดประกาศตนเองเป็นลูกศิษย์ แต่ง/ร้องเพลงด้วยเนื้อหาเรียกความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม

Arthur Rimbaud นักกวีผู้มีความมั่นใจในตนเองสูง นั่งลงตอบคำถามสัมภาษณ์อย่างยียวนกวนประสาท สะท้อนช่วงปี 1965 ที่ Dylan ได้รับอิทธิพลจากบทกวี และวรรณกรรม Beat Generation แสวงหาตัวตน ต่อต้านทุนนิยม ไม่ยึดติดกับกฎกรอบประเพณีใดๆ

นักดนตรีแนว Folk ชื่อดัง Jack Rollins กลายเป็นตำนานด้วยบทเพลงตั้งคำถามถึงโลก ปัญหาสังคม สงคราม/ความขัดแย้ง ได้รับการขนานนามว่าคือ ‘กระบอกเสียงแห่งยุคสมัย’ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งครุ่นได้ว่าที่ทำไปคงไม่มีประโยชน์อะไร ซึ่งหลังเหตุการณ์ลอบสังหาร ปธน. John F. Kennedy ดื่มด่ำเมามายในงานรับมอบรางวัล พูดระบายสิ่งอึดอัดอั้นภายในใจออกมา จนต้องหลบหลี้หนีหน้าหายตัวไปชั่วคราว

Robbie Clark นักแสดงหนุ่มอายุ 22 ปี รับบท Jack Rollins ในภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Grain of Sand (1965) จนได้รับฉายา ‘James Dean คนใหม่’ ซึ่งระหว่างการถ่ายทำพานพบเจอ ตกหลุมรัก แต่งงานภรรยาคนแรก Claire มีบุตรด้วยกันหลายคน ซึ่งความสัมพันธ์ของพวกเขาสะท้อนถึงสงครามอินโดจีน และเมื่อความขัดแย้งกับเวียดกงสิ้นสุด ความรักก็เช่นกัน

Jude Quinn ถูกขนานนามว่า Judas เพราะการละทอดทิ้งแนวเพลง Folk ที่สร้างชื่อให้ตนเอง แล้วเปลี่ยนไปเล่นเพลง Rock and Roll แบบไม่สนหัวใคร นี่คือช่วงเวลาสะท้อนตำนานความขบถอันยิ่งใหญ่ เรื่องของข้าจะทำไม รับไม่ได้ก็ไม่ต้องทนฟังเท่านั้นเอง … ด้วยเหตุนี้ช่วงท้าย ตัวละครเหมือนจะเสพยาเกินขนาดจนเสียชีวิต

Billy ชายวัยกลางคนอาศัยอยู่อย่างสันโดษท่ามกลางผืนป่า ธรรมชาติ สะท้อนถึงช่วงเวลาการหลบลี้หนีสาธารณะของ Dylan หลังจากประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ครั้งร้ายแรง หันมานับถือพุทธศาสนา สร้างงานเพลงอีกครั้งในบ้านกลางหุบเขา ขณะเดียวกันสะท้อนถึงภาพยนตร์ที่ร่วมสมทบ Pat Garrett & Billy the Kid (1973) แม้ไม่ใช่บท Billy the Kid แต่ก็เพ้อใฝ่ฝันอยากเป็นตัวละครนั้น

ปลายทศวรรษ 70s เป็นช่วงเวลาที่ Dylan เหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่ายกับการค้นหาคำตอบชีวิต จึงเปลี่ยนกลับมานับถือศาสนาคริสต์ บวชรับใช้พระเจ้า กลายเป็น Father John เขียนบทเพลง Every Grain of Sand ไว้คอยขับกล่อมเกลาผู้คน


ถ่ายภาพโดย Edward Lachman สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Haynes ผลงานเด่นๆ The Virgin Suicides (1999), Erin Brockovich (2000), Far from Heaven (2002), I’m Not There (2007), Carol (2015) ฯ

