Intolerance (1916)

Intolerance

Intolerance (1916) : D.W. Griffith

ก่อนจะมีหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey (1968) ที่มีการตัดต่อข้ามสหัสวรรษเป็นล้านๆปี Intolerance เป็นหนังที่มีการตัดต่อเรื่องราวห่างกันกว่า 2,500 ปี ตั้งแต่ยุคสมัยบาบิโลเนีย (539BC) ไปจนถึงอเมริกาสมัยนั้น (191x) กำกับโดย D.W. Griffith ใครชอบหนัง Epic ที่โคตรอลังการ และมีเทคนิคการเล่าเรื่องที่เหนือชั้น ควรจะหา Intolerance มาดู นี่เป็นหนังที่ถูกเรียกว่าเป็นพื้นฐานของภาพยนตร์ทุกเรื่อง (Foundation Film)

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับ The Birth of A Nation (1915) แต่ได้รับคำวิจารณ์แบบติดลบลงเหว D.W. Griffith จึงขอแก้ตัวด้วยผลงานใหม่ ด้วยความตั้งใจที่จะตอบโต้นักวิจารณ์และขอโทษผู้ได้รับผลกระทบ ใจความหลักของหนังเรื่องนี้ก็คือให้อดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่ายุคสมัยไหนความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น วิธีที่จะให้มันผ่านไปได้คืออดทนอดกลั้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ผมไม่คิดว่าใจความหลักของ Intolerance จะส่งถึงคนสมัยนั้นนะครับ เพราะหนังถือว่า Flop ดับสนิทในอเมริกา ด้วยทุนสร้างที่คาดว่าสูงถึง 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนังที่มีทุนสร้างสูงที่สุดในโลกขณะนั้น ผมไม่รู้ Griffith คิดเพ้อฝันยังไงว่าหนังจะประสบความสำเร็จแบบ The Birth of A Nation ในปีติดๆกัน (ทั้งๆที่ The Birth of A Nation ก็ยังฉายอยู่แท้ๆ) แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว กระนั้นหนังได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม และกลายมาเป็นหนังที่คนทำงานหนังควรจะ”ต้อง”หามาดูให้ได้

หนังเรื่องนี้ ได้รวบรวม ‘ว่าที่’ นักแสดง ผู้กำกับ ทีมงานที่ในอนาคตต่อไปจะมีบทบาทต่อวงการภาพยนตร์ เพื่อศึกษาเรียนรู้วิธีการ แนวคิดจากบรมครู D.W. Griffith อันประกอบด้วย Erich von Stroheim, Tod Browning (Director Dracular-1931), Woody Van Dyke (Director/Actor), King Vidor, Frank Borzage (Director Street Angle-1928), Douglas Fairbanks (The King of Hollywood), Donald Crisp (Oscar Winner), Mildred Harris (ภรรยา Charlie Chaplin) ฯลฯ ใครที่ชื่นชอบหนังในยุคแรกๆของ Hollywood น่าจะอย่างน้อยเคยได้ยินชื่อพวกเขาเหล่านี้นะครับ

เรื่องราวของ Intolerance ประกอบด้วย 4 เรื่องราวใน 4 ยุคสมัย อันประกอบด้วย
1.ยุค Babylonian (539BC) ช่วงเวลาขัดแย้งระหว่าง Prince Belshazzar ของ Babylon กับ Cyrus the Great แห้ง Persia ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายอาณาจักร Babylon
2.ยุค Judean (27AD) ช่วงเวลาที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน
3.ยุค French Renaissance (1572) กับเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ St.Bartholomew
4.ยุคอเมริกาปัจจุบัน Modern American (1914) การชุมนุมประท้วงของคนงาน ที่นายจ้างต้องการลดค่าใช้จ่ายโดยการปลดพนักงานและลดรายได้

