Imitation of Life

Imitation of Life (1959) hollywood : Douglas Sirk ♥♥♥♥

(19/2/2022) พินัยกรรมของผู้กำกับ Douglas Sirk รำพันถึงชีวิต การทำงาน แม้ประสบความสำเร็จล้นหลามที่ Hollywood แต่ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงต้นกำเนิด เชื้อชาติพันธุ์ เพียงหรรษาไปกับโลกมายา จนในที่สุดก็ถึงกาลร่ำลา ได้เวลาเดินทางกลับบ้านสักที, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ทีแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะ Revisit บทความนี้หรอกนะครับ แต่หลังจากรับชมภาพยนตร์ของผู้กำกับ Sirk มาหลายเรื่องติดๆ จึงเริ่มเข้าใจในกระบวนการคิด ไดเรคชั่น ความสนใจ เลยลองหา Imitation of Life (1959) มาทบทวนดูสักหน่อยเป็นไร แล้วก็พบว่า … งานเขียนคราก่อนออกทะเลไปไกลโพ้น!

อุดมคติของชาวตะวันตกเชื่อว่ามนุษย์ควรมี ‘ความรัก’ มอบให้แก่กัน โดยไม่สนเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ สูง-ต่ำ ดำ-ขาว เด็ก-ผู้ใหญ่ แม้แต่ศัตรู-มิตรสหาย ในปริมาณมากเท่าไหร่ยิ่งดี โลกจักได้บังเกิดมีความสงบสันติสุข … แต่นั่นใช่แนวความคิดที่ถูกต้องแล้วหรือ?

Imitation of Life (1959) นำเสนอวิบากกรรมแห่งรัก ทุกสิ่งอย่างที่คุณเคยเชื่อมั่นศรัทธา กลับไม่สามารถส่งมอบความรู้สึกดังกล่าวให้อีกฝั่งฝ่าย เกิดความเข้าใจผิด ครุ่นคิดเห็นต่าง ไม่ยินยอมรับกันและกัน สุดท้ายเลยหลงเหลือเพียงความโศกเศร้า เคล้าน้ำตา (ไม่ใช่โศกนาฎกรรมนะครับ)

  • มารดาทุ่มเทให้การทำงาน จนประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง เพื่อบุตรสาวมีชีวิตสุขสบาย แต่นั่นกลับทำให้เธอไม่มีเวลาหลงเหลืออยู่เคียงชิดใกล้ ดูแลเอาใจใส่ ทำความเข้าใจปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
  • สาวใช้ผิวสีที่มีเวลามากมายในการเลี้ยงดูแลบุตรสาว แต่กลับไม่เคยรับฟัง ทำความเข้าใจปัญหา ยึดถือมั่นในความเชื่อ/ศรัทธา(ศาสนา) เลยถูกบุตรสาวปฏิเสธต่อต้าน แสดงออกพฤติกรรมก้าวร้าว พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นพันธนาการ

“ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” นี่ต่างหากคือสัจธรรมความจริง เพราะการที่เรามอบความรักให้ใคร ตรงกันข้ามย่อมมีคนโกรธเกลียดเคียดแค้นในปริมาณเท่าเทียมกัน

มันเป็นเรื่องยากมากๆที่มนุษย์จะทำทุกสิ่งอย่างให้มีความสมดุล เพียงพอดี มักต้องเลือกระหว่างภาระหน้าที่การงาน หรืออุทิศชีวิตให้กับครอบครัวบุตรหลาน ซึ่งการทุ่มเทอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป อีกฝั่งฝ่ายจักกลายเป็นขาดตกบกพร่อง อันก่อให้เกิดปัญหาติดตามมาอย่างช้าๆ และอาจบานปลายจนไม่สามารถหาหนทางแก้ไข


Douglas Sirk ชื่อจริง Hans Detlef Sierck (1897 – 1987) ผู้กำกับสัญชาติ German เกิดที่ Hamburg, German Empire ช่วงวัยรุ่นมีความชื่นชอบละครเวที แต่เข้าเรียนกฎหมายยัง Munich University มีเรื่องให้ย้ายมหาวิทยาลัยมาเป็น University of Jena ตามมาด้วย Hamburg University เปลี่ยนสู่คณะปรัชญาและประวัติศาสตร์งานศิลปะ ที่นี่ทำให้มีโอกาสรับฟังเลคเชอร์ทฤษฎีสัมพันธภาพของ Albert Einstein จากนั้นมีโอกาสเข้าร่วมโปรดักชั่น Deutsches Schauspielhaus มุ่งมั่นเอาดีด้านการละครประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อย

แม้ตัวเขาจะไม่ได้มีเชื้อสาย Jews แต่อพยพสู่สหรัฐอเมริกาเพราะภรรยากำลังถูกเพ่งเล็ง ได้เซ็นสัญญากับ Columbia Pictures สร้างภาพยนตร์ Anti-Nazi อาทิ Hitler’s Madman (1943), Summer Storm (1944), ย้ายสังกัดมา Universal-International สร้างผลงานระดับตำนานอย่าง Magnificent Obsession (1954), All That Heaven Allows (1955), Written on the Wind (1956), A Time to Love and a Time to Die (1958), และ Imitation of Life (1959)

สไตล์ของ Sirk มีลักษณะ Melodrama มักเกี่ยวกับผู้หญิง ‘woman film’ นำเสนอมุมมองที่อ่อนไหว น่าสงสารเห็นใจ ปัญหาภายในครอบครัว และเทคนิคดูไม่ค่อยสมจริงสักเท่าไหร่ เลยทำให้นักวิจารณ์สมัยนั้นมองข้ามไม่สนใจ บ้างเรียกว่า ‘bad taste’ แต่กลับประสบความสำเร็จทำเงินล้นหลาม

เป็นนักวิจารณ์ฝรั่งเศสของ Cahiers du cinéma เริ่มต้นจาก Jean-Luc Godard พบเห็นคุณค่า และกลายเป็นอิทธิพลสำคัญต่อยุคสมัย French New Wave

…I am going to write a madly enthusiastic review of Douglas Sirk’s latest film, simply because it set my cheeks afire.

Jean-Luc Godard เกริ่นนำในบทความวิจารณ์ A Time to Love and a Time to Die (1958)

Imitation of Life (1933) ต้นฉบับคือนวนิยายแต่งโดย Fannie Hurst (1885 – 1968) นักเขียนหญิงสัญชาติอเมริกัน เชื้อสาย Jews โด่งดังกับการผสมผสามเรื่องราวรักโรแมนติก ปัญหาสังคม สิทธิสตรี รวมไปถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับเชื้อชาติพันธุ์ ทำให้ได้รับความนิยมล้นหลามจากนักอ่านหญิง จนกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนค่าตัวสูงสุดช่วงทศวรรษ 20s

Universal Studios คว้าลิขสิทธิ์นวนิยายตั้งแต่ตอนวางขาย ก่อนหน้านี้ได้ดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่อง Imitation of Life (1934) กำกับโดย John M. Stahl นำแสดงโดย Claudette Colbert, Warren William, Louise Beavers ประสบความสำเร็จล้นหลาม แถมยังเข้าชิง Oscar อีกสามสาขา Best Picture, Best Assistant Director และ Sound Mixing

ผู้กำกับ Sirk มีโอกาสอ่านนวนิยายของ Fannie Hurst มาหลายเรื่อง (แต่ไม่เคยรับชมฉบับภาพยนตร์) ก่อนตัดสินใจเลือก Imitation of Life มาดัดแปลงเป็นผลงานสุดท้ายของตนเอง ร่วมงานกับ

  • Eleanore Griffin (1904 – 1995) นักเขียนหญิงสัญชาติอเมริกัน เคยคว้า Oscar: Best Writing, Original Story จากผลงาน Boys Town (1938) นำแสดงโดย Spencer Tracy และ Mickey Rooney
  • Allan Scott (1906 – 1995) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ขาประจำคู่ขวัญ Astaire & Rogers อาทิ Top Hat (1935), Swing Time (1936), Shall We Dance (1937) ฯ

ฉบับของ Sirk ได้ปรับแก้ไขเรื่องราวบางส่วนจากนวนิยาย Imitation of Life อาทิ

  • Bea (ในหนังชื่อ Lora) ได้รับความช่วยเหลือจากคนใช้ผิวสีชื่อ Delilah (ในหนังชื่อ Annie) มอบสูตรทำ Waffle/Pancake มาเปิดร้านทำธุรกิจ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (ในหนัง Lora ประสบความสำเร็จจากการเป็นนักแสดง Broadway)
  • ลูกสาวของ Delilah ชื่อว่า Peola เป็นคนผิวสี ‘light skin’ จะขาวก็ไม่ใช่ ดำก็ไม่เชิง (ในหนัง Sarah Jane ผิวสีขาวแท้ๆ)

เรื่องราวเริ่มต้นปี 1947, แม่หม้ายยังสาว Lora Meredith (รับบทโดย Lana Turner) ระหว่างพลัดหลงกับบุตรสาว Susie ค้นพบเจออยู่กับ Annie Johnson (รับบทโดย Juanita Moore) หญิงผิวสีที่มีบุตรสาวผิวขาว Sarah Jane ซึ่งก็ได้ทำการโน้มน้าวขอความช่วยเหลือ อาสาทำงานเป็นคนรับใช้ ไม่รับค่าตัวก็ได้ แค่สถานที่พึ่งพักพิง ด้วยความรู้สึกสงสารเห็นใจ จึงยินยอมรับทั้งสองให้มาอาศัยอยู่ด้วยกัน

จากนั้นชีวิตของ Lora ก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ กลายเป็นนักแสดง Broadway ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดัง สามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน เด็กๆก็เติบใหญ่กลายเป็นสาวแรกรุ่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น