ทั้ง 6 ตัวละครต่างมีลักษณะการถ่ายภาพ/ไดเรคชั่นนำเสนอที่แตกต่างกัน
– Woody Guthrie ถ่ายภาพสี โทนเขียว-เหลือง ตัวละครออกเดินทางไปเรื่อยๆ
– Arthur Rimbaud ถ่ายภาพขาว-ดำ มีเพียงการนั่งสัมภาษณ์แสดงความคิดเห็น
– Jack Rollins และ Father John นำเสนอในเชิงสารคดี มีการสัมภาษณ์ กล้องสั่นๆเหมือนแอบถ่าย ถ่ายทำด้วยภาพสีโทนฟ้า-ส้ม
– Robbie Clark ถ่ายภาพสี โทนน้ำเงิน-น้ำตาล
– Jude Quinn ถ่ายภาพขาว-ดำ มุมกล้องแปลกๆ
– Billy the Kid ถ่ายภาพสี โทนน้ำตาล ให้สัมภาษณ์กลิ่นอายหนัง Cowboy Western

ช็อตแรกของหนัง ถ่ายทำ Long Take ออกเดินสู่หน้าเวทีด้วยมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแทนถึง Bob Dylan แต่ผู้ชมสามารถตระหนักได้ว่า เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นอย่างแน่นอน I’m not There … เป็น Sequence สื่อถึงชื่อหนังได้ตรงตัวมากๆ ซึ่งภาพแรกปรากฎขึ้นนี้ พบเห็นบุหรี่ที่คือเอกลักษณ์ของ Dylan วางอยู่พอดี

ในหนังมีตัวละครเดียวที่พบเห็นขับมอเตอร์ไซด์ คือ Robbie Clark (รับบทโดย Heath Ledger) ซึ่งจะล้อกับช่วงท้ายที่ประสบอุบัติเหตุ ชนต้นไม้ข้างทาง

สังเกตว่าชื่อหนัง I’m not there. มีการเล่นสีขาว-ดำ ซึ่งถ้าเราแบ่งแยก I’m not (ฉันไม่) กับคำว่า there (อยู่นี่) ถือว่ามีความหมายตรงกันข้ามเลยนะ

เริ่มต้น-จุดจบ เกิด-ตาย สุดท้ายก็เวียนมาบรรจบ ซึ่งการเสียชีวิตของตัวละคร Jude Quinn จะได้รับการเฉลยเมื่อดำเนินเรื่องถึงช่วงท้ายของหนัง ช็อตนี้แนะนำทรงผมสุดยุ่งเหยิงอันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Bob Dylan ไปก่อนแล้วกัน!

ไดเรคชั่นการนำเสนอของหนัง จะมีการคลุกเคล้าทั้ง 6-7 เรื่องราว/บุคคลิกภาพของ Dylan ในระนาบเดียวกัน ซึ่งเมื่อใดที่ความสัมพันธ์สอดคล้อง เช่นว่า Woody Guthrie กำลังจะแนะนำตนเองให้กับเพื่อนร่วมโดยสารรถไฟ กลับแทรกภาพของ Arthur Rimbaud ขณะเริ่มต้นให้สัมภาษณ์แล้วพูดบอกชื่อตนเองแทน

จะว่าไปมีเพียง Marcus Carl Franklin ที่ได้ขับร้องเพลงด้วยเสียงตนเอง นอกนั้น…
– John Doe และ Mason Jennings ร้องแทน Christian Bale
– Stephen Malkmus ร้องแทน Cate Blanchette
– ส่วน Richard Gere, Heath Ledger และ Ben Whishaw ไม่ได้ขับร้องเพลงใดๆ

Grain of Sand คือหนังซ้อนหนัง ‘film within a film’ นำแสดงโดย Robbie Clark (Heath Ledger) รับบทเป็น Jack Rollins (ตัวละครของ Christian Bale) ซึ่งจะสะท้อนเรื่องราวระหว่างการสัมภาษณ์ (ตัวละครของ Julianne Moore เหมือนว่าจะกลายเป็นเธอคนนี้ในภาพยนตร์ Grain of Sand)

เกร็ด: Grain of Sand เป็นชื่อที่คงได้แรงบันดาลใจจากบทเพลง Every Grain of Sand ที่ Dylan แต่งขึ้นเพื่อเสริมศรัทธาต่อพระเยซูคริสต์

To see a world in a grain of sand
And a heaven in a wild flower,
Hold infinity in the palm of your hand
And eternity in an hour.

