Imitation of Life (1959)

Imitation of Life

Imitation of Life (1959) hollywood : Douglas Sirk ♥♥♥♥

ชีวิตที่ขาดความรัก เปรียบเสมือนร่างกายไร้จิตวิญญาณ แล้วถ้าเราได้รับความรักเอ่อล้นมากเกินไปละ คิดว่าสิ่งดีๆมันจะเกิดขึ้นจริงๆนะหรือ?, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

“ความรัก” คืออุดมคติของชาวตะวันตก ที่เชื่อว่ามนุษย์ควรมีให้แก่กัน ปริมาณมากเท่าไหร่ยิ่งดี จักทำให้โลกพานพบความสงบสันติสุข

แต่แนวความคิดดังกล่าวเป็นเพียงการมองโลกด้านเดียวเท่าใด เพราะ ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์’ นี่ต่างหากคือสัจธรรมความจริง เพราะการที่เรามอบความรักมากมายมหาศาลให้ใคร ตรงกันข้ามย่อมมีคนโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังอย่างที่สุดในปริมาณเท่าเทียมกัน

วันก่อนผมเพิ่งเขียนถึง Mildred Pierce (1945) แม่ผู้ทุ่มเทเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อลูกสาว แต่เธอกลับพยายามทำทุกสิ่งอย่างเช่นกันเพื่อปฏิเสธ ต่อต้าน ไม่ยินยอมรับความปรารถนาดีดังกล่าว, สำหรับ Imitation of Life (1959) ช่างมีความละม้ายคล้ายคลึงกันยิ่งนัก แต่ยอดเยี่ยมกว่าเพราะดำเนินเรื่องผ่านสองชุดตัวละคร
– แม่ผู้ทุ่มเทให้กับการทำงาน จนประสบความสำเร็จร่ำรวยเงินทอง เพื่อให้ลูกสาวได้มีชีวิตสุขสบาย แต่นั่นทำให้ไม่หลงเหลือเวลาเรียนรู้จัก ทำความเข้าใจปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเธอ
– สาวใช้ผิวสีที่มีเวลามากมายในการเลี้ยงดูแล ทำความเข้าใจลูกสาว แต่กลับถูกปฏิเสธต่อต้าน พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นพันธนาการ

มันเป็นเรื่องยากมากๆเลยนะ กับการที่มนุษย์จะทำทุกอย่างให้มีความเพียงพอดี มักต้องเลือกระหว่างหน้าที่การทำงาน หรืออุทิศชีวิตให้ครอบครัว เพราะถ้าทุ่มเทอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป อีกฝั่งฝ่ายจักกลายเป็นขาดตกบกพร่อง อันก่อให้เกิดปัญหาบางอย่างติดตามมาโดยไม่รับรู้ตัว


Douglas Sirk ชื่อจริง Hans Detlef Sierck (1897 – 1987) ผู้กำกับสัญชาติ German เกิดที่ Hamburg, German Empire ช่วงวัยรุ่นมีความชื่นชอบละครเวที แต่เข้าเรียนกฎหมายยัง Munich University มีเรื่องให้ย้ายมหาวิทยาลัยมาเป็น University of Jena ตามมาด้วย Hamburg University เปลี่ยนสู่คณะปรัชญาและประวัติศาสตร์งานศิลปะ ที่นี่ทำให้มีโอกาสรับฟังเลคเชอร์ทฤษฎีสัมพันธภาพของ Albert Einstein จากนั้นมีโอกาสเข้าร่วมโปรดักชั่น Deutsches Schauspielhaus มุ่งมั่นเอาดีด้านการละครประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อย

แม้ตัวเขาจะไม่ได้มีเชื้อสาย Jews แต่อพยพสู่สหรัฐอเมริกาเพราะภรรยากำลังถูกเพ่งเล็ง ได้เซ็นสัญญากับ Columbia Pictures สร้างภาพยนตร์ Anti-Nazi อาทิ Hitler’s Madman (1943), Summer Storm (1944), ย้ายสังกัดมา Universal-International สร้างผลงานระดับตำนานอย่าง Magnificent Obsession (1954), All That Heaven Allows (1955), Written on the Wind (1956), A Time to Love and a Time to Die (1958), และ Imitation of Life (1959)

สไตล์ของ Sirk มีลักษณะ Melodrama มักเกี่ยวกับผู้หญิง ‘woman film’ นำเสนอมุมมองที่อ่อนไหว น่าสงสารเห็นใจ ปัญหาภายในครอบครัว และเทคนิคดูไม่ค่อยสมจริงสักเท่าไหร่ เลยทำให้นักวิจารณ์สมัยนั้นมองข้ามไม่สนใจ บ้างเรียกว่า ‘bad taste’ แต่กลับประสบความสำเร็จทำเงินล้นหลาม

เป็นนักวิจารณ์ฝรั่งเศสของ Cahiers du cinéma เริ่มต้นจาก Jean-Luc Godard พบเห็นคุณค่า และกลายเป็นอิทธิพลสำคัญต่อยุคสมัย French New Wave

“…I am going to write a madly enthusiastic review of Douglas Sirk’s latest film, simply because it set my cheeks afire”.

– Jean-Luc Godard เกริ่นนำในบทความวิจารณ์ A Time to Love and a Time to Die (1958)

Imitation of Life (1933) ต้นฉบับคือนวนิยายแต่งโดย Fannie Hurst (1885 – 1968) นักเขียนหญิงสัญชาติอเมริกัน เชื้อสาย Jews โด่งดังกับการผสมผสามเรื่องราวรักโรแมนติก ปัญหาสังคม สิทธิสตรี รวมไปถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับเชื้อชาติพันธุ์ ทำให้ได้รับความนิยมล้นหลามจากนักอ่านหญิง จนกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนค่าตัวสูงสุดช่วงทศวรรษ 20s

สตูดิโอ Universal คว้าลิขสิทธิ์นวนิยายตั้งแต่ตอนวางขาย ก่อนหน้านี้ได้ดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่อง Imitation of Life (1934) กำกับโดย John M. Stahl นำแสดงโดย Claudette Colbert, Warren William, Louise Beavers ประสบความสำเร็จล้นหลาม แถมยังเข้าชิง Oscar อีกสามสาขา Best Picture, Best Assistant Director และ Sound Mixing