  • Sarah Jane (รับบทโดย Susan Kohner) ประสบปัญหาไม่ได้รับการยินยอมรับจากสังคม เพราะมารดาผิวสี แต่ตนเองเป็นคนขาว เลยตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้าน ทำงานร้อง-เล่น-เต้น อะโกโก้ ตามผับบาร์
  • Susie (รับบทโดย Sandra Dee) ตกหลุมรักชายคนเดียวกับมารดา Steve Archer (รับบทโดย John Gavin) เมื่อรับรู้ว่าพวกเขากำลังจะแต่งงานกัน จิตใจก็พลันแตกสลาย หาข้ออ้างเรียนต่อยังมหาวิทยาลัย เพื่อออกจากบ้านหลังนี้ไปให้แสนไกล

Lana Turner ชื่อจริง Julia Jean Turner (1921 – 1995) นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Wallace, Idaho ถูกค้นพบเจอโดยแมวมองเซ็นสัญญา Warner Bros. แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก They Won’t Forget (1937) แม้จะบทเล็กๆแต่ได้รับการยกย่องจนได้รับฉายา ‘Sweater Girl’ ค่อยๆสะสมชื่อเสียงจาก Johnny Eager (1941), Ziegfeld Girl (1941), Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), Somewhere I’ll Find You (1942), กลายเป็น Femme Fatale ตั้งแต่ The Postman Always Rings Twice (1946), The Bad and the Beautiful (1952), Peyton Place (1957) ** เข้าชิง Oscar: Best Actress

รับบท Lora Meredith แม่หม้ายลูกติด ปัจจุบันแม้มีชีวิตยากลำบาก แต่ก็ยังจิตใจดีงามให้ความช่วยเหลืออุปการะ Annie และ Sarah Jane อาศัยอยู่ร่วมกันในอพาร์ทเม้นท์หลังเล็กๆ, แม้ตัวเธอมีความเพ้อใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง Broadway แต่ก็ค่อนข้างเลือกมาก ต้องในทิศทางถูกต้องเหมาะสม โดยยังคงความเป็นตัวของตนเองเท่านั้น! แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็เข้าข้าง ได้รับโอกาสครั้งสำคัญ และสามารถไขว่คว้าความสำเร็จได้สมประสงค์ดั่งใจหวัง

นี่เป็นตัวละครที่สะท้อน ‘อาชีพการงาน’ ของผู้กำกับ Sirk เมื่อได้รับโอกาสจาก Hollywood แม้ต้องสรรค์สร้างภาพยนตร์ตามใบสั่ง (ของสตูดิโอ) แต่ก็ยังคงความเป็นตัวของตนเอง สไตล์ลายเซ็นต์ไว้ได้มากที่สุด จนสามารถประสบความสำเร็จ (คละเคล้าความล้มเหลว) สมประสงค์ดั่งใจหวัง

Turner เป็นนักแสดงที่อยู่ในความตั้งใจของโปรดิวเซอร์และผู้กำกับมาตั้งแต่แรก เพราะเมื่อปรับเปลี่ยนอาชีพตัวละคร(จากแม่ค้าขายขนม)มาเป็นนักแสดง Broadway สามารถจัดเต็มเสื้อผ้าหน้าผม เครื่องประดับ เพชรพลอย ขายความอร่าม ‘glamour’ ได้อย่างเจิดจรัส … เฉพาะค่าชุดทั้งหมดที่สวมใส่ สูญงบไปถึง $1.075 ล้านเหรียญ กลายเป็นสถิติสูงสุดขณะนั้นเลยนะ!

ก่อนหน้าถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ Cheryl Crane บุตรสาววัย 14 ปีของ Turner มีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับแฟนหนุ่มคนใหม่ของแม่ Johnny Stompanato แล้วใช้มีดจ้วงแทงจนเสียชีวิต กลายเป็นข่าวฉาวโฉ่จนคาดกันว่าอาชีพนักแสดงของเธอคงจบสิ้น แต่เมื่อได้รับโอกาสครั้งใหม่จาก Imitation of Life (1959) นำเอาความรู้สึกดังกล่าวมาเป็นแรงผลักดันตนเอง สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความเจ็บปวด (โดยเฉพาะฉากงานศพช่วงท้าย) ได้อย่างทรงพลังมากๆจริงๆ

แต่หลายคนอาจรู้สึกว่าการแสดงของ Turner ดูปรุงปั้นแต่ง Over-Acting มากเกินไปเสียหน่อย (น่าจะคือเหตุผลที่ไม่ได้เข้าชิง Oscar: Best Actress) เอาจริงๆนั่นคือไดเรคชั่นของผู้กำกับ Sirk เพื่อให้ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงการแสดง อีกตัวตน ‘Imitation of Life’ และถ่ายทอดอารมณ์/ความรู้สึกตัวละครออกมาอย่างเด่นชัดเจน

เกร็ด: Turner ต่อรองโปรดิวเซอร์เพื่อลดค่าตัวลงมาน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปกติ $25,000 เหรียญต่อสัปดาห์ แต่ร้องเรียก 50% ถ้าหนังประสบความสำเร็จทำกำไร ปรากฏว่ายอดสุดท้ายที่ได้รับคือ $2 ล้านเหรียญ กลายเป็นสถิติสูงสุดของนักแสดงหญิงทศวรรษนั้น!


Juanita Moore (1914 – 2014) นักแสดงหญิงผิวสี สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Greenwood, Mississippi มีพี่น้อง 7 คน โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักเต้น ร้องคอรัส ตัวประกอบในโรงละครเวที แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Pinky (1949), ได้รับการจดจำสูงสุด Imitation of Life (1959) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress

รับบท Annie Johnson ทั้งๆเป็นคนอัธยาศัยดี โอบอ้อมอารี แต่ไม่สามารถหาการงานที่ไหน เพราะการมีบุตรสาวผิวขาว (เพราะบิดาเป็นคนขาว) ทำให้ไม่ได้รับการยินยอมรับจากผู้ใด กระทั่งพานพบเจอ Lora Meredith ให้ความช่วยเหลือพึ่งพักพิง ถือเป็นบุญคุณสูงสุดในชีวิต ตอบแทนด้วยการช่วยเหลืองานบ้านทุกสิ่งอย่าง

หลายคนอาจรู้สึกว่า Annie ดูไม่ได้มีพิษมีภัย จิตน้ำใจดีงาม เชื่อมั่นศรัทธาศาสนาอย่างแรงกล้า แต่ทำไมบุตรสาวพอเติบโตขึ้นกลับกลายเป็นเด็กอกตัญญู ทำตัวไม่รู้สึกนึกบุญคุณ … ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของพวกเธอเลยนะครับ แต่คือบริบททางสังคมของสหรัฐอเมริกา ประเทศเลื่องลือชาที่สุดในการเหยียดหยามผู้อื่น ‘Racism’ ยุคสมัยนั้นประเด็นสีผิวยังมีความละเอียดอ่อนไหวอยู่มากๆ ค่านิยม ‘White Supremacy’ ทำให้ Sarah Jane ต้องการละทอดทิ้งเชื้อชาติพันธุ์ของตนเอง ปฏิเสธยินยอมรับความจริง แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตามเถอะ!

นักแสดงผิวสีในยุคแรกๆ มักได้รับบทบาท ‘Stereotype’ ส่วนใหญ่ก็คนงาน สาวใช้ ไม่ค่อยมีความโดดเด่นน่าจดจำอะไร จนกระทั่ง Hattie McDaniel คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actress เรื่อง Gone with the Wind (1939) ที่สร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆให้วงการภาพยนตร์ ซึ่งนักแสดงคนถัดๆมาที่โด่งดังระดับเดียวกันก็คือ Juanita Moore จากภาพยนตร์เรื่องนี้นี่แหละ (เป็นนักแสดงผิวสีที่สามได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress)

แม้ว่าบทบาทของ Moore จะไม่ได้หลุดออกจาก ‘Stereotype’ แต่เธอก็สร้างสีสันด้วยสายตามุ่งมั่น ปรารถนาดี จิตใจโอบอ้อมอารี เลยได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่เคยถูกรังเกียจ เหยียดหยามจากผู้อื่นใด นอกเสียจากบุตรสาวแท้ๆของตนเอง กระทำร้ายจนตรอมใจ หมดสิ้นเรี่ยวแรง พละกำลัง นอนซมซานอยู่บนเตียง ก่อนจะลาจากอย่างยิ่งใหญ่

นี่เป็นตัวละครที่สะท้อน ‘ความเชื่อศรัทธา’ ของผู้กำกับ Sirk ผมไม่แน่ใจว่าเขาเป็นคนเคร่งศาสนาไหม (ไม่น่านะ) แต่ในเรื่องจิตสำนึก มโนธรรม เชื่อในการทำความดี สร้างประโยชน์สาธารณะ นั่นคือสิ่งพบเห็นได้ในภาพยนตร์หลายๆเรื่อง … และการจากไปอย่างมีสไตล์ของ Annie ก็ชัดเจนว่าคือความเพ้อใฝ่ฝัน ชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจให้เป็นผลงานเรื่องสุดท้าย จะให้ร่ำลาจากไปอย่างเงียบๆก็กระไรอยู่


Sandra Dee ชื่อจริง Alexandra Zuck (1942 – 2005) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Bayonne, New Jersey เมื่อตอนอายุ 12 ได้รับการค้นพบโดยโปรดิวเซอร์ Ross Hunter ชักชวนมาถ่ายแบบ แสดงภาพยนตร์ ผลงานเรื่องแรก Until They Sail (1957), รับบทนำ The Reluctant Debutante (1958), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Imitation of Life (1959), A Summer Place (1959), Gidget (1959) ฯ