ตัวละคร Claire Clark (รับบทโดย Charlotte Gainsbourg) เป็นส่วนผสมของแฟนคนแรก Suze Rotolo และภรรยาคนแรก Sara Dylan พบรักระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ แอบแต่งงานมีบุตรร่วมกัน (จริงๆมี 4 คน)

สิ่งที่ผมสนใจในตัว Claire คือภาพวาด Abstract ของเธอ โดยเฉพาะที่ติดฝาผนังผลงานนี้ พบเห็นตัวอักษร CONG ซึ่งสะท้อนถึงสงครามเวียดนาม สัมผัสของภาพช่างดูปั่นป่วน ว้าวุ่นวาย ใช้สีน้ำตาลละเลงพื้นดำ ดูราวกับโคลนเลน ความสกปรก ชั่วร้าย ติดค้างคาอยู่ภายในใจ ไม่สามารถชำระล้างออกได้

จะว่าไปเรื่องราวของ Robbie-Claire อย่างช็อตนี้ มีกลิ่นอายผลงานภาพยนตร์ของ Jean-Luc Godard โดยเฉพาะกระจกสะท้อนหน้า-หลังตัวละคร พยายามจะเปิดเผยธาตุแท้ตัวตนของอีกฝ่ายออกมา

อันนี้เป็นคลิปเสียงของ Bob Dylan เมื่อตอนขึ้นรับรางวัล Tom Paine Award จาก National Emergency Civil Liberties Committee เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1963 ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารปธน. John F. Kennedy ซึ่งถือว่าน่าจะคือจุดเปลี่ยนความครุ่นคิดเห็น/มุมมองส่วนตัวต่อโลกไปโดยสิ้นเชิง (อันทำให้ค่อยๆเริ่มหันหลังให้ Folk แล้วมาสนใจ Rock & Roll)

ช็อตนี้ถือว่าเป็น Expression ที่ต่อเนื่องหลังจาก Jack Rollins ขึ้นรับรางวัล สู่เรื่องราวของ Jude Quinn อยากเอาปืนกราดยิง เข่นข่าผู้ชมให้ดับดิ้น … แต่นี่ก็แค่ภาพจินตนาการของเขาเท่านั้น ซึ่งวิธีแสดงออกมาคือ เล่นคอนเสิร์ตแบบห่วยๆ เปิดเสียงดังๆ ไม่แคร์ยี่หร่าผู้ชม ตะโกนด่าพ่อล่อแม่ก็ช่าง

หลายคนอาจสงสัย ซีนนี้มันบ้าบอคอแตกอะไร? ดูจากเสื้อผ้าหน้าผม Jude น่าจะกำลังเต้นเล่นกับสี่เต่าเกรียด The Beatles

ใครเคยรับชม 8½ (1963) น่าจะมักคุ้นเคยกับงานภาพ ทิศทาง มุมกล้อง ทั้งยังการออกแบบฉาก สถาปัตยกรรม เสื้อผ้าหน้าผม โคลนมาดูคล้ายคลึงมากๆ

โดยเฉพาะท่าทางการขยับแว่นนี้ คือวินาทีที่ Guido ใน 8½ (1963) กำลังลอยล่องไปกับความเพ้อฝันของตนเอง

ซึ่งสิ่งที่ Jude จินตนาการถึงนั้น คือหญิงสาวแปลกหน้า Coco Rivington (รับบทโดย Michelle Williams) ได้รับคำอธิบายว่า ‘Andy’s new bird’ ซึ่งตัวจริงๆคือ Edie Sedgwick หนึ่งในสมาชิกโรงงาน Andy Warhol

บทเพลงดังขึ้นในซีนนี้คือ Main Theme จากภาพยนตร์ Fellini’s Casanova (1976) ของผู้กำกับ Federico Fellini แต่งโดย Nino Rota (เป็นบทเพลงในหนังเดียวเลยกระมังที่ไม่ได้เขียนหรือขับร้องโดย Bob Dylan)

Pat Garrett and Billy the Kid (1973) ภาพยนตร์แนว Western Drama กำกับโดย Sam Peckinpah นำแสดงโดย James Coburn (รับบท Sheriff Pat Garrett), Kris Kristofferson (รับบท Billy the Kid), ขณะที่ Bob Dylan สมทบเป็น Alias ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร แต่แต่งเพลงประกอบ Knockin’ on Heaven’s Door กลายเป็นอีกหนึ่งตำนาน