ผู้กำกับ Sirk มีโอกาสอ่านนวนิยายของ Fannie Hurst มาหลายเรื่อง (แต่ไม่เคยรับชมฉบับภาพยนตร์) ตัดสินใจเลือก Imitation of Life มาดัดแปลงเป็นผลงานสุดท้ายของตนเอง ร่วมงานกับ
– Eleanore Griffin (1904 – 1995) นักเขียนหญิงสัญชาติอเมริกัน เคยคว้า Oscar: Best Writing, Original Story จากผลงาน Boys Town (1938) นำแสดงโดย Spencer Tracy และ Mickey Rooney
– Allan Scott (1906 – 1995) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ขาประจำคู่ขวัญ Astaire & Rogers อาทิ Top Hat (1935), Swing Time (1936), Shall We Dance (1937) ฯ

ฉบับของ Sirk ได้ปรับแก้ไขเรื่องราวบางส่วนจากนวนิยาย Imitation of Life อาทิ
– Bea (ในหนังชื่อ Lora) ได้รับความช่วยเหลือจากคนใช้ผิวสีชื่อ Delilah (ในหนังชื่อ Annie) มอบสูตรทำ Waffle มาเปิดร้านทำธุรกิจ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (ในหนัง Lora ประสบความสำเร็จจากการเป็นนักแสดง Broadway)
– ลูกสาวของ Delilah ชื่อว่า Peola เป็นคนผิวสี ‘light skin’ จะขาวก็ไม่ใช่ ดำก็ไม่เชิง (ในหนัง Sarah Jane ผิวสีขาวแท้ๆ)

เรื่องราวเริ่มต้นปี 1947, หม้ายยังสาว Lora Meredith (รับบทโดย Lana Turner) วาดฝันเป็นนักแสดง Broadway กำลังติดตามหาลูกสาว Susie หายตัวไปที่ชายหาด ค้นพบเจออยู่กับ Annie Johnson (รับบทโดย Juanita Moore) หญิงผิวสีที่มีลูกผิวขาว Sarah Jane ซึ่งได้ทำการโน้มน้าวร้องขอให้ช่วงอุปการะ อาสาทำงานเป็นคนรับใช้ ด้วยความสงสารเห็นใจจึงยินยอมรับทั้งสองให้มาอาศัยอยู่ด้วยกัน

จากนั้นชีวิตของ Lora ก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นนักแสดง Broadway ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงสมดังฝัน เด็กๆก็เติบโตขึ้นเป็นสาว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
– Sarah Jane (รับบทโดย Susan Kohner) ประสบปัญหาไม่ได้รับการยินยอมรับจากสังคม เพราะแม่เป็นคนผิวสีแต่ตนเองนั้นผิวขาว เลยตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้านไปเป็นนักร้อง-เต้น ตามผับบาร์
– Susie (รับบทโดย Sandra Dee) ตกหลุมรักชายคนเดียวกับแม่ Steve Archer (รับบทโดย John Gavin) เมื่อรับรู้ว่าพวกเขากำลังจะแต่งงานกัน จิตใจก็พลันแตกสลาย หาข้ออ้างเรียนต่อเพื่อออกจากบ้านหลังนี้ไปแสนไกล


Lana Turner ชื่อจริง Julia Jean Turner (1921 – 1995) นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Wallace, Idaho ตั้งแต่เด็กได้รับการพบเจอโดยแมวมอง จับเซ็นสัญญากับ Warner Bros. แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก They Won’t Forget (1937) แม้จะบทเล็กๆแต่ได้รับการยกย้อมล้นหลาม จนได้รับฉายา ‘Sweater Girl’ ค่อยๆสะสมสร้างชื่อเสียงจาก Johnny Eager (1941), Ziegfeld Girl (1941), Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), Somewhere I’ll Find You (1942), กลายเป็น Femme Fatale ตั้งแต่ The Postman Always Rings Twice (1946), The Bad and the Beautiful (1952), Peyton Place (1957) ** เข้าชิง Oscar: Best Actress

รับบท Lora Meredith แม่หม้ายลูกติด ปัจจุบันแม้มีชีวิตยากลำบาก แต่ก็ยังน้ำใจงามให้ความช่วยเหลืออุปการะ Annie และ Sarah Jane อาศัยอยู่ร่วมกันในอพาร์ทเม้นท์หลังเล็กๆ, ตัวเธอมีความเพ้อใฝ่ฝันต้องการเป็นนักแสดง Broadway เพื่อว่าชื่อเสียงและความสำเร็จนั้น จะทำให้อะไรๆดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่เพราะต้องทุ่มเททุกสิ่งอย่างจนแทบไม่หลงเหลือเวลาว่าง วันหนึ่ง Susie กลับแสดงอาการไม่พึงพอใจแม่อย่างถึงที่สุด มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงไม่เคยล่วงรับรู้มาก่อน!

Turner เป็นนักแสดงที่อยู่ในความตั้งใจของโปรดิวเซอร์และผู้กำกับมาตั้งแต่แรก เพราะเมื่อเรื่องราวเปลี่ยนอาชีพตัวละครมาเป็นนักแสดง Broadway เสื้อผ้าหน้าผม เครื่องประดับ เพชรพลอย สามารถจัดเต็มอลังการ ขายความงามอร่าม ‘glamour’ ของเธอได้อย่างทรงเสน่ห์ … เฉพาะราคาชุดของเธอเพียงอย่างเดียว สิ้นงบไปถึง $1.075 ล้านเหรียญ สูงสุดกลายเป็นสถิติขณะนั้นเลย

ก่อนหน้าถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ Cheryl Crane ลูกสาววัย 14 ปีของ Turner มีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับแฟนหนุ่มคนใหม่ของแม่ แล้วใช้มีดจ้วงแทงจนเสียชีวิต นั่นกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ที่ว่ากันว่ากลายเป็นแรงผลักดันให้ Turner นำเอาความรู้สึกดังกล่าวใส่ลงมาในการแสดง Imitation of Life (1959)

ซึ่งก็ตั้งแต่ฉากนั้นที่ลูกสาว Susie พูดบอกความในกับแม่ ปลุกตื่นทั้งตัวละครและ Turner ขึ้นมาจากความเพ้อใฝ่ฝัน ลากยาวไปถึงการเสียชีวิตของ Annie และระหว่างเข้าร่วมพิธีศพ เป็นการแสดงที่โคตรตราตรึง เจ็บปวดรวดร้าวใจมากๆ ไม่รู้เหมือนกันพลาดเข้าชิง Oscar: Best Actress ไปได้อย่างไร