รับบท Susie Meredith เด็กสาวราวกับเจ้าหญิง (อายุอ่อนกว่า Sarah Jane สองปี) ใช้ชีวิตอย่างแก่นแก้ว เอาแต่ใจ วันๆพูดพร่ำไม่ยอมหยุด เพ้อใฝ่ฝันถึงเจ้าชายขี่ม้าขาว Steve Archer ตกหลุมรัก อยากครองคู่แต่งงาน แต่พอตระหนักว่านั่นคือสิ่งเป็นไปไม่ได้ (เพราะเขาจะแต่งงานกับมารดา) เลยครุ่นคิดหาหนทางออกจากบ้าน เลือกร่ำเรียนยังมหาวิทยาลัย ไปจากสถานที่แห่งนี้ให้ไกลที่สุด

นี่เป็นตัวละครที่สะท้อน ‘ความผิดหวัง’ ของผู้กำกับ Sirk ต่อสหรัฐอเมริกา เพราะเขาได้ค้นพบความจริงมากมายเมื่อได้มาอาศัยอยู่ยัง Hollywood ดินแดนที่เต็มไปด้วยมายา ภาพลวงหลอกตา เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็มิอาจอดรนทนอีกต่อไป ถึงเวลาจะต้องออกเดินทางจากสถานที่แห่งนี้ให้ไกลที่สุด

การแสดงของ Dee อาจโดดเด่นไม่เท่านักแสดงคนอื่นๆ แต่ความน่ารักสดใส อ่อนเยาว์วัย ไร้เดียงสา ทำตัวราวกับเจ้าหญิง จุดนี้ถือว่าเหมือนจริง มีความเป็นธรรมชาติมากๆ (หวังว่าตัวจริงคงไม่ใช่แบบในหนังนะครับ) แม้แต่ตอนถูกปลุกตื่นขึ้นจากความเพ้อฝัน ตระหนักว่าไม่มีวันได้ครองรักเจ้าชาย เสียงร้องไห้ การสนทนากับมารดา ยังไม่หลุดบทบาท(เจ้าหญิง)เลยสักนิดนะ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Susie ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของมารดาล้วนๆ เอาแต่หมกมุ่นในการแสดง สร้างภาพให้ดูดี ไม่เคยมีเวลาพูดคุย เรียนรู้จัก ทำความเข้าใจปัญหา ครุ่นคิดว่าทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์แบบดีพร้อม เลี้ยงดูแลอย่างเอาอกตามใจ (จนติดนิสัย ‘เจ้าหญิง’) ปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของ Annie (สนิทสนมกว่าแม่แท้ๆเสียอีก) ซึ่งไม่สามารถทดแทนช่องว่างขาดหายในจิตใจ


Susanna ‘Susan’ Kohner (เกิดปี 1936) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles มารดา Lupita Tovar เป็นนักแสดงเม็กซิกันที่มาทำงานใน Hollywood ส่วนบิดาคือโปรดิวเซอร์เชื้อสาย Jews, โตขึ้นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เริ่มจากสมทบภาพยนตร์ To Hell and Back (1955), The Last Wagon (1956), โด่งดังสูงสุด Imitation of Life (1959) และ Freud: The Secret Passion (1962), หลังแต่งงานตัดสินใจออกจากวงการ อุทิศชีวิตให้กับครอบครัว

รับบท Sarah Jane ตั้งแต่เด็กไม่เคยเข้าใจว่าทำไมใครๆถึงชอบดูถูกเหยียดหยามคนผิวสี จึงไม่เคยพูดบอกเชื้อชาติพันธุ์ของตนเองแก่ผู้ใด แต่มารดากลับพยายามเปิดเผยแสดงออกให้ใครต่อใครรับรู้ จึงกลายเป็นอคติ โกรธรังเกียจ พอเติบโตขึ้นก็ตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้าน ทำงานเป็นนักเต้นแต่ก็ยังถูกระรังควาญ(จากมารดา) เลยตัดขาดความสัมพันธ์ ไม่ยินยอมพบเจอหน้ากันอีกตราบจนวันตาย

เกร็ด: Natalie Wood เป็นอีกตัวเลือกที่เกือบได้รับบทบาทนี้ แต่เพราะตอนนั้นเธอมีชื่อเสียงพอสมควร (เพิ่งได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress จากเรื่อง Rebel Without a Cause (1955)) ค่าตัวเลยเพิ่มสูงขึ้นด้วย สตูดิโอเลยจำต้องมองหานักแสดงที่ยังหน้าใหม่ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายลงได้มาก

ผมครุ่นคิดว่าเหตุผลที่ผู้กำกับ Sirk ปรับเปลี่ยนจากตัวละครผิวสีอ่อน ‘light skin’ มาเป็นนักแสดงผิวขาว/น้ำตาล (Kohner เป็นลูกครึ่งเม็กซิกัน) ก็เพื่อสะท้อน ‘เชื้อชาติพันธุ์’ (ของผู้กำกับ Sirk เอง) เป็นสิ่งไม่มีทางแก้ไข ปรับเปลี่ยนแปลง แม้จะสามารถกลมกลืน กลายเป็นส่วนหนึ่งในสังคมก็ตามที

  • ตัวละครผิวขาว ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกลุ่มคนขาว แต่เธอก็ไม่มีวันที่จะกลายเป็นคนขาว
  • ผู้กำกับ Sirk ทำงานใน Hollywood จนสามารถขอสัญชาติกลายเป็นอเมริกัน แต่เขาก็ไม่ใช่ชาวอเมริกัน ไม่เคยคิดจะเป็นด้วยกระมัง

การเลือก Kohner ทำให้หนังถูกโจมตีอย่างรุนแรงว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะสม เหยียดสีผิว แต่การแสดงของเธอลบข้อกังขาเรื่องภาพลักษณ์ทิ้งไปหมดสิ้น แสดงสีหน้านิ่วคิ้วขมวด เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ไม่พึงพอใจ สัมผัสได้ถึงความขัดแย้ง ระทมทุกข์ทรมานจากภายใน โหยหาอิสรภาพ ต้องการดิ้นให้หลุดพ้นพันธนาการ ท่าการยั่วเต้นของเธอในผับแห่งนั้น มันช่างไร้เสน่ห์ เพียงความอวบอิ่ม แรดร่านราคะ สนเพียงสนองตัณหา/ความต้องการส่วนตน(และแขกเหรื่อ)เท่านั้นเอง

ต้นกำเนิด เชื้อชาติพันธุ์ เป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยนแปลง การพยายามปฏิเสธต่อต้าน ไม่ยินยอมรับความจริง ล้วนคือการสร้างภาพมายา ลวงหลอกตนเอง ‘Imitaion of Life’ ถ้าไม่สามารถตระหนักถึงสัจธรรมข้อนี้ ชีวิตก็จักจมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมาน ขัดย้อนแย้งภายใน ไม่มีทางได้รับอิสรภาพ(ทางจิตใจ)อย่างแท้จริง


ถ่ายภาพโดย Russell Metty (1906-78) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เริ่มจากผู้ช่วยห้องแลป Standard Film Laboratory ในสังกัด Paramount Pictures ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ จากนั้นออกมาเป็นช่างภาพของ Universal Studios และกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Douglas Sirk ผลงานเด่นๆ อาทิ Bringing Up Baby (1938), Magnificent Obsession (1954), All That Heaven Allows (1956), Written on the Wind (1956), Imitation of Life (1959), Spartacus (1961)**คว้า Oscar: Best Cinematography, Color

The angles are the director’s thoughts. The lighting is his philosophy.

Douglas Sirk

‘สไตล์ Sirk’ แทบทั้งหมดถ่ายทำในสตูดิโอ มีการจัดองค์ประกอบฉากภายในเต็มไปด้วยรายละเอียด สิ่งข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ ประดับประดาด้วยต้นไม้/ดอกไม้ ลวดลาย สีสันสวยสดใส ผิดกับฉากภายนอกที่มักใช้ Rear Projecter ไม่ก็ Matte Painting ให้ดูจอมปลอม หลอกลวง, มุมกล้องแทบทั้งนั้นถ่ายจากด้านหน้า มุมมองเหมือนละครเวที ซิทคอม Soap Opera, โดดเด่นเรื่องการจัดแสง สีสัน และเงามืด สร้างบรรยากาศที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึก/ปรัชญาของผู้สร้าง

ความที่ Imitation of Life (1934) ถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำ ฉบับสร้างใหม่นี้เลยจำต้องเปลี่ยนมาใช้ภาพสี Eastmancolor อัตราส่วน Widescreen (1.85:1) ซึ่งผู้กำกับ Sirk ก็ได้ท้าทายความละเอียดของฟีล์ม ทั้งแสงระยิบระยับจากเพชร และทิวทัศน์ Long Beach ที่คาคั่งไปด้วยผู้คน


ภาพพื้นหลัง Opening/Closing Credit พบเห็นเพชรขนาดต่างๆ (ของจริงนะครับ ราคารวมกันเห็นว่าหลักล้านดอลลาร์) ค่อยๆตกหล่นมาจากเบื้องบน ซ้อนทับกันเรื่อยๆจนเต็มหน้าจอ … การตีความมีหลากหลาย อาทิ

  • เพชรถือเป็นสิ่งล้ำค่า ราคาแพง มีความงดงามที่สุดในโลก (ในเชิงรูปธรรม) มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความรัก สำหรับบุรุษสวมใส่นิ้วนางของอิสตรี เพื่อบอกว่าเธอคือบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตฉัน (ในเชิงนามธรรม)
  • ความงดงามของเพชร เป็นสิ่งที่ใครหลายคนหมายปอง สัญลักษณ์ของความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง เมื่อไปถีงจุดนั้นก็เชื่อว่าจะพบเจอความสุขสบายในชีวิต
  • แม้ว่าเพชรจะมีความงดงาม แต่มันคือสิ่งที่มนุษย์ตีตรา สร้างมูลค่า ให้บังเกิดนัยยะความหมายขี้นมา แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีคุณประโยชน์ใดๆต่อชีวิต นอกจากตอบสนองความพีงพอใจส่วนบุคคล
  • นอกจากนี้เพชรยังเป็นสัญลักษณ์ของภาพมายา ‘imitation of life’ เมื่อสวมใส่ทำให้บุคคลนั้นดูหรูหรา มั่งมีราคา จากเคยขี้เหร่อัปลักษณ์ก็พลันดูสวยหล่อขี้นมา เรียกว่าสามารถลวงล่อหลอกผู้อื่นให้เกิดความเข้าใจผิดๆ ครุ่นคิดว่าสิ่งนั่นคือตัวตนแท้จริง