ในโรงงานของ Andy Warhol พบเห็นแมงมุม Tarantula ซึ่งคือชื่อหนังสือรวบรวมบทกวีเขียนเล่นๆของ Bob Dylan ช่วงระหว่างปี 1965-66 ก็ไม่ได้ต้องการตีพิมพ์วางขาย แต่เห็น John Lennon ทำกำไรได้จาก In His Own Write (1964) ก็เลยเอาแบบอย่างบ้าง

“Now’s not the time to get silly, so wear your big boots and jump on the garbage clowns”.

– ประโยคแรกในหนังสือ Tarantula

เกร็ด: นิตยสาร Spin เขียนบทความ “Top Five Unintelligible Sentences from Books Written by Rock Stars.” อันดับหนึ่งคือ Tarantula

ความชื่นชอบหลงใหลในบทกวีของ Dylan ไม่ได้มีแค่ Arthur Rimbaud แต่ยัง Allen Ginsberg (รับบทโดย David Cross) นักกวีสัญชาติอเมริกัน หนึ่งในผู้นำยุคสมัย Beat Generation นำเข้ามาเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมุมกล้องนี้คือช่วงเวลาที่เขาเป็นปรปักษ์ขัดแย้งต่อพระเจ้า

แต่ไม่นานถัดจากนั้น (ฉากถัดมาเลยนะ) Dylan ก็หวนกลับมาในฐานะ Father John (รับบทโดย Christian Bale) คืนความเชื่อ ศรัทธาในคำสอนพระผู้เป็นเจ้า

จริงๆนี่ถือเป็นอีกบุคคลิก/ตัวละครหนึ่ง จะใช้บริการอีกนักแสดงเลยก็ยังได้ แต่ที่เลือกให้ Christian Bale หวนกลับมาหลังจาก Jack Rollins ก็เพื่อสะท้อนความศรัทธาในผู้คนต่อเขา เปรียบได้กับ Prophet ศาสดาผู้มาไถ่มวลมนุษย์

ชีวิตคู่ของ Robbie-Claire ทำให้พวกเขาราวกับอยู่ในกรงขังคุก ห้อมรายล้อมด้วยซี่บานเกล็ด ไร้หนทางออกว่าจะเอายังไงดีกับชีวิต

Billy พยายามปกปิดบังตัวตนแท้จริง หลบซ่อนเร้นภายใต้ใบหน้ากาก แต่เมื่อโลกได้เจริญก้าวหน้าแปรเปลี่ยนไป อดีตเคยเป็นใครย่อมมิสามารถปกปิดบัง ท้ายสุดเลยถูกจับนำกลับไปรับโทษทัณฑ์ … สะท้องถึง Dylan แม้ต้องการอาศัยอยู่อย่างสันโดษเดี่ยว แต่จิตวิญญาณศิลปินกลับติดตามมาร้องเรียก สุดท้ายเลยจำยินยอมต้องหวนกลับไปสู่โลกใบเก่าของตนเอง

จุดจบของหนังเริ่มต้นจากซีนนี้
– Billy ติดคุก แต่กำลังจะหาหนทางออก ปีนป่ายขึ้นรถไฟ (แบบเดียวกับ Woody Guthrie)
– Robbie Clark ขับรถมอเตอร์ไซด์ชนต้นไม้
– Jude Quinn เสพยาเกินขนาดเสียชีวิต
– Arthur Rimbaud ให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น
– และภาพสุดท้าย Jack Rollins ขับร้องเพลงที่ทำให้ตนเองกลายเป็นตำนาน

แถมท้ายกับภาพช็อตนี้ หลังจาก Jude Quinn เสพยาเกินขนาด จริงๆเสียชีวิตวิญญาณล่องลอยไปแล้วละ แต่ยังถูกฉุดเหนี่ยวรั้งด้วยเชือก มิให้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์โดยง่าย … นัยยะแบบเดียวกับ 8½ (1963) เปะๆเลยนะ

ตัดต่อโดย Jay Rabinowitz สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นอื่นๆ Requiem for a Dream (2000), 8 Mile (2002), I’m Not There (2007), The Tree of Life (2011) ฯ

สำหรับคนรับล่วงรู้จักชีวประวัติ Bob Dylan น่าจะตระหนักได้ว่า หนังดำเนินเรื่องแทบจะไล่เรียงลำดับ Timeline ชีวิตของเขาเลยละ แค่ว่าวิธีนำเสนอที่กระโดดตัดสลับไปมา มีคำเรียกว่า Match Cut นำบางสิ่งอย่างคล้ายคลึง/ตรงกันข้าม ร้อยเรียงให้เกิดความต่อเนื่องกันก็เท่านั้น

ยกตัวอย่างความสัมพันธ์ต่อเนื่องของเรื่องราวที่กระโดดไปมา
– หลังจาก Woody Guthrie ได้รับคำแนะนำให้ขับร้อง/แต่งเพลง ในช่วงเวลาของตนเอง, ฉากถัดไปนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จของ Jack Rollins ได้รับการยกย่องจากแฟนๆว่าเป็น ‘กระบอกเสียงแห่งยุคสมัย’
– เมื่อ Jack Rollins เมากร่าง ระบายความอึดอัดอั้นในงานเลี้ยงรับรางวัล, นำเข้าสู่เรื่องราวของ Jude Quinn กราดยิงปืน ต้องการเข่นฆ่าผู้ชมในคอนเสิร์ต
– Alice Fabian (รับบทโดย Julianne Moore) เมื่อให้สัมภาษณ์บอกว่า Jack Rollins เพ้อใฝ่ฝันต้องการเป็น Billy the Kid, นำเรื่องราวเข้าสู่ Billy McCarty ช่วงขณะหลบซ่อนตัว อาศัยอย่างสันโดษท่ามกลางป่าเขา
– Arthur Rimbaud กล่าวถึง 7 เทคนิคสำหรับการหลบหนี, ตัดสลับกับเรื่องราวของ Billy ซึ่งคืออดีตอาชญากรหลบหนีการจับกุมตัว
– Jude Quinn แสดงความโกรธเกลียดในพระเจ้า, ฉากถัดไป Robbie Clark เงยหน้าเห็นเทวทูต, และJack Rollins หันหน้าเข้าหาศาสนา กลายเป็น Father John
ฯลฯ


เพลงประกอบแทบทั้งหมด ต้องเคยขับร้องหรือแต่งโดย Bob Dylan ซึ่งผมขอเลือกมานำเสนอแค่บทเพลงชื่อหนัง I’m not there ซึ่งบันทึกเสียงไว้เมื่อปี 1967 แต่ไม่ได้ถูกจัดรวมอัลบัมวางขาย จนกระทั่ง The Genuine Basement Tapes เมื่อปี 1990 ซึ่งมีถึง 108 บทเพลง … แต่เนื่องจากผมหาต้นฉบับใน Youtube ไม่ได้ เลยนำ Cover ที่ใช้ในหนังโดยวง Sonic Youth

แซว: เพราะหนังเรื่องนี้เลยนะทำให้ I’m not there กลายเป็นบทเพลงที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมารับฟัง มีชื่อเสียงโด่งดัง ตำนานอีกบทหนึ่งที่แม้จะช้าล้าหลัง แต่ถือว่าเหนือกาลเวลา

เวลาที่ผมรับชมภาพยนตร์อัต-ชีวประวัติของใครก็ตาม สิ่งที่มักมองค้นหา เรื่องราวชีวิตบุคคลผู้นั้นมีสาระประโยชน์ คุณค่าอันใดให้เรียนรู้ จดจำ นำมาเป็นแบบอย่าง … สำหรับ Bob Dylan นักร้องผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอมตะ สิ่งที่ค้นพบก็คือความยุ่งเหยิง ว้าวุ่นวาย เป็นตัวของตนเองในลักษณะที่ไม่เป็นตัวของตนเอง!

Dylan เป็นคนที่ดูเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสี Chameleon ผันแปรเปลี่ยนความสนใจไปเรื่อยๆ ไม่ยอมปักหลัก ย่ำอยู่กับที่ หรือเมื่อมีใครพยายามจัดเข้าพวกไหน ก็แสดงความหัวขบถ ปฏิเสธต่อต้าน ดิ้นพร่านไม่ยอมหยุด ด้วยข้ออ้างเหตุผล เรื่องของฉันใครจะทำไม ชีวิตเปรียบได้ดั่งบทเพลง Like a Rolling Stone

เกร็ด: Like a Rolling Stone คือบทเพลงที่นิตยสาร Rolling Stone จัดอันดับ 1 ชาร์ท 500 Greatest Songs of All Time

การมีตัวตนของ Bob Dylan ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย Beat Generation/Hippie ถือกำเนิดช่วงคาบเกี่ยวสงครามโลกครั้งที่สอง เติบโตขึ้นในทศวรรษ Great Depression พานพบเห็นความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส จึงแสวงหาหนทางหลบลี้หนีเอาตัวรอด ไม่ต้องการถูกจำกัดอยู่ในกฎกรอบ ขนบวิถีทางสังคม ใครไหนพยายามบีบบังคับจึงมักแสดงความหัวขบถขัดแย้งออกมา โหยหาอิสรภาพเสรี มีชีวิตโลดโผน และมักหันหน้าพึ่งพายาเสพติด

เช่นนั้นแล้วข้อคิดชีวิตของ Bob Dylan จะคืออะไร? ในความเห็นส่วนตัว มองว่านั่นเป็นวิถีที่ยุ่งเหยิง ว้าวุ่นวาย ไร้ความสงบสุขจากภายใน ไม่สมควรนำมาเป็นแบบอย่างให้กับตนเอง … สรุปคือไร้สาระประโยชน์โดยสิ้นเชิง

จริงอยู่ว่า Bob Dylan คือหนึ่งในนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ เคยได้ปฏิวัติวงการเพลง สรรค์สร้างวัฒนธรรมอเมริกัน จนกลายเป็น Icons สัญลักษณ์ยุคสมัย แต่นิสัยเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ สนเพียงความต้องการพึงพอใจส่วนตนเอง นั่นไม่มีอะไรให้น่ายกย่องนับถือแม้แต่น้อย ปล่อยให้กาลเวลาหลงเหลือเพียงบทเพลง ผลงานที่กลายเป็นอมตะ สำหรับชายคนนี้ผมว่าก็เพียงเกินพอให้จดจำแล้วละ


แม้เสียงตอบรับเมื่อหนังออกฉายจะค่อนข้างแตก ‘ไม่รักมากก็ชิงชัง’ แต่เมื่อเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ามา 3 รางวัล
– Special Jury Prize เคียงข้าง The Secret of the Grain (2007)
– Volpi Cup: Best Actress (Cate Blanchett)
– CinemAvvenire Award: Best Film

ด้วยทุนสร้าง $20 ล้านเหรียญ ทำเงินได้เพียง $11.7 ล้านเหรียญ ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ที่ผลลัพท์จะออกมาขาดทุน แต่ถึงอย่างนั้นการแสดงของ Blanchett ตราตรึงเกินมองข้าม ได้เข้าชิง
– Oscar: Best Supporting Actress พ่ายให้กับ Tilda Swinton เรื่อง Michael Clayton (2007)
– Golden Globe: Best Supporting Actress ** คว้ารางวัล

เมื่อเดือนกันยายน 2012, บทสัมภาษณ์ Dylan ต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Rolling Stone

“Yeah, I thought it was all right. Do you think that the director was worried that people would understand it or not? I don’t think he cared one bit. I just think he wanted to make a good movie. I thought it looked good, and those actors were incredible”.

– Bob Dylan

ถึงผมจะมองชีวิต Bob Dylan ค่อนข้างไร้สาระแก่นสาร หาคุณประโยชน์มิได้ประการใด แต่ความชื่นชอบชมในภาพยนตร์ I’m Not There โดยเฉพาะความหาญกล้าบ้าบิ่นของผู้กำกับ Todd Haynes และสุดยอดการแสดง Cate Blanchett โคตรซับซ้อน ตราตรึง ทึ่งไปถึงทรวงใน

จัดเรต 18+ กับโลกส่วนตัวที่หมุนรอบตนเองของ Bob Dylan

คำโปรย | I’m Not There คือการมีตัวตนอยู่ของ Bob Dylan ในสายตาผู้กำกับ Todd Haynes
คุณภาพ | ลุ่ลึล้ำ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of