เกร็ด: Turner ต่อรองโปรดิวเซอร์เพื่อลดค่าตัวลงมาน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปกติ แต่เรียก 50% ถ้าหนังประสบความสำเร็จทำกำไร ปรากฎว่ายอดสุดท้ายที่เธอได้รับคือ $2 ล้านเหรียญ (สูงสุดกลายเป็นสถิติของนักแสดงหญิงทศวรรษนั้น)


Juanita Moore (1914 – 2014) นักแสดงหญิงผิวสี สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Greenwood, Mississippi มีพี่น้อง 7 คน โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักเต้น ร้องคอรัส ตัวประกอบในโรงละครเวที แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Pinky (1949), ได้รับการจดจำสูงสุด Imitation of Life (1959) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress

รับบท Annie Johnson สาวใช้ผิวสี ทั้งๆเป็นคนอัธยาศัยดี โอบอ้อมอารี แต่ไม่สามารถหาการงานที่ไหนทำ เพราะลูกของเธอผิวขาวอย่างไม่น่าเป็นไปได้ กระทั่งพานพบเจอ Lora Meredith ให้ความช่วยเหลือพึ่งพักพิง ถือว่าเป็นบุญคุณสูงสุดในชีวิต ตอบแทนด้วยการช่วยเหลือหน้าที่งานบ้านทุกสิ่งอย่าง แปลกที่ลูกสาวเมื่อเติบโตขึ้น กลับกลายเป็นคนไม่รักดี พยายามปฏิเสธความปรารถนาดีทุกสิ่งอย่างแม่ สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวราน ในที่สุดก็มิอาจอดรนทน หมดเรี่ยวแรงกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป

นักแสดงผิวสีในสหรัฐอเมริกายุคสมัยนั้น มักที่จะได้รับบทบาท Stereotype ไม่ค่อยมีความโดดเด่นน่าจดจำอะไร จนกระทั่ง Hattie McDaniel คว้า Oscar: Best Supporting Actress เรื่อง Gone with the Wind (1939) ก็ติดตามมาด้วย Juanita Moore บทบาทแม่ผู้น่าสงสารเห็นใจ เพียงเพราะความรัก หยิ่งทะนงในเชื้อชาติพันธุ์ที่มีให้ลูกมากเกินไป สร้างอคติความขัดแย้ง ดูแล้วเหมือนไม่ใช่ความผิดของเธอ … แต่ไม่ใช่ว่าเริ่มต้นเพราะความเห็นแก่ตัว ตกหลุมรักสามีผิวขาวหรอกหรือ ที่ทำให้ลูกสาวกลายมามีสภาพแบบนี้

แต่ผมว่าเราควรกล่าวโทษสภาพสังคมสหรัฐอเมริกามากกว่า เพราะค่านิยม White Supremacy ที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่ยุคสมัยก่อร่างสร้างประเทศ นำพาคนผิวสีจากทวีปแอฟริกัน มาเป็นข้าทาสใช้แรงงานกดหัวให้ต่ำ ต้องใช้เวลาเป็นศตวรรษกว่าที่อะไรๆจะดีขึ้นกว่าก่อน แต่ใช่ว่าปัจจุบันปัญหา Racism จะหมดสิ้นลงไป … ถ้า Sarah Jane เกิดสหัสวรรษ Millinium อาจไม่มีทัศนคติแบบนี้เกิดขึ้นก็เป็นได้


Susanna ‘Susan’ Kohner (เกิดปี 1936) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles มารดา Lupita Tovar เป็นนักแสดงเม็กซิกันที่มาทำงานใน Hollywood ส่วนบิดาเป็นโปรดิวเซอร์จาก Bohemis, Austria-Hungary เชื้อสาย Jews, โตขึ้นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เริ่มจากสมทบภาพยนตร์ To Hell and Back (1955), The Last Wagon (1956), โด่งดังสูงสุด Imitation of Life (1959) และ Freud: The Secret Passion (1962), หลังได้แต่งงานออกจากวงการอุทิศชีวิตให้กับครอบครัว

รับบท Sarah Jane ตั้งแต่เด็กไม่เข้าใจว่าทำไมใครๆถึงชอบดูถูกเหยียดหยามสีผิวของแม่ตนเอง กลายเป็นอคติโกรธเกลียดชิงชัง ถึงขนาดพยายามลบเลือน/ปรับเปลี่ยนแปลงชาติกำเนิดตนเอง แล้วตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้องหลัง ตัดขาดความสัมพันธ์กับแม่ หวังว่าสักวันจะได้รับการยินยอมรับจากสังคม

เพราะนักแสดงสีผิว ‘light skin’ หาได้ยากในยุคสมัยนั้น ผู้สร้างเลยเปิดกว้างไม่เจาะจงเชื้อชาติพันธุ์ ซึ่งการได้รับบทของ Susan Kohner เหตุผลสำคัญเพราะแม่มีเชื้อสายเม็กซิกัน ผิวของเธอเลยออกน้ำตาล ภาพลักษณ์พอได้กับบทบาทนี้พอดี … แต่ก็ไม่เหมือนเท่าไหร่นะ ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นตัวเลือกที่แย่

ถึงอย่างนั้นการแสดงของ Kohner ลบข้อครหาเรื่องภาพลักษณ์ไปโดยสิ้นเชิง ถ่ายทอดความอึดอัด คับค้อง ภายในเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน โหยหาอิสรภาพผูกรัดพันธนาการต้นกำเนิดตนเองไว้ ขณะที่ท่าเต้นของเธอในผับแห่งนั้น มันช่างไร้เสน่ห์ หาความน่าดูชมแทบไม่ได้ แต่เมื่อต้องร่ำราจากแม่ ที่แม้โกรธเกลียดแต่ก็ยังรักมาก ใครกันจะไปสามารถอดกลั้นธารน้ำตา

ผมครุ่นคิดว่าการที่ Sarah Jane ยึดติดกับสีผิวของตนเองเหลือเกิน เพราะถูกค่านิยมทางสังคม ‘White Supremacy’ ปลูกฝังรากลึกเข้ามาในจิตใจ เชื่อว่าผิวสีขาวสามารถมีอภิสิทธิ์เหนือผิวสีอื่น ได้รับโอกาส การยินยอมรับ ไปไหนมีความเสมอภาคเท่าเทียม นั่นเองทำให้เธอพยายามปฏิเสธเชื้อชาติกำเนิด ลวงหลอกตัวเองไปวันๆ