หนังไม่ได้เล่าทีละเรื่องนะครับ แต่เล่าทั้ง 4 เรื่องพร้อมๆกัน ใช้การตัดต่อสลับไปมาที่เรียกว่า unorthodox โดยทั้ง 4 เรื่องนี้เชื่อมกันโดย The Eternal Motherhood เป็นหญิงสาวไกวเปลที่เราจะเห็นโผล่ออกมาอยู่เรื่อยๆ เธอไม่ทำอะไรไปมากกว่าไกวเปล มีคนวิเคราะห์กันเยอะเกี่ยวกับฉากนี้นะครับ ว่ากันว่ามีความหมายเชิงสัญลักษณ์แสดงถึงการมีอยู่อันต่อเนื่องของประวัติศาสตร์มนุษย์และวัฎจักรชีวิต แม่คือผู้ให้กำเนิด ไกวเปลที่มีกระเช้าดอกไม้วางอยู่ แสดงถึงการเกิดและตาย

บอกตามตรงว่ามันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่หนังควรจะใช้การตัดต่อแบบนี้ non-linear, hybrid film, cross-cutting บ้างก็เรียกว่า self-interrupting คืออยากจะเอาอะไรมาใส่ตรงไหนก็ตามใจฉัน หนังจะใช้การเล่าเรื่องแบบธรรมดาๆไปทีละเรื่องหนังจนจบก็ได้นะครับ ดูเข้าใจไม่ยากด้วย มันอาจมีเหตุผลอื่นแฝงแน่ๆ เช่น เมื่อโปรดิวเซอร์ได้ยินผู้กำกับบอกจะทำหนังที่มีเรื่องสั้น 4 เรื่อง ก็ต่อรองว่าทำไมถึงต้องเอามารวมกัน แยกเป็นเรื่องย่อยๆ เอาไปแบ่งฉายแบบนั้นจะได้เงินเยอะกว่า ผมว่า Griffith ได้ยินแบบนี้คงไม่พอใจแน่ เพราะเขาสร้างทั้ง 4 เรื่องให้มีจุดร่วมคล้ายๆกัน มันควรจะอยู่ในเรื่องเดียวกัน Griffith จึงเปลี่ยนวิธีการการตัดต่อในแบบที่ โปรดิวเซอร์ไม่สามารถตัดแบ่งหนังออกฉายเป็นตอนๆได้ ที่ผมคิดเช่นนี้ เพราะเห็นว่าเรื่องราว 4 ยุคในหนังมันมีความยาวไม่เท่ากันนะครับ เรื่องยุค Babylon กับ ยุค Modern American นี่ยาวมากๆ ถือเป็นเรื่องหลักเลยละ ส่วนยุค Judean สั้นมากแทบไม่มีอะไรเลย นี่แสดงถึงตอนเขียนบท เรื่องทั้ง 4 มีความเป็นเอกเทศน์ต่อกัน เพียงแต่มีแนวคิดบางอย่างที่คล้ายกันเท่านั้น … นี่เป็นสิ่งที่ผมตั้งสมมติฐานขึ้นนะครับ ในความจริง Griffith อาจจะมีความต้องการตัดต่อหนังแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