ช็อตแรกของหนังถ่ายทำยัง Long Beach, Coney Island พบเห็นฝูงชนล้นหาด มาท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ แลดูราวกับภาพวาด Impressionism มีความระยิบระยับ แต่ผมเห็นแล้วกลับไม่รู้สึกน่าประทับใจสักเท่าไหร่ นักท่องเที่ยวมากเกินไปหรือเปล่า? ทำไมแห่กันมาแต่ที่นี่? มันราวกับ ‘ความสุขสำเร็จรูป’ ยำยำ มาม่า หาซื้อกินอิ่มหนำราคาถูกได้ตาม 7-11

สำหรับชาวอเมริกันในรัฐ California ชายหาดแห่งนี้คือสถานที่อุดมคติแห่งการพักผ่อน (เทียบได้กับหาดบางแสน บ้านเรากระมัง) ผู้คนมากมาย(โดยเฉพาะเด็กๆ)เฝ้ารอคอยให้ถีงวันหยุดสุดสัปดาห์ … อาจจะสื่อถีงผู้กำกับ Sirk หลังเสร็จจากภาพยนตรืเรื่องนี้ ก็ถีงเวลาที่จะหยุดพักผ่อน รีไทร์จากวงการภาพยนตร์

การกลั่นแกล้งชายร่างใหญ่ ด้วยการนำกระป๋องใส่ทรายวางไว้บนพุง สำหรับเด็กๆมันคือความสนุกสนานไร้เดียงสา แต่ผู้ใหญ่กลับมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ส่วนนัยยะฉากนี้ผมครุ่นคิดว่า สื่อถีงความอิ่มตัวของผู้กำกับ Sirk สรรค์สร้างหนัง Hollwood จนพุงกาง สามารถวางกระป๋องไว้เบื้องบน … น่าจะแค่นั้นแหละ

ฉากถ่ายแบบโฆษณา ยารักษาเห็บหมัดหมา มองมุมหนี่งสะท้อนการทำงานของผู้กำกับ Sirk ระหว่างสรรค์สร้างภาพยนตร์ ซี่งเราสามารถเทียบแทนเขาเป็นช่างภาพ ที่มีความเรื่องมาก ต้องการรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจง

แล้วทำไมต้องโฆษณายารักษาเห็บหมัด? เพราะมันคือปริสิตที่คอยเกาะแก่ง กัดกิน ดูดเลือดเนื้อ สร้างปัญหาให้สุนัข แต่ผมไม่แน่ใจนักว่าผู้กำกับ Sirk ต้องการจะสื่อถีงตนเอง (ที่มาเกาะแก่งเอาตัวรอดที่ Hollywood) หรือสตูดิโอ Hollywood (ที่สนเพียงกอบโกยผลประโยชน์ ทำกำไรจากภาพยนตร์), หรือระบอบทุนนิยม (แบบเดียวกับ Written on the Wind (1956) ที่ค่อยๆบ่อนทำลายจิตวิญญาณความเป็นคน)

ขณะที่ Lora มันจะมีฉากต่อๆมาที่เอเจนท์ Allen Loomis เอาชุดขนสัตว์คลุมไหล่ ทำเหมือนต้องให้เธอกลายเป็นสุนัขรับใช้ คอยเลียแข้งเลียขาเจ้านาย แต่เจ้าตัวก็บอกปัดปฏิเสธ เหมือนการจาม แพ้ขนสัตว์ ยารักษาเห็บหมัด ไม่ยินยอมทำในสิ่งขัดย้อนแย้งอุดมการณ์ส่วนตน (การถ่ายแบบนี้คือครั้งเดียวที่เธอทำในสิ่งร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้าน!)

อีกสิ่งที่น่าสนใจของฉากนี้คือภายนอกหน้าต่าง จะพบเห็นรถไฟเคลื่อนแล่นผ่าน ซี่งสามารถสื่อถีงชีวิตที่ดำเนินไป แต่เหตุการณ์ถ่ายแบบในห้องหับนี้ จักถูกบันทีกเก็บภาพช่วงเวลานี้ไว้ … นี่สามารถสื่อถีงนิยามภาพยนตร์ได้เลยนะเนี่ย!

สถานที่แห่งนี้ น่าจะเป็นฉากที่สร้างขึ้นในสตูดิโอ Universal ไม่ได้เดินทางไปถ่ายทำยัง W. 45th St & 8th Ave, New York (Manhattan) แต่ร้านอาหาร/ภัตราคารของที่นั่น ชอบประดับตกแต่งด้วยรูปภาพนักแสดง(Broadway)ที่เคยมาเป็นลูกค้าประจำ ในลักษณะคล้ายๆกันนี้พบเห็นได้ทั่วไป

มองอย่างผิวเผิน นี่คือความภาคภูมิใจของร้าน ที่สามารถอวดอ้างว่านักแสดงมีชื่อเหล่านี้เคยมาเยี่ยมเยียนรับประทานอาหาร (ฉากในสำนักงานเอเจนท์ Allen Loomis ก็แนวคิดเดียวกันนะครับ) ขณะเดียวกันมันก็สร้างความกดดันเล็กๆสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ ให้มีความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน วาดฝันว่าสักวันฉันจะมีรูปภาพถ่ายประดับผนังกำแพงเหล่านี้บ้าง

พื้นหลังโต๊ะทำงานของเอเจนท์ Allen Loomis มอบสัมผัสที่น่าหวาดสะพรึงอยู่เล็กๆ ตั้งแต่บานเกร็ดที่นิยมใช้ในหนังนัวร์ (สื่อถึงการกักขัง ซุกซ่อนเร้นบางสิ่งอย่างภายใน) และป้ายร้านอะไรสักอย่าง ส่องสว่างด้วยหลอดนีออนแดง นั่นเป็นสีต้องห้าม เตือนภัย ชายคนนี้มีความโฉดชั่วร้ายบางอย่างซุกซ่อนไว้ในจิตใจ

เอเจนท์ Allen Loomis นำเสื้อคลุมขนสัตว์ สวมทับใส่ Lora เพื่อที่จะควบคุมครอบงำ ทำให้เธอกลายเป็นสุนัขรับใช้ เลียแข้งเลียขา กระทำตามทุกสิ่งอย่างที่ตนเองร้องขอ … นี่ถือเป็นมุมมืดของวงการแสดงอย่างแท้จริง! (ทั้งละครเวที & ภาพยนตร์) คงพบเจอทั่วไปในยุคสมัย(นี้)นั้น น่าสงสัยเหมือนกันว่าผู้กำกับ Sirk อาจกำลังสื่อถีงโปรดิวเซอร์ Ross Hunter ที่นิยมชมชอบเกี้ยวพาราสีนักแสดงหญิงในสังกัด ลักษณะคล้ายๆแบบนี้เลยกระมัง

หลังจากบอกปัดเอเจนท์ Allen Loomis เธอกลับมาถึงห้อง ยืนจับจ้องมองกระจก พบเห็นใบหน้า(ในกระจก)ปกคลุมด้วยความมืดมิด สะท้อนถึงสภาพจิตใจเต็มไปด้วยความผิดหวัง คาดไม่ถึงว่าตนเองจะได้พบเจอเหตุการณ์ตกต่ำทรามเพียงนั้น

คริสต์มาส เทศกาลเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข มอบความรัก/ของขวัญให้แก่กัน แต่หนังกลับนำเสนอเหตุการณ์ที่สร้างความขัดแย้ง รอยบาดหมางร้าวลึกระหว่าง Annie กับบุตรสาว Sarah Jane เพราะได้นำรองเท้าสีแดงมามอบให้ที่โรงเรียน ทำให้ทุกคนรับล่วงรู้ว่ามารดาของเธอเป็นคนผิวสี

แดงมักถูกมองเป็นสีของเลือด สิ่งชั่วร้าย อันตราย แต่สัญลักษณ์รองเท้าสีแดง มีหลากหลายนัยยะพอสมควร

  • The Wizard of Oz (1939) รองเท้าที่ Dorothy สวมใส่ คือสัญลักษณ์ของการเดินทางที่สามารถก้าวข้ามผ่านทุกอุปสรรค
  • The Red Shoes (1948) รองเท้าที่ Victoria Page สวมใส่ ทำให้เธอราวกับถูกควบคุม ครอบงำ ได้รับการผลักดัน จนไม่สามารถหยุดเต้นเริงระบำ จนกระทั่งบังเกิดโศกนาฎกรรม
  • ความหมายทั่วๆไป รองเท้าแดงคือสัญลักษณ์ของ ‘Passion’ ความมุ่งมั่นของอิสตรีในการครุ่นคิด/กระทำสิ่งต่างๆอย่างอิสรภาพ ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยใคร ตามเสียงเพรียกของหัวใจถวิลหา

ในบริบทของหนัง Sarah Jane ปฏิเสธที่จะสวมรองเท้าแดง เพราะไม่ต้องการถูกควบคุมครอบงำจากมารดา และวิ่งฝ่าพายุหิมะกลับบ้านด้วยตนเอง (โหยหาอิสรภาพ ต้องการเป็นอิสระ ครุ่นคิดตัดสินใจอะไรๆด้วยตนเอง) แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านยังคงเป็น Annie ที่ถอดรองเท้า/เสื้อคลุม สื่อถึงการที่เธอยังไม่สามารถพึ่งพา/เอาตัวรอดด้วยตนเอง … เพราะเธอยังเด็กอยู่เลยต้องอดรนทนไปก่อน แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้กลายเป็นรอยบาดหมางที่ฝังลึกอยู่ภายใน