Sandra Dee ชื่อจริง Alexandra Zuck (1942 – 2005) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Bayonne, New Jersey เมื่อตอนอายุ 12 ปี ได้รับการค้นพบโดยโปรดิวเซอร์ Ross Hunter ชักชวนมาถ่ายแบบ แสดงภาพยนตร์ ผลงานเรื่องแรก Until They Sail (1957), รับบทนำครั้งแรก The Reluctant Debutante (1958), โด่งดังกับ Imitation of Life (1959), A Summer Place (1959), Gidget (1959) ฯ

รับบท Susie เด็กสาววัย 16 ปี ยังเต็มไปด้วยความน่ารักสดใส ใช้ชีวิตราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย เพ้อฝันถึงเจ้าชาย Steve Archer ก่อนทุกอย่างจะพลันล่มสลาย เพราะพบเห็นแม่แท้ๆแก่งแย่งชิงคนรักไปจากเธอ

การแสดงของ Dee อาจโดดเด่นไม่เท่านักแสดงคนอื่นๆ แต่ความน่ารักสดใส ไร้เดียงสา อ่อนเยาว์วัย พูดพร่ามเรื่อยเปื่อยเหมือนเด็กน้อย รายล้อมด้วยความโลกสวย ใช้ชีวิตอย่างเจ้าหญิงในความเพ้อใฝ่ฝัน จนกระทั่งเมื่อความจริงได้ประจักษ์ต่อหน้าต่อตา ถึงค่อยรับรู้ว่าตนเองจมปลักอยู่ในภาพมายา โหยหาอิสรภาพ ต้องการทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างแล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตนเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Susie ถือได้ว่าเป็นความผิดของแม่ล้วนๆ ที่เชื่อว่าเงินทอง ความหรูหรา สุขสบาย จักทำให้ลูกเกิดความพึงพอใจในทุกสิ่งอย่าง แต่การไม่เคยมีเวลาหลงเหลือให้ กลายเป็นปมด้อยในใจเด็กหญิง พยายามปลีกหลีกหนีความผิดหวัง หลบซ่อนตัวยังโลกแห่งจินตนาการ จนเมื่อถูกปลุกตื่นขึ้นมา อะไรๆก็ไม่สามารถหาหนทางแก้ไขได้อีกต่อไป


ถ่ายภาพโดย Russell Metty (1906 – 1978) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน คว้า Oscar: Best Cinematography เรื่อง Spartacus (1960), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Bringing Up Baby (1937), Written on the Wind (1956), Touch of Evil (1958), A Time to Love and a Time to Die (1958), Imitation of Life (1959), Flower Drum Song (1961) ฯ

เพราะ Imitation of Life (1934) ถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำ ฉบับนี้เลยจำต้องเปลี่ยนมาถ่ายทำด้วยภาพสี Eastmancolor อัตราส่วน Widescreen (1.85:1)

ภาพพื้นหลัง Opening Credit พบเห็นเพชรขนาดต่างๆ ค่อยๆตกลงมาจากเบื้องบน ซ้อนทับกันเรื่อยๆจนเต็มจอ ดูแล้วน่าจะต้องการเปรียบเทียบความรักกับเพชรเม็ดงาม (สองคนรักกันหมั้นหมายแต่งงาน ก็ใช้เพชรเป็นสิ่งคล้องใจ)
– ชีวิตจะไร้มูลค่า ถ้าไม่เคยเรียนรู้จักความรัก
– ยิ่งสามารถแพร่ความรักไปมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับเพชรปริมาณมากมาย ด้วยมูลค่ามหาศาล

ช็อตแรกของหนังถ่ายทำยัง Long Beach, Coney Island พบเห็นผู้คนล้นหาด มาท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ แลดูราวกับภาพวาด Impressionism สามารถเรียกได้ว่าเป็นสถานที่แห่งความรัก เพราะคงไม่มีใครมาเล่นน้ำตัวคนเดียว ล้วนต้องมากับครอบครัว พรรคเพื่อฝูง บุคคลที่เรารัก มันจึงมีความมากมายระยิบระยับ … แต่ผมเห็นแล้วกลับรู้สึกอนาถใจ นักท่องเที่ยวมากเกินไปหรือเปล่า ทำไมแห่กันมาแต่ที่นี่ มันราวกับ ‘ความสุขสำเร็จรูป’ ยำยำ มาม่า หาซื้อกินอิ่มหนำราคาถูกได้ตาม 7-11

ช็อตแรกของ Lora กล้องถ่ายมุมเงยขึ้น พบเห็นเธอแทรกตัวเข้ามายืนชะโงกหน้า กำลังตะโกนเรียกหาลูกสาวที่เหมือนว่าหายตัวไป ก่อนวิ่งลงบันได ถูก David แชะภาพ ถึงค่อยเริ่มถามหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น, นัยยะซีนนี้สะท้อนถึงบุคลิกนิสัยตัวตนของ Lora ว่าเป็นคนไฮโซหัวสูง (มาจากด้านบน) ไม่ได้ใคร่สนใจอะไรอื่นจนกระทั่งพบว่าลูกสาวหายตัวไป ถึงค่อยลดตัวลงมา ขอความช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้าง

ทั้งๆชายหาด Long Beach เต็มไปด้วยผู้คนนับพันหมื่น แต่หญิงหม้ายสองคน Lora และ Annie กลับบังเอิญได้มาพบเจอ น่าจะเพราะลูกๆของพวกเขา Susie และ Sarah Jane อายุรุ่นราวคราวเดียว กำลังเล่นอยู่บริเวณใกล้ๆ โดยไม่รู้ตัวกลายเป็นเพื่อนกัน

ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่ว่า การกลั่นแกล้งชายพุงใหญ่ของเด็กๆสื่อนัยยะถึงอะไร ก็บังเอิญไปเห็นอีกภาพซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกัน Lora กำลังถ่ายโฆษณาโรยผงกำจัดหมัดใส่สุนัข … สรุปก็คิดไม่ออกว่าสื่อนัยยะอะไร

ผู้กำกับ Sirk เคยร่ำเรียนประวัติศาสตร์งานศิลปะ เลยไม่แปลกจะพบเห็นภาพวาดเลื่องชื่อ ติดอยู่ตามผนังกำแพง อย่างช็อตนี้ประกอบด้วย
– Luncheon of the Boating Party (1882) ผลงานของ Pierre-Auguste Renoir
– อีกภาพไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่ครุ่นคิดว่าน่าจะเป็น Impressionism เช่นเดียวกัน

ผู้จัดการพยายามนำเสื้อคลุมขนสัตว์ สวมทับใส่ Lora เพื่อที่จะควบคุม ครอบงำ ทำให้เธอกลายเป็นกลายเป็นของเขา พร้อมๆกับเสนอแนะวิธีทางลัด โอกาสถ้าต้องการเข้าตาโปรดิวเซอร์/ผู้กำกับ กลายเป็นนักแสดงประสบความสำเร็จโดยไว … นี่เป็นฉากที่สะท้อนมุมมืดของวงการแสดง ก็แล้วแต่คุณเองจะเลือกเล่นเกม หรือต่อต้านขัดขืน

หนังเรื่องนี้จะมีการเล่นกับภาพสะท้อนกระจก อย่างเยอะ!

หลังจากบอกปัดผู้จัดการที่พยายามควบคุมครอบงำ เธอกลับมาถึงห้อง ยืนจับจ้องมองกระจก พบเห็นใบหน้า(ในกระจก)ปกคลุมด้วยความมืดมิด สะท้อนถึงสภาพจิตใจเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ผิดหวัง คาดไม่ถึงว่าตนเองจะได้พบเจอเรื่องอุบาทว์พรรณนั้น

แต่เมื่อโอกาสเข้ามาจากผู้จัดการคนนั้น(ที่เธอพยายามบอกปัดปฏิเสธ) กลับรีบเร่ง วิ่งร่านรีบเร่งไปหา ทอดทิ้งเกียรติ ศักดิ์ศรี ความเย่อหยิ่งทะนงที่เคยมีมา ระหว่างลงบันไดพบเห็นเงามืดอาบปกคลุมบดบังใบหน้า … ฉันเลือกที่จะเสียสละตนเอง ทุ่มเททุกสิ่งอย่างเพื่อความสำเร็จนี้ ไม่ว่าต้องทำตัวตกต่ำทรามสักเพียงไหน

หนึ่งในลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Sirk เมื่อมีเหตุการณ์ดราม่าอะไรบางอย่างเกิดขึ้น อยู่ดีๆบทเพลงจะดังขึ้นกระหึ่ม (อย่างผิดปกติ) เพื่อช่วยเร่งเร้าอารมณ์ผู้ชมให้คล้อยตามไป (มีลักษณะเหมือน Impressionism อยู่เล็กๆนะ)

อย่างฉากนี้แม่ Annie เพราะหิมะตกหนัก เลยนำรองเท้าสีแดงไปให้ลูกสาว Sarah Jane ที่โรงเรียน แต่นั่นสร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับเด็กหญิง เพราะเธอไม่เคยบอกใครๆว่ามารดาเป็นคนผิวสี พยายามปกปิดบังด้วยหนังสือ เมื่อไม่สำเร็จเลยเร่งรีบวิ่งออกจากห้องเรียน ตรงกลับบ้านระหว่างหิมะกำลังตกหนัก บทเพลงบรรเลงดังขึ้นด้วยท่วงทำนองแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวทรมานใจ ทำไมฉันต้องมีแม่แบบนี้ด้วย!

สิ่งโคตรเจ๋งมากๆในไดเรคชั่นของผู้กำกับ Sirk คือการดำเนินเรื่องที่มีลักษณะคู่ขนาน เคียงข้างกันไป บางครั้งปรากฎอยู่ในช็อตเดียวเดียวเท่านั้น

ฉากนี้คือ Lora กำลังซักซ้อมบทพูด พบเห็นปากเธอขยับ แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็น Annie กำลังเล่าประวัติสูติกาลพระเยซูคริสต์ให้เด็กๆรับฟัง สื่อนัยยะได้ถึงการกระทำของแม่นี้ (เตรียมตัวเป็นนักแสดง Broadway) ราวกับเธอกำลังจะได้เกิดใหม่ กลายเป็นพระผู้มาไถ่ของทุกคนในครอบครัว!

ฉากซักซ้อมเพื่อคัดเลือกนักแสดงของ Lora สังเกตว่าเริ่มต้นผู้ช่วยจะชี้บอกตำแหน่งโน่นนี่นั่น ให้จินตนาการถึงประตู หน้าต่าง ใครอยู่ตรงไหนตรงนั้น … นั่นน่าจะเป็นความยียวนกวนประสาทของผู้กำกับ Sirk มอบอิสระให้ผู้ชมครุ่นคิดกันไปเองว่า ต่อจากนี้เธอสามารถเอาชนะใจ ผู้กำกับ/เขียนบท หรือผู้ชมละครเวทีได้อย่างไร

คือหนังจงใจไม่นำเสนอ ‘play within film’ ซ้อนการแสดงละครเวทีเพื่อให้ผู้ชมครุ่นคิดตัดสินว่า เธอสมควรค่าแก่การเป็นนักแสดง Broadway ที่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า … ให้รับรู้แค่ว่าสามารถทำได้ มีชื่อเสียงโด่งดัง เท่านั้นพอ

วินาทีแห่งความสำเร็จของแม่ เร่งรีบโทรศัพท์หาลูกๆที่บ้าน ภาพช็อตนี้นำเสนอภาพเธอจับจ้องมองกระจก รอยยิ้มนั้นสะท้อนความสุขที่ออกมาจากภายในอย่างแท้จริง!

ผมเชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงไม่ได้ครุ่นคิดว่า Lora จะกระทำในสิ่งเดียวกับที่ผู้จัดการพูดบอกเธอ … แต่ฉากงานเลี้ยงหลังการแสดงรอบปฐมทัศน์ ทุกคนถูกขับไล่กลับบ้าน เหลืออยู่สองที่อพาร์ทเม้นท์สองต่อสองกับผู้กำกับ จัดแสงโดยอาบฉาบความมืดลงบนใบหน้าช็อตนี้ ไม่มีทางเป็นอื่นอย่างแน่นอนนะครับ! ซึ่งวินาทีโน้มตัวเข้าไปจุมพิต ทั้งใบหน้าจะปกคลุมด้วยความมืดมิดสนิท

หลายปีพานผ่านไป ความสำเร็จของ Lora ทำให้เธอเริ่มถึงจุดอิ่มตัว เกิดความเบื่อหน่ายในการแสดง อยากที่จะลองมองหาความตื่นเต้น ท้าทายอะไรใหม่ๆ ซึ่งชุดสวมอยู่ขณะนี้มีลักษณะล้อกับตอนต้น ผู้จัดการสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ให้ มาคราวนี้นอกจากสีเดรสตรงกันข้าม (ขาว-ดำ) ส่วนของขนสัตว์หลงเหลือแค่ผ้าพันคอ ด้วยความช่วยเหลือจาก Annie ไม่ได้ถูกควบคุมครอบงำจากใคร

บ้านหลังใหม่ของ Lora นอกจากเต็มไปด้วยภาพวาดงานศิลปะ (ที่ผมไม่ค่อยรู้จัก) ยังมีทิวทัศน์ช็อตนี้ ซึ่งก็แลดูเสมือนภาพวาด … ซึ่งก็คือภาพวาดจริงๆนะแหละ ด้วยเทคนิค Glass Painting ถ่ายทำในสตูดิโอ

ช็อตแรกของ Sarah Jane เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ที่น่าตกใจไม่ใช่ความสวย แต่คือภาพวาดงานศิลปะที่ประดับติดผนัง ถึงผมไม่รู้จักว่าคืออะไร ลักษณะ Abstract ปกคลุมด้วยความมืดมิด สะท้อนถึงตัวตน จิตใจของเด็กหญิงสาว ไม่มีทางสวยสดงดงามจากภายนอกที่แสดงออกมา

หรืออย่างซีนนี้ที่แกล้งป่วยนอนซม แต่แท้จริงแล้วหาเวลาว่างแอบดอดไปหาแฟนหนุ่ม

อีกหนึ่งการเล่าดำเนินเรื่องที่ ‘มีสไตล์’ อย่างมากๆ, Susie คุยกับ Annie สอบถามถึงเรื่องการจุมพิตกับหนุ่มๆ แล้วช็อตถัดๆไปแม่ Lora กำลังอยู่ในอ้อมกอดคนรักหนุ่ม Steve Archer

แม้ว่า Lora จะเริ่มเต็มอิ่มในการทำงานและโหยหาอิสรภาพ แต่เมื่อโอกาสพานผ่านเข้ามา ก็เหมือนขณะรับโทรศัพท์ช็อตนี้ ใบหน้าของเธออยู่ภายในห่วงวงกลม สะท้อนว่าไม่สามารถนำพาตนเองหลุดออกนอกกฎกรอบความตั้งใจได้

Sarah Jane พร้อมอุทิศกายถวายทุกสิ่งให้แฟนหนุ่ม นั่นเป็นการพูดออกมาจากใจจริงเพราะช็อตนี้ถ่ายให้เห็นภาพสะท้อนจากกระจก แต่ขณะเดียวกันกลับถูกบอกเลิกร้างรา เพราะนั่นทำให้เขาล่วงรับรู้เบื้องหลังความจริงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิด ตัวตน แม่เป็นคนผิวสี นั่นเป็นสิ่งที่ชายคนนี้ยินยอมรับไม่ได้ และบทเพลงแจ๊สสุดแสนมัวเมามันดังกระหึ่มขึ้นอย่างไม่รับรู้กาละเทศะ ซึ่งมีนัยยะตรงกันข้ามกับความเจ็บปวดรวดร้าวของเด็กหญิงสาวโดยสิ้นเชิง

แม้ว่าจะอาศัยอยู่ร่วมกันมาหลายปี แต่ Lora กลับแทบจะไม่เคยรับล่วงรู้จักตัวตนแท้จริงของ Annie (ผู้ชมก็เช่นกันนะ) จนกระทั่งฉากนี้ที่เธอพูดพร่ำออกมาเองว่ารู้จักผู้คนมากมาย เป็นสมาชิกโบสถ์ นั่นสร้างความแปลกประหลาดใจให้ ถึงขนาดพบเห็นภาพสะท้อนในกระจก

ฉากนี้เป็นการสะท้อนถึงความไม่ได้เคยรับรู้สนใจในรายละเอียดชีวิตของ Lora สนเพียงการแสดง ประสบความสำเร็จ สิ่งที่กองอยู่ตรงหน้า มองไม่เห็นสิ่งงดงามทรงคุณค่าภายในจิตใจของใครอื่นสักเท่าไหร่ (รวมไปถึงลูกสาวของตนเองด้วยนะ)

ช่วงเวลาแห่งการพลัดพรากแยกจาก
– สำหรับ Susie ใช้เวลาหน้าร้อนอย่างสุขีกับ Steve Archer เจ้าชายที่ตกหลุมรัก แต่เขามองเธอก็แค่เด็กสาวน้อยคนหนึ่ง เหล้าไม่ให้ดื่ม (อายุยังไม่ถึง) ชักชวนมาเต้นรำในร้านอาหารดูดีมีระดับ
– Sarah Jane ก็ได้เต้นระบำเช่นกัน แต่ในผับบาร์ที่เต็มไปด้วยแสงสี เหล้า-บุหรี่ ผู้หญิงหากิน ผู้ชายจ่ายเงินเสพสุขสำราญ

ท่วงท่าระบำของ Sarah Jane สวมชุดกระต่าย (บันนี่) โยกย้ายไปมา เล่นหูเล่นตา ลูบไล้เรือนร่างกาย กระดกก้นยั่วราคะ ขณะที่เนื้อคำร้องสะท้อนความโหยหา ไม่ใช่แค่เงินตรา แต่ยังความต้องการพ่อ(ที่เป็นคนขาว) สะท้อนถึง Electra Complex (ลูกสาวรักพ่อ ต้องการเข่นฆ่าแม่ตนเอง)

The loneliest word I’ve heard of is ‘empty’
Anything empty is sad
An empty purse can make a good girl bad
You hear me dad?

แม่ Annie ยืนอยู่ตรงด้านหลังประตูที่มีลักษณะเหมือนซี่กรงขังคุก เงามืดอาบปกคลุมใบหน้า พอพบเห็นการแสดงของลูกสาวสุดที่รัก จิตใจเธอคงแตกสลายย่อยยับ รับไม่ได้กับสิ่งบังเกิดขึ้น

นี่ก็เช่นกัน Sarah Jane และแฟนหนุ่มที่กำลังเกี้ยวพาราสี ต่างอยู่ด้านหลังประตูที่มีลักษณะเหมือนบานเกล็ด/ซี่กรงขัง พอแม่เปิดประตูเดินเข้ามาเท่านั้น ทุกสิ่งอย่างวาดฝันไว้ถูกเปิดโปง พลังทลายโดยพลัน

การแสดงชุดถัดมาของ Sarah Jone ได้เป็นนักเต้นตัวประกอบ หยิบแชมเปญขึ้นมาเทใส่แก้วเปล่าๆ ทำท่าทางยั่วเย้า โยกย้ายส่ายสะโพก ก็ได้แค่นั้นละสำหรับคนยังไม่ได้มีชื่อเสียงเรียงนามใดๆ

จะว่าไปเราสามารถมองเรื่องราวครึ่งหลังของ Sarah Jone พยายามไต่เต้าก้าวเข้าสู่วงการแสดง คือย้อนอดีตชีวิตของ Lora ก่อนจะมาถึงจุดเริ่มต้นหนัง เธอย่อมต้องเคยพานผ่านการแสดงในผับบาร์ เป็นนักเต้นตัวประกอบที่แสนไร้ค่า ไม่เช่นนั้นจะสามารถประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังได้เช่นไร

การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายของ Sarah Jane และแม่ Annie เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ ภาพช็อตนี้มุมเงยปรากฎภาพบนกระจก สะท้อนถึงจิตใจที่ยังคงรัก แต่มิอาจสามารถแสดงออก เพราะสังคมไม่ยินยอมรับภาพลักษณ์ของพวกเขาทั้งสอง

ทางฝั่ง Susie ก็ไม่น้อยหน้า Sarah Jane ประการใด เมื่อรับรู้ พบเห็น และได้ยินจากแม่ว่ากำลังจะแต่งงานกับ Steve Archer ภาพปฏิกิริยาของเธอช็อตนี้ เงาอาบยาวไปเบื้องหลังสะท้อนถึงสภาพจิตใจอันมืดมิด ครุ่นคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง

เมื่อแม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Susie เธอรีบตรงรี่ไปปรับความเข้าใจ สรรหาข้ออ้างมากมายร้อยแปด แปลกที่ไม่รับรู้ตัวตนเองว่ากำลังเล่นละครตบตา เลยถูกปลุกตื่นขึ้นจากภาพมายา

ช็อตนี้ที่แม่พูดขึ้นว่าจะเลิกรากับ Steve พอสังเกตได้ว่าเหมือนการเสแสร้าง ปั้นแต่ง เล่นละคร นั่นเองทำให้ Susie ที่ยืนตำแหน่งตั้งฉาก (มองอะไรๆไม่ตรงกัน) รับรู้ตัวว่ากำลังถูกตามใจจนเสียคน เลยเดินถอยไปชิดกระจกหันกลับมาพูดบอก ‘แม่เลิกหลอกตนเองเสียเถอะนะ’ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องการเลยสักนิด

วินาทีการเสียชีวิตของ Annie กล้องเคลื่อนไปจับจ้องภาพถ่ายของ Sarah Jane ก่อนทำการ Cross-Cutting ซ้อนหน้าต่างกระจกของโบสถ์ (Stained glass) คงต้องการสะท้อนถึงสรวงสวรรค์ของแม่ คือความสุขของลูก

Mahalia Jackson (1911 – 1972) นักร้อง Gospel สัญชาติอเมริกัน เจ้าของฉายา ‘The Queen of Gospel’ ด้วยน้ำเสียง Contralto ที่เลืองลั่น รับเชิญขับร้องบทเพลง Trouble of the World ได้ไพเราะตราตรึง ซาบซึ้งถึงขั้นว่า Lana Turner ได้ยินครั้งแรก วิ่งกลับรถ Trailer ไปร่ำร้องไห้บ่อน้ำตาแตก ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังครุ่นคิดถึงใครอยู่

มุมเงยช็อตนี้ เป็นการสะท้อนถึงน้ำเสียงร้องของ Jackson ราวกับพระเจ้าประทานให้มาโปรดมนุษย์โลก

มันอาจดูเว่อวังอลังการกับงานศพของ Annie มีคนมาร่วมงานนับร้อยพัน ขบวนพาเหรดเดินนำ แถมด้วยรถม้าสีขาวสี่ตัวลากหีบศพ แต่ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ผู้คนมากมาย(และผู้ชม) ได้จับจ้องมองแล้วใคร่ฉงนสงสัย ถึงไม่รู้จักก็ยังต้องถอดหมวกทำความเคารพ อยากล่วงรับรู้ว่าเพราะเหตุใด? ทำไม? เธอเป็นใคร? ถึงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้

ตัดต่อโดย Milton Carruth (1899 – 1972) ในสังกัด Universal ผลงานเด่นๆ อาทิ All Quiet on the Western Front (1930), Shadow of a Doubt (1943), Pillow Talk (1959), Imitation of Life (1959) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองสายตาของสองแม่ Lora Meredith และ Annie Johnson จับจ้องมองสองลูกสาว Susie และ Sarah Jane ผ่านสองช่วงเวลา
– ครึ่งแรก, เริ่มตั้งแต่สองแม่พานพบเจอ อาศัยอยู่ร่วม พานผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากลำบาก จนกระทั่ง Lora ประสบพบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
– ครั้งหลัง 10 ปีถัดมา, เริ่มต้นเมื่อ Lora รู้สึกเต็มอิ่มในการแสดง เด็กๆเติบโตเรียนจบกำลังมองหาอนาคต และทุกคนถึงเวลาแยกย้ายไปใช้ชีวิตตามความสนใจ

สำหรับเพลงประกอบมีถึงสามเครดิต Frank Skinner, Sammy Fain และ Henry Mancini ก็ไม่รู้ร่วมงานหรือเพลงใครเพลงมัน แต่ต้องชมเลยว่ามีความไพเราะตราตรึง มักดังขึ้นในช่วงเวลาคาดไม่ถึง แถมมิได้ใช้แทนบรรยากาศอารมณ์ขณะนั้น แค่เติมเต็มสัมผัสของ Melodrama ลวงหลอกผู้ชมด้วยเสียงมายา (ได้ยินดนตรีแจ๊สจังหวะตื่นเต้นเร้าใจ แต่ตัวละครกลับกำลังถูกทุบตีทำร้าย เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงทรวงใน)

บทเพลง Imitation of Life แต่งโดย Paul Francis Webster, คำร้องโดย Sammy Fain, ขับร้องโดย Earl Grant มีเนื้อคำร้องที่อธิบายนัยยะความหมายของชื่อหนังได้อย่างชัดเจนทีเดียว

What is love without the giving?
Without love you’re only living
An imitation, an imitation of life
Skies above in flaming color,
Without love, they’re so much duller
A false creation, an imitation of life.

Trouble of the World บทเพลงแนว Gospel ไม่รู้ผู้แต่ง แต่ฉบับขับร้องโดย Mahalia Jackson ทำให้เพลงนี้มีชื่อเสียงโด่งดังก้องโลก

บทเพลงนี้ถือเป็นการสั่งลา Hollywood อย่างมีสไตล์ของ Sirk เลยก็ว่าได้ [ไม่รู้กลายเป็นแรงบันดาลใจผู้กำกับ Bob Fosse สั่งลากับ All That Jazz (1979) ด้วยหรือเปล่านะ] อยากให้ทุกคนจับจ้องมอง ขนลุกขนพอง ปัญหาใดๆในโลกเมื่อสิ้นลมหายใจ ก็ไร้ความหมายอีกต่อไป

Imitation of Life, ตัวปลอมของชีวิต ในบริบทหนังคือสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นภายใน สร้างภาพมายา ลวงหลอกตา ปฏิเสธการเผชิญหน้าความเป็นจริง
– เริ่มต้นจาก Lora ผู้โหยหาความสำเร็จในอาชีพการแสดง ไต่เต้าจนประสบพบ ร่ำรวยเงินทอง ชื่อเสียงโด่งดัง แต่ทั้งหมดนั่นก็คือภาพลวงตาไม่ใช่หรือ?
– Annie Johnson แม้มีความเชื่อมั่นใจสิ่งถูกต้องดีงาม แต่ไม่ยินยอมเผชิญหน้ารับความจริง ทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกสาวพยายามปฏิเสธไม่ยินยอมรับ จนในที่สุดก็สูญเสียเธอไป ค่อยๆตรอมใจกับสิ่งที่บังเกิดขึ้น
– Susie เพราะได้รับการเลี้ยงดูจากแม่อย่างตามใจ จนจินตนาการเพ้อใฝ่ฝันกลายเป็นเจ้าหญิง สร้างโลกแห่งแฟนตาซีของตนเองขึ้นมา ตกหลุมรักเจ้าชายขี่ม้า แต่ก็ถูกปลุกตื่นขึ้นเมื่อได้พบว่าสูญเสียเขาไป
– Sarah Jane เป็นคนไม่ยินยอมรับชาติกำเนิด พยายามสร้างภาพลวงหลอกตาตนเอง ครุ่นคิดว่าถ้าสามารถตัดขาดทุกสิ่ง ก็อาจได้รับการยินยอมรับจากสังคมรอบข้าง

ชาวอเมริกัน ไม่ว่าจะคนขาวหรือผิวสี แทบทั้งนั้นต่างใช้ชีวิตราวกับ ‘Imitation of Life’ สร้างภาพลวงหลอกตาตนเองขึ้นมา ไม่สามารถรับรู้เข้าใจถึงสัจธรรมความจริง สิ่งที่พบเห็นก็เพียงแค่ภาพสะท้อนความสุข เอื้อมมือไปสัมผัสกลับพบเพียงกระจกที่มีความเย็นยะเยือก ไร้ชีวิตและลมหายใจ

“You can’t escape what you are”.

– Douglas Sirk

ผมไม่รู้สึกว่าคำพูดประโยคนี้ของผู้กำกับ Sirk ว่ากล่าวตัวละครในหนังเลยนะ เขากำลังเอ่ยถึงตนเองที่เป็นชาวเยอรมัน อพยพหลบหนีภัยสงครามโลกครั้งที่สองมาอยู่ยังสหรัฐอเมริกา (มีสถานะไม่ต่างจากคนผิวสีสักเท่าไหร่) ซึ่งเหตุผลการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ราวกับต้องการบอกผู้ชมโดยนัย ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะหวนกลับไปเผชิญหน้าชาติกำเนิดของตนเอง

ซึ่งหลังเสร็จจากภาพยนตร์เรื่องนี้ผู้กำกับ Sirk ก็ได้ทอดทิ้งความสำเร็จจอมปลอมของวงการมายา Hollywood อพยพย้ายกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายยังผืนแผ่นดินบ้านเกิด   


ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ แม้เสียงตอบรับตอนออกฉายจะกลางๆ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่สามารถทำเงินได้ในสหรัฐอเมริกา $6.4 ล้านเหรียญ กลายเป็นผลงานประสบความสำเร็จที่สุดของผู้กำกับ Douglas Sirk, นักแสดง Lana Turner, และสตูดิโอของ Universal-International

และได้เข้าชิง Oscar สองรางวัล พ่ายให้กับ Shelley Winters เรื่อง The Diary of Anne Frank (1959)
– Best Supporting Actress (Susan Kohner)
– Best Supporting Actress (Juanita Moore)

ถึงหลายๆส่วนของหนังจะดูความเฉิ่มเชยไปบ้าง แต่การซ้อนทับเรื่องราวช่างลุ่มลึกยิ่งนัก ทั้งการแสดงโคตรตราตรึงของสาวๆ Lana Turner, Juanita Moore, Sandra Dee, Susan Kohner, งานภาพสวยสีสันสดใส และเสียงขับร้องอันขนลุกขนพองของ Mahalia Jackson ทำให้ผมชื่นชอบมากๆเกือบที่จะคลั่งไคล้

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” โดยเฉพาะพ่อ-แม่ กำลังเลี้ยงดูบุตรหลานวัยกำลังเติบโต มองหาจุดสมดุล ความเพียงพอดี ทำอย่างไรที่จักมอบความรัก ไม่มากหรือน้อยเกินไป

จัดเรต 13+ กับความโลกสวย และประเด็น Racism

คำโปรย | Imitation of Life คือกระจกสะท้อนชีวิตผู้กำกับ Douglas Sirk ที่ได้ค้นพบตัวตนเอง ฉีกกระชากหน้ากากตัวปลอม และเป็นจดหมายทิ้งท้ายสั่งลาผู้ชม
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of