ผลลัพธ์ของการตัดต่อแบบนี้ มันน่าทึ่งมากๆ คือดูเหมือนมั่ว แต่ไม่มั่วนะครับ หลายครั้งที่ซีนเป็นเหตุการณ์ในยุค Babylon ซีนต่อไปเป็นตัดไปที่ยุค Modern American ซีนต่อไปโผล่ยุค French Renaissance แล้วตัดกลับไปยุค Babylon ใหม่ อยู่ดีๆกระโดดไป Modern American … นี่ถือเป็นการตัดต่อที่บ้ามากๆ ตามใจฉันสุดๆ ใครกันจะไปจับประเด็นเห็นความต่อเนื่องได้ ผมเชื่อว่าน่าจะมีคนสัก 25% ที่สามารถทำได้ อีก 75% จะบ่นอุบ นี่มันหนังอะไรว่ะ! ดูไม่เห็นรู้เรื่องเลย … วิธีการจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ ในสมองเราต้องแบ่งเหตุการณ์ออกเป็น 4 ส่วน (ตามยุคสมัย) หนังมันดำเนินเรื่องไปได้แค่ทีละส่วนเท่านั้น วิธีการคือเราต้องสลับความคิดให้ทันตามซีนที่เปลี่ยนไป สังเกตให้ออกว่าฉากนั้นเป็นเรื่องราวในยุคไหน เรื่องราวซีนก่อนหน้านี้จบยังไง กลายมาเป็นซีนที่เห็นอยู่ได้ยังไง ถ้าสามารถสลับได้ก็จะดูเข้าใจได้ทันที … สำหรับคนที่ทำไม่ได้ แนะนำให้ไปหาคลิป youtube มีคนได้ทำการตัดต่อแยกเอาเรื่องราวทั้ง 4 ออกมาทีละเรื่อง คุณจะทะยอยดูทีละยุคเลยก็ได้ จะได้เข้าใจเนื้อเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น พอดูจบทั้ง 4 เรื่องแล้วให้กลับมาดูหนังฉบับเต็ม เพื่อชื่นชมความมั่วที่ไม่มั่ว จะได้เห็นการตัดต่ออันเหนือชั้น ที่ไม่น่าจะมีใครบ้าทำแบบนี้อีกแล้ว

ถ่ายภาพโดย Billy Bitzer ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น Hollywood first Director of Photography (ช่างภาพคนแรกของ hollywood) ในยุคก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์ ยังถูกครอบงำด้วยแนวคิดและวิธีการนำเสนอแบบละครเวที เรามักจะรู้สึกกล้องตั้งอยู่นิ่งๆ แล้วนักแสดงเดินเข้าฉาก สำหรับ Intolerance ยังถือว่ามีองค์ประกอบนี้อยู่ แต่ Griffith ได้ทำการทดลองหลายๆที่ทำให้หนังให้ความรู้สึกต่างจากการดูละครเวที หนึ่งในนั้นคือฉากการต่อสู้ในสงคราม เราจะเห็นภาพกว้างๆที่ตัวละครเคลื่อนไหว และมีการตัดต่อโคลสอัพหน้าตัวละครในระหว่างนั้น นี่คือสิ่งที่ละครเวทีทำไม่ได้ เพราะเราจะนั่งอยู่กับเก้าอี้ ไม่สามารถเห็นสีหน้าของนักแสดงชัดๆ ใกล้ๆได้ แต่หนังไม่มีข้อจำกัดนี้ การตัดต่อสลับระหว่างภาพมุมกว้าง และตัวละคร ทำให้เราเห็นรายละเอียด องค์ประกอบต่างๆมากขึ้น นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ใช้การตัดต่อสลับไปมาแบบนี้

เชื่อว่าหลายครั้งคนดูจะสับสนช่วงเวลา ว่าภาพที่กำลังเห็นอยู่เกิดในยุคสมัยไหน เพราะการตัดต่อกระโดดไปมาแบบนี้ บางทีหน้าตาตัวละครก็ยังจำไม่ได้ (ภาพมันไม่ค่อยชัดด้วย) เสื้อผ้าหน้าผมก็ดูคล้ายๆกันอีก … มีอีกวิธีที่แยกได้นะครับ คือสีของภาพนะครับ เทคนิคนี้ Griffith เคยใช้มาแล้วใน The Birth of A Nation มาใน Intolerance ทั้ง 4 เรื่องราวก็จะมีโทนสีเป็นของตัวเอง
1.Babylonian ใช้สี  Gray-Green
2.Judaean ใช้สี  Blue
3.French Renaissance ใช้สี Sepia
4.Modern America ใช้สี  Amber

สังเกตแค่สีของภาพก็จะรู้ว่าฉากนั้นเป็นยุคสมัยไหนแล้ว

Intolerance

รูปนี้เป็นภาพที่ลงในหนังสือพิมพ์เพื่อโปรโมทหนัง ตัวประกอบ 125,000 คน ม้า 7,500 ตัว รถม้า 1,200 คัน มีฉากกว่า 3,000 ฉาก นี่คือความ Epic ของหนังเรื่องนี้ และฉาก Babylon ได้ทำการสร้างเมืองขึ้นมาจริงๆ รูปปั้นขนาดใหญ่ กำแพงสูงใหญ่และให้คนขึ้นไปเดินได้ ดูในหนังมันอาจจะไม่สวยงามเท่าไหร่ แต่เมื่อมาคิดว่าสมัยนั้นทำออกมาได้ยังไงนี่ขนลุกเลยครับ 1 ใน 3 ของทุนสร้างหมดไปกับฉากเมืองนี่แหละ ทั้งยังเสื้อผ้า หน้าผมให้กับตัวประกอบอีกไม่รู้เท่าไหร่ คนสมัยนั้นเห็นภาพจากหนังคงร้อง “ว๊าว” เป็นแน่ ผมไม่ถึงกับอุทานออกมา แต่ตั้งคำถามว่า “ทำได้ยังไง!” และ “เพื่ออะไร!” ทึ่งในพลังของผู้กำกับนะครับ ถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ Flop นี่ คิดว่าเราอาจจะได้เห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการกว่านี้เป็นแน่

Intolerance เป็นหนังที่นักเรียนหนังแทบทุกคนต้องเคยดู เพราะถือเป็นหนังที่เป็นเหมือนตำราเรียน มีคนกล่าวไว้การดูหนังเรื่องนี้เหมือนการเริ่มต้นศึกษาสื่อภาพยนตร์ นี่คือหนังเรื่องแรกๆของโลก มีการทดลอง มีความพยายามลองผิดลองถูกมากมาย แทบทุกสิ่งอย่างเป็นของใหม่ในสมัยนั้น ปัจจุบันอาจจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแล้ว แต่ความรู้สึก “ขนลุก” คือสมัยนั้นทำกันไปได้ยังไง เราต้องเข้าใจครับว่ามันต้องเคยมีคนทำแบบนี้มาไม่ใช่นั้นวงการภาพยนตร์มันคงไม่เติบโตมาได้ถึงขนาดนี้ เห็นว่ามีฟีล์มบางส่วนของหนังหายไปด้วย ผมไปอ่านเจอมาว่าหนังเรื่องนี้มีฉาก Babylon Harem นักแสดงต้องแก้ผ้าอาบน้ำ ผมจำได้ว่าในหนังเวอร์ชั่นที่ผมดูไม่มีฉากนี้นะครับ น่าเสียดายจริงๆ

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคอหนังเงียบ คนที่ชื่นชอบดูหนังเก่าๆ เต็มไปด้วยเทคนิค งานสร้างอลังการ มีการตัดต่อที่บ้าคลั่ง ระดับเดียวกับ Man with a Movie Camera เลยนะครับ ใครเป็นนักเรียนภาพยนตร์ไม่ควรพลาด ผมไม่แนะนำให้เร่งความเร็วในการดูนะครับ เพราะหนังตัดต่อเร็วมากๆ ไม่จำเป็นต้องเร่ง (แค่นี้ก็ดูจะไม่ทันแล้ว) หนังอาจจะยาวหน่อย ใช้ความอดทนสักนิด ถ้าดูแล้วเข้าใจคงสนุกได้ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ต้องฝืนนะครับ จัดเรต 13+ ต่ำกว่านี้ดูไปคงไม่เข้าใจ

คำโปรย : “Intolerance หนัง Epic อลังการระดับตำนานที่มีการตัดต่ออันเหนือชั้น เปรียบเหมือนตำราเรียนขึ้นหิ้งโดยบรมครู D.W. Griffith”
คุณภาพ : SUPERB 
ความชอบ : SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of