Sequence ที่มีความเป็น ‘Cinematic’ มากๆของหนัง คือการตัดสินใจของ Lora ระหว่างตอบตกลงแต่งงานกับ Steve Archer ยินยอมให้เขากลายเป็นผู้เลี้ยงดูแลครอบครัว หรือเลือกรับโอกาสทางการแสดงจากเอเจนท์ Allen Loomis ที่แม้เคยมีความขัดแย้งกันก่อนหน้า แต่ถ้าไม่ล้ำเส้นก็ยังยินยอมรับไหว

  • เริ่มต้นจากเตรียมตัวไปดินเนอร์ พบเห็น Steve นำเสื้อคลุมมาสวมใส่ให้ Lora ย้อนรอยกับตอนที่ Allen เคยพยายามสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ให้เธอ แถมนัยยะซ่อนเร้นก็ในทิศทางเดียวกัน ชายหนุ่มต้องการให้เธอศิโรราบต่อตนเองหลังแต่งงาน
  • Steve จู่ๆก็ขอแต่งงาน Lora บริเวณโถงทางเดิน แม้ภาพช็อตนั้นจะดูฟุ้งๆมัวๆ แสดงถึงความซาบซึ้งประทับใจ แต่ต่อจากนั้นทิศทางการหันหน้าของตัวละคร สายตาหญิงสาวสบตากล้อง แสดงถึงเธอมีความครุ่นคิดอ่าน ต้องการอย่างอื่นมากกว่า (นั่นคือโหยหาความสำเร็จในการแสดงก่อนจะตัดสินใจอะไรอื่น)
  • ขณะนั้นเองก็มีชายห้องข้างๆเดินเข้ามาขัดจังหวะ ทำให้พวกเขาต้องหลบหลีกไม่ให้ขวางทางเข้า-ออก มุมกล้องระหว่างสนทนาตัดสลับไปมาระหว่างใบหน้าทั้งสอง (สะท้อนมุมมอง/ความคิดเห็นที่แตกต่าง) อยากจะกอดจูบก็บิดม้วนไปมา ยื้อๆยักๆ จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดัง
  • พอเสียงโทรศัพท์ดังก็วิ่งปรี่เข้าไปรับ จากกำลังเชิดหน้าพอได้ยินว่าคือ Allen ก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย (แสดงอาการผิดหวังเล็กๆ) แต่ก็ยังยินยอมรับฟังจนจบแล้วตอบตกลงโดยทันที
  • Steve พยายามฉุดเหนี่ยวรั้ง ไม่ใอยากให้ Lora ต้องประสบเหตุแบบเดียวกับเคยถูก Allen ล่อลวงมาก่อนหน้า แต่ก็เธอก็สะบัดหน้าหนีแล้วรีบปรี่ลงบันได
  • ระหว่างทางลงของบันได Steve พยายามยื้อยั้ง Lora ต้องการจะพูดบอกขอโทษ แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้นเธอก็พร่ำคำดูถูกเหยียดหยาม ต้องการขับไล่ผลักไสส่ง ไม่ให้เขามากีดขวางในสิ่งที่เธอขวนขวาย
  • พอมาถึงชั้นล่าง ต่างคนต่างแยกย้ายท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ

ระหว่างที่ Lora กำลังซักซ้อมบทพูด พบเห็นปากขยับแต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็น Annie เล่าประวัติสูติกาลพระเยซูคริสต์ (และพบเห็นภาพสะท้อนของเธอในกระจก) เหมือนเป็นการจะเปรียบเทียบถึง Lola กำลังจะกลายเป็นพระผู้มาไถ่/ผู้เสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อทุกคนในครอบครัว

ฉากซักซ้อมเพื่อคัดเลือกนักแสดง สังเกตว่าผู้ช่วยจะชี้บอกตำแหน่งโน่นนี่นั่น ให้จินตนาการถึงประตู หน้าต่าง ใครอยู่ตรงไหน อะไรยังไง … ผมรู้สึกเหมือนผู้กำกับ Sirk ต้องการสะท้อนถึงสตูดิโอใน Hollywood ที่พยายามชี้นิ้วสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น แต่เขาก็เป็นดั่ง Lora ปฏิเสธจะให้ความร่วมมือ เพียงสามารถเป็นตัวของตนเอง ทำในสิ่งที่มักคุ้นเคยและมีความถนัด ถ้ายินยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้ ฉันก็แค่เดินจากไป

หนังจงใจไม่นำเสนอ ‘play within film’ น่าจะเพราะไม่ให้เรื่องราวมีความสลับซับซ้อนไปมากกว่านี้ แต่เรายังสามารถมองว่าบทบาทการแสดงละครเวทีของ Lora ก็คือผลงานภาพยนตร์ทั้งหมดที่ผ่านมาของผู้กำกับ Sirk

ความสัมพันธ์ระหว่าง Lora และผู้กำกับละครเวที David Edwards (รับบท Dan O’Herlihy) เกิดขึ้นเฉพาะช่วงระหว่างที่เธอร่วมงาน/เป็นนักแสดงในสังกัดของเขา นั่นทำให้เราสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ ว่าชายคนนี้คือตัวแทนความรัก(ของ Lora)ต่อการแสดง/ละครเวที หรือผู้กำกับ Sirk ต่อวงการภาพยนตร์ ซึ่งหลังจากพานผ่านระยะเวลาสิบกว่าปี ชีวิตถึงจุดอิ่มตัว ก็ถึงเวลาต้องบอกเลิกรา หันเหความสนใจไปทำอะไรอย่างอื่นบ้าน

ฉากจุมพิตระหว่าง Lora กับ David สังเกตว่าใบหน้าของหญิงสาวจะถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด แสดงถึงว่านั่นไม่ใช่ตัวตน ความรู้สึกรักแท้จริง เพียงสิ่งตอบสนองด้านมืดมิดภายในจิตใจเท่านั้น (นั่นเพราะเธอยังมีความรักต่อ Steve แต่ที่ทำแบบนี้เพื่อโอกาสในอาชีพการงาน ยินยอมร่วมรักหลับนอนผู้กำกับ ก็ยังดีกว่าเอเจนท์ Allen Loomis ที่เป็นเพียงนายหน้า)

หลายปีพานผ่านไป ความสำเร็จของ Lora ทำให้เธอเริ่มถึงจุดอิ่มตัว เบื่อหน่ายในบทของ David เลยบอกเลิกรา แล้วมองหาความท้าทายบทบาทใหม่ๆ … นี่น่าจะสะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสตูดิโอของผู้กำกับ Sirk จากเคยอยู่ Columbia Pictures ในช่วงทศวรรษ 40s เบื่อหน่ายความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ เลยปฏิเสธต่อสัญญา แล้วย้ายสังกัดมาอยู่ Universal-International ซึ่งได้รับอิสรภาพในการทำงานมากกว่า

บ้านหลังใหม่ของ Lora แตกต่างตรงกันข้ามกับในอพาร์ทเม้นท์โดยสิ้นเชิง! ก็ดูสว่าง กว้างขวาง เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหรา ทั้งยังมีหน้าต่างบานใหญ่ สามารถเพลิดเพลินทิวทัศน์ภายนอก (ภาพวาด Matte Painting)

นอกจากเต็มไปด้วยภาพวาดงานศิลปะ (ที่ผมไม่ค่อยรู้จัก) ยังมีทิวทัศน์ช็อตนี้ ซึ่งก็แลดูเสมือนภาพวาด … ซึ่งก็คือภาพวาดจริงๆนะแหละ ด้วยเทคนิค Glass Painting ถ่ายทำในสตูดิโอ

ช็อตแรกของ Sarah Jane เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น พบเห็นภาพวาดงานศิลปะติดผนังอยู่ด้านหลัง ถึงผมไม่รู้จักว่าคือผลงานของใคร แต่ด้วยลักษณะ Abstract ลงสีเข้มๆ จนดูมืดมิด สะท้อนสภาพจิตใจของหญิงสาว มีบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้รอยยิ้มบนใบหน้านั้น

แม้ว่า Lora จะเริ่มเต็มอิ่มในอาชีพการงาน เริ่มโหยหาอิสรภาพ ไม่ต้องการถูกผูกมัด อยู่ในการควบคุมครอบงำของผู้ใด แต่เมื่อโอกาสครั้งใหม่มาถึง ขณะรับโทรศัพท์ช็อตนี้ ใบหน้าของเธออยู่ภายในห่วงวงกลม สะท้อนว่ายังไม่สามารถนำพาตนเองหลุดออกจากกฎกรอบความตั้งใจดังกล่าวได้

ผมแอบรู้สึกว่าการต้องไปถ่ายทำภาพยนตร์ยังประเทศอิตาลี (ของ Lora) อาจเป็นการอ้างอิงถึง A Time to Love and a Time to Die (1958) ผลงานเรื่องล่าสุด/รองสุดท้ายของผู้กำกับ Sirk ที่เดินทางไปถ่ายทำยังประเทศเยอรมัน ซึ่งหลังจากเดินทางกลับมานั้น อะไรๆก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝัน

Sarah Jane พร้อมพลีกายถวายทุกสิ่งอย่างให้แฟนหนุ่ม แต่หลังจากเขารับรู้ความจริงว่าเธอเป็นคนผิวสี นั่นเป็นสิ่งที่สังคม/ผู้คนยุคสมัยนั้นยังไม่สามารถยินยอมรับได้ ถ่ายภาพสะท้อนกระจกหน้าร้านขายของแห่งหนึ่ง พบเห็นป้าย For Rent ซ้อนทับขณะหญิงสาวกำลังถูกตบตี กระทำร้ายร่างกาย (คงจะสื่อถึงแฟนชั่วคราว/การปกปิดความจริงของ Sarah Jane ไม่มีทางที่จะมั่นคง ยั่งยืนยาว)

