Invasion of the Body Snatchers (1956)

Invasion of the Body Snatchers

Invasion of the Body Snatchers (1956) hollywood : Don Siegel ♥♥♥♥

สิ่งมีชีวิตต่างดาว ‘pod people’ สวมวิญญาณเข้าสิงสู่ร่างมนุษย์ มองจากรูปลักษณ์ภายนอกอาจดูไม่รู้ แต่ภายในมีบางสิ่งอย่างแตกต่าง, โคตรภาพยนตร์ Sci-Fi สะท้อนนัยยะถึงความหวาดกลัว (Horror) ต่อคนรอบข้างใกล้ตัวที่มีแนวคิดทัศนคติ ‘บางอย่าง’ เปลี่ยนแปลงไป

คำว่า ‘บางอย่าง’ ที่ผมเน้นขึ้นมานี้ หลายคนอาจไม่เห็นภาพสักเท่าไหร่ว่าต้องการสื่อถึงอะไร แต่เพราะการสร้างใหม่ถึง 4 ครั้งของหนังเรื่องนี้ พยายามจะนำเสนอนัยยะที่แตกต่างกันออกไป
– Invasion of the Body Snatchers (1956) คือทัศนคติด้านการเมือง ระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ สะท้อนความหวาดระแวงในทศวรรษของ McCarthyism
– Invasion of the Body Snatchers (1978) ยังคงคือทัศนคติด้านการเมืองเช่นกัน แต่เปลี่ยนเป็นระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ภายหลังข่าวฉาวครั้งใหญ่ Pentagon Paper และ Watergate Scandal
– Body Snatchers (1993) เห็นว่าคือความหวาดกลัวต่อภัยโรคเอดส์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างน่าสะพรึงกลัว
– The Invasion (2007) สงสัยจะเป็นภัยคุกคามของสงคราม Iraq และโลกร้อน (Global Warning)

เกร็ด: จริงๆมีอีกเรื่องชื่อ The Body Snatcher (1945) ของผู้กำกับ Robert Wise นำแสดงโดย Boris Karloff กับ Bela Lugosi แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับหนังชุดนี้

ถือเป็นความน่าทึ่งของซีรีย์ Body Snatchers แม้เรื่องราวเนื้อหาใจความสำคัญจะอย่างเดียวกัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน สามารถนำเสนอตีความในบริบทองค์ประกอบรอบข้าง ที่สะท้อนค่านิยมร่วมสมัยแตกต่างจากกันได้, ไว้ถ้ามีโอกาสจะหาเรื่องอื่นๆมาเขียนถึงนะครับ

จุดเริ่มต้นมาจากนิยาย Sci-Fi เรื่อง The Body Snatchers (1955) แต่งโดย Jack Finney (1911 – 1995) ตีพิมพ์ลงนิตยสารรายสัปดาห์ Colliers Magazine เดือนพฤศจิกายน 1954 ได้รับการยกย่องว่า ‘the year’s most original story of suspense’ โปรดิวเซอร์ Walter Wanger ได้อ่านตอนแรกรีบติดต่อของซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงโดยทันที

Donald Siegel (1912 – 1991) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois, ในครอบครัวเชื้อสาย Jews แต่ไปเรียนต่อ Jesus College, Cambridge ประเทศอังกฤษ ตามด้วย Beaux Arts ที่ Paris ฝรั่งเศสแต่ไม่ทันจบมุ่งตรงสู่ Los Angeles รู้จักกับ Hal Wallis ได้งานจากเป็น Film Library ในสตูดิโอ Warner Bros. ต่อมากลายเป็นหัวหน้าแผนกตัดต่อ Montage Department มีโอกาสสร้างหนังสั้นสองเรื่อง (นำฟุตเทจจาก Archive มาเรียบเรียงตัดต่อใส่เรื่องราว)
– Hitler Lives (1945) คว้า Oscar: Best Documentary, Short Subjects
– Star in the Night (1945) คว้า Oscar: Best Short Subject, Two-reel

ความสำเร็จนี้ทำให้ได้กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Verdict (1946) โด่งดังกับ Invasion of the Body Snatchers (1956), The Killers (1964), Dirty Harry (1971), The Shootist (1976), Escape from Alcatraz (1979) ฯ

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Daniel Mainwaring เจ้าของนิยายดัง Build My Gallows High (1946) ที่พอได้รับการติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลง ตัดสินใจกลายเป็นนักเขียนบทหนัง เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น Out of the Past (1947) เคยร่วมงานกับผู้กำกับ Siegel เรื่อง The Big Steal (1949), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ This Woman is Dangerous (1952)

แม้ Mainwaring จะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือถูก Blacklist ในช่วงทศวรรษของ McCarthyism แต่เขาได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างมาก เพราะเพื่อนๆหลายคนต้องหลบลี้หนีภัยออกนอกประเทศ ว่ากันว่าพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ แทรกใส่นัยยะเพื่อสะท้อนความหวาดกลัวเกรงบุคคลรอบข้าง ที่แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะยังเหมือนเดิม แต่บางสิ่งอย่างภายในเปลี่ยนแปลงไป

เรื่องราวของ Dr. Miles Bennell (รับบทโดย Kevin McCarthy) นายแพทย์ประจำเมือง Santa Mira ได้พบเจอความผิดปกติอุปทานหมู่ หลายคนแสดงออกด้วยอาการ Capgras Delusion หลงผิดว่าพ่อ-แม่ เพื่อน คนรัก เปลี่ยนแปลงไปจนไม่ใช่พวกเขา ราวกับเป็นตัวปลอม ช่างน่าพิศวงสงสัยยิ่งนัก, ด้วยความบังเอิญได้พบเห็นเมล็ดรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด กระเทาะเปลือกฟักออก แปรสภาพกลายร่างมีภาพลักษณ์เหมือนมนุษย์ทุกประการ จึงรับรู้ว่ามีบางสิ่งอย่างที่ชั่วร้ายบังเกิดขึ้น ร่วมกับแฟนสาว Becky Driscoll (รับบทโดย Dana Wynter) หาทางที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่จักสำเร็จหรือไม่ต้องไปลุ้นกัน!

Kevin McCarthy (1914 – 2010) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Seattle, Washington ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับ Joseph McCarthy (ผู้ที่ให้กำเนิด McCarthyism) พ่อ-แม่เสียชีวิตปี 1918 ขณะโรคระบาดหนัก ทำให้ต้องอาศัยอยู่กับญาติๆที่ Minneapolis โตขึ้นเข้าเรียน University of Minnesota เกิดความหลงใหลในด้านการแสดง สมัครเป็นทหารอากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์ชวนเชื่อหลายเรื่อง ปลดประจำการออกมาเป็นนักแรียนรุ่นก่อตั้งของ Actors Studio โด่งดังกับ Death of a Salesman (1951) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor, แต่เหมือนจะไม่ค่อยได้ดีกับภาพยนตร์สักเท่าไหร่ ผันตัวสู่วงการโทรทัศน์มีผลงานกว่า 200 เรื่อง

ในตอนแรกโปรดิวเซอร์ติดต่อ Gig Young, Dick Powell, Joseph Cotten ฯ แต่ผู้กำกับขอเลือก McCarthy เพราะประทับใจจากเคยร่วมงานกันเรื่อง An Annapolis Story (1955)

รับบท Dr. Miles Bennell นายแพทย์ประจำ Santa Mira เมืองเล็กๆที่ใครๆต่างรู้จักมักคุ้น เพราะความเป็นคนช่างสังเกต ไม่นานนักเริ่มพบเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น ด้วยสันชาตญาณการเอาตัวรอดที่มีสูงมากๆ จึงยังสามารถหลบหนีพ้นบรรดา ‘pod people’ แต่จะอีกนานสักแค่ไหนกันเชียว

ฉากเกือบสุดท้ายของหนังที่ตัวละครต้องวิ่งบนถนน Highway ท่ามกลางรถยนต์/รถบรรทุกมากมาย เห็นว่าผู้กำกับ Siegel จงใจถ่ายทำตอนดึกๆเกือบเช้า ผลักดันให้ McCarthy ไม่หลับไม่นอน แล้วไปวิ่งมาอย่างเหน็ดเหนื่อยใกล้หมดเรี่ยวแรง ซึ่งนั่นทำให้เขามีความเสี่ยงสูงมากๆที่จะหกล้มหรือโดยรถทับ แต่โชคดีผู้กำกับกระทับสตั๊นแมนที่ขับรถบรรทุก ให้ระแวดระวังอันตรายอย่างถึงที่สุด (ปกติแล้ว Highway รถควรจะวิ่งด้วยความเร็วสูง แต่ถ้าถ่ายทำในไดเรคชั่นนั้นมันคงอันตรายเกินไปละ)

แม้ตัวละครจะไม่ได้มีวิวัฒนาการอะไรมากนัก แต่ McCarthy ทำการสวมวิญญาณของตัวละครได้อย่างสมจริงจังอย่างยิ่ง โดดเด่นกับการสะท้อนความหวาดกลัวออกมาจากภายใน โดยเฉพาะภาพ Close-Up ช็อตนี้ เมื่อได้รับรู้บางสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น ดวงตาถลน มันช่างขนลุกขนพองยิ่งนัก

Dana Wynter (1931 – 2011) นักแสดงหญิงสัญชาติ German-British เกิดที่ Berlin พ่อเป็นแพทย์ศัลยกรรมสัญชาติอังกฤษ ต้องออกเดินทางไปหลายๆประเทศ อาทิ Morroco, South Africa ฯ ตอนแรกตั้งใจจะเรียนหมอตามอย่างพ่อ แต่สุดท้ายหันมาสนใจด้านการแสดง เข้าสู่วงการที่ประเทศอังกฤษ ไม่ประสบความสำเร็จนักเลยมุ่งสู่ Hollywood เซ็นสัญญากับสตูดิโอ Fox แจ้งเกิดกับ Invasion of the Body Snatchers (1956), D-Day the Sixth of June (1956) ฯ

ตอนแรกโปรดิวเซอร์สนใจนักแสดงมีชื่ออย่าง Anne Bancroft, Donna Reed, Kim Hunter, Vera Miles แต่เพราะทุนสร้างที่มีจำกัดมาลงเอย Dana Wynter พอมีชื่อจากการแสดงละครโทรทัศน์ (และกำลังถูกสตูดิโอ Fox ผลักดันอยู่ด้วย)

รับบท Becky Driscoll อดีตแฟนสาวของ Dr. Miles Bennell ที่หลังจากแต่งงานเดินทางไปอยู่ต่างประเทศกับสามี ห่างหายไปห้าปีย้อนคืนกลับมาพร้อมใบหย่า หวนกลับมาพบเจอกันอีกครั้งยังคงคลั่งไคล้หลงใหลกันไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งพอ Dr. Bennell รับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้ บุคคลแรกที่คิดนึกถึงก็คือหญิงสาวผู้นี้ พยายามอย่างยิ่งจะนำพาให้เธอหนีรอดไปกับเขาด้วย แต่…

Wynter เป็นผู้หญิงที่สวยอยู่แล้วนะ แต่เสื้อผ้าชุดสวมใส่มันแบบว่าเทรนด์แฟชั่นเกินหน้าเกินตาไปสักนิด โดยเฉพาะชุดเกาะอกแรกสุด ราวกับเพิ่งไปออกงานราตรีกลับมา มันควรที่จะเป็นลำลองสบายๆน่าจะเหมาะสมกับตัวละครกว่า แต่ชุดหลังๆก็โอเคนะครับ ไม่ได้เว่ออลังการเหมือนแรกสุด, สำหรับการแสดง เพราะนี่เป็นบทแจ้งเกิดของเธอ ออกวิ่งตามแบบไม่กลัวเหนื่อยเละโคลน เล่นหูเล่นตาเคมีเข้าขากับ McCarthy อย่างยิ่ง ถือว่าเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง … แต่ก็ไม่รู้ไปตกม้าตายตอนไหน

มีช็อตหนึ่งเช่นกันช่วงท้าย เมื่อบางสิ่งอย่างเกิดขึ้นกับเธอพอลืมตาขึ้นมา ผู้ชมสามารถสังเกตรับรู้สึกได้ทันที ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป (ดวงตาเต็มไปด้วยความมืดมิดสนิท)

เห็นว่าบทหนังของ Mainwaring เต็มไปด้วย Comedy เสียดสีประชดประชันมากมาย ซึ่งผู้กำกับมองว่าจะทำให้โทนหนังดูไร้สาระเกินไป เลยขอให้นักแสดงทำการ improvise บทพูดสนทนาใหม่ด้วยตนเอง แต่ก็ยังถือว่ามีความขบขันมากอยู่ นำออกทดลองฉายสร้างความสับสนงุนงงให้กับผู้ชม หัวเราะกันผิดจังหวะ เลยถูกโปรดิวเซอร์สั่งตัด Comedy นำออกจากหนังทิ้งไปเลย

สำหรับ ‘pod people’ กลายเป็นคำแสลงที่เกิดจากภาพยนตร์เรื่องนี้ แทนถึงบุคคลที่อยู่ดีๆนิสัย แนวคิด ทัศนคติเปลี่ยนแปลงไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ, หนังไม่ได้อธิบายเรื่องพื้นหลังสักเท่าไหร่ อ้างอิงจากนิยาย เป็นสิ่งมีชีวิตที่ออกเดินทางไปทั่วจักรวาล มีอายุไข 5 ปี สืบพันธุ์ไม่ได้ (ใช้การฟักออกจากเมล็ดเท่านั้น) คล้ายๆกับ Parasite กลืนกินทำลายสิ่งมีชีวิต (มนุษย์) เมื่อใช้ทรัพยากรบนโลกใบหนึ่งจนหมดสิ้นก็จะออกเดินทางไปต่อ ไร้ซึ่งจิตสำนึกมโนธรรมใดๆทั้งนั้น

สิ่งท้าทายสุดสำหรับ ‘pod people’ คือการกระเทาะเปลือก ฟักตัวออกมาจากเมล็ด คิดค้นโดย Ted Haworth ใช้งบประมาณไปเพียง $30,000 เหรียญ ให้นักแสดงเปลือยกายเข้าไปอยู่ในชุดน้ำยางที่เมื่อให้ความร้อนเพียงเล็กน้อยก็จะปริแตกออก แต่เพราะข้างในนั้นร้อนอบอ้าวไม่มีอากาศ ต้องต่อท่อใช้หายใจ นักแสดง Dana Wynter ให้สัมภาษณ์บอกว่า

“I was in this thing while it hardened, and of course it got rather warm! I was breathing through straws or something quite bizarre, and the rest of me was encased, it was like a sarcophagus.”

และเพราะสมัยนั้นการโป๊เปลือยยังเป็นสิ่งยินยอมรับไม่ได้ หลังจากผู้กำกับนำฟุตเทจฉากนี้ไปให้เหล่าโปรดิวเซอร์รับชม พวกเขาปฏิเสธต่อต้าน ยืนกรานไม่ให้มีภาพนู้ดในหนัง เลยต้องถ่ายทำเพิ่ม ด้วยการใช้ฟองสบู่ปกปิดบังส่วนลับล่อแหลม

“I was sure that before the impressions were made, this executive would have become a pod, too,”

ถ่ายภาพโดย Ellsworth Fredericks สัญชาติอเมริกัน มีชื่อเสียงกับ Invasion of the Body Snatchers (1956), Sayonara (1957), Seven Days in May (1964) ฯ

ในช่วงทศวรรษ 40s – 50s ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยีการถ่ายภาพ ทั้งขนาดและจากขาว-ดำเป็นฟีล์มสี, หนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยระบบ SuperScope ฟีล์มขาวดำขนาด 2.00 : 1 เหมือนจะมีอยู่ไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่เลือกระบบนี้ เพราะมันเป็นขนาดครึ่งๆกลางๆเลยไม่ได้รับความนิยม ถูกตัดครอบกลายเป็น Widescreen ขนาด 1.85 :1 ที่ได้รับความนิยมมากกว่า

ในฉบับนิยาย เรื่องราวอ้างอิงจากสถานที่จริงคือ Mill Valley, California แต่เมื่อทีมงานเดินทางไปยังสถานที่จริง พบว่ามีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป เลยออกค้นหาสถานที่อื่นมีความคล้ายคลึง Sierra Madre, Chatsworth, Glendale, Los Feliz, Bronson, Beachwood Canyons เปลี่ยนชื่อพื้นหลังใหม่เป็น Santa Mira

ส่วนตัวค่อนข้างชอบไดเรคชั่นการถ่ายภาพของหนังอย่างมาก มีหลายฉากโคตรเจ๋งเลยละ โดดเด่นกับการใช้แสงเงา, ทิศทางมุมกล้อง แฝงนัยยะสำคัญบางอย่าง

ฉากที่ดูเหมือน Deep-Focus แต่ไม่น่าใช่ เพราะชายที่นอนเป็นศพอยู่ใกล้มีความเบลอพอสมควร น่าจะเป็นการถ่ายทำแบบปกติแต่เลือกตำแหน่งโฟกัสให้อยู่ค่อนไปทางตัวละครด้านหลัง จึงมีความคมชัดมากกว่า ซึ่งจะมีขณะหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วกล้องเลื่อนไปจับจ้องใบหน้าของเธอ (แต่ภาพยังคงอยู่ในระยะโฟกัสของเธอ)

มุมเอียง (Dutch Angle) ในฉากนี้ ราวกับมองจากสายตาของ ‘pod people’ ที่กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนแปลงมุมมองโลกทัศน์บางสิ่งอย่างให้กับชาวมนุษย์โลก

เห็นภาพช็อตนี้นึกถึงหนังเรื่อง Seven Chances (1925) ของ Buster Keaton ขึ้นมาทันที คู่พระนางกำลังถูกกวดไล่วิ่งตามจากฝูง ‘pod people’ แต่ฉากนี้เหมือนจะถูกตัดออกในบางฉบับของหนัง

ขณะที่ภาพนี้นึกถึง The Searchers (1956) ขึ้นมาแต่ … เดี๋ยวก่อนนะ หนังเรื่องนั้นออกฉายเดือนมีนาคม 1956 ขณะที่เรื่องนี้ออกฉายเดือนกุมภาพันธ์ 1956 มันคงเป็นความบังเอิญล้วนๆมากกว่า

ถ้ำเป็นสถานที่สุดท้ายของคู่พระนาง วิ่งหนีเหล่า ‘pod people’ มาหลบซ่อนอยู่ภายใต้ ราวกับเป็นการถดถอยหลังสู่ยุคหิน มนุษย์ถ้ำ

นี่เป็นช็อตที่ผมชื่นชอบสุดในหนัง เพราะครึ่งหนึ่งของภาพบดบังอยู่ในเงามืดของภูเขา และขณะที่พระเอกวิ่งไถลลงมาตำแหน่งคาบเกี่ยวระหว่างบริเวณแสงสว่างกับความมืดพอดิบพอดี และกำลังถูกไล่ล่าตามหลังมาติดๆอีกด้วย

วิ่งลงเขาชันๆแบบนี้อันตรายมากนะครับ อย่าไปลอกเลียนแบบเลยละ!

ตัดต่อโดย Robert S. Eisen, เดิมนั้นหนังไม่มี Prologue และ Epilogue เริ่มต้นเรื่องราวที่ Dr. Miles Bennell เดินทางกลับจากสัมมนาถึง Santa Mira และจบสิ้นที่เขาวิ่งวนอยู่บนถนน Highway แต่เพราะสตูดิโอมองว่ามันห้วนเกินไป เลยมีการถ่ายทำเพิ่มที่ Allied Artists Studio นี่สร้างความไม่พึงพอใจให้กับผู้กำกับสักเท่าไหร่

“The film was nearly ruined by those in charge at Allied Artists who added a preface and ending that I don’t like”.

ซึ่งการแทรกใส่ Prologue และ Epilogue เข้ามา ทำให้ไดเรคชั่นของหนังเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เล่าเรื่องผ่าน Flashback ด้วยคำบรรยายแทรกอยู่เรื่อยๆในมุมมองของ Dr. Miles Bennell และตอนจบราวกับว่าโลกได้พบเจอ ‘ความหวัง’ กลายเป็นกึ่งๆ Happy Ending ไปเสียอย่างงั้น

คือถ้าหนังจบแบบดั้งเดิมตามความตั้งใจของผู้กำกับ มันคือสิ้นหวังเลยนะ ตัวละครราวกับปลาที่ว่ายทวนน้ำ พยายามอย่างยิ่งจะเอาชนะ ต้านทานกระแส แต่ก็มิอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นได้

เพลงประกอบโดย Carmen Dragon วาทยากร นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน ไม่ค่อยมีผลงานเด่นมากนัก เหมือนจะชื่นชอบการกำกับวง Orchestra มากกว่า

ผมค่อนข้างแอบเชื่อว่า บทเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจเล็กๆจาก Richard Strauss: Also sprach Zarathustra, Op. 30 โดยเฉพาะช่วง Prelude แค่ว่าไม่ได้ทรงพลังยิ่งใหญ่อลังการเทียบเท่า และนี่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ Stanley Kubrick เลือกใส่ใน 2001: A Space Odyssey (1968)

(ทั้งสองเรื่องต่างเป็นการ Invasion ของสิ่งต่างดาว รุนรานชาวโลก)

การมาถึงของมนุษย์ต่างดาว ‘pod people’ เทียบได้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามามีอิทธิพล สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับแนวคิดทัศนคติของมนุษย์

หลายคนอาจเคยพบเจอกับตนเอง คนรู้จักที่อยู่ดีๆวันหนึ่งเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ -นี่พูดถึงทัศนคติ ความคิดอ่าน ไม่ใช่ภาพลักษณ์ภายนอก- หรือเพื่อนที่เคยรู้จัก อยู่ดีๆชักชวนเราไปฟังขายตรง ลูกโซ่ เข้าลัทธิ … เห้ย! มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับหมอนี่กัน เมื่อก่อนไม่ใช่คนแบบนี้นะ

เรื่องแบบนี้ผมก็เคยพบเจอเข้ากับตัวอยู่บ้าง ร้ายรุนแรงคือเลิกคบมันเป็นเพื่อนเลยละ ซึ่งความรู้สึกเมื่อได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงไปนั่นคือความ ‘Horror’ ประเภทหนึ่ง (ตื่นตกใจ หวาดกลัว คาดคิดไม่ถึง) ถ้าคุณเคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน เชื่อว่ารับชม Invasion of the Body Snatchers จะยิ่งขนหัวลุกพอง หลอกหลอนแบบชิบหายวายป่วนเลยละ

ผมไม่อยากที่จะเจาะจงลงไป ว่านัยยะของการเปลี่ยนแปลง ‘บางอย่าง’ สื่อแทนถึงอะไรได้บ้าง เพราะมันเป็นสิ่งครอบจักรวาลจริงๆ การไปจำกัดอยู่แค่เรื่องราวพื้นหลังของยุคสมัย เหมือนการดูแคลนความยิ่งใหญ่คลาสสิกของหนัง, ซึ่งระหว่างรับชมตามผมไม่คิดถึง McCarthyism เลยนะ มองเห็นเป็นภาพรวม นึกหน้าเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ถ้าเป็นปัจจุบันมีโอกาสได้พบเจอ จะยังสามารถพูดคุยหวนกลับเป็นเพื่อนได้อีกสักครั้งหรือเปล่า

แล้วมีวิธีการใดจะสามารถปกป้อง คุ้มกันภัยตนเอง ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดทัศนคติได้บ้าง? คำตอบคือไม่มีเลยนะครับ ตรงกันข้ามถือว่ามีความจำเป็นเสียด้วยซ้ำที่เราต้องพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป, ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้เราอาจเคยมีทัศนคติว่า การล่าฆ่าสัตว์ป่าเป็นสิ่งยินยอมรับได้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จับกุมครั้งใหญ่ สังคมแสดงออกด้วยท่าทีปฏิเสธต่อต้านรับไม่ได้ มันอาจทำให้ความคิดของเราในเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง … แต่นี่ถือว่าเป็นในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าก่อนนะครับ

การที่หนังไม่เอ่ยถึงเบื้องหลัง เหตุผลของชาว ‘pod people’ ต่อการเข้ามารุกรานชาวโลก ทำให้ผู้ชมเกิดจินตนาการกว้างมากขึ้นไปอีก สามารถเหมารวมได้คือความชั่วร้าย ‘บางอย่าง’ ที่เข้ามาสิงสถิตย์หลบซ่อนอยู่ในจิตใจ ค่อยๆคุกคาม ลุกลาม แพร่ขยายสู่วงกว้าง ถ้าไม่รีบหาทางปฏิเสธป้องกัน (ดื้อรั้นเหมือนพระเอก) ก็คงได้ถึงจุดจบของมวลมนุษย์ชาติเป็นแน่

ในฉบับนิยาย จุดจบคือการออกเดินทางต่อของ ‘pod people’ เพราะพวกเขารู้สึกอึ้งทึ่งกับความดื้อด้านของพระเอก ไม่ยินยอมศิโรราบต่อพวกเขา ยกย่องนับถือและยินยอมจากไปอย่างเงียบๆ, นี่สะท้อนถึงความหวังเล็กๆ ถ้ามีใครสักคนเลือกปฏิเสธต่อต้าน ‘บางอย่าง’ แบบหัวชนฝา โลกก็จักกลับคืนสู่ความสมดุลได้ในที่สุด

เกร็ด: ชื่อหนัง เมื่อมิอาจใช้ The Body Snatcher ซ้ำกับหนังอีกเรื่อง ก็มีที่เล็งๆไว้อาทิ They Come from Another World (ดันไปซ้ำกับหนังของ Howard Hawks), Better Off Dead, Sleep No More, Evil in the Night, World in Danger เป็นสตูดิโอที่อนุมัติ Invasion of the Body Snatchers

ด้วยทุนสร้าง $416,911 เหรียญ แค่เดือนแรกก็ทำเงินได้ถึง $1 ล้านเหรียญ กำไรเน้นๆ รวมตลอดโปรแกรมการฉายประมาณ $3 ล้านเหรียญ

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง หลงใหลในแนวคิดและความเป็น original Sci-Fi ที่แฝงนัยยะสื่อความหมายได้อย่างสวยงาม ลงตัว และครอบจักรวาล (คือจะตีความในมุมมองไหนก็ได้หลากหลาย)

แนะนำกับคอหนัง Sci-Fi แท้ๆ ชื่นชอบเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวรุกรานโลก, นักคิด วิเคราะห์ ชื่นชอบความท้าทายค้นหาคำตอบ, แฟนๆผู้กำกับ Don Siegel ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความ Horror ของจิตใจคนที่เปลี่ยนแปลงไป

TAGLINE | “Invasion of the Body Snatchers คือหนัง Sci-Fi แบบแท้ๆ ที่แฝงนัยยะสื่อความหมายได้อย่างสวยงาม ลงตัว และครอบจักรวาล”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of