แม้ว่าจะอาศัยอยู่ร่วมกันมาหลายปี แต่ Lora กลับแทบจะไม่เคยรับล่วงรู้จักตัวตนแท้จริงของ Annie (ผู้ชมก็เช่นกันนะ) จนกระทั่งฉากนี้ที่เธอพูดออกมาเองว่าเป็นสมาชิกโบสถ์ รู้จักผู้คนมากมาย นั่นสร้างความแปลกประหลาดใจอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งภาพสะท้อนในกระจก(ของ Lolra) แสดงถึงความไม่เคยใคร่สนในรายละเอียดชีวิตผู้อื่น เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับตนเอง อาชีพการงาน ความเพ้อใฝ่ฝัน (รวมไปถึงบุตรสาวของเธอด้วยนะ ไม่เคยรับรู้อะไรสักอย่างเดียว)

ขณะที่ Susie กำลังสุขสำราญกับเจ้าชายขี่ม้าขาว Steve Archer จมปลักอยู่ในโลกแฟนตาซีเพ้อฝันของตนเอง, Sarah Jane ออกเดินทางจากบ้านไปหางานทำยังต่างเมือง บอกกับมารดา Annie ว่าทำงานบรรณาธิการห้องสมุด แต่แท้จริงแอบไปเป็นนักเต้นในผับบาร์ ลีลายั่วเย้ายวน สวมชุดกระต่าย เรียกร้องความสนใจจากชายสูงวัย (สะท้อนปม Electra Complex โหยหาบิดา/ชายสูงวัย โกรธรังเกลียดมารดา)

The loneliest word I’ve heard of is ‘empty’
Anything empty is sad
An empty purse can make a good girl bad
You hear me dad?

แม้ว่าเรื่องราวของสองตัวละครนี้จะมีความแตกต่างตรงกันข้าม แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือต่างจมปลักอยู่ในโลกมายาของตนเอง

  • Susie ตกหลุมรัก Steve ครุ่นคิดว่าเขาคือเจ้าชายในฝัน จินตนาการชีวิตที่เลิศหรู ดูมีระดับ เต้นรำอย่างผู้ดีมีสกุล
  • Sarah Jane ปฏิเสธเชื้อชาติพันธุ์ของตนเอง ต้องการขับไล่ผลักไส ตีตนให้ห่างจากมารดา Annie ร้อง-เล่น-เต้นระบำ ขายเรือนร่างในผับบาร์ ฟุ้งด้วยควันบุหรี่ และหน้ากากปะติดฝาผนัง

มารดา Annie ยืนอยู่ตรงด้านหลังประตูที่มีลักษณะเหมือนบานเกร็ด/กรงขัง เงามืดอาบฉาบปกคลุมครึ่งซีกใบหน้า แทบมิอาจอดรนทนกลั้นต่อสิ่งพบเห็น การแสดงของบุตรสาว Sarah Jane จิตใจเธอคงแตกสลายย่อยยับ รับไม่ได้กับสิ่งบังเกิดขึ้น

เฉกเช่นกันกับ Sarah Jane และแฟนหนุ่มที่กำลังเกี้ยวพาราสี ต่างยืนอยู่ด้านหลังประตูที่มีลักษณะเหมือนบานเกล็ด/กรงขัง พอแม่เปิดประตูเดินเข้ามาเท่านั้น ทุกสิ่งอย่างวาดฝันล่มสลายโดยพลัน

การแสดงชุดถัดมาของ Sarah Jane ได้เป็นนักเต้นตัวประกอบ (Chorus Girl) ยังภัตตาคาร Moulin Rouge! ที่ Hollywood หยิบแชมเปญขึ้นมาเทใส่แก้วเปล่าๆ (เฉลิมฉลองความสำเร็จจอมปลอม) ท่าทางยั่วเย้า โยกย้ายส่ายลำแข้ง ก็ได้แค่นั้นสำหรับคนยังไม่ได้มีชื่อเสียงเรียงนามใดๆ

จะว่าไปเรื่องราวของ Sarah Jane ถือเป็นกระจกสะท้อนชีวิตของ Lora พยายามขวนขวายไขว่คว้า ไล่ล่าความฝัน ต้องการพิสูจน์ตนเอง คาดหวังสักวันจะมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จ เงินทองไหลมาเทมา จักได้ไม่ต้องพึ่งพาใครอื่นอีก

การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่าง Sarah Jane และมารดา Annie ที่ถือเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์แม่-ลูก วินาทีแรกพบเจอในห้องแต่งตัว กล้องถ่ายให้บุตรสาวอยู่ในกรอบของเก้าอี้ เรียกว่าปิดกักขังอยู่ในโลกของตนเอง ปฏิเสธที่จะเผชิญหน้า ยินยอมรับความปรารถนาดีของมารดา

ช็อตถัดๆมามุมเงยภาพสะท้อนบนกระจก สื่อถึงจิตใจที่ยังคงรัก ห่วงหาอาลัย ให้พระเจ้าเป็นประจักษ์พยายาน แต่มิอาจพูดบอก แสดงออกไป เพราะความต้องการแท้จริงของบุตรสาวคืออิสรภาพ เป็นตัวของตนเอง ไม่ยินยอมถูกฉุดเหนี่ยวรั้ง พันธนาการยึดเหนี่ยวจากมารดาที่อยู่เบื้องหลัง

นี่เป็นช็อตที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง Lora, Steve และ Susie แต่ทุกคนต่างไม่เคยรับรู้ความต้องการแท้จริงของกันและกัน ต่างปกปิด ซุกซ่อนเร้น จนกว่าจะถึงช่วงเวลาแตกหัก ถึงค่อยพูดบอกสิ่งที่อยู่ภายในออกไป

เมื่อได้ยินจากปากมารดาว่ากำลังจะแต่งงานกับ Steve Archer ปฏิกิริยาของ Susie ช็อตนี้ เงาด้านหลังสะท้อนถึงสภาพจิตใจอันมืดมิด สีหน้าหมดสิ้นหวัง ครุ่นคิดอะไรไม่ออก งอนตุ๊บป่อง ไม่อยากพูดคุยอะไรกับใครอีก

เมื่อแม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Susie เธอรีบตรงรี่ไปปรับความเข้าใจ สรรหาข้ออ้างมากมายร้อยแปด แปลกที่ไม่รับรู้ว่าตนเองกำลังเล่นละครตบตา เลยถูกปลุกตื่นขึ้นจากภาพมายา

ช็อตนี้ที่แม่พูดขึ้นว่าจะเลิกรากับ Steve พอสังเกตได้ว่าเหมือนการเสแสร้าง ปั้นแต่ง เล่นละคร นั่นเองทำให้ Susie ที่ยืนตำแหน่งตั้งฉาก (มองอะไรๆไม่ตรงกัน) รับรู้ตัวว่ากำลังถูกตามใจจนเสียคน เลยเดินถอยไปชิดกระจกหันกลับมาพูดบอก ‘แม่เลิกหลอกตนเองเสียเถอะนะ’ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องการเลยสักนิด!

วินาทีการเสียชีวิตของ Annie กล้องเคลื่อนไปจับจ้องภาพถ่ายของ Sarah Jane ก่อนทำการ Cross-Cutting ซ้อนหน้าต่างกระจกของโบสถ์ (Stained glass) คงต้องการสะท้อนถึงสรวงสวรรค์ของมารดา คือความรักที่มีต่อบุตร

มุมเงยช็อตนี้ เป็นการสะท้อนถึงน้ำเสียงร้องของ Jackson ช่างมีความยิ่งใหญ่ สั่นสะท้าน ราวกับพระเจ้าทรงโปรด ประทานมาให้มวลมนุษย์ได้สัมผัสถึงศรัทธาต่อพระองค์

หลายๆผลงานของผู้กำกับ Sirk มักมีช็อตจบ หรือภาพช่วงท้ายๆ ที่ถ่ายผ่านกระจกหน้าต่าง เหม่อมองออกไปสู่ทิวทัศน์แห่งอนาคต หรือจะตีความว่าเป็นฉากสำหรับฉายภาพยนตร์ (ในโรงภาพยนตร์) … แต่สำหรับ Imitation of Life (1959) ภาพพบเห็นคือขบวนแห่งานศพ ย่อมสื่อถึงจุดจบในอาชีพการงาน นี่คือภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เขาครุ่นคิดจะสรรค์สร้างในชีวิต

The End จริงๆของหนังคือความระยิบระยับประดับพื้นหลัง หรือคือชีวิตของผู้กำกับ Douglas Sirk ที่ได้รับการเติบเติม(ด้วยเพชร) แต่ลละเม็ดสามารถเปรียบดั่งผลงานภาพยนตร์ มีความงดงาม ล้ำค่าในตัวของมันเอง ทั้งหมดสะสมจนกองพะเนิน แทบไม่หลงเหลือที่ว่างเพิ่มเติม ย่อมถึงเวลาแล้วที่จะเพียงพอ พักผ่อน รอคอยวันสิ้นสุดลมหายใจ

ตัดต่อโดย Milton Carruth (1899 – 1972) ในสังกัด Universal ผลงานเด่นๆ อาทิ All Quiet on the Western Front (1930), Shadow of a Doubt (1943), Pillow Talk (1959), Imitation of Life (1959) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของสองมารดา Lora Meredith และ Annie Johnson จับจ้องมองสองบุตรสาว Susie และ Sarah Jane ตั้งแต่พวกเขาแรกพบเจอเมื่อปี 1947 ร่วมอาศัย ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จนกระทั่ง Lora เริ่มประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน Time Skip กระโดดข้ามมา 11 ปีให้หลัง ค.ศ. 1958 เมื่อเด็กๆเติบโตเป็นวัยรุ่น ถีงช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังจะพลัดพรากแยกจาก

  • ครึ่งแรก
    • อารัมบท, พบเจอ ณ ชายหาด Long Beach ตัดสินใจให้ความช่วยเหลือ เดินทางกลับมาอพาร์ทเม้นท์
    • ถ่ายแบบโฆษณา ยารักษาเห็บหมัด แต่เหมือนว่า Lora จะแพ้ขนสัตว์
    • ใช้มารยา เล่นละครตบตา คาดหวังว่าจะได้รับโอกาสจากเอเจนท์ Allen Loomis
    • การออดิชั่นของ Lora งัดข้อกับเจ้าของบทประพันธ์ David Edwards จนได้รับโอกาสครั้งสำคัญ
    • ความสำเร็จแรกของ Lora แม้เป็นเพียงตัวประกอบแต่ก็ได้รับคำชื่นชมล้นหลาม จนโอกาสครั้งใหม่ไหลมาเทมา
  • ครั้งหลัง 11 ปีถัดมา
    • เมื่อถีงจุดอิ่มตัวของการแสดง Lora จีงเริ่มมองหาความท้าทายอื่น
    • Sarah Jane แสร้งป่วยไม่ไปปิคนิค เพื่อแอบไปหาแฟนหนุ่ม แต่เมื่อเขารับรู้ว่าเธอเป็นคนผิวสีเลยถูกตบตีทำร้ายร่างกาย
    • Sarah Jane หลบหนีออกจากบ้าน พบเจอทำงานผับบาร์ ตามด้วยกลายเป็นนักแสดงคาบาเร่ต์ พยายามต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเอง
    • ระหว่างที่ Lora เดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์ยังอิตาลี Susie ก็พยายามเกี้ยวพาราสี Steve Archer แต่เมื่อตระหนักว่าเขากำลังจะแต่งงานกับมารดา ก็มิอาจยินยอมรับไหว
    • Annie ตรอมใจล้มป่วยหนัก ฝากฝังความหวังสุดท้ายต่อทุกคน
    • ปัจฉิมบท, พิธีศพของ Annie และการกลับมาของ Sarah Jane

การดำเนินเรื่อง ‘สไตล์ Sirk’ จะใช้เทคนิค Cross-Cutting ทุกครั้งระหว่างการเปลี่ยนฉาก เพื่อสร้างความต่อเนื่องที่ลื่นไหลราวกับสายน้ำ แม้ซีนนั้นจะมีเพียงภาพช็อตเดียวก็ตาม เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ล่องลอยไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลาเคลื่อนพานผ่านนานสักเท่าไหร่ … หนังของ Sirk ให้ความรู้สึกเหมือนไม่ยาว แต่รายละเอียดยิบๆย่อยๆ เยอะโคตรๆ


เพลงประกอบโดย Frank Skinner (1897-1968) สัญชาติอเมริกัน ทำงานในสังกัด Universal Studios ขาประจำของผู้กำกับ Douglas Sirk ผลงานเด่นๆ อาทิ Mad About Music (1938), Son of Frankenstein (1939), Arabian Nights (1942), Harvey (1950), Imitation of Life (1959) ฯ

‘สไตล์ Sirk’ มักนำบทเพลงคลาสสิกมีชื่อ หรือ ‘Archive Music’ มารวบรวมเรียบเรียงทำนองขึ้นใหม่ให้กลายเป็น Original Soundtrack เพื่อสร้างความรู้สึกละม้ายคล้ายเคยได้ยินจากสักแห่งหนไหน สำหรับ Imitation of Life (1959) ก็ยังคงให้ความรู้สึกนั้น อย่างเช่น Main Theme หลายคนอาจครุ่นคิดว่านักร้องคือ Nat King Cole แต่แท้จริงคือ Earl Grant พยายามเลียนเสียงได้ใกล้เคียงมากๆ

Main Theme บทเพลง Imitation of Life แต่งโดย Paul Francis Webster, คำร้องโดย Sammy Fain, ขับร้องโดย Earl Grant มีเนื้อคำร้องที่อธิบายความหมายชื่อหนังได้อย่างชัดเจนทีเดียว

What is love without the giving?
Without love you’re only living
An imitation, an imitation of life
Skies above in flaming color,
Without love, they’re so much duller
A false creation, an imitation of life.

Would the song of a lark sound half as sweet
would the moon be as bright above.
every day would be grey and incomplete
without the one you love.
lips that kiss can tell you clearly
without this our lives are merely
an imitation an imitation of life.

ภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของผู้กำกับ Sirk มักเริ่มต้นด้วยเสียงกระหึ่มออเครสต้า สร้างความยิ่งใหญ่อลังการ ชวนให้ขนลุกขนพอง เพื่อสื่อถึงความเร่งรีบร้อนรน/เป้าหมายของตัวละคร ต้องการทำบางสิ่งอย่างให้สำเร็จโดยไว ไปให้ถึงฝั่งฝันเส้นชัย แต่ท่วงทำนองจะค่อยๆช้าลงกว่าครึ่ง เข้าสู่จังหวะที่แท้จริงของบทเพลง เพราะไม่มีอะไรในชีวิตจะสามารถรวบรัดตัดตอน ต้องค่อยๆดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทีละลำดับชั้น กาลเวลาเท่านั้นถึงบ่งชี้ความสำเร็จมรรคผล

ในกรณีของ Imitation of Life (1959) ช่วงต้นอาจไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่ดูเว่อวังอลังการ แต่เป็นกระจกสะท้อนเรื่องราวตอนจบ พิธีศพของ Annie (หรือการส่งท้ายของผู้กำกับ Sirk) ล้อกับบทเพลง Going to Glory เพื่อเป็นการร่ำลาจากไปอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด

ผมนั่งฟังอัลบัม Soundtrack ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็อย่างที่อธิบายไปว่าไม่รู้สึกถึงความสดใหม่เลยสักนิด มีเพียงความมักคุ้นเต็มไปหมด ผสมผสานคลุกเคล้า ผันแปรเปลี่ยนท่วงทำนองไปเรื่อยๆ ลำดับตามเรื่องราวดำเนินไป โดยไม่รู้ตัวเราสามารถมองเป็น Original Soundtrack คล้ายๆชื่อภาพยนตร์ Imitation of Life (จะเรียกว่า Imitation of Song คงไม่ผิดกระไร)

ทุกบทเพลงของหนังจะมีกลิ่นอายของ Main Theme แทรกซึมอยู่ไม่มากก็น้อย มันอาจแยกแยะค่อนข้างยากสักหน่อย แต่ถ้าจดใจตั้งฟัง (จนสามารถจดจำท่วงทำนอง Main Theme) ก็อาจไม่ยากเกิดฝึกฝน ผมเลือกบทเพลง Break-Up ที่มีท่วงทำนองน่าจะละม้าย ใกล้เคียง (Main Theme) ที่สุดแล้วกระมัง

Empty Arms แต่งโดย Arnold Schwarzwald & Frederick Herbert, ขับร้องโดย Jo Ann Greer, ลิปซิ้งโดย Susan Kohner ในฉากร้อง-เล่น-เต้นยั่วในผับ ซึ่งเนื้อคำร้องสะท้อนความว่างเปล่าในจิตใจตัวละคร Sarah Jane โหยหาการยินยอมรับจากสังคมในฐานะคนผิวขาว

“Loneliest word I heard of is empty…
anything empty is sad…
An empty purse can make a good girl bad…d’ya hear me Dad?
Loneliest word I heard of is empty, empty things make me so mad…
so fill me up with what I formally had…
now Venus you know was loaded with charms, and look at what happened to her…
Waiting around, she’s minus two arms, could happen to me no sir…
Now is the time to fill what is empty, fill my life brim full of charm,..
help me re-fill these empty, empty, empty arms.”

Trouble of the World แนว Gospel ไม่รู้ผู้แต่ง พอมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง แต่เมื่อได้รับการขับร้องโดย Mahalia Jackson (1911-72) เจ้าของฉายา ‘The Queen of Gospel’ ด้วยน้ำเสียง Contralto สั่นสะท้านเลืองลั่น บันทึกเสียงเมื่อปี 1956 ทำให้บทเพลงนี้โด่งดังกึกก้องโลก

Soon it will be done
Trouble! of the world
Going home! to live! with god!

บทเพลงนี้ถือเป็นการสั่งร่ำลา Hollywood อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้กำกับ Sirk [ไม่รู้กลายเป็นแรงบันดาลใจผู้กำกับ Bob Fosse สั่งลากับ All That Jazz (1979) ด้วยหรือเปล่านะ!] ด้วยเสียงขับร้องที่จะสั่นสะท้านถึงทรวงใน ต่อจากนี้ไม่มีปัญหาใดๆในโลกที่คั่งค้างคาใจ ถึงเวลาเดินทางกลับบ้าน เฝ้ารอคอยวันตายอย่างสงบสันติสุข

เกร็ด: Lana Turner เมื่อได้ยินเสียงขับร้องของ Mahalia Jackson ก็มิอาจควบคุมตนเองอยู่ ร่ำไห้หลั่งน้ำตา วิ่งกลับเข้าตู้ Trailer ใครพูดอะไรไม่รับฟัง จนกระทั่งช่างแต่งหน้าส่วนตัวตบเรียกคืนสติ ค่อยหวนกลับมาถ่ายทำฉากนี้ได้สำเร็จ

Imitation of Life (1959) เป็นภาพยนตร์ที่ชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามปรัชญา ชีวิตคืออะไร? นำเสนอผ่านเรื่องราวของสี่สาวชาวอเมริกัน ที่ต่างมีแนวความคิด มุมมองการใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไป

  • เริ่มต้นจาก Lora Meredith ผู้หลงใหลในอาชีพนักแสดง ชื่นชอบการสร้างภาพ เล่นละครตบตา (ทั้งชีวิตจริง และบทเวที) เรียกว่าอาศัยอยู่บนโลกมายา ครุ่นคิดว่าทุกสิ่งอย่างล้วนสมบูรณ์แบบ ก่อนตระหนักว่าตนเองได้ปล่อยปละละเลยสิ่งต่างๆมากมาย ไม่เข้าใจความต้องการของบุตรสาวเลยสักนิด!
  • Annie Johnson แม่บ้านผิวสี ผู้มีความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อศาสนา (จนดูลุ่มหลงงมงาย) มิอาจโอนอ่อนผ่อนปรน ยินยอมรับฟังความคิดเห็นต่างของบุตรสาว จนค่อยๆสูญเสียเธอไป แล้วตรอมใจกับสิ่งที่บังเกิดขึ้น
  • Susie Meredith ได้รับการเลี้ยงดูอย่างตามใจตั้งแต่เล็ก จนจินตนาการเพ้อใฝ่ฝัน ครุ่นคิดว่าตนเองเป็นดั่งเจ้าหญิง สร้างโลกแฟนตาซีขึ้นมา ตกหลุมรักเจ้าชายขี่ม้าขาว แต่ก็ถูกปลุกตื่นเมื่อพบว่าถูกฉกแย่งชิง (โดยมารดาของตนเอง)
  • Sarah Jane ถูกสังคมกล่อมเกลาจนรังเกียจเชื้อชาติพันธุ์ของตนเอง เลยปฏิเสธมารดาผิวสี แล้วพยายามสร้างภาพให้ใครต่อใครเข้าใจว่าเธอเป็นคนขาว

สาวๆทั้งสี่ต่างใช้ชีวิตอยู่บนโลกมายา สร้างภาพลวงหลอกตา ‘Imitation of Life’ ล้วนปฏิเสธการเผชิญหน้า ไม่ยินยอมรับความจริง ผลลัพท์สุดท้ายต่างคนต่างแยกย้าย พลัดพรากจาก มิอาจอาศัยอยู่ร่วม หรือพี่งพากันและกันอีกต่อไป! Lora แต่งงานใหม่, Annie สิ้นลมหายใจ, Susie ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย และ Sarah หนีออกจากบ้าน หาหนทางเอาตัวรอดด้วยตนเอง

ตัวละครทั้งสี่ต่างสะท้อนความเป็นอเมริกันชน ไม่ว่าจะคนขาวหรือผิวสี แทบทั้งนั้นต่างใช้ชีวิตในลักษณะ ‘Imitation of Life’ อาศัยอยู่บนโลกมายา สร้างภาพลวงหลอกตา

  • อุดมคติ American Dream, พยายามขวนขวายไขว่คว้า ต้องการไปให้ถีงดินแดนหลังสายรุ้ง กลายเป็นดาวดาราประดับบนฟากฟ้า
  • ศรัทธาศาสนา, เสี้ยมสอนให้สาวกมีความเชื่อศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างแรกกล้า ครุ่นคิดดี พูดดี ทำดี ตายไปจักได้มุ่งสู่สรวงสวรรค์
  • ความเพ้อฝันจินตนาการ, ตกหลุมรักเจ้าชายขี่ม้าขาว ครุ่นคิดว่าสักวันจะได้ครองคู่อยู่ร่วม และใช้ชีวิตอย่าง Happily Ever After
  • เชื้อชาติพันธุ์, การเป็นคนขาว ‘White Supremacy’ ยิ่งใหญ่กว่าคนผิวสีเป็นไหนๆ

สำหรับผู้กำกับ Sirk ที่เป็นชาวเยอรมัน การมาทำงานยัง Hollywood แม้ได้ทำในที่รัก เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน สรรค์สร้างภาพยนตร์มากมายให้โลกประจักษ์ แต่เขากลับไม่เคยลุ่มหลงใหลในความเป็น ‘อเมริกัน’ เลยสักนิด!

Imitation of Life (1959) นอกจากการเสียดสีสังคมอเมริกันช่วงทศวรรษ 50s ยังสะท้อนถีงตัวเขาเองที่ไม่สามารถยินยอมรับ ปรับเปลี่ยนแปลง(ตนเอง)ให้กลายเป็น ‘อเมริกัน’ แม้พยายามเลียนแบบวิถีชีวิต สรรค์สร้างภาพยนตร์ Hollywood นับสิบๆเรื่อง สุดท้ายแล้ว …

You can’t escape what you are.

Douglas Sirk

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าผู้กำกับ Sirk เคร่งศาสนามากน้อยแค่ไหน สังเกตจากหลายๆผลงานก่อนหน้า มักแค่อ้างอิงแบบผ่านๆ ไม่ได้นำเสนออย่างเอาจริงเอาจังสักเท่าไหร่ แต่เขาก็มีแนวความคิดเกี่ยวกับสิ่งถูก-ผิด ความดี-ชั่ว มโนธรรมในมุมมองของตนเองอย่างชัดเจน … Magnificent Obsession (1954) น่าจะเป็นเรื่องโดดเด่นสุดในแง่มุมนี้ เพราะเนื้อหาสาระ ‘ชวนเชื่อ’ ให้ผู้ชมลดละความเห็นแก่ตัว หันมาสร้างประโยชน์แก่สาธารณะ ดัดแปลงจากนวนิยายสอนศาสนา (ด้วยการไม่อ้างอิงถีงศาสนา)

ความตายของ Annie คือสัญลักษณ์ถึงพลังใจของผู้กำกับ Sirk ที่ได้หมดสูญสิ้นศรัทธาต่อ Hollywood (และสหรัฐอเมริกา) ความอิ่มตัว เพียงพอแล้วกับความสำเร็จ ถึงเวลาหวนกลับบ้าน สลัดทิ้งโลกมายา แต่ทำไมจะต้องจากไปอย่างคนธรรมดา เอาให้มันยิ่งใหญ่อลังการ ด้วยพิธีศพในโบสถ์ นักร้องขับขานบทเพลง Gospel และขบวนแห่ที่จะได้รับการจดจำตราบชั่วกัลปาวสาน

หลังเสร็จสิ้นภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้กำกับ Sirk ก็พลันล้มป่วย พับโปรเจคดัดแปลงชีวประวัติจิตรกร Maurice Utrillo ตัดสินใจเพียงพอแล้ว Hollywood ซื้อบ้านอยู่ยัง Lugano, Switzerland เมื่ออาการเจ็บป่วยบรรเทา หวนกลับเยอรมัน ทำโปรดักชั่นละครเวที กำกับหนังสั้น และเป็นอาจารย์สอน Munich Academy of Film and Television ก่อนจากไปอย่างสงบเมื่อปี 1987 สิริอายุ 89 ปี


ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ แม้เสียงตอบรับตอนออกฉายจะกลางๆ ถูกตีตราว่าเป็น ‘soap opera’ แต่สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาสูงถึง $6.4 ล้านเหรียญ (อันดับ 6 แห่งปี 1959) กลายเป็นผลงานประสบความสำเร็จที่สุดของผู้กำกับ Douglas Sirk, นักแสดง Lana Turner, และสตูดิโอ Universal-International

ช่วงปลายปีหนังได้เข้าชิงทั้ง Golden Globe Award และ Academy Award เพียงเฉพาะสาขานักแสดงสมทบหญิง

  • Academy Award พ่ายให้กับ Shelley Winters เรื่อง The Diary of Anne Frank (1959)
    • Best Supporting Actress (Susan Kohner)
    • Best Supporting Actress (Juanita Moore)
  • Golden Globe Award
    • Best Supporting Actress (Susan Kohner) ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (Juanita Moore)

เหมือนว่าหนังยังไม่ได้รับการบูรณะนะครับ แต่ฉบับที่สแกน 4K โดย Universal Studios คุณภาพดีเยี่ยมมากๆอยู่แล้ว สามารถหารับชมได้ทาง Criterion Channel (แต่เหมือนว่า Criterion จะไม่ได้ลิขสิทธิ์ Blu-Ray ที่ยังเป็นของ Universal เห็นขายควบฉบับปี 1934)

ถึงหลายๆส่วนในหนังจะดูเฉิ่มเชย (cliché) ไปบ้าง แต่ความสลับซับซ้อนของเรื่องราวช่างลุ่มลึกยิ่งนัก ทั้งการแสดงโคตรตราตรึง ประชันกันระหว่างสี่สาว งานภาพสีสันสวยสดใส นัยยะซ่อนเร้นที่สื่อถีงชีวิต การทำงาน และเตรียมตัวจะร่ำลาจากวงการภาพยนตร์ของ Douglas Sirk จบลงอย่างอลังการ ขนลุกขนพอง ชื่นชอบมากๆจนเกือบจะคลั่งไคล้

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ในแง่มุมของผู้ใหญ่ สามี-ภรรยา เลี้ยงดูบุตรหลาน ลองมองหาจุดสมดุล ความเพียงพอดีระหว่างครอบครัวกับการทำงาน พยายามเปิดใจให้กว้าง ยินยอมรับฟังความต้องการของพวกเขาบ้าง ถีงมันอาจขัดแย้งต่อทัศนคติของเรา ก็อย่ารีบร้อนปฏิเสธ ปิดกั้น เอาตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ในแง่มุมของคนหนุ่มสาว แนะนำให้ลดทิฐิ/ความดื้อรั้นของตนเองลงบ้าง บางครั้งมันอาจไม่ถูกใจวัยรุ่น ก็ควรครุ่นคิดหาหนทางประณีประณอม ใช้วิธีตะล่อมค่อม หรือถ้าคุณไม่ชอบอ้อมค้อมก็พูดบอกออกมาตรงๆ รับไม่ได้ก็รับไม่ได้ ต่อให้เลวร้ายแค่ไหนความสัมพันธ์ทางเลือดก็มิอาจตัดขาดสะบั้น

จัดเรต 13+ กับความโลกสวยเกินไป และประเด็น Racism เหยียดผิวยังไม่รุนแรงเท่ารังเกียจชาติพันธุ์ของตนเอง

คำโปรย | Imitation of Life พินัยกรรมของ Douglas Sirk กับภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย ล่ำลาจากไปอย่างมีสไตล์
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: